สภาวะ จิต อิ่มอารมณ์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Ongsathit, 12 มกราคม 2011.

  1. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    จิต อิ่มอารมณ์เป็นสภาวะที่จิตไม่มีความนึกคิดใดๆ
    เป็นแต่เพียง รู้ อยู่นิ่งๆ หรือ จะเรียกว่าจิตควรแก่การงาน
    ลำดับต่อจากนี้ไป เมื่อยกจิตขึ้นวิปัสนาจะเกิด ปัญญา
    ขอเจริญในศาสนาของพระศาสดา
     
  2. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    บ้านผมเรียก เอกัคคตารมณ์ ...........

    แล้วยกจิตขึ้นวิปัสสนานี่เขาทำอย่างไรนะครับ แนะให้หน่อยครับ ถามมาหลายคนแล้ว .........ยังไม่ได้คำตอบที....
     
  3. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    แล้วยกจิตขึ้นวิปัสสนานี่เขาทำอย่างไรนะครับ
    ตอบ การยกจิตขึ้นวิปัสสนา คือ การพิจารณา ครับ เช่น กรรมฐานห้า เป็นต้น
    พิจารณา มหาพิจารณา อสุภะ เป็นอุบายสอนจิตให้เห็นตามเป็นจริงของสิ่งนั้นๆจิตจะเกิดควรเบื่อ
    และจะหาวิธีที่จะหลุดพ้น
    จิต อิ่มอารมณ์ พูดภาษาบ้านๆก็คือ ความสงบ นั้นเอง
    สงบ จากอะไร สงบจากการคิดปรุงนั้นเอง การคิดปรุงแ่ต่งมาจากใหน มาจาก อายตนะทั้ง 6 นั้นเอง
    หรือจะพูดอีกอย่างว่าความสงบคือ สมาธิหัวตอ คือจะนิ่งเฉยไม่รับรู้อะไร
    แต่ความสงบเป็นฐานของ ปัญญา
     
  4. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ความสงบ เป็นผลของปัญญา

    อย่าเข้าใจว่า ความสงบจะมาก่อนปัญญา

    การทำสมาธิ โดยทั่วไป ถ้าไม่รู้จักสำรวจ สังเกตุ เราก็จะแยกไม่ออกว่า อันใดที่เรียกว่า สงบ ที่ถูกต้อง

    ก็ได้แต่ คลำเอา

    จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เรามีมหาสติ แยกแยะได้ว่า อาการจิต สงบ ที่ไต่ขึ้นตามลำดับนั้น มีความปราณีต เพิ่มขึ้นอย่างไร นี่แหละ เราก็ใช้ปัญญา คอยสังเกตุดู

    การดู ก็ต้องดูเหตุให้รอบ ให้ครอบ เหตุนั้นมันมาจาก วิถีชีวิตประจำวัน มันมาจาก การพูด คิด อ่านทำ

    มันมาจาก เหตุ และ กรรมก่อนหน้า ดุจดังคน ผูกเชือกทุกวัน ถ้าผูกแล้วแก้ ผูกอย่างมีทิศมีทาง มันก็ใช้งานเชือกได้ คลายปมได้ สม่ำเสมอ

    แต่หากว่า ผูกไปเองทุกวัน ดังคนไม่มีสติ ไม่ได้ดูว่า เราผูกเชือกอย่างไร ผูกไปเรื่อยๆ มัดปมไปเรื่อยๆ
    พอถึงเวลาจะใช้ ถึงเวลามีเหตุขึ้นมา เราก็แก้ไม่ได้ เราก็ต้องรับผลกรรม ที่เรากระทำมา

    ยิ่งทำมายาวนานเท่าไร ปมยิ่งแก้ยากมากขึ้นเท่านั้น

    ก็จำกันเอาไว้ ปมของชีวิต อย่าให้มันเดินไปตามกรรมไม่ดี พอกรรมไม่ดีส่งผล แล้วมันจะสายเกินแก้
     
  5. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    1.การยกจิตขึ้นวิปัสสนา คือ การพิจารณา ครับ เช่น กรรมฐานห้า เป็นต้น
    พิจารณา มหาพิจารณา อสุภะ เป็นอุบายสอนจิตให้เห็นตามเป็นจริงของสิ่งนั้นๆจิตจะเกิดควรเบื่อ และจะหาวิธีที่จะหลุดพ้น

    ขออีกหน่อย ยังไม่เข้าใจ การพิจารณากรรมฐานห้า พิจารณา.............อธิบายในข้อ 1 ใหม่



    2.สงบ จากอะไร สงบจากการคิดปรุงนั้นเอง การคิดปรุงแ่ต่งมาจากใหน มาจาก อายตนะทั้ง 6 นั้นเอง

    ตอนนั่งสมาธิ จนสงบแล้ว อายตนะ 6 มันมาจากไหนอีก ?????
     
  6. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ขอออกความคิดเห็นบ้างนะครับ
    ขณะที่เรามีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวแล้ว กายก็ไม่มี ลมหายใจก็ไม่มี มีก็แต่เรา หรือ จิต
    ขณะนั้นจะทำการสิ่งใดอารมณ์ก็ไม่ไหว แต่หากเราเข้าบ่อยๆ อารมณ์นั้นก็จะอยู่กับเราได้นานแม้แต่จะออกจากสมาธิแล้วก็ตาม และหากเราคงอยู่ในอารมณ์ในขณะที่ออกจากสมาธิแล้วมาสัมผัสสิ่งภายนอก สภาวะการเกิดดับจะเห็นชัดเจนขึ้นครับ สิ่งที่เข้ามากระทบกับอายตนะก็คือรูปขันธ์จนเกิดเป็นความรู้สึกและตรงนี้ล่ะครับที่จิตทำงาน
    หรือ คงอารมณ์นั้นแล้วพิจารณาความตายซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตอย่างชัดเจนครับ หากเราเห็นความตายบ่อยๆเข้าเราจะเห็นชีวิตที่ผ่านมาไปจนถึงตอนที่เราเกิดและย้อนไปย้อนมาก็จะเห็นอาการของจิต หรือ จิตที่กำลังทำงานครับ
    และพอเราพิจารณาแล้วก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งที่เห็น ที่เป็น ตรงนี้ล่ะครับที่ปัญญาเกิด แตกต่างจากการอ่านเลยครับ เพราะการอ่านเป็นการจำได้หมายรู้ แต่ปัญญาที่เกิดจะเข้าใจชัดเจนเป็นอย่างมากครับ และเมื่อทำบ่อยๆจิตจะวางลงไปเองครับ
    ส่วนตัวผมก็เพียรพยายามอยู่ครับ
    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  7. นาคะมุนี

    นาคะมุนี สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
    ยกจิตขึ้นวิปัสสนานี่เขาทำอย่างไรนะครับ
    ตอบผู้พันจุ่น จากประสบการณ์ในการปฏิบัติ เมื่อเข้าสู่สมาธิในขั้นที่ไม่มีตัวตน ไม่มีลมหาย ที่เขาเรียกกันว่า "ฌาน 4" เมื่อเข้าสู่จุดนั้นแล้วซึ่งแต่ละคนเวลาในการเข้านิ่งต่างกัน บางคนครึ่งชั่วโมง บางคน 1 ชั่วโมงซึ่งไม่สามารถกำหนดเวลาได้ เมื่อจิตคลายออกมาคือรู้สึกตัวว่านั่งสมาธิอยู่หรือรู้สึกถึงการหายใจแต่ยังไม่ได้หลุดจากสมาธิ ตรงนี้แหละที่จะยกจิตขึ้นวิปัสสนา วิปัสนาคือการพิจารณา แล้วเราจะพิจารณาอะไร เราจะพิจารณาอะไรก็ได้ ธรรมของพระพุทธองค์ข้อไหนก็ได้ พิจารณากาย พิจารณาอารมณ์ก็ได้ ตรงนี้แหละพิจารณาไปก็จะเกิดปัญญา
     
  8. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    ตอบ อายตนะ รวมแล้ว 12 ภายนอกและภายใน
    คนตาบอดหรือหูหนวก จะไม่สามารถใช้อายตนะนั้นได้
    แต่ถามว่า กิเลส จากเสียงและภาพสี ของเขามีอยู่มั้ย ยังมี
    ตอนนั่งสมาธิ จนสงบแล้ว อายตนะ 6 มันมาจากใหน???
    ตอบ มาจาก ขั้น 5 คือ เจ้าสัญญาขันธ์ ปรุงแต่งจากอายตนะภายใน จนเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์


    อาจจะต้องใช้ความพยยามมากนะครับ ที่จะอธิบายให้คนตาบอดแต่กำเหนิดรู้และเข้าใจว่า สีขาว เป็นเช่นไร
    สีขาว
     
  9. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    กระทู้นี้น่าสนใจดีครับ

    ผมขอถามหน่อยนะครับ

    ผมปฏิบัติในแนวพิจารณาทั้งขณะกำลังนั่งสมาธิ หรือในชีวิตประจำวัน

    ตอนนั่งสมาธิผมจะรอให้จิตมันนิ่งสงบเสียก่อน รู้ว่าจิตเริ่มมีความละเอียดแล้ว จึงเริ่มพิจารณา

    แต่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไร หรือมีอะไรให้พิจารณา ผมก็จะพิจารณาโดยทันที

    จิตผมจะสงบทั้งจากการพิจารณาในระหว่างชีวิตประจำวัน หรือจากการนั่งสมาธิโดยกำหนดลมหายใจ (ผมนั่งสมาธิวันละ 1-2 ชม.)

    แต่ทีนี้ผมสงสัยว่า ขณะที่ผมพิจารณาในช่วงชีวิตประจำวัน จนจิตสงบ อารมณ์ต่างๆดับลง เกิดแต่ปิติสุขขึ้นมา และไม่มีการทวนเหตุนั้นๆขึ้นมาอีก เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นในเหตุนั้นๆอีกต่อไป อย่างนี้ถือได้ว่าผมจบเหตุนั้นๆลงได้แล้วหรือยังครับ แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า วิปัสสนา หรือเปล่าครับ

    และตอนนี้ผมกำลังเพียรปฏิบัติในการนั่งสมาธิเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะให้รู้จักและข้ามพ้นเวทนาให้ได้อยู่ครับ (แรงบันดาลใจมาจากกระทู้ของคุณ สับสน)

    ปล. ปัจจุบันนี้ ขณะที่ผมนั่งสมาธิอยู่เมื่อเกิดเวทนาทางกายขึ้น (ผ่าน 1 ชม.ครึ่งไปแล้ว) จิตผมเกิดปิติสุขอยู่ แต่อาการเวทนาก็มีอยู่ แต่ความสุขนี้ยังระงับเวทนาทางกายไม่ได้ และผมก็พิจารณาเวทนาทางกายอยู่ ดูอยู่ และรู้อยู่ แต่ยังระงับไม่ได้และคงยังไม่รู้ชัดในเวทนา คงต้องเพียรพยายามต่อไป

    อนุโมทนาทุกท่านครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  10. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    และไม่มีการทวนเหตุนั้นๆขึ้นมาอีก เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นในเหตุนั้นๆอีกต่อไป (ยกมา)

    ตอบ หากออกจากสมาธิ ท่านยังต้องการเห็นภาพสวยงาม ไม่อยากเห็นภาพไม่สวยงาม
    หรือ อะไรต่างๆจาก อายตนะทั้ง 6 แล้วยังไหวตามอารมณ์ ก็ต้องวิปัสสนาจนให้จิตเห็นทั้งในสมาธิและนอกสมาธิ
    ถึงจะเรียกว่าจบเหตุ เพราะหากท่านสงบเฉพาะเวลานั้งสมาธิ ก็เหมือนเสื่อปูทับหญ้า เมื่อเอาเสื่อออกหญ้าก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
     
  11. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขอบคุณที่ตอบเพื่อให้ความรู้ครับ

    ที่ผมว่ามันดับนั้น คือ ไม่ได้ดับอารมณ์นั้นๆไปเลย เมื่อเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ มันก็เกิดขึ้นอีก แต่ไม่มีอารมณ์จากของเก่ามาทับถม หมายถึงดับไปเฉพาะเรื่องนั้นๆหน่ะครับ

    อย่างเช่น ถ้าผมมีเรื่องให้ต้องโกรธกับใคร ถ้าผมพิจารณาจนอารมณ์นั้นดับไปแล้ว ผมก็จะไม่มีการหวนไปนึกถึงเรื่องนั้นอีก จะไม่มีการเก็บเรื่องราวนั้นไว้ เหมือนกับเป็นการเคลียร์หรือสะสางเรื่องกันได้แล้ว แต่ถ้ามีเหตุการณ์ใหม่กับคนเดิมก็จะเป็นอารมณ์ใหม่ ไม่มีการเอาอารมณ์เก่ามาเพิ่มเติม หรือสะสมอารมณ์เก่ามาครับ แต่ถ้าไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งอะไรก็จะปกติ (อันนี้ผมหมายถึงโทสะหน่ะครับ แต่เรื่องอื่นก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันครับ)

    และนี่เป็นการพิจารณาต่อเหตุการณ์ตรงหน้าเลยครับ ไม่ได้นำไปพิจารณาตอนนั่งสมาธิครับ และเมื่อผมพิจารณาจนอารมณ์นั้นดับไปแล้ว จิตเกิดปิติสุขแล้ว ผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติต่อครับ

    อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  12. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ผมขอตอบคุณsupopบ้างนะครับ
    สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นอาการของการเกิดดับครับ นี่ก็เป็นวิปัสสนาครับ เพราะหากเห็นการเกิดดับบ่อยๆเดี๋ยวจิตจะเกิดความเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เป็นครับ และจะเห็นเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ครับ และจิตจะเร็วในการยกจิตในขณะที่จิตจะทำงานด้วยครับ
    ส่วนเรื่องการดูเวทนาผมว่าเปลี่ยนอริยาบทจะดีกว่าครับ เพราะเวลาที่จิตเป็นอารมณ์เดียวแล้วร่างกายก็จะไม่มี(แค่ความรู้สึก) เวทนาก็ไม่เกิดครับ แต่หากว่ายังทนต่อเวทนาอยู่จิตจะถอนจากสมาธิเอาได้น่ะครับ
    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  13. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
  14. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ก่อนอื่น คุณต้อง จำแนก คุณภาพของ กำลังของจิต ที่ได้จาก สมาธิในรูปแบบ
    กับ สมาธิที่ได้จากการเจริญในชีวิตประจำวัน ว่ามันมีความแตกต่างอย่างไร ต้อง
    ยกสภาพธรรมของสมาธิ มาพิจารณาประกอบไว้ด้วย

    เพราะมันจะมี ผลต่อการเห็น ที่เรียกว่า มันสัมปยุตกัน

    อย่างกรณี เห็นเหตุที่เคยข้ามได้ ปรากฏ แล้วพบว่า มันชักจูงเราไปไม่ได้
    หรือ "ไม่เห็นความจำเป็นในเหตุนั้นๆอีกต่อไป" แต่มันก็ปรากฏ ไม่ใช่ไม่
    ปรากฏ เพียงแต่ ไม่เอา ไม่จับขึ้นมา ไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา หากคุณเคย
    จำแนกรสของสมาธิทั้งสองชนิดไว้แล้ว

    ระหว่างที่ "ข้าม" หรือเห็น เหตุปรากฏแต่ไม่จับ คุณสามารถก้าวข้ามมันได้
    คุณจะพอเห็นว่า มันมี สมาธิรสไหนประกอบอยู่ กล่าวโดยหลักการ คุณจะ
    ต้องเห็น รสสมาธิทั้งสองแบบปรากฏรวมอยู่ในขณะที่ก้าวข้ามนั้น เมือไหร่ก็
    ตามที่คุณเห็นว่า มันมีตัวสมาธิทั้งสองรสประกอบ ประชุมกันอยู่ เพื่องานการ
    ก้าวข้ามเหตุปัจจัยนั้นๆ อันนี้เรียกว่า เจริญมรรคอยู่ หรือ เรียกว่า วิปัสสนา ก็ได้

    แต่จะเป็น วิปัสสนา ที่พูดกับใครไม่รู้เรื่อง เรารู้ของเราคนเดียว บรรยายให้เห็น
    ตามได้ยาก เว้นแต่เขาจะปฏิบัติมาเหมือนๆกัน

    ตัวสมาธิในรูปแบบที่ปรากฏเป็นพื้นประกอบอยู่ เป็นอารมณ์ฌาณ หรืออารัมณูปณิชฌาณ
    โดยมีสภาพเจือเจตนาจับอารมณ์คู่ตรงข้ามอย่างใดอย่างหนึ่งต้านอยู่ เรียกส่วนนั้นว่า เจโตวิมุตติ(เดินสมาธิ)

    ส่วนสมาธิที่ตั้งมั่นแลเห็นองค์ประกอบอยู่ อันได้จากการฝึกในชีวิตประจำวัน
    เป็นลักขณูปณิชฌาณ อยู่เหนือสภาวะธรรมทั้งปวงโดยไม่ต้องเจตนายกและแยก
    กันอยู่กับสภาพธรรมที่เห็น(อิ่มอารมณ์ก็เรียก) เรียกส่วนนี้ ปัญญาวิมุตติ (เดินปัญญา)

    เมื่อไหร่ก็ตามที่ ทั้งสองส่วนนี้มีประกอบอยู่ ขณะก้าวข้าม ไม่กำเริบกลับ(หายไป)
    เมื่อนั้นเรียกว่า มันเต็มส่วน

    แต่การเต็มส่วนตรงนี้ มีรายละเอียดอยู่ด้วยว่า มันมีต่อ"เหตุ"ที่ไม่เกิดอีกเลย
    หรือ มันยังมีเหตุที่เกิดอยู่แต่ไม่สงสัย ทั้งสองอย่างจะจะมีกับบุคคลบรรลุ
    ต่างประเภทกัน

    ทั้งนี้ "เหตุ" ที่ใช้สังเกตเกิดดับ บางคนก็หายไปเลย บางคนมีอยู่แต่ไม่เอา
    ตรงนี้มันคืออะไร ทำไมจึงปรากฏได้สองแบบ ดังนั้น "เหตุ" ที่แท้จริงที่
    ดับไปจากจิตจริงๆ คือตัวไหน อะไรคือเหตุแห่งทุกขโดยย่อตัวจริง อันนี้
    ก็ลองพิจารณาดู

    * * * *

    การที่เราสามารถมี สติระลึกเห็น สภาพรสของสมาธิที่เกิดได้ จะทำให้
    แยกแยะได้ระหว่าง "ปิติ-สุข" กับ "ปิติ-ปัสสัทธิ" ถ้าเมื่อไหร่แยก
    "ปัสสัทธิ" ก็จะพึงรู้ได้ว่า ตนมีโพชฌงค์7 หรือไม่ เมื่อมีโพชฌงค์7
    แล้ว ท่านผู้เจริญก็พึงทราบได้ด้วยว่า เป็นการเจริญมรรค หรือไม่
    เป็น โพธิปักขยิธรรมหรือไม่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  15. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    จำได้ หรือ จำไม่ได้ นี้เป็น สัญญาขันธ์ ยากลืมในสิ่งที่จำ ยากจำในสิ่งที่ลืม
    เราจะต้องพิจารณาและใช้มหาพิจารณาว่า ความโกรธเกิดจากอะไร
    (เกิดจากอายตนะ 6) หากไม่มีสติเท่าทันจิตจะเกิดการปรุงแต่งอายตนะ 6
    จนเกิดเป็น อารมณ์ (โลภ โกรธ หลง) ดังนี้ วิปัสสนา คือการสอนจิตให้รู้ว่าเหตุแห่งความโกรธ และดับเหตุแห่งความโกรธ ไม่ใช่สอนให้จิตลืม
     
  16. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ลักษณะวิบาก ที่ได้จากการข้ามทุกข์

    หากข้ามด้วยกำลัง ศีล วิบากจิตคือ จิตมีความสดใส และ ซื่อๆ ( ผ่องแผ้ว )

    หากข้ามด้วยกำลัง สมาธิ วิบากจิตคือ จิตมีปิติ มีสุข ( ตั้งมั่น )

    หากข้ามด้วยกำลัง ปัญญา วิบากจิตคือ ความสงบรำงับวางเฉยไม่ลิงโลดดีใจอะไร
    ไม่รู้สึกว่า เสียอะไรไป และ ไม่รู้สึกว่า ได้อะไรมา เหมือนไม่ได้ออกแรงทำ ที่ข้าม
    ได้ก็เพราะความเข้าใจ ( ยังกุศลประโยชน์ให้ถึงพร้อม )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  17. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขอบคุณ คุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->เอกวีร์<!-- google_ad_section_end --> ครับ

    จากที่ผมเคยถามๆไป ดูจะไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ แต่สำหรับผมมันไกลกัน แต่ก็ได้คำตอบที่เข้าใจได้ละเอียดดี และกระชับเข้ามาทุกที จากคุณ เอกวีร์ อยู่เสมอ

    ตามธรรมดาครับ เมื่อยังไม่รู้ ยังไม่ได้ จึงสงสัย

    แต่ถ้าได้ ถ้าถึง ถ้าเข้าใจ เมื่อไหร่ ก็หมดสงสัย

    เพียรต่อไป เพื่อให้ได้ ให้ถึง ให้เข้าใจ จะได้หมดสงสัย

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
  18. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ตอบคุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->ongsathit1 นะครับ

    ขอบคุณกับข้อแนะนำครับ

    ผมไม่ได้ทำแบบผ่านๆไป หรือจิตของผมลืมเรื่องที่ผ่านมา ไปนะครับ

    เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น ผมจับได้ว่าใครที่แอบเป็นชู้กับภรรยาผม และขณะนี้อยู่ตรงหน้า (จากเหตุการณ์จริงเมื่อนานมาแล้ว) ผมจะพิจารณาถึงเหตุแห่งอารมณ์นี้ , ความเกี่ยวพันธ์ของอารมณ์ เหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา (สัญญา) , เรื่องของกรรม , ผลกระทบในภายภาคหน้า ถ้ากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป , และพิจารณาถึงข้อธรรมที่สามารถยกมาเปรียบได้ (บอกตามตรง ว่ามันทำงานเร็วมากแต่เป็นไปอย่างละเอียดและเข้าใจ)

    ผมพิจารณาแบบครอบคลุมทุกอย่าง จนจิต เกิดการรู้เห็นตาม เข้าใจตาม แล้วจึงปล่อยเรื่องราวนั้นลง และอารมณ์จิต ณ.ขณะนั้นสงบลง เมื่อสงบลงแล้ว จึงเกิดปิติสุขขึ้นมา และเรื่องราวเหล่านั้น เมื่อผมนึกหวนย้อนกลับไป ในระยะเวลาอันใกล้หรือไกลก็ตาม ก็จะไม่มากระทบกับจิตผมอีกเลย ดังนี้แหละครับ

    อ้อ........อีกอย่าง นี่คือขั้นตอนตามที่ผมปฏิบัติได้นะครับ ไม่ได้ยกมาจากที่ไหน

    อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  19. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    แจ่มเลยครับ

    แต่ จะมีรสชาติดีกว่านี้ หากมี "ทานบารมี" เข้ามาด้วย

    อย่างตอน ใครจะมาเกาะแกะนี่ มันก็มี "อารมณ์หวงไว้"

    "เราก็เอาตัวอารมณ์หวงไว้(ธรรมภายใน)" บ้างก็ "กลัวตัวเองหายไปจากใจเขา(ธรรมภายนอก)"
    นี่แหละมาดู แล้วอย่าให้มันมีอำนาจบงการเรา

    ซึ่งพอพิจารณาแบบนี้ ก็จะเห็นเลยว่า ในพื้นจิตจะมีอารมณ์จาคะเป็นสมถะ
    อยู่หนึ่งกอง มีการระลึกเห็น สภาวะ "หวงไว้" อีกหนึ่งกอง รบกันอยู่ มีวิตกวิจาร
    เป็นลำดับแรก

    แต่คนที่ยืนดูอยู่บนๆ นี่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ สนามรบข้างล่างนั่น ละวิตกวิจารเสีย

    และจะเห็นว่า นอกจาก สงบ(ที่มักชั่วคราว ท่านจึงว่า มันรบกัน) มันยัง
    มีการเห็น ราคะปรากฏ แต่ชนะเราไม่ได้ เมื่อนั้น มี วิราคะปรากฏ(ไร้ตัวตน)
    เป็นลำดับสอง

    นอกเหนือจากนั้น มีความไม่มุ่งพยาบาทปรากฏ เมื่อนั้น เราก้าวข้ามพยาคติ
    มีความสลัดคืน ไม่เอาแม้กระทั่งอารมณ์ที่ผลุกผล่านอยู่ในสนามรบนั้นมา
    ขุ่นเคืองใจ กำจัดอภิชญา โทมนัสในกาลก่อนๆ ลงได้ เป็นลำดับสาม

    แล้วให้ตามเห็น การสลัดคืนเหล่านี้อยู่เป็นประจำ เพื่อเดิน ปัญญา ให้เต็มรอบ
    ได้หลายๆรอบ เป็นผู้มีปรกติเฉยอยู่ลำดับที่สี่

    ตรงนี้ก็ขึ้นกับว่า ใครจะเห็นทุกขสัจจแท้จริงมาจากที่ใด ถ้าหากยังคลุกฝุ่นใน
    สนามรบอยู่ ก็คงต้องรบรากันไม่จบไม่สิ้น แต่หาตำแหน่งของตนที่แท้ได้ แล้ว
    ไม่สำคัญอยู่ที่การแลเห็นอยู่แค่นั้น ก็ไม่แน่ว่า จะมองเห็นทางออกที่เปิดรอไว้
    อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ขึ้นอยู่กับการน้อมไปด้วยทัศนะทั้งหมดเหล่านั้น ไม่เอาแต่
    ติดใจหลงการรู้การเห็น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011
  20. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขอบคุณ คุณ เอกวีร์ ครับ

    ตามที่คุณกล่าวพอจะเปรียบได้กับเรื่องนี้ของผมหรือเปล่าครับ

    เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากเหตุการณ์ข้างบนนั้นมาอีกหลายปี กับภรรยาคนใหม่

    แอบลักลอบกันกับ คนที่ผมนับถือเป็นพี่ บ้านใกล้กัน และสนิทคุ้นเคยกันดี ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ

    จนถึงขนาดขนย้ายข้าวของหนีผมไป แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะว่าบ้านพี่คนนั้นใกล้บ้านผม แต่แอบไปมาหาสู่กัน และพวกเค้าก็ไม่รู้ว่า คนอื่นๆเค้ารู้กันแล้ว

    ผมก็พิจารณาธรรมตามที่ปฏิบัติมา ทั้งขณะนั่งสมาธิ และในชีวิตประจำวัน เหมือนทุกครั้ง

    แต่ครั้งนี้ผม ไม่ได้ระงับอารมณ์และปล่อยวางได้อย่างเดียว แต่ผมเมตตาต่อเค้าด้วย (โดยมากผมจะเน้นพิจารณาเรื่องของกฏแห่งกรรมก่อน และเรื่องของความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง)

    ผมสงสารพวกเค้าจากคำกล่าวหา คำด่า ของคนรอบๆตัวผม และผมก็ยังคุยกับพี่คนนั้นอย่างปกติเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไร และผมก็ไม่มีอะไรจริงๆ

    หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี พี่คนนั้นก็ตาย ผมยังแผ่บุญกุศลให้เค้าหลังจากนั่งสมาธิอยู่ประจำ (อดีตภรรยาด้วย)

    จริงๆแล้ว โดยมากผมจะพิจารณาธรรมอย่างหยาบ (แต่ก็ส่งผลที่ดีให้ผม) แต่ตอนนี้กำลังพิจารณาธรรมอย่างละเอียดตามที่ คุณเอกวีร์เคยแนะนำไว้ก่อนหน้านี้ ถึงผมจะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติช้า แต่ก็ไปเรื่อยๆครับ

    อ้อ......อีกอย่างครับ ตอนนี้เมื่อผมพิจารณาในชีวิตประจำวัน จิตผมเริ่มจะเห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาแล้วหน่ะครับ

    อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2011

แชร์หน้านี้

Loading...