วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1784560131341.jpg


    พระสมเด็จหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จศิษย์ผู้สืบทอดวิชาทำผง ๑๒ นักษัตรจากหลวงปู่เทียนวัดโบสถ์

    หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ผู้สำเร็จวิชาลบผงวิเศษ ๑๒ นักษัตร
    ท่านเป็นพระเกจิเชื้อสายรามัญแห่งจังหวัดปทุมธานี สุดยอดพระเกจิผู้มีพุทธคมเข้มขลัง เป็นผู้ที่มีจิตสมาธินิ่งมาก สามารถเขียนผงทะลุกระดานชนวนได้เพียงอึดใจ

    ในการสร้างพระสมเด็จฯ นอกจากวิชาลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการแล้ว ท่านยังใช้วิชาลบผง ๑๒ นักษัตร อันเป็นวิชาของชาวมอญที่ตกทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพระเกจิอาจารย์รูปใดในยุคก่อนๆ ที่วงการรู้จักมีการทำผงชนิดนี้ นี่จึงเป็นของวิเศษอันสุดยอดของหลวงปู่เทียนที่พระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ ไม่มี

    ผง ๑๒ นักษัตร เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับโหราศาสตร์ที่อธิบายได้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเกิดมาในปีนักษัตรใดนักษัตรหนึ่ง และในปีหนึ่งๆ นั้นประกอบไปด้วย ๑๒ ราศี ที่มีความเกี่ยวพันกับดวงดาว อันเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตของคนคนนั้น ที่เรียกว่า “ดวงชะตา”

    หลวงปู่เทียน ท่านศึกษาค้นคว้าวิชานี้จากตำราโบราณที่อาจารย์มอบให้จนสำเร็จด้วยตัวเอง วัตถุมงคลของท่านทุกองค์จะมีผง ๑๒ นักษัตรผสมอยู่ด้วย จึงมีอานุภาพในการหนุนส่งดวงชะตาในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และปกป้องไม่ให้ตกต่ำในยามที่ดวงไม่ดี

    ผงนี้กระบวนการทำนั่นยากมาก เป็นผงที่ลบจากยันต์ ๑๒ นักษัตร จึงเข้าได้กับผู้อาราธนาทุกปีเกิด มีศิษย์ที่ไปขอเรียนวิชานี้กับหลวงปู่จำนวนมาก แต่สามารถเรียนได้สำเร็จแค่ ๒ รูป คือ

    หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกะเฌอ

    หลวงพ่อละมูล วัดเสด็จ

    คำว่า เนื้อ 12 นักษัตร นั้นหลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ ท่านเล่าว่า ผง 12 นักษัตรเป็นผงที่สร้างยากต้องมีความมานะพยายามอย่างสูงกว่าจะรวบรวมวัตถุมงคลให้ครบตามตำราก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว เช่น

    - กระดูกม้าขาว
    - กระดูกไก่ดำ ซึ่งกระดูกออกเป็นสีชมพู
    - กระดูกนิ้วก้อยซ้ายขวาของผีตายวันเสาร์เผาวันอังคาร มาบดผสม

    เมื่อได้กระดูกสัตว์ทั้ง 12 ชนิด และวัสดุมลคลอื่นครบถ้วนตามตำราแล้ว ต้องบดผงเข้าด้วยกันแล้วปั้นเป็นแท่งดินสอเตรียมไว้ เมื่อเข้าพรรษาก็ให้เริ่มลงอักขระเลขยันต์ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของพรรษา ทำจนครบ 3 พรรษา

    พระครูสาทรพัฒนกิจ (หลวงพ่อลมูล) วัดเสด็จ อำเภอเมือง จ.ปทุมธานี ศิษย์เอกของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ พระเกจิดังแห่งเมืองปทุมธานี ท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกในพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" ณ พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ปี2515 หลวงพ่อลมูล ท่านเป็นยอดพระเกจิที่เก่งมากๆ พลังจิตของท่านดีมาก จนชาวบ้านยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งสวนพริกไทย หลวงพ่อละมูล ท่านเองก็ชอบสร้างพระสมเด็จเช่นกันครับ เหมือนอาจารย์ท่าน คือหลวงปู่เทียน โดยหลวงปู่เทียน นอกจากท่านจะสำเร็จวิชาการทำผงวิเศษ ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห และ ผงพุทธคุณ แล้ว ท่านยังเป็นพระที่สำเร็จวิชา “ผง ๑๒ นักษัตร์” ซึ่งเป็นผงที่เขียนลบมาจากยันต์ ๑๒ นักษัตร์ ทั้ง ๑๒ ปี ดังนั้น พระเนื้อผงของท่านจึงดีเด่นสูงค่าไปด้วยพระพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อุดมโชคลาภ มีกินมีใช้ทุกปี ไม่ขัดสน เข้าได้กับทุกผู้คน ทุกปีเกิด สามารถป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีพระเครื่องของท่านพกพาอาราธนาติดตัวอยู่ เวลาดวงชะตาตกต่ำ ก็จะค้ำจุนไม่ตกอับจนเกินไป เวลาดวงชะตารุ่งโรจน์ ก็จะเสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น หลวงปู่เทียนท่านได้ถ่ายทอดวิชาผง ๑๒ นักษัตร์นี้ให้แก่ศิษย์ คือ หลวงพ่อลมูล โดยหลวงพ่อลมูลท่านจะทำพิมพ์ให้ต่างจากหลวงปู่เทียน และท่านก็ลบผงพุทธคุณเองด้วยเช่นกัน พระท่านน่าแขวน รุ่นเก่าๆหาก็ไม่ค่อยง่ายเช่นกัน ทางพื้นที่นิยมกันมากครับ จำไว้ว่าตะกรุดที่ฝังจะไม่เรียบร้อยเช่นกัน ม้วนไม่ค่อยกลมนะครับ วัตถุมงคลของท่านนั้นสามารถใช้ป้องกันภัยอันตราย จากสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ที่มีมากมายในสวนสมัยก่อนได้อย่างน่ามห้ศจรรย์ อีกทั้งยังมีพุทธคุณครบเครื่อง ไม่เป็นรองอาจารย์ของท่าน ทั้งคงกระพัน มหาอุด มหานิยม เมตตา โชคลาภ ลูกศิษย์ทั้งหลายล้วนทราบกันดี

    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี
    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล หรือท่านพระครูสาทรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มหาชนในยุคก่อนและยุคนี้ต่างก็ให้ความเคารพนับถือมากมาย หลวงพ่อลมูลท่านเป็นชาวมอญโดยกำเนิด เดิมชื่อลมูล จับจิตต์ เกิดวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2458 แรม 5 ค่ำ ปีเถาะ บิดาชื่อ นายติ่ง มารดาชื่อ นางแม้น จับจิต ท่านเกิดที่หมู่ 4 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีพี่น้องด้วยกัน 6 คน ท่านเป็นคนที่ 2 ของครอบครัว เมื่อท่านอายุได้ 3 ขวบ ท่านได้ย้ายตามบิดามารดามาอยู่ในคลองบางใหญ่หมู่ที่ 1 ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี เพราะโยมปู่เหลือ และโยมย่าแหวว จับจิตต์ ได้มอบมรดกที่ดินให้กับครอบครัวของท่านไว้ทำกิน ท่านจึงต้องย้ายมาอยู่ด้วย พอท่านอายุได้ 12 ปี โยมพ่อได้นำท่านไปฝากให้เรียนหนังสือกับ"พระอาจารย์ไม้" ที่วัดเสด็จ ท่านอยู่ได้ 1 ปี ทำให้ท่านได้ฝึกฝนนิสัยไปในทางอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักที่สูงที่ต่ำ ทั้งสิ่งที่ควรและไม่ควร ต่อมา "ครูชั้น ดำกลิ่น" ได้มาขอตัวท่านจากพระอาจารย์ไม้ไปเป็นศิษย์ โดยให้ไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมที่วัดพระเชตุพน คณะ 20 ท่านศึกษาจนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี โดยสมัยนั้นสมเด็จป๋าสมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุ่ณณสิริ) ยังคงเป็นครูสอนภาษาบาลีอยู่ ณ สำนักแห่งนี้ แต่ในการเรียนต่อของท่านในขณะนั้นได้ชะงักลง เพราะเหตุที่โยมพ่อต้องการให้กลับมาช่วยดูแลทำนาเพื่อช่วยครอบครัว ท่านจึงต้องกลับมาทั้งๆที่เสียดายมาก หลังจากที่ท่านกลับมาอยู่บ้าน ท่านก็ได้ช่วยโยมพ่อทำนาพร้อมกับได้เริ่มเรียนหนังสือต่ออีก เพราะอายุท่านนั้นไม่พ้นเกณฑ์ยังอยู่ในภาคบังคับ ต้องเรียนหนังสือต่อ หลวงพ่อลมูลจึงเรียนที่วัดเสด็จซึ่งได้มีการเปิดโรงเรียนประชาบาลภาคบังคับขึ้น ท่านจึงได้เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาอีก ท่านเป็นนักเรียนคนที่ 38 ของโรงเรียนนี้ ท่านเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น หลังจากที่ไม่ได้เรียนแล้ว ท่านก็ได้ช่วยเหลือบิดา มารดาทำนา ตามความประสงค์จนอายุได้ 18 ปี บิดามารดาของท่านได้ขอให้ท่านแต่งงานเปรียบเสมือนโซ่ตรวนผูกมัดไม่ให้บวช อีกประการหนึ่งท่านต้องการศึกษาหาความรู้ใส่ตนให้มากขึ้นกว่านี้ ประกอบกับจิตใจของท่านฝังลึกว่า การบวชนั้นเปรียบเสมือนทางไปสวรรค์ที่จะสามารถบันดาลให้พ้นทุกข์ได้
    ความตั้งใจของหลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ จ.ปทุมธานี สัมฤทธิ์ผล คือโยมบิดา มารดา ไม่อาจขัดได้จึงได้นำท่านไปฝากเป็นนาคกับ พระอธิการเผือก สุกโก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดเสด็จ ในขณะนั้นหลวงพ่อลมูล ขันติพโล ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2497 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 เวลา 14 นาฬิกา 50 นาที ที่พระอุโบสถวัดเสด็จ โดยมีหลวงปู่เทียนหรือท่านพระครูบาวรธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเผือก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ไม้ รุกขโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ขันติพโลภิกขุ"
    หลังจากที่ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้ตั้งใจแน่วแน่ว่า ท่านจะเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามระเบียบของวัด คือการเรียนพระปริยัติธรรมและจะตั้งใจปฏิบัติกิจในพระบวรพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดตลอดชั่วชีวิต ในเพศพรหมจรรย์ของท่านจะขอถวายตัวเป็นพุทธบุตรผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาไปจนชีวิตจะหาไม่ พรรษาแรกท่านก็ได้เรียนนักธรรมชั้นตรี พรรษาที่ 2 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นตรีได้ ในพรรษาที่ 3 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นโท แต่สอบตก ท่านจึงอธิษฐานจิตจะไม่ขอเรียนนักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอกอีกต่อไป ท่านจะเปลี่ยนแนวทางมุ่งไปในทางปฏิบัติ เมื่อหลวงพ่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ มุ่งหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร แต่ก่อนเดินธุดงค์นั้นท่านได้ขอไปฝึกกรรมฐานเพิ่มเติมจาก หลวงปู่เทียน พระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เต็มที่ หลังจากได้รับการฝึกฝนในด้านสมาธิอย่างเพียงพอ หลวงปู่เทียน ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่พร้อม เป็นหัวหน้านำในการธุดงค์ในครั้งนั้น ในด้านส่วนลึกของหลวงพ่อลมูล ท่านต้องการออกธุดงค์ไปองค์เดียวแต่ติดขัดในข้อบัญญัติทางพระธรรมวินัยว่าพระที่จะออกธุดงค์ถ้ามีพรรษาไม่ถึง 5 พรรษา ต้องมีพระพี่เลี้ยงนำไป แต่ถ้าเกิน 5 พรรษาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี จุดแรกที่ที่ท่านออกธุดงค์ ก็คือที่วัดพระพุทธบาทสระบุรี เพราะสถานที่นี้เป็นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีความสงบ ร่มรื่นเหมาะในการบำเพ็ญเจริญภาวนา ต่อจากนั้นท่านก็มุ่งสู่ภาคเหนือ แม่สอด ตาก กำแพงเพชร เพราะท่านเห็นว่ามีภูเขามากเป็นแดนที่สงบ ในการเดินทางไปภาคเหนือครั้งนั้นท่านพบกับอุปสรรคอย่างมากมาย จากสัตว์ป่าบ้าง ตลอดจนอาหารที่ฉันท์เพราะไม่ค่อยมีหมู่บ้าน ท่านต้องฉันท์ผลไม้ป่าแทนแทบทุกวัน ฉันท์วันละเพียงมื้อเดียว ส่วนในด้านฝึกหัดปฏิบัติธรรมและจำวัดในตอนกลางคืน หลวงพ่อท่านก็ต้องหาสถานที่ปลอดภัย หลวงพ่อลมูลตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลังจากการเดินทางเข้าสู่พรรษาที่ 5 พระพี่เลี้ยงต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ หลวงพ่อลมูล จึงออกเดินธุดงค์เพียงองค์เดียว เดินทางไปถึงประเทศพม่า ท่านได้ไปพบกับถ้ำประหลาดซึ่งอยู่ในภูเขาลูกเล็กๆ แต่มหัศจรรย์มากเพราะภายในถ้ำมีแต่ขี้ค้างคาว แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิดเดียว และมีค้างคาวเต็มไปหมด แต่ค้าวคาวก็ไม่เคยบินมาถูกท่านเลย การเดินทางเอาตัวรอดในป่าดงดิบก็ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังต่อเนื่องและเคร่งครัดอำนาจบารมีของพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณ เป็นอำนาจสูงสุด ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดย่อมได้ผล แม้แต่ไปเจอสิงห์สาราสัตว์ที่ดุร้าย เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา ด้วยอานุภาพบารมีดังกล่าวช่วยคุ้มภัยได้เป็นอย่างดี
    หลังจากที่หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ ท่านได้ธุดงค์ได้ระยะหนึ่ง หลวงพ่อท่านก็ได้เดินทางกลับมายังวัดเสด็จ เพื่อมาช่วยเหลือกิจการของสงฆ์ในวัด ซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่เผือกผู้ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีปัญหาเกี่ยวกับการปกครอง เนื่องจากมีพระภิกษุในวัดเดียวกันจะคิดกำจัด และปลดท่านจากการเป็นเจ้าอาวาส ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า บัญชีของวัดทำไม่ถูกต้อง และหย่อนสมรรถภาพในการปกครอง แต่ในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นเพราะหลวงปู่เผือกเป็นพระที่มีความละเอียดรอบครอบ กระทำสิ่งใดๆไม่หวังผลประโยชน์มากเกินไป จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้างเสียผลประโยชน์ พากันกลั่นแกล้งท่าน หลวงปู่เทียนซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านกลางจึงได้เรียกตัวหลวงพ่อลมูลไปปรึกษาและมอบหมายให้ช่วยเหลือหลวงปู่เผือก ในด้านภารกิจต่างๆท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมาท่านจึงไม่มีโอกาสออกเดินธุดงค์อีกต่อไป เพราะหน้าที่บังคับและหลังจากนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.2491 คือหลังจากที่พระอธิการเผือกได้มรณะภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2490
    ในด้านผลงานของหลวงพ่อลมูล ท่านได้พัฒนาไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ถนนหนทาง จนถึงบ้านพักและสถานีตำรวจสวนพริกไทย อนามัย และโรงเรียน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเลื่อมใส ต่างก็ได้ส่งบุตรหลานของตนเข้ามาบวชอยู่กับท่านอย่างมากมาย ทุกคนได้หันหน้าเข้าวัดด้วยการฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านมิได้ขาดเพราะชาวบ้านถือกันว่าท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมสูง จากผลงานในด้านปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม ทำให้ทางคณะสงฆ์มีความเห็นขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระครูใบฏีกาลมูล เมื่อปี พ.ศ.2495 โดยฐานะนุกรมของท่านเจ้าคุณธรรมกิตติในปีพ.ศ.2500 ท่านได้รับตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
    ผลงานในด้านปริยัติธรรมหลวงพ่อลมูล ท่านก็ได้ตั้งสำนักเรียนนักธรรมตั้งแต่ชั้นตรี -โท- เอก ขึ้นรวมทั้งสอนแผนกบาลีด้วย ทางด้านปฏิบัตินั้นท่านได้ฝึกอบรมกรรมฐานเป็นประจำ จนมีญาติโยมเข้ามาฝึกกรรมฐานกันมากขึ้นทุกวันเพราะเชื่อกันว่า การฝึกกรรมฐานกับท่านแล้วทำให้เกิดศรัทธาแรงกล้า ส่วนในระยะที่อยู่ในพรรษาแต่ละพรรษาท่านต้องเป็นผู้นำพระใหม่ และเก่าฝึกกรรมฐาน รวมทั้งเป็นผู้นำสวดมนต์เช้าเย็นมิได้ขาดทุกวัน ตลอดจนสั่งสอนอบรมจริยวัตรในขณะที่เป็นสงฆ์และไปเป็นฆราวาส ด้านการพัฒนาวัด หลวงพ่อลมูลได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเสด็จด้วยความสามารถนานาประการของหลวงพ่อลมูล จึงจัดว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของเมืองไทยที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านมรณภาพเมื่อพ.ศ.๒๕๔๘ สิริอายุ ๘๙ ปี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ยกชุด ๒ รายการ

    ๑.พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ฐานแซม หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ ปทุมธานี

    ๒.เหรียญหลวงปู่เทียนหลังหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จ ปี ๒๕๑๖

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260720_215733.jpg IMG_20260720_215748.jpg IMG_20260720_215807.jpg IMG_20260720_215834.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กรกฎาคม 2026
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1784556118201.jpg

    เหรียญเม็ดแตง รุ่นแรก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม ปี ๒๕๓๘ เนื้อทองแดงรมดำ ปลุกเสกพิธีใหญ่ สร้างน้อยเพียง 3000 เหรียญ หาไม่ยาก ผมมี

    ประวัติ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สุดยอดพระเกจิอาจารย์ผู้สร้างหนึ่งในเบญจภาคีพระเหรียญ

    หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พระเถราจารย์นามกระเดื่อง ผู้มีตบะบารมีธรรมแก่กล้า หลวงพ่อคง เป็นพระผู้มีอภิญญาจิต และแตกฉานในคัมภีร์ลบผงวิเศษ ตามอาจารย์ คือ หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ด้วง และหลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง

    หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต ท่านเกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2407 ณ ตำบลบางสำโรง อำเภอบางคณฑี จังหวัดสุมทรสงคราม โยมบิดาชื่อ เกตุ โยมมารดาชื่อ นางทองอยู่ นามสกุลเดิมคือ จันทร์ประเสิรฐ เล่ากันว่าท่านเกิดในเรือนแพ ซึ่งเรือนหลังนี้มีอาถรรพ์ คือถ้าใครถือกำเนิดในห้องเล็กที่ใต้เรือน จะต้องเป็นผู้ชาย และครองเพศเป็นพระตลอดชีวิต ซึ่งหลวงพ่อทิม วัดเหมืองใหม่ก็เกิดในเรือนนี้เช่นเดียวกัน ก่อนหน้าหลวงพ่อทิมก็มีคนเกิดในเรือนหลังนี้ซึ่งดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน

    ต่อมาโยมบิดามารดาของหลวงพ่อคงได้ซื้อเรือนนี้มาอีกทอดหนึ่ง พออายุได้ 12 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เพื่อเล่าเรียนอักษรไทยและขอม ต่อมาเมื่อมีอายุได้ 19 ปี ท่านได้ลาสิกขาบทเพื่อไปช่วยบิดาและมารดาของท่านประกอบอาชีพ ครั้นเมื่อมีอายุครบ 20 ปี โดยบริบูรณ์ ท่านได้อุปสมบท ณ วัดเหมืองใหม่ เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2427 โดยมีพระอาจารย์ด้วง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจุ้ย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทิม วัดเหมืองใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พร้อมพระในที่ประชุมสงฆ์ 25 รูป เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้รับฉายาทางธรรมว่า ธมฺมโชโต แปลว่า ผู้รุ่งเรืองในธรรม

    เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาคำภีร์มูลกัจจายซึ่งเป็นตำราเรียนบาลีไวยากรณ์ในสมัยโบราณ มีความลึกซึ้งมากเต็มไปด้วยสูตรสนธิต่าง ๆ หลวงพ่อคงท่านศึกษาพระคำภีร์นี้กับพระอาจารย์นกซึ่งเป็นอุบาสกในละแวกนั้นเป็นเวลา 13 ปี จนมีความคล่องแคล่วสามารถแปลธรรมบทตลอดจนคำภีร์ต่าง ๆได้ นอกจากนี้หลวงพ่อคงท่านยังสนใจการศึกษาพระเวทย์วิทยาคม โดยท่านได้ศึกษากับปรมจารย์ชื่อดัง เริ่มแรกท่านได้ศึกษาคำภีร์นี้กับพระอาจารย์ด้วง ซึ่งท่านเชี่ยวชาญการลบผงวิเศษ เป็นที่นับถือในสมัยนั้น

    ท่านได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง ในยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักหลวงพ่อตาด เพราะท่านเป็นพระเถระผู้ที่มีวิทยาคมอันแก่กล้าโดยเฉพาะวิชานะปัดตลอดของท่านนับว่าเป็นยอด ขนาดที่ว่าสามารถเป่าศีรษะทะลุถึงกระดานนั่งได้ วิชานี้ หลวงพ่อทองสุข ก็ได้ไปรำเรียนมา หลวงพ่อคง ยังได้ไปศึกษากับหลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือกผู้เชี่ยวชาญในพระกัมฐาน ท่านนั่งสมาธิยามมรณภาพ พระสมัยก่อนเวลาใครจะออกรุกขมูลต้องไปขอให้หลวงพ่อคุมให้

    หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต ท่านได้อาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากว่า ท่านมีงานอยู่หลายอย่างต้องทำเพราะเป็นกิจของสงฆ์ ทั้งผลงานการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวัตถุมงคล จึงทำให้ท่านไม่ได้มีเวลาพักผ่อนเลย จนภายหลังเป็นเจ้าอาวาสบริหารวัดรับภาระมากแล้ว ในเดือน 4 ของทุก ๆ ปี ท่านจะไปปักกลดในป่าช้าข้างวัดเป็นเวลาราว 1 เดือน เรียกกันว่า “รุกขมูลข้างวัด” โดยถือว่าเป็นการชำระจิตใจให้สะอาดหลังจากมายุ่งกับเรื่องทางโลกเกือบทั้งปี

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ขณะท่านนั่งร้านเพื่อตกแต่งพระขนงพระประธานองค์ใหม่ เมื่อท่านสวมพระเกตุพระประธานเสร็จ ท่านก็เกิดเป็นลม แต่ก็มีสติดี เอามือประสานในท่านั่งสมาธิจนหมดลมถึงแก่มรณภาพในอาการอันสงบสมกับเป็นผู้ฝึกจิตมาดีแล้ว ศิษย์เห็นท่านนั่งอยู่นานจึงประคองร่างลงมาจากนั่งร้าน จึงรู้ว่าท่านมรณภาพแล้ว รวมอายุได้ 78 ปี 58 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญสวยสภาพเดิมๆครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ

    IMG_20260720_205607.jpg IMG_20260720_205644.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1784561604932.jpg

    หลวงพ่ออุตตมะ (เทพเจ้าของชาวมอญ)

    อาณาจักรมอญนั้นเจริญยิ่งใหญ่ด้วยพระพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายที่มีเชื้อสายมอญต้องไม่ลืมว่า พระพุทธศาสนาทำให้ชนชาติมอญนั้นยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ

    ถ้าหากว่านับในยุคสมัยที่ไม่นาน พระเถระชาวมอญ คือพระมหาเถรคันฉ่อง ได้รับความเคารพนับถือจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือที่ทางพม่าเรียกว่าพระนเรศ ถึงขนาดตั้งให้เป็นสมเด็จพระพนรัตน์ สถิตอยู่ ณ วัดป่าแก้ว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชประจำกรุงศรีอยุธยา แล้วได้เผยแผ่วิชาการสายมอญต่าง ๆ ในอาณาจักรอยุธยา

    โดยเฉพาะความเคร่งครัดในการถือศีลปฏิบัติธรรม จนกระทั่งทำให้พระเถระชาวมอญนั้น เกิดความรู้ความสามารถพิเศษมากต่อมากด้วยกัน เป็นที่เคารพนับถือทั้งคนไทยคนมอญมาตั้งแต่บัดนั้น

    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๕

    ………………………………………………………………

    หลวงปู่บุดดา กล่าวถึงหลวงพ่ออุตตมะว่า

    " หลวงพ่ออุตตมะ ท่านมีของเก่า มีบุญเก่า วาสนาเก่า มาชาติปัจจุบันจึงได้มาสงเคราะห์กันอีก "

    แม้แต่หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ก็เคยกล่าวถึงหลวงพ่ออุตตมะว่า

    ".... หลวงพ่ออุตตมะ เป็นพระโพธิสัตว์ที่มากด้วยบารมี อดีตชาติเพิ่นเคยเป็น พระมหาเถรคันฉ่อง
    .... เป็นพระอาจารย์ของพระนเรศวรมหาราช มากด้วยตบะและบารมีเป็นที่ศูนย์รวมจิตใจ ของผู้คนหลายเชื้อชาติท่านบำเพ็ญมาหลายภพหลายชาติไม่ว่าท่านจะพูดอะไรสั่งอะไร ชาวไทย มอญ กะเหรี่ยงจะปฏิบัติตามหลวงพ่ออย่างเคร่งครัด .... "

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่ออุตตมะพิมพ์หยดน้ำ ปี ๒๕๓๐
    ที่ระลึกฉลองพระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา เนื้อ ทองแดงรมดำ
    ยกชุด ๒ เหรียญปี๒๕๓๐สภาพสวยเดิมๆครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260720_223218.jpg IMG_20260720_223240.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1785079985603.jpg

    เหรียญพระพุทธรูปสิงห์ หนึ่งดอยตุงหลังพระธาตุดอยตุง ปี ๒๕๑๖

    วัดพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง หรือรู้จักโดยทั่วไปว่า วัดพระธาตุดอยตุง ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ถือเป็นหนึ่งในปูชนียสถานเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ และจัดเป็นพระธาตุประจำของคนปีกุน ในอดีตคณะศรัทธานำโดย ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ ยุคแรก เมื่อราวปี พ.ศ. 2470 เนื่องจากขณะนั้นพระธาตุดอยตุงทรุดโทรมมาก ครูบาเจ้าศรีวิชัย กับ ศรัทธาประชาชนชาวเมืองเชียงราย จึงได้ร่วมกันบูรณะองค์พระธาตุขึ้นใหม่ โดยสร้างองค์เจดีย์เป็นทรงระฆัง ขนาดเล็ก สององค์บนฐานแปดเหลี่ยม ตามศิลปะแบบล้านนา
    .
    ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2516 กระทรวงมหาดไทยได้ก่อสร้างพระธาตุองค์ใหม่ ครอบพระเจดีย์เดิมสมัยที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ซ่อมแซมไว้ ซึ่งการสร้างพระธาตุองค์ใหม่ นั้น ใช้วิธีหล่อคอนกรีตมาประกอบครอบเจดีย์เดิมทั้งสององค์ ในครั้งนั้นกระทรวงมหาดไทย ได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลายชนิดไว้เป็นพุทธบูชา เพื่อหารายได้บูรณะองค์พระธาตุในปีนั้นด้วย โดยจัดพิธีปลุกเสกใหญ่มีพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศร่วมปลุกเสกมากมาย มี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นต้น
    .
    ส่วนวัตถุมงคลชนิดเหรียญ มี 3 แบบ คือ แบบแรก เหรียญพระบรมธาตุดอยตุง หลัง ภูมิพโลหรือทรงผนวช แบบที่สอง เหรียญพระบรมธาตุดอยตุง หลัง ครูบาเจ้าศรีวิชัย อิริยาบถยืนอุ้มบาตร และแบบที่สาม เหรียญพระบรมธาตุดอยตุง หลัง พระสิงห์หนึ่ง
    .
    ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2549 กรมศิลปากรมีโครงการรื้อถอนรูปแบบศิลปกรรมของพระธาตุดอยตุง ที่กระทรวงมหาดไทยได้ก่อครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นไปตามการร้องขอของคนในท้องถิ่นไปทางจังหวัด และส่งต่อมายังสำนักโบราณคดีเชียงใหม่ ให้ช่วยฟื้นฟูพระสถูปในสมัยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ขึ้นมาใหม่ ซึ่งคณะทำงานได้มีการหารือทางเจ้าคณะอำเภอเรียบร้อยแล้ว และให้นำพระสถูปครอบที่โดนรื้อถอนออกมา ให้ไปตั้งอนุรักษ์ไว้ที่วัดพระธาตุน้อยดอยตุง ซึ่งอยู่ด้านล่างของดอยพระธาตุ จากนั้นจึงทำการบูรณะพระสถูปเจดีย์ในแบบสมัยครูบาศรีวิชัย ให้คืนกลับมาสภาพดังเดิมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

    เหรียญพระธาตุดอยตุง หลังทรงผนวช เนื้อทองแดงรมดำ จัดสร้างโดยกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๑๖

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระบรมโอรสรธิราช เสด็จแทนพระองค์ในการเททอง ณ. มณฑลพิธีวัดเจดีย์หลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย วันที่ 8 มกราคม 2516 และ มีพิธีมหาพุทธๅภิเษก ณ วัด พระเจ้าล้านทoง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ตรงกับวันวิสาขบูชา 16 พฤษภาคม 2516 เวลา 15.05 น. ชัย)

    - (หลวงปู่โต๊ะ ) วัดประดู่ฉิมพลี กทม.

    - (หลวงพ่อทองอยู่) วัดหนองพระองค์ จ.สมุทรสาคร

    - (ครูบาอินทจักร) วัดบ่อน้ำหลวง จ.เชียงใหม่

    - (ครูบาพรหมจักร) วัดพระบาทตากผ้า จ.ลำพูน

    - (หลวงพ่อนาค) วัดทัศนารุณสุนทริการาม กรุงเทพฯ

    - (หลวงพ่อเก็บ) วัดดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

    - (หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ จ.นนทบุรี

    - (หลวงพ่อจ่อน) วัดเจ็ดริว จ.สมุทรสาคร

    - (หลวงพ่อคง) วัดบ้านสวน จ.พัทลุง

    - (พระอาจารย์นำ ) วัดดอนศาลา จ.พัทลุง

    - (หลวงพ่อจ้วน) วัดเขาลูกช้าง จ.เพชรบุรี

    -(หลวงพ่อเตียง )วัดเขาลูกช้าง จ.พิจิตร

    - (หลวงพ่อเทียม) วัดกษัตราธิราชจ.พระนครศรีอยุธยา

    - (หลวงพ่อเจริญ) วัดทองนพคุณ จ.เพชรบุรี

    - (พระครูสมุห์อำพล ) วัดอัมพวา กรุงเทพฯ เป็นต้น

    ที่มาข้อมูลหนังสือ พระรๅชพิธีเททอv พระพุทธปฎิมากร เชียงแสนหนึ่ง วันที่ 18 มกราคม 2516 ณ วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระพุทธรูปสิงห์ หนึ่งดอยตุงหลังพระธาตุดอยตุง เนื้อทองแดงรมดำ จัดสร้างโดยกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๑๖ สภาพสวยเดิม

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260726_221440.jpg IMG_20260726_221510.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 กรกฎาคม 2026 at 12:39
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1785160657048.jpg

    เหรียญพระแก้วหลังฉัตรหลวงปู่ดู่ร่วมอธิษฐานจิต

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี ๒๕๓๑ .... หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...
    เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบุรณะฉัตร พ.ศ.2531 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้มวลสาร ยอดฉัตร ณ วัดพระแก้วมา ผสมมวลสาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จมาประกอบพิธีพุทธาภิเษกด้วยพระองค์เอง และมีพระเกจิอาจารย์เก่งๆในขณะนั้นร่วมปลุกเสกหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ดู่(ปลุกเสกในครั้งนี้เเล้วท่านยังได้รับเชิญให้ปลุกเสกเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ปี 2531อีกด้วย ) หลวงพ่อแพ ฯลฯ เนื้อเหรียญการจัดสร้าง มีทั้งเนื้อทองคำ พร้อมกล่องกำมะหยี่ เครื่องหมาย สธ. หนัก 15.2 กรัม ตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน เเละเนื้อทองเหลือง

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี 2531 ....
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญสวย ไม่ผ่านการแขวนบูชา ซองเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260726_222056.jpg IMG_20260726_222125.jpg IMG_20260726_222216.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1785084971081.jpg FB_IMG_1785084845006.jpg
    สมเด็จแสนเนื้อผงน้ำมัน พระสังฆราชป๋า วัดโพธิ์ จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ จัดสร้างเนื่องในโอกาศฉลองสมโภชเลื่อนสมนศักดิ์เป็นพระสังฆราช เอกลักษณ์ของพระพิมพ์นี้คือ ด้านหลังจะเป็นลายก้านโพธิ์ แต่ถ้าเป็นรุ่นที่สร้างหลังจากนี้จะเป็นรูปใบโพธิ์ ซึ่งจะได้รับความนิยมน้อยกว่า เหตุที่ชื่อสมเด็จแสนเพราะท่านสร้าง แสนองค์ ส่วนมากคนจะนึกว่าเป็นพระนางพญา เพราะเป็นพิมพ์รูปร่าง สามเหลี่ยม มีขนาดสูง 2.8 ฐานกว้าง 2.2 ซ.ม. พระสมเด็จแสนเป็นพระปาฏิหาริย์มากเหมือนกัน คนที่เป็นลูกศิษย์สมเด็จป๋าเลื่อมใสกันทุกคน สมเด็จป๋าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตอนที่ท่านแจกพระสมเด็จแสนนี้ ท่านได้บอกลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดนำทองคำเปลวมาติดที่ฐานพระ เพื่อทำการเป็นพุทธบูชา
    สมเด็จทรงฉัตร สมเด็จพระสังฆราช(ป๋า) จัดสร้าง 21 กรกฎาคม 2515 เพื่อฉลองสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่๑๗ สร้างถวายโดยพระครูวิศิษฏ์สมโพธิ วัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์) สร้างถวาย สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์) หรือ สมเด็จพระสังฆราช(ป๋า) และได้นำเข้าปลุกเสกอีกครั้งในงานปลุกเสกเหรียญชาวสุพรรณบุรีสมโภชน์สมเด็จ พระสังฆราช ณ จ.สุพรรรณบุรี 16 ก.ย 2515 พิธีปลุกเสกใหญ่ หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ และหลวงพ่อกวย ร่วมปลุกเสก องค์พระด้านหน้า บริเวณข้อพระหัตถ์ข้างซ้ายมือขององค์พระ จะปรากฏเส้นปลายจีวร ในพิมพ์ ที่เซียนพระทุกสาย เรียกว่า มีกำไล ทุกองค์ และเห็นชัดเจน ในองค์ที่สวย สภาพเดิมๆ คล้ายเป็นอุบายธรรม ที่หลวงพ่อท่านแสดงให้เห็นว่า ท่านปลุกเสกพระพิมพ์นี้ ให้มีพุทธคุณด้านโภคทรัพย์สูง ทำมาหากินดี มากที่สุด มีกำไร ไม่มีขาดทุน
    พระครูวิศิษฏ์สมโพธิ ท่านเป็นผู้สร้าง เหรียญอายุยืน ครึ่งองค์ ปี 2517, พระผงอายุยืน, ปิดตานะมิ, ปิดตาข้าวต้มมัด ถวาย หลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาค
    สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2515 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ 1 ปีเศษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2516 สิริพระชันษาได้ 77 ปี
    สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) ประสูติเมื่อวันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน 4 ปีวอก จ.ศ. 1258 ร.ศ. 115 เวลา 24 นาฬิกาเศษ ตรงกับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2439 ณ บ้านตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อเน้า สุขเจริญ โยมมารดาชื่อวัน สุขเจริญ ทรงเป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน มีพี่เป็นหญิง 4 คน ถึงแต่กรรมแต่เยาว์วัย พี่คนที่ 5 เป็นชายชื่อเหลือ น้องชายคนที่ 7 ชื่อเป้ง สุขเจริญ และน้องชายคนที่ 8 ชื่อสิ่ว ถึงแก่กรรมไปทั้งหมดแล้ว
    ผลงานของพระองค์ นอกจากที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ และงานพิเศษต่าง ๆ ที่ได้รับมอบอย่างครบถ้วนแล้ว ยังมีงานด้านพระศาสนาที่ทรงริเริ่มพัฒนาอีกเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ งานด้านการก่อสร้าง และปฏิสังขรณ์ ทรงก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ทั้งปูชนียสถาน เช่น พระอาราม สาธารณสถาน เช่น พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน โรงพยาบาล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นจำนวนมาก งานด้านมูลนิธิ ทรงก่อตั้งและสนับสนุนมูลนิธิ ที่ดำเนินงานด้านธรรม ด้านวิชาการ และการศึกษา และด้านสาธารณูปการ เป็นจำนวนมาก งานด้านพระนิพนธ์ มีพระธรรมเทศนาจำนวนมาก วันสำคัญทางศาสนา ประมวลอาณัติคณะสงฆ์ สารคดี เช่น สู่เมืองอนัตตา พุทธชยันตี เดีย-ปาล (อินเดีย-เนปาล) สู่สำนักวาติกัน และนิกสัน และบ่อเกิดแห่งกุศล คือ โรงพยาบาล เป็นต้น ธรรมนิกาย เช่น จดหมายสองพี่น้อง สันติวัน พรสวรรค์ หนี้กรรมหนี้เวร ไอ้ตี๋ ดงอารยะ เกียรติกานดา คุณนายชั้นเอก ความจริงที่มองเห็น ความดีที่น่าสรรเสริญ อภินิหารอาจารย์แก้ว กรรมสมกรรม
    งานด้านต่างประเทศ ทรงไปร่วมประชุมฉัฎฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2497 ไปร่วมงานฉลองพุทธชยันตี (25 พุทธศตวรรษ) ณ ประเทศศรีลังกา เมื่อปี พ.ศ. 2499 นอกจากนี้ยังทรงไป และสังเกตการณ์ พระศาสนาและเยือนวัดไทยในต่างประเทศ อีกเป็นจำนวนมาก
    ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์[แก้]
    ตราประจำพระองค์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณฺสิริ)
    4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เป็นพระคณาจารย์เอกทางเทศนา
    13 มีนาคม พ.ศ. 2486 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาคบูรพา (สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด)
    3 กันยายน พ.ศง 2486 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 2 (อยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร สุพรรณบุรี) เป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย
    พ.ศ. 2487 เป็นพระอุปัชฌาย์
    10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 เป็นสมาชิกสังฆสภา
    9 มีนาคม พ.ศ. 2490 เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
    6 มีนาคม พ.ศ. 2491 เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ 1) ซึ่งมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นสังฆนายก
    18 มิถุนายน พ.ศ. 2491 เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
    31 สิงหาคม พ.ศ. 2491 เป็นกรรมการและเลขาธิการ กรรมการสังฆาณัติระเบียบพระคณาธิการ (ก.ส.พ.)
    17 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 2 (สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด)
    30 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ 2) ซึ่งมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นสังฆนายก[3]
    11 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ 3) ซึ่งมีพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นสังฆนายก[4]
    24 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ 4) ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นสังฆนายก[5]
    5 ตุลาคม พ.ศ. 2494 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 7 (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์)
    23 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ 5) ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นสังฆนายก[6] 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ (สมัยที่ 5) แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) ที่มรณภาพ[7] 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 เป็นกรรมการสังฆาณัติระเบียบพระคณาธิการ (ก.ส.พ.) พ.ศ. 2502 – 2508 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 12 มกราคม พ.ศ. 2503 เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแพร่ (สมัยที่ 6)[8] 31 ตุลาคม พ.ศ. 2504 เป็นกรรมการพิจารณาหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี 1 มกราคม พ.ศ. 2506 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม 29 มกราคม พ.ศ. 2506 เป็นกรรมการพิจารณาร่างหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เปรียญตรี โท เอก พ.ศ. 2506 – 2507 เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา 20 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก หนเหนือ และหนใต้ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 เป็นแม่กองงานพระธรรมทูต 10 – 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช[9] 19 มีนาคม พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าคณะนครหลวงกรุงเทพธนบุรี 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
    ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่ในคณะมหานิกาย[แก้]
    พ.ศ. 2490 – เป็นกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    พ.ศ. 2494 – เป็นประธานกรรมการเจ้าคณะตรวจการภาค (ก.จ.ภ.)
    พ.ศ. 2500 – เป็นกรรมการอุปถัมภ์กิตติมศักดิ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    27 มีนาคม พ.ศ. 2516 – ตั้งสมัชชามหาคณิสสร และเป็นประธานสมัชชามหาคณิสสร
    ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่ศาสนกิจพิเศษ[แก้]
    พ.ศ. 2483 – เป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย แผนกพระวินัย
    พ.ศ. 2492 – เป็นสภานายกสภาพระธรรมกถึก
    พ.ศ. 2494 – เป็นอนุกรรมการอบรมศีลธรรมและวัฒนธรรมแก่ข้าราชการและประชาชน (ก.อ.ช.)
    พ.ศ. 2496 – เป็นประธานกรรมการสงฆ์แห่งโรงพยาบาลสงฆ์
    พ.ศ. 2497 – เป็นประธานทอดผ้าป่าวันโรงพยาบาลสงฆ์ โดยทรงริเริ่มในนามสภาพระธรรมกถึก, เป็นกรรมการวิทยุกระจายเสียงวันธรรมสวนะ
    พ.ศ. 2498 – เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการทำนุบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์
    พ.ศ. 2501 – เป็นประธานกรรมการปรับปรุงตลาดเฉลิมโลก
    พ.ศ. 2508 – เป็นกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์
    พ.ศ. 2510 – เป็นประธานจิตตภาวันวิทยาลัย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260726_234623.jpg IMG_20260726_234645.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    index-jpeg.jpg

    ประวัติวัดสนามชัย
    เรื่องราววัดสนามชัยในครั้งก่อน คนเก่าเล่าไว้ไม่แน่นอน จะตัดตอนเสริมต่อพอเข้าใจ
    วัดสนามชัยเป็นวัดเก่าแก่พอสมควรมีพระนอน ปางไสยาสน์ เก่าแก่อยู่กลางแจ้ง 1 องค์ ไม่มีมณฑปครอบ คำว่า สนามชัย คงหมายถึง สนามแข่งขันในสมัยก่อนนานมาแล้ว วัดสนามชัย ยังมีอีกวัดหนึ่ง เป็นวัดที่ สุรพล สมบัติเจริญนำไปร้องเพลง วัดสนามชัยนี้อยู่ห่างที่วัดหลวงพ่อกวย ประมาณ 5 กิโลเมตร ปัจจุบันรอบๆ วัด ชาวบ้านจะมีอาชีพทำนาและทำสวนส้มขาวแตงกวา ที่มีรสหวานยิ่งนัก สรุปคือไม่ได้ที่มาที่ไปที่แน่นอนจากคนเก่าเลย ประกอบกับในสมัยของท่าน ในสรรคบุรีมีเกจีอาจารย์ถึง 2 รูป คือ หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ กับหลวงพ่อกวย ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน ท่านจึงไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุมงคลอะไรขึ้นมาเพื่อความดังหรือเพื่อลาภสักการะ สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ครั้งใดที่ท่านดำริก่อสร้างอะไรท่านจะจุดธูปบอกเล่า หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง เจ้าอาวาสองค์ก่อน แม้ในใบบอกบุญทอดผ้าป่าท่านก็ให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน ท่านสามารถสร้างเมรุ, สะพานแขวน โดยให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน และหลวงพ่อโตก็เป็นจริงมรณภาพไปแล้ว ยังสามารถดลจิตคลใจคนให้นำผ้าป่ามาทอดโดยไม่บอกมาก่อน ทั้งเมรุและสะพานแขวนข้ามแม่น้ำน้อย ทำได้สำเร็จ
    ประวัติหลวงพ่อพิมพ์
    ท่านเกิดที่บ้านวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน 2458 เป็นบุตรของ พ่อขวัญ-แม่พัว อินทอง ที่บ้านวังขรณ์นี้อยู่ไม่ไกลจากวัดสนามชัย แต่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชีวิตวัยเรียนจบชั้นประถม 4 ซึ่งถือว่าสมบูรณ์และสูงสุดแล้ว ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนใจร้อน พูดน้อย ไม่เกรงกลัวผู้ใด รูปร่างล่ำป้อม ผิวสีค้อนข้างดำ แข็งแรง ทำจริงชอบยิงกระสุน (คล้ายธนู) และเรียนกระบี่กระบองจนจบ พูดจริง ทำจริง และไม่เคยข้องแวะกับสตรีเพศเลย จนกระทั่งบวช มีชื่อเล่นว่า นายพลุ เพราะเป็นคนจริง ลงถ้าโมโหแล้วจะไม่เกรงกลัวผู้ใดเลย นายพิมพ์ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์หอม ต. เชิงกลัด อ. บางระจัน จ. สิงบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2479 โดยมีท่านพระครูศรีวิริยะโสภิต (หลวงพ่อสี) วัดพระปรางค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีอาจารย์พัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์และมหากราด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นพระภิกษุสงฆ์ เวลา 15.00 น. ได้รับฉายาว่า สุวณ۪โณและได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์
    หอม 1 พรรษา เพื่อหัด
    ศึกษาวิชาอาคม
    หลังจากพรรษาที่ 1 ผ่านไป ท่ามเริ่มที่จะศึกษาวิชาอาคมวิปัสสนากรรมฐาน โดยไม่ทิ้งเวลาให้สูญเปล่า ท่านได้เดินทางมาเรียนวิชากับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค เพราะท่านเคยเป็นลูกศิษย์หาบสำรับให้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมถึง 7 ปี (แต่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย) เมื่อพระพิมพ์แจ้งความจำนงว่าจะขอเรียนวิปัสสนาและวิชาอาคม หลวงพ่อกวยได้ตอบปฏิเสธ โดยบอกว่าให้ไปเรียนกับอาจารย์ของท่านโดยตรงเลยคือ หลวงพ่อสีวัดพระปรางค์ หลวงพ่อสีองค์นี้แก่กล้าอาคมยิ่งนัก สร้างเหรียญไว้ 1 รุ่น ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เต็มองค์ สวยงามยิ่งนักสนนราคาแพง มีลูกศิษย์หลายองค์ล้วนแต่แก่กล้าอาคม เช่น หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา อาจารย์ดำรง วัดเขาขึ้น หลวงพ่อฟุ้ง หลวงพ่อเฟื่อง วัดแหลมคาง หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ ที่โด่งดังทะลุฟ้า คือ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง และที่เก่งและรักลูกศิษย์เหมือนหลวงพ่อรักลูก ก็หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (ติดอันดับ 1 ใน 9 ยอดเกจิอาจารย์รัตนโกสินทร์ยุค 4) ขอเงินหมื่นให้เงินหมื่น ขอเงินแสนให้เงินแสน ขอเงินล้านให้เงินล้าน ฯลฯ อันตัวท่านหลวงพ่อสีนี้ สร้างโบสถ์โดยไม่ได้เรื่อไรใคร ท่านสามารถเรียกทรัพย์แผ่นดินได้ เป็นเหรียญเงินเก่าสมัย ร.5, ร.6 โดยไปตักเอาในบ่อเล็กๆ ในวันฌาปนกิจศพท่าน ดาวได้ขึ้นเวลากลางวันซึ่งอัศจรรย์มาก
    หลังจากที่หลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาอาคมจากหลวงพ่อสีระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้พักอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญแต่ท่านไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย คงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อสีอยู่เหมือนเดิม ท่านมาอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ 8 ปี ท่านได้เรียนทางปฏิบัติ คือ นักธรรมตรี, โท และเอก แล้วท่านก็กลับมาวัดสนามชัย การกลับมาครั้งนี้ของท่านปรากฏว่าหลวงพ่อพ่อสี วัดพระปรางค์ องค์อาจารย์ได้มรณภาพแล้ว การกลับมาครั้งนี้ท่านได้ปฏิบัติทางจิตอย่างจริงจัง หลังจากฉันเช้าแล้ว ท่านก็เข้าไปนั่งสมาธิในป่าช้า จนมืดค่ำดึกดื่น จะว่าท่านเรียนวิปัสสนากรรมฐานได้ช้า ไม่เหมือนศิษย์พี่ คือ หลวงพ่อกวย ก็ไม่เชิง เพราะหลวงพ่อกวยมีหลักฐานว่าเรียนวิปัสสนากรรมฐานเพียงปีเดียวสำเร็จ โดยพักที่วัดหนองตาแก้ว ได้ขุดสระศักดิ์สิทธิ์เอาไว้และปลูกต้นสมอเอาไว้ ใครอาบน้ำในสระโดยไม่ตัดไปอาบจะเป็นขี้กลาก ใครปัสสาวะที่ต้นสมอจะชักดิ้นชักงอ แต่หลวงปู่พิมพ์ท่านกลับฝึกทางจิต โดยนั่งสมาธิถ้ามีเวลาว่าง ท่านปฏิบัติทางจิตจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิต ในบั้นปลายของชีวิตของท่าน ท่านก็คงแข็งแรง ไม่กินหยุบกินยา ล่ำป้อมดำเหมือนเดิม ถามผมว่า หลวงพ่อกวยสอนมึงอย่างนั้นหรือ ผมบอกว่าเปล่า แต่คาถาของหลวงพ่อกวยกล่าวไว้ว่า พุทโธ คือลมหายใจเข้า -ออกของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ถามผมต่อ แล้วใครสอนมึง ผมตอบว่า อาจารย์ชา วัดหนองป่า
    เป็นอุปัชฌาย์
    หลวงปู่พิมพ์ ท่านไม่สนใจลาภยศ ชอบสงบ ชอบปฏิบัติทางจิต แต่พอพรรษาที่ 9 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด พอพรรษาที่ 10 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ชื่อ พระครูสรรคภารวิชิตโดยได้รับคำสั่งจากเจ้าคณะภาคกรุงเทพฯ ท่านถึงกลับนิ่งอึ้งไป เพราะท่านไม่ได้ยินดีในลาภยศตำแหน่งใดๆ การได้มาซึ่งตำแหน่งยิ่งทำให้ท่านทำตัวสมถะ และเพื่อเห็นแก่ศาสนาท่านจึงรับไว้ ท่านปกครองพระภิกษุสงฆ์ในอำเภอสรรคบุรีอย่างจริงจัง ถ้าท่านได้ยินข่าวว่าพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับสีกา ท่านจะเรียกมาพบ โดยมากพระภิกษุที่มีเรื่องแบบนี้ท่านมักจะมีสตางค์ ท่านจะเอาปัจจัยข้าวของมาถวายท่านมากมาย แต่ท่านหลับพูดว่า ท่านเอาของของท่านกลับไปซะ แล้วไปหาที่อยู่ไกลๆ ให้พ้นจากเขตปกครองของจ้า ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่ดีไม่ได้นะ รีบๆ ไปซะไปให้ไวๆ ไปให้ไกลๆ ด้วย เนื่องจากตบะแล้วความแกกล้าอาคม ความสันโดษ ความไม่เกรงกลัวใครนี่เอง ลูกศิษย์ที่ท่านได้บวชให้ไปได้อนุญาตท่านเปลี่ยนนามสกุล จากนามสกุลเดิม “สรรคภารวิชิต” ได้ขอเปลี่ยนหลายคน
    ของคู่บุญ
    หลวงพ่อพิมพ์ ท่านชอบปฏิบัติทางจิต แต่ไม่ชอบเรียนวิชา แม้ศิษย์พี่คือหลวงพ่อกวย จะอยู่ไม่ไกล (ตอนที่ท่านเป็นอุปัชฌาย์ ท่านต้องไปจำพรรษาอยู่วัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดที่ว่าการอำเภอ) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านชอบคือคันกระสุน(คล้ายธนู) ใช้ลูกดินยิง คือ ท่านเคยเรียนกระบี่กระบองมาก่อน ท่านได้สั่งศิษย์หาไม่ไผ่ป่าที่ล้มอยู่มีโขลงช้างข้ามและมีผีตายทับ ถ้าได้ช่วยทำให้ท่านสัก 1 อัน อยู่ต่อมาลูกศิษย์ของท่านได้ไปดูเขายิงเสือ (คน) นอนตายทับลำไม้ไผ่เมื่อดูไปดูมา ได้เห็นรอยเท้าของโขลงช้างเดินข้ามไปมานานแล้ว ลูกศิษย์ของท่านเลยตัดเองมา แม้ว่าจะทำได้ 2 อันแต่ลูกศิษย์ของท่านกลับทำเพียงอันเดียว เพื่อให้เป็นของหนึ่งเดียว คันกระสุนนี่ยาวกว่าของหลวงพ่อกวยเกือบ 1 ฟุต แต่ของหลวงพ่อกวยไม้แก่กว่า ไม้แก่มากเกือบเป็นสีแดง แต่ท่านจะยิงกระสุนวิถีคดได้แบบหลวงพ่อกวยหรือเปล่าไม่รู้เพราะครั้งหนึ่งศิษย์รุ่นเก่าไปกราบท่าน เห็นท่านถือคันกระสุนอยู่ จึงแกล้งแหย่ท่านว่า หลวงปู่หันหน้าไปทางโน้น แล้วยิงให้โดนหัวผมที ท่านนิ่งเฉย ท่านพูดว่า กูไม่ใช่หลวงพ่อกวยนี่หว่า ภายหลังคันกระสุนนี้ได้ตกมาอยู่กับศิษย์ใกล้ชิดท่านนึง ปัจจุบันได้มอบให้พิพิธภัณหลวงพ่อกวยไปแล้ว
    ผู้สืบทอดอาจารย์ธรรมโชติ
    ที่อำเภอสรรค์บุรีนี้ ถ้าพระองค์ใดเป็นเจ้าคณะอำเภอจะต้องจำพรรษา หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้ที่ว่าการอำเภอ ท่านพระครูพิมพ์ก็เช่นกัน เดิมก็เป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง อยู่ๆ ท่านไม่ชอบใจกรรมการวัด ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดสนามชัย บ้านเกิดของท่าน เหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นมา 3 ครั้ง ตั้งแต่พระครูปัตร, พระครูปุ่น ซึ่งสืบเชื้อสายเป็นญาติพี่น้องกันมาทั้ง 3 องค์ ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ว่า สืบเชื้อสายมาจากขุนสรรค์ แต่ตัวพระครูพิมพ์นั้นกลับมีปฏิปทา เหมือนหนึ่งเป็นหน่อของท่านอาจารย์ธรรมโชติ คือใครเดือดร้อนของเหรียญรูปท่าน ท่านก็ให้ไป แต้ถ้าเป็นทหาร เป็น ตชด. ท่านต้องแจกตะกรุด เหรียญหันหลังชนกันกับขันสรรค์ ผ้ายันต์ ผ้ายันต์นี้แม้ไม่มีก็จะเขียนให้ จะค้างคือที่วัดก็จะเขียนให้ แม้ผืนขนาดใหญ่ ผู้พันให้ลูกน้องมาขอ เขียนด้วยปลุกด้วย 3 วัน 3 คืน เอาไว้ป้องกันบังเกอร์ก็เขียนให้ เงินไม่สำคัญ ทหารกินข้าววัด
    เป็นผู้มีเชื้อสายของคนจริง และเทพสังหาร
    พระครูพิมพ์ มีชื่อเล่นว่า นายพลุ มีศักดิ์เป็นน้องปู่ฉุ่น อดีตครูใหญ่คนแรกวัดสนามชัย ภายหลังได้ลาออกและโดนกักบริเวณที่บางขวางเป็นสิบปี และเป็นน้องของสางฉาว สางฉาวนี้ คำว่า สาง หมายถึงคนที่ตายไปแล้วจะเรียกว่าเสือฉาวก็ได้ เป็นที่ไม่กลัวคน ไม่ว่ามีดหรือปืน จะเดี๋ยวหรอหมู่ก็ได้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก แถมล่ำป้อมแบบพระครูพิมพ์ เป็นเสือบุกเดี่ยว แต่ไม่ปล้นชิงบริเวณบ้าน เคยติดคุกที่บางขวาง ที่เกาะตะรุเตา ก็หนีมาได้ ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังได้รับจ้างทหารญี่ปุ่นซ่อมสะพานพุทธยอดฟ้าฯ ครั้งสุดท้ายติดคุกที่ชัยนาท พัศดีสั่งตีตัวแดง (สั่งตาย) โดยทั้งไม้ทั้งปืน ยังแหกคุกที่มีลวดไฟฟ้าออกมาได้ ท่านมีหลาน – เหลน อยู่คนสองคน คนแรกเป็นกำนัน ชื่อกำนันใส กำนันใสนี้ถ้าลูกบ้านทะเลาะกันอย่างรุนแรงท่านก็จะเตียน ถ้าเตียนไม่ฟัง แกจะฆ่าคนผิด โดยไม่คิดสตางค์ และไม่แย้มให้ใครรู้เลย
    จอมคน
    ในสมัยเสือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นเสือปล้น เสือที่โด่งดังที่สุดที่ขนาดตั้งเป็นชุมเสือได้คือ เสือฝ้าย โดยมากก็จะมีของดี ทราบว่าเสือที่มีของดีและมีคุณธรรมคือ เสือมเหศวร ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ อยู่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ครั้งหนึ่งเสือฝ้ายได้มาตั้งชุมเสือที่บ้านล่องใหญ่ บ้านเดิมบางนางบวง สุพรรณบุรี ได้รู้ข่าวว่า บ้านนายยอด เดชมา (พ่อหมอเฉลียว เดชมา) มีปืน ร.ศ.ปืนพระราม อยู่ 5 กระบอก จึงได้ให้ลูกน้องมาเอาปืนที่บ้านโยมยอดโยมยอดได้มาบอกหลวงพ่อกวยให้ช่วย แต่หลวงพ่อกวยได้ไปเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โยมยอดเลยวิ่งแจ้นไปบอกพระครูพิมพ์ พระครูพิมพ์ท่านก็รับกิจนิมนต์ทันที ท่ารนเดินลัดตัดทุ่งไปทันทีที่หมู่บ้านสามเอก (ดงเสือ) ขณะที่ชุมเสือฝ้ายได้ตั้งชุมอยู่ ไม่รู้ว่าท่านพูดอย่างไร แล้วท่านก็สะพายปืนยาวรุ่นเก่า 5 กระบอก มาหน้าตาเฉย เรื่องนี้ท่านไม่ยอมเล่าให้ใครฟังถึงที่ไปที่มา ยังมีลูกหลานที่ทำนิสัยแบบนี้อีก คนคนนี้เป็นคนบ้าบิ่น (โหล่) ชื่อเชน (ปิ๊ด) ฉายาแหวนแขนเรดาร์ บ้านเดิมอยู่หัวเด่น ขณะบวชอยู่กับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค ปรากฏว่ามีพวกเสือได้วิ่งไล่จะปล้ำคุณยายม่าย (เป็นคนจีนเตี่ยเอามาขาย 2 คนพี่น้อง) ยายม่ายได้วิ่งมาหวังพึ่งหลวงพ่อกวย พอดีเจอพระเชนพอดี พระเชนโดดเหน็บมีดหมอหลวงพ่อกวย ห่มผ้าไปส่งยายม่าย พระเชนได้พูดว่า “ถ้ามันกล้าปล้ำผู้หญิงต่อหน้ากู กูก็ขาดจากพระวันนี้แหละวะ”
    เกียรติคุณปรากฏ
    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามได้มีเสือตั้งชุมปล้นสะดมทรัพย์สิน วัวควาย ฯลฯ เอาไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านสนามชัยได้รวมตัวกันเข้าไปกราบพระครูพิมพ์ เล่าเรื่องให้ฟัง ท่านได้ถามว่า แล้วพวกมึงจะยอมเขาหรือจะสู้เขา

    ผู้สืบทอดอาจารย์ธรรมโชติ
    ที่อำเภอสรรค์บุรีนี้ ถ้าพระองค์ใดเป็นเจ้าคณะอำเภอจะต้องจำพรรษา หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้ที่ว่าการอำเภอ ท่านพระครูพิมพ์ก็เช่นกัน เดิมก็เป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง อยู่ๆ ท่านไม่ชอบใจกรรมการวัด ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดสนามชัย บ้านเกิดของท่าน เหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นมา 3 ครั้ง ตั้งแต่พระครูปัตร, พระครูปุ่น ซึ่งสืบเชื้อสายเป็นญาติพี่น้องกันมาทั้ง 3 องค์ ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ว่า สืบเชื้อสายมาจากขุนสรรค์ แต่ตัวพระครูพิมพ์นั้นกลับมีปฏิปทา เหมือนหนึ่งเป็นหน่อของท่านอาจารย์ธรรมโชติ คือใครเดือดร้อนของเหรียญรูปท่าน ท่านก็ให้ไป แต้ถ้าเป็นทหาร เป็น ตชด. ท่านต้องแจกตะกรุด เหรียญหันหลังชนกันกับขันสรรค์ ผ้ายันต์ ผ้ายันต์นี้แม้ไม่มีก็จะเขียนให้ จะค้างคือที่วัดก็จะเขียนให้ แม้ผืนขนาดใหญ่ ผู้พันให้ลูกน้องมาขอ เขียนด้วยปลุกด้วย 3 วัน 3 คืน เอาไว้ป้องกันบังเกอร์ก็เขียนให้ เงินไม่สำคัญ ทหารกินข้าววัด

    เป็นผู้มีเชื้อสายของคนจริง และเทพสังหาร
    พระครูพิมพ์ มีชื่อเล่นว่า นายพลุ มีศักดิ์เป็นน้องปู่ฉุ่น อดีตครูใหญ่คนแรกวัดสนามชัย ภายหลังได้ลาออกและโดนกักบริเวณที่บางขวางเป็นสิบปี และเป็นน้องของสางฉาว สางฉาวนี้ คำว่า สาง หมายถึงคนที่ตายไปแล้วจะเรียกว่าเสือฉาวก็ได้ เป็นที่ไม่กลัวคน ไม่ว่ามีดหรือปืน จะเดี๋ยวหรอหมู่ก็ได้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก แถมล่ำป้อมแบบพระครูพิมพ์ เป็นเสือบุกเดี่ยว แต่ไม่ปล้นชิงบริเวณบ้าน เคยติดคุกที่บางขวาง ที่เกาะตะรุเตา ก็หนีมาได้ ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังได้รับจ้างทหารญี่ปุ่นซ่อมสะพานพุทธยอดฟ้าฯ ครั้งสุดท้ายติดคุกที่ชัยนาท พัศดีสั่งตีตัวแดง (สั่งตาย) โดยทั้งไม้ทั้งปืน ยังแหกคุกที่มีลวดไฟฟ้าออกมาได้ ท่านมีหลาน – เหลน อยู่คนสองคน คนแรกเป็นกำนัน ชื่อกำนันใส กำนันใสนี้ถ้าลูกบ้านทะเลาะกันอย่างรุนแรงท่านก็จะเตียน ถ้าเตียนไม่ฟัง แกจะฆ่าคนผิด โดยไม่คิดสตางค์ และไม่แย้มให้ใครรู้เลย

    จอมคน
    ในสมัยเสือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นเสือปล้น เสือที่โด่งดังที่สุดที่ขนาดตั้งเป็นชุมเสือได้คือ เสือฝ้าย โดยมากก็จะมีของดี ทราบว่าเสือที่มีของดีและมีคุณธรรมคือ เสือมเหศวร ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ อยู่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ครั้งหนึ่งเสือฝ้ายได้มาตั้งชุมเสือที่บ้านล่องใหญ่ บ้านเดิมบางนางบวง สุพรรณบุรี ได้รู้ข่าวว่า บ้านนายยอด เดชมา (พ่อหมอเฉลียว เดชมา) มีปืน ร.ศ.ปืนพระราม อยู่ 5 กระบอก จึงได้ให้ลูกน้องมาเอาปืนที่บ้านโยมยอดโยมยอดได้มาบอกหลวงพ่อกวยให้ช่วย แต่หลวงพ่อกวยได้ไปเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โยมยอดเลยวิ่งแจ้นไปบอกพระครูพิมพ์ พระครูพิมพ์ท่านก็รับกิจนิมนต์ทันที ท่ารนเดินลัดตัดทุ่งไปทันทีที่หมู่บ้านสามเอก (ดงเสือ) ขณะที่ชุมเสือฝ้ายได้ตั้งชุมอยู่ ไม่รู้ว่าท่านพูดอย่างไร แล้วท่านก็สะพายปืนยาวรุ่นเก่า 5 กระบอก มาหน้าตาเฉย เรื่องนี้ท่านไม่ยอมเล่าให้ใครฟังถึงที่ไปที่มา ยังมีลูกหลานที่ทำนิสัยแบบนี้อีก คนคนนี้เป็นคนบ้าบิ่น (โหล่) ชื่อเชน (ปิ๊ด) ฉายาแหวนแขนเรดาร์ บ้านเดิมอยู่หัวเด่น ขณะบวชอยู่กับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค ปรากฏว่ามีพวกเสือได้วิ่งไล่จะปล้ำคุณยายม่าย (เป็นคนจีนเตี่ยเอามาขาย 2 คนพี่น้อง) ยายม่ายได้วิ่งมาหวังพึ่งหลวงพ่อกวย พอดีเจอพระเชนพอดี พระเชนโดดเหน็บมีดหมอหลวงพ่อกวย ห่มผ้าไปส่งยายม่าย พระเชนได้พูดว่า “ถ้ามันกล้าปล้ำผู้หญิงต่อหน้ากู กูก็ขาดจากพระวันนี้แหละวะ”

    เกียรติคุณปรากฏ
    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามได้มีเสือตั้งชุมปล้นสะดมทรัพย์สิน วัวควาย ฯลฯ เอาไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านสนามชัยได้รวมตัวกันเข้าไปกราบพระครูพิมพ์ เล่าเรื่องให้ฟัง ท่านได้ถามว่า แล้วพวกมึงจะยอมเขาหรือจะสู้เขา ชาวบ้านสนามชัยได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสู้ พอท่านได้ยินคำว่าสู้ ท่านก็ไปขุดหัวว้านขมิ้นอ้อย ที่ท่านปลูกเอาไว้ เอามาล้างน้ำ เสกและจารโดยฝานตรงยอกบนออก แล้วท่านก็ฝานเป็นแว่นๆ ให้กับชาวบ้านอมใส่ปากไว้ ชาวบ้านสนามชัยมีแค่ปืนแก๊ป ปืนลูกซอง ปืนไทยประดิษฐ์ (เมดอินไทยแลนด์) พร้า ดาบ ฯลฯ แล้วท่านก็ยังสั่งว่า เมื่อตามไปทันให้โห่ร้อง แล้วสู้ประจัญบานกับมัน ผลคือผู้นำชาวบ้านคือนายพวง โดนเสือเล็กยิงแต่ยิงไม่ถูก นายพวงได้ยิงมัน โดนเสือเล็กตัดขั้วหัวใจตายเลย ผลการสู้รบในวันนั้น เสือโดยการนำของเสือเล็กบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านสนามชัยแค่บาดเจ็บเล็กน้อย เรื่องนี้โด่งดังมาก เพราะปืนที่ต่อสู้กันเป็นปืนคนละชนิดและพระครูพิมพ์ก็เพิ่งจะอายุไม่มาก อายุประมาณ 30 ปีเศษ เรื่องนี้ผู้เขียนเรื่องราวของหลวงพ่อพิมพ์ คือ คุณสมจิต เทียนวัน หรือคุณเฒ่า สุพรรณ ได้รับคำบอกเล่าและการสั่งเสียจากปู่ฉุน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของพระครูพิมพ์ ปู่ได้พูด 2-3 ครั้งว่าเมื่โตขึ้น อย่าลืมไปหาพระครูพิมพ์ ไปขอเรียนวิชาขมิ้นจากท่านให้ได้ ตอนนั้นคุณสมจิตยังเรียนอยู่ประถม 4 และย่าฉวนได้นำไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อกวยแล้ว ได้รดน้ำมนแล้ว คุณสมจิตได้แต่คิดในใจว่าพระลงเรียนทั้งมหาเปรียญและเรียนอาคมด้วย เป็นพระครูแบบนี้ถึงจะเก่งอย่างไร คิดว่าก็ไม่เท่าไรหรอก ขณะนั้น ครั้งหนึ่งคุณสมจิตไปกราบท่านที่วัดสนามชัย เตรียมขมิ้นอ้อยไปด้วย กะจะไปขอเรียนวิชาตามที่ปู่สั่ง เมื่อท่านเสกให้เสร็จ ได้อ่านดูภาษาขอม ที่ท่านจาร อ่านได้ว่า “นะโมพุทธายะ” จึงถามท่านว่า หลวงปู่ไปเรียนวิชาขมิ้นนี้มาจากไหน ท่านตอบว่า แลกเปลี่ยนวิชากัน ตอนไปอยู่รับใช้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม คุณสมจิตได้เรียนถามว่า หลวงปู่แลกเปลี่ยนวิชากับใคร ท่านตอบว่า “ท่านอินทร์ วัดเกาะหงษ์”

    ผลงานสำคัญ
    หลวงพ่อพระครูพิมพ์ เป็นพระที่สมถะ มักน้อย สันโดษ ฉันอาหารมื้อเดียว ชอบภาวนา ไม่ชอบการสร้างวัตถุมงคลเพื่อหวังเงินทอง อายุประมาณ 30 พรรษา ได้สร้างอุโบสถร่วมกับหลวงพ่อเชื้อ น้องชายหลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ โดยได้ทำแหวนนิ้วตามตำราของหลวงพ่อสี วัดพระปรางค์ เพื่อสมนาคุณให้กับผู้ทำบุญพระอุโบสถหลังนี้คือ พระอุโบสถวัดวังขรณ์ ซึ่งที่วัดวังขรณ์นี้เดิมเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม แหวนนิ้วที่เหลือนี้ยังได้ฝังไว้ที่วัดวังขรณ์ จำนวน 2 ไห ใต้ท้องวงเขียนว่า “อิ ติ” เป็นภาษาขอม นอกจากอุโบสถที่วัดวังขรณ์แล้ว ที่วัดวิหารทอง ท่านก็สร้างเมรุเผาศพ แลพสะพานแขวน ราคาหลายล้านบาท ภายหลังท่านมาอยู่วัดสนามชัย ท่านก็สร้างกุฏิกรรมฐาน

    มรณภาพ
    หลวงพ่อพิมพ์ เป็นพระที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน คนในตระกูลนี้ตั้งแต่ ชวด, ปู่ชวด ถ้าเป็นผู้ชายเวลาตายจะตายง่ายๆ เช่น เป็นลมตาย นอนตายเฉยๆ หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้ถึงแก่มรณภาพตอนเช้า เวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม 2536 ก่อนที่ท่านจะไปบาชนาคที่ ต.หัวกรด โดยก่อนไปท่านได้เขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะ ถึงสมุห์แจ่ม เจ้าอาวาส โดยเขียนเป็นทำนอง ให้อยู่ดูแลวัดต่อไป มีงานอะไรก็ให้เร่งทำ เวลาของชีวิตเรานั้นไม่ยาวนัก แล้วท่านก็เอาหินทับไว้ ขณะที่ท่านนั่งรถมาถึงหน้าวัดสกุณาราม ห่างจากวัดสนามชัย ประมาณ 7 กิโลเมตร ศีรษะของท่านก็งุ้มลงไปข้างหน้าผิดสังเกต หลวงพ่อประเทืองซึ่งนั่งรถไปด้วยกับท่านก็ตกใจบอกให้รถหยุด มาจับดูตัวเองจึงได้รู้ว่าท่านมรณภาพ หลวงพ่อประเทืองจึงให้รถวิ่งกลับวัด ได้ตะระฆังบอกให้พระ-เณรและชาวบ้านรู้ แล้วให้คนไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์เบิ้ม วัดสระไม้แดง ให้เป็นอุปัชฌาย์บวชแทนหลวงพ่อพิมพ์ จากนั้นก็เก็บศพไว้ 1 ปี จึงได้ขอพระราชทานเพลิงศพ สิริรวมอายุ 78 ปี พรรษา 58 นับเป็นการสูญเสียเกจิอาจารย์เมืองสรรค์ที่เป็นของจริง อาจเป็นองค์สุดท้ายของเมืองสรรค์ก็ได้

    อัฐิเป็นพระธาตุ
    เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ทางวัดได้อาบน้ำศพและเปลี่ยนผ้าให้ใหม่ ได้เก็บศพไว้ 1 ปี แต่พอจะขอพระราชทานเพลิงศพก็ได้เปลี่ยนผ้าให้ใหม่ โดยเก็บผ้าที่ท่านครองอยู่ในโลงพับเอาไว้และได้นำไปเผาด้วย ก่อนเผา ท่านอาจารย์สมาน ได้ให้ทางญาติสนิทหักโยกฟันเอาไว้บูชา ผลปรากฏว่า ไม่มีใครโยกหักฟันของท่านได้เลย มีแต่อาจารย์สมาน (เจ้าอาวาสวัดหัวเด่น มีศักดิ์เป็นหลานห่างๆ) ได้โยกฟันมาได้ 2 ซี่ คือ ฟันเขี้ยว 1 ซี่ อีกซี่หนึ่งเล็กมาก ท่านอาจารย์สมานได้กินซี่เล็ก เหลือแต่ฟันเขี้ยวแก้ว (ปัจจุบันเป็นของ คุณศิริชัย ชีรวณิชย์กุล) เมื่อพระราชทานเพลิงศพแล้ว จึงเปิดดูอัฐิของท่าน ผลคือ ผ้าจีวรที่ท่านครองอยู่แล้วนำไปเผาด้วยไม่ไหม้ไฟ เมื่อหยิบดูปรากฏว่าสะเก็ดของอัฐิเป็นเม็ดสีขาว เมื่อส่องดูให้ละเอียดจะเป็นเม็ดใสสีขาวเต็มไปหมด บางท่านว่าเป็นพระธาตุ นับว่าอัศจรรย์มาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเว็บวัดโฆสิตาราม


    เหรียญหลวงพ่อพิมพ์ ออกวัดวิหารทองก่อนที่ท่านจะย้ายมาจำพรรษาวัดสนามจันทร์ รุ่นนี้ ข้อมูลว่าสร้างประมาณปี ๒๕๑๐ ผ่านมาจะ ๖๐ ปี แล้ว นะครับ สภาพสวยเดิมครับ ศิษย์ ผู้น้อง
    หลวงพ่อกวย

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260728_120535.jpg IMG_20260728_120608.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กรกฎาคม 2026 at 19:41
  8. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,809
    ค่าพลัง:
    +8,059
    ขอจองครับ
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1785212503918.jpg
    ราวๆปี ๒๕๓๐ (+/-)
    ผมเพิ่งรู้จักหลวงปู่คำพันธ์ใหม่ๆ
    ยังไม่เกิดศรัทธาแรงกล้าอะไร

    สมัยนั้นไม่นิยมพกบัตรประชาชน
    เพราะว่าถ้าทำบัตรประชาชนหายจะขอทำบัตรใหม่ไม่สะดวกอย่างทุกวันนี้

    เมื่อจะต้องเดินทางไปนครพนมซึ่งเป็นเมืองชายแดนจำเป็นต้องพกบัตรประชาชนไปด้วย

    ถ้าไม่พกไปจะต้องถูกตำรวจตั้งด่านตรวจซึ่งมีอยู่หลายด่าน สั่งให้ร้องเพลงชาติ,สั่งให้เขียนชื่อภาษาไทย,สั่งให้ท่อง ก-ฮ หรือให้ทำอะไรอื่นๆอีกจนกว่าตำรวจจะแน่ใจว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง

    ครั้งหนึ่งผมทำพระขึ้นมาองค์เดียว
    ตั้งใจจะเอาไปให้หลวงปู่คำพันธ์เสก
    ขึ้นรถทัวร์ไปกับเฮียบัติ คลองตัน
    ดันลืมเอาบัตรประชาชนไปด้วย

    หลังจากหลวงปู่คำพันธ์เสกเป่าให้ ๒-๓ พ้วง ท่านบอกว่า : พระนี้มีพระคุณมาก มีทั้งเมตตา แคล้วคลาด คงกระพัน และ มีอีกหลายๆอย่าง

    ขากลับเป็นเวลากลางคืน เจอด่านตรวจแรก ก็นึกอยากลองของ
    อธิษฐานบอกหลวงปู่ผ่านพระที่ท่านเพิ่งเสกให้ตอนกลางวันว่าผมไม่มีบัตรประชาชน

    ปรากฏว่าตำรวจตรวจบัตรประชาชนทุกคนบนรถทัวร์ รวมทั้งเฮียบัติซึ่งนั่งอยู่ข้างๆก็โดนตรวจด้วย แต่ก็แปลกมากตำรวจทำอาการเหมือนไม่เห็นว่ามีผมนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่เรียกตรวจบัตรประชาชนผมอยู่เพียงคนเดียว

    ด่านที่ ๒ ก็เช่นกัน
    ตำรวจตรวจบัตรประชาชนทุกคนบนรถ
    ยกเว้นผมไม่เรียกตรวจอะไรเลย

    ด่านสุดท้ายเป็นด่านใหญ่ คลับคล้ายว่าจะเป็นด่านแถวๆ อ.นาแก มีรถทัวร์รอคิวตรวจอยู่ก่อนแล้ว ๓-๔ คัน

    ปรากฏว่าตำรวจท่านหนึ่ง เดินมาที่รถทัวร์คันที่ผมนั่งซึ่งจอดรอตรวจอยู่ท้ายแถว ตำรวจท่านนั้นขึ้นมายืนอยู่หน้ารถข้างๆคนขับ กวาดสายตามองคนโดยสารทั้งคันรถอยู่ครู่หนึ่งก็ลงไปไม่ตรวจใครเลยแม้แต่คนเดียว

    ลงไปแล้วก็โบกมือให้รถแล่นผ่านด่านแซงคิวรถทัวร์คันอื่นๆไปก่อนเฉยเลย

    จากนั้นก็ไม่มีด่านตรวจบัตรประชาชนอีกแม้แต่ด่านเดียวจนถึงกรุงเทพ

    เฮยบัติเป็นคนเดียวที่รู้วาระจิตผม

    แกกล่าวปนยิ้มว่า : กูรู้มึงทำอะไร

    -------

    ประสบการณ์ของ "พระพุทธมหาปัฐวีธาตุ"

    เรื่องที่ ๑
    เด็กนักเรียนถูกแทjไม่เข้า
    เด็กนักเรียนคนนี้เป็นลูกชายของพี่อู๊ด และพี่อู๊ดก็เป็นพี่ชายของอาจารย์อ๊อด (รังสรรค์ ธนะรัชต์)

    เรื่อง มีอยู่ว่า พี่อู๊ดได้บูชาพระเครื่องของหลวงปู่คำพันธ์มาองค์หนึ่งได้เลี่ยมให้ลูกชาย แขวนคอจนประสบอุบัติเหตุถูกแทjไม่เข้าในวันหนึ่ง คือลูกชายพี่อู๊ดเพิ่งเลิกโรงเรียน กำลังเดินเข้ากลุ่มพรรคพวกกลับบ้านก็เป็นอันได้ประจันหน้ากับกลุ่มนักเรียน โรงเรียนคู่อริ จึงตีกัน ลูกชายพี่อู๊ดรูปร่างอ้วนใหญ่ หนีไม่ทัน ถูกแทjที่ท้องล้มลง คนแทjก็ทิ้งมีdไว้ด้วย ไม่เอากลับคืน แทงแล้วก็แตกฮือวิ่งหนีไปลูกชายพี่อู๊ดจุกแอ่ก พูดไม่ออก ในขณะที่เสื้อขาดเป็นรอยมีดจิ้มที่พุง และมีdก็พับงอตกอยู่ข้างๆอย่างน่าอัศจรรย์ รอดตายมาได้โดยปาฏิหาริย์ลูกชายพี่อู๊ดแขวพระพุทธปฐวีธาตุห้าเหลี่ยมอยู่เพียงองค์เดียว

    อภินิหารของพระพิมพ์นี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องย้ำว่าได้ยินมาจากปากหลวงปู่เอง ในขณะที่ท่านอารมณ์ดี และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นหลายปีดีดักแล้ว

    ท่านเล่าว่า “มีครูสตรีคนหนึ่ง บ้านอยู่กรุงเทพฯ มาสอนหนังสือที่นครพนม วันหนึ่งจะเดินทางกลับบ้าน ที่กรุงเทพฯ ได้เอาเงินเดือนที่เพิ่งรับมาใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วถือขึ้นรถบัสไป ระหว่างทางโจรก็แสดงตัวลุกขึ้นทำการปล้นอยู่บนรถโดยสาร ปล้นเรียงตัวมาเรื่อยๆ ครูสตรีก็ตกใจ ถอดทั้งแหวน

    ทั้งกำไล ทั้งนาฬิกา ทั้งสร้อยคอ ทั้งพระพุทธมหาปฐวีธาตุ ใส่รวมไว้ในกระเป๋าถือ เมื่อโจรมาถึงก็เปิดกระเป่าเอามือควานลงไปหาทรัพย์สิน ควานแล้วก็ถอนมือเปล่ากลับออกมาโดยไม่ได้เอาอะไรเลย โจรก็ดีนะยังรูดซิบปิดกระเป๋าให้ด้วย พอปล้นจนพอใจคือครบทุกคนแล้วก็ยังสงสัย

    กลับย้อนมาที่ครูสตรีคนนี้อีก เปิดกระเป๋าอีกรอบหนึ่งล้วงมือลงไปค้นหาของ แล้วก็ไม่ได้อะไร และรูดซิปปิดกระเป๋าให้อีก” หลวงปู่ยิ้ม อารมณ์ดี เวลาเล่าเรื่องก็ทำมือประกอบไปด้วย “มันแปลกดีนะที่โจรไม่เอาอะไรไปเลย ทั้งที่ทรัพย์สินทุกอย่างก็อยู่ในนั้น

    ประวัติ
    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    วัดธาตุมหาชัย ต.ปลาปาก จ.นคพนม
    พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย
    บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม “ เทพเจ้าลุ่มน้ำโขง” ผู้เรืองธรรม มีปฐวีกสิณเป็นเอก
    เล่นแร่แปรธาตุจนดังสนั่น ชื่อเสียงเลื่องลือ ๒ คาบฝั่งโขง เป็นสมัญญานามที่ผู้คนต่างรู้จักดี

    ท่านมีนามเดิมว่า คำพันธ์ ศรีสุวงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับวันจันทร์
    ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ปีเถาะ ณ บ้านหมู่ที่ ๔ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม
    โยมบิดาชื่อ นาย เคน ศรีสุวงค์ โยมมารดาชื่อ นางล้อม ศรีสุวงค์ เป็นบุตรคนโต
    มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๒ คน คือ
    ( ๑) พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร ( คำพันธ์ ศรีสุวงค์)
    ( ๒) นาย พวง ศรีสุวงค์
    นอกจากนี้ท่านยังมีน้องร่วมมารดาแต่ต่างบิดาอีก ๔ คน คือ
    นางสด วงษ์ผาบุตร ด.ช.บด แสนสุภา ด.ญ.สวย แสนสุภา และนางกดชา เสนาช่วย
    วัยเด็กเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยโยมบิดา-มารดาทำนา อุปนิสัยเป็นคนเรียบง่าย
    เรียบร้อย พูดน้อย จบการศึกษาภาคบังคับ ป. ๔ จากโรงเรียนบ้านโพนคู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม

    ๏ การบรรพชาและอุปสมบท

    วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (อายุ ๑๗ ปี) ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร
    ณ วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีพระอาจารย์เชื่อม เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลังจากบรรพชาแล้ว ก็ได้ศึกษาอักษรธรรม และหนังสือสูตรคามแบบโบราณ
    ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานควบคู่ไปด้วย

    หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ ๓ พรรษา ก็ออกเดินธุดงค์ทรงกรดไปที่จังหวัดเลย
    พร้อมกับพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระภิกษุบุญ และพระภิกษุวัน ก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้น
    เคยได้รับความรู้เรื่องกัมมัฏฐานมาจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
    ซึ่งท่านไปอบรมสั่งสอนประชาชนที่วัดโพนเมือง จ.อุบลราชธานี

    ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้แนวทางในการปฏิบัติกรรมฐานไว้ว่า “ ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออก”
    และได้ให้ข้อคิดต่อไปอีกว่า “ ร่างกายของคนเรานั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันทำงานอยู่ตลอดเวลา
    ลมหายใจเข้า-ออกนั้น มีความสำคัญมาก ถ้าลมไม่ทำงานคนเราจะตายทันที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจ”

    นอกจากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ยังได้ย้ำอีกว่า “ ให้คนเราตีกลองคือขันธ์ ๕ ให้แตก”
    ซึ่งก็หมายความว่า ท่านให้ทำความเข้าใจขันธ์ ๕ ให้จงดี ให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง

    หลวงปู่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์ประมาณ ๑ ปี
    และได้ยึดแนวทางของท่านเป็นแนวทางในการปฏิบัติเรื่อยมา นับแต่นั้นต่อมาก็ได้ไปศึกษา
    และปฏิบัติธรรมร่วมกับ อาจารย์ครุฑ ซึ่งเป็นพระขาว (ปะขาว) และได้รับความรู้ในเรื่องการ
    ปฏิบัติธรรมจากท่านอาจารย์ครุฑนี้เพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นหลวงปู่คำพันธ์
    ก็ได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติของอาจารย์ทั้ง ๒ มาเป็นแนวทางปฏิบัติกัมมัฎฐาน

    หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเลย เป็นเวลา ๑ พรรษา หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์
    ไปยังจังหวัดเชียงราย ประมาณ ๓-๔ เดือน ต่อมาได้รับข่าวโยมบิดาได้เสียชีวิตลง
    หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาทำบุญงานศพบิดาและมาอยู่จำพรรษาที่บ้านเดิม คืออำเภอนาแก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ Ampol Janekoonthongkumbai


    ยกชุด ๓ องค์รูปเหมือนเนื้อเรซิ่นผสมพลอยหลวงปู่คำพันธ์ สวยกล่องเดิม

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260728_111330.jpg IMG_20260728_111347.jpg IMG_20260728_111300.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กรกฎาคม 2026 at 20:51
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1785252530305.jpg 1785252708497.jpg

    มาอีกแล้วครับ ประสบการณ์จริงไม่ได้อิงนิยาย วันนี้จัดหนักหน่อยครับ กับเรื่อง ถล่มด้วย M.. 16 .....
    เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปีใหม่ปี 2544 เกิดขึ้นกับนายอนุชา พลอยสุกใส อายุ 17 ปีนะขณะนั้น ได้อาศัยอยู่ที่บ้านโค้งสุพรรณ ตอนนั้นนายอนุชายังศึกษาอยู่ที่ วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ ชั้น ปวช.2 เวลา 4 ทุ่มของวันนั้นนายอนุชาได้เดินทางกลับมาจากการเรียนที่ตัวจังหวัด ได้ถูกคนที่บ้านใช้ให้ขับรถไปส่งคนงานขับรถไถที่บ้านระนามสวนหมาก ต.บึงกระจับ อ.วิเชียรบุรี ซึ่งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำป่าสัก นายอนุชาได้ขับรถกระบะพร้อมกับคนงาน โดยมีนายอนุชาเป็นคนขับและคนงานขับรถไถเป็นคนนั่งด้านหน้าคู่กับคนขับ ทางที่ไปส่งคนงานนั้นเป็นทางลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ และ ต้องขับข้ามสะพานคอนกรีต เพื่อที่จะข้ามแม่น้ำป่าสัก ในจังหวะที่รถกำลังจะถึงคอสะพานที่ยกสูงนั้น ได้มีคนร้ายประมาณ 3 คนได้ออกมาจาก 2 ข้างทางและได้เปิดฉากยิงมาที่ตัวรถด้านคนขับด้วยปืnลูกซอjยาว โดยลูnเบอร์ 12 ขนาดเก้าและคนร้ายอีก 2 คนได้กระหน่ำยิjด้วยปืn M...16 เป็นรูปเฉียงแบบก้างปลามาจากทางด้านหน้าทั่ง 2 ข้างกระสุnได้เข้าเป้าบริเวณห้องโดยสารทั้งหมด กระจกด้านข้างและกระจกแค๊ปแตกละเอียดและรถโดยเฉพาะส่วนหน้าได้พรุนไปทั้งคัน คนร้ายจพเข้ามาซ้ำแต่เห็นว่าเป็นเด็กเลยรู้ว่ายิjผิดคนจึงได้หลบหนีไป นายอนุชาและลูกจ้างได้ออกมาจากในรถ พอดีได้มีรถของชาวบ้านผ่านมานายอนุชาจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือ และได้ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลวิเชียรบุรี หมอได้ตรวจเช็คร่างกายของนายอนุชาและลูกจ้างคนขับรถไถ พบนายอนุชาถูกลูnระสุn M. 16 ถากใต้ท้องแขนและขาบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนงานขับรถไถถูกลูnกระสุnถากเข้าที่ท้องน้อยเสื้อขาdและหนังถลอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตำรวจได้มาตรวจที่เกิดเหตุสามารถเก็บปลอกกระสุnปืนnM 16 ได้ทั่งหมด 40 ปลอn และทุกคนที่ได้เห็นสภาพรถ และรู้ถึงอานุภาพของปืnสงคราmชนิดนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ! รอดมาได้อย่างไร ! ต่างได้สอบถามว่ามีของดีอะไรติดตัวหรือว่าติดรถบ้างไหมก็ได้คำตอบว่า มีเพียงสติกเกอร์ติดรถรูปหลวงพ่อผองและก็รูปหล่อขนาดตั้งหน้ารถของหลวงพ่อผองที่สร้างเมื่อปี 2538 เพียงเท่านั้นครับ ( เครดิตข้อมูลโดยท่านมหารังสรรค์ ต้องขอบคุณมาณที่นี้ด้วยครับ )

    .........

    ประวัติ หลวงพ่อผอง ธัมมธีโร วัดพรหมยาม จ.เพชรบูรณ์

    “พระครูธีรพัชโรภาส” หรือ “หลวงพ่อผอง ธัมมธีโร” อดีตพระเกจิดังแห่งเมืองมะขามหวาน และเป็นศิษย์สืบสายธรรมรูปสุดท้ายของ หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ หรือ พระครูวิชิตพัชราจารย์ วัดพระพุทธบาทชนแดน พระเกจิชื่อดังเมืองเพชรบูรณ์

    อดีตเจ้าอาวาสวัดพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสระประดู่ เริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ ทั้งเนื้อว่าน รูปหล่อ เหรียญชนิดต่างๆ มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2535 เพื่อหาทุนสมทบก่อสร้างศาลาการเปรียญ ห้องสมุด และอุโบสถ

    นามเดิมว่า ผอง อินทรผล เกิดเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2467 ที่บ้านหันน้อย ต.หนองมะเขือ อ.พล จ.ขอนแก่น

    ช่วงวัยเยาว์ศึกษาเล่าเรียนและจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบำรุงไทย 2 อ.พล แต่ด้วยใจที่ใฝ่ในธรรม เมื่ออายุครบ 20 ปีท่านได้รบเร้าให้บิดามารดาพาไปอุปสมบทที่วัดบ้านเรือ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มี พระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์

    อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านเรือ โดยพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณได้เมตตาสอนการวิปัสสนา กัมมัฏฐาน และทำสมาธิเจริญจิตตภาวนาให้ พร้อมกันนี้ท่านยังได้ศึกษาพระปริยัติธรรมไปด้วย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และสอบได้นักธรรมชั้นเอกในภายหลัง

    ต่อมากราบลาพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณเพื่อออกท่องธุดงค์แสวงหาความวิเวกตามเทือกเขาชัยภูมิไปจนถึงจ.พิจิตร

    ทราบว่า หลวงพ่ออ้วน หรือ พระครูวิชาญพัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดสว่างเนตร ต.ดงขุย อ.ชนแดน เป็นพระเกจิที่เรืองวิทยาคม จึงเดินทางมาฝากตัวขอเป็นศิษย์ ซึ่งก็ไม่ขัดข้องได้ถ่ายทอดวิทยาคมให้ อีกทั้งหลวงพ่อผองได้รับใช้ตอบแทนคุณด้วยการเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมในวัดสว่างเนตรและวัดใกล้เคียง ช่วยกิจการด้านพระพุทธศาสนาเป็นเวลา 10 พรรษา

    ก่อนไปอยู่จำพรรษากับหลวงพ่อทบที่วัดพระพุทธบาทเขาน้อย อ.ชนแดน เพื่อศึกษาพุทธาคมและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหลวงพ่อทบยินดีถ่ายทอดสรรพวิชาให้

    หลวงพ่อทบเน้นย้ำว่า “การจะปลุกเสกพระเครื่อง และเครื่องรางของขลังให้ศักดิ์สิทธิ์นั้น ใจจะต้องนิ่งสงบ ปราศจากกิเลส จิตจะต้องแข็งได้ฌาน จะปลุกเสกอะไรสิ่งนั้นก็จะดีไปทั้งหมด”

    อุปัฏฐากหลวงพ่อทบ คอยช่วยเหลือกิจการคณะสงฆ์ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน ส่วนตัวท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมจนได้รับแต่งตั้งจากหลวงพ่อทบให้เป็นพระใบฎีกา และเป็นพระคู่สวด ขณะที่หลวงพ่อทบเป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

    เวลาผ่านไป 10 ปี กราบลาออกเดินท่องธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงบ้านพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นพื้นที่ป่า เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด

    พ.ศ.2506 ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัด จัดสร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ เสนาสนะต่างๆ

    แม้จะมีกุฏิที่ญาติโยมร่วมกันสร้างให้ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในกุฏิไม้หลังเล็กที่ไม่มีสิ่งของอำนวยความสะดวกอย่างอื่น

    เมื่อปี พ.ศ.2531 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสามแยก และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูธีรพัชโรภาส

    วัตถุมงคลที่คณะศิษย์ได้จัดสร้างขึ้นในวาระต่างๆ ได้รับความนิยมสูง

    ล่วงเข้าปัจฉิมวัย อาพาธบ่อยครั้ง สุดท้ายมรณภาพอย่างสงบเวลา 04.45 น. วันที่ 7 ก.ย.2555 ที่ห้องไอซียู ร.พ.เพชรบูรณ์

    สิริอายุ 88 ปี พรรษา 68

    ——-
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาข้อมูลอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนรุ่นแรกโซน เนื้อสีฝักทอง ปี ๒๕๓๗

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260728_222313.jpg IMG_20260728_222341.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1785261171074.jpg 1785260874059.jpg 1785260877505.jpg

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆท่านทุกๆข้อมูลครับ

    เหรียญพระพุทธมงคลนายก หลัง ภปร.วัดวังกระโจม จ.นครนายก เนื้ออัลปาก้า พิมพ์เล็ก ปี ๒๕๑๒ สวยผิวเดิม (พิมพ์พิเศษแจกกรรมการ) ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ อธิฐานจิตปลุกเสก

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260729_004548.jpg IMG_20260729_004609.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2026 at 11:45
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1785308195372.jpg

    ประวัติท่านพ่ออิน
    ท่านพ่ออิน ฐิตปฺญโญ เดิมชื่ออิน นามสกุล คงทอง บิดาชื่อ อ่ำ มารดาชื่อ เสียด คงทอง เกิดเมื่อ เดือนมกราคม พ.ศ. 2440 ตรงกับ ปีจอ ที่ตำบลยายล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี ตรงกลับวันที่ 10 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2460 ณ วัดลาด ต.บ่อพุ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี มีพระครูวัดบนเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาธิการอิ่ม วัดกลาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเวียง วัดบ่อพุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดลาดเมื่อ พ.ศ.2470

    ... ท่านพ่ออินเป็นพระที่ไม่โอ้อวดใครเก่งจริงคมในฝัก ปลัดขิกของท่านจัดเป็นยอดปลัดขิกเมืองจันท์ ท่านพ่ออินได้เรียนตำราใส่เวศ มนคาถาสายหลวงปู่ศุข มาจากหลวงปู่จันทร์วัดนางหนูศิษย์เอกท่านหนึ่งของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า และ หลวงพ่ออินกับ หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง และ หลวงพ่อเต๋ตงทอง วัดสามง่าม ท่านเป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกันอย่างมาก ท่านไปมาหาสู่กันบ่อยมีงานอะไรก็จะเชิญไปร่วมพิธีกันแทบจะทุกครั้ง และท่านพ่ออิน ท่านเป็นพระที่ชอบออกทุดง และที่ชาวบ้านได้เรียกท่านว่าหลวงพ่ออินเทวดา เพราะท่าน สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่หมอหลวงรักษาไม่ได้แต่ท่านพ่อสามารถรักษาหายได้อย่างน่าอัศจรรย์

    .....มีเรื่องเร่าต่อๆกันมาว่า มีคนไปกราบท่านพอี๋ วัดสัตหีบ และได้ขอปลัดขิกกับหลวงพ่ออี๋ ซึ่งหลวงพ่ออี๋ก็ถามว่ามาจากไหน ชายคนนั้นตอบว่ามาจากอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พอท่านพอี๋รู้ว่ามาจากอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จึงตอบว่า อยู่ใกล้ใกล้ของดีแท้ๆ ไม่รู้จักไปหากลับดันด้นมาถึงที่นี่ ท่านพ่ออี๋เลยบอกว่า ให้ไปหาท่านพ่ออินที่วัดลาด บ่อพุ เพราะท่านเก่งทางด้านปลัดขิกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าท่าน ซึ่งท่านพ่ออิน ท่านขลังนักสามารถปลุกเสกปลัดขิกเคลื่อนไหวได้ และวัตถุมงคลของท่านพ่ออินยังมีอีกหลายอย่างมากครับ วัตถุมงคลต่างๆของท่านพ่ออินทุกๆรุ่นก็ไม่เป็น 2 รองใครอย่างแน่นอนครับ...

    ....ท่านพ่ออิน ได้มรณภาพ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2529 ณ วัดลาด รวมอายุได้ 89 ปี 69 พรรษา ส่วนสรีระร่างกายของท่านยังคงอยู่ในสภาพเดิม ทางวัดได้เปิดให้ประชาชนที่เคารพนับถือ ได้ไปกราบไหว้ได้ทุกวัน..

    ประวัติหลวงพ่ออินเทวดา วัดลาด(บ่อพุ) จ.จันทบุรี
    หลวงพ่ออินทร์เทวดาท่านเป็นพระที่ไม่โอ้อวดแต่เก่งจริงคมในฝัก และปลัดของท่านจัดเป็นยอดปลัดเมืองจันทน์ และท่านทำออกมาไม่มากและท่านไม่ให้ใครง่ายๆ หลวงพ่ออินทร์กับหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง มีความสนิทเป็นสหธรรมมิกกัน และเป็นศิษย์ของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบด้วยกันและสายวัดประดู่ทรงธรรม และที่มีข้อมูลว่าพ่ออินทร์ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯนั้นไม่จริง แต่ท่านได้ไปนำคาถาของหลวงปู่ศุข จากหลวงปู่จันทร์ วัดข่อยใต้จากข้อมูลของลูกศิษย์ใกล้ชิดผู้ติดตามหลวงพ่ออินทร์ ปฐมของการสร้างปลัด เรื่องมีอยู่ว่าลูกศิษย์ท่านได้เดินตามหลวงพ่อบิณฑบาตรมีหมามากัดแผลเหวอะหวะ พ่ออินทร์ท่านก็บอกว่าให้รอ 1 พรรษาพอครบพรรษาท่านก็มอบปลัดขิกให้ลูกศิษย์ท่านนี้ก็แขวนคอและยังโดนหมากัดอีกแต่กัดไม่เข้า นับจากนั้นปลัดขิกของท่านก็เป็นที่ต้องการตลอดมา ปลัดของท่านสารพัดกัน แม้กระทั่งกันลมกันพายุชาวสวนทุเรียนเมืองจันทน์ ต่างทราบกิตติศัพย์ของปลัดท่านเป็นอย่างดี ก็มีเรื่องเล่าจากลูกศิษย์ท่านว่าน่ามรสุมพายุเข้าชาวสวนทุเรียนต่างต้องคอยดูแลเฝ้าระวังสวนทุเรียนหาไม้มาค้ำยันเพราะพายุเข้าจะทำความเสียหายต่อต้นทุเรียน หักล้มโค่นทำลายของพายุ เวลามีเหตุจะนำปลัดของท่านขึ้นมาอธิฐานถึงพ่ออินทร์ให้ช่วย ลมพายุก็สงบลงโดยอัศจรรย์เป็นที่ประจักษ์ตาต่อชาวสวนทุเรียนอยู่หลายครั้งหลายคราและเรื่องการรักษาคนหายอย่างอัศจรรย์จนได้รับฉายา พ่ออินทร์เทวดานั้นก็เป็นเรื่องจริงขนาดท่านมรณะภาพไปแล้ว ขอยกตัวอย่างเรื่องจริงของลูกศิษย์ท่านนี้หรือจะเรียกว่าลูกบุญธรรมก็ว่าได้เพราะพ่ออินทร์ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ขอเอยนามท่าน ลุงกิ้ว ได้เล่าจากประสบการณ์ตรงของท่าน ลูกของท่านเองเป็นโรคไตได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎขนาดหมอบอกว่ายากที่จะรักษาได้ท่านก็อธิฐานต่อหน้ารูปของพ่ออินทร์บานใหญ่ที่ท่านได้มาจากวัดพอตกดึกในความฝันก็เห็นพ่ออินทน์มาเป่ากระหม่อมลูกชายของท่านนับจากนั้นมาลูกของท่านก็อาการค่อยทุเลาจนหายเป็นปกติจวบจนทุกวันนี้ และการทำปลัดขิกแต่ละครั้งของพ่ออินทร์ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้ให้ใครง่ายๆ เพราะพ่อท่านมีความพิถีพิถันในการทำ ท่านจะปลุกเสกปลัดขิกของท่าน 1 พรรษา ถ้าไม่ได้ 1 พรรษาปลัดท่านไม่มีทางออกจากโบสถ์มาได้ปลัดท่านถึงมีออกมาไม่มาก แล้วปลัดขิกยุคแรกๆของพ่ออินทร์ท่านจะทำและจารเหมือนหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบทุกอย่างแล้วไม้ที่ใช้ก็ใช้ไม้แก่นคูณเหมือนกัน ท่านคงไม่อยากซ้ำรอยอาจารย์ท่านจึงทำปลัดที่เอกลักษณ์ของท่านขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักของบรรดานักเลงพระในยุคปัจจุบัน ในพิธีพุทธาภิเษกที่วัดหูช้าง จะมีหลวงพ่ออินทร์มารวมปลุกเสกกับหลวงพ่อกี๋ทุกครั้งไม่ได้ขาด ปัจจุบันถ้าใครผ่านไปเมืองจันทน์ไปกราบร่างของท่านได้ที่วัดลาด
    ขอขอบคุณภาพและข้อมูลด้วยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญ หลวงพ่ออิน วัดลาดบ่อผุ จันทบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260729_134800.jpg IMG_20260729_134828.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    ประวัติศาสตร์ย่อๆ ในสมัยเด็กสมเด็จพระนเรศวร กรุงศรีอยุธยาแตก ชาวพม่าได้กวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลยศึกรวมทั้งสมเด็จพระนเรศวรและนางสุพรรณ กัลยาไปประเทศพม่า พระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งเป็นพระมอญ ถูกกษัตริย์พม่าเรียกให้ดูว่าฤกษ์ยามหาโอกาสที่จะฆ่าพระนเรศวร ซึ่งพระมหาเถรคันฉ่องดูดวงพระนเรศวรแล้วรู้ทันทีว่าฆ่าไม่ได้ คนๆ นี้มีบุญ ต่อไปจะกอบกู้เอกราชชาติบ้านเมือง มีเทวดารักษา จึงเกิดสงสารพระนเรศวร

    และได้บอกพระนเรศวรว่าให้หนีออกไป เขาจะฆ่า ขืนอยู่ตายแน่นอน จึงได้พาทหารหนีออกมาโดยมีพระมหาเถรคันฉ่องหนีมาด้วย หากข่าวนี้ได้รั่วไหลรู้ถึงหูกษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดี พระมหาเถรคันฉ่องต้องถูกฆ่าตายด้วย จึงหนีกลับมายังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของพม่า โดยให้พระมหาเถรคันฉ่องจำวัดอยู่ที่วัดป่าแก้ว หรือวัดใหญ่ชัยมงคลในปัจจุบัน

    พระมหาเถรคันฉ่องเป็นพระปฏิบัติวิปัสสนา และเป็นที่เลื่อมใสของข้าราชการจะมีการปราบศึกกันแต่ละครั้งจะเป็นผู้ที่ดู ฤกษ์ผานาทีให้กับสมเด็จพระนเรศวรชนะทุกครั้งแคล้วคลาดมาตลอด โดยทำเลขยันต์เครื่องรางแจกทหารลงเสื้อลงตะกรุดแจกให้เป็นขวัญและกำลังใจ

    ต่อมากษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีเห็นว่าเอาไว้ไม่ได้แล้วพระนเรศวรซึ่งเป็นกบฏ จึงให้สมเด็จพระมหาอุปราชายกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรทราบข่าวข้าศึกเข้ามาก็ยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยา พระมหาเถรคันฉ่องได้ดูฤกษ์ยาม พร้อมกับบอกว่าศึกนี้ใหญ่หลวงนัก จึงได้บวงสรวงลั่นฆ้องศึกยกทัพไปตีกับพม่า โดยให้ตราทัพเข้าไปตีเฉียงตามตำราพิชัยสงครามให้ตีเป็นปีกนกอินทรีโอบเข้า ล้อมข้าศึก แล้วก็ลงเครื่องรางมอบตะกรุดโทนรวมทั้งเลขยันต์ให้พระนเรศวรติดตัวไปตลอดจะ ได้ชนะข้าศึก เมื่อยกทัพไปถึงตำบลมหาพราหมณ์ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ให้หยุดทัพ โดยให้แม่ทัพนายกองทำพิธีตัดไม้ข่มนามตามตำรับพิชัยสงครามให้หยุดพักทัพก่อน ต่อจากนั้นก็ยกทัพไปปะทะกับพม่าที่ตำบลตระพังตรุ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็มีการรบพุ่งกันขึ้นมา ช้างของสมเด็จพระนเรศวรชื่อไชยยานุภาพเกิดตกมันควาญช้างเอาไม่อยู่เมื่อ เสียงกลองดังกระหึ่มในสนามรบเพื่อย้อมใจนักรบ ช้างของสมเด็จพระนเรศวรเกิดตกมันก็ตื่นตั้งหลักไม่อยู่วิ่งเข้าใส่ช้างของ สมเด็จพระมหาอุปราชา ซึ่งตั้งรับอยู่แล้วใช้งากระแทกเสยไชยยานุภาพเสียหลัก สมเด็จพระมหาอุปราชาได้จังหวะใช้ของ้าวฟันสมเด็จพระนเรศวรเข้าที่พระมาลา เบี่ยง

    จังหวะเดียวกันที่ไชยยานุภาพตกมันอยู่แล้วมีกำลังมากกว่ากดช้างของสมเด็จพระ มหาอุปราชาเบี่ยงออก สมเด็จพระนเรศวรได้ใช้พระแสงของ้าวฟันสมเด็จพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่งเสีย ชีวิตบนหลังช้าง เมื่อทหารพม่าเห็นว่าแม่ทัพเสียชีวิตต่างก็วิ่งหนีถอยทัพกลับไป

    หลังจากที่ชนะข้าศึกก็ฉลองกรุงศรีอยุธยา 7 วัน 7 คืน ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรเวลาไปปราบศึกที่ไหนก็จะเอาพระเอกาทศรถไปด้วย และก็ได้สร้างวัดเชษฐารามขึ้นซึ่งเป็นวัดของพระเอกาทศรถ และก็ได้สถาปนาพระมหาเถรคันฉ่องเป็นพระผู้ใหญ่ตั้งให้เป็นสมเด็จพระนพรัตน์ ฝ่ายอรัญญาวาสีพระอยู่นอกพระนครโดยให้มีชื่อในพระทินนามว่าสมเด็จพระนพรัตน์ แห่งวัดป่าแก้วในสมัยนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ

    เหรียญชนะศึกพระยันต์พระนเรศวรปราบหงษา
    งานฉลองตราตั้งเจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคมพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต
    ๑๖ พ.ย ๒๕๕๕

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260729_133113.jpg IMG_20260729_133156.jpg IMG_20260729_133220.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2026 at 08:12
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1785424798041.jpg

    ตะกรุดของท่านจะแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดเท่านั้น กล่าวกันว่าเวลาปลุกเสกตะกรุดจะร้อนและแดงเป็นไฟเลยทีเดียว

    หลวงพ่อพริ้งวัดโบสถ์โก่งธนูได้กล่าวต่อเจ้าของรถว่าตำราของฉันมันชอบลองของนะ

    ปรากฏว่าเป็นตามที่ท่านลั่นวาจาไว้ทุกครั้ง

    เมื่อเสร็จพิธีเจิมรถ เจ้าของนำรถออกนอกวัด มักจะพบประสบการณ์ตามที่หลวงพ่อพริ้งบอกไว้เป็นประจำ

    ภายหลังท่านได้บอกต่อผู้ที่จะนำรถไปให้ท่านเจิมว่าหากไม่ต้องการเจออุบัติเหตุประเภทปลอดภัยโดยตลอด ไปหาพระอาจารย์ถม วัดเชิงท่า ให้ท่านเจิมให้ ฉันรับรอง

    พระสมเด็จปรกโพธิ์เก้า ปี๒๕๔๙ ...
    พระรุ่นนี้เป็นดำริสร้างของหลวงปู่ถม วัดเชิงท่า โดยแท้ ...ผู้ที่ดำเนินการนำไปสร้างให้คือ อ.แผน พรหมมาสตร์ ... อ.แผน บอกว่าหลวงปู่เรียกมาหาว่าต้องการจะทำพระ และท่านหาตัดภาพแบบพระสมเด็จปรกโพธิ์มาให้ว่าต้องการพุทธลักษณะและขนาดแบบนี้เลย พอ อ.แผนได้แบบมาแล้ว จึงปั้มทำตัวอย่างมาให้หลวงปู่ได้ชม หลวงปู่ท่านก็ยิ้มแบบถูกใจ แล้วก็บอกว่าเอาแบบนี้หละ โดยมวลสารของพระชุดนี้ มีทั้งผงพุทธคุณ ผงว่านไม้มงคล และผงงาช้างที่ได้จากการทำตะกรุดงา จัดได้ว่าเป็นการสร้างที่ใส่มวลสารแบบทิ้งทวนจัดเต็ม เพราะเป็นการสร้างพระสมเด็จเนื้อผงในรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ถม รุ่นนี้นำออกมาให้บูชา 2วาระ (ก่อนมรณะภาพและหลังมรณะภาพ กล่องจะไม่เหมือนกัน แต่ทันอธิฐานจิตปลุกเสก) ด้านหลังจะปั้มหมึกแดงตราของวัดรูปพระศรีอริย์ ...

    ประวัติ พระครูโสภณธรรมรัต หลวงปู่ถม ธัมมทีโป

    แม้ท่านจะมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็เป็นที่ล่วงรู้ในหมู่ชาวเมืองละโว้ว่า พระรูปนี้ไม่ธรรมดา ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์เพราะมีดีในตัวเอง แถมมีวัตถุมงคลขลังมากด้วยประสบการณ์

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2455 หลวงปู่ถมได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของกำนันลอย และนางเนย แห่งตระกูลสงวนวงษ์ ซึ่งเป็นชาวบ้านโพธิ์ผีไห้ (ปัจจุบันเป็นต.โพธิ์เก้าต้น) อ.เมือง จ.ลพบุรี

    ในวัยเด็กได้อาศัยหัดเรียนเขียนอ่านกับผู้เป็นบิดา จนถึงปีพ.ศ.2462 ได้ไปพักอาศัยกับสามเณรแถม ที่วัดเชิงท่า ซึ่งขณะนั้นพระครูโวทานสมณคุต (หลวงพ่อรุ่ง พรหมสโร) เจ้าอาวาส ท่านได้เปิดโรงเรียนทำการสอนลูกหลานของชาวบ้านท่าหิน

    ในช่วงนั้นจึงมีโอกาสเรียนหนังสือแบบเรียนเร็ว มูลบทบรรพกิจ รวมทั้งหัดอ่านเขียนหนังสือขอมด้วย และได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัด ตั้งอยู่ที่ตึกวิชาเยนทร์

    ปีพ.ศ.2465 พระครูธรรมรักขิต ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาได้บวชเรียนอยู่ที่วัดสุทัศน์ กทม. ได้รับตัวไปพักอาศัยด้วย เพื่อหวังให้หลานชายได้มีความรู้ภูมิปัญญาเท่าเทียมกับเด็กในกรุง

    การศึกษาในคราวนั้น สำเร็จชั้นประถมศึกษาและวิชาพิเศษที่ได้รับมาก็คือ วิชาช่างไม้

    ช่วงที่พำนักในวัดสุทัศน์นั้น ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังราช(แพ) และพระมหาสนธิ์ (พระศรีสัจจญาณมุนี) โดยได้รับความเมตตาเอ็นดูจากท่านทั้งสองอย่างมาก

    หลังจบการศึกษาที่วัดสุทัศน์ก็กลับมาช่วยครอบครัวทำนา แต่หากมีเวลาเมื่อใด ก็จะเดินทางกลับมากราบสมเด็จพระสังราช(แพ) และพระมหาสนธิ์ (พระศรีสัจจญาณมุนี) อยู่เสมอๆ

    กระทั่งอายุ 20 ปี จึงเข้าอุปสมบทที่วัดโคกหม้อ โดยมีพระครูโวทานสมณคุต (หลวงพ่อรุ่ง) เจ้าอาวาสวัดเชิงท่า-วัดกวิศราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการบุญ วัดโคกหม้อ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เฉย วัดเชิงท่า เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    1785424668372.jpg

    ความตั้งใจของท่านครั้งนั้น จะบวชเพื่อเอาดีทางด้านพระปริยัติและนักธรรม แต่การณ์กลับเป็นว่า ท่านต้องช่วยเหลือหลวงพ่อบุญในการซ่อมบำรุงเสนาสนะของวัดโคกหม้อ โดยอาศัยวิชาช่างไม้ที่ได้มาจากวัดสุทัศน์

    ต่อมาได้มีโอกาสพบกับหลวงพ่อรุ่งพระอุปัชฌาย์ จึงขออนุญาตหลวงพ่อบุญมาจำพรรษาที่วัดเชิงท่าเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยในปีพ.ศ.2497 และสามารถสอบนักธรรมเอกได้ในปีพ.ศ.2481 หลังจากหลวงพ่อรุ่งมรณภาพได้ประมาณหนึ่งปี

    ภายหลังหลวงปู่ถมก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน แต่ท่านปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง โดยเอาใบตราตั้งไปคืนเจ้าคณะจังหวัด โดยยกเหตุผลว่าท่านนั้นมีคุณวุฒิและวัยวุฒิยังน้อยอยู่

    จนถึงสมัยของพระพุทธวรญาณ (ทองย้อย) ท่านได้ขอร้องแกมบังคับให้รับตำแหน่ง ดังนั้น ในปีพ.ศ.2504 เป็นปีที่ท่านไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงปกครองดูแลวัดเชิงท่านตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้

    ด้วยฝีมือในเชิงช่าง และความเป็นพระนักพัฒนาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เมื่อได้เป็นผู้นำแล้ว ท่านก็มุ่งมั่นสร้างสรรค์ความเจริญให้วัดเชิงท่า รวมทั้งสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
    การสร้างพิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ สำหรับใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาของชาวบ้าน เพื่อไว้ให้ลูกหลานชาวเมืองลพบุรีและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้

    อาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งท่านเป็นแกนนำรวมกับคณะสงฆ์และฆราวาสที่มีจิตศรัทธา มีจุดมุ่งมั่นในทางเดียวกัน ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาเริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2540 สำเร็จลงด้วยงบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท

    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคารเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2545

    ทั้งนี้ ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชม โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
    ในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลายรุ่นย่อมจะขาดท่านไปไม่ได้ เพราะต่างเชื่อในความขลังอันเกิดจากพลังจิตของท่าน

    เท่าที่ได้รับการกล่าวขานก็คือ น้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ได้รับมักจะประสบกับความโชคดีมีลาภอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

    ศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ได้รับความเชื่อถือคือ การเจิมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ได้รับการเล่าสืบต่อๆกันมาว่า เมื่อครั้งที่หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี ยังมีชีวิตอยู่ มีผู้ไปขอให้ท่านเจิมรถยนต์ให้

    หลวงพ่อพริ้งได้กล่าวต่อเจ้าของรถว่าตำราของฉันมันชอบลองของนะ

    ปรากฏว่าเป็นตามที่ท่านลั่นวาจาไว้ทุกครั้ง

    เมื่อเสร็จพิธีเจิมรถ เจ้าของนำรถออกนอกวัด มักจะพบประสบการณ์ตามที่หลวงพ่อพริ้งบอกไว้เป็นประจำ

    ภายหลังท่านได้บอกต่อผู้ที่จะนำรถไปให้ท่านเจิมว่าหากไม่ต้องการเจออุบัติเหตุประเภทปลอดภัยโดยตลอด ไปหาพระอาจารย์ถม วัดเชิงท่า ให้ท่านเจิมให้ ฉันรับรอง

    คำพูดของหลวงพ่อพริ้งเหมือนเป็นเครื่องการันตีในสรรพคุณ เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้ผู้นำรถมาให้ท่านเจิมมากขึ้นๆ

    ในส่วนของวัตถุมงคลนั้น ที่โด่งดังมีประสบการณ์ให้กล่าวขานถึงความขลังศักดิ์สิทธิ์ก็คือ เหรียญพระสมเด็จเกศทะลุซุ้ม ปี15,พระกริ่งธรรมรัตน์ พระสมเด็จเนื้อผง ,พระนาคปรก,พระย้อนยุคพระเครื่องเมืองลพบุรี,พระปิดตามหาลาภ พระร่วงโสภณญาณรังษี ประสบการณ์ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านแคล้วคลาด ปกป้องคุ้มครอง เมตตามหานิยมเป็นเอก

    *********************

    ในส่วนของพุทธาคมนั้นเป็นที่แน่นอนว่าหลวงปู่ถมได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อรุ่ง ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อย่างแน่นอนเพราะได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด

    หลวงพ่อรุ่งนับเป็นเกจิอาจารย์เมืองละโว้ที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง เก่งทางด้านการศึกษาและทำตะกรุด มีบารมีทางกระแสจิตแก่กล้ามาก

    ตะกรุดของท่านจะแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดเท่านั้น กล่าวกันว่าเวลาปลุกเสกตะกรุดจะร้อนและแดงเป็นไฟเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ การได้เข้า-ออกวัดสุทัศน์เป็นประจำตั้งแต่สมัยเด็กจนกระทั่งบวชเรียน จึงทำให้ท่านได้วิชาจากสมเด็จพระสังฆราช(แพ) และเจ้าคุณศรีฯ(สนธิ์) มามิใช่น้อย

    ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏคุณวิเศษความเข้มขลังในวัตถุมงคลพระกริ่งที่ท่านได้สืบสานตำรับตำราการสร้างจากผู้เป็นพระอาจารย์ทั้งสอง

    ทั้งนี้นับว่าท่านเป็นศิษย์สายตรงวัดสุทัศน์เพียงหนึ่งเดียวในจังหวัดลพบุรี

    เกจิอาจารย์ดังของลพบุรีอีกองค์ที่ท่านได้รับถ่ายทอดวิทยาคมมาก็คือ หลวงปู่จัน วัดนางหนู เกจิยุคสงครามอินโดจีนที่เชื่อได้ในความคงกระพัน

    รวมทั้งได้รับการจารตะกรุดตามตำรับหลวงปู่ศุข เกสโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาทอีกด้วย

    นี่ย่อมแสดงถึงความเป็นศิษย์มีครูที่น่าสนใจยิ่ง!!!

    แม้จะเป็นศิษย์อาจารย์ดังในอดีตหลายต่อหลายท่าน แต่หลวงปู่ถมไม่เคยโอ้อวดให้ใครได้ยินสักครั้ง และไม่นิยมการโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใดโดยให้เหตุและผลว่า

    จริงอยู่นิ่งๆก็ดัง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

    แต่ไม่ว่าท่านจะดังหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

    เพราะทุกวันนี้หลวงปู่โถมท่านคงมุ่งเน้นทางด้านปฏิบัติและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ต่อญาติโยมในทุกสภาวะโดยไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน

    วัตรปฏิบัติของท่านงดงาม เปี่ยมด้วยความจริงใจ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาข้อมูลอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จปรกโพธิ์เก้าหลวงปู่ถม วัดเชิงท่า ลพบุรี

    องค์นี้หมึกแดงปั๊มด้านหลังจางเลือรไปตามกาลเวลา เนื่องจากความชื้น

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260730_222755.jpg IMG_20260730_222820.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 กรกฎาคม 2026 at 13:55
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,531
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1785422875866.jpg 1785422780065.jpg 1785422783770.jpg
    เหรียญหลวงปู่ทวดอาจารย์นอง วัดทรายขาว รุ่นที่ระลึกครบ 5 รอบ ปี 2538 กะไหล่ทองเสภาพสวย (สร้างในวาระอายุครบ 5 รอบของ ทวีป ทวีพานิชย์ ศิษย์อาจารย์นอง ซึ่งได้เกษียรอายุราชการ ออกพร้อมหนังสือ ประวัติของท่าน )
    พระรุ่นนี้ท่านอาจารย์ให้ความกรุณาเมตตาเป็นผู้ออกค่าใช่จ่ายในการจัดสร้างทั้งสิ้น แล้วยังเป็นผู้ทำพิธีั่งปรกบริกรรมปลุกเสกด้วยตนเองอีกด้วยถึง 2 ครั้ง และเกจิสายใต้
    พิธีพุทธาภิเษกครั้งที่ 1 ณ อุโบสถวัดช้างให้ เสาร์ที่ 3 มิ.ย. 2538 โดยมีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคใต้ 9 รูป นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก
    พิธีปลุกเษกครั้งที่ 2 อาจารย์นอง ปลุกเสกเดี่ยว ในวันที่ 6 มิ.ย.2538 ณ อุโบสถวัดทรายขาว สร้างน้อยหายาก สภาพสวยมากๆ ประสบการณ์สูง แคล้วคลาดเป็นเยี่ยมพระดีราคาเบา น่าบูชาจริงๆครับ รุ่นนี้ประสบการณ์ไม่แพ้รุ่นเก่าๆเลย(อาจารย์นองเกิดวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2462 มรณภาพวันที่ 11 กันยายน 2542 รวมอายุได้ 80 ปี)

    .......ฝ
    พระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต) วัดทรายขาว จ.ปัตตานี

    “เกจิดัง” พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ปัตตานี

    เจ้าตำรับตะกรุดนารายณ์แปลงรูป “กระฉ่อนเมือง”

    พระครูธรรมกิจโกศล หรือ พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต เดิมชื่อ “นอง หน่อทอง“เกิด เมื่อวันเสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2462 ที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โยมบิดาชื่อ นายเรือง หน่อทอง โยมมารดาชื่อ นางทองเพ็ง มีพี่น้อง 3 คน คนแรก คือตัวพระอาจารย์นอง คนที่สองนางทองจันทร์ และคนที่สามนายน่วม พระอาจารย์นองเรียนจบ ป.3 ที่โรงเรียนนาประดู่ ขณะมีอายุ 15 ปี ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวน และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อายุ 19 ปี ที่วัดนาประดู่ มีพระพุทธไสยารักษ์ (นุ่ม) วัดหน้าถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่บวชได้ 1 เดือน ก็ลาสิกขาออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนต่อไประยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาประดู่ โดยมีพระครูวิบูลย์สมณกิจ (ชุ่ม) วัดตุยง เจ้าคณะเมืองหนองจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดำ วัดนางโอ และพระครูภัทรกรโกวิท (แดง)วัดนาประดู่ เป็นพระคู่สวดได้ฉายา “ธมฺมภูโต” อยู่วัดนาประดู่ได้ 12 พรรษา จากนั้นย้ายมาจำพรรษาที่วัดทรายขาว จนได้เป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกโพธิ์ตราบจนมรณภาพ

    สำหรับ พระอาจารย์นองเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เคยร่วมสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านเมื่อปี 2497 จนโด่งดังทั่วสารทิศ และต่อมาพระอาจารย์นองได้สร้างเครื่องรางของขลังที่ดังไปทั่วเมืองไทย คือตะกรุดนารายณ์แปลงรูปและพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านฝังตะกรุด นอกจากนั้นแล้วพระอาจารย์นองยังเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่อง ชมเชยตลอดมา และเป็นพระอยู่ในนิกายมหานิกาย สิริรวมอายุถึงวันมรณภาพได้ 80 ปี 11 เดือน 60 พรรษา

    ความ สัมพันธ์กับอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นทั้งกัลยาณมิตรเป็นศิษย์กับอาจารย์ต่อกัน เกื้อกูล เกื้อหนุนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์ทิม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512

    ทั้ง พระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดประดู่มาด้วยกันเมื่อพระอาจารย์ทิมมาอยู่วัดช้างให้ และพระอาจารย์นองไปอยู่วัดทรายขาว ก็ยังมีความสัมพันธ์ดีงามมาโดยตลอด กิจการใดของวัดช้างให้ ท่านจะเป็นผู้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายพระอาจารย์ทิมทุกอย่าง ที่สำคัญ การสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ถ้าจะกล่าวกันแล้ว ปฐมเหตุจริงๆ ก็มาจากท่านที่เป็นผู้ชักชวนพระอาจารย์ทิมให้สร้างพระหลวงพ่อทวด ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้คร่าวๆ คือ

    ช่วง นั้น ท่านกับพระอาจารย์ทิม ขึ้นมากรุงเทพฯ และไปที่วัดระฆัง เพื่อที่จะไปเช่าบูชาพระสมเด็จของหลวงปู่นาค มาเพื่อให้คนทำบุญจะได้นำเงินไปสร้างโบสถ์วัดช้างให้ พกเงินขึ้นมาประมาณ 3,000 บาท ขณะที่กำลังจะขึ้นไปเช่าพระ ท่านบอกว่า “กูนึกยังไงก็ไม่รู้ สะกิดอาจารย์ทิม บอกว่า ท่านๆ ทำไมเราไม่กลับไปทำพระของเราเองล่ะ” “พระอะไร…?” พระอาจารย์ทิมถาม “ก็พระหลวงพ่อทวดไง” พระอาจารย์ทิมบอก “เออ…!! นั่นน่ะสิ” ทั้งสองท่านจึงได้เช่าบูชาพระสมเด็จหลวงปู่นาคม เพียงเล็กน้อยและพากันกลับปัตตานี

    ปฐม เหตุตรงจุดนี้ คือกำเนิดของสุดยอดพระเครื่องเมืองใต้ หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 อันเป็นอมตะตลอดกาล ส่วนคุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั้น เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเหลือให้การจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อทวดที่บันดาลชักนำ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ คหบดีชาวปัตตานีให้มาเป็นกำลังสำคัญ
    พระอาจารย์นอง ธัมมภูโต วัดทรายขาว

    การ จัดสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ท่านจึงมีส่วนอย่างมากในทุกๆ ขั้นตอนการจัดสร้าง ฉะนั้น…ท่านจะรู้พิธีกรรม และเรื่องว่านดีที่สุด เมื่อท่านมาสร้างพระหลวงพ่อทวด ขึ้นเองจึงมีความขลังแ ละศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด

    เหตุการณ์ที่บ่งให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจและกินใจมาก ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า

    ก่อน ที่อาจารย์ทิมจะไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ท่านมาหาเราที่วัด สั่งเสียไว้หลายเรื่องฝากให้เราช่วยดูแลวัดช้างให้ ท่านหยิบขันน้ำมนต์ขึ้นมา ท่านจับประคองอยู่ด้านหนึ่งให้เราจับอีกด้านหนึ่ง แล้วท่านพูดว่า “ตั้งแต่คบกันมา คุณไม่เคยทำให้ผมเสียใจเลย คนอื่นยังมีตรงบ้าง คดบ้าง “เรา” ขออธิษฐาน บุญใดที่เคยทำร่วมกันมา และยังไม่เคยทำร่วมกันมาก็ดี ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ ขออธิษฐาน เกลี่ยบุญให้เท่ากัน เพื่อจะได้เกิดทันกันทุกๆ ชาติไปจนถึงชาติสุดท้าย”

    จาก นั้นพระอาจารย์ทิมก็เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ และก็มรณภาพที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 คำอธิษฐานนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตวาจาอย่างแท้จริง ได้ความรู้สึกถึงความผูกพันที่ท่านทั้งสองมีต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด ได้ร่วมสร้างตำนานอันมหัศจรรย์ ของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ พระอาจาร์ทิม ถ้านับจาก พ.ศ.2497-2512 ก็เพียง 15 ปี แต่พระอาจารย์นองท่านใช้เวลาถึง 45 ปี (2497-2542)

    ปัจจุบัน หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดดังไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ก็มีผู้คนนับถือไม่น้อยเช่นกัน

    เรื่อง ความสัมพันธ์กับพระอาจารย์ทิมนั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ “ดีนอก” คือมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริม แต่เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็คือ “ดีใน” นั่นเอง หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของพระอาจารย์นอง สองสิ่งต้องคู่กันจึงจะสมบูรณ์ เมื่อดีก็ต้องดีทั้งนอก ดีทั้งใน

    พระ อาจารย์นอง ท่านยึดถือมาตลอดในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่เลือกว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ยากดีมีจน ท่านจะเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสร้างโรงพยาบาลซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา สร้างถนนหนทาง บริจาคทรัพย์ให้กับสาธารณกุศลอยู่เป็นประจำ ช่วยสร้างอุโบสถวัดต่างๆ แม้กระทั่งบริจาคเงินให้กับชาวอิสลามที่อยู่แถบ วัดทรายขาว ตลอดจนช่วยเหลือสงเคราะห์เรื่องต่างๆ จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอิสลามเป็นจำนวนมาก

    ใน เรื่องของการบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การแพทย์นั้น ท่านบอกว่า สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้มากประโยชน์เกิดขึ้นทันที ด้วยการที่ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งท่านจึงเห็นคุณประโยชน์ของ อุปกรณ์การแพทย์ บางครั้งเวลาท่านอารมณ์ดีท่านจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ท่านเคยพูดว่า

    “ตอน กูไปอยู่โรงพยาบาล กูก็เตรียมเงินสดไปด้วยตลอด แล้วถามหมอว่า ขาดอะไรบ้าง หมอบอกว่า ขาดไอ้นั่น ไอ้นี่ กูควักเงินสดให้ไปซื้อเลย ครั้งหลังๆ นี่ พอกูไปนอนโรงพยาบาล ตื่นขึ้นมามองซ้าย มองขวา มีชื่อ พระครูธรรมกิจโกศล ติดเต็มไปหมด” ท่านพูดเสร็จก็หัวเราะร่วนชอบใจใหญ่

    ท่าน เคยพูดให้ฟังเสมอว่า “คนที่เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา หากไม่เกิดวิสัยแล้ว เราช่วยได้ก็จะช่วย บางคนมาไม่มีเงิน ค่ารถ ค่ากิน เราก็ให้ไปเรื่องบุญ เรื่องทาน ใครทำใครก็ได้ไป บุญยิ่งทำก็ยิ่งได้บุญ ทานยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากยิ่งๆ ขึ้นเป็นการสั่งสมบารมีลดกิเลสลงไป”

    จริง ดั่งท่านว่า “ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งให้ก็ยิ่งมา” ธรรมะข้อนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับสังคมยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะสังคมเราทุกวันนี้ มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ถ้าคนเรารู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าพอ รู้จักเสียสละ เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เรื่องทานบารมีเป็นธรรมะที่พระอาจารย์นอง ยึดปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอดชีวิตของท่าน ถือว่าเป็นคุณความดีในตัวท่านเอง แต่สามารถสร้างคุณานุประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมหาศาลท่านจึงเป็นที่รักเคารพ ของมหาชน

    พระ อาจารย์นองท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วยความเรียบง่าย กิน (ฉัน) ง่ายอยู่ง่ายไม่พิถีพิถัน วางเฉยในเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีความทะยานอยาก ท่านพัฒนาวัดทรายขาว จนมีความเจริญรุดหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ท่านสร้างวัดทรายขาว ให้งามสง่ากว่าวัดใดๆ ใน จ.ปัตตานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นำไปสร้างทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่มาจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดทั้งสิ้น ท่านมิได้แตะต้องเงินทำบุญที่มีผู้บริจาคให้วัดแต่อย่างใด ปรากฏว่าหลังจากท่านมรณภาพ คณะกรรมการได้เคลียร์บัญชีทรัพย์สินในบัญชีต่างๆ เหลือเงินสดถึงกว่าสามสิบล้านบาท ทุกบัญชีท่านแยกแยะไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร หนี้สินใครบ้าง ท่านมีบัญชีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักบริหารงานที่มีการจัดการที่ดีเยี่ยม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เลี่ยมพร้อมแขวนบูชาครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260730_214347.jpg IMG_20260730_214409.jpg

    IMG_20260730_214347.jpg IMG_20260730_214409.jpg
     
  16. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,809
    ค่าพลัง:
    +8,059
    ขอจองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...