แนวทางสำหรับพระโพธิสัตว์

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 8 สิงหาคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR vAlign=top><TD>[FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]อ่านเป็นความรู้ไว้ดีนะครับ แม้เราไม่ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เราก็ควรรู้จักการสร้างบารมีของพระองค์ท่านเหล่านั้น และพยายามทำจิตเราให้ดีที่สุดครับ[/FONT]

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ทางบำเพ็ญของคน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การบำเพ็ญของคนมีอยู่ 2 ทาง คือ สายอรหันต์กับสายพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ทางหนึ่งสายอรหันต์ เราหยุดนิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วทำสมาธิละลายกิเลสจนสามารถทำให้สำเร็จมรรคผลหลุดจากสังสารวัฏ และมุ่งเข้าสู่ทางนิพพาน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ทางหนึ่งสายพระโพธิสัตว์ เราจะต้องทำงานเพื่อส่วนรวมงานนี้จะก่อทุกข์ให้เรา[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]แนวทางพระโพธิสัตว์[/FONT]

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]"แนวทางแห่งพระโพธิสัตว์ " คือ "ตนยอมทุกข์ทรมานเพื่อคงามสุขของผู้อื่น"[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]แนวทางพระโพธิสัตว์นั้น ท่านมีแต่มีเมตตา มีแต่ให้ไม่มีการใช้ระเบียบบีบบังคับ ผู้ศรัทธาก็มาร่วมงาน ถ้าไม่ก็นอนอยู่บ้าน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ปลานั้นอยู่ในน้ำไม่เคยมารบกวนท่านเลย เหตุไฉนท่านจึงใจบาปไปทำร้ายมันเล่า เพราะฉะนั้นศีลข้อ 1 คือ ละเว้นการฆ่าสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์ถือนัก[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การบำเพ็ญมหาบารมีโพธิสัตว์มี 3 ระดับ ดังนี้[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]1. ระดับต้น หรือ บำเพ็ญอย่างธรรมดา เรียกว่า บารมีระดับต้น[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]2. ระดับกลาง ผู้บำเพ็ญจะต้องยอมเสียเลือดเนื้อ เสียอวัยวะน้อยใหญ่ เรียกว่า อุปบารมี[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]3. ระดับสูง ผู้บำเพ็ญจะต้องยอมเสียแม้ชีวิต เรียกว่า ปรมัตถบารมี[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การเป็นพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ผู้จะเป็นพระโพธิสัตว์ ต้องพยายามหาเวลาบำเพ็ญจิตของตนให้เข้มแข็ง ภาวะการเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้เป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลกและต่อตนเอง สมมติว่ากลางวันเราโปรดสัตว์ กลางคืนเราต้องโปรดจิตวิญญาณของเราเอง[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ไม่เห็นแก่กิน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ไม่เห็นแก่นอน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ไม่เห็นแก่พูดและ[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ไม่เห็นแก่นั่ง[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ต้องมีอารมณ์แห่งความแน่วแน่ที่จะทำทุกวิถีทางให้จิตวิญญาณของสัตว์โลกสูงขึ้น มีคุณธรรมแห่งการรับกระแสพระโพธิญาณ นั่นคืออารมณ์และสัจจะแห่งพระโพธิสัตว์[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]อารมณ์แห่งการเป็นพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]มีอารมณ์แห่งการให้[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]มีอารมณ์แห่งการอภัย[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]มีอารมณ์แห่งการความไม่ยึด[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]มีอารมณ์แห่งการนิ่งเฉย[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]มีอารมณ์แห่งการที่จะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในกฎของอนิจจัง อนัตตา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะมีอารมณ์อย่างหนึ่งว่า หากแม้นเขามาขออะไรแม้แต่ร่างกายก็อุทิศแก่สัตว์โลกได้ เพื่อโพธิธรรม เพื่อโพธิญาณ ถ้าเขาขอแขนก็ตัดแขน ถ้าเขาขอตาก็ควักตา เขาขออะไรก็ต้องให้[/FONT]

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]คติประจำใจของพระโพธิสัตว์กวนอิม[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ตนต้องยอมทนทุกข์ทรมาน [/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]เพื่อโกยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ตราบใดที่สัตว์โลกยังไม่พ้นทุกข์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ตราบนั้นเราจะไม่เข้านิพพาน[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]คุณธรรมของการเป็นพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การบำเพ็ญแนวทางของพระโพธิสัตว์นั้น จะต้องมีหลัก มีเกณฑ์ มีสัจจะ มีธรรมะ เขาเรียกว่ามีคุณธรรมแห่งการเป็นพระโพธิสัตว์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]คุณธรรมของการเป็นพระโพธิสัตว์นั้น จะต้องมีความแน่วแน่ในการรับทุกขบารมีทุกอย่างแทนสัตว์โลก จะต้องทีความแน่วแน่ในการที่จะถูกอิจฉาริษยานินทากล่าวร้ายจากสัตว์โลกที่ไม่เข้าใจเราตัวเราจะต้องควบคุมจิตใจอย่าให้มีความอิจฉาริษยานินทากล่าวร้ายบุคคลอื่นที่ใส่ร้ายเรา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะไม่มีการอวดตน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะต้องพยายามสำรวจตัวเอง[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะต้องพยายามวางอุเบกขา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะต้องมีความนิ่งเป็นอารมณ์แห่งสรณะ[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์จะต้องมีความแน่วแน่ในการที่จะตั้งสัจบารมีในการกระทำงานใด ๆ ที่มีอุปสรรค[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]พระโพธิสัตว์ถือว่าการอดทนต่อการขัดขวางของมหามารเป็นการบำเพ็ญขันติบารมีอันยิ่งใหญ่[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ 3 ประการ[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]1. มหาปรัชญา หรือ ปัญญาอันยิ่งใหญ่ หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]2. มหากรุณา หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีจิตกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างปราศจากขอบเขต พร้อมที่จะสละความสุขและชีวิตของตนเอง เพื่อช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]3. มหาอุบาย หมาความว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีวิธีการชาญฉลาด ในการอบรมสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงสัจธรรม[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ 10 ประการ[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]1. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่า ร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ (มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]2 พระโพธิสัตว์ครองชีพโดยไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีภยันอันตราย (มีภัยอันตรายเป็นธรรมดา)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]3. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์ (ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]4. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ (จะต้องมีมารขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]5. พระโพธิสัตว์คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาเลยว่าจะสำเร็จผลเร็ว (ปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]6. พระโพธิสัตว์คบเพื่อนโดยไม่ปรารถนาจะได้ผลประโยชน์จากเพื่อน (รักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]7. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะให้คนอื่นต้องทำตามใจตนเสมอไปทุกอย่าง (ไม่เห็นแก่ตัว)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]8. พระโพธิสัตว์ทำความดีกับผู้อื่น ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน (ต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]9. พระโพธิสัตว์เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย (ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]10. พระโพธิสัตว์เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียนแล้ว ไม่ปรารถนาจะโต้ตอบ (การใส่ร้ายป้ายสี เป็นธรรมดาโลก)[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]หลักปฏิบัติ 10 ประการในการบรรลุธรรมของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร [/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif](พระแม่กวนอิม)[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]1. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนใจมั่นคง ไม่ท้อถอย ไม่เลิกกลางคัน[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]2. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีปณิธานแน่วแน่[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]3. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]4. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีจิตเมตตากรุณา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]5. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีความขยันหมั่นเพียร[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]6. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนที่ถือศีลห้า เป็นอย่างน้อย[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]7. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีจิตกุศล ทำแต่ความดี[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]8. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนรู้จักแยกแยะความชั่วกับความดี[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]9. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีความอดกลั้น[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]10. ผู้จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนมีจิตสวบเป็นสมาธิ[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]หลักปฏิบัติ 10 ประการดังกล่าวข้างต้นคือปัจจัยแห่งการบรรลุธรรม[/FONT]​

    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]การปฏิบัติตนของศิษย์พระโพธิสัตว[/FONT]​


    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]วิธีการปฏิบัติตนของสานุศิษย์ของพระโพธิสัตว์นั้น มีกฎอยู่ว่า[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]1. จะต้องอย่ายึดติดในเรื่องโลก จะต้องเหนือโลก[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]2. จะต้องอย่าถามในเรื่องของเขา และจะต้องพยายามมองตัวเรา[/FONT]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]3. จะต้องทีเขามาพูดจึงพูดด้วย เขาไม่พูดเราอย่าพูดเพ้อเจ้อฟุ้งซ่าน[/FONT]​


    </TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>​
    www.vithi.com<!-- / message --><!-- sig -->
     
  2. เต้าเจี้ยว

    เต้าเจี้ยว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2008
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +1,697
    แนวทางสำหรับการบำเพ็ญเพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า
    (ไม่ทราบว่าเรียก พระปัจเจกโพธิสัตว์ หรือเปล่า หรือเรียกพระโพธิสัตว์ด้วย ที่น่าสังเกตคืออุปนิสัยความเป็นปัจเจกของท่าน..)
    ปัจเจกพุทธาปทานที่ ๒ ว่าด้วยการให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า



    <DL><DD>[๒] ลำดับนี้ ขอฟังปัจเจกพุทธาปทาน พระอานนท์เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อัน</DD></DL>สำรวมแล้ว ได้ทูลถามพระตถาคต ผู้ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันว่า
    ทราบด้วยเกล้าฯ ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีจริงหรือ เพราะเหตุไรท่าน
    เหล่านั้นจึงได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นนักปราชญ์? ในกาลครั้งนั้น
    พระผู้มีพระภาคสัพพัญญูผู้ประเสริฐ แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสตอบท่าน
    พระอานนท์ผู้เจริญ ด้วยพระสุรเสียงไพเราะว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
    สร้างบุญในพระพุทธเจ้าทั้งปวง ยังไม่ได้โมกขธรรมในศาสนาของพระชิน
    เจ้า ด้วยมุข คือ ความสังเวชนั้นแล ท่านเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์
    มีปัญญาแก่กล้า ถึงจะเว้นพระพุทธเจ้าก็ย่อมบรรลุปัจเจกโพธิญาณได้
    แม้ด้วยอารมณ์นิดหน่อย ในโลกทั้งปวง เว้นเราแล้ว ไม่มีใครเสมอ
    พระปัจเจกพุทธเจ้าเลย

    เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ ของท่านเหล่านั้น
    ท่านทั้งหลาย จงฟังคุณของพระมหามุนีให้ดี

    ท่านทั้งปวงปรารถนานิพพาน
    อันเป็นโอสถวิเศษ จงมีจิตผ่องใส ฟังถ้อยคำดี อันอ่อนหวานไพเราะ
    ของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสรู้เอง คำพยากรณ์โดยสืบๆ
    กันมาเหล่าใด ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกัน โทษ เหตุ
    ปราศจากราคะ และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย บรรลุโพธิญาณด้วย
    ประการใด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีสัญญาในวัตถุอันมีราคะว่า
    ปราศจากราคะ มีจิตปราศจากกำหนัดในโลกอันกำหนัด ละธรรมเครื่อง
    เนิ่นช้า การแพ้และความดิ้นรน แล้ว จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ สถานที่
    เกิดนั้นเอง ท่านวางอาญาในสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่งในสัตว์
    เหล่านั้น มีจิตประกอบด้วยเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูล เที่ยวไปผู้เดียว
    เปรียบเหมือนนอแรด ฉะนั้น ท่านวางอาญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียน
    แม้ผู้หนึ่งในสัตว์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนาสหาย
    เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคล
    ผู้เกิดความเกี่ยวข้อง ทุกข์ที่อาศัยความเสน่หานี้มีมากมาย ท่านเล็งเห็น
    โทษอันเกิดแต่ความเสน่หา จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น
    ผู้มีจิตพัวพัน ช่วยอนุเคราะห์มิตรสหาย ย่อมทำตนให้เสื่อมประโยชน์
    ท่านมองเห็นภัยนี้ ในความสนิทสนม จึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรด
    ฉะนั้น ความเสน่หาในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยว
    กันอยู่ ท่านไม่ข้องในบุตรและภริยา ดังหน่อไม้ไผ่ เที่ยวไปผู้เดียว
    เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านเป็นวิญญูชนหวังความเสรี จึงเที่ยวไป
    ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น เหมือนเนื้อที่ไม่ถูกผูกมัด เที่ยวหาเหยื่อ
    ในป่าตามความปรารถนา ฉะนั้น ต้องมีการปรึกษากันในท่ามกลางสหาย
    ทั้งในที่อยู่ ที่บำรุง ที่ไป ที่เที่ยว ท่านเล็งเห็นความไม่โลภ ความเสรี
    จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเล่น (เป็น) ความยินดี
    มีอยู่ในท่ามกลางสหาย ส่วนความรักในบุตรเป็นกิเลสใหญ่ ท่านเกลียด
    ความวิปโยคเพราะของที่รัก จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น
    ท่านเป็นผู้แผ่เมตตาไปในสี่ทิศ และไม่โกรธเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมี
    ตามได้ เป็นผู้อดทนต่อมวลอันตรายได้ ไม่หวาดเสียว เที่ยวไปผู้เดียว
    เช่นกับนอแรด ฉะนั้น แม้บรรพชิตบางพวก และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
    สงเคราะห์ได้ยาก ท่านเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรคนอื่น จึงเที่ยว
    ไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านปลงเครื่องปรากฏ (ละเพศ)
    คฤหัสถ์ กล้าหาญ ตัดกามอันเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ เปรียบเหมือน
    ไม้ทองหลางมีใบขาดหมด เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ถ้า
    จะพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกัน อยู่ด้วยกรรมดี
    เป็นนักปราชญ์ พึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้นเสียแล้ว พึงดีใจ มีสติเที่ยว
    ไปกับสหายนั้น ถ้าจะไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกัน
    อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชาทรง
    ละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว ดังช้างมาตังคะ ละโขลง
    อยู่ในป่า ความจริง เราย่อมสรรเสริญสหายสมบัติ พึงส้องเสพสหายที่
    ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน (เท่านั้น) เมื่อไม่ได้สหายเหล่านี้ ก็พึง
    คบหากับกรรมอันไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่าน
    เห็นกำไลมือทองคำอันผุดผ่องที่นายช่างทองทำสำเร็จสวยงาม กระทบกัน
    อยู่ที่แขนทั้งสอง จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเปล่ง
    วาจา หรือวาจาเครื่องข้องของเรานั้น พึงมีกับเพื่อนอย่างนี้ ท่านเล็งเห็น
    ภัยนี้ต่อไป จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ก็กามทั้งหลายอัน
    วิจิตร หวาน อร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยสภาพต่างๆ
    ท่านเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น
    ความจัญไร หัวฝี อุบาทว์ โรค กิเลสดุจลูกศร และภัยนี้ ท่านเห็น
    ภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่าน
    ครอบงำอันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คือ หนาว ร้อน ความหิว ความกระหาย
    ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน แล้วเที่ยวไปผู้เดียว เช่น
    กับนอแรด ฉะนั้น ท่านเที่ยวไปผู้เดียว เช่นนอแรด เปรียบเหมือน
    ช้างละโขลงไว้แล้ว มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีสีกายดังดอกปทุมใหญ่โต
    อยู่ในป่านานเท่าที่ต้องการ ฉะนั้น ท่านใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้า
    ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันเกิดเองนี้ มิใช่
    ฐานะของผู้ทำความคลุกคลีด้วยหมู่ จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด
    ฉะนั้น ท่านเป็นไปล่วงทิฏฐิอันเป็นข้าศึก ถึงความแน่นอน มีมรรคอัน
    ได้แล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลอื่นไม่ต้องแนะนำ เที่ยวไป
    ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่กระหาย
    ไม่ลบหลู่คุณท่าน มีโมโหดุจน้ำฝาดอันกำกัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาในโลก
    ทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นสหาย
    ผู้ลามก ผู้มักชี้อนัตถะ ตั้งมั่นอยู่ในฐานะผิดธรรมดา ไม่พึงเสพสหาย
    ผู้ขวนขวาย ผู้ประมาทด้วยตน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น
    กุลบุตรพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ ท่านรู้
    ประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับ
    นอแรด ฉะนั้น ท่านไม่พอใจในการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก
    ไม่เพ็งเล็งอยู่ คลายยินดีจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวคำสัตย์ เที่ยวไป
    ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านละบุตร ภริยา บิดา มารดา ทรัพย์
    ข้าวเปลือก เผ่าพันธ์ และกามทั้งหลายตามที่ตั้งลง เที่ยวไปผู้เดียว เช่น
    กับนอแรด ฉะนั้น ในความเกี่ยวข้องนี้มีความสุขนิดหน่อย มีความ
    พอใจน้อย มีทุกข์มากยิ่ง บุรุษผู้มีความรู้ทราบว่า ความเกี่ยวข้องนี้ ดุจลูก
    ธนู พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงทำลายสังโยชน์
    ทั้งหลาย เปรียบเหมือนปลาทำลายข่าย แล้วไม่กลับมา ดังไฟไหม้เชื้อ
    ลามไปแล้วไม่กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึง
    ทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว รักษามนัส อัน
    ราคะไม่ชุ่มแล้ว อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด
    ฉะนั้น พึงละเครื่องเพศคฤหัสถ์แล้ว ถึงความตัดถอน เหมือนไม้ทอง
    กวาวที่มีใบขาดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว
    เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้อง
    เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุล
    เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕
    ประการ พึงบรรเทาอุปกิเลสเสียทั้งสิ้น ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษ
    อันเกิดแต่สิเนหาแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงทำสุข
    ทุกข์ โทมนัสและโสมนัสก่อนๆ ไว้เบื้องหลัง ได้อุเบกษา สมถะ
    ความหมดจดแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารภ
    ความเพียรเพื่อบรรลุนิพพาน มีจิตไม่หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มี
    ความเพียรมั่น (ก้าวออก) เข้าถึงด้วยกำลัง เรี่ยวแรง เที่ยวไปผู้เดียว
    เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติ
    ธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย เที่ยว
    ไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่
    ประมาท เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันพิจารณา
    แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น
    ไม่พึงสะดุ้งในเพราะเสียง ดังสีหะ ไม่ขัดข้อง อยู่ในตัณหาและทิฏฐิ
    เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ในโลก ดุจดอกปทุม ไม่ติดน้ำ พึง
    เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเสพเสนาสนะอันสงัด
    เหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง เป็นราชาของเนื้อ มีปกติประพฤติข่มขี่
    ครอบงำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเจริญเมตตา
    วิมุติ กรุณาวิมุติ มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติทุกเวลา ไม่พิโรธด้วย
    สัตว์โลกทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละราคะ
    โทสะและโมหะ พึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลายเสีย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้น
    ชีวิต พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ชนทั้งหลายมีเหตุ
    เป็นประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน มิตรทั้งหลายไม่มีเหตุ หาได้ยากใน
    วันนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามองประโยชน์ตน ไม่สะอาด พึงเที่ยวไป
    ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงมีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญาหมดจดดี
    มีจิตตั้งมั่น ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรม
    วิเศษ พึงรู้แจ้งธรรมอันสัมปยุตด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ (พึงรู้แจ้ง
    องค์มรรคและโพชฌงค์) นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตต
    วิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนา
    พระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรม
    ใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ ทั้งมวลได้ มีจิต
    โสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์ เช่นกับนอแรด
    พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ มีอินทรีย์ระงับ มีใจสงบ มีจิตมั่นคง มีปกติ
    ประพฤติด้วยความกรุณาในสัตว์เหล่าอื่น เกื้อกูลแก่สัตว์ รุ่งเรืองในโลกนี้
    และโลกหน้า เช่นกับประทีป ปฏิบัติเป็นประโยชน์แก่สัตว์ พระปัจเจก
    พุทธเจ้าเหล่านี้ ละกิเลสเครื่องกั้นทั้งปวงหมดแล้ว เป็นจอมแห่งชน
    เป็นประทีปส่องโลกให้สว่าง เช่นกับรัศมีแห่งทองชมพูนุท เป็นทักขิไณย
    บุคคลชั้นดีของโลก โดยไม่ต้องสงสัย บริบูรณ์อยู่เนืองนิตย์

    คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปในโลกทั้งเทวโลก
    ชนเหล่าใดผู้เป็นพาลได้ฟังแล้ว ไม่ทำเหมือนดังนั้น ชนเหล่านั้นต้องเที่ยว
    ไปในสังขารทุกข์บ่อยๆ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็น
    คำไพเราะ ดังน้ำผึ้งรวงอันหลั่งออกอยู่ ชนเหล่าใดได้ฟังแล้ว ประกอบ
    การปฏิบัติตามนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เห็นสัจจะคาถาอัน
    โอฬาร อันพระปัจเจกพุทธชินเจ้าออกบวชกล่าวแล้ว คาถาเหล่านั้น
    พระตถาคตผู้สีหวงศ์ศากยราชผู้สูงสุดกว่านรชน ทรงประกาศแล้ว เพื่อให้
    รู้แจ้งธรรม คาถาเหล่านี้ พระปัจเจกเจ้าเหล่านั้นรจนาไว้อย่างวิเศษ เพื่อ
    ความอนุเคราะห์โลก อันพระสยัมภูผู้สีหะทรงประกาศแล้ว เพื่อยังความ
    สังเวช การไม่คลุกคลีและปัญญาให้เจริญ ฉะนี้แล.


    <DL><DD>จบ ปัจเจกพุทธาปทาน</DD></DL><DL><DD>จบ อปาทานที่ ๒</DD></DL>เถราปทาน - ๑. พุทธวรรค - ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน - วิกิซอร์ซ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 สิงหาคม 2010
  3. เต้าเจี้ยว

    เต้าเจี้ยว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2008
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +1,697
    ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรม
    วิเศษ พึงรู้แจ้งธรรมอันสัมปยุตด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ (พึงรู้แจ้ง
    องค์มรรคและโพชฌงค์) นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตต
    วิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนา
    พระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรม
    ใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ ทั้งมวลได้ มีจิต
    โสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์ เช่นกับนอแรด

    ..

    ที่น่าสังเกตคือตรงนี้ด้วยนะ
    เพราะผู้ปรารถนาพุทธภูมิหลายท่าน อาทิ หลวงปู่มั่น ท่านก็ทราบกำลังของตัวเองว่าควรจะก้าวข้ามทุกข์เป็นพระอรหันต์ได้ ได้กลับไม่ได้ จึงพิจารณาด้วยกำลังญาณปัญญา(ด้วยฌาน) ว่าที่แท้ปรารถนาพุทธภูมิไว้จึงต้องลาพุทธภูมิก่อน

    เปรียบดูแล้วคงคล้ายกัน กับผู้ที่ปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิ ทั้งที่พิจารณาวาตัวเองควรจะก้าวข้ามทุกข์ได้ แต่กลับไม่ได้ คงอาจเป็นเพราะยังไม่ได้ลาปัจเจกพุทธภูมิเช่นกัน จึงควรพิจารณาต่อว่า จะลาหรือจะบำเพ็ญต่อด้วยความปรารถนาของท่านเอง..
     
  4. เต้าเจี้ยว

    เต้าเจี้ยว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2008
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +1,697
    พระอรหันต์ ที่ปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน ปัจเจกพุทธภูมิมาก่อน..
    (ไม่นับพวกที่คิดแล้วยังไม่มีบารมีอะไรมากแบบนั้นนะ)

    เราจึงจะเห็นว่า บารมีต่างจากพระอรหันต์ทั่วไป
    ทั้งทางปัญญาและฤทธิ์
    (ต้องมีฤทธิ์นะ เพราะต้องบำเพ็ญมาทางฌานพอสมควร ยังไม่นับเรื่องเมตตาคุณ กรุณาคุณ บริสุทธิคุณ ..ฯลฯ)

    ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย..

    3
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 สิงหาคม 2010
  5. ศิลปินชนบท

    ศิลปินชนบท เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +1,678
    มีเรื่องสงสัย อยากจะถามค่ะ สงสัยมาพักหนึ่งแล้ว มันเป็นอารมณ์ที่อึมครึมมาพักใหญ่ ๆ ได้อ่านข้อความที่คุณเต้าเจี๊ยว โพสแล้วรู้สึกสะดุด ๆ อยากจะตั้งกระทู้สอบถามผู้รู้หลายครั้งแล้วในเรื่องนี้ เดี๋ยวไปเรียบเรียงก่อนนะคะ ดูต๊อกมานเส็ดมาถามต่อ ห่ะๆๆ
     
  6. ศิลปินชนบท

    ศิลปินชนบท เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +1,678
    คือ ตอนนี้กำลังสับสน และนั่งทบทวนอยู่ว่าเราปรารถนาสิ่งใด แต่พอจะโพสถามทีไรมันเรียบเรียงไม่ถูกทุกที ทั้งที่ในใจนี้มีคำถามมากมาย จะถามทีไรในใจมันก็มีคำตอบว่า ถึงเวลาก็รู้เอง...งง จัง งัง เห่อะๆๆ
     
  7. เต้าเจี้ยว

    เต้าเจี้ยว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2008
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +1,697
    แบบกระทู้นี้หรือเปล่า
    สงสัยว่าเคยปรารถนาพุทธภูมิหรือไม่
    มีรายละเอียดน่าสนใจหลายประเด็นให้ศีกษา
    จากผู้ตั้งกระทู้และผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นค่ะ

    http://palungjit.org/threads/ผู้ปราถนาพุทธภูมิชี้ทางด้วย.249480/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 สิงหาคม 2010
  8. Armarmy

    Armarmy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +1,659

    คงต้องรอเวลาอันสมควรแล้วล่ะคุณ ถ้า ผู้ใหญ่ท่านยังไม่เปิดก็ไม่รู้หรอกครับ
    เพราะรู้ไปตอนนี้ คงจะไม่เป็นผลดี ทุกอย่าง ต้องมี เวลาของมันเองในตัว

    ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข่าพเจ้าตราบเท่าเข้านิพพานด้วยเทอญ
     

แชร์หน้านี้

Loading...