อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์. พระบรมศาสดา และเหล่าผู้พระสาวก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 11 ตุลาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    rF_7NrwnmwaU9_yQK75qmvNZNOUIo0KWfH&_nc_ohc=YW7bzo6ncGoAX9wivfU&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-6.jpg
     
  2. นโมโพธิสัตโต

    นโมโพธิสัตโต ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ผู้ดูแลเว็บบอร์ด สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,333
    กระทู้เรื่องเด่น:
    32
    ค่าพลัง:
    +29,757
    รับสมัคร เรียนพระไตรปิฎก หลักสูตร 7 เดือน
    เปิดเรียน 3 ส.ค. 2566 – 29 ก.พ. 2567
    https://pratripitaka.com/study/
    mluZmxuygmvQHXrWUAseYpO0oGuAKIMBVH&_nc_ohc=PyAMFpiijW8AX9z0W1f&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
    **************************

     
  3. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [๑๓๗] ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ จำพวกนี้ หลับน้อย ตื่นมากในราตรี
    บุคคล ๕ จำพวกไหนบ้าง คือ
    ๑. สตรีหลับน้อยตื่นมากเพราะประสงค์บุรุษ
    ๒. บุรุษหลับน้อยตื่นมากเพราะประสงค์สตรี
    ๓. โจรหลับน้อยตื่นมากเพราะประสงค์จะลักทรัพย์
    ๔. พระราชาผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทรงหลับน้อยตื่นมาก
    ๕. ภิกษุผู้มุ่งถึงธรรมที่ปราศจากสังโยชน์หลับน้อยตื่นมาก
    ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ จำพวกนี้แล หลับน้อย ตื่นมากในราตรี
    ………………
    อัปปังสุปติสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒
    https://l.facebook.com/l.php?u=http...pt512CaT-rlOUc3G20uP6mBtYv2M7KPdrUOE_bK3wKPvw

    yPEEmMKc-1KjmCrx1XHlDnSULLKzwxzn6S&_nc_ohc=jCtNEB84ZWIAX-MtPqN&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-7.jpg


    ที่มา https://web.facebook.com/TipitakaStudies?__cft__[0]=AZU3l5RKeFaoqwPjp-DpK-HL4CmG0j_2ujfKoXfya-hJexzUGA5nHs-yjLvBtUIUAFKKC_XJ5CPXF0AvylTG7sBCABXQuu8_EWbcdSssrJCUfV6BPadDamKL8iqeO6H8wwgBeNv3tJRCxF_WJzoukoitgvC-5mAtIDCBGb30BpG9288rKrQjCW2IWL86F2Pc9DU&__tn__=-UC,P-R
     
  4. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
    ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
    ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้
    ๑. เป็นผู้ชอบการงาน ยินดีในการงาน หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการงาน
    ๒. เป็นผู้ชอบการพูดคุย ยินดีในการพูดคุย หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการพูดคุย
    ๓. เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ยินดีในการนอนหลับ หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ
    ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ”
    ………………
    ข้อความบางตอนใน ปริหานสูตร ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=194


    บทว่า ภสฺสาราโม ความว่า ภิกษุใดยังวันและคืนให้ล่วงไปด้วยสามารถแห่งการกล่าวถึงราชกถาเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้แล้ว ภิกษุนี้เป็นผู้พูดไม่รู้จบ เพราะฉะนั้น ภิกษุนี้จึงชื่อว่า ภสฺสาราโม (ยินดีในการพูด).
    ส่วนภิกษุใดพูดธรรม วิสัชนาปัญหา เวลากลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้พูดน้อย พูดมีสิ้นสุด.
    เพราะเหตุไร
    เพราะว่า เธอดำเนินตามวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วทีเดียวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกันแล้วมีกิจที่จะต้องกระทำ ๒ อย่าง คือกล่าวธรรมหรือนิ่งแบบพระอริยะ.


    ข้อความบางตอนใน อรรถกถาปริหานสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=257


    Lsm8PGD4CExqeMHDx6hNrQ0LBPTHjVhaQ&_nc_ohc=wrEhDF5ogIAAX8SYnlC&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-7.jpg

    ที่มา
    https://web.facebook.com/TipitakaSt...EByQJpixXlCMUSm8wewzY8U_mcLVDEpA&__tn__=-UC*F
     
  5. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    #ลำดับแห่งการดับของสังขาร
    (อนุปุพพสังขารนิโรธ)
    - สฬา.สํ. ๑๘/๒๖๘/๓๙๒.

    ภิกษุ ! ความดับแห่งสังขารโดยลำดับๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :-
    เมื่อเข้าสู่ ปฐมฌานแล้ว วาจา ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ ทุติยฌานแล้ว วิตก และวิจาร ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ ตติยฌานแล้ว ปีติ ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ จตุตถฌานแล้ว อัสสาสะ และปัสสาสะ ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ อากาสานัญจายตนะแล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ วิญญาณัญจายตนะแล้ว อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ อากิญจัญญายตนะแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมดับ ;
    เมื่อเข้าสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว สัญญา และเวทนา ย่อมดับ ;
    ( ใช้ฌานเป็นบาท แล้วเจริญวิปัสสนา ก็จะสิ้นอาสวะ)
    เมื่อภิกษุ สิ้นอาสวะแล้ว ราคะก็ดับ โทสะก็ดับ โมหะก็ดับ.

    - สฬา.สํ. ๑๘/๒๖๘/๓๙๒.

    [ข้อความในสูตรอื่น (๑๘/๒๗๒-๒๗๓/๔๐๑-๔๐๒.)
    แทนที่จะทรงเรียกอาการเช่นนี้แห่ง สังขารว่า “ความดับ” (นิโรโธ)
    แต่ไปทรงเรียกเสียว่า “ความเข้าไปสงบ” (วูปสโม) ก็มี
    และทรงเรียกว่า “ความสงบรำงับเฉพาะ” (ปฏิปฺปสฺสทฺธิ) ก็มี].

    - สฬา.สํ. ๑๘/๒๖๘/๓๙๒.
    อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาค ๑ หน้าที่ ๗๖๖


    ที่มา
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
  7. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    อรรถกถามีไว้เพื่ออธิบายพระพุทธพจน์
    ถ้าไม่เข้าใจพระพุทธพจน์ให้ไปดูอรรถกถา อย่าคิดเอาเอง
    ศึกษาธรรมะควรศึกษาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา ศึกษาธรรมะอย่าคิดเอาเองและไม่ควรเชื่อจากผู้อธิบายตามอัตโนมัติตามความเห็นของตน(อรรถกู) ที่อธิบายขยายความเกินเลยจนผิดเพี้ยนไป (อรรถเกิน)
    #อรรถกูอรรถเกิน


    ?temp_hash=fb1ae1f7b498b062a9ba49cbb73e1460.jpg

    ที่มา https://web.facebook.com/TipitakaSt...e9p1OfnmVI7Xq0vnStwBdSl9869pD1SJ&__tn__=-UC*F
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
  9. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    เก่งพระไตรปิฏก มีความรู้มากแล้วไง? บุคคลใดที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเก่ง(พระเอกุทานเถระ)





    ที่มา https://www.youtube.com/@Tripitaka-TH
     
  10. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921


    มนุปัสสนาสูตร | การพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ | ธรรมปฏิบัติ ชุดที่ ๑๐

    ที่มา มูลนิธิอุทยานธรรม

    https://www.youtube.com/@Uttayarndham
     
  13. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921





    [​IMG]






    สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายยำเกรงในการสวดสรภัญญะ


    ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ



    พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการสวดเป็นทำนองสรภัญญะ”
    ……………..

    ข้อความบางตอนในเรื่องภิกษุสวดสรภัญญะ ขุททกวัตถุขันธกะ พระวินัยปิฎก จูฬวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗
    https://l.facebook.com/l.php?u=http...pKkrUg_tr3pM4HawTvZBgKlCgAOu7nX96UQOy8NutJygg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921








    [​IMG]





    พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว


    จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า


    “พระอรหันต์ทั้งหลายมีความสุขหนอ
    เพราะท่านไม่มีตัณหา ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด
    ทำลายข่ายคือโมหะได้แล้ว
    พระอรหันต์เหล่านั้นถึงความไม่หวั่นไหว
    มีจิตไม่ขุ่นมัว ไม่แปดเปื้อนในโลก
    เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีอาสวะ เป็นสัตบุรุษ
    เป็นพุทธบุตร พุทธโอรส กำหนดรู้ขันธ์ ๕
    มีสัทธรรม ๗ ประการเป็นโคจร ควรสรรเสริญ
    ท่านเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
    สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ
    สำเหนียกแล้วในไตรสิกขา
    ละความกลัวและความสะดุ้งกลัวได้เด็ดขาดแล้ว
    ย่อมเที่ยวไปโดยลำดับ
    ท่านมหานาคผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐
    มีจิตตั้งมั่น ประเสริฐที่สุดในโลก
    เพราะท่านเหล่านั้นไม่มีตัณหา มีอเสขญาณ เกิดขึ้นแล้ว
    มีร่างกายนี้เป็นร่างสุดท้าย
    ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นในคุณที่เป็นแก่นสารแห่งพรหมจรรย์
    ท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหวในส่วนทั้งหลาย
    พ้นจากภพใหม่ถึงทันตภูมิ ชนะเด็ดขาดแล้วในโลก
    ท่านเหล่านั้นไม่มีความเพลิดเพลินอยู่
    ในส่วนเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องล่าง
    เป็นพุทธะผู้ยอดเยี่ยมในโลก ย่อมบันลือสีหนาท”
    ..................


    ข้อความบางตอนใน อรหันตสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=17&siri=76
    บทว่า อสฺมิมาโน สมุจฺฉินฺโน ความว่า อัสมิมานะ (ความสำคัญว่า เรามีอยู่) ๙ อย่าง (พระอรหันต์) ตัดได้ขาดแล้วด้วยอรหัตตมรรค.
    ............
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถาอรหันตสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=17&i=152
    #อัสมิมานะ #พระอรหันต์ #คุณสมบัติพิเศษของพระอรหันต์



    *********************


    ที่มา https://web.facebook.com/TipitakaStudies
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [๑๔๙] อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้ คือ



    ๑. สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’
    เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’
    เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’
    เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
    กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ว่า
    เป็นกายชนิดหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า
    พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
    โทมนัสในโลกอยู่


    ๒. สมัยใดภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นอย่างดีนี้ว่า เป็นเวทนาชนิดหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๓. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เราไม่บอกอานาปานสติแก่ภิกษุผู้หลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๔. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้วางเฉยได้ดี เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่
    ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้
    .................



    ข้อความบางตอนใน อานาปานัสสติสูตร ว่าด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔

    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=18
    #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน


    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [๑๔๙] อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้ คือ



    ๑. สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’
    เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’
    เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’
    เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
    กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ว่า
    เป็นกายชนิดหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า
    พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
    โทมนัสในโลกอยู่


    ๒. สมัยใดภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นอย่างดีนี้ว่า เป็นเวทนาชนิดหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๓. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เราไม่บอกอานาปานสติแก่ภิกษุผู้หลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๔. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้วางเฉยได้ดี เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่
    ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้
    .................



    ข้อความบางตอนใน อานาปานัสสติสูตร ว่าด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔

    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=18
    #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน


    [​IMG]
     
  17. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,457
    ค่าพลัง:
    +70,921
    [๑๔๙] อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้ คือ



    ๑. สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’
    เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’
    เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’
    เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
    กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ว่า
    เป็นกายชนิดหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า
    พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
    โทมนัสในโลกอยู่


    ๒. สมัยใดภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุข หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขาร หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นอย่างดีนี้ว่า เป็นเวทนาชนิดหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๓. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิต หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่น หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิต หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เราไม่บอกอานาปานสติแก่ภิกษุผู้หลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่



    ๔. สมัยใด ภิกษุสำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไป หายใจออก’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า’
    สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก’
    สมัยนั้น ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มี
    สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้วางเฉยได้ดี เพราะเหตุนั้น สมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่
    ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้
    .................



    ข้อความบางตอนใน อานาปานัสสติสูตร ว่าด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔

    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=18
    #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน


    ?temp_hash=024ae67d45b6e0bd35ffe1e9a5c4190e.jpg


    **************************

    ที่มา https://web.facebook.com/search/top?q=พระไตรปิฎกศึกษา
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...