เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 มิถุนายน 2026 at 18:59.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อุณหภูมิยามเช้าที่โรงแรม Tekes Tianwo Hotel เมืองเท่อเค่อซือ อยู่ที่ ๑๖ องศาเซลเซียส ซึ่งความจริงคำว่า Tekes นั้น ถึงเวลาอ่านแบบจีนก็คือ "เท่อเค่อซือ" นั่นเอง..!

    เมื่อคืนนี้หลังจากกลับถึงที่พักแล้ว "ท่านอูฐ" ก็ปล่อยให้พายุฝนกระหน่ำเสียจนสะใจ เล่นเอา "คุณหมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) ที่ชอบออกไปเดินดูชีวิตชาวบ้าน เปียกมะล่อกมะแล่กกลับมา แต่ว่าก็เป็นเรื่องดีตรงที่ว่า ท่านอนุเคราะห์สงเคราะห์อย่างชนิดที่ไม่กลัวว่าจะเดือดร้อนไปด้วยกัน ซึ่งความจริง กระผม/อาตมภาพตอนนี้ก็เดือดร้อนไปแล้ว คือตัวเองเป็นหวัด เจ็บคออีกต่างหาก ไม่แน่ใจว่าติดมาจากพลขับของเราหรืออย่างไร ? เพราะว่านั่งใกล้กันมาก มีแค่ช่องว่างตรงกลางกั้นอยู่ที่เดียวเท่านั้น ป่วยแบบนี้ถือว่าช่วย "ท่านอูฐ" แบ่งกันรับผิดชอบ..!

    ห้องอาหารเปิดเวลา ๗ โมงครึ่ง พวกเรารับประทานเรียบร้อยแล้วก็รีบขึ้นรถ ปรากฏว่าฝนพรำลงมาอีกแล้ว อุณหภูมิขึ้นมาเป็น ๑๗ องศาเซีลเซียส แต่พอออกรถวิ่งพ้นจากโรงแรมไปไม่ไกล ฟ้าก็เริ่มเปิด บรรยากาศแทบจะพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือ.. ซึ่งตรงส่วนนี้ต้องเจริญพรขอบคุณ "ท่านอูฐ" มิตรสหายผู้ที่ซี้กันมาหลายชาติและคณะ ที่ช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่

    แต่ว่าพอพวกเราวิ่งไปประมาณ ๑๐ กว่านาที พลขับของเราก็เอะอะขึ้นมา ที่แท้พ่อเจ้าประคุณจะพาพวกเราไปทุ่งหญ้าน่าล่าถี แต่ว่าดันไปผิดทาง จึงต้องไปหาทางกลับรถ แล้วก็ย้อนกลับมา ซึ่งทำให้เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง..!

    พวกเราวิ่งมาประมาณ ๒ ชั่วโมงก็ต้องจอดพักรถตามระเบียบ เพียงแต่ว่าห้องน้ำห้องท่าถึงพอจะมีมากอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนเดิม ก็คือบรรดามวลมหาประชาชนจีนนั้น ไม่ทราบเหมือนกันว่าใช้เทคโนโลยีไม่เป็น เนื่องเพราะว่าเวลาอยู่บ้านก็แค่เดินเข้าป่า ถ่ายเสร็จก็เดินจากไป หรือว่าในส่วนของความมักง่ายของคนก็ไม่ทราบ ? ดังนั้น..ท่านที่โชคดีเข้าไปก็มักจะเจอกับขุมทองเหลืองอร่ามรออยู่เสมอ..! ทำเอาแต่ละคนทำท่าพะอืดพะอมไปตาม ๆ กัน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    พวกเราวิ่งยาว ๆ ไปจนกระทั่งเข้าเขตเมืองชิงเหยียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของทุ่งหญ้าน่าล่าถี แต่ว่าการเข้าเขตเมืองไม่ได้แปลว่าถึงที่แล้ว พวกเราวิ่งแล้ววิ่งเล่าเฝ้าแต่วิ่ง ไปจนกระทั่งประมาณบ่ายโมงครึ่งจึงมาถึงภัตตาคารที่จองไว้ แต่ขึ้นไปแล้วเจ้าของร้านยังไม่ได้จัดอะไรให้เลย.. ประมาณว่าถ้ามาถึงแล้วค่อยจัดก็ยังทัน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเราหลายคนนั้น หิวขนาดกินวัวลงไปได้ทั้งตัว..! ข้าวปลาอาหารวันนี้จึงโดนกวาดเรียบแทบทุกอย่าง..!

    เสร็จจากนั้นแล้ว ประมาณ ๑๔.๓๐ น. พลขับของเราก็พาวิ่งไปจนถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่จะเข้าสู่อุทยานทุ่งหญ้าน่าล่าถี พวกเราต้องซื้อบัตรเข้าชม ซึ่งแต่ละบัตรก็จะมีชื่อประจำตัวของพวกเรา รอจนได้บัตรมาแล้ว ก็สแกนเข้าไปข้างใน จากนั้นก็ไปนั่งรถแบตเตอรี่ วิ่งเข้าไปยังทุ่งหญ้าที่เห็นอยู่ไกล ๆ

    แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปทุ่งหญ้าเหมือนรถบัสคันอื่น หากแต่เลี้ยวเข้าบริเวณสถานีรถกระเช้าลอยฟ้า ซึ่งโชคดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าการขึ้นกระเช้านั้นราคาค่อนข้างแพง จึงทำให้แทบไม่มีใครมาเลย นอกจากพวกเราและคณะของคนจีน รวมกันแล้วไม่ถึง ๒๐ คน จึงไม่ต้องไปแย่งไปชิงกับผู้ใด สแกนบัตรเข้าไปถึงก็กระโดดขึ้นกระเช้าได้ทันที..!

    กระเช้าที่นี่ทำเป็นรูปวงรี บรรทุกได้คันละประมาณ ๖ คน วิ่งขึ้นไปทางด้านบน ซึ่งเป็นภูเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ ทำให้เราเห็นทุ่งหญ้าน่าล่าถีในมุมกว้าง คุ้มค่ากับการที่ขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง ประมาณ ๑๑ - ๑๒ นาที ก็มาถึงสถานีรถกระเช้าข้างบน พวกเรารอจนกระทั่งมาครบแล้ว ก็เดินถ่ายรูปบรรยากาศต่าง ๆ รอบสถานี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ทำเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก แต่ว่ามีระเบียงวนรอบเชื่อมต่อกันทั้งหมด

    กระผม/อาตมภาพเดินตามมวลมหาประชาชนจีนไปจนถึงทางลง เห็นบรรดารถบัสจอดอยู่ลิบ ๆ ปรากฏว่ามีคนจีนเอาอูฐมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวขี่ กระผม/อาตมภาพจึงต้องเดินกลับมาตาม "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) ว่าช่วยไปถ่ายรูปให้หน่อย..!

    แทนที่จะถ่ายรูปอย่างเดียว "ไกด์ไก่" ก็สแกนจ่ายค่าขี่อูฐให้ด้วย ไม่ทราบเหมือนกันว่า ๑๐ หยวนหรือ ๒๐ หยวน ต้องเจริญพรขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง เมื่อส่งรูปเข้าไปในกลุ่มไลน์ ผู้คนก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ "ไกด์ไก่" ยังบอกเลยว่า "ผมมองไม่เห็นเสียด้วยซ้ำว่ามีอูฐอยู่ที่ตรงนี้" ก็ช่วยไม่ได้ เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพนั้นเคยเป็นหัวหน้าเผ่าอูฐขาว ดังนั้น..สัญชาตญาณในการสัมผัสกับอูฐจึงใช้งานได้ดีกว่าคนอื่นเขา
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    ครั้นรวบรวมพวกเราครบครันแล้ว "อาโจว" ก็พาเดินลง แต่ว่าผ่านมาตรงนี้มีคนเอาม้าขาวติดปีกมา ๑ ตัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปขี่ถ่ายรูป ราคาประมาณ ๓๐ หยวน "คุณดาหวัน" (คุณเพชรดาวัลย์ พัสลุผล) จัดการปีนขึ้นหลังเจ้าเปกาซัสทันที แล้วก็เต๊ะท่าให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มถ่ายรูป

    แต่ว่าเจ้าของม้านั้น ดันยืนเกะกะจนหามุมถ่ายไม่ได้ กระผม/อาตมภาพอยู่ในมุมที่พอจะถ่ายได้ จึงจัดการถ่ายให้ แล้วส่งเข้าไปในไลน์กลุ่มของคณะ จากก็เดินตาม ๆ กันลงมาข้างล่าง ซึ่งเป็นจุดขึ้นรถบัสไปยังจุดชมวิวทุ่งหญ้าน่าล่าถีจุดที่ ๒ ต้องเบียดเสียดเยียดยัดกับมวลมหาประชาชนจีน แต่วิ่งไปไม่ไกลก็มาจอดลง

    ขอโทษเถอะ..ตรงบริเวณนี้ ถึงจะเป็นศูนย์แสดงวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวมองโกลก็ตาม แต่ว่าพวกเราเองนั้นโดนแดดเผาจนกระทั่งหนังแทบจะลอกทั้งตัวแล้ว..! จึงใช้วิธียืนดูดนตรีอยู่ในร่มไกล ๆ แล้วก็ถ่ายรูปบริเวณจุดเช็คอินต่าง ๆ ไปด้วย

    เมื่อได้ครบทุกที่แล้วก็โดดขึ้นรถบัส พากันเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวที่ ๓ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เป็นไฮไลท์ของทุ่งหญ้าน่าล่าถี ไปถึงก็จะเห็นรูปหล่อโลหะสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหงส์ วัวแม่ลูก แกะแม่ลูก ตลอดจนกระทั่งรูปของคนขี่ม้าเลี้ยงอินทรี แล้วยังมีม้าผยองคู่หนึ่งอีกต่างหาก พวกเราจะถ่ายรูป บรรดาอาเจ๊อาเฮียชาวจีนก็ไม่สนทั้งสิ้น "ไกด์ไก่" จึงต้องเดินไปสะกิดบอกขอที่ให้พวกเราหน่อย ทำเอาอีกฝ่ายเดินจากไปด้วยความไม่ค่อยจะพอใจ เนื่องเพราะว่าบังอยู่ในเงาม้าไม่ร้อน ต้องเดินออกมาที่ร้อนจนได้..!

    เมื่อนัดกันว่าให้มาพบกันตรงนี้อีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้า กระผม/อาตมภาพก็เดินไปยังบริเวณลำธาร ซึ่งมีสะพานข้ามผ่าน เป็นจุดเช็คอินสำคัญอีกแห่งหนึ่ง โดยมี "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ตามมาด้วย

    "ไกด์ไก่" ที่ไม่ทราบว่าไปขอยืมร่มมาจากใคร ? พยายามกางร่มให้กระผม/อาตมภาพ แต่ตัวเองเย็นทุกที..! ส่วนกระผม/อาตมภาพก็หน้าดำเกรียมไปตามระเบียบ..! เรียกว่า "คนทำดีย่อมมีความดีตอบ" เป็นบุญอย่างทันตา เนื่องเพราะว่าพ่อเจ้าประคุณเดินอยู่ทางด้านขวามือของกระผม/อาตมภาพ แต่ว่าแสงแดดบ่าย ๒ โมงกว่ามาทางซ้ายมือ จึงทำให้แดดลงมาที่กระผม/อาตมภาพเต็ม ๆ..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    พวกเราถ่ายรูปในบริเวณนี้กันจนหมดแล้ว ก็ไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นกระผม/อาตมภาพก็มานั่งส่งงานบริเวณที่ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวลจองที่นั่งเอาไว้ให้ ส่งงานจนหมดแล้วก็ยังสงสัยว่าทำไมไม่ไปไหนสักที ? ปรากฏว่า "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) ได้พา "น้องเหวินเหวิน" (นางสาวสัณห์จิรา ตะล่อมสิน) ผู้เป็นลูกสาวไปขี่ม้าอีกรอบหนึ่ง รู้สึกว่า "น้องเหวินเหวิน" จะชอบในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงต้องรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ รอจนกระทั่งทุกคนกลับมาครบครัน ก็ ๖ โมงเย็นของเมืองจีนพอดี..!

    คราวนี้ก็เหมือนอย่างกับป่าช้าแตกก็ไม่ปาน..! เนื่องเพราะว่ากองทัพมวลมหาประชาชนจีน แห่แหนแน่นหนาเข้ามา เดินตามกันไปตามซองที่มีอยู่เป็นร้อย ๆ ซอง วนจนเวียนหัวกว่าที่จะได้ขึ้นรถบัส ซึ่งได้ยินใครก็ไม่รู้บอกว่าใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงจะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว กระผม/อาตมภาพได้ถ่ายรูปทิวทัศน์ข้างทางไปเรื่อย ๆ แต่ ๕๐ นาทีเท่านั้นก็มาถึงแล้ว..!

    พวกเราเข้าห้องน้ำห้องท่าแล้ว "ท่านปิง" สะกิดเข้าไปในร้านหยก บอกว่ามี "หยกเหอเถียน" ซึ่งเป็นของดีที่นี่ เมื่อดูราคาแล้วรู้สึกประทับใจมาก ก็คือประมาณ ๘,๐๐๐ - ๙,๐๐๐ หยวนไปเกือบทุกชิ้น ทำเอาต้องเดินเซ็ง ๆ จากมาโดยไม่ได้ซื้ออะไรเลย..!

    ออกมานอกศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็เจอกับรถบัใของเราที่มาจอดรออยู่แล้ว ตอนแรกนึกว่าจะนาน ที่ไหนได้..วิ่งมาประมาณ ๑๐ นาทีก็ถึงโรงแรมที่พัก แต่ว่าโรงแรมที่นี่สร้างเป็นตึกเตี้ย ๆ ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง เมื่อได้กุญแจมา เจ้าหน้าที่จึงต้องพาเดินวกวนจนเวียนหัว ให้เข้าไปยังที่พักของแต่ละคน กระผม/อาตมภาพจัดแจงบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนไว้ก่อน จากนี้ก็จะไปซักผ้าและสรงน้ำ

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...