เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 28 มิถุนายน 2026 at 19:28.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,579
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,163
    ค่าพลัง:
    +26,956
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,579
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,163
    ค่าพลัง:
    +26,956
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เรื่องแรกเลย ต้องเจริญพรขอบคุณคณะญาติโยมทั้งหลาย ที่เดินทางมาร่วมหล่อผางประทีป เพื่อเอาไว้ตามถวายเป็นพุทธบูชาในวันอาสาฬหบูชาที่จะมาถึงนี้ ก็คือทุกท่านมาด้วยศรัทธา ค่ารถ ค่าอาหารก็ต้องจ่ายเอง และไม่รอให้วัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เห็นว่างานเสร็จก็กลับไปแล้ว

    ลักษณะของบุคคลที่ทำงานในลักษณะนี้ ก็คือบุคคลที่ทรงจาคานุสติเต็มระดับ พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อพระพุทธศาสนา หรือเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ควรจะเลียนแบบและทำตามเป็นอย่างยิ่ง


    เรื่องต่อไปก็คือการที่กระผม/อาตมภาพสั่งพญานาคน้อยไว้คู่หนึ่ง ทางร้านบอกว่าขอเวลา ๑ เดือน แต่ใช้เวลาเกือบครึ่งปี..! ซึ่งโดยปกติถ้ากระผม/อาตมภาพสั่งเองก็คงไล่เตลิดเปิดเปิงให้เอากลับไปแล้ว เนื่องเพราะว่ามาแล้วก็ "ไม่ตรงปก" แต่ด้วยความเกรงใจว่าหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอท่านเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ จึงต้องกัดฟันรับเอาไว้

    สมัยก่อนกระผม/อาตมภาพก็ไม่เข้าใจเท่าไร ว่าทำไมบรรดาช่างต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่กับจ่าตุ่ม (นายดาบตำรวจไพโรจน์ ทิมแท้) ไม่ว่าจะเป็นช่างเดือน หรือว่าช่างหมีอะไรพวกนั้น บางทีเราสั่งมีดเล่มหนึ่ง ใช้เวลาหลายเดือน มีอยู่เล่มหนึ่งใช้เวลา ๒ ปี..! ไปถึงก็เห็นว่าเขาอยู่ว่าง ๆ รดน้ำต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อย ป้าสุ (นางสุมาลี ทิมแท้) ภรรยาจ่าตุ่มบอกว่า "มันยังไม่มีอารมณ์..!"

    มาตอนนี้ก็เห็นชัดเลยว่างานที่เขาเร่งทำเพราะต้องการเงิน กับงานที่ทำเพราะมีอารมณ์ คืออยากจะสร้างผลงานนั้นต่างกันมาก ดังนั้น..แม้จะเป็นแบบเดียวกัน พิมพ์เดียวกัน การลงสีมายังรู้สึกว่าเป็นคนละฝีมือช่างกันเลย จึงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง อย่างกระผม/อาตมภาพเวลาไปที่ไหนก็ตาม ถ้าเห็นงานฝีมือชาวบ้าน ชอบใจแล้วซื้อ มักจะไม่ต่อราคา ดีไม่ดีก็จะให้เกินด้วย เนื่องเพราะว่าแต่ละคนกว่าจะสร้างผลงานแต่ละชิ้นออกมา เขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก

    ส่วนในเรื่องของพวกเราทั้งหลายซึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าหากว่าไม่มีกำลังใจในการต่อสู้ฟันฝ่า โอกาสที่จะสำเร็จมีน้อยมาก ทำไมถึงโยงมาถึงเรื่องนี้ ก็เพราะว่าการปฏิบัติธรรมของเราก็เป็นการสร้างผลงาน และเป็นผลงานเฉพาะตัวด้วย ก็คือเลียนแบบครูบาอาจารย์ท่านโน้นนิด ท่านนี้หน่อย เมื่อทำไปแล้ว ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จ สิ่งทั้งหลายที่รวมแล้ว จะเป็นตัวตนหรือว่ารูปแบบของเรา ที่ใครก็เลียนแบบได้ยาก จึงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตระหนักและเร่งรัดตัวเองให้มากเข้าไว้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,579
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,163
    ค่าพลัง:
    +26,956
    โดยเฉพาะในสภาวะที่โลกก็ดี ประเทศชาติของเราก็ดี มีแต่จะเจอภาวะสงครามและภัยธรรมชาติที่หนักขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ชาวบ้านเขายากลำบากมาก เราในฐานะพระภิกษุสามเณรที่จะต้องพึ่งพาอาศัยญาติโยม เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิต ถ้าไม่สามารถที่จะสร้างศรัทธาให้เกิดได้ ก็โปรดระมัดระวังเอาไว้ด้วยว่าจะเอาตัวไม่รอด..!

    เนื่องเพราะว่าถึงเวลาลำบากขึ้นมา ญาติโยมก็ต้องคิดถึงตัวเองและครอบครัวเอาไว้ก่อน อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกเอาไว้ว่า หลวงปู่พระครูโว (พระครูโวทานธรรมาจารย์) วัดดาวดึงษาราม กล่าวเอาไว้ว่า "ถ้าชาวบ้านลำบาก พระกับหมาก็ตายก่อน" ถ้าหากว่าชาวบ้านเขาลำบาก แต่ว่าความศรัทธาไม่ถอย เนื่องเพราะว่าพวกเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างแท้จริง โอกาสที่ญาติโยมจะยังสนับสนุนก็มีอยู่

    ดังนั้น..การประพฤติปฏิบัติของเราจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นเรื่องของวัดวาอาราม เป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา เนื่องเพราะว่าถ้าทำผิด เขาไม่ได้บอกว่าพระรูปนั้นทำผิด พระรูปนี้ทำพลาด แต่เขาจะบอกว่าพระวัดท่าขนุน ทีนี้ก็บรรลัยทั้งวัด กลายเป็น "ปลาตายตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง"..!

    คราวนี้การประพฤติปฏิบัติของเราอย่างที่เคยกล่าวจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า จำเป็นจะต้องเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ใช่ลำบากนิด กูก็ถอย ลำบากหน่อยกูก็ไม่เอา ลงไปนั่งพับเพียบทำวัตรเป็นเรื่องลำบาก กูก็นั่งเก้าอี้ ถ้าลักษณะนี้ก็สมควรโดนจับสึกในข้อหาที่ไม่สามารถจะทำกิจของสงฆ์ได้สะดวก เนื่องเพราะว่าต่อให้พิการ ถ้าทำกิจของสงฆ์ได้สะดวก ก็ให้พระอุปัชฌาย์พิจารณาบวชได้ ในเมื่อทำกิจไม่สะดวกก็ไม่สมควรที่จะอยู่ ยกเว้นท่านที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริง ๆ ไม่ใช่ลำบากหน่อยแล้วรู้มาก เอาเปรียบคนอื่นเขา..!

    เรื่องแค่นี้ก็ทำให้มองเห็นชัดว่าตัวเรานั้นควรค่าแก่การประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่ ? เพราะว่าสายวัดป่าเขาบอกเอาไว้เป็นเรื่องปกติว่า "ธรรมะอยู่ฟากตาย" ถ้ากระทั่งการทุ่มเทแลกด้วยชีวิตยังไม่มี ก็อย่าไปหวังว่าจะไปประสบความสำเร็จอะไรเลย อย่าไปอ้างว่าแก่ อย่าไปอ้างว่าป่วย เนื่องเพราะว่าภายในวัดนี้ที่แก่กว่ากระผม/อาตมภาพมีแค่รูป ๒ รูปเท่านั้น แล้วไอ้ที่ป่วยหนักกว่า
    กระผม/อาตมภาพยังหาไม่ได้เลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,579
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,163
    ค่าพลัง:
    +26,956
    แล้วทำไมกระผม/อาตมภาพจะต้องมาเร่งรัดพวกเรา ? ก็เพราะว่าสถานการณ์ทั้งประเทศชาติและทั้งโลกมีแต่อยู่ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ภัยเกิดจากธรรมชาติก็ดี ภัยเกิดจากผู้คนก็ตาม มีแต่จะหนักขึ้นไปเรื่อย ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะช่วยคนอื่นได้ อย่างน้อยก็ต้องประพฤติปฏิบัติจนสามารถรักษาตัวเองได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นภาระกับคนอื่น ซึ่งก็คงจะเหมือนกัน ประเภทที่ว่าชาวบ้านลำบากเขาก็ต้องทิ้งวัด ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นภาระมาก คนที่แบกภาระก็ต้องทิ้งเหมือนกัน..!

    จงอย่าได้ไปหวังว่าถึงเวลาแล้วครูบาอาจารย์จะมาคุ้มครองรักษาปกป้องพวกเรา ถึงเวลาแล้วพรหม เทวดา จะต้องมารักษาปกป้องพวกเรา ทุกท่านต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เหล่าพรหม เทวดา หรือครูบาอาจารย์จะช่วยปกป้องดูแลรักษา ก็ต่อเมื่อตัวเรามีคุณค่าพอที่ท่านจะทำอย่างนั้น ถ้าหากว่า กาย วาจา ใจ ยังห่วยแตกอยู่เหมือนเดิม แล้วจะไปหวังการคุ้มครองปกป้องรักษา ก็ไม่ต้องไปหวัง..!

    เมื่อตระหนักแล้วก็จงเร่งรัดปฏิบัติให้มากเข้าไว้ ไม่ใช่ต้องรอโอกาสสำคัญนั้น ต้องรอวาระสำคัญนี้ ต้องไปรอว่าเข้าพรรษาแล้วถึงจะทุ่มเทให้เต็มที่ เข้าพรรษาจะไปมีประโยชน์อะไร เพราะว่าแค่ ๓ เดือนเท่านั้น การประพฤติปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นต้องทำอยู่ทุกวินาที กิเลสก็กินเราอยู่ทุกวินาที ไม่ใช่รอให้เข้าพรรษาก่อนแล้วกิเลสค่อยมากินเรา..!

    ดังนั้น..ใคร
    ที่ลุกไม่ไหว ตื่นไม่ทัน หรือหลบเลี่ยง ไม่ยอมทำวัตร ไม่ยอมเจริญพระกรรมฐาน โอกาสที่คุณจะเจริญในพระพุทธศาสนานั้นยากมาก ดีไม่ดีก็กลายเป็นสร้างบาปสร้างกรรม ทำให้ตนเองขาดทุนหนักเข้าไปอีก ถ้ารู้ว่าไม่ไหวก็รีบสึกหาลาเพศไป จะได้ไม่ต้องไปสร้างเวรสร้างกรรมให้กับตัวเอง..!

    เนื่องเพราะว่าในอุดมเพศของเรา ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือสามเณร เราเป็นปูชนียบุคคล ลงทุนด้วยศีลที่มากกว่าญาติโยม ถึงเวลาถ้ากำไรก็กำไรมากกว่า แต่ถ้าประพฤติตนในลักษณะแบบนี้ โอกาสที่ขาดทุนมากกว่าจะมีมากกว่าชาวบ้านเขาหลายเท่า แล้วถ้าหากว่าเราขาดทุนแล้วค่อยไปสึกหาลาเพศ โอกาสที่ชีวิตฆราวาสจะทำคืนมาในลักษณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...