เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 6 กรกฎาคม 2026 at 09:30.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันคล้ายวันประสูติครบ ๖๙ พรรษา ของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในนามคณะสงฆ์และคณะศิษย์วัดท่าขนุน ขอถวายพระพร ขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

    สำหรับวันนี้บางเรื่องที่อยากจะพูดถึง บางทีในความรู้สึกของพวกเราก็ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ว่าผลกระทบ บางทีก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่จะคิด คือตอนช่วงเช้า กระผม/อาตมภาพถามพวกเราตอนบิณฑบาตว่า "จะเปียกมากหรือเปียกน้อย ?" แล้วมหามนูรักษ์ (พระมหามนูรักษ์ ฐิตคุโณ ป.ธ. ๔) บอกว่า "ไม่เปียกเลยได้ไหมครับ ?" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ได้..ก็แค่คิดเท่านั้น เพียงแต่ว่าหลังจากนั้นแล้วถ้าได้รับผลกระทบอะไรก็ทน ๆ รับเอาไปก็แล้วกัน..!"

    เนื่องเพราะว่าเรื่องของธรรมชาติ ลมฟ้าฝนไฟอะไรก็ตาม ถ้าหากว่าเป็นไปได้ก็อย่าฝืนธรรมชาติ เนื่องเพราะว่าการฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น ผลกระทบจะไปส่งในด้านอื่นแทน

    ดังนั้น..โบราณาจารย์มักจะใช้วิธีอย่างเช่นว่า ให้มาก่อน ให้มาหลัง ให้ไปซ้าย ให้ไปขวา ให้ขึ้นบน ให้ลงล่าง แล้วแต่ว่าจะเป็นดินน้ำไฟลมอย่างไร เนื่องเพราะว่าการไปห้ามโดยตรงนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็มักจะเกิดกับคนที่ทำเอง และเมื่อถึงเวลาเกิดแล้วก็ต้องทนรับไป จึงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตระหนักให้ดีว่า ถ้าใครมีความสามารถในการทำแบบนั้น เมื่อถึงเวลาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้น เราก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไป..!

    อีกส่วนหนึ่งก็คือการที่พวกเราควรที่จะทำให้ถึงระดับแค่คิดก็เป็นแล้ว เนื่องเพราะว่าเรื่องของธาตุ หรือเรื่องของกสิณ ถ้าไม่ฝึกฝนจนชำนาญระดับแค่คิดก็เป็นแล้ว ถึงเวลาต้องมาตั้งหลัก ต้องมาเข้าสมาธิ อธิษฐาน ถอนจิตออกมาอธิษฐานซ้ำ เข้าสมาธิใหม่ แบบนั้นเรียกว่าไม่ทันกิน..!

    ดังนั้น..ถ้าใครตั้งใจจะมาทางด้านนี้ ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทุ่มเท โดยเฉพาะในเรื่องของกสิณนั้น สำคัญตรงที่เราต้องรักษานิมิตเอาไว้ให้ได้ บุคคลที่มาฝึกทางด้านนี้ในช่วงแรก ๆ จึงกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร เพราะว่าถ้าเผลอเมื่อไรนิมิตก็หลุดหาย แล้วถ้าเราไปต้องการทำด้วยความอยากก็ไม่ได้แบบนั้นอีก..!

    เพียงแต่ว่าผลที่จะได้รับนั้น มีการช่วยให้ รัก โลภ โกรธ หลง ของเราสงบระงับได้ชั่วคราว แล้วในขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้เราเล่น ทำให้ไม่รู้สึกจืดชืดแห้งแล้งในการปฏิบัติ แต่ก็ต้องจำให้ขึ้นใจว่า
    เราต้องยอมรับกฎของกรรม ถ้าใครฝืนกฎของกรรมก็จะเสื่อมทันที..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    ใครที่ต้องการจะมาทางด้านนี้เหมือนกระผม/อาตมภาพ ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาจับกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน พยายามรักษานิมิตเอาไว้ให้ได้ จากในตอนแรก แค่รู้สึกชัดเจนเหมือนตาเห็น พอนานไปก็มีการเปลี่ยนแปลง คือสีค่อย ๆ อ่อนลง จางลง กลายเป็นเหลืองอ่อน กลายเป็นสีขาว กลายเป็นสว่าง และท้ายที่สุดก็สว่างเจิดจ้าเหมือนกับเรามองดวงอาทิตย์..!

    หลังจากนั้นยังต้องซักซ้อม ขยายให้ใหญ่ได้ หดให้เล็กลงได้ ต้องการให้มาเมื่อไรก็ได้ ต้องการให้ไปเมื่อไรก็ได้ ถ้าทำได้คล่องตัวขนาดนั้นแล้ว จึงค่อยอธิษฐานขอใช้ผล เมื่อซักซ้อมอธิษฐานการใช้ผล จนสามารถทำได้อย่างใจนึกแล้ว ค่อยขยับไปกสิณกองอื่น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะยากที่สุดที่กองแรก เนื่องเพราะว่าเราอาจจะไม่เข้าใจวิธีการเพ่งกสิณ หรือว่าวิธีการกำหนดจดจำภาพกสิณ กว่าจะคลำได้ถูก บางทีก็เสียเวลาไปเป็นปี..!

    สรุปง่าย ๆ ว่า
    กสิณไม่ใช่ไปนั่งจ้องภาพ แต่เป็นการมองแล้วนึกถึง หลับตาลงให้เห็นภาพนั้นเหมือนกับลืมตาอยู่ แรก ๆ ก็อาจจะได้แค่วินาที ๒ วินาทีก็หายไป แล้วเราก็ลืมตาขึ้น มองภาพ กำหนดจดจำไว้ หลับตานึกถึงใหม่ ทำแบบนี้เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง กว่าที่จะทิ้งองค์กสิณได้ ก็คือไม่ต้องมีภาพก็สามารถนึกได้อยู่ตลอดเวลา

    คราวนี้ก็ต้องตั้งสติ ประคับประคองกันอย่างสุดชีวิต เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับเลี้ยงลูกแก้วที่ตั้งอยู่บนปลายเข็ม พลาดเมื่อไรก็ตกแตกเมื่อนั้น..! ดังนั้น..บุคคลที่ฝึกกสิณ จึงมักไม่มีเวลาไปสุงสิงกับใคร เพราะต้องประคับประคองนิมิตเอาไว้ เมื่อสามารถประคับประคองได้ยาวนานพอ นิมิตถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

    ครั้นเมื่อได้จนคล่องตัวแล้ว จะเปลี่ยนกองใหม่ ก็ต้องทบทวนของเก่าก่อนทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นแล้ว ของใหม่ก็ยังไม่ได้ ของเก่าก็อาจจะหายไปด้วย เพียงแต่ว่าถ้าเราสามารถทำกองแรกได้ กองอื่น ๆ ก็กลายเป็นของง่าย จุดที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือ เป็นการกดกิเลสของเราเอาไว้ ถ้าเผลอสติให้กิเลสตีกลับเมื่อไร รัก โลภ โกรธ หลง จะมาแบบฟ้าถล่มดินทลาย แล้วเรายันเอาไว้ไม่อยู่ ก็เกิดอาการจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก บางทีก็พังไปเป็นปี ๆ เลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    และโดยเฉพาะในเรื่องของการเล่นกสิณก็ดี เรื่องของคาถาอาคมต่าง ๆ ก็ตาม ส่วนสำคัญก็คือ การยึดในนิมิตนั้น ถ้าเราปล่อยไม่เป็น วางไม่เป็น ก็ไปไหนไม่รอด เนื่องเพราะว่าตราบใดที่เรายึดก็เหมือนกับคนกอดเสาเอาไว้ แล้วบอกว่าจะไปที่โน่นที่นี่ ย่อมไม่สามารถที่จะไปได้

    ดังนั้น..
    ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ๆ เวลาสอนเรื่องของคาถาอาคม หรือเรื่องของการใช้นิมิตต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาท่านก็จะพลิกกลับมา ให้เราละทิ้งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว โอกาสจะเข้าถึงมรรคถึงผลก็ไม่มี แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อทำได้แล้วก็มักจะไปยึดมั่นถือมั่น ต่อให้รู้ว่าต้องละต้องทิ้ง ใจตัวเองก็ไม่ยอม กลายเป็นเครื่องถ่วงในการเข้าถึงมรรคผลไปเสียอีก

    ดังนั้น..เราท่านทั้งหลายถ้าหากว่าจะมาสายนี้ จึงต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า เราปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อให้มีฤทธิ์มีเดชมากกว่าคนอื่น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่เที่ยงแท้แน่นอน ถ้าหากว่าสภาพจิตของเราเผลอเมื่อไร กิเลสตีกลับ สภาพนั้นถ้าพูดหยาบ ๆ ก็คือแย่กว่าหมาเสียอีก..! เพราะว่าหมายังไม่ รัก โลภ โกรธ หลง หนักเหมือนกับเราตอนนั้น..!

    ใครถ้าต้องการจะทำ เมื่อมีตัวอย่างที่เห็นอยู่ชัด ๆ อย่างเมื่อเช้าแล้ว ก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วยว่า
    ถ้าเราหวังการหลุดพ้น ก็อย่าลืมในช่วงท้ายที่จะต้องหันกลับมาปล่อยวาง โดยเฉพาะวางจากการยึดในนิมิตทั้งปวง เพียงแต่ว่าขอให้ทำให้ได้ก่อน เพราะว่าถ้าทำไม่ได้ เราก็ไม่มีอะไรให้วาง..!

    โดยเฉพาะในขั้นตอนแรก ถ้าทำได้แล้วเราประคับประคองสติ ทรงสมาธิไว้ไม่หลุดไปไหน เราก็จะสงบระงับจากกิเลสได้ชั่วคราว สภาพจิตที่สงบระงับจากกิเลส จะทำให้เรามองเห็นคุณพระรัตนตรัยอย่างชัดเจน ถึงเวลานั้น ความเคารพ ความเลื่อมใส อย่างสุดจิตสุดใจก็จะเกิดขึ้น นั่นเป็นเบื้องต้นของกฎเกณฑ์กติกาในการก้าวถึงความเป็นพระอริยเจ้า ก็คือ
    การเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง ๆ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราต้องตาย ถ้าหากว่าตายเมื่อไร ขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ จะเล่นกสิณหรือกองกรรมฐานใดก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...