เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 6 กรกฎาคม 2026 at 09:32.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ทองผาภูมิยังคงมีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล แต่ว่าในส่วนที่ดูไม่ปกติกลับเป็นสังคมสื่อออนไลน์ในระยะนี้ ที่บรรดาบุคคลประเภทหนึ่งมักจะอาศัยเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการแสดงตนขึ้นมา ไม่ว่าจะในด้านดีหรือว่าไม่ดีก็ตาม ด้วยจุดประสงค์ชัดเจนก็คือหวังแค่ยอดวิวหรือว่ายอดไลค์

    เพียงแต่ว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้นมีตรรกะแนวคิดที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ทั้งที่รู้ว่าตนเองคิดผิด พูดผิด แต่หวังอย่างเดียวก็คือบุคคลที่เข้ามาด่าก็ดี เข้ามาชมก็ดี จะเป็นยอดวิวที่ทำรายได้ให้กับตนเอง

    เรื่องนี้ดูแล้วน่ากลัวมาก ๆ ก็คือคนเราไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดีใด ๆ แล้ว ขอเพียงตนเองหารายได้เข้ากระเป๋าได้ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง ถ้าเรื่องอย่างนี้ยังคงดำเนินต่อไป สังคมบ้านเราก็จะบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน และเข้าป่าเข้าดงไปเรื่อย จนท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสังคมที่หลงทาง

    ดังนั้น..
    ในส่วนของพระภิกษุสามเณรของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยให้ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาอันดับแรกก็คือเราจะสั่งสอนผู้คนผิด ๆ พลาด ๆ เหมือนกับอินฟลูเอนเซอร์ที่อ้างตัวว่าเป็นพระภิกษุ แต่แนวคิดผิดเพี้ยนไปจนสุดโต่ง หรือไม่ก็เราเองนั่นแหละ ที่ไม่สามารถเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระพุทธศาสนาได้

    วิธีแก้ไขจึงไม่ใช่การไปถกเถียงคัดง้างกับผู้คน เนื่องเพราะว่านั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ดี

    ถ้าหากว่าเราศึกษาดีแล้ว ปฏิบัติดีแล้ว อันดับแรก เราก็จะเป็นคนมีหลักในการที่จะนำเอาความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมาอ้างอิงได้ถูกต้อง

    อันดับที่ ๒ ก็คือผลการปฏิบัติของเราจักเป็นเครื่องยืนยันให้กับคนอื่นเอง พูดง่าย ๆ ว่า
    ถ้าท่านทำดี ทำถูก โดยที่ใคร ๆ ก็เห็นว่าดีจริงถูกจริงแล้ว ไม่ว่าท่านจะพูดอะไร ท่านจะทำอะไรก็กลายเป็นความขลัง มีคนให้ความเชื่อถือ เพราะว่าตนเองได้พิสูจน์อย่างชัดเจนจนเกิดผลแล้ว
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    จึงเป็นเหตุให้กระผม/อาตมภาพมองว่าปัญหาใหญ่ในปัจจุบันนี้ ก็คือพุทธศาสนิกชนของเรานั้นศึกษาพระธรรมวินัยมาน้อย จึงทำให้ไม่สามารถที่จะแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่ศึกษามาดีแล้ว ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะลงไปถกเถียงกับผู้ใด กลายเป็นบุคคล ๔ ประเภทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึง ก็คือ

    ประเภทแรก เป็นพวกหม้อเปล่าเปิด ก็คือไม่มีความรู้ความสามารถอะไร แต่กูพูดไปเรื่อย จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดกับสังคมขนาดไหนกูก็ไม่สนใจ..!

    ประเภทที่ ๒ คือหม้อเปล่าปิด ประเภทนี้รู้ว่าตนเองความรู้น้อย ด้อยปัญญา มีความเจียมตัว จึงไม่พยายามแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเองออกไปด้วยการพูดหรือการกระทำ

    ประเภทที่ ๓ หม้อเต็มเปิด ก็คือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง และเปิดเผยความรู้ความสามารถของตนเองนั้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคม

    ประเภทสุดท้ายก็คือหม้อเต็มปิด ถึงมีความรู้ความสามารถเต็มเปี่ยม แต่ไม่แสดงออกให้ใครรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเพราะความมีโลกส่วนตนสูงหรือว่าอะไรก็ตาม แต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าศึกษาธรรมะจนรู้จริงแล้ว ก็ไม่ควรที่จะนิ่งเฉยแบบนั้น เนื่องเพราะจะกลายเป็นว่าการไม่นิ่งเฉย ก็คืออีกฝ่ายตีความว่าสนับสนุนตนเอง จนกลายเป็นซ้ำเติมพระพุทธศาสนาของเราให้ลำบาก หรือว่าอยู่ยากยิ่งขึ้นไป

    ดังนั้น..
    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ พุทธศาสนิกชนพึงตระหนักว่า ภาระในการปกป้องพระพุทธศาสนานั้น องค์สมเด็จพระภควันบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ภิกษุณีบริษัทไม่มีแล้ว ในส่วนที่เห็นอยู่ ในส่วนที่มีอยู่ ก็ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยบ้าง ไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์บ้าง ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่บ้าง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    ลำดับต่อไปคือภิกษุของเรา ก็มีบุคคลที่ศึกษาดีปฏิบัติชอบ พร้อมที่จะออกมาปกป้องพระพุทธศาสนาน้อยลงไปเรื่อย ๆ จึงทำให้กลายเป็นว่าในส่วนของนักบวชนั้นกระพร่องกระแพร่ง แทบจะขาดสูญไปเสียแล้ว

    ส่วนของอุบาสกอุบาสิกาก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ ก็คือแทนที่จะทำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา ด้วยการศึกษาดีปฏิบัติชอบ แต่กลายเป็นว่าไม่ยอมศึกษาอะไรก็ยังไม่พอ ถึงเวลายังมองโลกในแง่ร้าย แสดงออกเห็นความต่ำตมภายในจิตใจของตนเองอย่างรุนแรง ก็คือมองนักบวชเป็นการกาฝากในสังคมบ้าง เป็นส่วนเกินของสังคมบ้าง โดยที่ไม่ได้รู้เห็นคุณประโยชน์อะไรเลย ว่าแม้แต่การพบเห็นสมณะก็จัดเป็นสุดยอดอุดมมงคล เนื่องเพราะว่าเกิดจิตของท่านมองเห็นสมณะแล้วตายลงไปตอนนั้นพอดี อย่างน้อยสภาพจิตของท่านก็มีสุคติเป็นที่ไป

    แต่ว่าในปัจจุบันนี้ สภาพสังคมที่บิดเบือน บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนของเรานั้น ทำให้ทุกคนมองเอานักบวชไปในแง่ร้าย จะกลายเป็นว่า
    พอเห็นนักบวชแล้วตายลงไปตอนนั้น พาเราลงทุคติมากกว่า เพราะว่าสภาพจิตไปจับทันทีว่าบรรดานักบวชเหล่านี้หาดีไม่ได้ มีแต่ความชั่วล้วน ๆ ใจไม่ได้เกาะคุณงามความดี แต่ไปเกาะความชั่วแทน กลายเป็นส่วนของกรรมที่นำพาเราไปสู่ทุคติอย่างน่าเสียดาย

    ทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลายจักมีสติ รู้เห็นว่าในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญานั้น มีประโยชน์ต่อตนเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาพยายามรักษาศีล ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงในโลกนี้ ว่าเต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อนอย่างที่เห็น แล้วเกิดการเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ถอนจิตออกมาจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง ท้ายที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,601
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,166
    ค่าพลัง:
    +26,959
    จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายซึ่งสั่งสมคุณงามความดีมาพอเพียง ได้พบเห็นครูบาอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ แนะนำหลักธรรมต่าง ๆ ให้พวกเรายึดถือและปฏิบัติตาม แต่โปรดจงระวังในเรื่องของการยึดถือและปฏิบัติตาม

    ก็คือเรายึดถือในลักษณะรู้ตัวอยู่เสมอว่า คำสอนของครูบาอาจารย์เปรียบเสมือนแผนที่ หรือเปรียบเสมือนราวบันไดที่เราต้องยึดเพื่อขึ้นสู่ที่สูง เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องแบกแผนที่ หรือว่าแบกราวบันไดไปด้วย ก็คืออย่างไรเสียก็ต้องปล่อยวางลงให้ได้

    ไม่เช่นนั้นแล้ว เราเองนั่นแหละที่ท้ายสุดก็กลายเป็นผูกตัวเองติดอยู่กับวัฏฏสงสาร เพราะว่าไปแบกว่าธรรมะนี้ต้องดีกว่าคนอื่นเขา คำสอนของครูบาอาจารย์กูต้องเลิศกว่าคนอื่นเขา แนวทางที่กูปฏิบัตินี้จึงถูกต้องกว่าคนอื่นเขา

    โปรดจำให้ชัดเจนเลยว่า ตราบใดที่ยังมีตัวกูของกูอยู่ ตราบนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นหมุนรอบตัวเรา เราจะยึดตนเองกลายเป็นศูนย์กลาง และการยึดเกาะนั่นแหละที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะหลุดพ้นไปไหนได้

    วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ รับรู้ รับทราบข่าวสารต่าง ๆ แต่อย่ารับเข้ามาสู่ใจ มีสติในการเสพเสวยสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ
    ระมัดระวังไว้ไม่ให้สิ่งชั่วเข้ามาสู่ใจของเราได้ ถ้ามีสิ่งชั่วอยู่ในใจก็เร่งขับไล่ออกไปให้พ้น ถ้าหากพิจารณาแล้วว่ามีสิ่งดีอยู่ในใจ ก็ทำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้น ถ้ายังไม่มีสิ่งที่ดีอยู่ในใจ ก็ให้เร่งประพฤติปฏิบัติให้เกิดให้มีขึ้นมา และทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ถ้าท่านทั้งหลายสามารถทำดังนี้ได้ สังคมของเราก็จะวุ่นวายน้อยลง ก็จะเดือดร้อนน้อยลง เนื่องเพราะว่าถ้าเราสงบแล้ว เราเย็นแล้ว ก็จะไม่ไปซ้ำเติมสังคมนั้นให้เดือดร้อนวุ่นวายอย่างที่ทุกคนเห็นอยู่

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...