ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มิสเวิล์ดกัมพูชา 2026 ลักขณา อิน โพสต์ด่าไทยล่าสุด "สไบเขมรมีมานานก่อนที่พวกโจรสยามจะถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีก อย่าพยายามอ้างสิทธิ์ในวัฒนธรรมเขมรโดยปราศจากหลักฐาน"

    FB_IMG_1790415410644.jpg

    https://www.facebook.com/share/18jrX8gnkx/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข้างบ้านมันเอาจริงนะทุกคน ขยันทำ ขยันสร้างภาพ ชุดแดงคือนางงามกัมพูชา Miss International Cambodia 2026 ที่กำลังเตรียมตัวไปประกวด Miss International 2026 ที่ญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายนนี้

    FB_IMG_1790415515577.jpg FB_IMG_1790415518345.jpg FB_IMG_1790415521231.jpg

    #ชุดไทย #ChudThai #ThaiNationalCostume

    https://www.facebook.com/share/p/19RpGhzDp8/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รีวิวอาหารกัมพูชาจากชาวญี่ปุ่น เซ็ตนี้คนละ 10.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 358-360 บาท) ข้าวเปล่า 1 จาน, ไข่ดาว 1 ฟอง, ปอเปี๊ยะหมูทอด 1 อัน และกับข้าวอีก 4 ถ้วย ชื่อเมนูอาหารแปลเป็นภาษาไทยให้แล้ว เพื่อน ๆ คิดว่าราคานี้คุ้มไหม ?
    FB_IMG_1790415597487.jpg FB_IMG_1790415599790.jpg FB_IMG_1790415602547.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1HpnGR4Zg2/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ยอมรับว่าเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่จะนำมาใช้สร้างศูนย์ข้อมูล (data centers) และโครงข่ายไฟฟ้าจะมาจากบัญชีเงินออมและกองทุนบำเหน็จบำนาญของประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งระบุว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เขากล่าวว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และประชาชนจะต้องถูกบังคับให้ "ลงทุน" ในส่วนนี้

    "เงินจำนวนมากในส่วนนี้จะมาจากบัญชีเงินออมและบัญชีกองทุนบำเหน็จบำนาญ"

    https://www.facebook.com/share/v/1VxinRhUVP/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • d.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.7 MB
      เปิดดู:
      82
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • hd.mp4
      ขนาดไฟล์:
      7.6 MB
      เปิดดู:
      85
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีการประกาศกำหนดการส่งมอบระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ "Yastreb 1.0" ให้แก่กองทัพแล้ว

    ตามแผนการทดสอบ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Yastreb 1.0 มีกำหนดจะถูกส่งมอบให้กองทัพรัสเซียเพื่อนำไปใช้งานในเดือนพฤศจิกายนนี้

    ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดย Igor Potapov ตัวแทนจากบริษัทผู้พัฒนา NPP ต่อสำนักข่าว TASS

    ขณะนี้ ระบบดังกล่าวซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับมูลนิธิเพื่อการวิจัยขั้นสูง (Foundation for Advanced Research Projects) เพื่อใช้รับมือกับโดรน กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้ายและการอนุมัติใช้งาน

    Potapov ระบุว่าระบบนี้จะทำการสแกนคลื่นความถี่วิทยุ ตรวจจับภัยคุกคาม และทำการรบกวนสัญญาณเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามเหล่านั้นอย่างแม่นยำ โดยไม่กระจายกำลังการรบกวนสัญญาณไปทั่วทั้งย่านความถี่กว้างๆ ทั้งนี้ ระบบมีช่วงความถี่ในการทำงานอยู่ที่ 100 ถึง 6,000 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)

    นอกจากนี้ ตัวแทนผู้พัฒนายังรายงานด้วยว่า ระบบตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวได้รับการติดตั้งฟังก์ชันดักจับสัญญาณวิดีโอ ซึ่งช่วยให้สามารถส่งภาพไปยังเครือข่ายของผู้ควบคุมระบบได้

    เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางผู้พัฒนาได้ประกาศว่าระบบ Yastreb 1.0 กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการทดสอบภาคสนาม ซึ่งประกาศดังกล่าวหมายถึงขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ขั้นตอนการส่งมอบให้แก่กองทัพที่เสร็จสิ้นไปแล้ว ทั้งนี้ Igor Potapov ได้ระบุว่าการขยายช่วงความถี่ให้สามารถรองรับการใช้งานกับระบบ Starlink ได้นั้น ถือเป็นขั้นตอนต่อไปในการพัฒนาระบบนี้
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1JgKZDutac/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฝนยังคงตกต่อเนื่องอาจจะยาวไปจนถึงวันที่ 28กันยายน 2569 น้ำเหนือถึงภาคกลางแล้ว บริเวณที่ท่วมอยู่และบริเวณพื้นที่เสี่ยงสูงพยายามเก็บของไว้ในที่สูง ให้ระวังน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัยให้อพยพออกจากพื้นที่ไปก่อนอยู่ในที่ปลอดภัย #เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัย อัฟเดท26/9/2569

    https://www.facebook.com/share/v/18U7EVQudo/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • w.mp4
      ขนาดไฟล์:
      25.1 MB
      เปิดดู:
      79
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เร่งช่วยเหลืออพยพคนผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่ ทภ.1 ส่งกำลังพลช่วยรับ–ส่งผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ กทม. ท่ามกลางน้ำท่วมขังและการเดินทางที่ไม่สะดวก

    วันที่ 26 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ร่วมกันรับ–ส่งผู้ป่วยติดเตียงวัย 80 ปี จากเขตสะพานสูง ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ พร้อมช่วยเคลื่อนย้ายจนถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

    โครงการดังกล่าวช่วยอำนวยความสะดวกผู้ป่วยด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงเกิดน้ำท่วม #น้ำท่วมกรุงเทพฯปี69 #อุทกภัยปี2569
    FB_IMG_1790418119145.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/191nJbqApX/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่หมดง่ายๆน่าจะไหลเข้าหมดอาจจะเบาลงช่วงเช้า.. ของวันพรุ่งนี้ตกบ่ายอากาศยกตัวพีคสุดอีกรอบ 21:35น.26/9/2569 เดือดร้อนคนทั่วหน้า ขอให้ทุกคนปลอดภัย และเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยเร็ว
    FB_IMG_1790434051935.jpg
    https://www.facebook.com/share/1J631raFuG/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “แล้วทำไมลูกคุณไม่ไปรบ?” นักข่าวจี้ถาม "คลิทช์โก" นายกเทศมนตรีเมืองเคียฟ กลางบทสัมภาษณ์ เจ้าตัวโต้ ก็ลูกผมไม่เคยอยู่ที่ยูเครน เขาเกิดที่อเมริกา เรียนในยุโรปและอเมริกา

    วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ถูกนักข่าวจาก Blick ตั้งคำถามตรงๆ ถึงประเด็นที่กำลังสร้างความไม่พอใจในสังคมยูเครนว่า เหตุใดประชาชนธรรมดาต้องถูกส่งไปรบและเสี่ยงชีวิตในแนวหน้า ขณะที่ ลูกหลานของนักการเมืองและชนชั้นนำกลับใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

    เมื่อนักข่าวโยงคำถามมาถึงครอบครัวของเขาโดยตรงว่า แล้วลูกๆ ของคลิทช์โกล่ะ ทำไมถึงไม่ได้อยู่ในแนวหน้า? คลิทช์โกตอบว่า “ลูกๆ ของผมไม่เคยอาศัยอยู่ในยูเครน พวกเขาเกิดในสหรัฐฯ และแต่ละคนไปศึกษาอยู่ในยุโรปและสหรัฐฯ“

    แต่นักข่าวยังไม่ปล่อยผ่าน และจี้ต่อว่า นั่นไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ที่แนวหน้า ก่อนจะพูดกับคลิทช์โกตรงๆ ว่า “คุณยังคงหลีกเลี่ยงคำถามของฉันอยู่นะ คุณคลิทช์โก” ซึ่งนายกเทศมนตรีกรุงเคียฟโต้กลับทันทีว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกๆ ของเขา “ผมได้ให้คำตอบไปแล้ว”

    คลิทช์โกพยายามอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ควรเหมารวมว่าลูกหลานของผู้มีฐานะหรือชนชั้นนำทุกคนหลบเลี่ยงสงคราม เพราะเขารู้จักนักธุรกิจที่มีลูกกำลังรบอยู่ในแนวหน้าเช่นกัน และก็มีกรณีตรงกันข้าม

    คำตอบเรื่องลูกของคลิทช์โกกลายเป็นประเด็นร้อนทันที เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนยังต้องระดมกำลังพลเข้าสู่กองทัพอย่างต่อเนื่อง และคำถามเรื่อง “ทำไมลูกของคนธรรมดาต้องไปรบ แต่ลูกของชนชั้นนำจำนวนหนึ่งกลับอยู่ต่างประเทศ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของสังคมยูเครน

    ที่มา: Blick / NachDenkSeiten

    https://www.facebook.com/share/p/14ZEjv8EJsE/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ส่งสัญญาณถึงอิหร่านอีกครั้ง! ย้ำจุดยืนเดียว “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด!!!”

    โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความล่าสุดผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 26 กันยายน ระบุสั้น ๆ ว่า
    “IRAN CAN NOT HAVE A NUCLEAR WEAPON!!!”
    “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด!!!”

    ข้อความดังกล่าวมีขึ้นหลัง The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วัน และได้บอกกับคณะผู้ช่วยว่าเขาคาดว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่

    ท่ามกลางข้อเสนอหลายเงื่อนไขจากอิหร่าน ข้อความล่าสุดของทรัมป์อาจตีความได้ว่า เขากำลังเน้นย้ำประเด็นนิวเคลียร์ในฐานะข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ แม้โพสต์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการหรือเงื่อนไขเพียงข้อเดียวในการเจรจาก็ตาม


    https://www.facebook.com/share/p/1BrPTryE3j/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียยกระดับโดรน Geran-5! จากโดรนพลีชีพราคาประหยัด สู่ขีปนาวุธติดเครื่องยนต์ไอพ่น ความเร็วสูงสุด 600 กม./ชม.
    FB_IMG_1790434486765.jpg
    โดรนพลีชีพรุ่นใหม่ Geran-5 ของรัสเซีย ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญของตระกูล Geran โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ลูกสูบมาใช้เครื่องยนต์ไอพ่น (Turbojet) เพิ่มความเร็ว พร้อมยกระดับระบบนำทางและระบบสื่อสาร ทำให้มีขีดความสามารถใกล้เคียงขีปนาวุธร่อนมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ Geran-2 เน้นระยะปฏิบัติการไกล โครงสร้างเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ ก่อนที่รุ่นต่อมาจะได้รับการปรับปรุงระบบนำทาง ความทนทานต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุคอมโพสิต และเพิ่มน้ำหนักหัวรบ
    ข้อมูลสมรรถนะ Geran-5 ตามรายงาน
    เครื่องยนต์ไอพ่น Turbojet
    ระยะปฏิบัติการประมาณ 1,000 กิโลเมตร
    ความเร็ว 350–600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    หัวรบหนักสูงสุด 90 กิโลกรัม
    ความยาวลำตัวประมาณ 6 เมตร
    ระบบนำทางผ่านดาวเทียม พร้อมระบบสื่อสาร 3G/4G
    Geran-5 ยังเปลี่ยนจากโครงสร้างปีกบินของรุ่นก่อน มาใช้รูปทรงคล้ายขีปนาวุธร่อน โดยตามการประเมินของฝ่ายทหาร ความเร็ว ระดับความสูงในการบิน และระบบนำทางที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้การสกัดกั้นด้วยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่ จรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่า (MANPADS) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ทำได้ยากขึ้น

    การเปลี่ยนผ่านจาก Geran-2 สู่ Geran-5 สะท้อนการพัฒนาโดรนโจมตีต้นทุนต่ำให้กลายเป็นอาวุธโจมตีระยะไกลที่มีความซับซ้อนและขีดความสามารถสูงขึ้น


    https://www.facebook.com/share/p/19VKjcL9b6/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ชาวกรุงเทพและปริมณฑลพักผ่อนให้หายเหนื่อยครับฝนไม่มาเติมคืนนี้
    #ทำไมอุทกภัยปีนี้ไม่ใช่มหาอุทกภัย2554
    FB_IMG_1790434557356.jpg FB_IMG_1790434559936.jpg
    ทำไมต้องถกเถียงกันเรื่อง “มหาอุทกภัย” ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ Update สถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก และประเมินความรุนแรงของอุทกภัย 2569 ณ. ช่วงเย็นวันที่ 26 กันยายน พบว่า

    ภาพการคาดการณ์ล่าสุดรายชั่วโมงของปริมาณฝนค่ำคืนนี้จนถึงเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ (26-27 กันยายน) มีแนวโน้มเบาลงตามลำดับ ขอให้ชาวกทม. และปริมณฑล ได้พักผ่อนอย่างสบายใจว่าจะไม่มีน้ำจากฟ้าฝนเติมอีกน่ะครับ แต่ความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเดินทางยังคงต้องมีอยู่ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นต่างๆที่จะต้องเร่งรัดฟื้นฟูให้กลับมาโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนตัวของหย่อมกำลังแรงไปทางภาคตะวันตกจะทำให้ลมมรสุมสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ดังนั้นจังหวัดในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมทั้งพื้นที่ภาคตะวันออก (จ.ตราด และจันทบุรี) จึงยังมีความเสี่ยงฝนตกหนักต่อไปในวันที่ 27 กันยายน ป จึงต้องติดตามการคาดการณ์ในวันพรุ่งนี้ด้วยน่ะครับ

    การถกเถียงกันเรื่อง “มหาอุทกภัย” สามารถอธิบายด้วยปริมาณน้ำหลากสะสมผ่าน จ.นครสวรรค์ (ดูรูปแนบ) ณ. เวลาเดียวกัน ปริมาณน้ำหลากผ่าน จ. นครสวรรค์ในปี 2569 มีประมาณ 4,300 ล้าน ลบ. เมตร ในขณะที่ในปี 2554 มีปริมาณน้ำหลาก 15,000 ล้าน ลบ. เมตร เรียกได้ว่าคนละขนาดกัน (ประมาณ 3 เท่า) อย่างไรก็ตามการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง กทม.ครั้งนี้ เกือบทุกพื้นที่ทำให้มีการประกาศขยายพื้นที่ประสบภัยสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต การขาดแคลนสินค้าในห้างสะดวกซื้อ ความกังวลจนถึงขั้นตระหนก และโกลาหลของประชาชน จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา หรือเราอาจจะเรียกว่า “มหาอุทกภัย” ก็ได้ แล้วแต่บางคนจะนิยามน่ะครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1QF4MyhS8m/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปกป้องมาตุภูมิหรือ? ไม่เอาด้วยหรอก!

    นักเรียนประมาณ 45,000 คนในเยอรมนี ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ ได้ออกมาชุมนุมประท้วงพร้อมกันใน 50 เมือง พวกเขาคัดค้านการเกณฑ์ทหาร พร้อมชูคำขวัญว่า "Bundeswehr (กองทัพเยอรมัน) ไสหัวไปซะ", "สงครามของพวกคุณ ไม่ใช่ของพวกเรา" และ "คนรวยต้องการสงคราม—เยาวชนต้องการอนาคต" พวกเขาตั้งใจจะประท้วงต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะยกเลิกมาตรการบังคับตรวจสุขภาพและทำแบบสอบถามเพื่อคัดเลือกเข้ากองทัพ และหากคุณคิดว่าการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเองอย่างฉับพลันและไม่คาดคิดคงต้องคิดใหม่ คำตอบคือไม่ใช่ กลุ่มพันธมิตรเยาวชน "นักเรียนหยุดเรียนประท้วงต่อต้านการเกณฑ์ทหาร" ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และสะสมกำลังมาตลอดเพื่อออกมาสู่ท้องถนนในที่สุด เบลา ไบรต์เนอร์ โฆษกของพันธมิตร เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อรายใหญ่ โดยกล่าวตรงๆว่ารัฐบาลเยอรมนีวางแผนที่จะ "นำประเทศกลับไปสู่การเกณฑ์ทหารภาคบังคับอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและปกปิดไม่ให้ผู้คนรู้ตัว" กล่าวโดยรวม สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคือเกรตา ทุนเบิร์กในรูปแบบขบวนการหมู่คณะครั้งใหม่ แต่ต่างจากเกรตาคนเดิมตรงที่รัฐบาลเยอรมนีไม่ชอบขบวนการนี้เลย และยังไม่รีบร้อนเชิญพวกเขาเข้าสู่รัฐสภาเยอรมนี

    เยอรมนีต่างจากประเทศอื่นๆในยุโรปตรงที่เพิ่งยกเลิกการเกณฑ์ทหารเมื่อไม่นานมานี้ คือในปี 2011 แต่ตรรกะของพัฒนาการทางสังคมมุ่งไปในทิศทางนี้มานานแล้ว การรับราชการทหารไม่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเท่ในหมู่ชาวเยอรมัน พวกเขาหาทางหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารทุกวิถีทางเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศของเรา โดยวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเลือกปฏิบัติงานบริการทางเลือก ซึ่งผู้ถูกเกณฑ์ทหารมากกว่า 50% เลือกวิธีนี้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือเยาวชนเยอรมันส่วนใหญ่มองว่า การทำงานฟรีในสถานที่อย่างโรงพยาบาลและคอยนำกระโถนไปเทให้ผู้สูงอายุยังดีกว่าการถือปืน ทั้งที่ในช่วงทศวรรษ 2000 ระยะเวลารับราชการทหารสั้นเพียง 6 เดือน และในช่วงสุดสัปดาห์ยังได้รับอนุญาตให้ออกจากค่ายกลับบ้านได้อีกด้วย ก่อนกำแพงเบอร์ลินพังทลายยังมี "เกาะแห่งความปลอดภัย" อย่างเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งประชาชนได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหารอย่างเป็นทางการ ทำให้เยาวชนจากทั่วเยอรมนีหลั่งไหลไปที่นั่น

    แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ดำเนินควบคู่ไปกับอุดมการณ์หลังสงคราม ความรักชาติถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย ศิลปะต่อต้านสงครามและแนวคิดฝ่ายซ้ายได้รับความนิยม ในชั้นเรียนวรรณกรรม โรงเรียนสอนผลงานของไฮน์ริช เบิลล์และเอริช มาเรีย เรอมาร์ค แทนที่จะเป็นแอร์นสท์ ยุงเงอร์ วัฒนธรรมสมัยนิยมตอกย้ำแนวคิดลงในหัวผู้คนว่า สงครามคือเรื่องสกปรกที่ถูกวางแผนขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่คนรวยและนักการเมืองเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่มีวันลงไปอยู่ในสนามเพลาะด้วยตนเอง นับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีการเผยแพร่แนวคิดให้ทิ้งอัตลักษณ์ของชาติแล้วหันไปยึดอัตลักษณ์ยุโรปอย่างเต็มที่ ไม่มีมาตุภูมิอีกต่อไป มีเพียงยุโรป ด้วยเหตุนี้การชุมนุมประจำปีในวันครบรอบการทิ้งระเบิดเดรสเดน พร้อมคำขวัญ "ผู้บัญชาการแฮร์ริส ทำอีกครั้งสิ!" จึงไม่ทำให้ใครรู้สึกประหลาดใจเลย

    ขณะนี้รัฐบาลของฟรีดริช เมิร์ซตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเลือกเดินหน้าสร้างประเทศให้เป็นรัฐทหารอย่างเปิดเผย แต่กลับไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่มีใครต้องการปกป้องมาตุภูมิ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกทำลายความน่าเชื่อถือมาตลอดหลายทศวรรษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปกป้องชาวยูเครน ส่วน "ภัยคุกคามจากรัสเซีย" ที่มีผู้พยายามใช้การแสดงราคาถูกเกี่ยวกับโดรนมาสร้างความหวาดกลัว ก็แทบไม่มีใครเชื่อเช่นกัน ขณะที่ตัวเมิร์ซเองกลับดูคล้ายกับภาพล้อเลียนของ "คนรวยและนักการเมือง" ผู้ต้องการจุดชนวนสงครามเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากมันอย่างมาก

    เราทุกคนจำได้ว่าในเยอรมนีช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับสงครามโลกครั้งที่สองมีช่วงเวลาห่างกันไม่นานนัก แต่ฮิตเลอร์สามารถระดมทั้งสังคมและเศรษฐกิจได้สำเร็จ ในด้านเศรษฐกิจเมิร์ซกำลังเดินไปตามเส้นทางเดียวกัน แต่ในด้านสังคมเห็นได้ชัดว่าเขาทำไม่สำเร็จ และไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะทั้งความคับแค้นฝังใจและความรักชาติกลายเป็นเรื่องต้องห้ามในปัจจุบัน อีกทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็ไม่มีบารมีแบบเดียวกัน ทางเลือกที่เหลืออยู่จึงมีเพียงการบังคับด้วยกำลัง เบอร์ลินจะตัดสินใจทำเช่นนั้นหรือไม่ เราจะได้เห็นกันในไม่ช้า

    26/09/2026

    #ZFrontier #Germany #Bundeswehr #Conscription #FriedrichMerz #StudentProtest #AntiWar #Ukraine #Russia

    https://www.facebook.com/share/p/19jP2DUfyc/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อัปเดตกลุ่มฝนจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง 92W️️

    FB_IMG_1790468765972.jpg

    ศูนย์กลางขยับมาที่ชายแดน กาญจนบุรี-เมียนมาร์ ซึ่งไวกว่าที่คาดการณ์เดิมไว้ แต่ก็เป็นผลดีกับพื้นที่ ที่โดนหนักๆอย่างกทม ปริมณฑล
    ฝนปกคลุมภาคกลางฝั่งตะวันตก ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม ใต้ตอนบน เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก จันทบุรี ระยอง ทางกทม ปริมณฑล แม้ฝนจะลดลง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะดูทิศทางกลุ่มฝนแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาตกหนัก ได้อีกครับ จนกว่าหย่อมจะสลายตัว หรือเคลื่อนตัวห่างออกไปนั่นแหละ ถึงจะวางใจได้จริงๆ️️
    27/09/69 ⏰07.03 น.

    https://www.facebook.com/share/p/1Ef3GEX1i5/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ ฝนบอมบ์ (Rainbomb): ทำไมฝนหนักสมัยนี้ถึง "แปลก" กว่าเมื่อก่อน และทำไมโครงสร้างพื้นฐานของเราอาจไม่มีวันพร้อมรับมือได้เลย

    ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะสังเกตเหมือนกันว่าข่าวน้ำท่วมจากฝนตกหนักผิดปกติเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหาดใหญ่ กรุงเทพฯ ญี่ปุ่น จีน แม้แต่ทะเลทรายตะวันออกกลางที่แทบไม่เคยมีฝน — บทความยาวนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่ต้นตอของปรากฏการณ์ ไปจนถึงคำถามที่หนักที่สุดคือ เราจะรับมือกับมันได้จริงหรือไม่

    1. ฝนแบบเก่า vs ฝนแบบใหม่: ต่างกันตรงไหน

    ฝนหนักที่คนไทยคุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไรมาจากพายุที่ก่อตัวในทะเล มีศูนย์กลาง (ตาพายุ) ชัดเจน เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งแล้วค่อยๆ อ่อนกำลังลงเป็นดีเพรสชั่น ฝนตกนาน 2-3 วันแล้วสลายไป — ระบบแบบนี้เราติดตามด้วยดาวเทียมและพยากรณ์เส้นทางล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำมานานแล้ว เพราะมันมี "จุดยึด" ให้ตามรอย

    แต่ฝนที่ทุบสถิติกันรัวๆ ในช่วงหลังเป็นคนละสายพันธุ์เลย มันไม่มีศูนย์กลางพายุ ไม่มีตา ไม่มีวงหมุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ท่อความชื้น" ขนาดมหึมาในชั้นบรรยากาศ ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า atmospheric river — มันคือแถบความชื้นยาวหลายพันกิโลเมตร กว้างแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ที่ลากพาน้ำจากทะเลมาถล่มจุดใดจุดหนึ่งอย่างหนักหน่วง แล้วบางครั้งก็ "แช่" อยู่กับที่นานผิดปกติ เพราะถูกระบบความกดอากาศรอบข้างล็อกไว้ไม่ให้เคลื่อนตัวต่อ

    2. ทำไมความชื้นถึงมีเยอะขนาดนี้

    เหตุผลหลักคือทะเลอุ่นขึ้น ระเหยน้ำได้มากขึ้น และที่สำคัญยิ่งกว่าคือกฎฟิสิกส์พื้นฐานที่เรียกว่า Clausius-Clapeyron relation — อากาศที่ร้อนขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะอุ้มไอน้ำได้เพิ่มขึ้นราว 7% ฟังดูเป็นตัวเลขน้อยๆ แต่พอสะสมมาหลายสิบปีของภาวะโลกร้อน มันแปลว่าชั้นบรรยากาศตอนนี้มี "เชื้อเพลิงฝน" สะสมอยู่มากกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ พอไปเจอจุดที่มีการยกตัวของอากาศ (ภูเขา แนวปะทะอากาศ หรือร่องความกดอากาศต่ำ) ความชื้นก็ควบแน่นกลายเป็นฝนในปริมาณที่ทุบสถิติเก่าซึ่งเคยตั้งไว้โดยพายุจริงๆ ได้ง่ายๆ

    3. เข้าใจผิดได้ง่าย: คิดว่าอยู่ลึกจากทะเลแล้วปลอดภัย

    นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด เพราะคิดว่าพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินน่าจะรอดจากภัยแบบนี้ แต่ความจริงคือความชื้นเดินทางได้ไกลนับพันกิโลเมตรโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดเลย

    ตัวอย่างจริงที่ชัดมากคือเหตุการณ์ที่เมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน เมื่อกรกฎาคม 2021 เมืองนี้อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินหลายร้อยกิโลเมตร ไม่ติดทะเลเลย แต่ฝนตกในชั่วโมงเดียวถึง 201.9 มม. ทุบสถิติทั้งประเทศจีน ต้นเหตุคือความชื้นถูกลำเลียงมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกโดยอิทธิพลของไต้ฝุ่นสองลูกที่อยู่ไกลออกไป แล้วมาเจอแนวภูเขาทางตะวันตกของเมืองที่ไปกักและยกความชื้นให้ควบแน่นพอดี

    อีกตัวอย่างคือหุบเขาอาร์ในเยอรมนี ปี 2021 ก็อยู่ลึกเข้าไปในทวีปยุโรป ไม่ติดทะเลใดๆ แต่ความชื้นจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรถูกดึงมาและถูกขังไว้ระหว่างระบบความกดอากาศสูงสองฝั่ง จนน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศ

    สรุปคือ ตัวแปรที่แท้จริงไม่ใช่ระยะห่างจากทะเล แต่คือ (1) มีเส้นทางลำเลียงความชื้นมาถึงจุดนั้นได้หรือไม่ และ (2) มีกลไกบังคับให้ความชื้นยกตัวและแช่อยู่กับที่หรือไม่ — ซึ่งพื้นที่แอ่งที่ล้อมรอบด้วยภูเขาแบบเชียงใหม่ก็เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้พอดี ไม่ได้ปลอดภัยเพียงเพราะอยู่ไกลทะเล

    4. พยากรณ์ล่วงหน้าได้แค่ไหน — คำตอบที่น่ากังวล

    พายุแบบคลาสสิกมีศูนย์กลางให้ติดตามต่อเนื่องข้ามมหาสมุทรได้หลายวัน แต่ฝนบอมบ์แบบนี้ไม่มีจุดศูนย์กลางให้ตาม สิ่งที่ต้องพยากรณ์คือ "แผ่นความชื้น" กว้างๆ ที่ขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ของหลายระบบพร้อมกัน

    ที่น่าตกใจคือ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศระดับโลก ระบบเตือนภัยฝนบอมบ์ล่วงหน้า 12 ชั่วโมงของเขาเอง ก็ยังทายถูกตำแหน่งจริงได้แค่ 10-14% เท่านั้นในช่วงปีที่ผ่านมา เหตุผลคือฝนแบบนี้เกิดจากกลุ่มเมฆฝนที่ก่อตัวใหม่ต่อเนื่องเป็นแถวเหมือนขบวนรถไฟ ในพื้นที่แคบมากแค่ 20-50 กม. การจะทายว่าขบวนนี้จะ "จอด" ตรงไหนนานแค่ไหน เป็นโจทย์ที่ยากกว่าติดตามพายุที่มีตาชัดเจนมาก แม้จะมีการพัฒนาโมเดล AI พยากรณ์อากาศรุ่นใหม่เข้ามาช่วย แต่ความแม่นยำก็ยังจำกัดอยู่ในช่วง 3-7 วันเป็นหลัก และยิ่งไกลออกไปความแม่นยำก็ยิ่งลดฮวบ

    5. โครงสร้างพื้นฐาน: ทำไมมันอาจไม่มีวันพร้อมจริงๆ

    นี่คือหัวใจของปัญหาที่ลึกกว่าที่คิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง "งบไม่พอ" แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของวิธีคิดแบบวิศวกรรมเองด้วย

    เขื่อน ฝาย ท่อระบายน้ำ ถนน สะพาน ทุกอย่างถูกออกแบบโดยอ้างอิงจาก "สถิติฝนในอดีต" ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Intensity-Duration-Frequency curve หรือ IDF curve ซึ่งวางอยู่บนสมมติฐานว่า "อนาคตจะมีรูปแบบฝนคล้ายอดีต" (เรียกว่าสมมติฐาน stationarity) เช่น ท่อระบายน้ำถูกออกแบบให้รองรับ "ฝนที่มีโอกาสเกิดซ้ำทุก 10 ปี หรือ 50 ปี" โดยอิงจากข้อมูลฝนหลายสิบปีย้อนหลัง

    ปัญหาคือ งานวิจัยพบว่าสมมติฐานนี้ใช้ไม่ได้แล้วในโลกที่ภูมิอากาศเปลี่ยนเร็ว หากยังยึดสมมติฐานเดิม อาจประเมินความรุนแรงของฝนสุดขั้วต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 60% และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ การประเมินระดับโลกชี้ว่าภายในกลางศตวรรษนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วโลกเกือบ 44% จะเจอฝนที่รุนแรงกว่าค่าที่ออกแบบไว้บ่อยกว่าเดิมถึง 25% และอาจเพิ่มเป็นเกือบ 70% ของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดหากโลกร้อนขึ้นใกล้ 4 องศา

    แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่ "ตัวเลขเก่าใช้ไม่ได้" เพราะแม้จะรู้ว่าต้องปรับมาตรฐานใหม่ ก็ยังเจอทางตันอีกสามชั้น:

    ทางตันที่หนึ่ง — เป้าหมายที่ขยับตลอดเวลา: ในเมื่อโลกยังร้อนขึ้นต่อเนื่องไม่มีจุดหยุด มาตรฐานฝนสุดขั้วที่ "ปรับปรุงแล้ว" ในวันนี้ ก็จะกลายเป็นค่าที่ต่ำเกินไปอีกในอีก 10-20 ปีข้างหน้า วิศวกรรมกำลังไล่ตามเป้าหมายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ต่างจากในอดีตที่ออกแบบครั้งเดียวแล้วใช้ได้เป็นร้อยปี

    ทางตันที่สอง — วิกฤต "ท่วมแล้วแล้ง" ในปีเดียวกัน: ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า hydroclimate whiplash คือยิ่งโลกร้อน อากาศยิ่งทำหน้าที่เหมือน "ฟองน้ำที่ขยายตัว" ดูดน้ำออกจากดินตอนแล้งได้แรงขึ้น และปล่อยน้ำตอนฝนตกได้แรงขึ้น พร้อมกันทั้งสองด้าน แถมดินที่ผ่านช่วงแล้งมาก่อนจะซึมน้ำได้แย่ลง พอฝนบอมบ์มาก็เลยไหลเป็นน้ำท่าเร็วแทนที่จะซึมลงดินเติมน้ำใต้ดิน กลายเป็นท่วมฉับพลันโดยที่ดินยังแล้งเหมือนเดิม — นี่ทำให้การออกแบบเขื่อนยากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะเขื่อนแบบเดิมบริหารด้วยกฎตายตัวตามปฏิทิน (กันที่ว่างรับน้ำหลากช่วงหนึ่ง กักน้ำไว้ใช้อีกช่วงหนึ่ง) ซึ่งใช้ไม่ได้อีกต่อไปเมื่อฝนมาแบบสุ่มและรุนแรงกว่าเดิมมาก ผู้บริหารเขื่อนต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงสองแบบที่ขัดแย้งกันตลอดเวลา คือกันที่ว่างเผื่อน้ำหลากมากไปก็เสี่ยงขาดน้ำหน้าแล้ง แต่กักน้ำไว้เยอะไปก็เสี่ยงเขื่อนรับมือฝนบอมบ์ไม่ไหว

    ทางตันที่สาม — เศรษฐศาสตร์การเมืองของการป้องกันภัยที่มองไม่เห็น: การลงทุนเสริมโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงขึ้นต้องใช้เงินทันที แต่ผลตอบแทน (การไม่เกิดน้ำท่วม) เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจนกว่าจะเกิดภัยพิบัติจริง ทำให้ในทางปฏิบัติ การอนุมัติงบประมาณมหาศาลเพื่อป้องกันสิ่งที่ "อาจจะไม่เกิดในเทอมนี้" มักถูกผลักไปทีหลังเสมอ จนกว่าจะสายเกินไป

    ทิศทางที่เริ่มเป็นรูปธรรมในบางประเทศคือแนวคิด Forecast-Informed Reservoir Operations หรือ FIRO — แทนที่จะบริหารเขื่อนด้วยกฎตายตัวตามปฏิทิน ให้ใช้ข้อมูลพยากรณ์ atmospheric river ล่วงหน้ามาปรับระดับกักเก็บน้ำแบบเรียลไทม์แทน ถ้าพยากรณ์ไม่เห็นสัญญาณฝนมาในระยะสั้น ก็กักน้ำเต็มที่กันแล้ง แต่ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณฝนบอมบ์ก่อตัว ก็เร่งระบายน้ำล่วงหน้าเปิดที่ว่างรับน้ำหลาก — แต่แนวทางนี้ก็ยังผูกติดกับข้อจำกัดเรื่องความแม่นยำของการพยากรณ์ที่พูดไปแล้วว่ายังต่ำอยู่มากในตอนนี้เช่นกัน

    6. ฝนบอมบ์ เกิดได้ทั้งปี!!!!
    นี่คือความน่ากลัวของสภาพอากาศยุคโลกรวน (Climate Change) เพราะตราบใดที่ท้องฟ้ามี "ไอน้ำ" สะสมอยู่มากเกินปกติ (ตามกฎฟิสิกส์อากาศร้อนอุ้มน้ำได้มากขึ้น) พอมีเงื่อนไขมาจุดชนวนนิดเดียว ก๊อกน้ำก็พร้อมแตกเป็น Rain Bomb ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงหน้าฝน

    กลไกการเกิดในฤดูร้อนและฤดูหนาว จะมีหน้าตาแบบนี้:

    ฤดูร้อน (โอกาสเกิดสูงมาก และรุนแรง):
    ในหน้าแล้งที่อากาศร้อนจัด แผ่นดินจะสะสมความร้อนไว้สูงมาก (โดยเฉพาะในเมือง) ความร้อนนี้ทำหน้าที่เหมือน "ลิฟต์ความเร็วสูง" ครับ พอมีลมพัดเอาความชื้นจากทะเลเข้ามาปะทะ ความร้อนบนแผ่นดินจะดันอากาศชื้นให้ลอยตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง (Cumulonimbus) ขนาดมหึมาในเวลาอันสั้น แล้วเทน้ำตู้มเดียวลงมาเป็น Rain Bomb ซึ่งเรามักคุ้นเคยกันในชื่อ พายุฤดูร้อน (Summer Storm) ที่มักจะมาพร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บนั่นเอง

    ฤดูหนาว (โอกาสเกิดน้อยกว่า แต่เริ่มเจอบ่อยขึ้นและผิดปกติ):

    สำหรับภาคใต้: ต้องโน้ตไว้ก่อนว่า ฤดูหนาวของตอนบนประเทศ คือช่วงมรสุมของภาคใต้ครับ ลมหนาวจะพัดเอาความชื้นจากอ่าวไทยไปปะทะภาคใต้เต็มๆ ดังนั้น Rain Bomb ในช่วงปลายปีถึงต้นปีจึงเกิดขึ้นที่ภาคใต้เป็นปกติ (เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่)

    สำหรับภาคเหนือ (รวมถึงเชียงใหม่) และภาคอื่นๆ: เราจะเจอในรูปแบบของ "ฝนหลงฤดู" ครับ กลไกคือบางครั้งมีมวลอากาศเย็นจัดจากจีนแผ่ลงมาอย่างรวดเร็ว มวลอากาศเย็นซึ่งมีน้ำหนักมาก จะมุดตัวลงต่ำและไป "ช้อน" เอาอากาศอุ่นที่ลอยอยู่เหนือประเทศไทยให้ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน หรือบางครั้งก็เกิดจาก "คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตก" ที่พัดข้ามเมียนมาเข้ามาปะทะ เมื่ออากาศอุ่นถูกดันขึ้นไปเจอความเย็นจัดด้านบน ไอน้ำจะควบแน่นและตกลงมาเป็นฝนอย่างหนักได้แม้ในเดือนธันวาคมหรือมกราคม

    สรุปคือ Rain Bomb อาศัยแค่ 2 ปัจจัยหลักคือ "ความชื้นมหาศาลที่ซ่อนอยู่บนฟ้า" และ "ตัวกระตุ้นให้อากาศยกตัวอย่างฉับพลัน" (เช่น ความร้อนจัดในหน้าแล้ง หรือมวลอากาศเย็นที่ลงมาปะทะในหน้าหนาว) เมื่อโลกเรามีอุณหภูมิพื้นฐานสูงขึ้น วัตถุดิบเหล่านี้จึงพร้อมทำงานก่อตัวเป็นฝนก้อนยักษ์ได้ตลอดทั้งปี

    สรุปส่งท้าย

    โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ฝนรุนแรงกว่าเดิม คาดเดายากกว่าเดิม เกิดในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าเสี่ยงมาก่อน และแกว่งไปมาระหว่างท่วมกับแล้งเร็วกว่าเดิม — ขณะที่ทั้งเครื่องมือพยากรณ์และมาตรฐานวิศวกรรมที่มนุษย์ใช้อยู่ ยังถูกออกแบบมาบนสมมติฐานของโลกใบเก่าที่ภูมิอากาศนิ่งกว่านี้มาก คำถามที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่ "เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับมือได้อย่างไร" แต่คือ "เราจะอยู่ร่วมกับความไม่พร้อมที่จะไม่มีวันหมดไปได้อย่างไร" ต่างหาก

    หลังจากนี้ อำเภอ / จังหวัด ที่ไม่เคยท่วมก็มีโอกาสท่วม
    ธรรมชาติทำให้คนเรามีความ "เท่าเทียม" กันแล้วครับ

    https://www.facebook.com/share/18beVfot5u/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มุมมองจากสื่อญี่ปุ่น: ทำไม “เสือแห่งเอเชีย” อย่างไทย ถึงกำลังเผชิญ “สถานการณ์แย่ที่สุด”

    หากพูดถึงประเทศไทย คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะนึกถึง “สยามเมืองยิ้ม” ชายหาดที่สวยงาม วัดวาอาราม และสวรรค์แห่งการท่องเที่ยว แต่ในอีกมุมหนึ่ง สภาพเศรษฐกิจของไทยกลับกำลังติดหล่มหนัก และเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ต่างเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ GDP ของไทยกลับเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% เท่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนทุนคืนตั้งแต่ปี 2023 และตัวเลขการไหลออกของเงินทุนพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

    เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย? สรุปประเด็นวิเคราะห์สำคัญ:

    1. วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ไร้จุดจบ

    ย้อนกลับไปในยุค 90s ไทยเคยเติบโตพุ่งทะยาน 8-9% ต่อปีจนถูกเรียกว่า “เสือแห่งเอเชีย” แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 และตามมาด้วยเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2006 ซึ่งเปิดฉากการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับกลุ่มอนุรักษนิยม/กลุ่มอิทธิพลเดิม

    ไทยมีรัฐประหารสำเร็จถึง 13 ครั้ง และแก้ไขรัฐธรรมนูญไปราว 20 ครั้ง การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอนวนลูปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้นโยบายเศรษฐกิจขาดความต่อเนื่อง และทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยสิ้นเชิง

    2. โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างชาติ และเจอผลกระทบจากภายนอก

    เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูงมาก (คิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP) แต่หลังโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจีนและอาเซียน ทว่าต้องมาเจออุปสรรคจากสงครามการค้า มาตรการกำแพงภาษี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

    3. ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว และ “หนี้ครัวเรือน” ที่กดทับ

    ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก ทรัพย์สินกว่า 70% ของประเทศถูกถือครองโดยกลุ่มคนร่ำรวยเพียง 10% กลุ่มทุนใหญ่และตระกูลมหาเศรษฐีครองตลาดและต่อต้านการปฏิรูปเพื่อการแข่งขัน

    ในขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปกลับแบกรับ “หนี้ครัวเรือน” สูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย พอๆ กับเกาหลีใต้และฮ่องกง รายได้ที่ไม่เติบโตทำให้ประชาชนต้องกู้ยืมจนเกินความสามารถ และเงินส่วนใหญ่ต้องหมดไปกับการจ่ายดอกเบี้ย

    4. ขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง และวิกฤต “แก่ก่อนรวย”

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเปิดศึกดึงดูดการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ไทยกลับขาดแคลนวิศวกร ดาต้าไซเอ็นทิสต์ และทักษะภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

    ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนที่จะกลายเป็นประเทศร่ำรวย กำลังแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2019 และคาดว่าในช่วงปี 2030-2040 กำลังแรงงานของไทยจะลดลงเฉลี่ยปีละ 1% ทุกปี

    แม้ทางการไทยจะพยายามผลักดันการเพิ่มทักษะแรงงาน (Reskilling) เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ตราบใดที่โครงสร้างทางการเมืองยังไม่ได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง และการผูกขาดอำนาจยังไม่ถูกทำลาย ก็ยากที่ไทยจะกลับมาเจิดจรัสในฐานะ “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย” ได้อีกครั้ง

    อ่านแล้วรู้สึกใจหายจัง

    ที่มา: TBS CROSS DIG with Bloomberg (TBSテレビ)
    วันที่เผยแพร่: วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2026 (เวลา 07:00 น.)

    #TBSNews #TBSCROSSDIG #Bloomberg #เศรษฐกิจไทย #การเมืองไทย #หนี้ครัวเรือน #ข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/1DkwU14s3d/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,331
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พนักงาน 40% เป็นต่างชาติ… ความจริงสุดซึ้งของโรงงาน SME ใน “จังหวัดไอจิ” เมืองหลวงโตโยต้า ที่ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติ สายการผลิตคือพังทันที!

    ถ้าพูดถึงจังหวัดไอจิ หลายคนคงนึกถึงเมืองอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า แต่รู้ไหมว่าตอนนี้บรรดาโรงงาน SME ซัพพลายเออร์ที่คอยค้ำจุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ กำลังเจอวิกฤตขาดแคลนแรงงานหนักมาก จนกลายเป็นว่า “ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติ กิจการไปต่อไม่ได้แล้ว”

    สรุปประเด็นน่าสนใจจากข่าว:

    1. คนต่างชาติในไอจิพุ่งสูงติดอันดับ 3 ของญี่ปุ่น

    สิ้นปี 2025 จังหวัดไอจิมีคนต่างชาติอาศัยอยู่สูงถึงเกือบ 3.6 แสนคน (เป็นรองแค่โตเกียวกับโอซากะ) ส่วนแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานถูกต้องตามกฎหมายพุ่งไปถึง 2.49 แสนคน เติบโตขึ้นจากปี 2019 ถึง 40% บางพื้นที่อย่างหมู่บ้านโทบิชิมะ หรือเมืองทากาฮามะ มีสัดส่วนคนต่างชาติเกิน 10% ของประชากรในพื้นที่ไปแล้ว

    2. คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นไม่เข้าโรงงาน SME

    ด้วยปัญหาสังคมผู้สูงอายุและเด็กเกิดน้อย แถมคนรุ่นใหม่มองว่างานโรงงานเป็นงานหนักและเปรอะเปื้อน (ภาพลักษณ์ 3K) ทำให้ต่อให้เปิดรับสมัครงานตามปกติ คนญี่ปุ่นก็แทบไม่มาสมัครเลย

    3. คนต่างชาติกลายเป็น “หัวใจหลัก” ของสายการผลิต

    * บริษัทผลิตเต็นท์ Maruhachi Tent (นาโกยา): มีพนักงาน 25 คน เป็นคนต่างชาติไปแล้ว 10 คน (40% ของบริษัท) ที่สำคัญคืองานทักษะสูงอย่าง “งานเย็บ” และ “งานเชื่อม” ซึ่งเป็นหัวใจของบริษัท ตอนนี้หัวหน้างานเป็นคนต่างชาติทั้งหมด
    * บริษัทแปรรูปโลหะ Meiyu Sansho (เมืองโคมากิ): จากเดิมที่เคยรับแค่เด็กฝึกงาน ตอนนี้หันมารับนักศึกษาต่างชาติที่จบในญี่ปุ่น หรือจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยในเอเชียเข้ามาเป็นพนักงานประจำ ช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการหน้างานและการทำกิจกรรมปรับปรุงโรงงาน (Kaizen)

    4. ทางภาครัฐ (จังหวัดไอจิ) ยื่นมือเข้าช่วยเต็มที่

    เพราะถ้าโรงงาน SME เหล่านี้ล้ม ห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถใหญ่ก็พังตาม ทางจังหวัดไอจิจึงเปิด “ศูนย์สนับสนุนการรับแรงงานต่างชาติ” ขึ้นมา ช่วยเหลือทั้งเรื่องกฎหมาย วีซ่า การปรับตัวในองค์กร รวมถึงคอร์สสอนภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน โดยเน้นสอนวัฒนธรรมสำคัญของบริษัทญี่ปุ่นอย่างเรื่อง “โฮเรนโซ” (การรายงาน-ติดต่อ-ปรึกษา) แถมยังจัด Job Fair ดึงแรงงานจากเวียดนามและอินโดนีเซียมาทำงานโดยตรงด้วย

    บทสรุป:

    แม้ในสังคมญี่ปุ่นจะยังมีข้อถกเถียงเรื่องการรับแรงงานต่างชาติ แต่ในความเป็นจริงของโลกอุตสาหกรรมยามนี้ ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติคอยช่วยขับเคลื่อน โรงงานผลิตและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้อีกต่อไปแล้ว

    ที่มา: PRESIDENT Online (เขียนโดย Tadashi Shinohara)
    วันที่เผยแพร่: 27 กันยายน 2026 (07:15 JST)

    #ข่าวญี่ปุ่น #แรงงานต่างชาติ #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #จังหวัดไอจิ #ทำงานที่ญี่ปุ่น #SMEญี่ปุ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1FN3LbY9o2/
     

แชร์หน้านี้

Loading...