เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 5 สิงหาคม 2026 at 10:36.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,789
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,199
    ค่าพลัง:
    +26,981
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,789
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,199
    ค่าพลัง:
    +26,981
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อครู่นี้ เรื่องของการสวดมนต์หรือว่าขึ้นบทขัดก็ตาม ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า การสวดมนต์นั้นไม่ใช่การ "โชว์ออฟ" แต่เป็นการช่วยกันรักษาไว้ซึ่งธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกระทั่งแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย ก็แปลว่าถ้าวางกำลังใจผิด อานิสงส์ที่พึงจะได้ก็ลดน้อยถอยลง แทบจะอยู่ในลักษณะ "ทำบุญสูญเปล่า..!"

    การสวดมนต์นั้นส่วนสำคัญที่สุดก็คือช่วยกันรักษาธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้ด้วยการสาธยาย เพื่อให้กำหนดจดจำไว้ให้แม่นยำ ถึงเวลาถ่ายทอดต่อก็จะได้ไม่ผิดเพี้ยน นอกนั้นผลพิเศษที่จะมีขึ้นก็อยู่กับพวกเราเองว่าทำได้แค่ไหน

    อย่างเบาที่สุดก็สามารถที่จะ
    ทรงสมาธิเบื้องต้นได้ เนื่องเพราะว่าถ้าขาดสมาธิ เราก็จะสวดผิด

    ระดับกลาง ๆ ก็คือ
    ใช้คำสวดทุกคำเป็นคำภาวนา ยิ่งสวดมนต์ยาวเท่าไร เราก็ภาวนาได้นานเท่านั้น ก็แปลว่าต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกควบคู่ไปด้วย ยกเว้นบุคคลที่มีความคล่องตัวแล้ว สามารถเข้าสู่สมาธิระดับสูงได้โดยฉับพลัน ถ้าลักษณะอย่างนั้น เราจะเข้าจะออกสมาธิเมื่อไรก็ได้อยู่ตลอดเวลา

    ถ้าจะเอาให้ดีกว่านั้นก็คือ
    สร้างทิพจักขุญาณจากการสวดมนต์ไหว้พระของเรา ดังที่ได้บอกไปหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า ให้เรานึกถึงคำสวดมนต์ขึ้นมาเป็นคำ ๆ อยู่ตรงหน้าของเรา ถ้าสามารถเห็นได้ชัดเจนเท่าไร เราก็เห็นผีเห็นเทวดาได้ชัดเจนเท่านั้น..!

    ส่วนสำคัญกว่านั้นก็คือ
    ถ้าสามารถแปลเนื้อหาได้ ก็น้อมจิตปฏิบัติตามไป ถ้าทุกท่านศึกษาในพระไตรปิฎก จะเห็นว่าการบรรลุธรรมนั้น เกิดจากการฟังธรรมบ้าง เกิดจากการสาธยายธรรมบ้าง เกิดจากการพิจารณาเนื้อความในธรรมนั้นบ้าง ก็แปลว่าถ้าเราทำได้ระดับใดระดับหนึ่ง โอกาสที่เราจะเข้าถึงมรรคถึงผลจากการสวดมนต์ก็มีได้ทันที..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,789
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,199
    ค่าพลัง:
    +26,981
    ไม่ใช่ว่าเอาพวกเรามาทรมานอย่างน้อยวันละ ๓ รอบ หากแต่เป็นการฝึกฝนขัดเกลาตัวเอง ให้มีความชำนาญ ให้มีความคล่องตัวในการสวดสาธยาย และสร้างสมาธิในระดับต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งเกิดปัญญา แล้วสามารถน้อมนำเอาหลักธรรมนั้นมาสู่ใจ ก็คือปฏิบัติได้จริง เราก็จะเป็นผู้ที่ได้โอกาสบรรลุธรรมจากการสวดสาธยายมนต์ ที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยจะเห็นคุณค่ากันแล้ว

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราท่านที่เป็นนักบวชจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและเข้าถึงให้ได้ก่อน เมื่อถึงเวลานำไปเผยแผ่สั่งสอนผู้คน จะได้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า วิธีการเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ซังกะตายสวดไปวัน ๆ ไม่ใช่เห็นมีญาติโยมมาก กูก็ตั้งใจโชว์เสียเต็มที่ พอคนน้อยหน่อยกูก็เฉา..! ถ้าวางกำลังใจผิดในแบบนั้น แทนที่จะได้อานิสงส์ก็กลายเป็นสร้าง รัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมา บั่นทอนคุณงามความดีของตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือทำให้บุญที่ควรจะได้ลดน้อยถอยลงไปอีก..!

    ถ้าหากว่าใครที่อยู่ทันหลวงพ่อไพบูลย์ - พระเดชพระคุณพระธรรมคุณาภรณ์ (ไพบูลย์ กตปุญฺโญ ป.ธ. ๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ก็จะได้ยินบ่อย ๆ ท่านบอกว่า "บวชมาแล้วไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ทำวัตรสวดมนต์ ท่องบ่นภาวนา ศึกษาเล่าเรียน พากเพียรปฏิบัติ ทำได้แค่นี้ผู้คนก็เลื่อมใสมากแล้ว" แต่เราจะเห็นว่าสิ่งที่ท่านว่ามาทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่ก็คือหลักที่พระเราจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และในขณะเดียวกัน ถ้าสามารถปฏิบัติจนเกิดผล ก็จะสร้างความเคารพเลื่อมใสจากญาติโยมได้มาก

    การสวดมนต์ไหว้พระจึงเป็นหน้าที่ หลายท่านใช้คำว่า "เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า" ในเมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะวัดเราเฝ้าวันละ ๓ เวลา ก็แปลว่าต้อง สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ ให้ดี ไม่ใช่สวดมนต์ไปก็ฟุ้งซ่านไป ทำวัตรไปก็ปล่อยให้ รัก โลภ โกรธ หลง ครอบงำจิตใจไปด้วย..!

    ถ้าลักษณะนั้น ต้องรู้จักอับอายขายหน้าพระพุทธเจ้าหรือว่าครูบาอาจารย์บ้าง โดยเฉพาะถ้าเราตั้งเป้าว่าบวชมาเพื่อความหลุดพ้น ก็ต้องกระทำทุกอย่าง เพื่อเป็นการลด ละ เลิก รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าจากการปฏิบัติธรรม กลายเป็นปฏิบัติในอกุศลกรรม..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,789
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,199
    ค่าพลัง:
    +26,981
    สมัยก่อนกระผม/อาตมภาพมีโอกาสได้กราบหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านบอกว่า "ปฏิบัติให้เป็นธัมโม อย่าปฏิบัติให้เป็นธรรมเมา" เพราะฉะนั้น..สิ่งที่พวกเราทำอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วเป็นธรรมเมา ก็คือทำแล้วก็แบก รัก โลภ โกรธ หลง ไปด้วย ต้องยิ่งทำ ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งขัดเกลาตนเองให้ รัก โลภ โกรธ หลง เหลือน้อย ไม่ใช่ยิ่งบวชนาน ยิ่งพรรษามาก ก็กิเลสมากขึ้น ถ้าลักษณะอย่างนั้น เท่ากับว่าเราสั่งสอนตัวเองยังไม่ได้เลย แล้วจะไปสั่งสอนคนอื่นเขาได้อย่างไร ?!

    ในเรื่องของการรักษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่รักษาอย่างเดียว เราต้องพร้อมที่จะถ่ายทอดต่อด้วย จึงจะเรียกว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น..ในเบื้องแรกเลยก็คือ ทำอย่างไรที่ตนเองจะได้ประโยชน์จากหลักธรรมเหล่านั้นก่อน ไม่ใช่เหมือนอย่างที่โบราณเขาเปรียบว่า "เป็นทัพพีคาหม้อแกง" อยู่ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ารสชาติของแกงนั้นเป็นอย่างไร ? ก็คือสวดคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ทุกวัน แต่ไม่เข้าใจ ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้รู้รสพระธรรมนั้นเลย

    หรือที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่า "เหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโค" ก็คือคนรับจ้างเลี้ยงวัว "ย่อมไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสปัญจโครส" คือรสชาติ ๕ ประการที่ได้จากวัว ก็คือ เนยใส เนยข้น นมสด นมส้ม และน้ำมันเปรียง กลายเป็นว่าทุกวันนี้แทนที่เราจะเลี้ยงวัวแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ ก็กลายเป็นว่าพวกเราเป็นแค่ผู้รับจ้างเลี้ยงวัวเท่านั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะประโยชน์เหล่านั้นจะตกอยู่กับเจ้าของวัวทั้งหมด..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องตระหนักและวางกำลังใจเสียให้ถูก ไม่ใช่สวดมนต์ทำวัตรแล้วแบกกิเลสไปด้วย หากแต่ว่าต้องพยายามขัดเกลากิเลส ก็แปลว่ากิจกรรมกิจการงานทุกอย่างที่เราทำ จะต้องเป็นไปเพื่อการลด ละ แล้วก็เลิกกิเลสต่าง ๆ ลงให้ได้ ไม่ใช่
    ยิ่งอยู่ก็ยิ่งกิเลสมาก ยิ่งอยู่ก็สะสมความชั่วมาก ถ้าลักษณะอย่างนั้น เราจะกลายเป็นสนิมที่กัดกินเหล็ก ก็คือกลายเป็นบุคคลที่ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง..!

    โดยเฉพาะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประมาณว่ากูบวชมานานจนป่านนี้ สวดมนต์ทำวัตรมาจนนับไม่ถ้วน ยังไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วเราก็ดันไปสอนลูกศิษย์แบบนี้ต่ออีก ก็จะอยู่ในลักษณะ "แม่ปูสอนลูกปู" ก็คือผิดพลาดไปจากทางที่ถูกต้อง แล้วท้ายที่สุดก็จะไม่เหลือคุณงามความดีอะไรไว้ในศาสนาของเรา กลายเป็นบุคคลที่ทำลายศาสนาทั้ง ๆ ที่บวชเข้ามาเหมือนกับจะรักษาศาสนาไว้เอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...