ขอความรู้เรื่องอสูรและมารครับ

ในห้อง 'ภพภูมิ-สวรรค์ นรก' ตั้งกระทู้โดย อาสน์, 9 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. อาสน์

    อาสน์ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +84
    สมาชิกใหม่ครับ ขอความรู้เรื่องอสูรและมารครับ
    ต่างกันอย่างไร? อยู่ที่ไหน? เกี่ยวพันหรือให้ผลกับมนุษย์อย่างไร?
    (ผมเข้าใจว่าทุกสรรพชีวิตมีหน้าที่ของตน เช่นมารก็มีหน้าที่จะทดสอบมุนษย์ใช่หรือไม่?) บุพกรรมนำไปเกิด?
    ในวรรณกรรมหรือศาสนาฮินดูหรือในหนังแขกที่เราดูพูดถึงแต่อสูร บางตนเก่งขนาดรบชนะเหล่าเทพ ในรามายณะก็เรียกยักษ์=อสูร แต่ไม่มีพูดถึงมารหรือ เทวบุตรมารเลยครับ
     
  2. Sunshine99

    Sunshine99 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +33
    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในความหมายของอสูร , อสูรกาย , ยักษ์ และมาร​




    อสูร
    • เทวดา แต่เป็นเทวดาที่เกเร พาล มีฤทธิ์เดช และชอบใช้ฤทธิ์เดชในทางที่ผิด
    • ก่อความเดือดร้อนให้แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เนื่องจากไม่มีศีลและไม่มีกุศลธรรม
    • แต่ก็ยังมีกุศลกรรมที่ได้กระทำในปางก่อนที่เป็นเหตุให้มาเกิดเป็นเทพ
      และสามารถจะอยู่บนสวรรค์ต่อไปได้จนกว่าจะหมดบุญเก่า
      และอสูรที่ว่านี้เองที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่อยู่ในอาณาจักรแห่ง
      สวรรค์และโลกมนุษย์อยู่เป็นระยะๆ
    อสูร (อีกตำนานหนึ่ง)
    • อสูร มาจากคำว่า "อสุรา" คือ ไม่ดื่มเหล้า
    • เดิมที่เป็นเทวาเจ้าของสรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ชอบดื่มเหล้าทิพย์
    • ต่อมาถูกขับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    • เทวดาพวกนี้ยังไม่หมดบุญ จึงเกิดวิมานทิพย์แห่งใหม่ขึ้นมา วิมานแห่งนี้รุ่งเรืองงดงามมาก เป็นรองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แค่นิดเดียว
    • เทวดาเหล่านั้นต่างเสียอกเสียใจว่าพวกเราเสียสวรรรค์ เพราะมัวแต่เมา จึงตั้งใจเลิกดื่มสุราเด็ดขาด จึงเรียกเทวดาเหล่านี้ว่า "อสุรา" หรือ "อสูร"
    • พวกอสูรยกทัพขึ้นไปรบกับเทวดาบ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็พ่ายแพ้กลับมา
    • อสูรเหล่านี้ไม่ใช่ยักษ์หรือมาร ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นเทวดา เป็นใหญ่กว่าเทวาชั้นจาตุมหาราชิกา บางทีก็เรียกว่า "เทวอสุรา" หรือ "เทวอสูร"
    อสุรกาย

    • อสุรกาย หมายถึง อบายภูมิๆ หนึ่ง (อบายภูมิ มี 4 ภูมิ ได้เเก่ นรกภูมิ เปรตภูมิ อสุรกายภูมิ และเดรัจฉานภูมิ) ที่เป็นที่เกิดของผู้กระทำอกุศลกรรมไว้
    • นับเป็นอบายภูมิที่ไม่ทุกข์ทรมานเหมือนนรกหรือเปรต แต่ผู้ที่เกิดในภูมินี้ไม่มีความร่าเริง ไม่มีความเจริญ เปรียบเหมือนนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ
    ยักษ์

    • ยักษ์ จัดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา
    • ยักษ์อยู่ในการปกครองของท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ
    มาร

    • "มาร" หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดี หรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี
    • มารในทางพุทธศาสนา มี 5 ประเภท ดังนี้
    1. กิเสลมาร หมายถึง กิเลส 3 ประการ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจผู้ใด ล้วนทำใจให้เป็นบาปทั้งสิ้น ส่วนความดี เช่น เมตตา กรุณา ฯลฯ หายไปหมดสิ้นจากจิตใจ คือ ถูกกิเลสเข้าครอบงำจิตใจ อย่างนี้เราเรียกว่า "กิเลสมาร" (มาร คือ กิเลส)
    2. ขันธมาร หมายถึง ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหตุที่เป็นมาร เพราะเป็นสภาพปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์
    3. อภิสังขารมาร หมายถึง เจตนาเจตสิก อันได้แก่ กุศลกรรมและอกุศลกรรมอันเป็นไปในวัฎฎะ
    4. เทวปุตตมาร หมายถึง เทพบุตรแต่เป็นเทพบุตรที่ชั่วร้าย (เทพอสูร) คอยมุ่งร้ายขัดขวาง เหนี่ยวรั้งบุคคลมิให้ละความสุขออกไปบำเพ็ญเพียร
    5. มัจจุมาร หมายถึง ความตาย เพราะตัดโอกาสในการทำความดีโดยหมดสิ้นเมื่อความตายมาถึง ความตายจึงถือว่าเป็นมารชนิดหนึ่ง
    ผู้ปฏิบัติธรรมะ จะต้องเอาชนะมารทั้ง 5

    นี้ให้ได้และต้องใส่ใจไว้เสมอว่า
    "มารไม่มี บารมีไม่เกิด"
     
  3. Sunshine99

    Sunshine99 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +33
    อสูรและมารครับต่างกันอย่างไร?

    คำว่า "มาร" หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดี หรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี
    ส่วนมารที่คุณถามมานั้น ถ้าจะอธิบายในทางพุทธศาสนา จะหมายถึง เทวปุตตมาร

    เทวอสูร หรือ เทวอสุรา หรือ เทพอสูร หรือ เทวปุตตมาร
    ทั้งสี่คำข้างต้นมีความหมายเดียวกัน คือ
    เทวดาฝ่ายอกุศล เป็นเทพที่ขาดความเมตตา เทพที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี

    ดังนั้นคำว่า "อสูร" และ "มาร" คงมีความหมายเดียวกันครับ
     
  4. Sunshine99

    Sunshine99 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +33
    อสูรและมารอยู่ที่ไหน

    มาร 5 อย่างในพุทธศาสนา

    มารที่ 1 , 2 , 3 และ 5 จัดเป็นมารที่ไม่มีตัวตน
    มารที่ 4 จัดเป็นมารที่มีตัวตน ตามตำนานกล่าวว่า คือ พญามาร

    หากย้อนเวลากลับไปสมัยพุทธกาล
    ในพระไตรปิฎกกล่าวถึง ตอนที่พระพุทธองค์กำลังจะตรัสรู้

    พญาวสวัตดีมารนี่แหละที่คอยขัดขวางพระพุทธองค์ไม่ให้บรรลุธรรม
    เหล่ากองทัพพญามารได้ยกพลเสนามาผจญ เพื่อทวงรัตนบัลลังก์จากพระองค์

    แต่สุดท้ายมารก็แพ้กระเจิงพ้นไปในที่สุด


    พญามาร ณ ที่นี่คือ เทวปุตตมาร
    ซึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 6 คือ ปรนิมมิตสวัสตี
    สวรรค์ชั้นนี้จะมีเทวดา 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล และอกุศล (ฝ่ายมาร)


    เมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรมมากขึ้นเพียงใด เหล่ามารก็จะมาทดสอบใจ
    ว่าเราจะสามารถผ่านบททดสอบในแต่ละขั้นไปได้หรือไม่

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง มารเหล่านี้ (โดยเฉพาะกิเลสมาร คือ ราคะ โทสะ โมหะ)
    ไม่ต้องไปตามหาที่ไหนไกลเลย

    มารเหล่านี้ ล้วนแต่อยู่กับเรามาแต่ตั้งเกิดแล้ว

    ขึ้นอยู่กับว่า...ใครจะสามารถละกิเลสนี้ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง
     
  5. ชุนชิว

    ชุนชิว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    722
    ค่าพลัง:
    +780
    ตามคัมภีร์ที่เคยอ่าน เขาว่ามาร(เทวดาหรือโอปปาติกะ)เป็นเทวดาอยู่ชั้น5,6 คือชั้นนิมมารดี และปรนิมมิตวสวตรีในกามาพจรคือสวรรค์หกชั้น เป็นชั้นสูงสุด ดังคำสุภาษิตโบราณที่ว่า แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร สังเกตได้ว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายท่านจะนิยมไปอยู่ที่สวรรค์ชั้น4 คือที่ดุสิตบุรี ทั้งๆที่บุญของท่านจะไปที่ใดก็ได้ หากต้องการอยู่ในสวรรค์ชั้นกามาพจร สวรรค์ชั้นที่ 6 ย่อมสดสวยงดงามและมีความสุขมากกว่ามาก แต่ท่านก็ไม่เลือก เพราะท่านไม่อยากเป็นมาร ได้ยินว่าเป็นแล้วเลิกยากครับ เสียเวลาบำเพ็ญบารมี

    ส่วนอสูรเป็นเทวดาพวกหนึ่งจัดอยู่ในประเภทเทวดาสวรรรค์ชั้นที่ 2 สวรรค์ชั้นที่ 2คือ ดาวดึงส์ปัจจุบัน ตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ ก่อนหน้านั้นหัวหน้าคือท้าววิปจิตติ(พระอินทร์องค์เก่า) เมื่อมาฆะมานพ บำเพ็ญเพียรบารมีจนถึงกาละ(ตาย) ก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นที่ 2 มีบุญมาก ตามธรรมเนียมก็ต้องได้ปกครองสวรรค์ต่อไป ท้าววิปจิตติ ขอต่อรองพระอินทร์แบ่งสวรรค์ปกครองคนละครึ่ง หากรบกันกำลังก็พอๆกัน พระอินทร์เฉยแต่เตรียมบอกกับบริวารของตนมิให้ดืมน้ำสุราปานสวรรค์ที่จะเลี้ยงฉลองต้อนรับ เมื่องานฉลองเริ่มขึ้น เหล่าเทวดารุ่นเก่าได้ดื่มน้ำสุราบานสวรรค์จนเมามายไม่ได้สติสลบไสลไปกันหมด เหล่าพระอินทร์ใหม่(มาฆมานพ) และบริวารจึงได้จับเทวารุ่นเก่าเหล่านั้นโยนลงไปจากเขาพระสุเมรุ ด้วยบุญเก่าที่ยังค้ำจุนอยู่ได้บังเกิดสวรรค์ใหม่ขึ้นรองรับอยู่ใต้เขาพระสุเมรุสวยงดงามใกล้เคียงดาวดึงส์เลยที่เดียว(เมืองอสูรมีดีตรงนางฟ้าจะงดงามกว่าในดาวดึงส์ แต่เทวดาสวยน้อยกว่าเขา ไม่ใช่ไม่สวยแต่สวยน้อยกว่าขอย้ำ) คืออยู่ต่ำกว่าสวรรค์ชั้นที่หนึ่งคือจตุมหาราชิก และเมื่อเทวดาเหล่านั้นระลึกขึ้นได้ก็เสียใจ และตั้งสัจจะว่าต่อไปจะไม่กินสุราอีก จึงมีชื่อใหม่ว่า อสุรา คือไม่กินเหล้า เมื่อรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ก็ยกออกรบกับเทวดาชั้นดาวดึงส์เพื่อต้องการชิงสวรรค์คืน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แต่ยังชิงสวรรค์คืนไม่ได้ ฝ่ายเทวดามีประธานคือพระอินทร์(เคยได้ยินว่าท่านเป็นโสดาบัน) และเหล่าเทพผู้หญิงใหญ่อีก 32 ตน (รวมพระวิษณะและช้างเอราวัณด้วยนะครับ) ส่วนฝ่ายอสูรมีท้าววิปปจิตติเป็นประธาน มีอสุรทราหูเป็นอุปราช(เป็นพระโพธิสัตว์ที่บารมีใกล้เต็มแล้ว) จะรบกันทุกพันวัน ฝ่ายไหนแพ้จะหนีเข้าเมืองแล้วปิดประตู อีกฝ่ายจะเข้าไปทำร้ายไม่ได้ เมื่อตายก็จะกลับไปเกิดใหม่ในเมืองของตน เพราะคล้ายๆกับว่าชุปชีวิตได้ใหม่ ไม่ได้ตายจริงๆ แบบจุติเพราะหมดบุญ
     
  6. ชุนชิว

    ชุนชิว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    722
    ค่าพลัง:
    +780
    ขอแก้ ข้อความที่ว่า เหล่าเทพผู้หญิงใหญ่อีก 32 ตน เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่อีก 32 ตน ครับ ขออภัยด้วยครับ ที่มิได้ตรวจทานอักษร
     

แชร์หน้านี้

Loading...