เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 16 มิถุนายน 2026 at 21:59.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,511
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,941
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,511
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,941
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Yining Fairfield by Marriott Hotel เมืองอี้หนิง อยู่ที่ ๒๐ องศาเซลเซียส กระนั้นก็ตาม กระผม/อาตมภาพก็ใส่ฮีทเทคตัวบางเผื่อเอาไว้ก่อน เนื่องเพราะ "อาโจว" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเราแจ้งว่า อากาศยามเช้าที่ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น ซึ่งเราจะไปในวันนี้นั้น อยู่ที่ ๑๕ องศาเซลเซียส แล้วถ้าหากว่าเจอลมแรงด้วยก็จะหนาวมาก..!

    ห้องอาหารของทางโรงแรมเปิดเวลา ๗ โมงครึ่ง ข้าวปลาอาหารถือว่าสมบูรณ์ทีเดียว กระผม/อาตมภาพฉันแล้วก็กลับขึ้นห้องไป นำกระเป๋าลงมาพร้อมกับคืนบัตรกุญแจให้กับทางโรงแรม จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถของเรา ซึ่งพลขับกำลังตั้งหน้าตั้งตาเช็ดถูรถเป็นการใหญ่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเห่อของใหม่ หรือว่าทำแบบนี้มาโดยตลอด ?

    ประมาณ ๘ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็เดินทางมุ่งไปเมืองเท่อเค่อซือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น" เป้าหมายของเราในวันนี้ ถนนหนทางค่อย ๆ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เนื่องเพราะว่าต้องข้ามบางส่วนของเทือกเขาเทียนซาน แต่ว่าสองข้างทางก็เป็นทุ่งเขียวขจี ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ หรือว่าไม้ยืนต้นก็ตาม เป็นอะไรที่น่าชื่นใจมาก ๆ

    เส้นทางบางส่วนมีการเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาบางช่วงไป จึงทำให้คลื่นโทรศัพท์มีบ้างไม่มีบ้าง พวกเราวิ่งมาจนกระทั่งถึงบริเวณที่พักรถ ก็ต้องเข้าห้องน้ำเสียก่อน แต่ขอโทษเถอะ..ร้านค้าเล็ก ๆ แบบนี้คิวเข้าห้องน้ำยาวสุด ๆ เท่าที่ดูด้วยสายตาไม่ถึง ๓๐๐ คนก็ต้องมี ๒๙๐ คนเป็นอย่างต่ำ..! พวกเราจึงปรึกษาหารือกันหลังจากออกจากห้องน้ำแล้วว่า "วิ่งไปหาอะไรกินในอุทยานคาลาจุ้นเลยดีกว่า ถ้าหากว่าขืนหาข้าวปลาอาหารกินกันแถวนี้ แล้วให้มวลมหาประชาชนชุดนี้แซงหน้าเราไป รับรองว่าทุกอย่างเฉาสนิทแน่นอน..!"

    พวกเราวิ่งขึ้นทางด่วนมาลงที่บริเวณเมืองเท่อเค่อซือ แล้วก็ข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งพลขับของเราใช้ถนนที่ดูเหมือนจะเป็นสายรอบเมือง เพียงแต่ว่าถนนนี้ไม่มีไฟแดงแม้แต่อันเดียว ตรงจุดไหนที่เป็นสี่แยกก็จะทำเป็นวงเวียนทดแทนไป

    "อาโจว" ให้พลขับจอดซื้อผลไม้บางอย่างขึ้นรถมา แล้วก็วิ่งมุ่งตรงต่อไป จนกระทั่งท้ายที่สุดก็มาถึงบริเวณที่จอดรถของทางอุทยาน พวกเราต้องซื้อตั๋วซึ่งมีชื่อเฉพาะของตนเข้าไปด้านใน จากนั้นก็นั่งรถแบตเตอรี่วิ่งไปประมาณ ๑๐ กว่านาที ลงจากรถแบตเตอรี่แล้ว คราวนี้ก็ต้องเดินเข้าไปยังท่าเรือ เพื่อที่จะลงเรือข้ามฟาก ซึ่งบริเวณนี้น้ำเป็นสีเขียวเทอร์ควอยซ์สวยงามมาก เนื่องเพราะว่าเป็นน้ำที่ละลายมาจากหิมะบนยอดเขาเทียนซาน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,511
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,941
    เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลบริเวณประตูทางลงท่าเรือบอกว่า ให้พวกเรารอประมาณ ๑๐ นาที ถ้าหากว่าไม่มีคนมาเพิ่มก็จะออกเรือเลย ปรากฏว่ามีบุคคลโชคดีเพิ่มขึ้นมาอีก ๔ คน พวกเราไปลงเรือข้ามฟากซึ่งเป็นเรือสองเครื่องยนต์ ลักษณะสามารถนั่งได้ประมาณ ๓๐ คนสบาย ๆ แต่ว่าพอถอยออกจากท่าแล้วก็ดับเอาดื้อ ๆ..! ต้องแก้ไขอยู่ประมาณ ๗ - ๘ นาที ขณะที่พวกเราร้อนกันจนแทบจะตัวละลาย เมื่อเรือออกวิ่งได้ตามปกติ ลมก็ไม่ยอมเข้ามาภายในอีกต่างหาก เนื่องเพราะว่าตัวเรือทำไว้เพรียวลู่ลมดีมาก..!

    พวกเรามาขึ้นฝั่งอีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปสองชุด แล้วก็มาขึ้นรถทางฝั่งนี้ ซึ่งเป็นรถบัสนำพวกเราวิ่งคดเคี้ยววกวนเข้าไปเป็นเวลานานทีเดียว ทำให้รู้สึกว่าอาหารกลางวันมื้อนี้ไม่สามารถที่จะกินได้ง่าย ๆ เลย..!

    จนกระทั่งประมาณบ่ายโมงครึ่งเมื งจีน ก็มาถึงรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่พักเป็นลักษณะกระโจมมองโกล พอพวกเราเข้าไป อาหารก็ทยอยกันมาวางอย่างทันใจ แต่ว่ากะละมังแรกที่ลงมาทำเอาพวกเราตกใจ เนื่องเพราะว่าใหญ่ประมาณถาดใหญ่ ๆ จริง ๆ..! เป็นไก่ผัดพริกหวาน จากนั้นอย่างอื่น ๆ ก็ตามมา ทั้งเนื้อแกะปิ้ง ตลอดจนกระทั่งบรรดาผักและน้ำซุปต่าง ๆ

    กระผม/อาตมภาพสามารถยุให้ "น้องลาฟท์" (เด็กชายพีรภาณัชย์ ตะล่อมสิน) ลูกชายของ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) ทดลองกินเนื้อแกะปิ้งไป ๑ ไม้ โดยบอกว่า "ไม่ต้องไปสนใจกลิ่น อะไรที่เราไม่คุ้นเคย จะรู้สึกว่ากลิ่นแรงเป็นปกติ กินเข้าไปแล้วก็จะรู้เองว่าถ้าไม่กินนี่เสียชาติเกิดเลย..!"

    คนอื่นหลายคนโดยเฉพาะ "มาดามเฮง" (นางสมหวัง งามพฤกษ์วานิชย์) บอกว่าสละสิทธิ์ ยกให้หลวงพ่อ ตามมาด้วย "คุณดาหวัน" (นางสาวเพชรดาวัลย์ พัสลุผล) กระผม/อาตมภาพจึงเหมาไปคนเดียว ๓ ไม้ครึ่ง อีกครึ่งไม้แบ่งให้ "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ที่ฉันส่วนของตนเองไปแล้ว ก็มาร่วมฉันในโควต้าของคนอื่นด้วย

    เมื่ออิ่มแล้ว กระผม/อาตมภาพไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งอยู่ค่อนข้างห่าง แล้วก็เจอหมาตัวหนึ่งนอนเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อรู้สึกว่าเขาจะต้องหิวแน่นอน เพราะนอน "เซฟพลังงาน" ขนาดนี้ จึงกลับมาคีบเอาไก่ในกะละมังซึ่งเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ใส่ถ้วยไปเลี้ยง ไอ้เจ้านั่นพอเห็นก็กระดิกหางมาเลียหัว เลียหู เลียหน้า เลียตาเป็นการใหญ่ ส่งไก่ให้ก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนกระผม/อาตมภาพบอกว่า "ถ้าอย่างนี้ก็พอเลย" แล้วลุกเดินออกมา เจ้านั่นถึงหันไปขย้ำไก่เป็นการใหญ่ กระผม/อาตมภาพจึงต้องกลับเข้ามาเอาหัวปลาและไก่อีกชุดหนึ่งไปให้ เจ้านั่นพอกินเสร็จ ก็พัวพันอยู่ใกล้ ๆ ไม่ยอมไปไหนเสียแล้ว จนกระทั่งก็บอกลาแล้วขึ้นรถ ยังมองตามไม่เลิก..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,511
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,941
    เจ้าหน้าที่อุทยานพาพวกเรามาบริเวณที่เรียกว่า "แกรนด์แคนยอนคั่วเค่อซู" ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราเข้าชม ก็คือคุ้งน้ำหัวจระเข้ ลงบันไดไปถ่ายรูปแล้ว ทุกคนก็ร้องจ๊าก เนื่องเพราะว่าบันไดเกือบ ๓๐๐ ขั้น เดินกลับขึ้นมาข้างบน ยังแข้งขาสั่นกันไม่หาย..!

    คราวนี้โชคดีได้รถตู้ เนื่องเพราะว่าคณะของเรา ๑๐ คน เข้าไปนั่งก็เกือบเต็มพอดี วิ่งมายังแกรนด์แคนยอนจุดที่ ๒ ที่เรียกว่า"เก้าคดสิบแปดโค้ง" ตอนแรกเห็นมีบันไดลงไปข้างล่าง กระผม/อาตมภาพยังคิดว่าเราพอมีแรงอยู่ จะลงไปข้างล่างถ่ายรูป แต่ยิ่งเดินลงไปก็ยิ่งมองไม่เห็น เนื่องเพราะว่าคุ้งน้ำเก้าคดสิบแปดโค้งนั้น ต้องอยู่ทางด้านบนจึงจะเห็นได้ พวกเราจึงสละสิทธิ์ในการเดินลง

    ทุกคนโล่งใจว่าไม่ต้องเดินลงไปอีก แล้วก็ขึ้นรถบัสวิ่งต่อมายังบริเวณจุดที่ ๓ ซึ่งเรียกกันว่า"โตรกผาใหญ่ (ต้าเสียกู่)" ซึ่งอยู่บริเวณตรงข้ามกับคุ้งน้ำหัวจระเข้เลย ก็แปลว่าจุดที่ไกลที่สุดของแกรนด์แคนยอนคั่วเค่อซู ก็คือจุดที่ ๒ บริเวณเก้าคดสิบแปดโค้งนั่นเอง..!

    เส้นทางนี้ของเราเมื่อมายังโตรกผาใหญ่เท่ากับเป็นการย้อนกลับ เมื่อถ่ายรูปและสูดอากาศที่เย็นชื่นใจเข้าไปแล้ว รถก็พาพวกเราวิ่งย้อนคดเคี้ยวกลับมา มองเห็นบึงน้ำใหญ่ที่เรานั่งเรือผ่านมาด้วย แต่ว่ามาจอดลงบริเวณ "สถานีรถกระเช้าคูเอ้อร์ไถ่" เพื่อที่จะให้พวกเราซื้อตั๋วข้ามโตรกผานั้นไป

    แล้วก็ไปต่อรถบัส มุ่งตรงเข้าไปยังทุ่งหญ้าคาลาจุ้น ซึ่งจุดสำคัญจุดแรกนั้น "อาโจว" บอกว่า ยังสวยไม่พอ และคนเยอะเกินไป จึงขอความเห็นพวกเราว่าขอผ่านไปยังจุดที่ ๒ เลย พวกเราก็ไม่มีความเห็นอะไร ชมทิวทัศน์ทุ่งหญ้า ซึ่งเต็มไปด้วยมิติสูง ๆ ต่ำ ๆ คด ๆ โค้ง ๆ ไม่ใช่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาเฉย ๆ โดยเฉพาะบรรดาดอกหญ้าต่าง ๆ ขึ้นบานสะพรั่งไปหมด บางจุดก็ยังมีม้าซึ่งเขาปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ควบตามกันเป็นฝูง ๆ

    จนกระทั่งมาถึงบริเวณจุดสำคัญ ก็คือจุดสำคัญของทุ่งหญ้าคาลาจุ้นจุดที่ ๒ แต่เจ้าประคุณเถอะ..ผู้คนล้านแปดแน่นขนัดไปหมด..! โดยเฉพาะไปจ่ายเงินกันคนละ ๑๐ หยวน เพื่อที่จะนั่งสายพานขึ้นไปบนยอดเนิน "อาโจว"บอกว่าช้ามาแ พวกเราไม่ต้องรอหรอก ว่าแล้วก็พาเดินขึ้นด้านข้างไปเลย..!

    แต่เป็นที่น่าสงสารว่า เมื่อกระผม/อาตมภาพ "ท่านปิง" และ "อาโจว" ขึ้นไปถึงด้านบน ถ่ายรูปทุกซอกทุกมุมแล้วหันกลับมา ก็เจอเพียง "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล และ "คุณดาหวัน" นั่งหอบแฮก ๆ อยู่บริเวณทางขึ้น จึงถ่ายรูปกันบริเวณนี้ แล้วกระผม/อาตมภาพก็ขอตัวเดินลงไปข้างล่าง ถ่ายรูปทุ่งหญ้าเป็นระยะ ๆ ไป ทางด้านบนนั้น แม้ว่าทิวทัศน์จะสวยงาม แต่ว่ากิจกรรมต่าง ๆ มากมายจนเกินไป โดยเฉพาะผู้คนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน ต่อให้สวยแค่ไหนก็เห็นแต่หัวคนทั้งนั้น..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,511
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,941
    เมื่อลงมาถึงข้างล่าง พวกเราก็ต่อรถแบตเตอรี่มุ่งตรงเข้าไปด้านใน ซึ่งกิจกรรมด้านนี้ก็คือการขี่ม้า เพื่อที่จะชมทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า ปรากฏว่าพ่อเจ้าประคุณเพื่อนรักก็คือ "ท่านอูฐ" และคณะ ตามประกบกระผม/อาตมภาพแจเลย แม้ว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลม้าจะนั่งตามไปด้วยทุกตัวก็ตาม..!

    โดยปกติแล้ว เขาจัดเจ้าหน้าที่ประกบนักท่องเที่ยว ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เนื่องเพราะว่าม้าทุ่งหญ้าเหล่านี้ ล้วนแต่ร่างกายสูงใหญ่กำยำ พอเห็นทุ่งหญ้าท้องฟ้าเปิดกว้าง ก็ตั้งท่าจะควบอย่างเดียว เมื่อมีคนนั่งประกบไปด้วย จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว..

    พวกเราใช้เวลาขี่ม้าเดินไปประมาณ ๒ กิโลเมตร และเดินกลับ ๒ กิโลเมตร มีการหยุดถ่ายรูปเสียด้วย บรรดาผู้ที่ติดม้ามาเพื่อดูแลเรานั้น พูดคุยกันกระหนุงกระหนิง ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นภาษาอุยกูร์ หรือว่าภาษาเติร์กกันแน่ แต่พอรู้ว่ากระผม/อาตมภาพพูดภาษาจีนได้ไม่กี่คำ ก็เปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษ ถามชื่อว่ากระผม/อาตมภาพชื่ออะไร จึงได้จัดการเปิดหนังสือเดินทางให้ดู บอกว่าอาตมภาพชื่อยาวมาก อีกฝ่ายหนึ่งมองแล้วก็ยอมรับว่ายาวจริง ๆ..!

    เมื่อพวกเราย้อนกลับมาแล้ว ปรากฏว่าส่วนหนึ่งไม่ได้ขี่ม้าด้วย โดยเฉพาะ "น้องลาฟท์" ซึ่งมานั่งรออยู่ในร้านค้า พร้อมกับบรรดาพี่ ๆ หลายคน เพราะว่าไม่อยากจะผจญภัยระดับเอ็กซ์ตรีมในความรู้สึกของเขา..!

    พวกเราดื่มน้ำแล้วก็ขึ้นรถบัส ซึ่งพาเราลงยาวมาอย่างชนิดที่คิดไม่ถึง ก็คือยาวจากจุดสุดท้ายมา จนกระทั่งถึงบริเวณลานจอดรถ ซึ่งมองลงไปเห็นรถบัสหลายร้อยคันจอดแน่นขนัดไปหมด ลงจากรถแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เกิดอาหารหลงทิศหลงทาง ทำเอา "อาโจว" ต้องรีบนำไปขึ้นรถ ซึ่งพลขับของเราพามาจอดรอถึงที่นี่ วิ่งแล้ววิ่งอีกลงมาจากเขา ท้ายที่สุดก็เข้าสู่ตัวเมืองเท่อเค่อซือ

    นึกว่าจะเข้าที่พักเลย ที่ไหนได้..เติมเต็มทราเวลพาตรงไปยัง "พิพิธภัณฑ์ปากว้ากู่เฉิง" ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงถึงเมืองโบราณแปดทิศ ที่ได้สร้างเอาไว้ในอดีต ตั้งแต่สมัยจางเชียนยังเป็นราชทูตไปผูกสัมพันธไมตรีทางแดนตะวันตกที่เรียกว่า "ซีอวี้"

    พวกเราถ่ายรูปหมู่กันแล้ว กระผม/อาตมภาพก็บอกว่าให้รีบกลับ เนื่องเพราะว่า "ท่านอูฐ" จะอั้นไม่อยู่แล้ว ฝนฟ้าที่เขาพยากรณ์ว่าจะตกที่ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดนท่านและบริวารกวาดหายไปหมด แดดจัดจ้าจนกระผม/อาตมภาพหน้าไหม้..! แต่ตอนนี้ไม่สามารถที่จะอั้นต่อไปได้แล้ว จึงต้องรีบกลับโรงแรมที่พักของเรา ซึ่งเมื่อมาถึง กระผม/อาตมภาพก็ทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้โดยเร่งด่วน หลังจากนี้แล้วจึงจะได้จัดการธุระส่วนตัวกันต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...