อิคคิวซัง - จากหนังสือ เล่านิทานเซ็น

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย felies, 1 มิถุนายน 2006.

  1. felies

    felies เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    248
    ค่าพลัง:
    +1,370
    เด็กน้อยอิคยุ

    ในญี่ปุ่นมีเรื่องที่ชอบเล่าอย่างชื่นชมยินดีมาทุกยุคนับแต่สมัยอาชิคากะมาจนทุกวันนี้ คือ เด็กน้อยอิคยุ ติดตามมารดาไปวัดตั้งแต่ยังเล็ก หลวงพ่อเจ้าวัดท่านก็เรียกไปใช้สอยใกล้ชิด

    วันหนึ่งเช็ดพื้นไปปัดเอาถ้วยชาอย่างดีราคาแพงของอาจารย์ตกแตกอิคยุเด็กน้อยรู้สึกตกใจมากเพราะรู้แน่ว่าถ้วยอย่างนี้แพง หาไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อขาดชุดไป ในจิตใจของเด็กๆ ก็เหมือนๆ กับเราท่านทุกคนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก คือ เคยทำของมีค่าตกแตกเสียหายมาบ้างแล้ว

    ลองนึกดูเถิดว่า ในคราวอย่างนั้นเด็กธรรมดาก็ย่อมจิตใจว้าวุ่น คิดอุบายหลบเลี่ยงหรือหนี ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ทำแตกเหมือนๆ กันหมด แต่เด็กชายอิคยุคนนี้ ไม่มีโอกาสนิ่งอึ้งคิดหาหนทางแก้ตัวนานนัก เพราะขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์เดินเข้าห้องมาพอดี

    ถ้าเป็นเด็กอื่น หากถึงคราวจวนตัวไม่รู้จะทำประการใดเช่นนั้นก็จะร้องไห้โฮล่วงหน้าเพื่ออุทธรณ์ให้ถูกเฆี่ยนน้อยหน่อย แต่เด็กชายอคิยุคนนี้ กลับกระวีกระวาดลุกขึ้นยืน มือทั้งสองถือชิ้นกระเบื้องถ้วยชาซ่อนไว้ข้างหลัง ตาจ้องอยุ่ที่อาจารย์ผู้กำลังนั่งบนอาสนะ ก่อนที่อาจารย์จะสังเกตอะไรผิดปกติ เด็กชายอิคยุ ก็เข้าคุกเข่าต่อหน้าขัดจังหวะเอาไว้ก่อนทีท่านอาจารย์จะเอื้อมไปรินชาขึ้นซด ทั้งๆ ที่มือทั้งสองก็ยังซ่อนอะไรไว้ข้างหลังไม่ให้อาจารย์เห็น

    ท่านอาจารย์ชะงักเหลียวมาดูไอ้หนูน้อย ด้วยใบหน้าละไมเป็นปกติ เด็กชายอิคยุเห็นหน้าอาจารย์ ก็แน่ใจว่าอาจารย์ไม่ได้ยินเสียงถ้วยชาแตกเมื่อครู่นี้ ทำให้เกิดปฏิภาณขึ้นบัดนั้น เรียนถามปัญหาธรรมะต่อท่านอาจารย์ทันใดว่า

    “หลวงพ่อฮะ! ทำไมคนเรานี่น่ะ ต้องตายทุกคน ไม่เว้นใครเลยฮะ?”

    “ลูกเอ๋ย! นั่นมันเป็นธรรมชาติธรรมดา” หลวงพ่อตั้งต้นชี้แจงโดยซื่อ ไม่เฉลียวว่าเด็กทำไมเกิดจะมาถามธรรมะเอาตอนนี้ ท่านกล่าวเรื่อยไปอีกว่า

    “บรรดาสรรพสิ่ง ไม่ยกเว้นสิ่งใดถึงที่ถึงคราว ย่อมล่วงหล่นม้วยมรณ์ตายไปอย่างเที่ยงแท้ มิได้ตั้งอยู่นาน”

    เด็กชายอิคยุ-จ้องดูตาท่านอาจารย์อยู่ไม่วาง ฟังอาจารย์ชักนำให้รู้ความเป็นไปของสังขารอยู่จนจบ เลยยื่นแบเศษถ้วยชาแตกในมือให้อาจารย์ดู พร้อมกับทำหน้าเศร้าเอ่ยว่า

    “ถ้วยชาของหลวงพ่อ นี้ก็เหมือนกันฮะ ถึงคราวมันตายเสียแล้ว!”

    ความข้อนี้ คนทั้งวัดเสสรวลเฮฮากันไปทั่ว เมื่อเล่าสู่กันฟังทุกคนได้เห็นแววปฏิภาณของเด็กเล็กๆ รู้จักนำความรู้ที่ได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่เขาพูดจาสนทนาธรรมกัน มาใช้แสดงเชาว์ไวไหวพริบเข้ากับเหตุการณ์จวนตัวเห็นปานนั้น แต่ในสมัยแรกๆ ก็ยังไม่มีใครคาดฝันว่า เด็กน้อยๆ นี้ในเวลาต่อมาจะกลับกลายเป็น ท่านธยานาจารย์อิคยุ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายเซ็น

    ในสมัยที่ท่านโตบวชเป็นพระแล้ว ตัวลูกศิษย์องค์นี้กลายเป็นผู้บรรลุธรรมก่อนอาจารย์ผู้เฒ่าเสียอีก ใช่แต่เท่านั้น ตัวหลวงพ่อผู้เฒ่าเองก็ไม่เคยนึกมาก่อน ว่าเด็กน้อยที่ทำถ้วยชาของท่านตกแตกนี้จะกลายเป็นครูสอนวิธีตายให้ท่านเอง ขณะที่ท่านกำลังจะดับจิต เรื่องที่เล่าต่ออีกในกาลเวลาระยะหลัง ตอนใกล้สิ้นอายุขัยของหลวงพ่อผู้เฒ่าว่า...

    ครั้งนั้นขณะที่หลวงพ่อสำรวมจิต จวนจะทำกาลกิริยาอยู่นั้น ท่านอาจารย์ใหญ่อิคยุก็คลานเข้าไปกราบ เรียนถามหลวงพ่อว่า

    "กระผมต้องบอกหนทางให้หลวงพ่อไหมครับ!"

    หลวงพ่อ ยังมีสติดีอยู่ ตอบแผ่วๆ ว่า

    “ฉันมาก็มาแต่ลำพังผู้เดียว เวลาจะไปก็ไปแต่ลำพังผู้เดียว เจ้าจะมาช่วยอะไรได้เล่า!”พอดี ท่านอาจารย์อิคยุก็ตอบขึ้น ด้วยถ้อยคำว่า

    “หากหลวงพ่อนึกว่าหลวงพ่อเกิด,แล้วหลวงพ่อต้องตายจริงๆ แล้วนั่นยังถูกบดบังห่อหุ้มด้วยความไม่รู้อยู่อีกนะครับ! ถ้าอย่างนั้นผมจะบอกทางให้หลวงพ่อละ! ทางที่ไม่ต้องเรียกว่าเกิด ไม่ต้องเรียกว่าตายไงล่ะ หลวงพ่อ!”
    พอสิ้นประโยคถ้อยคำสำคัญยิ่งของลูกศิษย์ หลวงพ่อก็พริ้มดับไป นิทานก็จบ

    จากเรื่องราวที่เล่ามานี้ เราท่านย่อมทราบแล้วว่านิทานเรื่องนี้ทั้งหมด มันมาขมวดปมคมคายที่ คำบอกหนทาง ให้แก่คนใกล้จะตายนิดเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ถือว่าเป็นคำพูดที่มีค่าแท้จริงสำหรับอาจารย์ผู้เฒ่า ผู้จะลาลับโลกไป ถ้อยคำที่พูดให้ถูกกาละไม่กี่คำ ในสภาพการณ์นั้นๆ ต่อบุคคลนั้นๆ ขณะฉับพลันนั้นๆ ย่อมไม่อาจเกิดผลแก่คนอื่น ที่อยู่ในสภาพอื่นเวลาอื่น แต่ก็เป็นข้อความที่น่าสนใจ ฟังไว้บางทีจะเกิดประโยชน์อย่างน้อยก็เพียงรู้ว่ามันลึกก็ยังดี ที่จะลึกไปแค่ไหนนั้น เราควรมาวิเคราะห์กัน ตามแต่กำลังความคิดเห็น...

    ที่ศิษย์เสนอตัวเข้าไป ถามหลวงพ่อ ทำนองหยั่งความรู้ในขณะท่านใกล้จะตายเสียก่อนนั้น เป็นวิธีทั่วๆ ไปของอาจารย์เซ็น เพราะคนเราระยะหนึ่งๆ มิได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวเป็นอารมณ์ ศิษย์จึงถามนำเพื่อหยั่งสภาวะจิตดูก่อนว่า...

    “กระผมต้องบอกหนทางให้ไหมครับ หลวงพ่อ?”

    พอหลวงพ่อ ตอบมา จึงเหมือนกับทำให้ศิษย์รู้ว่าหลวงพ่อกำลังคิดนึกรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงในขณะใกล้จะตายว่าอย่างไร (เมื่อรู้ภาวะการณ์แล้ว ศิษย์ก็เริ่ม บอกทาง เอาจริงๆ แต่บอกแบบทันควัน ถ้าฟังเผินๆ ก็เหมือนโต้ตอบธรรมดา หรือไม่เป็นการสอนชี้บอกแต่อย่างไร)

    หลวงพ่อตอบออกมาว่า “ฉันมาก็มาแต่ตัว ขาไปก็จะไปแต่ตัว จะให้ใครมาช่วยได้”
    คำพูดอย่างนี้ตรงกับความรู้ธรรมมะที่สอนๆ สวดๆ กัน สำหรับเหล่าชาววัด ใครก็ถือว่าเป็นวิธีบริกรรมคราวพยายามจะปลงทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ฝ่ายเถรวาทในเมืองไทยเราก็สอนกันอยู่ทั่วไป คือสอนมิให้เป็นห่วงเป็นใยจนเป็นเรื่องรบกวนต่อการตั้งสมาธิจิตเวลาใกล้จะตาย

    ส่วนพวกพุทธศาสนาอย่างเซ็นนั้น เขายังถือว่าขณะดับจิตถ้ายังมีตัวคนสำหรับจะมาตั้งปรารถนาใคร่จะปลงว่าไม่ใช่ของเรา-ไม่ใช่ของกู นั้นยังไม่พอ ยังไม่ถึงขั้นปลอดภัย ท่านอาจารย์อิคยุจึงรู้ว่า ภายในดวงความคิดของหลวงพ่อผู้เฒ่าขณะนั้น ยังมีตัวตนที่ได้เกิดมา มีตัวที่พยายามจะปลงเมื่อตนเองต้องตายฉะนั้นท่านจึงฟื้นพลิกความรู้สึกริบหรี่ของหลวงพ่อ ให้จับเหง้าแห่งความรู้สึกเสียใหม่ คือ หนทาง อีกลักษณะหนึ่งโดยเตือนว่า ไม่ใช่ทางที่มีคนเกิดมา-มีคนกำลังเดินอยู่-และกำลังจะไป แต่เป็นทางที่ไม่ถือว่ามีการเกิดและแน่ละ ถ้าไม่มีการเกิดก็ไม่ต้องมีการตาย คือ ตาย เสียก่อนแล้ว ก่อนที่มันจะดับจิตตายไป

    เมื่อหลวงพ่อถอนความรู้สึกภายในเสียทัน สับหัวประแจเข้ารางใหม่ เรื่องมันก็เป็นอันเสร็จกิจ ภาระจะต้องพะวงอะไรมิได้มี ด้วยประการฉะนี้

    ดูเอาเถิดท่านทั้งหลาย ข้อความเป็นไปในนิทานนี้ เขาชี้นิดเดียวตรงความหมายอันสำคัญยิ่ง คือที่ว่า ให้ ตาย เสียก่อนตาย ซึ่งนิทานนี้คงจะให้ความกระจ่างมากอยู่ คือ ตาย คำแรก หมายถึงดับความรู้สึกส่วนลึกประจำใจที่ว่าเรานั้น (ซึ่งอาจเรียกชื่อว่า “ว่างจากตัวตน” หรือใช้คำพูดว่ามีสุญญตาเป็นอารมณ์ของจิต) ก่อนที่จิตจะดับวิบไปเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ด้วยอาการหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดมีภพมีชาติอีกของคนที่ทำได้เช่นนี้ ก็คือพระอรหันต์ประเภทชีวิตะสมะสีสีนั่นเอง


    จากหนังสือ เล่านิทานเซ็น
    เล่าเรื่องโดย อ.อภิปัญโญ
    เผยแพร่โดย ธรรมสภา

    [​IMG]
    --------------------------------------

    [​IMG] น่าสนใจดีครับ ผมนำมาจาก จดหมายข่าวประจำวันพระของ 84000.org หากสนใจรับจดหมายข่าวทุกวันพระก็สมัครได้ที่ http://www.84000.org นะครับ


    ปล.ผมไม่เข้าใจศัพท์ >>[พระอรหันต์ประเภทชีวิตะสมะสีสี]<< หรือ จะเป็นศัพท์ของเค้า? ที่หมายถึง พระอรหันต์ที่ท่านละขันธ์ห้าแล้วครับ ผมว่างั้นนะ แฮ่ะๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มิถุนายน 2006
  2. KomAon11

    KomAon11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    4,801
    ค่าพลัง:
    +18,965
    โอว์

    สะใจ ปัญญา
     
  3. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,511
    อิคยุน่ารัก..555..ปฏิภาณล้ำเลิศ
     
  4. Toutou

    Toutou เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2005
    โพสต์:
    1,453
    ค่าพลัง:
    +8,106
    ตายเสียก่อนตาย...ลึกซึ้งมากคะ

    วันก่อนเฟเลียสบอกใ้ห้พี่ไปลองตายดู พี่จะลองดูคะ ;>
     
  5. SEIWEK

    SEIWEK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2006
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +102
    [​IMG]
    รูปพระอิ๊กคิว
    เชื่อใหมว่าพระ อิ๊กคิวมีตัวตนอยู่จริง
    ย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ในดินแดนญี่ปุ่นเมื่อ 600กว่าปีมาแล้ว ขณะนั้นเป็นยุคสมัยที่แผ่นดินญี่ปุ่นแตกแยกเกิด จลาจล และเต็มไปด้วยสงครามนองเลือด ทั้งการรบพุ่ง เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชวงค์เหนือและ ราชวงค์ใต้ ซึ่งพยายามดึงซามูไรตระกูลต่างๆ มาเป็นฝ่ายตน พ่อฆ่าลูก น้องฆ่าพี่ เหตุการณ์ที่เกิดในตระกูลเดียวกันห้ำหั่นกันมีอยู่ดาษดื่น
    สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ เมืองเกียวโตเท่านั้น แต่ยังขยายออกไปสุ่ระดับท้องถิ่นต่างๆและ ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้คนในสังคมทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชาวบ้านระดับล่างจนถึงชนชั้นสูง เนื่องจากชนชั้นทหารก้าวขึ้นมามีบทบาทกุมอำนาจในสังคม ชนชั้นสูงที่มีอนาจในอดีตจึงลดความสำคัญลง
    แน่นอน เมื่อเกิดสงคราม สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้คือ ความยากจนภาวะอดอยาก และ โรคระบาดสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้แพร่กระจายไปในหมู่ประชาชนระดับล่างทุกหัวระแหง รวมทั้งภัยธรรมชาติ อย่างน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเทพเจ้าลงโทษ
    ในสถานะการณ์ เช่นนี้ ศาสนาน่าจะเป็นที่พึ่งให้กับ จิตใจที่แตกสลายให้กับชาวบ้านที่ล้วนเชื่อกันว่า จะนำพาพวกเขาไปสู่แดนสุขาวดี
    แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นกลับเสื่อมโทรม ไม่ต่างอะไรกับสภาพสังคม วัดหลายแห่งมั่งคั่งขึ้นมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ บนความทุกข์ของชาวบ้านผู้หลงเชื่องมงาย ทั้งในรูปแบบของการทำบุญและ เงินสนับสนุน พระที่เบื้องหน้าฉาบด้วยการเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม แต่เบี้องหลังประพฤติตัวเหลวแหลก ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป รวมทั้งการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นเพื่อสร้างบารมีระหว่างพระด้วยกัน
    ในระหว่างภาวะเสื่อมโทรมที่กัดกร่อนสังคม ทั้งในโลกการเมืองและ โลกของศาสนา พระ " อิกคิว " ก็ได้ถือกำเหนิดขึ้น <!--Signature-->

    กำเหนิด
    อิกคิวซังหรือชื่อในวัยเด็กคือ "เซนงิกูมารุ" เกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.1937 บริเวณเมืองซากะโนะใกล้ๆ กับ เมืองเกียวโต เป็นพระโอรสใน พระจักรพรรดิ โกะโกะมัทสุจักรพรรดิราชวงค์เหนือ กับ พระนางอิโยะดนะ ทสุโบเนะเชื้อสายราชวงค์ใต้ พระนางอิโยะโนะ ทสุโบะเนะ ถูกขับออกจากพระราชวังเนื่องจากถูกใส่ร้ายจากฝ่ายตรงข้าม เมื่อทรงให้กำเหนิดเซงิกุมารุ พระนางดำริถึงความปลอดภัยของพระโอรส จึงทรงตัดสินพระทัยให้เซงิกุมารุเข้าบวชที่วัดอังโคะคุจิ ขณะที่เซงิกุมารุอายุได้ 6 ขวบ หลวงพ่อไกคัง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสนขระนั้นได้ตั้งฉายาใหม่ว่า "ชูเคน"

    เปลียนแปลง
    เมื่อซูเคนเติบโตขึ้น เขาเริ่มเล็งเห็นความเสื่อมโทรมของวงการพุทธศาสนาความหน้าไหว้หลังหลอกของพระที่มุ่งหวังในลาภยศและทรัพย์สินเงินทองบนความทุกข์เข็ญของชาวบ้านยากจน ชูเคนได้แต่งกลอนระบายความรู้สึก โดยการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนานิกายโชรินอย่างรุนแรงและในปีต่อมาอายุได้ 17 ปี ชูเคนได้ตัดสินใจลาออกจากวัดอังโคะคุจิ และฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเคนโอแห่งวัดไซกอนจิ ได้รับฉายาใหม่ว่า "โซจุน"
    ที่วัดไซกอนจิ โซจุนได้รับการฝึกปฏิบัติตนที่แตกต่างจากวัดอังโคะคุจิ หลวงพ่อเคนโอเน้นการทำงานที่ใช้แรงงานหนักและต้องคลุกเคล้ากับความสกปรก โซจุนวึ่งเป็นพระในวัยหนุ่มไม่อาจเข้าใจนวิถีการปฏิบัติของหลวงพ่อทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งในใจตลอดมา จนกระทั่งหลวงพ่อเคนโอมรภาพ ด้วยความกตัญญู โซจุนจึงออกจากวัดไซกอนจิไปพักที่วัดอิชิยามา เพื่ออดอาหารเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้หลวงพ่อเคนโอต่อหน้าพระโพธิสัตว์ แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายความสัยสนในจิตใจได้ จึงบังเกิดความเศร้าหมองและสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะมีชีวิต ต่อไปอย่างไร ความสิ้นหวังนี้เกิดขึ้นรุนแรงจนทำให้โซจุนตัดสินใจกระโดดน้ำตายที่แม่น้ำเซตะ ทางตอนใต้ของทะเลสาบบิวาโกะ ขณะที่กำลังเดินลงแม่น้ำ โซจุนอธิษฐานว่า "ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ ก็ขอให้ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่ถ้าชีวิตเขาไร้ค่าไม่มีความหมาย ก็ขอให้ร่างกายตกเป็นเหยื่อของปลาใในแม่น้ำ "
    ขณะที่ร่างกายสัมผัสน้ำ โซจุนพลันนึกถึงใบหน้าของท่านแม่ จึงตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำแล้วพูดว่า "เราเป็นลูกผู้ชายต้องไม่ท้อแท้"
    เมื่อรอดชีวิต โซจุนมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองอีกครั้ง และออกเดินทางไปที่วัดเซนโคอัน หรือ โซซึยจิ เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ กับ หลวงพ่อ คะโซ ซึ่งเป็นพระที่มีสมณศักดิ์สูง แต่กลับพอใจกับการดำรงชีวิตแบบสมถะ และ ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ในช่วงชีวิตที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ คะโซ โซจุนต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย ทั้งการฝึกปฏิบัติที่เข้มงวด การทำงานใช้แรงงานในวัด และการประกอบการงานเลี้ยงชีพ อย่างการสานรองเท้า
    เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง ออกไปรับจ้างขายแรงงานในหมู่บ้าน
    แต่ใช่ว่าวิถีทางธรรมของพระโซจุนจะราบรื่น ที่วัดเซนโคยังมีพระที่ตั้งกลุ่มเป็นปฏิปักษ์ กับโซจุน โดยเฉพาะโยโซ-ศิษยืผู้พี่ ผู้วึ่งคอยกลั่นแกล้งโซจุนตลอดเวลา ทั้งดุด่าและต่อยตี แต่ถึงกระนั้น โซจุนยังมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมจนสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้นวัยเพียง 25 ปี และได้ฉายาใหม่ว่า "อิกคิว โซจุน" ซึ่งหมายถึง การพักจากโลกสมมติบัญญัติตามลัทธิเซน
    ค้นพบ
    ในคืนหนึ่งที่แสนจะเงียบสงัดของช่วงต้นฤดูร้อนปี พ.ศ. 1963 คืนที่ท้องฟ้ามืดมิด ไร้ดาวซักดวง ถนนถูกกลืนหายไปในความมืด ของราตรีกาล ขณะที่อิกคิวนั่งสมาธิอยู่บนเรือน้อยริมทะเลสาบบิวาโกะ ในความมืดที่ปราศจากเสียงใดๆ พลันอิกคิวได้ยินเสียงนกการ้อง และแลเห็นแสงสว่างอบอุ่นที่สาดส่องเรืองรองอาบร่าง อิกคิวเกิดความปิติยินดี ราวกับได้เกิดใหม่ วินาทีนั้นเอง-อิกคิวจึงได้บรรลุธรรม
    สัจธรรมที่อิกคิวค้นพบนวินาทีนั้นคือ เหตุแห่งทุกข์ และ เศร้าหมองแห่งชีวิตล้วนเกิดจากจิตผูกพันธนาการโดยอัตตา
    เมื่อสามารถบรรลุธรรม หลวงพ่อคะโซตัดสินใจจะเขียนใบสำเร็จ เปรียญธรรมและมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิกคิวสืบทอด แต่อิกคิววังกลับปฏิเสธโดยบอกกับหลวงพ่อว่าใบสำเร็จเปรียญธรรมเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ ไม่มีค่าใดมากไปกว่านั้น
    หลังจากนั้นไม่นานอิกคิวก้เดินทางออกจากวัดโชซึยจิ เพื่อออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง

    ความขบถ
    เมื่อออกจากวัดโชซึยจิ อิกคิวออกธุดงค์เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ แถบเมืองเกียวโต ชื่อเสียงความเป็น "ขบถ นอกรีต" ของพระอิกคิวเริ่มเป็นที่กล่าวขานตั้งแต่ อิกคิวเข้าร่วมงานวันครบรอบมรณภาพพระอาจารย์ผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ซึ่งมีแต่พระชั้นผู้ใหญ่ชื่อดังจากทุกวัดมาร่วมงาน อิกคิวปรากฎกายในสภาพจีวรที่หลุดลุ่ยและ สบถด่าทอพระที่ประพฤตตัวหน้าไหว้หลังหลอกว่าเป็นพระจอมปลอม
    เมื่อปฏิเสธสังคมศาสนา อิกคิวเริ่มต้นการใช้ชีวิตอิสระเสรีตามฉบับของตนเองอย่างเต็มที่ ดื่มสุรา เล่นการพนัน กินเนื้อสัตว์ มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา เที่ยวหญิงโสเภณี ภาพที่พระนุ่งห่มจีวรดำห้อยลูกประคำ ไว้ผมและหนวดเครารกรุงรังรูปหนึ่งเที่ยวเข้าออกซ่องโสเภณีแถบเมืองเกียวโต และ เมืองซะไก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวบ้านแถบนั้น
    การดื่มเหล้าเคล้านารีของอิกคิว ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นความเลวของพระที่ยังตัดกิเลสไม่ขาด ทว่าวิถีการดำเนินชีวิตที่ออกจะขัดกับความเป็นพระในสายตาพระรูปอื่นๆ และคนภายนอกเป็นการแสดงออกที่เกิดจากความรู้สึกต่อต้านและขยะแขยงอย่างรุนแรงต่อความละโมบและ ความหน้าไหว้หลังหลอกของพระในสมัยนั้น พระชั้นสูงหลายรูปที่เบื้องหน้าแสร้งเคร่งครัดในธรรมและพร่ำแต่พูดว่าผู้หญิงเป็นมารสำหรับพระ แต่เบื้องหลังกลับให้พ่อค้ารวยๆ นำหญิงโสเภณีมาประเคนให้ถึงกุฏิ ขณะที่อิกคิวคบหาสมาคมผู้หญิงเหล่านั้นอย่างเปิดเผย และ ปฏิบัติกับผู้หญิงเหล่านั้น ด้วยความสุภาพอ่อนโยนเหมือนเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ในสมัยเป็นพระวัยหนุ่มอิกคิวเคยแอบปันผลส้มที่บิณฑบาตมาได้ ให้เด็กสาวที่ขายตัวในซ่องแถบเมืองเกียวโตหรือจะเป้นสาวโสเภณีคนหนึ่งซึ่งป่วยหนัก อิกคิวถึงกับปีนขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมารักษาและเฝ้าพยาบาลอย่างเต็มที่ แม้นางจะเสียชีวิตในภายหลังก็ตาม
    การประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการต่อต้านพระพุทธศาสนาที่หลอกลวงประชาชน คือสิ่งที่ทำให้พระระดับสูงหลายรูปที่มีผลประโยชน์พากันเกลียดชังอิกคิวยิ่งนัก พ.ศ. 1975 พระโยโซซึ่งเป็นศัตรู คนสำคัญของอิกคิวสร้างสำนักปฏิบัติธรรมโยชุนอันขึ้นภายในเมืองซะไก พระโยโซพยายามสร้างความมั่งคั่งโดยหลอกผู้คนว่าสามารถสำเร็จธรรมได้ด้วยการบริจาคปัจจัยมากๆ ผู้คนจำนวนมากก็พากันหลงเชื่อ พระอิกคิวซึ่งในขณะนั้นอายุได้ 39 ปี เดินถือดาบไม้เข้าไปกลางชุมชนและประกาศต่อหน้าทุกคนอย่างแข็งกร้าวว่า พระโยชุนอันคือพระลวงโลก
    เมื่ออายุได้ 44 ปี อิกคิวประกาศความเชื่อ อย่างแข็งกร้าวอีกครั้ง เมื่อได้รับมอบใบสำเร็จเปรียญธรรมที่แอบเขียนไว้โดยหลวงพ่อคะโซ ขณะพำนักอยู่ที่บ้านขุนนางผู้หนึ่ง อิกคิวโกรธมาถึงกับโยนทิ้งลงกองไฟและต่อมาเมื่ออิกคิวพบว่าลูกศิษย์ยังคงเก็บเศษเถ้าถ่านเอาไว้ ก็นำไปเผาทำลายซ้ำจนไม่เหลือซาก ไม่แยแสใบสำเร็จเปรียญธรรมซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหับพระสมัยนั้น เปรียบได้กับใบปริญญาที่จะเบิกทางสู่ตำแหน่งสูงๆ ในวงการพระ แต่อิกคิวไม่แยแส
    ใน ปี พ.ศ. 1972 อิกคิวร่วมกับพระลูกศิษย์ 2-3 คนตัดสินใจสร้างวัดเมียวโชจิขึ้น(วัดชูองอันอิกคิว ในปัจจุบัน) ซึ่งถูกเผาทำลายช่วงสงคราม เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระอาจารย์ ไดโอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเคนโอ พระอาจารย์รูปที่สองของ อิกคิว หลังจากนั้นวัดเมียวโชจิถูกเผาทำลายจากภัยสงครามอีกถึง 2 ครั้ง แต่อิกคิวก็พยายามฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ให้อยู่ในสภาพดี ถึง 2 ครั้ง อิกคิวมักใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่วัดเมียวโชจิแห่งนี้ในบั้นปลายของชีวิต <!--Signature-->
    ชีวิต
    ในปี พ.ศ. 2012 ญี่ปุ่นเกิดสงคราม โอนิน ซึ่งเป็นสงครามรบพุ่งจากภายใน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดตำแหน่งโชกุน ระหว่างผู้มีอำนาจสองฝ่าย อิกคิวต้องหนีภัยสงครามโอนินออกจากวัด ธุดงค์เร่ร่อนไปตามแถบเมืองนารา โอซาก้า จนมาถึงเมืองสึมิโยชิ
    ที่นี่เองเป็นที่ที่อิกคิวซังพบกับแม่นางชิน(บางตาราเรียกแม่นางโมริ) ศิลปินขอทานตาบอดกำพร้าด้วยความสงสารและประทับใจ อิกคิวจึงรับแม่นางชินเป็นภรรยา เมื่อร่วมหอลงโรงได้เพียงคืนเดียว นางชินกลับหนีไปด้วยความละอาย เธอเกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของพระอิกคิวเสื่อมเสีย แต่ในที่สุดเธอก็กลับมาหาพระอิกคิวอีกครั้งในปีต่อมา เนื่องจากไม่สามารถทนภัยภยันตรายรอบด้านได้ ทั้งคู่อยู่กินด้วยกันที่วัดเมียวโชจิ หรือ ชูองอันอิกคิวจนวาระสุดท้าย
    ในปี พ.ศ. 2017 พระอิกคิวได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าจักรพรรดิเป็นเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น อิกคิวจำใจต้องรับตำแหน่งเพราะไม่สามารถขัดพระราชองค์การได้ ทั้งที่รู้ดีว่าราชสำนักต้องการใช้ชื่อเสียงของอิกคิวเพื่อเรียกเงินบริจาคสำหรับปฏิสังขรณ์วัดไดโตะกุจิ ซึ่งถูกเผาทำลายในช่วงสงครามโอนิน ทว่าอิกคิวซังปฏิบัติเช่นเดียวกับหลวงพ่อคะโซผู้เป็นอาจารย์ อิกคิวรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิแค่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่วัดเมียวโชจิตลอด
    จนเมื่อายุได้ 87 ปี อิกคิวสั่งให้ลูกศิษย์คือ พระโบะกุไซ แกะสลักรูปปั้นไม้ จำลองของตนเองขึ้นและให้ประดิษฐานไว้ภายในวัดเมียวโชจิ และในปีถัดมา วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2024 เวลา 6 โมงเช้า พระอิกคิว โซจุน มรณภาพด้วยโรค ไข้มาลาเรียนท่านั่งสมาธิทีกุฏิภายในวัดเมียวโชจิ ด้วยวัย 88 ปี

    เล่าขานความเจ้าปัญญาของเณรชูเคนตามตำนาน

    1. " เรื่องหันหลัง " ตอนสมัยเณรชูเคนเข้ามาอยู่ที่วัดอังโคะคุจิใหม่ๆ ชูเคนถูกหลวงพ่อดุที่ใช้วิธีเป่าเทียนให้ดับ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระโพธิสัตว์จะแปดเปื้อนด้วยลมหายใจที่สกปรกของมนุษย์ วันรุ่งขึ้น ขณะพระเณรทุกรูปกำลังสวดมนต์ต่อหน้าพระพุทธรูป มีแต่เพียงเณรชูเคนเท่านั้นที่สวดมนต์หันหลังให้พระพุทธรูป หลวงพ่อสงสัยมากจึงถามว่าทำไมเจ้าจึงหันหลังให้พระโพธิสัตว์เล่า เณรน้อยจึงตอบว่าลมหายใจของมนุษย์เป็นสิ่งสกปรก ถ้าเขาหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูป ก็เกรงว่าลมหายใจของตนจะแปดเปื้อนพระโพธิสัตว์
    2."เรื่องป้ายประกาศที่หน้าประตู" เณรชูเคนคิดแผนการอันแยบยลเพื่อไล่นิเฮซังที่ชอบมาเล่นหมากล้อมกับหลวงพ่อจน ดึกๆ ดื่นๆ ชูเคนเขียนป้ายประกาศไว้ที่หน้าประตูวัดว่า "ห้ามผู้ที่สวมเสื้อที่ทำจากหนังสัตว์เข้ามาในบริเวณวัดเด็ดขาด" เพราะรู้ดีว่านิเฮซังมักจะใส่เสื้อขนกระต่ายมา ชูเฮอ้างกับนิเฮซังว่า เสื้อที่ทำจากหนังสัตว์จะทำให้วัดและพระโพธิสัตว์แปดเปื้อน แต่นิเฮซังก็ย้อนกลับไปว่าแล้วกลองที่ขึงจากหนังสัตว์เล่า ทำไมจึงอยู่ในโบสถ์ได้ เณรน้อยจึงตอบกลับไปว่ากลองทำขึ้นจากหนังสัตว์ก็จริงอยู่ แต่มันก็ถูกลงโทษโดยการตีทุกเช้าเย็น ดังนั้นถ้านิเฮซังอยากเข้าไปในวัดจริงๆ ก็ต้องถูกตีเหมือนกลองในโบสถ์เช่นกัน
    3."เรื่องน้ำตาลกวนปริศนากับถ้วยชาหลวงพ่อ" วันหนึ่งเพื่อนของเณรชูเคนทำถ้วยชาสุดหวงของหลวงพ่อแตก ชูเคนคิดแผนเพื่อไม่ให้เพื่อนๆ โดนดุโดยให้เพื่อนๆ เข้าไปกินน้ำตาลกวนที่อยู่ในใหซึ่งหลวงพ่อเคยบอกว่า "ถ้าเด็กกินเข้าไปเป็นยาพิษเป็นอันตรายถึงชีวิต" จนหมด จากนั้นชูเคนสารภาพกับหลวงพ่อด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสร้อยว่า เขาทำถ้วยชาที่มีค่ายิ่งของหลวงพ่อแตก จึงคิดจะตายเพื่อชดใช้โทษโดยกิน "ยาพิษ" ในใหเสียจนเกลี้ยง แต่ก็ไม่ตายสมใจหลวงพ่อจึงต้องยกโทษให้อย่างไม่มีทางเลือก
    4."เรื่องห้ามข้ามสะพาน" วันหนึ่งหลวงพ่อกับชูเคนไปฉันกระยาหารที่บ้านของ นิเฮซัง ตามคำเชิญ ระหว่างทางไปบ้านนิเฮซัง ต้องเดินข้ามสะพานๆ หนึ่งไป แตนิเฮซังคิดจะแก้เผ็ดเณรน้อยชูเคนโดยตั้งป้ายประกาศไว้เชิงสะพานว่า "ห้ามข้ามสะพานนี้"(kono hashi wo wataru bekarazu) แต่ชูเคนกลับพาหลวงพ่อข้ามตรงกลางสะพาน และ บอกนิเฮซัง ที่ยังสงสัยอยู่ว่า เขากับหลวงพ่อเดิน " ตรงกลาง " ไม่ได้เดินที่ " ขอบสะพาน " หมายความว่า ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า Hashi เป็นคำพ้องเสียงมีความหมายหลายอย่างคือ แปลว่าสะพานก็ได้ แปลว่า ขอบ ริมก็ได้ เป็นการเล่นคำทางภาษา เณรน้อยชูเคนจึงเอาชนะ นิเฮซังได้อีกครั้ง
    5."เรื่องจับเสือในภาพ" ครั้งหนึ่งท่านโชกุอาชิคางะ โยชิมิทสุ มีประสงค์ที่จะพบเณรน้อยเจ้าปัญญาแห่งวัดอังโคะคุจิอีกสักครั้ง จึงนิมนต์หลวงพ่อและชูเคนมาฉันกระยาหารที่ตำหนักคินคาคูจิ ครั้งนั้นท่านโชกุนสั่งให้ชูเคนจับเสือในภาพวาดมัดเสียให้อยู่หมัด เณรน้อยหาได้ตระหนกต่อคำท้าของท่านโชกุน ทำท่าควงเชือกราวจะเข้าไปจับเสือในภาพวาด แต่ทันใดนั้น ชูเคนหันมาบอกกับทุกคนว่า ก่อนที่จะมัดเสือ ขอให้ท่านโชกุนหรือผู้กล้าท่านใดก็ได้ช่วยไล่เสือออกมาจากภาพเสียก่อนแล้วเขาจะจับมัดให้ ท่านโชกุนจึงจนปัญญาต่อคำร้องของชูเคน <!--Signature-->

    เปรียบเทียบการ์ตูนกับเรื่องจริง

    การ์ตูน

    1.เซงิกุมารุ วัย 6 ปี เข้าพิธีบวชเป็นเณร กับ หลวงพ่อคะโซ จากนั้นจึงไปอยู่ วัดอังโคะคุจิ กับ หลวงพ่อไกคัง
    2.เรื่องราวของการ์ตูน เกิดในช่วงโชกุน อะชิคางะ โยชิมิทสุเป็นผู้ปกครอง
    3.โชกุนอะชิคะงะ ทะกะโมจิ ลูกชายดชกุนอาชิคางะ โยชิมิทสุ ยังเป็นทารกแบเบาะ
    4.โชกุนโยชิมิทสุกำจัดจักรพรรดิดกะโกะมัทสุ(พระบิดาของ อิคคิวซัง) และกับบริเวณพระมารดาของอิคคิวซัง เป็นตัวประกัน
    5.อิคคิวซัง พบท่านโชกุนโยชิมิทสุ ที่ตำหนักคินคาคุจิ ได้บ่อยๆ บางครั้งท่านโชกุนก็ไปเที่ยวเล่ที่วัดอังโคะคุจิ
    6.วัดอังโคะคุจิเป็นวัดเล็กๆ ที่ยากจนในแถบชนบทของเมืองเกียวโต
    7.อิคคิวซัง มักถูกท่านโชกุน คิเคียวยะ และ ยาโยอิ แกล้งประลองปัญญาอยู่เป็นประจำ
    8.ซาโยจัง เป็นเพื่อนหญิงที่สนิทที่สุด ของอิคคิวซังในวัดอังโคะคุจิ
    9.อิกคิวซังมีความสามารถนการแต่งกลอนญี่ปุ่น เป็น อันมาก ตั้งแต่เล็กๆเคยถูกโจรเรียกค่าไถ่ลักพาตัวไปแต่สามารถเขียนจดหมายมาหาหลวงพ่อเป็นกลอนปริศนาโจรอ่านไม่เข้าใจ
    10.ของโปรดของอิกคิว คือ โมจิ
    11.ชินเอมอนซังคือ เพื่อนสนิทต่างวัยและตั้งตนเป็น ลูกศิษย์ เรียนความเจ้าปัญญาจากอิคคิวซัง
    12.ชินเอมอนซังเป็นทหารรับใช้ของท่านโชกุนอาชิคางะ โยชิมิทสุ(โชกุนลำดับที่ 3 ของรัฐบาลมุโรมาจิ) มีหน้าที่ดูแลวัดและ ศาลเจ้า
    13.ความสามารถที่โดดเด่นของ ชินเอมอนซัง คือ ฝีดาบที่ไม่เป็นรองใคร
    14.ชินเอมอนซังแอบชอบท่านหญิงสุเอะ แห่ง ตระกูล ทะกะอุจิ
    15.หลวงพ่อไกคังแห่งวัดอังโคะคุจิเป็นพระผู้เคร่งครัด ที่อิคคิวซัง ให้ความเคารพยำเกรงมาก
    16.อิกคิวซังเป็นโรคแพ้เจ้าหญิงจอมแก่นกับเจ้าหนูจำไม
    17.อิคคิวซังได้แอบดู ท่านแม่อยู่ห่างๆ หลายครั้ง และท่านแม่ก้คอยเฝ้าดูอยู่ในบางครั้ง
    18.อิคคิวซังไม่เคยพบ พระบิดาเลย
    19.สัตว์เลี้ยงในวัดอังโคะคุจิ คือ "ทามะจัง" แมวของซาโยจัง
    20.การ์ตูนจบตอนที่อิคคิวซัง ออกจากวัด อังโคะคุจิ


    เรื่องจริง

    1.เซนงิกุมารุวัย 6 ขวบออกบวชเป็นเณรอยู่วัดอังโคะคุจิ ในเมืองเกียวโต
    2.เรื่องราวชีวิตของ พระอิคคิวซัง เริ่มขึ้นในสมัยโชกุน อะชิคางะ โยชิมิทสุออกบวชเป็นพระ กุมอำนาจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
    3.โชกุนอะชิคะงะ ทะกะโมจิเป็นผู้ปกครอง รัฐบาลมุโรมะจิ
    4.พระจักรพรรดิโกะโกะมัทสุแห่งราชวงค์เหนือได้รับสถาปนาเป็นพระจักรพรรดิ ตามนโยบายรวมราชวงค์เหนือใต้ของโชกุน โยชิมิทสุ
    5.อิกคิวซังเคยพบท่านโชกุนโยชิมิทสุ ครั้งเดียว ในสมัยที่เป็นเณรอยู่วัดอังโคะคุจิ
    6.วัดอังโคะคุจิโหญ่โตและ มั่งคั่ง มีฐานะเป็น 1 ใน 10 วัดหลวงที่สำคัญในโตเกียว
    7.อิกคิวสมัยเป็นเณร มักถูกรุ่นพี่ในวัดรังแก ด่าว่าถากถางตั้งแต่สมัยอยุ่วัดอังโคะคุจิ เพราะความฉาดเกินหน้า
    8.ซาโยจังไม่มีตัวตนอยู่จริง และ ในวัดอังโคะคุจิไม่ปรากฎว่า มีผู้หญิงอาศัยอยู่
    9.อิกคิวเริ่มการศึกษาแต่งกลอนเมื่อ อายุ 13 ปี ถนัดการแต่งกลอนแบบจีน(คัมบุง)เป็นพิเศษเคยแต่งกลอนคัมบุง วิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาสมัยนั้นอย่างรุนแรง
    10.อิกคิวซังโปรดปรานการดื่ม สุราและปลาสดๆ ที่จับได้ตามลำธาร
    11.นินะกะวะ ชินเอมอนจิกะมะสะ รู้จักกับอิกคิวตอนอายุ 30 ปีจากการถามตอบ ปุจฉา-วิสัจฉนา และ ออกติดตามเป็นลูกศิษย์อิกคิวในช่วงบั้นปลายชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรม
    12..นินะกะวะ ชินเอมอนจิกะมะสะ เป็นทหารรับใช้ท่านโชกุน เป็นทหารรับใช้ท่านโชกุนอาชิคางะ โยชิโนริ(โชกุนลำดับที่ 6 ในรัฐบาลมุโรมะจิ) ทำหน้าที่ดูแลการเงินของรัฐบาล
    13..นินะกะวะ ชินเอมอนจิกะมะสะ มีพรสวรรค์ในการแต่งโครงกลอนเป็นเลิศ
    14..นินะกะวะ ชินเอมอนจิกะมะสะ มีภรรยาชื่อทัสสุ เป็นหญิงสามัญชน
    15.สำหรับอิกคิวซัง หลวงพ่อเคนโอ และหลวงพ่อคะโซ คืออาจารย์ที่เขาให้ความเคารพนับถือมากที่สุด
    16.เจ้าหญิงจอมแก่น กับเจ้าหนูจำไม ไม่มีตัวตนอยู่จริง
    17.ตั้งแต่ออกบวชพระอิกคิวได้พบพระมารดา 2 ครั้ง คือก่อนจะไปหาหลวงพ่อคะโซก่อน พระมารดาสิ้นพระชนม์
    18.อิกคิวพบพระบิดาครั้งแรกและ ครั้งเดียวตอนอายุ 40ปี
    19.อิกคิวเคยเลี้ยงนกกระจอกไว้ตัวหนึ่ง เขาตั้งชื่อให้มันว่า "ซอนริน"
    20.อิกคิวมรณภาพด้วยโรคไข้มาลาเรีย ตอน อายุ 88

    10 เรื่องของพระอิกคิวที่คุณอาจไม่เคยรู้

    1.พระอิกคิวซังเคยหาเลียงชีพโดยการรับจ้างเย็บเสื้อผ้าและตุ๊กตาเด็กผู้หญิงและเย็บรองเท้าฟาง
    2."ฮารุยะซะ" เด็กสาวในคณะละคร คือ รักแรกที่ไม่สมหวังของพระอิกคิวนวัยแตกเนื้อหนุ่ม ทั้งสองเจอกันครั้งแรกตอนที่อิกคิวซังเจอซ้อมและ ฮารุยะซะ เข้าไปช่วย
    3.สมัยเป็นเณรเคยได้ รางวัล ความฉลาด เป็นดาบจากโชกุน โยชิมิทสุ
    4.พระอิกคิวเป็นเจ้าของสูตรการทำนัตโต หรือ ถั่วหมักอิกคิว ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นหนึ่งในของฝากขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของเกียวโต
    5.พระอิกคิวสวมจีวรดำที่พระมารดาเย็บถวายอยุ่ชุดเดียวตั้งแต่อายุ 33 ปี จนกระทั่งมรณภาพ
    6.คนปะรุ เซ็งระกุ ผู้ปฏิวัติละคร โนห์ มุระตะ ชูโค ผู้ให้กำเหนิดพิธีการชงชา ล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ ของพระอิกคิว ทั้งสิ้น
    7.พระอิกคิวปลูกหนวดตัวเองไว้ที่รูปปั้นไม้จำลอง ที่ให้ลูกศิษย์แกสลักขึ้น
    8.ครั้งหนึ่งพรอิกคิวเคยอาพาธเป็นท้องร่วงอย่าง รุนแรง จนเกือบ มรณภาพ
    9.ในปีหนึ่งอากาศหนาวมาก พระอิกคิวเอาพระพุทธรูปไม้องค์เล็กๆ มาจุดไฟเผาไล่ความอบอุ่น
    10.พระอิกคิวเคยถูกชาวบ้านไล่ตี เพราะไปยืนปัสสวะรดพระพุทธรูป ที่อยู่ริมทาง <!--Signature-->

    จากเวป
    http://www.thummada.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Portrait.jpg
      Portrait.jpg
      ขนาดไฟล์:
      59.3 KB
      เปิดดู:
      3,421

แชร์หน้านี้

Loading...