"หลวงพ่อประจักษ์"กับ..กาลเวลาที่ไม่เคยกลืนกินอุดมการณ์

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 27 พฤศจิกายน 2008.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,511
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="96%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=headnews vAlign=top>หลวงพ่อประจักษ์ กับ...กาลเวลาที่ไม่เคยกลืนกินอุดมการณ์

    </TD></TR><TR><TD vAlign=top height=4></TD></TR><TR><TD class=dessubmmenu1><CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER></CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER></TD></TR></TBODY></TABLE>
    หลวงพ่อประจักษ์ได้เป็นศูนย์รวมชาวบ้านร่วมกันต่อต้านโดยปักหลักอยู่ที่สำนักสงฆ์หัวน้ำผุด อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งการต่อสู้ระหว่างชาวบ้านกับนายทุนเป็นไปอย่างเข้มข้นอยู่หลายปี โดยมีพระและรัฐบาลเป็นแนวร่วมของแต่ละฝ่าย แต่สุดท้ายแกนนำชาวบ้านโดยเฉพาะหลวงพ่อประจักษ์ถูกกดดันอย่างหนักและถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี จนต้องลาเพศสมณะในปี ๒๕๓๗

    การสึกของหลวงพ่อประจักษ์ในครั้งนั้นได้สร้างความตื่นตะลึงและงงงันให้แก่คนจำนวนมาก จากอดีตหลวงพ่อประจักษ์ คุตฺตจิตโต ที่ต้องกลายเป็นทิดประจักษ์ และนายประจักษ์ เพชรสิงห์ เพื่อต่อสู้คดีถึง ๗ คดี ต้องหนีภัยไปซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ไปเป็นฤาษีชีไพรนานถึง ๙ ปี มีหลายคดีติดตัวทั้งที่มิได้เป็นคนก่อ ต้องขึ้นศาลกว่า ๖๐ ครั้ง จนในที่สุดบางคดียกฟ้อง บางคดีถูกปรับ และบางคดีรอลงอาญา จนปัจจุบันพ้นมลทินหมดแล้วทุกคดี

    <CENTER>[​IMG]</CENTER>


    จากผลการต่อสู้เพื่อรักษาผืนป่า ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการมรดกโลกองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางเกือบ ๔ แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ส่วนรางวัลที่หลวงพ่อประจักษ์ได้รับคือ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี ๒๕๕๑ โดยการคัดเลือกของคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

    นายประจักษ์กลับคืนสู่สมณเพศอีกครั้งในชื่อเดิมและฉายาใหม่ว่า พระจักษ์ ธมฺมปทีโป โดยบวชที่วัดป่าธรรมชาติ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และปัจจุบันนี้ได้มาจำพรรษาอยู่ที่ วัดเชรษฐพลภูลังกา ต.ดงบัง อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดร้างมานานถึง ๗-๘ ปี อยู่ในพื้นที่เชิงเทือกเขาภูลังกา มีพระมาอยู่จำพรรษาปฏิบัติธรรมด้วย ๙ รูป สามเณร ๒ รูป และแม่ชีอีก ๓ คน ทุกๆ วันท่านจะเดินลงจากเขาออกบิณฑบาต ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ฉันอาหารมื้อเดียว ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ เดินจงกรมเป็นกิจวัตร
    แม้ว่าจะต้องสึกด้วยเหตุที่ต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ แต่แนวคิดเชิงอุดมการณ์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ยังคงอยู่ในสำนึก และจิตวิญญาณตลอดมิเสื่อมคลาย หลวงพ่อประจักษ์ได้หาต้นกล้ายางนามาเพาะปลูกทุกปี ปีละราว ๖๐๐-๗๐๐ ต้น หลายปีเข้าก็นับหมื่นต้นโดยปลูกเสริมตามบริเวณป่าเสื่อมโทรม และปลูกเป็นแนวกันชนระหว่างสวนยางพาราของชาวบ้าน กับเชิงเทือกเขาภูลังกา มีชาวบ้านหลายหมู่บ้าน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนจาก บ้านต่อเรือ บ้านหนองไผ่ บ้านโนนสวาท เป็นต้น ต่างก็มาช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ เพาะปลูกและอนุรักษ์ป่าดั้งเดิม ที่อยู่รายรอบวัด อีกทั้งได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับวัดและสำนักสงฆ์อีกมากกว่า ๔๐ แห่งที่อยู่รายล้อมเทือกเขาภูลังกา


    หลวงพ่อประจักษ์ บอกว่า ทุกวันนี้อยู่อย่างโลกลืมได้แต่ไม่เคยคิดที่จะลืมทำอะไรเพื่อโลก การที่จะบอกให้ใครทำตามเรานั้นเราต้องทำให้เป็นตัวอย่างก่อน อย่างกับคำพูที่ว่า ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนนั่นแหละ เมื่อคนเห็นประโยชน์คนก็ทำตามเองไม่ต้องไปเกณฑ์ไม่ต้องไปจ้าง การทำงานด้วยใจ การทำงานด้วยความมุ่งมั่นย่อมสำเร็จด้วยดี พระแต่ละรูปต่างมีความถนัดและความชอบแตกต่างกันไป วัดทุกวัดที่สร้าง ต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก ไม่ได้ปลูกเพื่อตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วตายไปก็นำติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง


    พร้อมกันนี้ หลวงพ่อประจักษ์พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ธรรมกับธรรมชาติเป็นอันเดียวกัน กฎศาสนาออกมาจากกฎธรรมชาติ แต่กฎหมายบ้านเมืองออกมาจากกิเลสของคน เอากิเลสเป็นตัวกำหนด โลกมันเลยไหลไปไหลมาอยู่อย่างนี้ การเข้าวัดของชาวบ้านในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไป จะมาอยู่เฉพาะเมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ อยู่ ๗ วัน ๑๕ วันก็กลับไป ขณะเดียวกันคนเข้าวัดโดยยึดที่ตัวพระดัง ที่ตัวบุคคลมากขึ้น ส่วนนักการเมืองเองก็เช่นกัน บางครั้งการเข้าวัดมีวัตถุประสงค์ในเรื่องของการตามนาย หรือหวังผลอย่างอื่นในทางโลกเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการเน้นรูปแบบประเพณี การจัดกิจกรรม หรือการสร้างถาวรวัตถุ แต่กลับไม่เน้นเรื่องจิตวิญญาณ ฝึกแก้ไขจิตใจ อารมณ์และรู้ทันความคิด มีสติในการเป็นอยู่ แต่ทางธรรมไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ จึงไม่สามารถลดทิฐิ หรือเปลี่ยนความเห็นแก่ตัวใดๆ ได้ แต่การเข้าวัดแล้วได้ฝึกจิต ได้เข้าใจธรรมชาติ และรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง นั่นต่างหากคือคุณค่าที่มีความหมายต่อชีวิต"


    วีรบุรุษในผ้าเหลือง


    “วีรบุรุษในผ้าเหลือง” หรือ “นักรบที่ถูกทอดทิ้ง” เป็นฉายาที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว ตั้งให้แก่ หลวงพ่อประจักษ์ ด้วยเหตุที่ว่าเป็นพระภิกษุรูปแรก ที่มีแนวคิดปฏิบัติกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม จนเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบัน มุ่งมั่นทำงานด้านการอนุรักษ์ ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ร่วมกับมวลชน เสี่ยงชีวิตถึงตาย เป็นพระรูปแรกที่สามารถบ่งชี้ให้เข้าใจว่า “คนอยู่กับป่าได้” เป็นจุดเชื่อมที่ทำให้คนชั้นกลางได้เข้าใจถึงวิถีการอนุรักษ์ป่าอย่างแท้จริง

    หลวงพ่อประจักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ที่บ้านแพะ ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง จ.สระบุรี ช่วงวัยเด็ก เรียนที่โรงเรียนวัดบำรุงธรรม จ.สระบุรี จบเพียงชั้นประถมปีที่ ๔ บวชเป็นสามเณรอยู่ที่เสาไห้ ๒ ปี ลาสิกขาออกมาแล้วก็ร่อนเร่หางานทำ ขายขนมปัง ไอศกรีม ตามตลาด รับจ้างทำงานสารพัดไปเรื่อยๆ จนอายุ ๑๖-๑๗ ปี ได้เข้าทำงานกับบริษัทฝรั่งเรมอนคอนสตรัคชั่น เป็นคนงานสร้างถนนสายสระบุรี- โคราช สายพิษณุโลก - หล่มสัก สนามบินอู่ตะเภา เขื่อนยันฮี จ.ตาก เป็นต้น

    ภายหลังมีปัญหาถูกยิง ครั้นรักษาพยาบาลหายแล้ว อายุใกล้จะ ๔๐ ปี จึงตัดสินใจบวชปฏิบัติธรรมเป็นครั้งที่ ๒ อยู่ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ สระบุรี เมื่อปี ๒๕๒๑ ขณะนั้นได้เริ่มปลูกป่ากว่า ๕๐๐ ไร่ โดยมีญาติธรรมเข้ามาร่วมด้วยช่วยดูแล จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์อยู่หลายปี จากบ้านเกิดลงใต้ ขึ้นเหนือ ตั้งแต่ปาดังเบซาร์ ถึงแม่ฮ่องสอน แวะเวียนพำนักถ้ำเขากระเจียว ถ้ำเขาลูกช้าง ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา สุภัทโท หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จนถึงพรรษาที่ ๑๑ ก็ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำเจีย จ.ลพบุรี จำพรรษาอยู่ ๗ ปี

    ในช่วงที่เดินธุดงค์ได้พบเห็นการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่า เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าราชการหลายกลุ่มใช้อิทธิพลเอาไม้ใหญ่จากป่าทึบออกขาย มีการหลอกลวงให้ชาวบ้านช่วยกันทำลายป่า มีนโยบายเอาต้นยูคาฯ ไปปลูก อ้างว่าเป็นไม้เศรษฐกิจทำรายได้งามส่งผลให้ป่าธรรมชาติถูกทำลายเตียนโล่งไปหมด กลายเป็นดงมันสำปะหลัง แต่สุดท้ายถูกกดดันอย่างหนักและถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี จนต้องลาเพศสมณะในปี ๒๕๓๗ และกลับมาสู่เพศสมณะเป็นครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๔๗

    เรื่องและภาพ "ไตรเทพ ไกรงู" ​

     
  2. teeo79

    teeo79 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    133
    ค่าพลัง:
    +96
    อนุโมทนาครับ
    อยากไปช่วยจังเลยครับ
    แต่ยังไม่สามารถตัดทางโลก ณ ขณะนี้ได้
    รอสักวัน โอกาสคงมีแน่นอนครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 ธันวาคม 2008

แชร์หน้านี้

Loading...