สุข - สดชื่น - แจ่มใส - เบิกบาน ทุกขณะจิต

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 19 ตุลาคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    [​IMG]


    พระพรหมมังคลาจารย์วัดชลประทานได้เมตตาเทศนาสั่งสอนธรรมไว้แก่พวกเรา


    [​IMG]ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย................................ [​IMG]

    ณ...... บัดนี้ ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา

    ความสำคัญของใจ

    วัน อาทิตย์...เป็นวันหยุดงานหยุดการทางร่างกาย เราก็มาพักผ่อนทางด้านจิตใจ ร่างกายกับใจนั้นจะต้องมีการพักผ่อนเท่า ๆ กัน ร่างกาย...ก็พักผ่อนด้วยการนอนหลับในเวลากลางคืน ใจ..นั้นพักผ่อนด้วยการสงบอารมณ์ อันเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายยุ่งยากทางใจประการต่าง ๆ

    จิตใจพักผ่อนได้ด้วยการสงบอารมณ์
    ถ้า เราพักผ่อนแต่เพียงร่างกาย จิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ก็มักเกิดเป็นปัญหา เพราะว่าความเหน็ดเหนื่อยทั้งหลายนั้นมันอยู่ที่ใจมากกว่าอยู่ที่ร่างกาย
    ความ เหนื่อยทางใจนั้น เป็นความเหนื่อยที่ลึกซึ้ง ส่วนความเหนื่อยทางร่างกายนั้น เป็นแต่เพียงผิวเผิน แก้ไขได้ง่าย สะดวกสบาย โดยไม่ลำบากอะไร แต่ว่าความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจนั้นเป็นเรื่องที่แก้ยาก

    ถ้าไม่ศึกษาวิธี การที่จะแก้ไขความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจกันไว้บ้างแล้ว เราก็จะรู้สึกเหนื่อยใจมากขึ้น ดังที่เราได้ยินคนบางคนพูดว่า เหนื่อยใจ หนักใจ หรือว่าไม่สบายใจ อะไร ๆ ต่าง ๆ อันนี้ก็เนื่องจากว่าใจไม่ได้มีการพักผ่อนเสียบ้างเลย

    สภาพของใจที่ไม่ได้รับการพักผ่อน

    ใจที่ไม่มีการพักผ่อนนั้นก็คือใจที่คิดเรื่องอะไรอยู่ตลอดเวลา แล้วไม่ได้คิดเพื่อให้เกิดความสบายใจ เป็นการคิดสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ใจด้วยประการต่าง ๆ ที่เรียกกันว่าความวิตกกังวลนั่นเอง ความวิตกกังวลเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใดแล้ว ต้องทำให้ผู้นั้นเหน็ดเหนื่อยทางใจ วุ่นวายใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอันได้พักผ่อน แม้แต่เวลาหลับนอนก็ไม่ได้หลับกับเขา มีอยู่ไม่ใช่น้อยที่คนนอนแล้วกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา ในเวลาที่เรานอนไม่หลับนั้น...มันเป็นเรื่องปัญหาในทางใจ ไม่ใช่เรื่องปัญหาทางกายอย่างเดียว

    เรื่องปัญหาทางกายนั้นก็มีบ้างเหมือน กัน เช่นว่า ท้องเสีย หรือว่ามีอาการไม่สบายทางร่างกายในส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้นอน ไม่หลับ หรือว่าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม เรานอนไม่หลับ นั่นเป็นเรื่องของร่างกายแท้ ๆ แต่ว่าบางทีร่างกายเป็นปกติ กินอาหารได้ ท้องไส้เป็นปกติ แต่ว่ากลับนอนไม่หลับ
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    เหตุแห่งความเหน็ดเหนื่อยของจิตใจ

    เหตุ ที่นอนไม่หลับก็เพราะว่าใจมันคิดเรื่องอะไรต่ออะไรยุ่งวุ่นวายไปหมด ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในใจนั้น ก็เนื่องจากกระทบกับอารมณ์บางประเภทที่เราไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะเกิดขึ้นใน ชีวิตของเรา เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยกะทันหัน โดยเราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็เกิดความครุ่นคิดอยู่ในใจตลอดเวลา

    ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เราสูญเสียอะไรที่เรารักใคร่ พอใจไป จะเป็นคนก็ตาม เป็นวัตถุเป็นสิ่งของก็ตาม เราไม่นึกว่ามันจะสูญเสีย เราไม่นึกว่ามันจะจากเราไป แต่ว่าเกิดสูญเสียขึ้นอย่างกะทันหัน โดยเราไม่ได้คิดนึกไว้ก่อน พอสิ่งนั้นเกิดขึ้นเราก็ไม่สบายใจ มีความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ถ้าคนเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจอยู่บ้าง ก็คงจะกระทบกระเทือนอย่างหนัก จนอาจจะเรียกว่าช็อคไปเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่มีโรคทางอย่างนั้น เขาเรียกว่าไม่เป็นโรคหัวใจ ความคิดต่าง ๆ เกิดมากขึ้นในใจจนนอนไม่หลับ บางทีเป็นอย่างนั้นมีบ่อย ๆ

    วันก่อนนี่มี พระองค์หนึ่ง ท่านต้องสูญเสียบิดาไปแล้วก็มานอนพักอยู่ที่กุฏิ ทั้งคืนไม่ได้นอน ไฟสว่าง หยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่านจบไป เล่มโน้นมาอ่านจบไป อาตมาก็หลับไปเต็มตื่น ตื่นขึ้นมาเห็นยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ก็ถามว่า ทำไมไม่หลับไม่นอน? บอกว่า...มันนอนไม่หลับ.. นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว อันนี้เกิดจากความคิดนั่นเอง คือมันคิดอยู่แต่เรื่องที่เราประสบกับปัญหา ไม่ได้ปล่อยวางปัญหานั้น หรือไม่ได้คิดที่จะเตรียมตัวไว้ก่อนในเรื่องปัญหาอย่างนั้น อาการอย่างนั้นจึงเกิดขึ้นในใจสุข



    อย่าตั้งความหวังกับสิ่งใด ๆ มากเกินไป


    ญาติโยมที่อยู่บ้านก็คงมีปัญหาประเภทอย่างนี้ ที่จะเกิดขึ้นแก่เราได้บ่อย ๆ เช่น เราเป็นคนประกอบธุรกิจ เรื่องธุรกิจที่เรากระทำนั้น มันก็ไม่แน่เสมอไป..ไม่แน่ว่าเราจะมีกำไรเสมอไป หรือว่าเราจะได้ดังที่เราต้องการเสมอไป บางครั้งมันก็ได้ แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้

    เวลาได้รู้สึกอย่างไร?...ถ้าเวลาได้ก็มักสบายใจ ชุ่มชื่นรื่นเริงด้วยประการต่าง ๆ แต่ถ้าเวลาเราไม่ได้...จะรู้สึกอย่างไร? ...เราก็รู้สึกไม่สบายใจ ผิดหวังในเรื่องนั้นเรื่องนี้ การที่เราผิดหวังก็เพราะว่าเราตั้งความหวังไว้มากเกินไป อย่าไปตั้งความหวังในอะไร ๆ ให้มากเกินไป
    อย่าตั้งความหวังกับสิ่งใด ๆ มากเกินไป

    อัน นี้เป็นเรื่องหลักที่ควรจะคิดไว้ในใจบ่อย ๆ ว่า เราจะทำอะไรก็ตาม อย่าไปหวังให้มากเกินไป คืออย่าหวังเอาร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดแล้วแต่มันจะได้ดีกว่า ถ้าเราไปหวังมากเกินไปแล้วก็รุนแรง เป็นความคิดที่มีความหวังรุนแรง เมื่อสิ่งนั้นไม่สมหวัง เราก็เสียดาย เราก็มีความทุกข์ มีความเดือดร้อนใจ บางทีก็เป็นทุกข์เอามากทีเดียว

    เมื่อถามว่าเป็นทุกข์ด้วยเรื่องอะไร ก็ว่า แหม!...มันไม่เหมือนใจเลยคราวนี้ หวังจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ดังที่ต้องการ อันนี้คือความผิดพลาดของการดำเนินชีวิตของเราในแง่จิตใจ การดำเนินชีวิตผิดในแง่จิตใจ มันสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่เราอย่างเหลือกินทีเดียว
    เพราะฉะนั้น จึงอยากจะแนะนำไว้ให้กับโยมทั้งหลายว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร ๆ เราอย่าไปตั้งความหวังในเรื่องที่จะได้ไว้มากเกินไป เรามีความคิดแต่เพียงประการเดียวว่า เราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำไปตามหน้าที่ที่เราจะต้องทำ เช่น เราทำการค้าขาย ประกอบธุรกิจการงานอะไร ๆ ก็ตาม เราก็ทำไปตามหน้าที่ของเรา เราไม่ต้องการผลิตอะไรให้มากเกินไป เพียงสักแต่ว่าทำไปเท่านั้น ทำด้วยสติปัญญา ความสามารถมีเท่าใดก็ลงทุนไปเถอะ
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    รู้สภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง

    ในเรื่องนั้นการลงทุนทำได้เต็มที่ แต่อย่าไปหวังว่าจะได้เท่านั้นจะได้เท่านี้ให้มากเกินไป เพราะสิ่งต่าง ๆ นี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา เราบังคับมันไม่ได้ ให้ได้ดังใจมันไม่ได้ เช่นว่าเราลงทุนไปก้อนหนึ่ง เพื่อสร้างงานการอะไรขึ้นมา ถ้าเราหวังว่ามันจะได้กำไรเท่านั้นเปอร์เซ็นต์เท่านี้เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเอาจริงเอาจังเข้ากลับไม่ได้ เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกนี้..เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรหยุดนิ่งสักอย่าง การค้าขายก็มีความเปลี่ยนแปลง การบ้านการเมือง เรื่องของคน เรื่องของพื้นแผ่นดิน เรื่องดินฟ้าอากาศ อะไร ๆ ต่าง ๆ นี้ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจะไปกำหนดเอาตายตัวว่าจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นไมได้อยู่ในอำนาจของเรา เช่น เราสั่งอะไรมาอย่างหนึ่ง แล้วก็นึกว่า คราวนี้แหละเราจะได้กำไรมากมายจากสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไป เช่นว่า เราอยู่อากาศมันก็แห้ง ๆ ฝนฟ้าไม่ตก แต่พอเราลงมือทำงานทำการเรื่องนั้น...ฝนเทลงมาจั๊ก ๆ น้ำท่วมบ้านท่วมเมืองเลยทีเดียว ทำให้สินค้าที่เราสั่งมานั้นมีอุปสรรค ไม่สามารถจะส่งไปที่นั่นที่นี่ได้ดังใจ อันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ใคร ๆ กิจการงานที่เรากระทำอยู่เมื่อใดก็ได้ เพราะฉะนั้นพระท่านจึงสอนว่า อย่าไปมีความหวังในเรื่องอะไร ๆ ให้มันมากเกินไป


    ความหวังนั่นแหละคือความอยาก

    ชาวโลกเรามักพูดกันว่า เราอยู่กันด้วยความหวัง คือว่าหวังน้ำบ่อหน้ากันเรื่อยไป คล้าย ๆ กับคนเดินทาง พอมาถึงศาลาพักร้อนหลังนี้ พักแล้วก็เดินต่อไป นึกว่าจะไปพักศาลาโน้นต่อไป พอถึงศาลานั้นก็นึกว่าจะไปพักศาลาโน้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่าเดินไปด้วยความหวัง
    ความหวังนั้นก็คือ...ความอยากนั่น เอง เราเอาความอยากมาเป็นอาหารใจ มาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ชาวโลกทั่วไปอยู่ด้วยความอยาก อยู่ด้วยความปรารถนาว่าจะมีสิ่งนั้นจะมีสิ่งนี้ เรียกว่าหาเหยื่อมาล่อจิตใจอยู่ตลอดเวลา ทีนี้การที่เราเอาเหยื่อต่าง ๆ มาล่อจิตใจอยู่ตลอดเวลา ทีนี้การที่เราเอาเหยื่อต่าง ๆ มาล่อจิตใจเรานั้น...มันไม่สุขใจอะไรมากนัก แล้วอาจจะผิดหวังเมื่อใดก็ได้ เราก็เกิดเป็นความทุกข์เกิดความเดือดร้อน เมื่อเราผิดหวัง
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    [​IMG]ดำเนินชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ [​IMG]


    ถ้า พูดกันในแง่ธรรมะในแง่จิตใจอย่างแท้จริงแล้ว เราไม่ควรจะอยู่ด้วยความหวังอย่างนั้น แต่เราควรจะอยู่อย่างไร? เราควรจะอยู่เพียงเพื่อทำหน้าที่ของเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง
    ใครมี หน้าที่อันใดก็ทำหน้าที่อันนั้นไป มีหน้าที่พ่อค้า..ก็ค้าขายไป หน้าที่ราชการ..ก็ทำไป หน้าที่พ่อหน้าที่แม่ก็ทำไป ใครมีหน้าที่อันใดก็ทำหน้าที่อันนั้นไป อันนี้คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่เราจะหวังได้เสมอไป เราจะหวังว่าเมื่อทำงานชิ้นนี้แล้ว..จะได้เท่านั้น จะได้เท่านี้ อันนี้อย่าไปสร้างความหวังไว้เลย เพราะถ้าเราสร้างไว้ก็เท่ากับสร้างวิมานในอากาศ เป็นความฝันแบบลม ๆ แล้ง ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาในมโนภาพของเราเท่านั้น มันจะสลายลงเมื่อใดก็ได้ และเมื่อมันสลายไป จิตใจเราก็ต้องมีความทุกข์ มีความเหี่ยวแห้งใจ มีความไม่สบายใจด้วยประการต่าง ๆ แล้วมันเรื่องอะไรที่เราไปหาเรื่องให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน มันเรื่องอะไรที่จะไปหาความทุกข์ให้แก่จิตใจของเราเอง


    เมื่อไม่ตั้งความหวัง ก็ไม่พบความผิดหวัง

    เราไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่กับความทุกข์ อยู่กับความเดือดร้อนใจ แต่เราเกิดมาเพื่อความรู้เท่ารู้ทันในสิ่งเหล่านั้นตามสภาพที่เป็นจริง อยู่ในโลกด้วยปัญญา ไม่ใช่อยู่ด้วยความโง่เขลา หรือด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ชัด ไม่เข้าใจชัดในเรื่องนั้นตามสภาพที่เป็นจริง ทำให้เป็นเหตุให้เกิดปัญหาวุ่นวายขึ้นในจิตใจของเราด้วยประการต่าง ๆ

    เราได้ยินข่าวปรากฏอยู่บ่อย ๆ ว่า คนที่พลาดหวังนั้นมักจะทำอะไรในทางแปลก ๆ แผลง ๆ เช่นว่า ทำลายตัวเองเสียเพราะว่าไม่สมหวัง เช่น ชายหนุ่มหญิงสาวที่มีความรักกัน แล้วมีความหวัง 100% ว่าจะได้อยู่กินแต่งงานกันตามเรื่องตามราว แต่มันเกิดผิดหวังขึ้นมา เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เช่นว่าคนโน้นเขาคลายความรักไป เขาไม่รักเหมือนเดิมแล้ว เขาไปมีรักใหม่แล้ว คนที่ถูกพรากความรักไปก็เสียอกเสียใจ ไม่กินไม่นอน ไม่อยากจะอยู่ในโลกต่อไป อันนี้ก็เพราะว่าผิดหวังจึงได้เกิดอารมณ์เช่นนั้นขึ้นมา
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    นำประสบการณ์ในชีวิตมาเป็นบทเรียน

    หรือ ในเรื่องอื่น ๆ อีกก็เหมือนกัน มันมีมากมายก่ายกองที่สร้างปัญหา คือความทุกข์ ความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นในใจของเราด้วยประการต่าง ๆ ถ้าหากว่าเราศึกษาในเรื่องอย่างนี้ คือศึกษาจากประสบการณ์ในชีวิตของเราเองว่า ในชีวิตของเรามันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันให้อะไรแก่เรา ให้ความสุขใจเบาใจแก่เรา ให้ความทุกข์ความหนักใจแก่เรา หรือให้ความเดือดเนื้อร้อนใจแก่เรา เราจะต้องศึกษาเรื่อย ๆ ไป นำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจไว้บ่อย ๆ เพื่อจะได้ไม่ทำอะไรซ้ำลงไปในเรื่องอย่างนั้นอีก จะได้หลีกเลี่ยงจากเรื่องที่มันเคยเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน แก่เรา เราก็จะมีปัญญามากขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับชีวิต


    ควบคุมความคิดได้ จิตใจจักสงบ


    การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ต้องเป็นอยู่ด้วยการศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ จากประสบการณ์ที่เราผ่านมาทุกเรื่องทุกประการ ให้ถือว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นเป็นครูเราทั้งนั้น เป็นบทเรียนสอนใจเราทั้งนั้น และเมื่อเราถือเอาเรื่องเหล่านั้นเป็นบทเรียนเครื่องสอนใจ แล้วเราก็จำไว้ทีหลังเราจะไม่คิดอย่างนั้น จะไม่นึกในรูปนั้นอีกต่อไป เพราะการคิดนึกในรูปอย่างนั้นมันสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เรา แต่ว่าเราจะคิดในรูปที่เรียกว่ามีปัญญา มีความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง อันนี้จะช่วยให้เกิดการผ่อนคลายทางด้านจิตใจ จะได้คลายความทุกข์ความเดือดร้อนใจไปได้ นี้ประการหนึ่ง

    ทีนี้อีกประการ หนึ่ง ความผิดในเรื่องนี้ที่ทำให้เกิดความหนักอกหนักใจ เหนื่อยใจ ในชีวิตของเราทั่ว ๆ ไปก็คือ การคิดในเรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ว่าจะห้ามเสียเลยหามิได้...คิดได้ แต่ว่าต้องคิดด้วยปัญญา คิดเพื่อเอามาเป็นบทเรียนไว้สอนใจ หาความจริงในเรื่องอย่างนั้น คิดแบบวิเคราะห์วิจัย...อย่างนี้ไม่เสียหาย
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    ปล่อยวางในสิ่งที่คิดแล้วเป็นทุกข์

    แต่ว่าโดยมากหาได้คิดในรูปนั้นไม่ เอามาคิดในรูปที่มันจะสร้างปัญหา คือความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งนั้น คือคิดด้วยความโง่เขลา ไม่ได้คิดด้วยปัญญาในเรื่องอะไรต่าง ๆ เรื่องบางเรื่องมันผ่านพ้นไปตั้งนานแล้ว แต่เราก็เอามาคิด พอคิดแล้วก็เกิดความไม่สบายใจ เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาก็เพราะเรื่องอย่างนั้น

    บางคนถึงกับว่าน้ำตาไหล ถามว่าทำไมจึงน้ำตาไหล? แหม!...คิดถึงเรื่องเก่าแล้วฉันเศร้าใจเหลือเกิน เรื่องอะไรที่ไปคิดให้มันเศร้าใจ มันเรื่องอะไรอยู่ดี ๆ ไม่ว่าไปหาเรื่องให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน ที่คนโบราณเขาว่า เอามือไปซุกหีบ มือมันอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ เอาเข้าไปซุกในหีบ แล้วก็ปิดฝาหีบลงไป โดนเอามือเจ็บปวดไปเปล่า ๆ นี่มันไม่ได้เรื่องอะไร ทำไมจึงชอบคิดในเรื่องอย่างนั้น เรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ชอบปล่อยชอบวาง ไม่ชอบทิ้งเรื่องนั้นออกไปเสีย


    หลักการคิดของพระพุทธเจ้า

    ในหลักธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ท่านวางหลักในเรื่องนี้เอาไว้ว่าอย่างไร ให้เราคิดอย่างไร นึกอย่างไร พระผู้มีพระภาควางหลักเรื่องนี้ไว้ว่า “อย่าคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า...ให้เพ่งพิจารณาในเรื่องนั้น เพื่อให้รู้ชัด เห็นชัดตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริง ๆ” อันนี้เป็นหลักการอันหนึ่งซึ่งเราควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

    เพราะว่าคนเราทั่ว ๆ ไปที่มีความทุกข์ระทมตรอมใจ อะไรต่าง ๆ นั้นส่วนมากก็เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่มันผ่านพ้นมาแล้ว ของหายไปตั้งสองเดือนแล้วก็ยังเอามาคิดถึงอยู่ คือบางทีก็พูดกะใคร ๆ ว่า แหม!... นึกถึงเรื่องนั้นทีไรแล้วแสนจะกลุ้มใจ รู้แล้วว่ากลุ้มใจ แต่ทำไมไปคิดถึงเรื่องนั้น นี่เขาเรียกว่าเผลอไป ประมาทไป ไม่ได้ระมัดระวังควบคุมความคิดของตัว แล้วก็ไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้เศร้าใจ ให้เสียใจ เป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยประการต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องเก่า ๆ แก่ ๆ ทั้งนั้น เอามานั่งคิดนั่งฝันไป ไม่ได้เรื่องอะไร อย่างนั้นไม่ควรคิด เพราะผ่านพ้นไปแล้ว
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    เรื่องเวลานี้มันมีสามกาล คือว่า ปัจจุบัน อดีต อนาคต สามกาลนี้มันนิดเดียวเท่านั้นเอง ตัวปัจจุบันก็นิดเดียว แล้วมันก็กลายเป็นอดีตไป แล้วอนาคตก็ย่างเข้ามา กลายเป็นตัวปัจจุบัน แล้วก็เป็นอดีตต่อไป
    ถ้าหากว่าเราถือหลักว่า เวลานี้ไม่คงที่...มันมาถึงเราแล้วก็ผ่านพ้นไป ๆ วินาทีนั้นผ่านพ้นไป วินาทีใหม่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านพ้นไป คล้าย ๆ กับว่าภาพยนตร์ เวลาเราดูหนัง ภาพต่าง ๆ ซึ่งมันผ่านสายตาเราไปในรูปต่าง ๆ กัน นั่นก็คือความเปลี่ยนแปลงของภาพอยู่ตลอดเวลา ภาพมันถี่ยิบเพราะความหมุนของเครื่อง แล้วฟิล์มมันก็หมุนไป เราก็เห็นว่าเป็นภาพวิ่งแสดงอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นปรากฏการณ์แก่สายตาของเรา ทำให้เราเห็นว่ามันเป็นจริง ๆ จัง ๆ เป็นเรื่องเป็นราว บางทีดูด้วยความเพลิดเพลิน บางทีดูแล้วก็เศร้าโศกเสียใจ เวลาจบเรื่องลงไปก็พลอยเศร้าไปกับพระเอกหรือนางเอกที่ต้องพบชะตากรรมที่ไม่ นึกไม่ฝันว่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่จริงภาพเหล่านั้นมันเป็นมายาที่มาหลอกตาเราชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าภาพมันติดต่อกัน เลยเห็นเป็นเรื่องเดียวกันตลอดเวลา อย่างนี้มันก็ผ่าน ๆ ไปเท่านั้นเอง อะไร ๆ มันก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้หยุดอยู่ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้หยุดอยู่ แต่ว่าเรานั้นเป็นผู้ทำผิด...ทำผิดในเรื่องอย่างไร? คือไปเก็บเอาสิ่งนั้นไว้เอามาใส่ในใจ มาใส่ไว้ในห้วงนึกในความคิดของเรา เก็บเรื่อยไปไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร


    สภาพของจิตที่ชอบสะสมอารมณ์

    ลักษณะของจิตมันก็อย่างนั้นอยู่ด้วยเหมือนกัน คือชอบสะสมอารมณ์ประเภทต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็เก็บเอาไว้ แล้วเอามานั่งคิดนึกให้เกิดความทุกข์ ความเศร้าใจ ไม่มีเรื่องอะไรจะคิด...ก็ไปเอาเรื่องที่มันเศร้าใจทำให้ไม่สบายใจ

    บางที เอาไปคิดในเวลาใกล้จะนอน จึงกระทบอารมณ์...เลยนอนไม่หลับ หรือบางทีเอาไปคิดเวลารับประทานอาหาร เลยเกิดเบื่ออาหารขึ้นมา ไม่อยากจะรับประทานแล้ว ใจมันไม่สบาย คนอื่นนั่งใกล้ก็ถามว่าไม่สบายด้วยเรื่องอะไร? แหม!... ใจมันไปคิดในเรื่องครั้งกระโน้น เก่าไม่รู้สักกี่สิบปีแล้ว ถ้าเป็นวัตถุก็เรียกว่าบูดแล้ว เน่าแล้ว เปื่อยแล้ว เราอุตส่าห์เอามาสร้างเป็นโครงร่างขึ้นมาใหม่ ไปเก็บเอาขี้เถ้ามา เอามาเสกสรรปั้นแต่งให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วนั่งดูด้วยความเศร้าโศกใจ นี่เรียกว่าความเขลาหรือความฉลาด ขอให้เราคิดดูสักเล็กน้อย

    ถ้าคิดดูแล้วก็เห็นว่า เอ...มนุษย์นี่แย่เต็มที เรื่องเป็นขี้เถ้าผงไปหมดแล้ว อุตส่าห์เอาขี้เถ้าขึ้นมาเสกอีกให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วก็มานั่งฝันในเรื่องที่เป็นความทุกข์ความเศร้าใจ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็นไปเลย
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา

    สิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยไป...ช่างมันเถอะ ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะไปคิดถึงสิ่งนั้นทำไม ให้มันเป็นอดีตไป อดีตมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว ปัจจุบันมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง... แต่ถ้ามาถึงเข้าเราก็พิจารณาต่อไปด้วยปัญญาว่า สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแก่เรา แต่ว่าสิ่งนี้มันไม่เที่ยง มันมีความเปลี่ยนแปลง คอยดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป ให้เราทำตนเป็นคนดูด้วยปัญญา อย่าดูด้วยความยึดมั่นถือมั่น อย่าดูด้วยความหลงผิดในเรื่องนั้น ๆ จิตใจเราก็จะสบายขึ้น ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ

    นี่เป็นหลักหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหา คือความทุกข์เหมือนกัน คือให้รู้ว่าอะไรที่ผ่านพ้นไปแล้วก็ผ่านพ้นไป อย่าไปรื้อไปค้นเอามาคิดนึกให้เสียเวลา ให้มันเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจเปล่า ๆ แต่ถ้าเราจะเอามาคิดนึกก็เรียกว่าคิดด้วยปัญญา รื้อมันด้วยปัญญา และสร้างขึ้นด้วยปัญญาตลอดเวลา อย่างนั้นสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์...ไม่เป็นความเสียหายในการที่เราจะคิด เพราะเอามาศึกษาค้นคว้าในเรื่องอย่างนั้น ว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่เปลี่ยนแปลงไปในสภาพอย่างไร เพื่อเราจะได้จดจำไว้เป็นบทเรียนสำหรับชีวิตของเราต่อไป นี่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าเอามานั่งคิดด้วยความเขลาแล้ว เรานั่งกลุ้มใจ เป็นทุกข์ไม่สบาย อย่างนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เราควรกระทำ


    ควบคุมจิตให้เป็นปัจจุบัน

    อันเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรื่องนั้นเรียกว่าเรื่องปัจจุบัน เราควรจะทำจิตให้เป็นปัจจุบันไว้ จิตที่เป็นตัวปัจจุบันหมายความว่า...ตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่หลับใหล ไม่มัวเมา ตื่นตัวอยู่ด้วยสติปัญญา

    คำว่า หลับใหลในทางจิต นั้น หมายความว่า ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เมื่อใดเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็เรียกว่าเราหลับแล้ว พอหลับแล้วมันก็วุ่นวาย มันเกิดปัญหาอะไรร้อยแปดต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะไม่ได้ตื่นด้วยสติปัญญา เรากลายเป็นคนหลับอยู่ในขณะนั้น...ไม่ดี ไม่งาม

    เราจะต้องเพ่งปัจจุบัน หมายความว่า ตื่นตัวอยู่ด้วยสติปัญญา นั่นแหละมันจะช่วยให้เรามองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นต่อไป มันเปลี่ยนแปลงไปในรูปอย่างไร คอยมองไป ค้นคว้าไป ศึกษาไปในเรื่องนั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่าอยู่ด้วยความตื่นตัว อยู่ด้วยปัญญาความตื่นตัว นั่นก็คือ ความมีสติคอยพิจารณาอะไรต่าง ๆ ไว้


    http://www.sookjai.com/index.php?topic=442.0


     
  9. wvichakorn

    wvichakorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    3,705
    ค่าพลัง:
    +9,241
    [​IMG]


    ขออนุโมทนาค่ะ

     

แชร์หน้านี้

Loading...