"พระเครื่อง-ชิปแทนเงินสด" ช่องว่างฟอกเงิน-ติดสินบน ? | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 69

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 13 กันยายน 2026.

  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,526
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,510
    ค่าพลัง:
    +70,977


    "พระเครื่อง-ชิปแทนเงินสด" ช่องว่างฟอกเงิน-ติดสินบน ? | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 69


    ที่มา https://www.youtube.com/@PPTVHD36
     
  2. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,526
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,510
    ค่าพลัง:
    +70,977
    ?temp_hash=f0912ae60771e9d9529b60418a8edc86.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,526
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,510
    ค่าพลัง:
    +70,977
    นักการเมืองใช้ ‘พระเครื่อง’ ฟอกเงินอย่างไร



    หนึ่งในคำถามที่ประชาชนสงสัยก็คือ ขนาดเซียนระดับประเทศก็ยังตีความไม่เหมือนกัน แล้วประชาชนทั่วไปจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดความจริงแท้ โดยเฉพาะ “พระสมเด็จ” ที่ถือเป็นจักรพรรดิของพระเครื่องที่มีราคาสูงที่สุด

    มีคำพูดที่สัพยอกกันว่า ถ้าเป็นพระในมือเซียน เขาถือว่าแท้ ถ้าอยู่ในมือชาวบ้านถือว่าเก๊ คำพูดของเซียนพระที่มักถูกหยิบยกมาเพื่อปฏิเสธการรับซื้อพระก็คือ เนื้อไม่ใช่ พิมพ์ไม่ถูก จนอาจารย์ที่รับตรวจพระบางคนพูดว่า ตัวเขาเองไม่เคยเห็นการซื้อขายพระสมเด็จระดับล้านบาทขึ้นไป มีแต่เห็นหลักหมื่นหลักแสน นี่ขนาดคนที่คลุกคลีกับพระสมเด็จโดยตรง ยังออกมายืนยันแบบนั้น

    ต้องเข้าใจก่อนว่า พระเครื่องมีราคา หากตีความว่าแท้ ราคาก็สามารถขึ้นไปเป็นหลักล้าน หรือ 10 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นพระเก๊ ราคาก็จะลดลงเหลือแค่หลักสิบ หลักร้อยบาทเท่านั้นเอง

    ด้วยวิธีการประเมินราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นกับดุลยพินิจของแต่ละคนนั้น จึงทำให้มูลค่าของพระเครื่องจำนวนมากมีความคลุมเครือ ทำให้ง่ายต่อการถูกนำไปบิดเบือนมูลค่าได้ จึงเป็นที่มาของการนำพระเครื่องมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน

    อีกทั้งด้วยความที่พระเครื่องมีขนาดเล็กพกพาไปไหนได้ง่าย ทำให้สะดวกในการยักย้ายถ่ายเท การซื้อขายก็ไม่มีใบเสร็จ ส่วนใหญ่ไม่เสียภาษี จึงสามารถกล่าวอ้างได้ง่ายว่า ได้พระเครื่องมาจากคนนั้นคนนี้ โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานอะไร ผู้เขียนทราบถึงธรรมเนียมปฏิบัติและวิธีการที่นักการเมืองใช้พระเครื่องฟอกเงิน จากคำบอกเล่าของเซียนอาวุโสหลายท่าน ดังนี้

    1.เปลี่ยนพระราคาหลักหมื่นให้เป็นหลักล้าน

    วิธีนี้นักการเมืองจะใช้มากที่สุด โดยการแจ้งทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองว่า มีพระเครื่องราคาแพงหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงเช่ามาหลักพันบาทหรือหมื่นบาทเท่านั้น วันหนึ่งเมื่อหมดวาระทางการเมือง มีเงินเพิ่มขึ้นมา 10 ล้านบาท ก็แจ้งว่าได้ขายพระสมเด็จออกไปในราคา 10 ล้านบาท

    สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องระบุผู้ซื้อได้ถูกต้อง ลำดับเหตุการณ์ได้เหมือนจริง และผู้รับซื้อที่มาเป็นตัวประกอบก็ต้องให้ความไปในทางเดียวกัน (กรณีที่ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบ) และเพื่อความแนบเนียนก็ต้องถ่ายรูปพระเครื่องเอาไว้ เลือกองค์ที่สวยงามคมชัดที่จะตีราคาเป็นหลักหมื่นหรือหลักล้านก็ได้

    นักการเมืองชื่อดังหลายคนจึงมีพระเครื่องนับสิบองค์ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อหาใบเสร็จไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การแจ้งขายพระออกไปจำนวนมากในเวลาเพียงแค่หนึ่งวาระ 4 ปีหรือน้อยกว่านั้น ก็อาจจะผิดสังเกตได้จึงต้องดูสถานการณ์ให้ดี

    2.ใช้เจ้าสัวร่วมมือ

    เซียนอาวุโสเล่าให้ฟังว่า ในอดีตที่มีข่าวว่าเจ้าสัวคนนั้นคนนี้ซื้อพระเครื่องจากนักการเมืองอาวุโสเป็นเงินนับร้อยล้านบาท ข้อเท็จจริงอาจเป็นว่า เจ้าสัวไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อแต่มีผู้รับเหมาที่ได้รับสัมปทานจากนักการเมืองนำเงินสดไปให้เจ้าสัว แล้วเจ้าสัวก็นำเงินนั้นไปซื้อพระ มีการส่งมอบพระและเงินกันจริงๆ เงินที่นักการเมืองได้รับก็ถูกฟอกให้ขาวสะอาดในทันที


    ถามว่าแล้วเจ้าสัวได้อะไรเป็นการตอบแทน เซียนพระอาวุโสเล่าว่า เจ้าสัวก็คิดค่าบริการ 3-5% เช่น ราคา 100 ล้านบาท เจ้าสัวได้ค่าคอมมิชชัน 5 ล้านบาท แล้วอาจใช้เงินนั้นในการซื้อพระองค์นั้นมาแทน

    ด้วยต้นทุน 5 ล้านบาทที่ได้รับมาฟรีๆ แต่ภาพที่ออกไปคือพระมีมูลค่า 100 ล้านบาท ส่วนตัวเจ้าสัวเองก็ยังสามารถดึงเงินในระบบออกมานับร้อยล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินใต้โต๊ะในกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป

    อันนี้ก็ฟังหูไว้หู เซียนพระอาวุโสตอกย้ำด้วยความมั่นใจว่ามีแบบนี้จริง แต่ปัจจุบันเขาอาจจะใช้นอมินี หรือตัวแทนอำพรางออกหน้าในการขายพระแทน ท้ายที่สุด เงินก้อนใหญ่ก็ถูกผ่องถ่ายไปให้นักการเมืองอยู่ดี

    3.อ้างเป็นนายหน้าซื้อขายพระ

    ด้วยความที่มูลค่าพระอาจจะถูกอุปโลกน์ขึ้นมากันง่ายๆ ดังนั้น ไม้ตายหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เมื่อจวนตัว ก็อ้างว่าได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายพระเป็นเงิน 10 ล้านบาท โดยพระเครื่ององค์นั้น(หรือหลายองค์) อาจจะซื้อขายกันในราคารวมๆ 50 ล้านบาท ได้ค่านายหน้า 20%

    แล้วก็หาเซียนพระรายใหญ่ชื่อดังมาสมอ้าง ว่ามีการซื้อขายกันจริง เรื่องนี้ทาง ป.ป.ช.ไม่ค่อยยอมรับ เพราะดูเหมือนจะได้มาง่ายเกินไป แต่มันก็เป็นประเด็นคลุมเครือที่ ป.ป.ช.เองก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้

    4.เช่าพระพิมพ์นิยม เก็บแทนเงินสด

    ในกรณีที่มีพระบางรุ่นเป็นพระยอดนิยมที่มีราคาซื้อขายในท้องตลาดชัดเจน การดูตำหนิเนื้อพิมพ์ทำได้ง่าย ทุกค่ายใช้เกณฑ์เดียวกัน นักการเมืองบางคนอาจเช่าพระเหล่านี้องค์ละ 100,000 บาท เก็บไว้สัก 30 องค์ แจกจ่ายให้หัวคะแนนแล้วหัวคะแนนก็นำไปแลกเงินได้ในราคาที่มาตรฐาน เพราะทุกค่ายรับซื้อราคาเดียวกันหมด

    มีนักวิชาการหลายคนพยายามเรียกร้องให้กรมสรรพากรเข้ามาจัดระเบียบโดยการเรียกเก็บภาษี โดยเฉพาะคนที่อ้างว่าขายพระได้หลักล้านบาท ต้องไปไล่เบี้ยว่าต้นทุนเขาเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีไหม

    แต่ก็อีกนั่นแหละเซียนพระมักจะอ้างว่า พอทีเขาเช่ามาราคาเป็นล้าน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นของเก๊เหลือมูลค่าหลักร้อยบาท ก็ไม่เห็นว่ากรมสรรพากรจะมาช่วยรับผิดชอบความเสียหายตรงนั้น เพราะฉะนั้นอย่ามองว่า เขาจะมีรายได้สูงอย่างเดียว ต้องมองว่าเขาก็มีโอกาสขาดทุนสูงได้เหมือนกัน

    เมื่อระบบการตรวจสอบเรื่องนี้ยังไม่ได้คุมเข้ม ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ก็ยังเป็นช่องทางให้นักการเมืองใช้ช่องโหว่ในการฟอกเงินอยู่ร่ำไป อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายจริงทั้งรูปแบบหน้าร้านและทางออนไลน์ที่มีมูลค่าพอๆ กัน อาจจะมีเพียงไม่เกิน 5% ที่ถูกใช้ในการฟอกเงินโดยนักการเมืองหรืออาชญากรกลุ่มต่างๆ

    ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการซื้อขายพระเครื่องระดับหมื่นล้านบาท บางคนถึงกับเสนอว่า นี่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนไทย เพราะเดี๋ยวนี้คนจีนในต่างประเทศต่างเข้ามาเช่าบูชาจำนวนมาก

    เขายอมรับว่านี่เป็นพุทธพาณิชย์เต็มตัว แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนนับแสนนับล้านคน เป็นการปั้นดินให้เป็นเงิน ไม่ต่างกับงานศิลปะทั่วไป อันนี้มองว่าคนไทยได้ประโยชน์

    ตราบที่คนไทยยังนิยมชมชอบพระเครื่อง เรื่องนี้ก็จะคู่สังคมไทยไปอีกนาน และหน่วยงานของรัฐก็จะต้องเข้ามากำกับดูแลมากขึ้น เพื่อจะทำให้เป็นธุรกิจที่ถูกต้องชัดเจน ตรวจสอบได้ อย่าให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินต่อไป

    บรรยง วิทยวีรศักดิ์ | ผู้เขียนหนังสือกลโกงการเงิน


    ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
    https://www.bangkokbiznews.com/bylines/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%87%20%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C%20%7C%20%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99

     

แชร์หน้านี้

Loading...