เจาะลึก พระคาถาบูชาหลวงปู่ทวด

ในห้อง 'บทสวดมนต์ - คาถา' ตั้งกระทู้โดย พระศุภกิจ ปภัสสโร, 11 สิงหาคม 2009.

  1. พระศุภกิจ ปภัสสโร

    พระศุภกิจ ปภัสสโร เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    2,015
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,172
    buddha_28.jpg


    เมื่อออกแบบปกหนังสือหลวงปู่ทวด ผู้เขียน (อ.ทรงวิทย์ แก้วศรี) เห็นมีคาถาอยู่ใต้รูปหลวงปู่ทวดว่า “นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา” และภาพประกอบพระหลวงปู่ทวดหลังตัวหนังสือปี ๒๕๐๕ ข้อความตอนบนมีประทับคาถานี้เป็นภาษาบาลี อักษรขอมอ่านว่า “นโม โพธิสตฺโต อาคนฺติมาย อิติภควา” ผู้เขียนก็ยังไม่ได้สนใจอะไร โดยเฉพาะเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องเวทย์มนต์คาถาอยู่แล้ว ที่ไม่เชื่อไม่ใช่เพราะว่าเวทมนต์คาถาหรือไสยศาสตร์ รวมทั้งโหราศาสตร์ด้วยว่าไม่มีจริง แต่เพราะไม่เชื่อน้ำมนต์ของคนเสกเวทมนต์คาถาหรือหมอดูมากกว่า ครั้นต่อมามีความเคยตัวที่ต้องขอพรหรือขอเงินหลวงปู่ทวดใช้เป็นประจำ คาถาที่ใช้ภาวนาจึงต้องใช้ “นโม โพธิสตฺโต อาคนฺติมาย อิติภควา” คาถานี้ต่อท้ายบทสวดมนต์ก่อนนอนเป็นประจำ เลยเกิดความอยากรู้ว่าพระคาถาประจำหลวงปู่ทวดบทนี้แปลว่าอะไร

    เรื่องคาถาหรือมนต์ต่างๆ นอกจากพระพุทธมนต์ที่เป็นภาษาบาลีแล้ว เรามักแปลกันไม่ออก อีกประวัติคลาดเคลื่อนเพราะจำกันมาเลอะเลือนผิดๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ ผู้เขียนเคยถามหลวงพ่ออุตตมะ เมื่อครั้งเป็นกรรมการจัดทำหนังสือ “๘๔ ปี หลวงพ่ออุตตมะ” เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๗ ถึงเรื่องคำแปลคาถาหรือมนต์บางบท ท่านตอบอย่างทีเล่นทีจริงยิ้มๆ ว่า “แปลไม่ได้ก็อย่าไปแปล เพราะแปลแล้วเดี๋ยวจะไม่ขลัง” เรื่องนี้เห็นจะจริง เพราะมนต์บางบทไม่เป็นภาษา บางบทแปลได้แต่ความหมายไม่เห็นจะเกี่ยวกับอุปเท่ห์ที่เราต้องการใช้ พลอยจะพาลไม่เชื่อถือก็เลยไม่ศักดิ์สิทธิ์ไปเลย
    แต่เรื่องคาถาประจำหลวงปู่ทวดนี้ ผู้เขียนเกิดความสนใจ และเอะใจว่ามีลักษณะผิดกับคาถาหรือมนต์บทอื่นๆ ซึ่งมักขึ้นด้วยคำว่า “โอม” แบบพราหมณ์ หรือ “สิทธิการิยะ” แบบไทยโบราณ คาถาประจำหลวงปู่ทวดเป็นภาษาบาลีแบบเถรวาท แต่ก็แปลไม่ออก เพราะดูเผินๆ มันผิดหลักไวยากรณ์บาลีไปหมด มีแต่ตัวประธาน (subject) ไม่มีตัวกริยา (verb) ถ้าแยกศัพท์จะเป็นดังนี้

    นโม อันว่าความนอบน้อม (ประธาน)

    โพธิสตฺโต อันว่าพระโพธิสัตว์ (ประธาน)

    อาคนฺติมาย (แปลไม่ได้)

    อิติภควา ว่าเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า (คำวิกติกัตตา หรือคำวิเศษณ์ = adverb)



    ตามหลักบาลีไวยากรณ์นั้น เมื่อมีประธานก็ต้องมีกริยา ถ้าเป็นกริยาประเภทสอวุตตกัมมะ (transitive verb) ก็ต้องมีกรรม แต่คาถานี้ยังหากริยาและกรรมไม่พบก็เลยแปลไม่ออก จึงต้องลองวิเคราะห์กันดู และหาทางแปลออกมาให้ได้ผู้เขียนเองก็เป็นเปรียญเอก มีความรู้ทั้งภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่ตามสมควรแก่ภูมิ จึงได้ปรึกษากันกับอาจารย์ชะเอม แก้วคลาย เปรียญ ๗ , M.A. และอาจารย์สุวัฒน์ โกพลรัตน์ เปรียญ ๙, M.A. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณของหอสมุดแห่งชาติ ได้วิเคราะห์กันทั้งในแง่หลักภาษาและบาลีไวยากรณ์ จึงแปลกันออก คาถานี้ผูกเงื่อนงำในทางไวยากรณ์และให้ความหมายที่ดีมาก การผูกประโยคเป็นลักษณะแบบที่เรียกกันว่า ย-ต คือประโยคส่ง (ย) ประโยครับ (ต) เวลาแปลต้องโยกศัพท์เข้ามาจึงจะเห็นความสมบูรณ์ ประโยคที่บริบูรณ์จะต้องเขียนดังนี้

    “โย เถโร โพธิสตฺโต อิติภควา อิมาย ชนาย อาคนฺติ นโม ตสฺส โพธิสตฺตสฺส อิติภควโต เถรสฺส อตฺถุ”

    ถ้าแปลโดยพยัญชนะหรือแปลยกศัพท์เรียงตัวตามหน้าที่ของคำในประโยคตามหลักบาลีไวยากรณ์จะแปลได้ดังนี้

    “เถโร อันว่าพระเถระ โย รูปใด โพธิสตฺโต เป็นพระโพธิสัตว์ ภควาอิติ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโชค อาคนฺติ ย่อมมา ชนาย สู่ชน (หรือบุคคล) อิมาย ผู้นี้ นโม อันว่าความนอบน้อม อตฺถุ ขอจงมี เถรสฺส แก่พระเถระ โพธิสตฺตสฺส ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ อิติภควโต ได้ชื่อว่า ผู้มีโชค ตสฺส รูปนั้น

    ที่วิเคราะห์โดยละเอียดมาข้างต้นนี้ ก็เพื่อรักษารูปแบบการวิเคราะห์และการแปลพระคาถานี้ไว้ในแง่ของบาลีไวยากรณ์ เผื่อว่าอาจจะมีท่านผู้ใดผู้หนึ่งสนใจที่มาที่ไปดังเช่นผู้เขียนก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดีที่แปลยกศัพท์มาก็เพื่อให้เห็นการแปลโดยพยัญชนะ ถ้าแปลโดยอรรถเป็นภาษาสามัญชนธรรมดา ก็แปลได้อย่างง่ายดายดังนี้

    “นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา = ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้านี้”

    อนึ่ง ในฐานะที่หลวงปู่ทวดได้รับพระมหากรุณาธิคุณในพระเจ้าอยู่หัวเอกาทศรถ โปรดให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นสมเด็จองค์หนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นว่า เราน่าจะเรียกชื่อหลวงปู่ทวดว่า “เจ้าประคุณสมเด็จทวด” หรือ “เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด” ก็ได้ แม้ผู้เขียนและคณะศิษยานุศิษย์ในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดเบญจมบพิตร ก็เคยเรียกท่านว่า “เจ้าประคุณสมเด็จหลวงพ่อ” และเรียกสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นอาจารย์ว่า “เจ้าประคุณสมเด็จอาจารย์” เพราะฉะนั้นผู้เคารพเลื่อมใสในหลวงปู่ทวด จึงควรที่จะเรียกท่านว่า “เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด” จึงจะเหมาะสม

    ด้วยสังฆานุภาพของเจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ขอผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาเจริญภาวนาพระคาถาบทนี้เป็นนิจ จงเป็นผู้มีโชค ประสบแต่สรรพสิ่งสิริมงคล วิบูลพูลผล ในลาภยศ สรรเสริญ สุข จงทุกประการเทอญฯ

    **** อาจารย์ทรงวิทย์ แก้วศรี เรียบเรียงขึ้นถวายเป็นสังฆบูชาเจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด

    วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๘ เวลา ๐๒.๐๐ น.

    =======================

    บทความข้างต้นคัดลอกจากนิตยสารพระเครื่องกรุงสยาม ฉบับที่ ๘ พ.ศ.๒๕๓๘
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 11 สิงหาคม 2009
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    ประวัติ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้

    ประวัติ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้


    [​IMG]
    สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ

    หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป



    ทารกอัศจรรย์

    เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้

    นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา


    สามีราโม

    เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง

    เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา

    เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ


    รบด้วยปัญญา

    กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์

    เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย


    พระสุบินนิมิต



    [​IMG]
    เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด




    ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

    รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที


    อักษรเจ็ดตัว


    ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม


    ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด” ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด”
    ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย
    ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น


    พระราชมุนี

    สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น “พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

    โรคห่าเหือดหาย
    ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า “พระสังฆราชคูรูปาจารย์” และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า “หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ”

    กลับสู่ถิ่นฐาน
    ครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯได้เข้าเฝ้า ถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมาก ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า “สมเด็จอย่าละทิ้งโยม” แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา

    ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

    สมเด็จเจ้าพะโคะ

    [​IMG]
    ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ” และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า “วัดพะโคะ” มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา


    เหยียบน้ำทะเลจืด

    ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า 3 คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้

    เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

    เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา “ไม้เท้า 3 คด” พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้

    สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงปู่ทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

    สังขารธรรม
    หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านลังกา” และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านช้างให้” ดังนี้ ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้

    ปัจฉิมภาค
    สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ตลอดไป


    www.itti-patihan.com/

     
  3. Masquerader

    Masquerader เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    154
    ค่าพลัง:
    +323
    อนุโมทนา สาธุ อยากรู้ประวัติท่านมานานแล้ว แล้ววันนี้ก็ได้รู้ ในขณะที่ึคล้องท่านอยู่ เราโชคดีจริงๆ
     
  4. โป๊ยเซียนสาว

    โป๊ยเซียนสาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,543
    ค่าพลัง:
    +2,279
    อนุโมทนา สาธุ กราบนมัสการหลวงปู่ทวด
    ได้รู้ได้ยินชื่อท่านมาแต่เล็กก็นับถือด้วยใจที่ศรัทธาในเมตตาของท่านเสมอมาค่ะ





    .
     
  5. บูนโบ้

    บูนโบ้ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +12
    (good)เคยได้สวดบทคาถานี้เหมือนกันแต่ไม่ทราบเป็นบทสวดบุชาหลวงปุ่ทวดค่ะขออนุโมธนาสาธุค่ะ
     
  6. coolboyz

    coolboyz สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    31
    ค่าพลัง:
    +12
    กราบนมัสการพระอริยเจ้าทุก ๆ พระองค์ด้วยเศียรเกล้า
     
  7. Bobcats

    Bobcats เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    405
    ค่าพลัง:
    +399
    อนุโมทนาครับท่าน

    สวดพระคาถานี้ทุกเช้าคำ่ ชีวิตมีแต่ดีขึ้นด้วยบารมีองค์หลวงปู่ทวดครับ
     
  8. paramitara

    paramitara Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +59
    อนุโมทนาค่ะ สวดบทอาราธนาท่านมานานแล้ว เพิ่งมารู้ที่มาวันนี้เอง
     
  9. kriengkripob

    kriengkripob เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,325
    ค่าพลัง:
    +2,041
    อนุโมทนา
    สวดมนต์เช้า-ก่อนนอน ทุกวัน
    บทสุดท้ายระลึกถึง
    หลวงปู่ทวด
    จำนวน 9 จบ เสมอมา....
    สาธุ สาธุ
    หมายเหตุ รูปปั้นหลวงปู่ทวด หน้าตัก 9 นิ้ว เนื้อว่านพญางิ้วดำ ฝีมือช่างตามตำราโบราณ เข้าพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดในปง อ.วังวิเศษ จว.ตรัง ปี 52 โดยพระอาจารย์สายสำนักเข้าอ้อ จว.พัทลุง อันเกรียงไกร และคณาจารย์อีกหลายท่านครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC02816.JPG
      DSC02816.JPG
      ขนาดไฟล์:
      1.3 MB
      เปิดดู:
      599
    • DSC02817.jpg
      DSC02817.jpg
      ขนาดไฟล์:
      854.3 KB
      เปิดดู:
      595
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2009
  10. อู๋ซิน

    อู๋ซิน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    213
    ค่าพลัง:
    +45
    ผมฝึกสังฆานุสติเป็นหลัก โดยการท่องคาถาบูชาหลวงปู่ทวดในใจ
    "อา คัน ติ มา ยะ อิ ติ พะ คะ วา"
    โดยอยู่ในท่านั่งสมาธิแล้วบริกรรมในใจ แล้วมุ่งรู้คำท่องที่เราบริกรรมในใจนั้น เป็นสังฆานุสติ ที่ได้กำลังสมาธิมาก ได้ความสงบ เหมาะทำเวลาว่างจริงๆ
    อีกแบบหนึ่ง ผมก็จะระลึกถึงคุณความดีของหลวงปู่ทวด อันนี้ก็ได้สมาธิน้อยหน่อย แต่ก็ทำให้ใจสงบเหมือนกันเหมาะทำในตอนเวลาที่กำลังทำงาน
    แล้วยังชอบพระหลวงปู่ทวดด้วย มีแต่คนให้มาก็เก็บไว้ จริงปลอมช่างแม่มันเพราะมันก็แค่เศษปูน เรามองเศษปูนนั้นแล้วระลึกถึงหลวงป่ทวดแล้วใจสงบ ไม่ใช่จะให้เศษปูนพวกนั้นทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
     
  11. Pariyawit

    Pariyawit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2008
    โพสต์:
    229
    ค่าพลัง:
    +777
    นโม โพธิสตฺโต อาคนฺติมาย อิติภควา

    อนุโมทนา ครับ
    สาธุ
     
  12. jubganoi

    jubganoi สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    100
    ค่าพลัง:
    +13
    ผมบอกได้เลยว่าคาถานี้สุดยอด ผมเจอมานับไม่ถ้วน หลวงปู่ทวดนี่ ท่านให้เห็นจะๆ หากต้องการความช่วยเหลือจริง ไม่ได้ทำผิดศีลธรรม ผมเห็นมามาก แบบไม่น่าเชื่อ
     
  13. madoos

    madoos สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +2
    ศรัทธาหลวงปู่ทวดที่สุด ผมแขวนท่านติดตัวมาเป็น 10 ปีแล้วครับ ประสบการณ์แคล้วคลาดมากมาย
     
  14. นทีธร13

    นทีธร13 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +10
    ขออนุโมทนา บุญบารมี
    เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด
    คุ้มครองรักษาข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดเวลา
     

แชร์หน้านี้

Loading...