เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 มิถุนายน 2026 at 22:44.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ พระวัดท่าขนุนรอดจากการเปียกฝนตอนบิณฑบาตมาได้แบบฉิวเฉียดทั้ง ๒ วัน แต่ส่วนที่ไม่รอดก็คือหลังจากกลับถึงวัดแล้ว ฝนก็กระหน่ำกันเป็นวันเป็นคืน..!

    สภาพอากาศแบบนี้ ส่วนที่ต้องระมัดระวังที่สุดก็คือรักษาใจตนเองเอาไว้ให้ดี อย่าให้ตกอยู่ภายใต้ รัก โลภ โกรธ หลง ที่โบราณว่า "ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า" เนื่องเพราะว่าถ้าเราสร้างกรรมในลักษณะนี้ สภาพจิตก็มีแต่จะ
    ยิ่งตกต่ำลงไปทุกที

    ในปัจจุบันนี้ทางด้านต่างประเทศโดยเฉพาะแถวยุโรป เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวที่ยาวนาน บางทีเป็นเดือน ๆ ไม่ได้เห็นแสงตะวันเลย มีแต่ฟ้ามืดขมุกขมัวแล้วก็หิมะตกหนัก ผู้คนกลายเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายกันมาก มาภายหลังเมื่อมีวัดไทยอยู่ใกล้เคียง และมีการสอนกรรมฐาน มีการสอนให้ไม่ส่งจิตออกนอกไปฟุ้งซ่านกับสิ่งรอบกาย ก็ทำให้สถิติการฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ..!

    ถ้าหากว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ คาดว่าพระพุทธศาสนาในยุโรปจะรุ่งเรืองมากไปกว่านี้ แต่ในส่วนที่น่าเสียดายก็คือคนไทยของเราเอง ตกอยู่ในภาวะที่โบราณเรียกว่า "ลิงได้แก้ว" ก็คือไม่รู้ว่าตนเองมีของดีอยู่ในกำมืออย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะรักษาสภาพจิตของตนเองอย่างไรอีกประการหนึ่ง จึงทำให้คนทุกวันนี้ห่างวัดห่างวาไปมาก

    โดยเฉพาะการเสพสื่อโซเชียลแบบไม่บันยะบันยัง ทำให้มองโลกในแง่ร้าย โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวคราวไม่ดีเกี่ยวกับพระภิกษุสงฆ์ ก็เข้าไปร่วมสร้างกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ด้วยการกระหน่ำซ้ำเติม คอมเมนต์ต่าง ๆ แบบรุนแรง นอกจากสร้างกรรมให้เกิดแก่ตนเองแล้ว ยังอยู่ในลักษณะของการทำให้จิตใจของตนเองตกต่ำลงไปเรื่อย

    บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามาปฏิบัติธรรมก็เท่ากับปิดมรรคปิดผลไปเลย เนื่องเพราะว่ามีการปรามาสพระรัตนตรัยเป็นปกติ บุคคลที่จะเข้าถึงมรรคถึงผลนั้น ต้องมีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ๆ เคารพในพระธรรมจริง ๆ เคารพในพระสงฆ์จริง ๆ ไม่ล่วงล้ำกล้ำเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

    ดังนั้น..ถ้าหากว่ายุคนี้สมัยนี้ฆราวาสญาติโยมต่าง ๆ จะห่างไกลมรรคผลไปมาก กระผม/อาตมภาพก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลย เนื่องเพราะว่าบุคคลยุคหลัง ๆ มีปัญญาทางโลกมากจนเกินไป จนตกอยู่ในประเภทปทปรมบุคคล..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น ส่วนของปทปรมะเป็นส่วนที่ผู้คนเข้าใจผิดมากที่สุด ว่าเป็นบุคคลที่โง่เง่าจนรับการโปรดจากพระไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว ถ้าดูตามรากศัพท์ ปทปรมะ แปลว่า ผู้ยิ่งด้วยบทบาท ก็คือส่วนใหญ่แล้วเป็นบุคคลที่ฉลาดมาก แต่ว่าไม่ยอมรับความคิดของคนอื่น ประมาณสญชัยเวลัฏฐบุตร เมื่ออุปติสสมาณพและโกลิตมาณพสองสหายพร้อมด้วยบริวาร ไปกราบลาเพื่อจะไปศึกษาในสำนักของพระสมณโคดม ด้วยความที่ทั้งสองท่านเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ฟังธรรมสั้น ๆ แล้ว เห็นประโยชน์มากมายมหาศาลตรงนี้ จึงได้เชิญชวนท่านอาจารย์ให้ไปด้วยกัน

    แต่สญชัยเวลัฏฐบุตรเจ้าของทฤษฎีปลาไหลใส่สเก๊ต ก็คืออมราวิกเขปิกา เป็นทฤษฎีที่ใครถามอะไรก็ตอบลื่นไหลไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีที่สิ้นสุด ประมาณ "มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก" ได้ถามคืนมาว่า "ในโลกนี้บุคคลผู้โง่เขลากับบุคคลผู้ฉลาดอะไรมากกว่ากัน ?" มาณพทั้งสองจึงตอบไปตามความเป็นจริงว่า "บุคคลผู้โง่เขลาย่อมมีมากกว่าเสมอ"

    สญชัยเวลัฏฐบุตรจึงกล่าวว่า "นั่นแหละ บุคคลที่ฉลาดแบบเธอทั้งสองและบริวารจงไปหาพระสมณโคดม ส่วนบุคคลผู้โง่เขลาก็จักมาหาเราเอง" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าบุคคลที่ฉลาดถึงขนาดตั้งตนเป็นศาสดาเจ้าลัทธิได้นั้น ถ้าหากว่ายอมเปิดใจรับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมที่จะเข้าถึงมรรคถึงผลได้ดุจเดียวกับบรรดาพราหมณ์ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อสอบถามธรรมะจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บรรลุมรรคผลบ้าง ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิตบ้าง เหล่านี้เป็นต้น

    ดังนั้น..ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรก็ตาม เราท่านทั้งหลายต้องระมัดระวังรักษาใจของตนเอง เนื่องเพราะว่าใจนั้นมีสภาพการเสพเสวยอารมณ์ต่าง ๆ เป็นปกติ ถ้าหากว่าสิ่งมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วเรามีสติไม่เพียงพอ มีสมาธิไม่เพียงพอ เราก็จะไหลตาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งหลายเหล่านั้นไปแบบยับยั้งชั่งใจไม่อยู่ กลายเป็นลักษณะที่ว่า "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้"..!

    โดยเฉพาะในสมัยนี้ ถ้าไปขยายแนวคิดในการปฏิบัติธรรมแบบเอาชีวิตเข้าแลก บุคคลรุ่นหลัง ๆ น่าจะบารมีน้อย จึงไม่สามารถที่จะรับตรงจุดนี้ได้ แม้แต่กระผม/อาตมภาพเองก็เจอบุคคลประเภทนี้มากขึ้นทุกที สภาวะสังคมบ้านเรานั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็มีมากขึ้นไปเรื่อย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    โดยเฉพาะค่านิยมในการอุปสมบทเข้าไปเพื่อขัดเกลาตนเอง ก่อนที่จะออกไปทำหน้าที่การงานหรือว่ามีครอบครัวนั้น ปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีใครทำกันแล้ว ถ้าท่านทั้งหลายศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา โดยเฉพาะช่วงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะเห็นว่าพระองค์ท่านรับผู้ที่เข้ามาขอเป็นข้าราชการ ก็เฉพาะบุคคลที่ผ่านการอุปสมบทจนได้พรรษา และสึกหาลาเพศมาแล้วเท่านั้น ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้นพอมาในภายหลัง จึงทำให้การศึกษาของคณะสงฆ์เบี่ยงเบนไปด้วย

    เนื่องเพราะว่าในยุคแรก การศึกษาของคณะสงฆ์ก็คือการท่องบ่นจดจำ ซึ่งบางสำนักบางผู้นำทางความคิดได้กล่าวไว้ว่า "การสวดท่องไปโดยไม่มีความเข้าใจนั้นไม่มีประโยชน์" พูดง่าย ๆ ว่าโจมตีการสวดมนต์ไหว้พระ

    เพียงแต่ไม่ได้รู้ว่าวัตถุประสงค์ของการสวดสาธยายแต่ดั้งเดิม ประการแรกเลยก็คือ กำหนดจดจำข้อธรรมคำสอนเอาไว้ไม่ให้ผิดพลาด อยู่ในลักษณะภัณฑาคาริกปริยัติ ก็คือจดจำแบบห้องสมุดบันทึกความรู้ พร้อมที่จะถ่ายทอดต่อให้ผู้มารับช่วงโดยไม่ผิดพลาด ก่อนที่จะไปถึงประการสุดท้ายก็คือนิสสรณัตถปริยัติ ก็คือการศึกษาเรียนรู้เพื่อความพ้นทุกข์

    ดังนั้น..ในเมื่อการศึกษาทำให้บุคคลได้รับโอกาส ก็คือบุคคลที่มีการศึกษาก็ได้รับการถวายสมณศักดิ์ให้เป็น "พระครู" ก็คือพระผู้เป็นครูสอนทั้งพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา มี "นิตยภัต" ก็คือค่าอาหารประจำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถวายให้

    บุคคลที่บวชแล้วสึกหาลาเพศไปยังมีโอกาสเข้ารับราชการอีก การศึกษาของคณะสงฆ์จึงเบี่ยงเบนไปไม่รู้ตัว ก็คือกลายเป็นศึกษาเพื่อที่จะได้มีโอกาสในการดำเนินชีวิต ก็คือถ้าอยู่ต่อก็จะได้รับสมณศักดิ์ ถ้าหากว่าสึกหาลาเพศไปก็มีโอกาสได้รับราชการ โดยเฉพาะค่านิยมเก่า ๆ ที่ว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง" ก็คือการรับราชการนั้นได้รับความนิยมมากกว่า
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน การรับราชการในปัจจุบันเขาถือว่าเป็น "น้ำซึมบ่อทราย" ก็คือมาเรื่อย ๆ ไม่มากก็จริง แต่ไม่หมด เมื่อเกษียณอายุแล้วยังมีเงินบำเหน็จบำนาญให้อีกต่างหาก จึงทำให้บุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ถวายชีวิตเพื่อเป็นข้ารองพระบาทองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากแต่ว่ารับราชการประมาณ "เช้าชาม เย็นชาม" รอวันเกษียณ

    ยังโชคดีว่าอำเภอทองผาภูมิที่กระผม/อาตมภาพอยู่นั้น นายอำเภอ ๔ - ๕ ท่านหลัง ๆ มีแนวคิดแบบเดียวกันหมด ก็คือให้เวลาแก่ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะให้ได้ ขนาดวันหยุดก็ยังอยู่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน กระผม/อาตมภาพถามว่า "ท่านนายอำเภอ..วันหยุดไม่กลับบ้านไปพักผ่อนบ้างหรือ ?" ท่านบอกว่า "หลวงจ่ายเงินเดือนให้ผมทุกวันครับ ไม่ได้มีวันหยุด จึงต้องทำงานสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่"

    ไม่ทราบเหมือนกันว่านายอำเภอของที่อื่น ๆ นั้น จะมีแนวคิดลักษณะเดียวกันแบบนี้หรือไม่ ? ถ้าหากว่าในองค์กรปกครองชั้นสูง มีการอบรมบรรดาผู้ที่มาเป็นนายปกครองในพื้นที่ โดยเฉพาะระดับอำเภอในแบบเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

    แต่ถ้าหากว่ายังไม่มีก็ขอให้นำแนวคิดแบบนี้ไปใช้เถิด นอกจากการรับราชการของท่านจะเจริญรุ่งเรืองแล้ว ท่านยังได้ทำหน้าที่แบ่งเบาภาระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมกับคำว่า "ข้าราชการ" ของท่านอย่างเต็มภาคภูมิ

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร ตลอดจนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...