ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันวิสาขบูชา วันที่ ๓๐ พฤษภาคม - ๑ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 มิถุนายน 2026 at 09:00.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    ก่อนทำวัตรเย็น วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙​


    ไปนิวซีแลนด์ ๑๒ วัน ไม่รู้จะซื้ออะไรฝากลูก ๆ ดี จะซื้อเนื้อแกะมาก็กินกันไม่เป็น พอดีเขาพาไปปีนเขา ก็เลยซื้อเป้มาให้ ความจริงไม่อยากซื้อของฝากหรอก พอซื้อ คนนี้ได้ คนโน้นไม่ได้ ก็งอน..! แต่หลวงพ่อมีกติกาว่า ถ้างอนก็จะทุบให้ตรง..!

    งวดนี้มีกิจกรรมของข้างบน หลังจากพรุ่งนี้บวชพระแล้ว ต้องวิ่งไปหล่อ หลวงพ่อปู่ วัดโกรกกราก จังหวัดสมุทรสาคร พวกเราน่าจะได้ยินชื่อความขลังของหลวงพ่อปู่มาบ้าง เป็นพระพุทธรูปใส่แว่นตาดำ สมัยก่อนการสาธารณสุขไม่ดี โรคง่าย ๆ อย่างโรคตาแดง ตาติดเชื้อ เวลาระบาด ติดกันยกอำเภอเลย..!

    คราวนี้ปรากฏว่ามีคนไปบนหลวงพ่อปู่ ว่าถ้าหายจากตาแดงจะเอาแว่นมาถวาย แล้วก็หายจริง ๆ คนอื่นลองบนบ้างก็หาย หลวงปู่ท่านก็เลยต้องใส่แว่นตา จนกระทั่งคนเขาทนรำคาญไม่ไหว เห็นว่าท่านใส่แว่นดำเหมือนพระจิ๊กโก๋ ก็ไปเอาแว่นออก คนที่เอาแว่นออกตาแดงเลย..! ต้องเอาไปคืนท่าน ท่านก็เลยใส่แว่นดำมาจนทุกวันนี้

    คราวนี้เขาจะสร้างรูปหล่อหลวงพ่อปู่เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี กำหนดมาว่าให้หลวงพ่อวัดท่าขนุนไปเสกให้ จริง ๆ คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยนี่ปลอดภัยนะ งานก็ไม่เยอะ พวกที่รู้มากนี่งานเยอะฉิบ..เลย..!

    งานบางอย่างอาตมาก็เถียงขาดใจเลยเหมือนกัน เถียงไปเถียงมา ท้ายสุดต้องไปทำจนได้ เพราะว่าบางทีถ้าเราไม่ทำ แต่ว่าเป็นความประสงค์ของข้างบนเขาจริง ๆ ก็แกล้งให้เรามีอุปสรรคโน่น ป่วยนี่ ยุ่งไปหมด..! ยอมเมื่อไร หายทันที..! อาตมาเป็นคนเชื่ออะไรยาก ชอบลอง แล้วโดนมาจนเข็ด..!
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    (ในขันทำบุญมีซองปัจจัยสังฆทานอุทิศให้โยมที่ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล) อ๋อ..ไม่เป็นไรหรอก กลับไปก็ทำศพ มีคนบอก "หลวงพ่อเล็กใจร้าย พูดไม่ค่อยจะให้กำลังใจใครเลย"

    พอดีว่ามีครูบาอาจารย์บางท่าน มาแบบนิกายเซ็น ที่ประเทศญี่ปุ่น เศรษฐีจะเปิดร้าน นิมนต์พระอาจารย์นิกายเซ็น หลวงพ่อนันอิน ไปเขียนคำอวยพรให้ หลวงพ่อท่านก็เขียนว่า "พ่อตาย..ลูกตาย..หลานตาย" โห..เจ้าของร้านโกรธไฟแล่บเลย..!

    หลวงพ่อท่านบอก "คิดดี ๆ ถ้าลูกตายก่อน คุณเสียใจมากมายไหม..? แล้วยิ่งหลานตายก่อน จะเป็นอย่างไร..?" พ่อค้าก็ได้สติ เพราะฉะนั้น..นี่คือการอวยพรที่ดีที่สุดแล้ว ไปตามลำดับ อย่างไรเสียทุกคนต้องตายแน่นอน

    แต่บางคนก็อยู่จนลืม วันก่อนอาตมาเพิ่งบ่นกับผู้บังคับบัญชาไปว่า ด้วยความที่ชาติที่ผ่าน ๆ มา อายุมากที่สุดก็ไม่เคยเกิน ๕๐ ปี คราวนี้พอแก่มาจนอายุป่านนี้เลยทำตัวไม่ถูก คือไม่เคยแก่ขนาดนี้ไง งง ๆ อยู่เหมือนกัน ชาตินี้แก่มาได้ขนาดนี้ได้อย่างไร..?!

    เพราะว่าเป็นทหารมาทุกชาติ ล้างผลาญข้าศึกเอาไว้เยอะ อายุสั้นพลันตายทุกชาติ เพราะเศษกรรมปาณาติบาต ชาตินี้เขาจะเก็บไว้ใช้งาน ถึงเวลาก็ต่อวีซ่า อาตมากำลังจะเบี้ยว เผาพาสปอร์ตทิ้ง จะได้ไม่ต้องต่อวีซ่า..! เอ้า..ทำวัตรรอบแรกกันก่อน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    ก่อนทำบุญช่วงเข้าวันวิสาขบูชา วันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ​


    เหนื่อย..! รบกับเด็กมา ๓๔ โรงเรียน มีใครเงินเหลือเฟือ เอามาช่วยถมได้นะจ๊ะ ปีหนึ่งหลายล้านอยู่ ปกติเขามอบทุนการศึกษากัน ๓๐ - ๔๐ โรงเรียนแบบนี้ ใช้เวลาสองวัน ส่วนหลวงพ่อเล็กใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ โรงเรียนหนึ่งใช้เวลาประมาณ ๔ - ๕ นาที..!

    เห็นหลวงพ่อยังยิ้มได้ นี่ความจริงจะเป็นลมอยู่แล้ว..! แจกทุนเด็กสามสิบกว่าโรงเรียน เด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาตมาแก่จนป่านนี้ยังเร็วกว่าเด็กอีก คือยื่นทุนไปถึงข้างหน้า เด็กยังทำอะไรไม่ถูก หลวงพ่อแจกคนต่อไป เด็กคนนั้นทำซองเงินหล่นเลย..! ก็ยังสงสัยว่า นี่ตกลงแก่จนหมดเรี่ยวหมดแรง ยังเร็วกว่าเด็กสมัยนี้อีกหรือ ?

    หมดแรง..เดี๋ยวไม่รู้ว่าจะเทศน์ไหวหรือเปล่า ? เด็กเป็นร้อย ๆ นี่น่าเหนื่อยใจ แล้วเด็กสมัยนี้สมาธิเขาไม่ได้อยู่ตรงหน้า หลวงพ่อแจกทุน เอาสตางค์ทิ่มไปตรงหน้า เขายังเหม่อไปที่ไหนก็ไม่รู้ ? นึกถึงเกมที่กำลังเล่นกระมัง ดูแล้วน่าหนักใจแทนผู้ปกครองสมัยนี้

    ทุกวันวิสาขบูชา วัดท่าขนุนจะแจกทุนการศึกษาทุกระดับ ก็คือระดับประถมศึกษารวมอนุบาล ระดับมัธยมศึกษารวมประกาศนียบัตร ระดับอุดมศึกษาคือปริญญาตรี โท เอก แล้วก็ทุนการศึกษาของนักเรียนที่เป็นพระภิกษุสามเณร

    พระภิกษุสามเณรในสังกัดคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ ถ้าหากว่าไปเรียนที่วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ก็จะถวายค่ารถรูปละสามพันบาทต่อเดือน สรุปว่าทั้งอำเภอถ้าจะเรียน ก็พร้อมที่จะส่ง แค่ห้าสิบกว่าวัดเอง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    แต่ก็เป็นเรื่องแปลก อาตมานี่ดิ้นรนเพื่อให้ได้เรียนมาตั้งแต่เล็ก แม่ส่งเรียนแค่ชั้น ป. ๗ บอกว่า "พอแล้วลูก ให้น้อง ๆ ได้เรียนบ้าง" เพราะว่าแม่มีลูก ๑๓ คน มีนโยบายว่าลูกทุกคนต้องเรียน..!

    คราวนี้การเรียนไม่ใช่แค่เรียนเฉย ๆ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องมี ด้วยความที่ดื้อจะเรียนต่อ ก็เลยดิ้นรนหา ปรากฏว่าที่อำเภอเขามีทุนการศึกษาอยู่หนึ่งทุน จำนวน ๖๐๐ บาท เราต้องคิดดูว่าสมัยนั้นทองคำบาทละ ๗๐๐ บาท ทุน ๖๐๐ บาทสมัยนั้นคือเยอะมาก..! ต้องไปสอบชิงกับเขาทั้งอำเภอ นักเรียนทั้งอำเภอมุ่งไปที่ทุนนั้นทุนเดียว ถ้าสอบไม่ได้ก็อดเรียน..!

    ดังนั้น..จึงจำเป็นที่จะต้องสอบให้ได้ สอบได้แล้วสตางค์ก็ยังไม่พอ เนื่องเพราะว่าค่าเทอม ๒๒๐ บาท สองเทอมก็ ๔๔๐ บาทแล้ว ก็ต้องหางานทำ เก็บผักเก็บหญ้าในไร่ไปขาย หาเงินเพื่อไปเรียน เวลาเรียนก็ไม่ได้นั่งรถสะดวกเหมือนสมัยนี้ ต้องปั่นจักรยานไป ๖ กิโลเมตร ไปกลับรวมวันละ ๑๒ กิโลเมตร อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้แก่จนป่านนี้แล้วยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่บ้าง เพราะว่าพื้นฐานดีมาตั้งแต่เด็ก

    จนจบมัธยมศึกษาปีที่สาม ตอนนั้นเขามีโรงเรียนพาณิชยการบ้านโป่ง เพิ่งเปิดระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พรรคพวกก็ชวนไปเป็นเพื่อนหน่อย เพื่อนเขาจะเรียน ปวช. ไปถึงเขามีระเบียบว่า สมัครแล้วต้องไปสอบข้อเขียนวันไหน ? ต้องไปสอบสัมภาษณ์วันไหน ? อาจารย์เห็นอาตมภาพนั่งเงียบอยู่ ก็ถามว่า "แล้วคุณจะเรียนไหม ?" ตอบไปว่า "อยากจะเรียนอยู่ แต่ว่าไม่มีเงินครับ"

    คุณครูขอดูหนังสือสุทธิ สมัยนั้นไม่ใช่ รบ. (ใบระเบียนแสดงผลการเรียน) พอเห็นเปอร์เซ็นต์ที่ได้ ครูบอก "ฉันรับเธอเลย ไม่ต้องสอบแข่ง" ถึงเวลาให้มาจ่ายค่าเทอม แล้วเข้าเรียนได้เลย..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    ค่าเทอมตั้ง ๑,๒๐๐ บาท ไม่มีจ้า..! สมัยทองคำบาทละ ๗๐๐ - ๘๐๐ บาท ค่าเทอมตั้ง ๑,๒๐๐ บาท อาตมาไม่มีให้เขา แล้วตอนนั้นความที่เป็นเด็กบ้านนอก ประมาณว่า "ไกลปืนเที่ยง" ข่าวคราวอะไรก็ไม่มี ไม่รู้ว่าการเรียนทหาร เรียนตำรวจ จริง ๆ มีแค่ความสามารถในการสอบเข้าเท่านั้น ที่เหลือเบิกได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนกระทั่งเบี้ยเลี้ยงตลอดการเรียน ในเมื่อไม่รู้ก็เลยไม่ได้เรียน ต้องมาทำงาน

    แล้วก็เห็นระบบความผิดเพื้ยนของการศึกษาตั้งแต่สมัยนั้น ก็คือเด็กเก่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนไหนที่เอนทรานซ์ไม่ติด ส่วนใหญ่จะเลือกเรียนวิทยาลัยครู กลายเป็นว่าผู้ที่จะออกไปสอนคนอื่นให้เก่ง เป็นพวกที่โดนคัดเหลือแล้วจากคนเก่งทั้งหมด..! แล้วจะไปสอนเด็กให้เก่งได้อย่างไร ? เพื่อนของอาตมภาพรุ่นนั้นเข้าวิทยาลัยครูนครปฐมเยอะแยะไปหมด ปัจจุบันนี้ก็คือมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

    อาตมภาพทำงานอยู่หลายปี จนกระทั่งอายุครบเกณฑ์ทหาร ไปถึงเจ้าหน้าที่ประกาศว่า "ใครอายุไม่เกิน ๒๓ ปี แล้วจบชั้น มศ. ๓ ขึ้นไป มีสิทธิ์เรียนต่อนักเรียนนายสิบได้" ก็เลยสมัครเข้าไปเรียน

    นอกจากการฝึกพื้นฐานเบื้องต้นหกเดือนแรกแล้ว หกเดือนหลังเขาให้ฝึกวิชาเฉพาะชำนาญการทางทหาร (ชกท.) คนละหนึ่งอย่าง หลวงพ่อเองเรียนพักเดียวจบ ไม่รู้จะทำอะไร ครูฝึกบอกว่า "มึงจะไปไหนก็ไป อย่าอยู่เกะกะคนอื่น เสียเวลาเขา..!" ก็ออกไปเตร่ดูห้องเรียนอื่น

    เข้าไปถึงก็โผล่หน้าไป "ขออนุญาตครับ" ครูที่สอนก็บอกว่า "จ่ายมายี่สิบ" ก็ต้องวิดพื้นให้เขายี่สิบครั้ง แล้วก็เข้าห้องไป ไปเรียนร่วมกับเขา สรุปว่าหกเดือนเขาให้เรียนชำนาญการทางทหารหนึ่งวิชา อาตมภาพเรียนไป ๘ วิชา แล้วได้ที่หนึ่งทั้งหมด..!

    โดยเฉพาะวิชาแผนที่เข็มทิศ เรียนรู้เรื่องอยู่คนเดียว คนอื่นเขาคำนวณกันไม่เป็นหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ? จนครูฝึกด่าโขมงโฉงเฉง "แบบนี้ไปอยู่ชายแดน มึงก็เป็นปุ๋ยกันหมดแหละ จบไปแล้วจะทำอย่างไรวะ..!?" พวกนั้นก็หน้าด้านเถียงครู บอกว่า "ผมก็ไปอยู่กับเล็กสิครับ..!" แม่..คิดว่าทั้ง ๑๒๓ คนในรุ่นจะได้บรรจุลงที่เดียวกันหมด น่าตายมาก..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    ส่วนใหญ่แล้วเขาจะอยู่ในลักษณะที่ว่า "มึงจะจริงจังกับชีวิตไปถึงไหน มึน ๆ ไปวัน ๆ เดี๋ยวก็จบแล้ว" นั่นคือลักษณะของการเรียนของโรงเรียนทหาร..จริง ๆ นะ เขาไม่ได้คิดจะเรียนเอาความรู้ความสามารถอะไรที่แท้จริงเลย ใช้คำว่ามึน ๆ ไปวันหนึ่งเดี๋ยวก็จบแล้ว..!

    วิชาการบางอย่างดูแล้วไม่ยากสำหรับบุคคลมีไหวพริบ อย่างเช่นเรื่องของเครื่องยิงลูกระเบิด หรือว่าปืนใหญ่ ตัวย่อก็คือ "ปืน ค." คำว่า ค. ย่อมาจากคำว่าเครื่องยิงลูกระเบิด คนไทยเราเห็นคำว่าปืน ค. กูอ่านว่า "ปืนครก" เลย หมดเรื่องไป..! และก็จะมี ปบค. ปืนใหญ่ขนาดเบาวิถีโค้ง ฟังไม่รู้เรื่องกัน..ใช่ไหม ?

    อาตมาขอเข้าไปเรียน โผล่เข้าไปเป็นเหยื่อปุ๊บ ครูฝึกกวักมือเลย "มา ๆ ๆ ไอ้เด็กใหม่ มึงมานี่" ถามว่า "มึงเห็นหลักเล็งข้างหน้าไหม ?" ตอบไปว่า "เห็นครับ" ก็คือเป็นหลักขาว-แดง เป็นขีด ๆ ขึ้นไป แต่ละขีดจะเป็นระยะ ๕๐ เมตร ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร ไล่ขึ้นไปเรื่อย

    เขาบอกว่า "มึงเล็งในกล้องนี้ เห็นเส้นเล็งซ้าย-ขวาไหม ?" ตอบว่า "เห็นครับ" ครูฝึกถาม "บน-ล่าง เห็นไหม ?" ตอบว่า "เห็นครับ" ครูฝึกบอกว่า "มึงปรับให้เส้นเล็งซ้าย-ขวา บน-ล่าง ให้แปะลงที่ ๙๐๐ เมตร ให้กูดูที" อาตมาก็บิด ๆ ๆ พักเดียว "เสร็จแล้วครับ" ครูฝึกลุกพรวด..ห้ะ..! มาเล็งดู "เฮ้ย..เสร็จแล้วจริง ๆ..!"

    คราวนี้พวกที่เรียนอยู่ทั้งห้องก็เลยซวยหมด ครูฝึกบอกว่า "พวกมึงวิดพื้นไปเลย คนละร้อยหนึ่ง จ่ายค่าครูให้มันด้วย" แล้วก็ถามว่า "มึงทำยังไง ?" แล้วขู่เพื่อนเลยนะ "มึงฟังให้ดี ๆ แล้วถ้าฟังเสร็จแล้วยังทำไม่ได้ โดนอีก..!" อาตมาตอบไปว่า "ก็ไม่ยากนี่ครับ มีปรับซ้าย-ขวา กับปรับสูง-ต่ำ" เชื่อไหมว่าเพื่อนแต่ละคนปรับซ้าย-ขวาอย่างเดียว..พอได้ที่แล้วค่อยปรับสูง-ต่ำ..แล้วซ้าย-ขวาก็เสีย ปรับสูง-ต่ำได้ที่แล้วค่อยมาปรับซ้าย-ขวา..ที่ปรับสูง-ต่ำไว้ก็เสีย แต่อาตมภาพปรับสองมือพร้อมกัน ไม่ถึงนาทีเสร็จแล้ว..! เพื่อนโดนซ่อมอ่วมเลย..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    สำหรับวิชาทหารนี่ ถ้าชำรุดต้อง "ซ่อม" ให้ดี เพราะฉะนั้น..ในเมื่อวินัยชำรุด ความรู้ชำรุด ก็ต้องซ่อม..โดนกันอ้วกเลย..! จนกระทั่งตอนหลังเพื่อนโมโห บอกว่า "มึงไสหัวไปไกล ๆ เลย อย่าโผล่มาแถวนี้ พาพวกกูเดือดร้อนด้วย" ถึงได้ว่า วิชาที่ง่าย ๆ ทำไมเขาเรียนกันนานเน ให้เวลาตั้งหกเดือน ของเราเรียนพักจบแล้ว

    วิชาที่ยากที่สุดก็คือแผนที่เข็มทิศ โดยเฉพาะการขอให้ปืนใหญ่ หรือปืน ค. ยิงสนับสนุน เขาจะมีช่องตารางในแผนที่ ซึ่งจะมีแนวขีดที่เป็นเส้นรุ้งเส้นแวง แต่ภาษาหนังสือเขาเรียก "เส้นกริดตั้ง" กับ "เส้นกริดนอน" เส้นกริดตั้งลากบนลงล่าง เส้นกริดนอนลากซ้ายไปขวา

    พอลากเสร็จ ทางด้านซ้าย ๒ ตัวอักษร ด้านบน ๒ ตัวอักษร ก็จะอ่านได้ว่า เป้าหมายที่ต้องการอยู่ตรงจุดไหน แต่คราวนี้ต้องการอ่านละเอียดขึ้น ต้องอ่านถึง ๖ หรือ ๘ ตัว คราวนี้ก็เวรกรรมแล้ว เพราะว่าแผนที่ ๑:๕๐,๐๐๐ ที่เห็นอยู่ หนึ่งช่องตารางขนาดหนึ่งตารางเซนติเมตร นั่นคือ ๑ ตารางกิโลเมตรย่อลงมา ก็แปลว่า ๑ ช่องตารางเซนติเมตรบนแผนที่ก็คือ ๖๒๕ ไร่..!

    ครูฝึกก็จะถามว่า ข้าศึกอยู่ตรงพิกัดนี้ เราควรที่จะแจ้งปืนใหญ่ว่าอย่างไร ? ก็ไม่ได้ยากอะไร เราก็หลับตานึกว่ามีเส้นตั้งอีก ๑๐ เส้น เส้นนอนอีก ๑๐ เส้นอยู่ในตารางหนึ่งตารางเซนติเมตร แล้วก็อ่านให้ครูฝึกฟัง แต่สอนให้ตายเพื่อนก็ทำไม่ได้..! ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ?

    แล้วครูฝึกก็บอกว่า "ขอลูกแตกอากาศ" เขาเรียกว่าสโมค (smoke) ก็คือกระสุนควันสำหรับแจ้งตำแหน่ง ถ้าขอแล้วตรงเป้าหมายก็สอบผ่าน อาตมภาพแจ้งตำแหน่งเสร็จสรรพเรียบร้อย เขายิง ตึ้ม..แตกบนหัวเป๊ะเลย..! ครูฝึกลงไปหัวเราะชักดิ้นชักงอ บอกว่า "กูสอนมา ๒๒ รุ่นแล้ว เพิ่งมีมึงนี่แหละ ที่ขอได้แบบนี้..!"

    ปกติแล้วปืนใหญ่นี่รัศมีฉกรรจ์ที่โดนแล้วตายคือ ๕๐๐ เมตร ก็คือครึ่งกิโลเมตร แปลว่าถ้าขอแล้วตกอยู่ในรัศมีครึ่งกิโลเมตร ถือว่าใช้ได้ อันนี้ขอแล้วลงกลางหัวตัวเองเลย แม่นเป๊ะ..! จะไม่ให้ผ่านก็ไม่ได้
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    เราจะเห็นว่าทหารไทยเวลาออกรบ สมัยก่อนไม่มีจีพีเอส (GPS) ไม่สามารถอาศัยดาวเทียมช่วยระบุพิกัดเหมือนกับสมัยนี้ เพราะฉะนั้น..ตอนที่รบกับลาวที่ร่มเกล้า คนของเราตายเยอะมาก เพราะว่าผู้ตรวจการณ์หน้าขอพิกัดผิด ปืนใหญ่ยิงลงที่ทหารของเราอยู่..! พอแจ้งพิกัดผิดก็เลยลงพวกเดียวกัน..!

    เรื่องนี้มาถึงตอนนี้เขาคงไม่ปิดบังกันแล้ว ตอนนั้นเพื่อนกันอยู่ที่ค่ายพ่อขุนผาเมืองที่เพชรบูรณ์ มาร้องไห้ร้องห่ม อาตมภาพถามว่า "ทำไมมึงไม่ออกรบ เสือกแหกขี้ตามาร้องไห้อยู่ตรงนี้ ?" เขาบอกว่า "หลวงพี่..ของผมละลายทั้งกองร้อยเลย..!" คำว่า "ละลาย" ก็คือหมดสภาพ ตายเกือบยกกองร้อย เหลือกำลังพลไม่พอที่จะจัดตั้งใหม่ พอสอบถามถึงได้รู้ว่าแจ้งพิกัดผิด อาตมาก็อยากจะถึบให้ สมัยที่เรียนก็บอกแล้วว่า "เรียนให้รู้ ไม่ใช่มึงบอกว่าจะไปกับเล็ก ตอนนี้กูบวชอยู่แล้วจะไปช่วยอะไรมึงได้..?!"

    ที่เล่ามาเสียยืดยาว เพราะว่าเห็นเด็กสมัยนี้เขาไม่ได้เรียนให้ได้ความรู้ เขาเรียนแค่จบ แล้วนโยบายของผู้มีอำนาจในวงการศึกษาก็คือ ห้ามเด็กเรียนตกชั้น เพราะฉะนั้น..เด็กจะรู้หรือไม่รู้ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ เขาก็ต้ องดันให้ผ่านไป..!

    มีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นศีกษานิเทศก์ ไปตรวจตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อประเมินผลการเรียนการสอน มานั่งกุมหัวบอกว่า "หลวงพี่..เด็กจบ ป. ๖ แล้วยังอ่านไม่ออกสักตัวหนึ่ง..!" ถามว่า "แล้วจบ ป. ๖ ไปได้อย่างไร ?" ท่านศึกษานิเทศก์บอกว่า "ถึงเวลาถ้าอ่านออกเสียงพร้อม ๆ กับเพื่อน จะอ่านได้" พูดง่าย ๆ ว่าท่องจำได้ แต่พอให้ชี้ทีละตัว กลับอ่านไม่ออกสักตัวหนึ่ง..!
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    เมื่อไม่กี่วันนี้ในเฟซบุ๊ก ก็มีเด็กจบ ม. ๓ ขึ้น ม. ๔ เขียนหนังสือไม่ได้ ครูเขียนบนกระดานให้ลอกตามก็เขียนไม่ได้ นั่นคือผลร้ายในการศึกษาของเราที่ห้ามเด็กตกชั้น..!

    อาตมภาพเรียนชั้นประถมหนึ่ง สมัยนั้นอายุ ๗ - ๘ ขวบเข้าชั้น ป. ๑ มีเพื่อนร่วมห้องอายุ ๑๗ - ๑๘ ปีเต็มไปหมด อายุห่างกัน ๑๐ ปี..! พวกเพื่อนเขาเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว แต่ว่าเราเพิ่งจะเข้าไป ขี้มูกราขี้ตากรัง อาศัยว่าเรียนเก่ง พวก "เจ้าพ่อ - เจ้าแม่" โรงเรียนไม่กล้ารังแก เพราะบอกเขาไปว่า "ถ้าหากว่ารังแก จะไม่ให้ลอกการบ้าน..!"

    ดังนั้น..พอถึงเวลามาบวชพระแล้วมีโอกาสเรียน ก็เลยเรียนแก้กลุ้มจบปริญญาเอก เรียนจบแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ว่านี่เราจบแล้วหรือ..?! เพราะว่าเรียนปริญญาตรีสองปีครึ่ง เรียนปริญญาโทหนึ่งปีกับหนึ่งเดือน เรียนปริญญาเอกสองปีกับหนึ่งเทอม

    ตอนแรกปริญญาเอกพอเริ่มเข้าปีสองก็ไปขอสอบจบ แต่อาจารย์บอกว่าไม่ได้ เพราะว่าปริญญาเอกถ้าเรียนไม่ถึงสามปีเขาถือว่าไม่มีคุณภาพ แต่พอเหลือเวลาสองเดือนจะหมดปี ท่านอาจารย์มาถามว่า "ถ้าผมปล่อยให้ท่านทำวิทยานิพนธ์ เวลาที่เหลือนี่ท่านคิดว่าจะทำทันไหม ?" ก็ถามไปว่า "ไหนว่าอาจารย์บอกว่าผมต้องรอไปอีกปีหนึ่ง" ท่านอาจารย์บอกว่า "รุ่นพี่คุณยังไม่มีใครจบเลย ถ้าคุณสามารถจบได้ ผมอนุญาตให้สอบได้..!" มีเวลาอยู่แค่สองเดือนต้องมาเร่งวิทยานิพนธ์หูดับตับไหม้ แล้วก็จบได้..!
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    สรุปแล้วใช้เวลาเรียนไม่คุ้ม โดยเฉพาะปริญญาโท เรียนไปแค่หนึ่งปีกับหนึ่งเดือนเท่านั้น ความจริงปริญญาโทต้องเรียนสองปีเขาถึงจะให้สอบ แต่อาตมาพอดีเรียน ๑๓ เดือน ได้เลข ๒ พ.ศ. (พุทธศักราช) เขาเลยให้สอบได้ แล้วก็สอบแค่ ๑๕ นาทีจบ..!

    ท่านอาจารย์บอกว่า "ให้เป็นวิทยานิพนธ์ตัวอย่าง" สั่งรุ่นน้องให้ไปขอกับหลวงพ่อเล็ก รุ่นน้องถือแฟล็ชไดร์ฟ แฮนดี้ไดร์ฟ มาเป็นแถวเลย ถามว่า "หลวงพ่อเล็กคือรูปไหนครับ ? ขอวิทยานิพนธ์เป็นตัวอย่างหน่อยครับ" ก็เลยบอกไปว่า "คุณได้ตัวอย่างไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมไม่หวงหรอก พร้อมจะโหลดให้เดี๋ยวนี้เลย แต่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ คุณรู้ไหมว่าผมไปหาท่ทนอาจารย์ที่ปรึกษามา ๑๘ ครั้ง โดนแก้ยับแก้เยินมาทุกครั้ง..!"

    ไม่รู้เหมือนกันว่า นักศึกษาสมัยนี้เขาอายครูหรืออย่างไร ? ไม่กล้าไปหาท่านอาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนอาตมาไปจนท่านอาจารย์ทนรำคาญไม่ไหว ท้ายสุดก็เลยต้องเลี้ยงข้าวด้วย เพราะว่าไปตอนเพลพอดี แก้ยับแก้เยินไป ๑๘ ครั้งถึงได้สอบ..!

    ส่วนปริญญาเอกนี่บ้าเลือดกว่านั้นอีก นัดเจอท่านอาจารย์อาทิตย์ละครั้ง..! ท่านอาจารย์สั่งให้แก้อย่างไรก็ "ครับ" อย่างเดียวเลย มีอยู่เที่ยวหนึ่ง ๑๑ วัน ๑๑ คืน ไม่ได้นอน..! ทำวิทยานิพนธ์อยู่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าทำไม่ทันแล้วต้องเร่งขนาดนั้น แต่เวลาที่ง่วง ๆ แล้วจะนอน พอนอนลงไปดันคิดได้ว่าจะเขียนต่ออย่างไร..! ก็ต้องลุกขึ้นมาเขียนต่อ เขียนไปเขียนมา หายง่วงจึงทำต่อไปเรื่อย..!

    พอวันที่ ๑๑ เอ๊ะ..เราลืมเสียบปลั๊กหรืออย่างไร ? อยู่ ๆ จอคอมพิวเตอร์ก็มืดไปหมด ก็ก้มลงไปดู ไฟก็สว่างแดงโร่อยู่ เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองหน้ามืด มองอะไรไม่เห็น ดันไปนึกว่าจอคอมพิวเตอร์ดับ..! ที่บางคนเขาเรียกว่า "ภาพตัด" ใช่ไหม ? ไม่ควรทำนะ ไม่ได้พักสิบกว่าวันขนาดนั้น..ถึงตายได้เลย..!

    แล้วก็สอบปริญญาเอกจบใน ๒๒ นาที ขณะที่คนอื่นโดนสามชั่วโมงครึ่งบ้าง สี่ชั่วโมงบ้าง..! เนื่องเพราะว่ามีอาจารย์หนึ่งท่านไม่ถามเลยสักคำถามเดียว..! อาจารย์อีกท่านถามสี่คำถามแล้วปิดเล่ม บอกว่า "ผมให้ผ่านโดยไม่มีข้อแม้" ประธานคุมสอบถามว่า "ทำไมท่านถึงให้ผ่านโดยไม่มีข้อแม้ ?" อาจารย์ท่านบอกว่า "วิทยานิพนธ์สี่ร้อยกว่าหน้า ผมถามคำถาม นอกจากท่านจะตอบได้แล้ว ยังบอกได้ด้วยว่า ข้อมูลของท่านอยู่หน้าไหน ผมยอมแพ้ครับ..!"

    ก็คลำเองอยู่เป็นเดือน ๆ จะจำไม่ได้ได้อย่างไร ? แค่สี่ร้อยกว่าหน้า ส่วนอีกท่านหนึ่งที่ไม่ถามเลย ทั้ง ๆ ที่ปกติถามแล้วถามอีก จนกระทั่งลูกศิษย์กลัวกันหมด ท่านประธานถามว่า "จะไม่ถามอะไรบ้างเลยหรือครับ ?" ท่านบอกว่า "ผมถามจนไม่มีอะไรจะถามแล้วครับ ถามท่านอยู่ทุกอาทิตย์" ก็คือไปหาท่านทุกอาทิตย์..!
     
  11. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,149
    ค่าพลัง:
    +26,942
    สรุปว่าถ้าอยากเรียนเก่งต้องสู้ครู ทุกวันนี้ก็เป็นนิสิตตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์ทุกคนจำได้ เมื่อวานนี้ไปรับตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ (พิเศษ) ครูบาอาจารย์ก็ยังชื่นชม บอกว่า "ดูแต่แรกแล้วว่าอนาคตของท่านถ้ามาด้านการศึกษานี่รุ่งโรจน์แน่นอน เพียงแต่ว่าท่านไม่เอาเอง"

    ท่านอาจารย์บอกว่า "รุ่นน้องของท่านตอนนี้เป็นคณบดีบ้าง ผู้ช่วยอธิการบดีบ้างไปตาม ๆ กัน" ส่วนของเราไม่เอาอะไร ใครให้ก็ไม่เอา มีหน้าที่จ่ายสตางค์อย่างเดียว อยากทำบุญแต่ไม่อยากทำงาน เหนื่อย..แค่นี้ก็งานเยอะพอแล้ว..!

    วันนี้ช่วงบ่ายอาตมภาพไม่อยู่ ต้องไปปฏิบัติหน้าที่พิเศษตามคำสั่งข้างบน หลังบวชพระตอนเที่ยงเสร็จก็จะไป วันนี้บรรดานาคทั้งหลายเตรียมตัวให้พร้อม กินข้าวเพลเสร็จก็เตรียมเข้าโบสถ์เลย ราว ๆ เที่ยงก็เริ่มบวช จัดเป็นแค่สองชุด ก็คือชุดละสามรูปเท่านั้น คู่สวดก็เอาสองคู่แรกไป เพราะว่าถ้าหากว่าช้า อาตมาจะเดินทางไม่ทัน ฝากฉันทะการลงอุโบสถไว้ด้วย แล้วก็การตามประทีป ช่วยกันจัดหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้พออาตมาเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ถวายสมเด็จพระบร ราชินีเสร็จ ถึงจะกลับมา

    ก็แปลว่ามีภารกิจสองวันต่อเนื่อง ส่วนวันที่สามก็งานเฉลิมพระชนมพรรษาที่อำเภอ ต้องไปนั่งเป็นหัวแถว เพราะว่าในอำเภอทองผาภูมินี้ อาตมภาพมีสมณศักดิ์สูงที่สุด ไม่นั่งหัวก็ไม่ได้ เรื่องของยศของตำแหน่งก็ไม่เคยขอ มีแต่คนยัดเยียดมาให้ ปัจจุบันนี้เฉพาะตำแหน่งหลัก ๆ ก็ ๓๓ ตำแหน่ง ไม่ใช่ตำแหน่งชั่วคราวประเภทคณะกรรมการโน้น คณะกรรมการนี้ ที่พอเสร็จงานแล้วก็จบนะ อันนั้นอีกเป็นร้อยตำแหน่ง และบางทีงานก็ชนกันมั่วไปหมด ต้องเลือกทำตามความหนักเบาของงาน

    แก่แล้วต้องอาศัยยา โบราณเขาเก่งมาก คำว่า"ยา" ก็คือ "อุดรูรั่ว" คนโบราณเขาว่า "ยาเรือยาแพยาข้างนอก ยาขันยาจอกยาข้างใน" เพราะว่าเรือแพเวลาเราปิดรูรั่วข้างนอกด้วยชัน ถึงเวลาน้ำดันก็ไม่เข้า ถ้าปิดข้างใน น้ำดันแล้วชันจเหลุด ส่วนพวกขันพวกจอกเขายาข้างใน ถึงเวลาน้ำกดออกก็อยู่ได้ ถ้าไปยาข้างนอก น้ำกดออกก็หลุดล่อนหมด เพราะฉะนั้น..เวลาแก่แล้วเริ่มรั่ว โรคภัยไข้เจ็บเจาะจนพรุนไปหมด ก็ต้องอาศัย "ยา" มาอุดรูรั่ว..!

    เรื่องศัพท์ภาษาไทยนี่ถ้าคิดไปถึงต้นตอได้ จะรู้ที่มาที่ไปอีกเยอะ แต่ว่าส่วนใหญ่พวกเราเอาแค่พูดได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวขอขึ้นธรรมาสน์ก่อนนะ..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันวิสาขบูชา ๒๕๖๙
    วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม - วันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย ทะเล และ นาทาม)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...