เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 กรกฎาคม 2026 at 19:44.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,190
    ค่าพลัง:
    +26,976
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,190
    ค่าพลัง:
    +26,976
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พวกเราก็จะเห็นแล้วว่าการลงทุนลงแรงวางผางประทีปไปนั้น ไม่แน่ว่าจะได้ตามประทีปอย่างที่เราต้องการ ซึ่งเรื่องนี้กระผม/อาตมภาพมั่นใจตั้งแต่ตอนที่ไปยุ่งกับชะตากรรมของเกาะกวมแล้ว เนื่องเพราะว่าไปเบี่ยงเบียนพายุไต้ฝุ่นบาหวี่ให้พ้นไป สิ่งที่จะต้องรับส่วนนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังมีที่รออยู่อีกมาก..!

    ดังนั้น..เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าหากว่าพวกเราเข้าใจในเรื่องกฎของธรรมชาติ หรือว่ากฎของกรรม ก็จะไม่ต้องไปเสียกำลังใจ เนื่องเพราะว่าเราตั้งใจวางผางประทีปถวายเป็นพุทธบูชาไปแล้ว ส่วนของบุญกุศลที่จะพึงได้เราก็ได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จุดเท่านั้นเอง

    จะว่าแล้วก็เป็นการประหยัดดีเสียอีก เนื่องเพราะว่าการหล่อผางประทีปแต่ละครั้งนั้นสิ้นเปลืองมาก เนื่องเพราะว่าถ้ามีเทียนพรรษาไม่พอที่จะใช้ ก็ต้องซื้อเพิ่ม อย่างคราวที่ผ่านมาก็ซื้อไป ๕๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น..ที่พวกเราเห็นสวย ๆ อยู่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา หรือว่าลอยกระทง แต่ละงานหมดไปหลายหมื่นบาท..! มีหลายวัดพยายามที่จะเลียนแบบและทำตาม เจอแค่ถ้วยใส่ผางประทีปก็ไปไม่รอดแล้ว เนื่องเพราะใบละ ๕ - ๖ บาท แล้วของเราเล่นหล่อกันทีเป็นหมื่นดวง..!

    คราวนี้ในเรื่องของบุญกุศล เราไม่ได้สนใจเรื่องของความแพงความถูก สนใจแค่ว่าจะได้ทำหรือไม่ ? เมื่อได้ทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้ตามประทีปทุกครั้ง เพราะว่าเรื่องของธรรมชาติ เราไม่สามารถที่จะไปห้ามตรง ๆ ได้ แล้วสิ่งที่เคยทำไป ถ้าหากว่ากระทบกระเทือนกับคนหมู่มาก ส่วนที่เราจะต้องได้รับก็มากอีกเช่นกัน

    ก็แปลว่าความตั้งใจของเรานั้นได้ทำสำเร็จลงตั้งแต่วางผางประทีปแล้ว บุญกุศลที่จะพึงได้ก็ได้แล้ว แต่ว่าในส่วนของการตามประทีปนั้น เราอาจจะใช้ในงานหน้าต่อไปก็ได้ ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่าถึงเวลา ๒ ทุ่มจะสามารถเวียนเทียนรอบอุโบสถได้หรือไม่ ? ถ้าไม่ได้เราก็เวียนในศาลาแห่งนี้ ก็คือการปรับทุกอย่างตามหน้างาน

    ไม่ว่าจะทางโลกหรือว่าทางธรรม งานทุกอย่างต้องมีปัญหาทั้งนั้น ในเมื่อมีปัญหาก็ต้องมีวิธีแก้ เรื่องไหนที่ไม่มีวิธีแก้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อไม่มีวิธีแก้ก็ช่างหัวมัน..! ซึ่งจะว่าไปแล้ว บางทีพวกเราฟังไปแล้วอาจจะไม่เข้าใจ แต่นั่นเป็นเรื่องจริง ถ้าเป็นปัญหาก็ต้องมีวิธีแก้ ถ้าไม่มีวิธีแก้ก็แปลว่าไม่ใช่ปัญหา อย่าไปเสียเวลาเครียด..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,190
    ค่าพลัง:
    +26,976
    เรื่องของการงานทุกอย่าง เราต้องรู้จักลำดับความสำคัญก่อนหลังเร็วช้า แล้วเราจะมีงานอยู่ตรงหน้าแค่งานเดียวเท่านั้น ถ้ามีแค่งานเดียว เราก็จะไม่รู้สึกว่าหนักจนเกินกำลัง แต่ถ้าเราลำดับความสำคัญของงานไม่ได้ ลำดับความก่อนหลังเร็วช้าของงานไม่ได้ เราก็จะมีงานกองอยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด แล้วก็จะรู้สึกว่าหนักเกินกำลัง เครียด นอนไม่หลับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ

    เพียงแต่ว่าถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ดี เราจะมีสติ บุคคลที่มีสติ จิตใจจะต้องสงบ บุคคลที่จิตใจสงบ ก็จะมีปัญญาเห็นช่องทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ง่าย จึงไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปเครียดกับงาน ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ถ้าจะว่าไปแล้วก็คือเต็มกำลังกาย เต็มกำลังใจ เต็มกำลังสติปัญญา เต็มกำลังคน เต็มกำลังทรัพย์ ถ้าทำเต็มที่ทุกอย่างแล้ว ผลออกมาได้แค่ไหน เราก็ต้องยอมรับไปตามนั้น

    ฟังดูเหมือนกับง่าย แต่ถ้าหากว่าเราทำมาถึงตรงนี้จริง ๆ ก็จะไม่มีอะไรที่ยาก แต่ถ้าทำไม่ถึง บางทีแค่การที่เราจะตัดใจออกจากงานอย่างเดียวก็เป็นเรื่องยากแล้ว อย่างเช่นพวกเราทั้งหลายกำลังใจจดจ่อว่าจะต้องได้ตามประทีป ในเมื่อไม่ได้ ใจก็ยังผูกอยู่ตรงนั้น โปรดระวังเอาไว้ ตายตอนนั้นอาจจะเป็นแมลงสาบไปอยู่ในตะกร้าผางประทีปก็ได้..! เรื่องพวกนี้ไม่ใช่พูดเล่นเอาขำกัน เพราะว่าสภาพจิตของเราถ้าผูกอยู่กับอะไรก็ตาม ถึงเวลาก็จะยึดจะเกาะอยู่ที่นั่น

    เรื่องนี้เป็นไปตามหลักธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ก็คือเมื่อมีสิ่งหนึ่งก็ต้องมีสิ่งหนึ่ง เมื่อสิ่งหนึ่งดับ อีกสิ่งหนึ่งก็ต้องดับไปด้วย
    ในเมื่อเราเกิดอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องมีที่ให้ยึด ภพคือที่เกาะ หรือว่าโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกของนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการยึดเกาะของเรา

    ในเมื่อมีภพก็คือที่เกาะ ที่ยึด ก็จะมีการเกิดขึ้นที่นั่น คราวนี้ถ้าเกิดก็บรรลัยแล้ว เพราะว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์โศกร่ำไร ความปรารถนาไม่สมหวัง ความกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ตามมาเป็นหางว่าวเลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,190
    ค่าพลัง:
    +26,976
    ดังนั้น..ในตรงจุดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนเราให้พิจารณาย้อนทวนไปถึงสาเหตุ ครั้นรู้เหตุคือสมุทัยแล้ว เราไม่สร้างเหตุนั้น นิโรธก็จะเกิดขึ้น ก็คือในเมื่อไม่สร้างเหตุ ไม่ไปก่อกรรมสัมพันธ์บุญสัมพันธ์ ความดับก็จะปรากฏขึ้น

    จะว่าไปแล้ว ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกหมวด ล้วนแล้วแต่สอดสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแต่เราสามารถจับเชื่อมโยงเข้าหากันได้หรือไม่เท่านั้น จะมาคิดว่าแค่เราอยากจะตามประทีปแค่นี้ ทำให้เราต้องยึดติดแล้วต้องเกิดเลยหรือ ?
    ขอบอกว่าอย่าว่าแต่เรื่องนี้เลย เรื่องเล็กน้อยกว่านี้ก็ยังเป็นการยึดติด..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติในทาน ในศีล ในภาวนา ถ้าสามารถสักแต่ว่าทำ ก็คือทำโดยไม่หวังผล ซึ่งการทำโดยไม่หวังผลนี้เป็นกำลังใจที่สูงมาก ก็คือจะต้องมีอุเบกขาในการกระทำนั้น ๆ ถ้าหากว่าทุกอย่างเรามีอุเบกขาอยู่ด้วย ก็จะสักแต่ว่าทำ ทำเต็มที่แล้ว ผลจะเกิดอย่างไรก็ช่างมัน ภาวนาเต็มที่แล้ว จะทรงฌานได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน พิจารณาเต็มที่แล้ว จะตัดกิเลสได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน

    ถ้าเราสามารถวางกำลังใจแบบนี้ได้ การยึดเกาะต่าง ๆ ของเราก็จะเบาบางลงไปเรื่อย แล้วถ้าสามารถรักษากำลังใจนี้ไว้ได้ในทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำได้ โอกาสที่เราจะหลุดพ้นก็มีได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ท่านทั้งหลายเกาะพระนิพพานอยู่ ก็ยังไปพระนิพพานไม่ได้ เนื่องเพราะว่าท่านยังยึดเกาะอยู่ เหมือนกับคนบอกว่าจะไปกรุงเทพฯ แต่ยืนกอดเสาอยู่ แล้วจะไปได้อย่างไร ?

    แต่ในขณะเดียวกัน
    ถ้าหากว่าเราสักแต่ว่าสร้างบุญสร้างกุศล สร้างคุณงามความดี อยู่ในลักษณะที่ว่าสิ่งนี้เป็นความดี เราก็ทำ สิ่งนี้เป็นความชั่ว เราก็ละ แต่เราไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่วนั้น ถ้าสามารถรักษากำลังใจแบบนี้เอาไว้ได้ เราก็จะผ่ากลางหลุดพ้นไปได้เอง
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,190
    ค่าพลัง:
    +26,976
    คราวนี้ในระดับแรกของการทำความดี เราก็ต้องเกาะดีก่อน ต้องยึดดีก่อน เพราะถ้าไม่ยึดเราก็ไม่มีอะไรให้วาง เพียงแต่ว่าหลายต่อหลายคนวางตอนไหนบางทีก็ไม่รู้ ? เหมือนกับเราเดินขึ้นชั้นบนก็เกาะราวบันไดไปก่อน แต่พอถึงชั้นบน บางคนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าปล่อยมือจากราวบันไดตอนไหน ?!

    การปฏิบัติธรรมก็คล้ายคลึงกัน ก็คือถ้าหากว่าเราสักแต่ว่าทำ สักแต่ว่ารับรู้ สภาพจิตไม่ไปปรุงแต่งหวังผล ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านชั่ว โอกาสที่เราจะหลุดพ้นก็มีมาก เพราะว่าเกาะดีหรือเกาะชั่วก็ตามล้วนแล้วแต่ไปไม่รอดทั้งคู่

    ดังนั้น..
    เราจึงควรจะประพฤติปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนาให้มากเข้าไว้ เนื่องเพราะว่าจะเป็นหลักประกันให้กับเราว่าจะมีสุคติเป็นที่ไปแน่นอน แต่เป้าหมายของเราก็คือตั้งใจไว้ที่พระนิพพาน แล้วพยายามปลดสิ่งร้อยรัดต่าง ๆ ที่เรียกว่าสังโยชน์ ตั้งแต่สักกายทิฏฐิไปถึงอวิชชาทั้ง ๑๐ ประการลง ซึ่งก็จะเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยตามกำลังของเรา

    ปลดลงได้มากก็เป็นพระอริยเจ้าระดับสูง ปลดลงได้น้อยก็เป็นพระอริยเจ้าระดับต่ำ ปลดได้ทั้งหมดก็หลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ดังนั้น..การทำความดีของเราจึงเป็นการกระทำที่สักแต่ว่าทำ เพราะรู้ว่าสิ่งนี้ดีเราถึงทำ การละความชั่วของเราก็สักแต่ว่าละ รู้ว่าสิ่งนี้เป็นความชั่วเราก็ละ ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ถ้าวางกำลังใจแบบนี้ได้ ทุกท่านก็จะมีพระนิพพานเป็นที่ไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...