โคลนนิ่งมนุษย์

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย sron2006, 19 พฤศจิกายน 2010.

  1. sron2006

    sron2006 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    541
    ค่าพลัง:
    +1,202
    [​IMG]

    โคลนนิ่ง คือ อะไร?

    ตาม ความหมาย โคลนนิ่ง (Cloning) หมายถึงการคัดลอก หรือทำซ้ำ (copy) นั่นเอง สำหรับทางการแพทย์ หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การโคลนนิ่งเกิดอยู่เสมอในธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนได้แก่ การเกิดฝาแฝดเพศเดียวกันและหน้าตาเหมือนกัน นั่นเอง กระบวนการโคลนนิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วโดยเราไม่รู้ตัว
    (clone) มาจากคำภาษากรีกว่า “Klone” แปลว่า แขนง กิ่ง ก้าน ซึ่งใช้อธิบายการแบ่งตัวแบบไม่มีเพศ (asexual) ในพืชและสัตว์
    ดัง นั้น การโคลนนิ่ง คือการผลิตสัตว์ให้มีลักษณะทาง กายภาพ (phenotype) และทางพันธุกรรม (genotype) เหมือนกัน (identical twin) โดยไม่ใช้เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียมาผสม กัน ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “genetic duplication” ดังนั้น การโคลนนิ่งจึงเป็นการทำสิ่งมีชีวิตให้เป็นแฝดเหมือน กัน คือ มีเพศเหมือนกัน สีผิวเหมือนกัน หมู่เลือดเหมือนกัน ตำหนิเหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งในทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในสัตว์เกิดปรากฏการณ์การเกิดแฝด ขึ้นได้น้อยมาก บางรายงานกล่าวว่าแฝด คู่สอง (twin) มีโอกาสเกิดน้อยกว่า ร้อยละ 1-5 และแฝดคู่สาม คู่สี่ หรือมากกว่า มีรายงานน้อยมาก

    จากข่าวที่เป็นที่น่าตื่นเต้นในวงการวิทยาศาตร์การแพ ทย์ไปทั่วโลก ได้แก่ การทำโคลนนิ่งแกะ ที่ชื่อว่า ดอลลี่ นับเป็นการค้นพบครั้งใหม่ของวงการสถาบัน รอสลิน ผู้สร้างดอลลี่ขึ้นมา โดยใช้เซลล์จากเต้านมของแกะหน้าขาวตัวหนึ่งซึ่งเจริญ เต็มที่
    การ พัฒนาวิทยาการทางด้านโคลนนิ่งเซลล์สัตว์นั้นได้เร ิ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2423 หรือ 120 ปีที่ผ่านมา การทดลองค้นคว้าวิจัยได้ เกิดขึ้นมาเป็นลำดับ อาจจะมีทิ้งช่วงบ้างไปตามกาลเวลา แต่ความพยายามคิดค้นก็มิได้หยุดนิ่ง จุด เริ่มต้นการทำโคลนนิ่ง สัตว์เกิดขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ 50 โดยนักชีววิทยาอเมริกันสองคน คือ โรเบิร์ต บริกกส์ (Robert W. Briggs) และ โทมัส คิง (Thomas J. King) แห่งสถาบันการวิจัยมะเร็งในฟิลาเดเฟีย ทั้ง สองได้ร่วมทำการทดลองโคลนนิ่งสัตว์ โดยเริ่มต้นกับกบ และได้ริเริ่มการทำ โคลนนิ่งด้วยวิธีการถ่ายโอนนิวเคลียส (nuclear transfer) โดยอาศัย เทคนิคที่พัฒนาโดย Sperman ซึ่งกลายเป็นวิธีการทำโคลนนิ่งที่ ใช้กันทั่วไป เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การโคลนนิ่งสัตว์ครั้งแรกๆ ได้ประสบความสำเร็จคือ การโคลนนิ่งแกะ Dolly ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ โคลนนิ่งตัวแรกของโลก ความสำเร็จนี้ได้จุดประกายในการที่จะค้นพบเรื่องการเ พาะเซลล์

    กำเนิดมนุษย์โคลนนิ่งคนแรกของโลก !!!
    [​IMG]

    เรื่องของสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น“มนุษย์โคลนคนแรกของโลก”เกิดขึ้นในห้องทดลองที่เงียบสงบในเมืองนิวอิงแลนด์ ในเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โฮเซ่ ซิเบลลี่ นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายอาร์เจนตินา ได้ นำไข่ของคนที่ได้จากผู้บริจาคที่เก็บไว้ออกมาจำนว นหนึ่ง จากนั้นก็นำมาดูดเอาส่วนนิวเคลียสของไข่เหล่านี้ออก ก่อนที่จะนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไ ปมาใส่แทน อันเป็นวิธีการมาตรฐานสำหรับการทำโคลนนิ่งสัตว์เลี้ย งลูกด้วยนมที่ทำกันอยู่ ขณะนี้

    สามวันให้หลัง “เอ็มบริโอ” (หรือ ไข่ที่ได้รับการผสมด้วยวิธีการดังกล่าว) บางส่วนที่สร้างขึ้นนี้ ... ยังคงมีชีวิตอยู่ และเอ็มบริโอเหล่านี้นี่เองที่เป็นต้นตอของข่าว “มนุษย์โคลนคนแรก” ที่โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง
    เรื่อง แรกสุดที่ควรจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนก็คือ เอ็มบริโอที่เกิดจากกระบวนการโคลนข้างต้น ไม่ได้มีรูปร่างเป็นเด็กที่มีแขนขาหรือรูปร่างแบบเด็ กทารกและอยู่ในครรภ์ มารดาแต่อย่างใด เอ็มบริโอที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้เป็นแต่เพียงกร ะจุกของเซลล์ที่มีขนาด ไม่เกินหกเซลล์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็มหมุดอันเล็กๆ และอยู่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องทดลองเท่านั้น

    โคลนนิ่งมนุษย์ : ทำกันอย่างไร?

    ซิ เบลลี่และทีมของเขาใช้วิธีการมาตรฐานในการทำโคลนนิ ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือ วิธีถ่ายโอนนิวเคลียส (nuclear transfer technique) ซึ่งมีหลักการคร่าวๆ คือ นำสารพันธุกรรมออกจากเซลล์ไข่ที่ต้องการใช้เสียก่อน จากนั้นนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชนิดหนึ่งมาใส่แทนเข้า ไปในเซลล์ไข่นั้น กระตุ้นให้เซลล์ไข่หลอมรวมกับนิวเคลียสดังกล่าว และปล่อยให้มีการแบ่งตัวเกิดเป็นเอ็มบริโอต่อไป
    โคลนนิ่งมนุษย์ : ทำเพื่ออะไร?

    การ โคลนแบ่งตามวัตถุประสงค์ออกได้เป็นสองอย่างคือ การโคลนเพื่อสืบพันธุ์ (reproductive cloning) และ การโคลนเพื่อบำบัดโรค (therapeutic cloning)
    สำหรับการโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้น อาจจะมีประโยชน์คือ เพื่อเป็นการช่วยผู้ที่มีความผิดปกติของเซลล์อสุจิจน ไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ ในลักษณะที่แม้แต่เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF), กิฟต์, ซิฟต์ หรือ อิกซี ก็ไม่อาจะช่วยได้ เป็นต้น (สำหรับรายละเอียดของ “เทคโนโลยีช่วยกำเนิดบุตร” เหล่านี้ได้เคยเขียนถึงไว้โดยละเอียดแล้วใน UPDATE ฉบับเดือนเมษายน 2544)
    นอก จากประโยชน์ในกรณีข้างต้น ตามทฤษฎีแล้ว การโคลนยังเปิดโอกาสให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก่อนหน้ านี้...มีโอกาสเกิด ขึ้นได้อีกด้วยเช่น การให้กำเนิดบุตรสำหรับคู่รักร่วมเพศอย่าง “คู่เลสเบี้ยน” หรือการสร้างมนุษย์โคลนของตนเองในแบบเดียวกับที่มีกล ่าวไว้ในนิยายวิทยา ศาสตร์ เป็นต้น
    การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้นยังเป็นข้อ ถกเถียงกันมากทั้งในแง่ของ ปัญหาด้านเทคนิค และที่สำคัญก็คือปัญหาด้านจริยธรรม กล่าว คือ สำหรับความรู้เกี่ยวกับเรื่องการโคลนมนุษย์ที่เรามีอ ยู่ในปัจจุบันนั้น กระบวนการดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอันตรายต่อทั้งแม่แ ละลูกสูงมาก และอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม
    สำหรับ ประโยชน์อีกข้อหนึ่งของการโคลนคือ การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการบำบัดรักษาโรคนั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า หากเราใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองมาใช้ในการสร้างเซลล์หรื ออวัยวะใหม่เพื่อรักษาโรค ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้มาก เนื่องจากจะช่วยตัดปัญหาเรื่องการปฏิเสธเซลล์หรืออวั ยวะของร่างกายผู้ป่วยไปได้
    นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากกระบวนการโคลนยังเป็นเหมือนการ “ตั้งโปรแกรม” เซลล์ใหม่อีกครั้ง ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวและเริ่มสร้างเซลล์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สเต็ม เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนไปเป็นเ ซลล์ชนิดต่างๆ ได้มากมายแทบไม่จำกัด ทำให้ขอบเขตในการบำบัดโรคกว้างขวางขึ้นอีกเป็นอันมาก โดยเฉพาะโรคบางชนิดที่เดิมไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไป ได้ เช่น โรคเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเซลล์ประสาทอย่าง โรคอัลไซเมอร์ และ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น
    บริษัท ACT เจ้าของผลงานการโคลนมนุษย์ อ้างเหตุผลว่าการทดลองของบริษัทตนทำไปเพื่อประโยชน์ด ้านการบำบัดโรค โดยเซลล์จากผู้ป่วยจะถูกนำไปใช้สำหรับการทำเนื้อเยื่ อหรืออวัยวะทดแทน สำหรับผู้ป่วย ผ่านทางการสร้างสเต็ม เซลล์จากเอ็มบริโอ และทางบริษัทสนับสนุนให้ “จำกัดการทำโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์” จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาเรื่องของความปลอดภัยและจริย ธรรมให้เรียบร้อยเสีย ก่อน


    . ข้อระมัดระวังและประเด็นสำคัญของโคลนนิ่ง

    ที่สำคัญที่สุดในด้านจริยธรรม ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนประธานาธิบดี บิล คลินตัน สั่งระงับการค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ไว้ก่อน ได้แก่การทำโคลนนิ่งทำให้เกิดการคัดเลือกสายพันธุ์ที ่ดีในการเป็นต้นแบบ ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่า เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าลักษณะอย่างใด ที่เรียกว่าดี อย่างไรไม่ดี เนื่องจากลักษณะอย่างหนึ่ง ในสถานการณ์หรือสภาวะหนึ่ง อาจเป็นสิ่งดี แต่อีกสถานการณ์หนึ่งอาจจะไม่ดีก็ได้ เช่น ผิวดำ กับ ผิวขาว ดีหรือไม่, กรุ๊ปเลือดอะไร ฯลฯความเหมือนกัน ทำให้สูญเสียความมีเอกลักษณ์ และความหลากหลาย อันเป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการ ถ้าทุกคนทุกชีวิต เหมือนกันหมด จะไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีขึ้น
    การ ทำโคลนนิ่งในมนุษย์ด้วยจุดประสงค์อันใดก็ตาม ก่อให้เกิดปัญหาจริยธรรมตามมามากมาย เช่น การทำโคลนนิ่งเพื่อต้องการอวัยวะมาเปลี่ยน แล้วจะถือว่าสิ่งที่โคลนขึ้นมาเป็นมนุษย์ด้วยหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตธรรมดา, ปัญหาทางกฎหมาย ใครเป็นตัวจริง ตัวปลอม, การพิสูจน์บุตร, การค้นหาผู้กระทำผิดในคดีต่าง ๆ, การจำแนกคนโดยใช้การตรวจ DNA เป็นต้น

    อนาคตของการโคลนนิ่งมนุษย์

    เรื่อง ของการโคลนยังคงสร้างความประหลาดใจให้กับเราๆ ท่านๆ ได้ทุกครั้งที่มีข่าวใหม่ๆ ออกมานะค่ะ ในอนาคต การโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์ก็คงจะยังคงมีการต่อต้านกั นต่อไป ในขณะที่หลายคนคงเชื่อว่า ในขณะนี้น่าจะมีการทำโคลนนิ่งมนุษย์ กันอยู่ ณ แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว และเราน่าจะได้เห็น “มนุษย์โคลน” ที่เป็น “เด็กจริงๆ” ในอนาคตอันไม่ไกลนัก
    เห็น ได้ว่าการทำโคลนนิ่งเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ท ี่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง แต่มีประเด็นตามมาอีกมากมาย ทั้งในทางบวกและลบ แต่ควรตระหนักไว้ว่า "การค้นพบความจริงทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีและมีประโ ยชน์เสมอ แต่จะเกิดโทษหรือไม่ขึ้นกับว่ามนุษย์นำความรู้นี้ ไปประยุกต์ใช้อย่างไร"
    ใน อีกทางหนึ่ง เทคนิคการโคลนเพื่อบำบัดโรคก็กำลังหาที่ทางของตนเองอ ยู่ ข้อมูลการทดลองค้นคว้าในอนาคตคงจะเป็นตัวชี้ขาดว่า การทำโคลนนิ่งเพื่อการบำบัดโรคนั้นจะมีประโยชน์ และน่าทำอย่างที่หลายๆ คนในขณะนี้เชื่ออยู่หรือไม่

    คุณ ล่ะค่ะ...คิดว่าการทำ “โคลนนิ่งมนุษย์” เป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการเปิดพรมแดนความรู้ใหม่ ที่อาจจะเทียบชั้นมนุษย์ให้สามารถ “ สร้างชีวิต ” ได้ด้วยวิถีทางใหม่...ประดุจดังทำตนเป็นพระเจ้าเสียเ อง หรือเป็นเพียง “ ภาพมายา ” ของเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไม่ได้ที่ และจะเป็นอยู่เช่นนี้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น?
     
  2. sron2006

    sron2006 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    541
    ค่าพลัง:
    +1,202
    โคลนนิงหนูแช่แข็งสำเร็จ หวังปลุกชีพแมมมอธ-เสือเขี้ยวดาบ

    [​IMG]

    นัก วิจัยแดนปลาดิบโคลนนิงหนูที่ตายแล้วและถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 16 ปี ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ได้หนูโคลนนิงตัวใหม่แข็งแรงดีและสืบพันธุ์ได้เหมือนหนูทั่วไป หวังนำวิธีนี้ไปใช้ปลุกชีพแมมมอธที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ไซบีเรีย รวมทั้งสัตว์อีกหลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

    ทีมนักวิจัยของสถาบันริเกน (Riken) ประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการโคลนนิงหนู โดยใช้ดีเอ็นเอจากเซลล์หนูที่ตายแล้ว และถูกแช่แข็งเก็บไว้นานกว่า 16 ปี ซึ่งนับเป็นการโคลนนิงสัตว์ที่ตายไปนานแล้วได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยเอเอฟพีระบุว่าพวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานลงในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (National Academy of Sciences: PNAS) และหวังว่าจะเป็นแนวทางไปสู่การโคลนนิงสัตว์สูญพันธุ์ให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ทั้งแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ และอีกหลายชนิด

    นักวิจัยแยกเอาเซลล์มาจากหนูเพศผู้ที่ตายไปแล้ว แต่ถูกเก็บรักษาไว้โดยการแช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 16 ปี ซึ่งเท่ากับอุณหภูมิของชั้นดินเยือกแข็ง (Frozen ground) จากนั้นนำเซลล์ดังกล่าวมาสกัดเอาส่วนที่เป็นนิวเคลียส แล้วนำนิวเคลียสนี้ไปใส่ให้กับเซลล์ไข่ของหนูอีกตัวหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ได้นำนิวเคลียสเดิมที่มีอยู่ในเซลล์ออกไปแล้ว

    นัก วิจัยใช้วิธีการเดียวกับที่ใช้โคลนนิงแกะดอลลี โดยกระตุ้นเซลล์ตัวอ่อนด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการแบ่งเซลล์ และนำตัวอ่อนไปฝากไว้ในท้องของแม่หนูนาน 3 สัปดาห์ ก็ให้กำเนิดหนูเพศผู้ตัวใหม่ที่มีดีเอ็นเอเป็นของหนูตัวที่ตายไปแล้วเมื่อ 16 ปีก่อน ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงดี และหนูตัวดังกล่าวก็สามารถจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตามปรกติ และได้กำเนิดทายาทหนูโคลนนิงแล้วด้วย

    " เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้การโคลนนิงสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับฟื้นคืนชีพ ขึ้นมาได้อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในภาพยนตร์หรือนวนิยายหลายเรื่อง เช่น จูแรสสิก ปาร์ค แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยอย่างแน่นอน" เทรุฮิโกะ วาคายามา (Teruhiko Wakayama) หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้นักวิจัยรู้กันดีว่าดีเอ็นเอที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วและถูกแช่แข็งเอาไว้จะใช้การไม่ได้ เพราะผลึกน้ำแข็งจะสร้างความเสียหายให้กับดีเอ็นเอ

    ทว่าทีมวิจัยของวาคายามาค้นพบวิธีการสกัดแยกเอานิวเคลียสออกมาจากเซลล์แช่แข็งได้อย่างสมบูรณ์ โดยเดลิเมล์ระบุว่าพวกเขาเลือกใช้เซลล์สมองของหนูตัวต้นแบบ เนื่องจากสมองมีไขมันเป็นองค์ประกอบจำนวนมาก เซลล์สมองจึงน่าจะได้รับการปกป้องมากกว่าเซลล์ของอวัยวะอื่นๆ

    อย่าง ไรก็ดี นักวิจัยยังต้องเจอเรื่องที่ท้าทายมากกว่านี้อีกหลายเท่า หากจะนำวิธีเดียวกันในไปใช้โคลนนิงสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็ต้องอาศัยสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในการเป็นแม่อุ้มบุญ

    สำหรับ กรณีของแมมมอธ นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องหาวิธีนำนิวเคลียสของแมมมอธใส่เข้าไปในเซลล์ไข่ของ ช้าง เพื่อเพาะเป็นตัวอ่อน รวมถึงวิธีที่จะนำตัวอ่อนโคลนนิงไปฝากไว้ในมดลูกของแม่ช้างให้ได้ด้วย ซึ่งช้างเป็นสัตว์ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแมมมอธมากที่สุดที่ยังมีชีวิต อยู่ในปัจจุบัน

    ด้าน อากิระ อิริตานิ (Akira Iritani) ผู้เชี่ยวชาญด้านแมมมอธจากมหาวิทยาลัยคินกิ (Kinki University) ในโอซากา กล่าวว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้ก่อนที่นักวิจัยจะพบซากแมมมอธสัก ตัวที่เหมาะสำหรับโครงการวิจัยปลุกชีพแมมมอธ

    "ผมคาด หวังเอาไว้สูงมากว่าเราจะสามารถหาตัวอย่างซากแมมมอธที่ดีเยี่ยมได้ ซึ่งอาจบอกได้เลยว่าขณะนี้มีแมมมอธไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัว หลับใหลอยู่ใต้แผ่นดินไซบีเรีย" อิริตานิ ให้สัมภาษณ์กับเอ็นเอชเค

    อย่าง ไรก็ตาม อิริตานิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าการสร้างสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมามีชีวิตได้อีก ครั้งอาจไม่มีทางเป็นไปได้ แต่นักวิจัยก็สามารถใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อโคลนนิงเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเพื่อการศึกษาด้านวิวัฒนาการและสัตววิทยาได้

    ซาก "แมมมอธน้อย" แช่แข็ง 4 หมื่นปีช่วยศึกษาอากาศโลก

    <!--detail-->


    [​IMG]

    แอลเอไทม์/เอ็มเอสเอ็นบีซี/เอเยนซี-นัก วิทยาศาสตร์คาดซากแมมมอธน้อยอายุกว่า 40,000 ปีจะช่วยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกในยุคน้ำแข็งได้ และซากที่สมบูรณ์ยังเป็นโอกาสในการจัดทำแผนที่พันธุกรรมสัตว์โบราณอีกด้วย

    ซาก ลูกมอมมอธอายุกว่า 40,000 ปีซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ใต้ธารน้ำแข็งที่ไซบีเรียตอนเหนือถูกค้นพบตั้งแต่ เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยคนเลี้ยงกวางเรนเดียร์ชาวเมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าซากสิ่งมีชีวิตโบราณนี้จะช่วยในการศึกษาเรื่องการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะพวกเขาจะรวบรวมแผนที่พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิด นี้ที่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง

    ซากสีน้ำตาลขนาด 4 ฟุตซึ่งอยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่เคยพบมานี้เป็นซากของแมมอธเพศเมียอายุ 6 เดือนที่มีทั้งงวง และดวงตาอย่างครบถ้วน รวมทั้งยังคงหลงเหลือขนบางส่วน แม้ว่าหางและใบหูส่วนหนึ่งจะมีร่องรอยของการกัดออกไปก็ตาม และมีน้ำหนักประมาณ 110 ปอนด์ ซึ่งเป็นขนาดพอๆ กับสุนัขขนาดใหญ่เลยทีเดียว

    แมม มอธน้อยนี้ได้ชื่อว่า "ลิวบา" (Lyuba) ตามชื่อภรรยาของยูริ คุดิ (Yuri Khudi) ผู้พบซากดังกล่าว และหลังจากการค้นพบ "มัมมี่" โดยธรรมชาตินี้ก็ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่สถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์ รัสเซีย (Russian Academy of Sciences’ Zoological Institute)

    "ช่างเป็นลูกแมมอธน้อยที่น่ารักจริงๆ พบในสภาพที่สมบูรณ์แบบ ซากตัวอย่างนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เราถอดรหัสพันธุกรรมคร่าวๆ ของแมมมอธได้" อเลกไซ ทิโกนอฟ (Alexei Tikhonov) รองผู้อำนวยการสถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซียกล่าว

    " แมมมอธก็เป็นสัตว์อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ และคุณก็ทราบว่ามียุคที่เกิดหลังพวกมันอย่างแท้จริงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาว นานเมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เราต้องใช้ความรู้ที่เราได้จากพวกเขา (แมมมอธ)" ทิโกนอฟกล่าว

    นัก วิทยาศาสตร์เชื่อว่าแมมมอธอาศัยอยู่บนโลกในช่วง 4.8 ล้านปีถึงประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา และจากการศึกษาทำให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือการไล่ล่าเกิน พอดีของมนุษย์อาจเป็นสาเหตุให้ช้างโบราณนี้สูญพันธุ์

    ลิว บาถูกแช่แข็งอยู่นานกว่า 40,000 ปี ซึ่งขณะคุดิพบซากของเธอที่บางส่วนของร่างปกคลุมไปด้วยหิมะที่เปียกชื้น เขานึกว่าเป็นกวางเรนเดียร์ที่ตายแล้ว แต่เมื่อทราบว่านั่นคือแมมมอธ นักวิทยาศาสตร์ก็ถูกตามตัวเพื่อไปเคลื่อนย้ายซากแมมมอธน้อยซึ่งปัจจุบันถูก เก็บไว้ในตู้แช่แบบพิเศษ

    ทางด้านทิโกนอฟไม่แนะนำให้ โคลนแมมมอธนี้ไว้ เนื่องจากการโคลนนิงจะทำได้ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบภายในเซลล์อยู่ครบสมบูรณ์ หากแต่การแช่แข็งจะเป็นสาเหตุให้เซลล์แตกสลาย

    การเดิน ทางขั้นต่อไปของซากแมมมอธลิวบาคือการไปประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สัตววิทยาใน เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และเธอจะได้ไปอยู่ร่วมกับซากแมมมอธเพศผู้อีกตัวที่ชื่อ "ดิมา" (Dima) ซึ่งเป็นตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ที่รู้จักกันดีที่สุดในรัสเซียและได้ รับการค้นพบในเมืองมากาดานทางตะวันออกไกลของรัสเซียเมื่อปี 2520

    "พวกเขาจะเป็นคู่ที่ดีมากๆ เพราะทั้งคู่มีอายุราว 40,000 พอๆ กัน" ทิโกนอฟให้ความเห็น

    จากเซนต์ปิเตอร์เบิร์กลิวบายังต้องมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยจิเคอิ (Jikei University) ในญี่ปุ่นเพื่อรับการวิเคราะห์การทำแผนที่ 3 มิติด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับร่างกายของเธอ และกลับมารับการผ่าชันสูตรซากที่เซนต์ปิเตอร์เบิร์กอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำซากเธอกลับไปแสดงที่เมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย
    ที่มา http://www.manager.co.th
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2010
  3. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    ตามอ่านค่ะ.............
     
  4. Hikikomori

    Hikikomori เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2008
    โพสต์:
    508
    ค่าพลัง:
    +326
    ทำให้คิดถึงหนังเรื่อง The island เลยน่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย อาจจะมีการวิจัยลับๆก็ได้ใครจะไปรู้จะกลายพันธุ์แบบ Resident Evil รึเปล่าก็ไม่รู้
     
  5. โดเรม้อน

    โดเรม้อน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    848
    ค่าพลัง:
    +75
    ในอนาคตอันยาวใกล มนุษย์จะทำผิดพลาดมากที่สุดคือการโคลนนิ่งศาสดาทุกศาสนา
    แล้วใช้ร่างของศาสดาโคลนนิ่งเหล่านั้นต่อต้านอำนาจของผู้สร้างที่แท้จริงซึ่งบาปนั้นส่งผลในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นพยายามรวบรวมอำนาจ ไว้กับตนเอง
    ..............พวกเราเองคือต้นตระกูลของเขา....พวกเขาเป็นคนบ้านเรา........อนาคตของโลกอยู่ในมือลูกหลานเรา.....บาปบุญคุณโทษ..ต้องให้เขารีบรู้จัก...อย่าให้หญ้ารกกว่านี้เลย.................กาลามสูตใช้สำหรับพวกที่จิตเหนือกาย.....ผู้ที่กายเหนือจิต..อย่าพึ่งพิจารณา...ทำตามก่อนแล้วค่อยรู้เอง........คำพูดนี้อาจจะเป็นการชี้ช่องทางแต่เหตุการในอนาคตเกิดแล้วจึงขอบอกว่า..สิ่งที่เราคิดจะทำหรือ..ยังไม่ได้ทำ..จะเป็นภัยกับเผ่าพันธฺเอเชียในอนาคต......ถ้าคนในอนาคตไม่ถูกปราบปรามก็จะไม่เป็นตัวอย่างของการต่อต้านอำนาจผู้สร้างและผู้คุ้มครอง.....อย่าเริ่ม..แล้วมันจะไม่จบ.....เริ่มแล้วสินะ......แล้วจะไม่จบ...อย่าเริ่ม....มันจะจบไม่สวย.........
     
  6. โดเรม้อน

    โดเรม้อน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    848
    ค่าพลัง:
    +75
    สงครามจะไม่เกิดหากไม่มีผู้เริ่ม..........อย่าต่อต้าน....การต่อต้านมีแต่จะเสีย...การได้มาซึ่งอำนาจ..จากการล้มผู้อื่นไม่ใช่สันติที่แท้จริง.....สันติคือการรบโดยไม่ใช้ศาสตรา...พ่อขุนรามคำแหงยังไม่ใช้คำว่าพระยา....แล้วคำว่าเจ้าพระยาใครคิด....
     
  7. mamboo

    mamboo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,129
    ค่าพลัง:
    +1,973
    โคลนนิ่ง มนุษย์

    เห็นเขาว่า ทำได้ตั้งหลายปีแล้วนิ่ >< แต่ที่ไม่ได้ทำกัน เพราะมันผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายรองรับ .. มันผิดศีลธรรม
     
  8. คนจากวัด

    คนจากวัด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +339
    ศีลรักษา ธรรมนำใจ อย่าหลงใหลในสิ่งผิดศีลธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...