จำเป็นหรือไม่...จึงจะพบทางสายกลาง

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย Army56, 7 มกราคม 2011.

  1. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    ต้องมีสุขสุดโต่ง

    และมีทุกข์สุดโต่ง

    ภายในชีวิตเดียว

    จึงจะรู้ซึ้งถึงทางสายกลาง
     
  2. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,368
    ค่าพลัง:
    +52,217
    *** สายกลาง...คือ ไม่สุดโต่ง ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป ****

    กำหนดข้อปฏิบัติ ให้กับตนเอง
    ในสิ่งที่พอหยิบ พอเอื้อมถึง
    ทำให้ได้จริง เป็นประจำทุกวัน
    วันละชั่วโมงทุกวัน นิสัยต่างๆก็หมดไปได้จริง

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  3. llOsloJ

    llOsloJ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +41
    จะว่าจำเป็นก็คงไม่เชิงนะผมว่า แต่การผ่านสุขสุดๆ กับทุกข์สุดๆ ก็ปฎิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ทำให้เห็นอะไรดีๆ เหมือนกัน เพราะเคยผ่านสุขผ่านทุกข์มามากๆ ก็เอาสัญญาขันธ์ตรงนั้น มาเป็งบาตรฐานแห่งการพิจารณาเสียเลย ท่าจะเวริค อิอิ
     
  4. Amantrai

    Amantrai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    273
    ค่าพลัง:
    +162
    ต้องให้เทวดามาดีดพิณให้ฟังก่อนนะ
    ถึงจะตระหนักและรู้ซึ้งถึงทางสายกลาง

    ;););)
     
  5. obs2553

    obs2553 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2011
    โพสต์:
    1,289
    ค่าพลัง:
    +176
    คิดว่า คนที่จะดำเนินชีวิตแบบทางสายกลางได้ ส่วนใหญ่คงได้รับรู้หรือมีประสบการณ์ถึงความสุข-ความทุกข์มามากพอ จนเกิดความเข้าใจได้ว่าสุขกับทุกข์เป็นของคู่กันเสมอ

    ดังนั้น เวลาสุขเขาก็ไม่หลงระเริงหรือยึดติดกับมันมากนัก
    เวลาทุกข์ก็เช่นกัน ไม่ฟูมฟายหรือหมกมุ่นกับมันมากเช่นกัน
    เพราะเขารู้ได้ว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป และสุขทุกข์เป็นของคู่กัน

    สภาวะความคิด ณ จุดนั้น จึงเป็นแบบกลางๆ คือไม่สุขหรือทุกข์กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกินไป เพราะเข้าใจธรรมชาติที่แท้ของสถานการณ์เหล่านั้นแล้ว

    มีคนเปรียบเทียบว่า ความสุข-ความทุกข์เป็นดังคู่แฝดตัวติดกัน
    จำไว้ว่าเมื่อคุณได้สวมกอดกับความสุข คุณก็ได้สวมกอดกับความทุกข์ด้วย เพราะพวกเขาจะอยู่ด้วยกันเสมอ
     
  6. ถิ่นธรรม

    ถิ่นธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    1,824
    ค่าพลัง:
    +5,398
    ไม่จำเป็น
    ยศกุลบุตร เกิดมามีแต่ความสุขมีปราสาท 3 ฤดูอยู่ สุขสุดโต่ง แค่เห็นหญิงรับใช้นอนก็เบื่อหน่าย เดินไปพบพระพุทธเจ้า ฟังธรรม 2 ครั้งเป็นพระอรหันต์เลย
    พระโมคคัลลา พระสารีบุตร เกิดในตระกูลเศรษฐี วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นดูละครไปเรื่อย วันหนึ่งเบื่อขึ้นมาเอง ออกบวชเลย จนในที่สุด็กมาพบพระพุทะเจ้า เลยกลายเป็นพระอรหันต์

    ทางสายกลางไม่ได้ตื้นขนาดนั้น
     
  7. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    บางคนที่เคยลองมาหมดแล้ว ทั้งสองทาง แต่สุดท้ายปลายทางมันไม่ใช่

    แต่หลายคน ครูบอกแล้วว่ามันไม่ใช่ แต่ยังทำ

    มันก็เป็นซะอย่างนั้น...
     
  8. obs2553

    obs2553 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2011
    โพสต์:
    1,289
    ค่าพลัง:
    +176
    สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ที่สดใส ที่ใครหลายคนได้พักผ่อนกัน

    หัวข้อนี้ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ที่ทำให้ดิฉันได้ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ

    ดิฉันไม่เคยอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับทางสายกลางแบบเป็นเรื่องเป็นราวซะที ที่ผ่านมาก็มักได้ยินได้ฟังจากคนอื่นๆซะส่วนมาก มีทั้งใช้ในทางการเมือง ทางการปฎิบัติธรรม และการดำเนินชีวิต แต่ก็ำไม่ได้ถือเอามาเป็นความรู้ความเข้าใจของตัวเองทั้ง 100 % ชอบหาคำตอบที่เกิดจากการได้พิจารณาประสบการณ์ของตนร่วมด้วย

    พึ่งได้อ่านธัมจักกัปปวัตตนสูตรแบบย่อ จากวิกีพีเดีย ซึ่งเป็นธรรมที่เกี่ยวกับทางสายกลาง ได้เข้าใจสภาวะของทางสายกลางแจ่มชัดมากขึ้น

    ต้องขอบคุณเจ้าของกระทู้ และผู้ร่วมสนทนาที่ให้ความเห็น ทำให้ดิฉันหาความรู้เพิ่มเติมกับเรื่องทางสายกลาง รู้จักกับธัมจักกัปปวัตตนสูตรของพระพุทธเจ้า และขอบคุณโลกอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้เราเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้มีข้อมูลดีๆมาแบ่งปันกัน

    ไปอ่านที่หนึ่งมา เขาเขียนไว้เข้าใจง่ายดี เอามาแปะั เผื่อท่านอื่นๆจะได้ช่วยเสริมความคิดเห็นเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์แก่กันและกันค่ะ

    พุทธพจน์จากปฐมเทศนาหรือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงความหมาย เนื้อหา และจุดหมายของมัชฌิมาปฏิปทาไว้โดยสรุปครบทั้งหมด ความเป็นทางสายกลาง (the Middle path หรือ MiddleWay) นั้น เป็นเพราะไม่เข้าไปข้องแวะที่สุดสองอย่าง (แต่ไม่ใช่อยู่กลางระหว่างที่สุดทั้งสอง) คือ

    ๑. กามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข (
    the extreme of sensual indulgence หรือ extremehedonism)

    ๒. อัตตกิลมถานุโยค การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง (the extreme ofself-mortification หรือ extreme asceticism)

    บางครั้ง มีผู้นำเอาคำว่า ทางสายกลางไปใช้อย่างกว้างขวาง หมายถึง การกระทำ หรือ ความคิดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการกระทำ หรือ ความคิดสองแบบสองแนว หรือ คนสองคนพวกสองฝ่าย คือ วัดเอาให้ได้ครึ่งทางระหว่างสองแบบหรือสองฝ่ายนั้น ความเป็นกลางหรือทางสายกลางอย่างนี้ ไม่มีหลักอะไรที่แน่นอน ต้องรอให้เขามีสองพวกสองฝ่ายก่อน จึงจะเป็นกลางได้ และจุดหมายหรือเส้นกลางที่ไม่แน่ลงไปว่าแค่ไหน สุดแต่สองพวก หรือ สองฝ่ายเขาจะยึดถือปฏิบัติกันแค่ใด ทางสายกลางนั้นก็ขยับเขยื้อนเลื่อนไปให้ได้ครึ่งทางระหว่างสองพวกสองฝ่ายนั้น บางครั้ง ทางสายกลางแบบนี้ ก็มองดูคล้ายทางสายกลางที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แต่ก็พึงทราบว่าเป็นทางสายกลางเทียม ไม่ใช่ของแท้จริง

    ทางสายกลางที่แท้จริงมีหลักที่แน่นอน

    ความแน่นอนของทางสายกลางนั้น อยู่ที่ความมีจุดหมายหรือเป้าหมายที่แน่ชัด เมื่อมีเป้าหมายหรือจุดหมายที่แน่นอนแล้ว ทางที่นำไปสู่จุดหมายนั้น หรือการกระทำที่ตรงจุด พอเหมาะพอดีที่จะให้ผลตามเป้าหมายนั้นแหละคือทางสายกลาง

    เปรียบเหมือนการยิงลูกศรหรือยิงปืนอย่างมีเป้าหมาย จำเป็นต้องมีจุดที่เป็นเป้า การยิงถูกคือการกระทำที่พอเหมาะพอดีให้ลูกปืนหรือลูกศรพุ่งไปสู่จุดที่เป็นเป้า ความเป็นสายกลาง ย่อมอยู่ที่การยิงตรงพอดีสู่จุดที่เป็นเป้านั้น

    การยิงที่เฉ คลาดพลาดออกไปข้างๆ ย่อมไม่ถูกต้องทั้งหมด เมื่อเทียบกับการยิงที่ผิดเฉคลาดพลาดออกไปข้างๆ ทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าจุดหมายที่ถูกต้องมีจุดเดียวและเป็นจุดกลาง เป็นจุดที่แน่นอน

    ส่วนจุดที่ผิดพลาดมีมากมายและไม่แน่นอน ล้วนเขวออกไปเสียข้างๆ และเส้นที่เข้าสู่จุดหมายนั้นก็เป็นเส้นทางกลางเช่นเดียวกัน ทางที่ถูกต้อง มีจุดหมายมีหลักที่แน่นอนของมันเอง มิใช่คอยรอกำหนดวัดเอาจากทางที่ผิดพลาด

    ทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้ มีจุดหมายที่แน่นอน คือ
    ความดับทุกข์หรือภาวะหลุดพ้นเป็นอิสระไร้ปัญหามรรคก็ คือ ระบบความคิดและการกระทำหรือการดำเนินชีวิตที่ตรงจุดพอเหมาะพอดีให้ได้ผลสำเร็จเป้าหมาย คือ ความดับทุกข์นี้จึงเป็นทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา

    อนึ่ง โดยเหตุที่ทางสายกลางเป็นทางที่มีจุดหมายแน่ชัดหรือความเป็นทางสายกลางขึ้นอยู่กับความมีเป้าหมายที่แน่ชัด ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จุดหมาย จึงจะเดินทางได้ คือ เมื่อจะเดินทางก็ต้องรู้ว่าตนจะไปไหน

    ด้วยเหตุนี้ ทางสายกลางจึงเป็นทางแห่งปัญญา และจึงเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิคือเริ่มด้วยความเข้าใจปัญหาของตน และรู้จุดหมายที่จะเดินทางไป

    โดยนัยนี้ ทางสายกลางจึงเป็นทางแห่งความรู้และความมีเหตุผล เป็นทางแห่งความรู้เข้าใจ ยอมรับ และกล้าเผชิญหน้ากับความจริง


    เครดิต คุณ Dhandham
    พิมพ์หน้านี้ - ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา
     
  9. obs2553

    obs2553 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2011
    โพสต์:
    1,289
    ค่าพลัง:
    +176
    ปัญญาที่เกิดจากภายในด้วยความเข้าใจของตนเอง จะเติบโตและไม่เสื่อมสลายไปง่าย

    ขอร่วมสนทนาด้วยนะคะ

    คิดว่า การเรียนรู้ของคนโดยทั่วไปมี 2 แนว คือ..

    จากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งต้องรู้คิด รู้พิจารณา ด้วยปัญญาของตน ดังเช่นพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง

    และ

    จากครูบาอาจารย์ ซึ่งเกิดจากความเชื่อ ศรัทธา และนำคำสอนไปปฏิบัติ
    ส่วนใหญ่เกิดจากการได้พิจารณาสุขทุกข์จากประสบการณ์ของตนเองแล้ว ต้องการหาคำตอบ หาทางดับทุกข์ เลยค้นหาจากคำสอนของผู้มีประสบการณ์มาก่อน (ครูบาอาจารย์) แล้วจึงเกิดความเข้าใจมากขึ้น และเมื่อนำไปปฏิบัติ จึงเห็นผล

    แต่ถึงอย่างไร น่าจะดีกว่าการรับมาปฏิบัติเลยโดยไม่ผ่านประสบการณ์ หรือการพิจารณาของตนเองมาก่อน
     
  10. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    ขอบคุณ คุณ obs2553 มากนะครับ

    เพียงแต่ผมดูจากศาสดา ที่ชืวิตจะผ่านความทุกข์และสุขอย่างสุดๆมา

    2 ท่าน คือ

    เจ้าชายสิทธัตถะ สุขแล้วไปทุกข์

    ท่านนบี ทุกข์แล้วไปสุข

    แต่สุดท้าย เบื่อหน่ายและปลีกวิเวกทั้งสองท่าน
     
  11. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    ทางสายกลางพระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วนี่ครับ สมัยก่อนเขาไม่รู้เขากผ้บำ
    เพ็ญแบบสุขสุดโต่ง (กามสุขัลลิกานุโยค) ทุกข์สุดโต่ง (อัตตกิลมถานุโยค)
    แต่พระพุทะองค์ท่านพบแล้วทางสายกลางหนทางหลุดพ้นเริ่มจากทุกข์ก็ได้
    ทุกข์ทำให้เกิดศรัทธา ศรัทธา... จนถึงนิพพาน หรือเริ่มจากศรัทธาเลยก็ได้
    เช่นศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เกิดปราโมทย์...นิพพาน ก็ได้
    เหมือนกัน กรรมฐานที่พุทธองค์ทรงสอนทั้ง 40 วิธี
     
  12. Amantrai

    Amantrai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    273
    ค่าพลัง:
    +162
    เรื่องบัว 4 เหล่านี่ ทำให้ชาวพุทธหินยานไม่ค่อยอดทน อยากได้อะไรเร็วๆ

    ในมหายานก็มีเหมือนกัน แต่เป็นม้า 4 เหล่า คือ ม้าเยี่ยม ม้าดี ม้าแย่ และม้าเลว แต่ที่หักมมุมก็คือ

    ม้าเยี่ยม แค่คนขี่นึกคิด มันก็ออกวิ่งไปแล้ว
    มาดี แค่เห็นเงาแส้ มันก็ออกวิ่ง
    มาแย่ ต้องลงแส้มันถึงจะวิ่ง
    ม้าเลว ไม่เพียงแต่ลงแส้เท่านั้น หากต้องลงอย่างหนักมันถึงจะวิ่ง

    แต่ไม่ว่าจะเป็นม้าเยี่ยม ม้าดี ม้าแย่ หรือม้าเลว ขอเพียงให้ถึงปลายทางก็เป็นอันว่าสัมฤทธิ์ผล

    ถ้าผู้เรียนเป็นม้า ก็ต้องอดทนฝึกฝน ผู้สอนก็ต้องอดทนเพียรพยายามในการสอน การลงแส้หนักๆให้ม้าวิ่ง ไม่ใช่ไม่เหนื่อย

    ;);););)
     

แชร์หน้านี้

Loading...