เรื่องเด่น ปกิณกธรรม เรื่องในพม่า

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 12 กันยายน 2026 at 08:27.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010

    ปกิณกธรรม เรื่องในพม่า

    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์
    สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    (จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร)
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    ณ วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    ผู้มีสติตั้งมั่น ย่อมระลึกถึงเรื่องที่ผ่านไปนานแล้วได้ เมื่อวานเราเล่าเรื่องพม่าไป วันนี้มาว่าต่อ

    แนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระพม่าค่อนข้างต่างจากเรามาก ถ้าไม่เคยชิน อันดับแรกก็บ้าเลยครับ ถ้าเราไป เราจะเห็นพระพม่าเดินถือร่ม จูงมือผู้หญิง หรือไม่ก็โอบไหล่กันไปเลย คือด้วยความที่พระพม่า ต้องบอกว่า..มีความเป็นใหญ่ และได้รับการสนับสนุนจากญาติโยมมากเป็นพิเศษ

    วิธีสังเกตง่าย ๆ ครับ เข้าไปในวัดพม่าที่ไหนก็ตาม จะเห็นว่าตู้บริจาคเงินแน่นตู้ไปหมด เมื่อวานผมกล่าวไปแล้วว่า คนพม่าทำบุญ รายที่ทำหนัก ๆ มี ๑๐ บาท ทำไป ๙ บาท..!

    แต่ส่วนที่น่าชื่นชมของเขาก็คือ พม่าสร้างศาสนสถานไว้ที่ไหนก็ตาม ไม่ได้ทิ้งว่างเฉย ๆ ครับ เขาใช้งานคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะในส่วนของเจดีย์ พม่าไม่นิยมสร้างพระ แต่นิยมสร้างเจดีย์ "เจติยะ" แปลว่าเครื่องยังให้เกิดความระลึกถึง มาเป็นไทยว่า "เจดีย์"

    แล้วคนพม่าเป็นโรคจิตครับ ก็คือเขาว่าสร้างลำบากเท่าไรได้บุญมากเท่านั้น เพราะฉะนั้น..มียอดเขาอยู่ตรงไหน กูตะกายขึ้นไปสร้างเจดีย์ทันที แม้กระทั่งที่วัดท่าขนุน ท่านก็จะเห็นนะครับ เจดีย์แบบพม่า แล้วสร้างแล้วไม่ได้สร้างทิ้งนะครับ มีคนขึ้นไปดูแล ทำความสะอาด ถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาทุกวัน เห็นแล้วน่าชื่นชมครับ

    แต่ได้กล่าวถึงการปฏิบัติของเขาว่าต่างจากเรามาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะสำนวนที่เขาพูด หรือว่าแนวทางการปฏิบัติเขาเป็นแบบนั้นจริง ๆ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    ผมขึ้นรถจากเมืองพะยาจี จะไปเมืองไจ๊โท ก็คือออกจากหงสาวดี จะไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ไปกับเพื่อนพม่า ๒ รูป เห็นรถสองแถววิ่งมาก็โบก เพื่อนพระพม่าบอก "อาจารย์ครับ ข้างหน้าไม่ว่างครับ" จึงบอกว่า "ไม่ต้องเอาสบายหรอก เอาสะดวก นั่งข้างหลังก็ได้"

    ใหม่ ๆ เวลาผมไป เอ๊ะ..ทำไมพระเณรพม่า ขึ้นหลังคารถสองแถวกันเต็มไปหมด แทนที่จะนั่งข้างใน ดันตะกายไปอยู่บนหลังคา ? ปรากฏว่าพอสองแถวจอด ผมขึ้นไป เอ้า..ยังพอมีที่นั่งอยู่ก็นั่ง พอรถวิ่งต่อไป ป้ายแรกไม่มีปัญหา จอดป้ายที่ ๒ มีปัญหาแล้วครับ ที่นั่งหมด คนขึ้นมาเป็นผู้หญิง ๓ คน เขามองซ้ายมองขวา ไม่มีที่นั่งแล้ว เขานั่งบนตักผมเลยครับ..! ผมเองก็ตกใจ ไม่เคยเจอ ขยับหนีพรวด เขามองตาเขียวปั๊ด ประมาณว่า "แค่นี้ก็อาศัยไม่ได้หรืออย่างไร ?"

    แล้วพอเจออีก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ถึงได้รู้ว่า เรื่องพวกนี้คนพม่าเขาไม่ถือครับ แล้วผมก็เลิกแปลกใจว่าทำไมพระเณรพม่ามันตะกายขึ้นไปอยู่บนหลังคา ? เจอไป ๒ ครั้ง ผมก็เผ่นขึ้นไปบนหลังคาเหมือนกัน ถ้าให้ผู้หญิงนั่งตัก เราพยายามพองหนอ ยุบหนอ แต่ไม่ค่อยจะยุบเลยสิครับ..!

    แล้วพอเห็นพระพม่ายืนโอบไหล่ผู้หญิง ถือร่มไปด้วยกัน เดินจูงมือผู้หญิง กางร่มไปด้วยกัน ผมถามว่า "ไม่อาบัติหรือนั่น ?" เขาบอกว่า "ท่านต้องวางกำลังใจให้ถูก ไอ้ที่ทำเป็นอดีตไปแล้ว" เอ้า..อย่างนี้ก็ได้หรือวะ ? คือเขาบอกว่า "ถ้าตามหลักอภิธรรม สิ่งที่ทำทุกอย่าง ทำตอนนี้ วินาทีต่อไปก็เป็นอดีตแล้ว อย่าไปคิดมากให้ฟุ้งซ่าน" ผมว่าหลักการนี้ก็ดีนะครับ แต่มึงมั่นใจหรือว่ามึงไม่ฟุ้งซ่านเลย..กูนี่ฟุ้งแทน..! เพราะแต่ละคนผิวพม่า นัยน์ตาแขก สาวพม่าเขาให้ชุดรัดรูปครับ แม่ให้มาเท่าไรนี่เห็นหมดเลย จะเป็นชุดรัดรูปแบบเสื้อแขนยาว แล้วก็นุ่งผ้าถุง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    ปรากฏว่าพออยู่ไปไม่นาน มีโยมชาวพม่าเอาลูกสาวมาถวายผม ๒ คน หน้าตาดีด้วย ผมก็ถามเพื่อนพระ "นี่เรื่องอะไรกันวะ ?" เพื่อนพระบอกว่า "อ๋อ..ครอบครัวพม่าเขานิยมอย่างนี้แหละ เอาลูกสาวไปถวายวัดไว้" เพราะว่า..อันดับแรกเลย ถ้าหากว่าอยู่บ้าน เดี๋ยวทหารมมาชอบแล้วจะฉุดไปเลย ประการที่สอง ความรู้ของพม่าแทบทั้งหมดอยู่ในวัด ลูกสาวไปอยู่วัด พระก็จะได้สอนหนังสือให้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

    ผมไปอยู่พม่าหลายปี ไม่เคยเห็นพม่าสร้างวิทยาลัยหรือโรงเรียนเลย ถามเขาว่า "ทำไม ?" เขาบอกว่า "ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัย พอสอนไปแล้ว เด็กที่รู้มาก มักจะไปประท้วงรัฐบาล เขาก็เลยไม่สร้างเพิ่ม" คนเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ที่เรียนไม่เพิ่ม เราก็เลยจะเห็นเด็กพม่าชุดนี้เรียนภาคเช้า พอถึงเวลาเที่ยงเอ็งกลับบ้านไปเลย ชุดนี้เรียนภาคบ่าย พอถึง ๔ โมงเย็น มึงกลับบ้านไปเลย ชุดนี้เรียนภาคค่ำถึง ๒ ทุ่ม มึงกลับบ้านได้ สรุปก็คือผลัดกันเรียนคนละรอบครับ ที่เรียนถึงจะพอ..!

    ดังนั้น..เขาจึงนิยมเอาลูกสาวไปฝากพระ อันดับแรกปลอดภัย ไม่โดนทหารฉุด อันดับที่ ๒ ได้เรียนหนังสือแน่นอน เพราะพระท่านสอน อันดับที่ ๓ ถ้าหากว่าพระท่านรักท่านชอบกันขึ้นมา ถึงเวลาสึกหาลาเพศไปแต่งด้วย ท่านที่สึกออกมา ฐานะก็ดีกว่าชาวบ้านทั่วไปเยอะครับ ผมนึกถึง "สีกากอล์ฟ" ขึ้นมาเลยครับ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    ญาติโยมชาวพม่าปฏิบัติต่อพระนั้น ผมว่าถูกต้อง แต่บ้านเราไม่ถูกต้อง ถามว่าทำไม ? ก็คืออย่างผมบวชมา ๓๐ - ๔๐ พรรษา ถ้าสึกออกไป ก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปเลยครับ..! เข้ากับเขาไม่ได้ อยู่กับสังคมยากครับ ไม่ต้องนานขนาดนี้หรอก ๓ พรรษา ๕ พรรษา ก็เริ่มเดือดร้อนแล้ว

    แต่ทางพม่านี่ ระหว่างที่คุณบวชอยู่ เขาก็กราบก็ไหว้ทูนหัวทูนเกล้าเลย มึงสึกปุ๊บ กอดคอกันเมาเลยก็มี เขาแยกออกนะว่าตอนนี้เป็นพระ ตอนนี้เป็นฆราวาส แต่บ้านเราไม่ใช่ครับ ถ้าบวชหลาย ๆ ปี ออกมาเป็นไอ้ทิดนี่ ยังจะเผลอให้โยมประเคนเสียด้วยซ้ำไป..! แต่ของพม่าเขาไม่ครับ กลับเข้าไปบวชใหม่ปุ๊บ เขาก็กราบหัวติดพื้นเหมือนเดิม สึกออกมาเมื่อไร ก็หัวหกก้นขวิดด้วยกัน แล้วทำไมบ้านเราถึงแยกไม่ออกแบบนั้นบ้างครับ ?

    พม่ารักษาศีล ๒๒๗ ข้อเหมือนบ้านเรา แต่หลายข้อไม่เหมือนกัน หลายคนบ่นว่าพระพม่ากินข้าวเย็น อันนั้นที่เขากินไม่ผิดศีลนะครับ ร้านอาหารต่าง ๆ จัดที่ไว้สำหรับพระเลย ถึงเวลา ๔ - ๕ โมงเย็น พระเดินเข้าไป เขาจะมีสถานที่กั้นเขตไว้ให้พระโดยเฉพาะ ถวายภัตตาหารกันสนุกสนานครึกครื้น

    ตรงนี้เกิดจากศีลพระ ๒ ข้อครับ ข้อแรกก็คือ "ภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล" บ้านเราตีความว่าหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ข้อที่ ๒ "ภิกษุฉันอาหารในเวลาวิกาล" บ้านเราตีความว่าหลังเที่ยง แต่ทางพม่าเขาตีความคำว่า "วิกาล" ไม่เหมือนกับเราครับ

    "วิ" ใครเป็นเซียนบาลีก็รู้ เป็นอุปสรรค แปลว่าวิเศษ แปลว่าแจ่มแจ้ง แปลว่าแตกต่าง อย่างเช่น "วิปัสสนา" (เห็นอย่างแจ่มแจ้ง) "กาล" (กา-ละ) แปลว่าเวลา "วิกาล" (วิ-กา-ละ) เวลาที่ต่างไปจากปกติ ก็ต้องกลางคืนสิครับ

    พระพม่าเขาตีความว่าฉันอาหารในเวลาวิกาลคือฉันกลางคืน เพราะฉะนั้น ๔ - ๕ โมงเย็นนี่เขากินกันเป็นปกติครับ เวลาผมไปอยู่พม่านี่ พอเริ่ม ๔ โมงเย็น ผมต้องสรงน้ำ แต่งตัว ออกไปที่เจดีย์บ้าง ออกไปที่พระพุทธรูปบ้าง ไปสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิของผมครับ ๒ ทุ่มแล้วค่อยกลับ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาลำบากใจ เพราะเขารู้ว่าพระไทยไม่ฉันอาหารเย็น..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    ข้อต่อไปก็คือศีลพระข้อขโมยของได้ ๕ มาสกขึ้นไปต้องปาราชิก บ้านเราตีความว่า ๕ มาสกเท่ากับ ๑ บาท พม่าตีความว่า ๕ มาสก เท่ากับทองคำ ๑ สลึงครับ ผมถามว่า "เฮ้ย..มึงเอามาจากไหน ? ทองคำ ๑ สลึง" ถ้าเป็นตอนนี้ โอ้โห..ล่อกันเป็นหมื่น พระพม่าเขาบอกว่า "เอามาจากมาตราโบราณ"

    ๔ เมล็ดข้าวเปลือกเท่ากับ ๑ กุญชาฟังดี ๆ นะครับ ไปดูตอนท้ายวินัยมุขเล่ม ๑ ก็มี , ๒ กุญชาเท่ากับ ๑ มาสก ก็เท่ากับ ๘ เมล็ดข้าวเปลือกเท่ากับ ๑ มาสก ใช่ไหมครับ ?

    ๔ เมล็ดข้าวเปลือกเท่ากับ ๑ กุญชา, ๒ กุญชา คือ ๘ เมล็ดข้าวเปลือก เท่ากับ ๑ มาสก

    ๕ มาสก (๘ คูณ ๕ เท่ากับ ๔๐) เมล็ดข้าวเปลือก ๔๐ เมล็ด เท่ากับ ๕ มาสก เขาบอกว่าเอาไปชั่งดูแล้ว น้ำหนักเท่ากับทองคำสลึงหนึ่ง..!

    แล้วสมัยโบราณถือว่าข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุของเราจับข้าวเปลือกและผลไม้ที่เกิดอยู่กับที่ เพราะกลัวจะเกิดไถยจิตคิดขโมย ถ้าเอาเคลื่อนออกจากฐาน ๑/๑๖ ก็ปาราชิกไปเลย

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าศีลข้อนี้ ศีลพม่าเหนียวกว่าเยอะครับ ขาดยากมาก โอ้โห..ขโมยกี่ครั้งกว่าจะได้หมื่นกว่าบาท แต่ของเรานี่บาทเดียวเดี้ยงแล้วครับ..! แต่เราก็ถือตามเขาไม่ได้นะครับ เราต้องเอาตามแบบของเรา เพราะว่าบ้านเราถืออะไร ? ถือพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ รองลงไปก็กฎหมายบ้านเมือง รองลงไปก็จารีตประเพณี บ้านเขากินข้าวเย็นได้ จารีตบ้านเราห้ามกินนะครับ ตอนเย็นแล้ว
    เราเห็นพระไปนั่งล่อหมูกระทะกันนี่ พอ ๆ กับปาราชิกเลยครับ..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,104
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,010
    คล้าย ๆ กับพระลังกาหรือพระอินเดีย ลองไปสูบบุหรี่ให้เขาเห็นดูสิครับ เขากระชากทิ้งเลยครับ..! เขาบอกว่า "เป็นนักบวช ของแค่นี้ละไม่ได้ แล้วบวชมาทำไม ?" ใครติดบุหรี่อย่าได้ไปสูบบุหรี่ให้เขาเห็นที่ลังกาหรือที่อินเดียเลยนะครับ พระไทยนี่แทบจะวางมวยกันแล้ว

    ขอนินทาอาจารย์ผมหน่อยครับ "ท่าน ผศ.ดร.วศิน กาญจนวณิชย์กุล" สมัยนั้นท่านยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อ ยังเป็น "พระมหาสมยศ ป.ธ. ๕" ตอนนั้นไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยปูเน่ โอ้โห..อาจารย์บรรยายที ๗ - ๘ ชั่วโมง อยากบุหรี่จนน้ำลายเหนียวเลยครับ ๔ โมงเย็นเสียงกริ่งกริ๊ง "มหาสมยศ" วิ่งพุ่งพรวด ออกไปห้องได้ตรงไปห้องน้ำครับ ควักบุหรี่ออกมามือไม้สั่น จุดกว่าจะติด ยิ่งอยากมาก ยิ่งจุดยาก มือสั่นไปหมด..!

    เพิ่งจะโช้กได้อึกเดียว ไอ้เพื่อนนักเรียนอินเดียมากระชากบุหรี่ กระทืบทิ้งเลยครับ เขาบอกว่า "มึงบวชมาแล้ว มึงจะยังมาติดของอย่างนี้อีก ?" "มหาสมยศ" นี่ตัวผอมเล็กนิดเดียว ผมว่าน้ำหนักถึง ๕๕ กิโลกรัมก็เก่งแล้ว แล้วเพื่อนนี่แขกตัวสูงน่าจะ ๑๘๐ เซ็นติเมตรขึ้นนะครับ ล่ำอย่างกับควาย แต่ "มหาสมยศ" อยากบุหรี่จนกระทั่งเห็นควายตัวเท่าแมว แกก็ง้างหมัดขึ้นมา
    ประเภททิ้งสุดไหล่เลยครับ เพื่อนใหญ่ก็ใหญ่ขนาดนั้น ยังร่วงทั้งยืนเลยครับ..!

    ปกติคนแขกเขาไม่ทำร้าย
    กันแบบนั้นครับ เขาทะเลาะอย่างเก่งเขาก็ด่ากัน โวยวายกัน ผลักกันไปผลักกันมา ไอ้ประเภทลงไม้ลงมือไม่มีครับ นี่เพื่อนทิ้งตูมเดียวหงายทองตีนชี้ฟ้าเลย..! โอ้โห..คราวนี้เป็นเรื่องเลยครับ ไอ้พวกแขกด้วยกันแห่มาเป็นสิบ "มหาสมยศ" อาศัยตัวเล็ก มุดซ้ายมุดขวา หลุดออกมาได้กูวิ่งอ้าว เผ่นแนบ โดดขึ้นริกชอว์ (สามล้ออินเดีย) ได้ วิ่งกลับหอพักปิดประตูเงียบ ใครตามมาทุบประตูเท่าไรกูไม่สน เปิดออกไปก็ตายสิครับ..! เท่านี้ก่อนครับ เขาบอกกั้นว่า "บวชนาน นิทานเยอะ" นิมนต์พระวิปัสสนาจารย์รับช่วงได้เลยครับ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรม (มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ)
    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
    ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...