เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 26 สิงหาคม 2026 at 19:43.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,943
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,224
    ค่าพลัง:
    +26,998
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,943
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,224
    ค่าพลัง:
    +26,998
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อตื่นขึ้นมา อาการมาลาเรียกำเริบลดน้อยถอยลงไป รู้สึกเหมือนเก็บชีวิตคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าหากว่าเราเป็นอยู่ แล้วรู้จักพิจารณาเห็นทุกข์และปล่อยวางได้ ก็จะรู้สึกว่าเป็นของที่มีค่าอย่างยิ่ง

    ญาติโยมบางท่านถามกระผม/อาตมภาพว่า "เวลามาลาเรียกำเริบ เจ็บมากแค่ไหน ?" ก็เปรียบให้ฟังว่า "เหมือนกับกระดูกทุกท่อนหักเป็นชิ้น ๆ ไม่ว่าชิ้นไหนจะอยู่ตรงจุดไหนก็รู้สึกไปหมด เพราะว่าอักเสบไปเสียทุกข้อ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี" โยมก็งง ๆ ถามว่า "ดีตรงไหน ?" ได้แต่บอกโยมไปว่า "ตราบใดที่ยังเจ็บ แปลว่าเรายังไม่ตาย..!" ทำเอาญาติโยมตีหน้าพิกลบอกไม่ถูกไปเหมือนกัน..!

    เมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้ว ก็ได้ฉันยาและนอนภาวนาไปพักใหญ่ จนกระทั่งรู้สึกว่าร่างกายพอมีกำลัง ก็ออกเดินทางไปยังวัดดักคะนน หมู่ที่ ๓ ตำบลธรรมามูล อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งวัดนี้ ในสมัยที่กระผม/อาตมภาพยังอยู่ที่วัดจันทาราม (ท่าซุง) นั้น วัดนี้มีครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคือ "หลวงปู่ผล" (พระครูธรรมจักรชโยดม) ที่เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังอีกท่านหนึ่ง

    สมัยนั้นญาติโยมทั้งหลายถ้าหากวิ่งเข้าชัยนาท ก็จะแวะวัดดักคะนน ก่อนที่จะขึ้นไปกราบหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูล จากนั้นก็ตรงไปยังมโนรมย์ ข้ามน้ำไปกราบ "หลวงพ่อฤๅษีฯ" วัดท่าซุง พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเข้าชัยนาทแล้วเลี้ยวขวาตรงสี่แยกไฟแดงกลางเมือง ก็จะต้องผ่านสามวัด ก็คือวัดธรรมามูล วัดดักคะนน และวัดท่าซุง ซึ่งในสมัยนั้น ต้องบอกว่าเป็นแหล่งแสวงบุญเลื่องลือของพื้นที่เลยทีเดียว

    เมื่อมาถึง บรรดาญาติโยมทั้งหลายยังจัดเตรียมบรรดางานนิทรรศการต่าง ๆ ยังไม่เสร็จ แต่ว่าฝ่ายต้อนรับก็รีบมาทักทายเสียก่อน โดยเฉพาะเจ้าถิ่นอย่าง "พระมหาฐิติวัชร์" (พระครูวิธานสุตาภิรม, ดร.) เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันมานาน และ "หลวงพ่อพระครูอุดมชัยสิทธิ์" เจ้าคณะอำเภอเมืองชัยนาท เจ้าอาวาสวัดดักคะนน แถมยังควบอีกตำแหน่งหนึ่งก็คือเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดชัยนาทอีกด้วย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,943
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,224
    ค่าพลัง:
    +26,998
    กระผม/อาตมภาพขยับอยู่หลายรอบกว่าจะได้ที่จอดรถตรงกับความต้องการของตนเอง เนื่องเพราะว่าเขาจัดนิทรรศการเสียจนสถานที่จอดรถคับแคบไปโดยถนัดใจ ท่านที่มาถึงก่อนก็ซุกเข้าไปใต้ต้นไม้ก่อน ท่านที่มาถึงทีหลัง ขืนซุกตามไป ก็มีหวังได้อุดประตูไม่ให้คันที่เข้าก่อนได้ออกอย่างแน่นอน จึงจำเป็นจะต้องหามุมที่เราออกให้ได้สะดวกสบายที่สุด

    ครั้นใกล้เวลาเพล กระผม/อาตมภาพก็ไปรอฉันเพลอยู่ที่ใต้ศาลาใหญ่หน้าประตู กำลังตักข้าวอยู่เพลิน ๆ ฝ่ามือหนัก ๆ ก็ตบป้าบลงมาบนไหล่ ถามว่า "หลวงพ่อเล็กมาตั้งแต่เมื่อไร ?" หันกลับมาก็เจอ "หลวงพ่อช้าง" - พระราชวชิรกิจจาทร (ยุวชน เขมปญฺโญ ป.ธ.๖) เจ้าคณะจังหวัดชัยนาท เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ วรวิหาร ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันมานาน ทักทายกันด้วยความยินดี

    ท่านบอกว่าให้ไปนั่งฉันโต๊ะเดียวกัน กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ขอตัวครับ ผมเป็นคนฉันเร็ว เดี๋ยวจะทำให้พระเถระท่านอึดอัดใจเสียเปล่า ๆ" แต่กระนั้นก็ตาม ท้ายสุดก็มีผู้มานั่งร่วมโต๊ะกับกระผม/อาตมภาพหลายรูปอยู่ดี

    เมื่ออิ่มหนำสำราญกันเสร็จเรียบร้อย ก็ไปนั่งรออยู่ในอุโบสถ จน "พระเดชพระคุณหลวงพ่อโพไซดอน" - พระเดชพระคุณพระเทพสมุทรวัชราจารย์ (จรัล สิริธมฺโม) ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ หนกลาง มาถึง ท่านรีรออยู่พักหนึ่ง จน "พระเดชพระคุณพระธรรมวชิรสุนทร" (ประเทือง อาภาธโร ป.ธ. ๔) ประธานคณะกรรมการบริหารกลาง โครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ มาแล้ว จึงได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วนำสวดมนต์

    เมื่อถ่ายรูปหมู่รวมกันแล้ว ก็มีการลงไปยังมณฑปบูรพาจารย์ ซึ่งมีรูปอดีตเจ้าอาวาสอย่างเช่น หลวงปู่อยู่ หลวงปู่ผล หลวงพ่อทองสุข เป็นต้น เมื่อกราบสักการะอดีตเจ้าอาวาสแล้ว ก็ได้มาดูนิทรรศการต่าง ๆ ซึ่งตรงด้านนี้มีเด็กนักเรียนมา สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรอยู่ด้วย

    กระผม/อาตมภาพเองเดินตาม "หลวงพ่อโพไซดอน" อยู่ "มหาวิเชียร" (พระมหาวิเชียร ชาตวชิโร ป.ธ.๙) เลขานุการคณะอนุกรรมการ บอกว่า "หลวงพ่อเล็กแจกรางวัลนำไปเลยครับ เดี๋ยวท่านประธานจะตามหลัง" กระผม/อาตมภาพจึงควักกระเป๋าให้เด็กนักเรียนไปคนละ ๕๐๐ บาท เจอไป ๑๐ คน โดนไป ๕,๐๐๐ บาทถ้วน..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,943
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,224
    ค่าพลัง:
    +26,998
    ส่วนซองที่ทางคณะกรรมการจัดเอาไว้นั้น กระผม/อาตมภาพทราบดีว่ามีแค่ร้อยเดียว ยกเว้นว่าเด็กนักเรียนน้อยก็อาจจะมีการใส่เพิ่ม แต่ว่าโดยมาตรฐาน ๑๐๐ บาทนั้น กำลังใจของกระผม/อาตมภาพรู้สึกว่าน้อยจนเกินไป

    พวกเราเดินชมนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกับพูดคุยกับญาติโยมอย่างสนิทสนม โดยเฉพาะญาติโยมแถวนี้มีการผลิตน้ำพริกพันปี เป็นต้น เมื่อสอบถามดู นึกว่าสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่ไหนได้..กลายเป็นอายุคนทำรวมกันแล้วได้พันปีต่างหาก..!

    เมื่อไปถึงจุดสุดท้าย ก็คือโรงเรียนบ้านดักคะนนแล้ว พวกเราก็มาชมขบวนกลองยาวบ้านดักคะนน ต่อด้วยโขนจิ๋ว ซึ่งคณะครูนำนักเรียนมาแสดงโขนตอน "ศึกกุมภกรรณ" กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วก็ถามหาครูผู้ควบคุมการแสดง ผู้ใหญ่บ้านจึงนำไปหา ปรากฏว่าคุณครูยืนลุ้นนักเรียนอยู่ในซอกรถสองคัน จึงได้เรียกคุณครูมาชี้ให้ดู

    บอกว่า "คุณครู..ต่อไประมัดระวังนิดหนึ่ง เป็นคุณครูไม่รู้ไม่ได้ เพราะว่าคนที่รู้จริงเขามี กุมภกรรณนั้นเป็นน้องของทศกัณฐ์ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ หรือไม่ก็เป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ดังนั้น กุมภกรรณจึงต้องเป็นยักษ์สวมมงกุฎ ไม่ใช่ยักษ์หัวโล้นซึ่งเป็นเสนายักษ์แบบนี้ แล้วการที่กุมภกรรณติดพวงดอกไม้ทางด้านหูซ้ายนั้นเป็นการติดผิด โบราณเรานิยมง่าย ๆ ว่าผู้หญิงซ้าย ผู้ชายขวา กุมภกรรณเป็นผู้ชาย แปลว่าต้องติดพวงดอกไม้ทางด้านขวามือ"

    ส่วนทางด้านของพระราม พระลักษณ์นั้น ส่วนที่สร้างความขบขันให้แก่บรรดากรรมการก็คือ พระรามนั้นตัวเล็กกว่า ส่วนพระลักษณ์ตัวใหญ่กว่า ถ้าตามเนื้อหาแล้ว พระรามเป็นพี่ ควรที่ต้องตัวใหญ่กว่า

    กระผม/อาตมภาพชี้ให้ดูว่า "คุณครู..ไม่ใช่เห็นว่ามีหัวโขนก็สักแต่ว่าให้เด็กใส่มา สุครีพนั้นครองเมืองหลังพาลี ดังนั้น..ต่อให้เป็นลิงมีกายสีแดง ก็ต้องสวมมงกุฎเจ้าเมือง ส่วนพาลีนั้นมาร่วมอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะว่าก่อนที่สุครีพจะขึ้นครองเมืองนั้น พาลีได้เสียชีวิตไปแล้ว"

    คุณครูบอกว่า "ต่อไปหนูจะระมัดระวังและนำไปปรับปรุงแก้ไข" กระผม/อาตมภาพจึงได้บอกขอโทษคุณครูด้วย บอกว่า "อาตมภาพนั้น ทำหน้าที่ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ มา ๔ สมัย ๑๐ ปี เข้าไปแล้ว เรื่องพวกนี้จึงค่อนข้างจะรู้มากอยู่สักหน่อย" คุณครูก็บอกว่า "ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่หลวงพ่อเมตตาบอกกล่าว จะได้นำไปปรับปรุงกันทีหลัง"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,943
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,224
    ค่าพลัง:
    +26,998
    เมื่อเสร็จจากการชมโขนจิ๋วและแจกรางวัลแล้ว ทางด้านเจ้าภาพก็นำทุกคนขึ้นสู่ศาลาตรวจการประเมิน ทำพิธีไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงเวลาวิพากษ์แลกเปลี่ยนความรู้ กระผม/อาตมภาพบอกว่า "สถานที่นี้นั้นถึงพร้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะแม้ว่าไม่ใช่สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด แต่ว่ามีการปฏิบัติธรรมทุกวันพระ ก็แปลว่าปีหนึ่งมีประมาณ ๕๒ ครั้งทีเดียว..!

    ดังนั้น..รบกวนทางด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท ช่วยส่งนักวิชาการทำเอกสารข้อมูลให้หลวงพ่อท่านหน่อย หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะอำเภอ เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ท่านคงไม่มีเวลาทำ ช่วยทำเอกสารขอให้ท่านเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ด้วย"

    อีกส่วนหนึ่งก็คือขอฝากไว้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านวัฒนธรรมจังหวัด เนื่องเพราะว่า ปัจจุบันนี้ญาติโยมนิยมคำว่า "สายมู" เป็นอย่างยิ่ง จังหวัดชัยนาทของเรามีวัดวาอารามที่เหมาะจะไปไหว้พระ เสริมบารมี และทำบุญ จึงเป็นเรื่องที่ควรจะจัดเส้นทางในการไหว้พระ อย่างเช่นว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดบ้านแค (หลวงพ่อกวย) วัดท่าสมอ วัดเทพหิรัณย์ วัดธรรมามูล วัดดักคะนน วัดทรงเสวย เหล่านี้เป็นต้น จัดเป็นการไหว้พระเสริมบารมี ๙ วัด หรือชื่ออะไรเท่ ๆ ก็ได้

    เมื่อทางราชการเราโปรโมทเป็นงานท่องเที่ยวประจำจังหวัด หรือว่าเป็นแหล่งแสวงบุญประจำจังหวัด เราก็จะได้นักท่องเที่ยวจากที่อื่น ไม่ใช่แค่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีความเคารพในบรรดาหลวงปู่ หลวงพ่อ เจ้าอาวาส และอดีตเจ้าอาวาสอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะทำให้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้กลายเป็นตัวเงิน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน เท่ากับว่านำในเรื่องของทาน ของศีล ของภาวนา มาแปรเป็นตัวเงินให้ญาติโยมทั้งหลายได้อยู่ดีกินดี เหล่านี้เป็นต้น

    เมื่อเสร็จจากการวิพากษ์ เจ้าถิ่นก็คือท่านนายอำเภอเมืองชัยนาท ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ แล้วก็ถวายของที่ระลึก คือ "ส้มโอขาวแตงกวา" ชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดชัยนาท ให้กับกรรมการทุกท่าน ท่านละเท่าทุน ก็คือ ๒ ผล แล้วถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน จากนั้นพวกกระผม/อาตมภาพต้องวิ่งไปยังวัดทุ่งสามแท่ง อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เนื่องเพราะว่าทางวัดนั้นนิมนต์คณะกรรมการให้ไปลงเรือชมสัตว์ป่าในเขื่อนทับเสลา จึงจำเป็นที่จะต้องบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...