นางแก้วคู่บารมีพระโพธิสัตว์ นางผู้อยู่เบื้องหลัง

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย Wisdom, 3 มกราคม 2007.

  1. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    putrecall19.jpg

    เกริ่นนำเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์และนางแก้ว

    พระโพธิสัตว์คือผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่าในการสั่งสมบารมีให้เพียงพอ
    เพื่อที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึงในชาติสุดท้ายของท่าน
    เพื่อที่จะได้สั่งสอนผู้คนในยุคของท่านที่พอสอนให้เข้าถึงธรรมได้มีความพร้อม
    เพื่อสอนให้ถึงความหลุดพ้นและเข้าสู่พระนิพพาน
    อันพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและเข้าสู่บรมสุข

    นางแก้วคือคู่บารมีของพระโพธิสัตว์ที่มีการเกื้อกูลกันช่วยเหลือกันในบางชาติ
    และสนับสนุนในการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ในบางชาติให้สำเร็จผล
    (เช่นชาติที่เป็นพระเวสสันดรของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่
    ถวายภรรยาเป็นทานเป็นการสร้างมหาบารมีวิสัยพุทธภูมิ)

    โดยนางแก้วนั้นชาติที่เด่นๆที่สุดนอกจากชาติที่มาสร้าง
    มหาบารมีพิเศษร่วมกับพระโพธิสัตว์คู่บารมีแล้ว
    ชาติที่สำคัญๆที่ขาดนางแก้วไม่ได้คือชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ
    เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ(พระบรมกษัตริย์ซึ่งเกิดขึ้นในบางยุคเพื่อ
    ปกครองโลกทั้งใบให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข)และพระเจ้าจักรพรรดิจะมีของวิเศษอยู่ 7 ประการ
    ซึ่งหนึงในนั้นคือนางแก้ว(อัครมเหสีนั้นเอง)ซึ่งคอยอยู่เคียงข้างพระเจ้าจักรพรรดิในการสร้างพระบารมี
    (สำหรับพระโพธิสัตว์แล้วชาติที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดินับว่าเป็นการสร้างบารมีได้
    ยิ่งใหญ่และมากที่สุดชาติหนึงกำลังจักรพรรดิจึงมากและน้อมนำมา
    เป็นบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยจึงมีพระพุทธเจ้าปาง
    ทรงเครื่องจักรพรรดินั้นเองซึ่งมีกำลังสูงมากครอบจักรวาล)​

    [​IMG]

    จากเกร็ดความรู้ข้างต้นเราจึงได้รับรู้ความสำคัญของนางแก้วบางประการ
    นอกนั้นแล้วยังมีอีกหลายๆชาติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
    ในสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีนางแก้วเข้ามาเกี่ยวข้อง
    โดยได้คัดสรรบางเรื่องมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้
    เพื่อเป็นการสรรเสริญบารมีของนางแก้วทั้งหลายตั้งแต่อดีต
    จนถึงปัจจุบันและอณาคต ถวายเป็น พุทธบูชา
    _________________________

    [​IMG]

    นางปริพพาชิกากับโพธิดาบส
    ผู้ไม่ข้องในเมถุนธรรม

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาจุติจากพรหมโลก มาเกิดเป็นกุมารีที่งดงามในตระกูลมั่งคั่งในแคว้นกาสี ส่วนพระโพธิสัตว์ก็จุติจากพรหมโลกมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ผู้มั่งคั่งชาวกาสีเช่นเดียวกัน และบิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า โพธิกุมาร

    ครั้นเจริญวัยขึ้น โพธิกุมาร ก็ได้ไปเรียนที่เมืองตักกศิลา เมื่อโพธิกุมารสำเร็จการศึกษาแล้ว บิดามารดาจึงจัดการนำกุมารีนั้นมาให้เป็นภรรยา

    เนื่องจากจุติมาจากพรหมโลกทั้งคู่ ทั้งสองจึงไม่มีใจในการครองเรือนเลย แม้จะอยู่ร่วมห้องกัน แต่ทั้งสองก็ไม่เคยแลดูกันด้วยอำนาจแห่งราคะ ทั้งสองเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ขึ้นชื่อว่าเมถุนธรรมต่างไม่เคยประสบแม้ในฝัน

    ต่อมาเมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมแล้ว โพธิกุมารจึงบอกกุมารีภริยาว่าเธอจงรับทรัพย์ ๘๐ โกฏินี้ไว้เถิด เราจักออกบวชในถิ่นหิมพานต์เพื่อทำที่พึ่งแก่ตน

    นางกุมารีภริยาจึงถามว่า การบรรพชานั้นทำได้แต่บุรุษเท่านั้นหรือ
    โพธิกุมารตอบว่าแม้สตรีก็บรรพชาได้
    นางกุมารีภริยาจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะไม่ขอรับเขฬะที่ท่านถ่มทิ้งไว้ ฉันจะออกบวชด้วย

    ตกลงกันดังนั้นแล้ว ทั้งสองก็เอาทรัพย์มาบริจาคทานเป็นการใหญ่ แล้วออกบวชไปสร้างอาศรม เลี้ยงชีวิตด้วยผลาผลอยู่ในป่า

    กาลเวลาผ่านไป ๑๐ ปี ญานสมาบัติก็ยังไม่ได้บังเกิดแก่ดาบสและปริพพาชิกาทั้งสองเลย ทั้งสองจึงเที่ยวจาริกไปตามชนบทเรื่อยไป จนกระทั่งมาถึงนครพาราณสีจึงได้ไปพักอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน

    วันหนึ่ง พระเจ้าพาราณสีเสด็จออกประพาสราชอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็นดาบสและนางปริพพาชิกา นางปริพพาชิกานั้นแม้อยู่ในเพศนักบวชก็ยังดูงามเลิศมีเสน่ห์เป็นที่ต้องตา ทำให้พระเจ้าพาราณสีมีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส

    พระเจ้าพาราณสีจึงเข้าไปถามพระดาบสว่า นางปริพพาชิกาผู้นี้เป็นอะไรกับท่าน โพธิดาบสตอบว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้า

    พระเจ้าพาราณสีจึงทรงลองหยั่งเชิงดูว่าว่าถ้าพระองค์นำนางไป พระดาบสจะทำอย่างไร จึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านดาบส ถ้ามีบุคคลมาพาเอานางปริพพาชิกาผู้นี้ไปด้วยกำลัง ท่านจะทำอย่างไร

    โพธิดาบสตอบว่า หากว่าใครฉุดรั้งนางไป ความโกรธย่อมพึงมีแก่ข้าพเจ้า แต่ความโกรธนั้นครั้นเกิดขึ้นแล้วจักเสื่อมไป แต่หากความโกรธของข้าพเจ้าไม่เสื่อมไป ข้าพเจ้าก็จะข่มห้ามความโกรธนั้นเสียด้วยเมตตาภาวนาโดยพลัน

    พระราชาได้ฟังพระดาบสแล้ว จึงสั่งให้ราชบุรุษพานางปริพพาชิกาไปยังพระราชนิเวศน์ นางก็ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าเวทนา ฝ่ายพระดาบสได้ยินเสียงคร่ำคราญของนางก็รู้สึกโกรธ แต่ข่มใจไว้ไม่ได้แลดูนางอีก

    [​IMG]

    เมื่อราชบุรุษนำนางปริพพาชิกาไปสู่พระราชนิเวศน์แล้ว พระเจ้าพาราณสีก็เสด็จตามไป เกลี้ยกล่อมนางด้วยลาภยศ แต่นางได้พรรณนาโทษของยศและคุณของบรรพชาให้พระราชาฟัง

    เมื่อพระราชาไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้นางยินดีได้ พระองค์จึงรับสั่งให้ขังนางไว้ในห้อง

    พระราชาเสด็จกลับไปหาพระดาบส เห็นพระดาบสนั่งเย็บจีวรอยู่ แม้พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้แล้วก็ไม่รู้ตัวจึงไม่ได้กล่าวเชื้อเชิญพระราชา พระราชาจึงเข้าใจว่าพระดาบสโกรธ ไม่ยอมเจรจาด้วย ตรัสว่า

    วันก่อนท่านอวดอ้างไว้อย่างไร ทำไมวันนี้ท่านจึงทำทีเป็นนิ่งเหมือนโกรธอยู่
    โพธิดาบสได้ฟังจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ความโกรธเกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้าแล้วยังไม่เสื่อมคลายไปจริง แต่ข้าพเจ้าก็ได้ยับยั้งความโกรธนั้นไว้แล้ว
    แล้วพระราชาก็ได้โต้ตอบปัญหาธรรมกับโพธิดาบสจนเกิดความเลื่อมใส จึงรับสั่งให้พานางปริพพาชิกามาคืนและขอขมาโทษท่านทั้งสอง

    โพธิดาบสและนางปริพพาชิกา จึงได้อาศัยอยู่ในราชอุทยานนั้นเอง ต่อมาเมื่อนางปริพพาชิกามรณภาพ โพธิดาบสจึงออกจากราชอุทยานไปสู่ป่าหิมพานต์

    ประชุมชาดก
    พระเจ้าพาราณสี มาเกิดเป็น พระอานนท์
    โพธิดาบส มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    นางปริพพาชิกา มาเกิดเป็น พระนางพิมพา


    (ที่มา : จุลลโพธิชาดก)


    [​IMG]

    [music]http://www.palungjit.org/club/uploads/1_dusit.wma[/music]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  2. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]

    พระนางอุทัยภัทรา
    ผู้ถือพรหมจรรย์


    ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชโอรสอัครมเหสีของพระเจ้ากาสี พระนามว่าอุทัยภัทร ส่วนพระนางพิมพามาเกิดพระกนิษฐาต่างมารดา พระนามว่า อุทัยภัทรา

    เมื่ออุทัยภัทรกุมารเจริญวัยขึ้นและเรียนจบศิลปะศาสตร์ทั้งหลายแล้ว พระเจ้ากาสีก็จะให้อภิเษกสมรสแล้วจะมอบราชสมบัติให้ แต่อุทัยภัทรกุมารไม่ประสงค์การครองเรือน ทรงประพฤติพรหมจรรย์มาตลอด จึงหาทางบ่ายเบี่ยง โดยการให้ช่างทองสร้างรูปสตรีด้วยทองคำสุกปลั่ง และกราบทูลพระราชาบิดาว่าหากมีหญิงใดงามเสมอเหมือนรูปทองคำนี้จึงจะอภิเษกด้วย

    พระราชาจึงให้อำมาตย์นำรูปทองคำนั้นตระเวนหาหญิงงามไปทั่วชมพูทวีป แต่ไม่พบหญิงใดงามเสมอรูปนั้น ยกเว้นพระราชธิดาอุทัยภัทราเพียงพระองค์เดียวที่ข่มจนรูปทองนั้นหมองไป

    พระราชาจึงมอบราชสมบัติให้อุทัยภัทรกุมาร และอภิเษกให้พระราชธิดาอุทัยภัทราเป็นอัครมเหสี

    พระเจ้าอุทัยภัทรและพระนางอุทัยภัทรา ประทับอยู่ร่วมห้องเดียวกัน แต่ทั้งสองก็ทรงประพฤติพรหมจรรย์ เนื่องจากจุติมาจากพรหมโลกทั้งคู่ จึงต่างไม่ปรารถนาในกามสุข

    ทั้งสองพระองค์ตกลงกันว่าหากใครสิ้นพระชนม์ลงไปก่อน และไปอุบัติในที่ใด ผู้นั้นต้องกลับมาบอกด้วย

    กาลล่วงมาได้อีก ๗๐๐ ปี พระเจ้าอุทัยภัทรก็สวรรคต พระนางอุทัยภัทราก็ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน โดยมีหมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติสืบต่อมา

    พระเจ้าอุทัยภัทรเมื่อสวรรคตแล้วได้ไปอุบัติเป็นท้าวสักกเทวราชในดาวดึงส์ แต่พระองค์ไม่สามารถจำความหลังได้ตลอดสัปดาห์หนึ่ง เมื่อเวลาล่วงไป ๗๐๐ ปีมนุษย์ พระองค์จึงทรงระลึกได้ ทรงดำริว่าจะมาทดลองพระมเหสีอุทัยภัทรา

    คืนวันนั้น ท้าวสักกเทวราชก็ทรงถือถาดทองคำ ๑ ถาด บรรจุเหรียญมาสกมาเต็มถาด เข้าไปหาพระนางอุทัยภัทราในห้องบรรทม และตรัสกับพระนางว่า

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  3. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]
    สุมิตตาพราหมณี
    เริ่มตั้งจิตอธิษฐาน


    ในอดีตกาลล่วงมาได้ ๔ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป พระนางพิมพาได้เกิดมาเป็นนางสุมิตตาพราหมณี อาศัยอยู่ในนครอันรุ่งเรืองนามว่า อมรวดีนคร

    ในครั้งนั้น เป็นพุทธกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระทีปังกร อันเป็นพระพุทธเจ้าลำดับที่ ๔ ในมหากัปนั้น เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ได้เผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ที่รัมมกนคร


    ครั้งหนึ่ง ชาวนครอมรวดีก็ได้อัญเชิญเสด็จพระทีปังกรให้มารับมหาทานในนคร ในวันที่พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินมาพร้อมกับพระสาวกขีณาสพจำนวน ๔ แสนรูปนั้น มหาชนผู้มีศรัทธาจำนวนมากก็พากันมารอรับเสด็จ และได้ช่วยกันถากถางทาง และปรับพื้นที่ขรุขระมีน้ำขังให้ราบเรียบ เพื่อให้พระทีปังกรเสด็จดำเนินได้โดยง่าย


    นางสุมิตตาพราหมณีผู้มีศรัทธา ก็ได้มารอรับเสด็จพระทีปังกรด้วย โดยนางได้เก็บดอกบัวมา ๘ ดอก เพื่อนำมาถวายเป็นพุทธบูชา

    ระหว่างที่ชาวเมืองกำลังรอรับเสด็จ โดยมีส่วนเมืองอีกกลุ่มหนึ่งช่วยกันปรับทางกันอยู่นั้น พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑๖ อสงไขย นามว่าสุเมธดาบส ได้เหาะผ่านมาแลเห็นมหาชนกำลังปรับถนนกันอยู่ก็ลงมาถาม เมื่อรู้ว่าพระทีปังกรพุทธเจ้ากำลังจะเสด็จดำเนินมาก็มีศรัทธา ขอร่วมในการปรับถนนด้วย ชาวเมืองเห็นว่าท่านสุเมธดาบสเป็นผู้มีฤทธิ์ จึงได้แบ่งงานบริเวณที่เป็นหลุมเป็นแอ่ง และมีน้ำท่วมขังมาก ให้ท่านดาบส


    สุเมธดาบสนั้นกำลังมีใจปิติที่จะได้เฝ้าพระพุทธเจ้า คิดว่าหากตนใช้ฤทธิ์ปรับถนน แม้จะเสร็จเร็ว แต่ก็ไม่ชื่นใจ ไม่สมกับที่ตนมีศรัทธา จึงได้อดทนขนดินทรายมาถมหลุมบ่อด้วยแรงกายเช่นสามัญชนทั่วไป


    การกระทำของสุเมธดาบสนี้สร้างความศรัทธาให้แก่นางสุมิตตาพราหมณีที่เฝ้ามองอยู่

    [​IMG]


    สุเมธดาบสยังปรับพื้นที่ไม่เสร็จดี พระทีปังกรพร้อมพระสาวกทั้ง ๔ แสนรูปก็เสด็จดำเนินมา สุเมธดาบสเห็นไม่ทันการณ์ เพราะยังมีบ่อที่น้ำท่วมขังอยู่ช่วงตัวหนึ่ง จึงตัดสินใจทอดตัวลงนอนปิดทับแอ่งน้ำนั้น ตั้งใจถวายชีวิตให้พระทีปังกรและพระสาวกเดินไปบนแผ่นหลังของตน

    พระทีปังกรพุทธเจ้า เสด็จมายืนอยู่ที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงตรวจสอบดูด้วยพระสัพพัญญุตาญาน ก็รู้ว่าสุเมธดาบสผู้นี้เป็นหน่อเนื้อพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีเต็ม สมควรได้รับลัทธยาเทศน์ได้แล้ว พระองค์จึงได้ทรงตรัสพยากรณ์ว่า

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  4. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]
    พระนางประภาวดี
    ผู้มีใจเกลียดชัง

    ในอดีตกาล พระนางพิมพา ได้เกิดเป็นสตรีผู้เป็นพี่สะใภ้ ส่วนพระโพธิสัตว์เกิดเป็นน้องสามี ทั้งสองอยู่ร่วมบ้านกันเนื่องจากพระโพธิสัตว์นั้นยังไม่มีภริยา

    วันหนึ่ง พี่สะใภ้ได้ทอดขนมที่มีรสชาติอร่อยยิ่งนัก และแจกบริโภคกันจนหมด โดยแบ่งส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้น้องสามีที่ไปป่า

    ขณะนั้น มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาต พี่สะใภ้จึงนำขนมที่เก็บไว้มาถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย คิดว่าเดี๋ยวค่อยทำให้ใหม่ แต่ขณะที่ยังไม่ได้ทำ น้องสามีก็กลับมาจากป่า นางบอกกับน้องสามีว่า

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  5. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    พระนางสีลวดีนั้น เห็นว่าลูกสะใภ้ของตนมีความงามปานเทพธิดา หากได้แลเห็นพระโอรสกุสติณเต็มตาก็คงรังเกียจ และหนีไป พระนางจึงออกอุบายหลอกพระนางประภาวดีว่า ตามธรรมเนียมราชวงศ์ ห้ามพระชายาพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันอย่างเด็ดขาดจนกว่าจะตั้งพระครรภ์เสียก่อน พระนางประภาวดีไม่รู้ก็ทรงรับอุบายนั้นไว้

    แล้วพระเจ้าโอกกากราชก็ทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายกุสติณขึ้นครองราชสมบัติสืบแทน และตั้งพระนางประภาวดีเป็นพระมเหสี โดยทั้งสองต่างยังไม่เคยเห็นหน้ากันในเวลากลางวันเลย เมื่ออยู่ร่วมกันในเวลากลางคืนนั้น รัศมีแห่งพระนางประภาวดีก็ไม่มากพอจะทำให้เห็นพระพักตร์พระสวามีได้

    ผ่านไป ๒-๓ วัน พระเจ้ากุสราชก็อ้อนวอนพระมารดา อยากดูหน้าชายาของตน พระมารดาก็บอกให้รอไปก่อน แต่อ้อนวอนหนักเข้า พระมารดาจึงออกอุบายให้พระเจ้ากุสราชไปรอที่โรงช้าง ทำตัวเหมือนคนเลี้ยงช้าง แล้วพระนางจะพาพระนางประภาวดีเสด็จไป

    ระหว่างเสด็จดูโรงช้าง พระกุสราชก็หยิบมูลช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังพระนางประภาวดีเพื่อจะได้ให้นางหันมา พระนางประภาวดีทรงกริ้วเป็นอย่างมาก ทูลพระมารดาให้ลงโทษ ฝ่ายพระมารดาก็ทรงปลอบประโลมให้หายกริ้ว

    ต่อมาพระเจ้ากุสราชอยากเห็นหน้าพระชายาอีก พระมารดาจึงพาพระนางประภาวดีเสด็จดูโรงม้า พระเจ้ากุสราชก็เอามูลม้าขว้างไปเหมือนเดิม พระนางประภาวดีก็ทรงกริ้วใหญ่ แต่พระมารดาก็ทรงปลอบประโลมเหมือนเดิม

    วันต่อมา พระนางประภาวดีทรงใคร่จะได้เห็นหน้าพระสวามีบ้าง จึงทูลบอกแก่พระมารดา แต่พระมารดาก็บอกให้รอไปก่อน พระนางรบเร้าหนักเข้า พระมารดาจึงบอกว่าพรุ่งนี้พระเจ้ากุสราชจะเสด็จเลียบพระนคร ให้พระนางประภาวดีไปแอบดูเอาเอง

    วันรุ่งขึ้น พระมารดาก็สั่งให้ พระชยัมบดีอนุชา ทรงเครื่องต้นอย่างกษัตริย์ ประทับนั่งบนหลังช้าง แล้วให้พระเจ้ากุสราชประทับนั่งบนอาสนะข้างหลัง แล้วทรงพาพระนางประภาวดีไปประทับยืนดูที่สีหบัญชร

    เมื่อพระนางประภาวดีเห็น ก็สำคัญผิดว่าเราได้พระสวามีที่มีความงามสมควรกันแล้ว ก็ทรงมีพระทัยโสมนัส

    ฝ่ายพระเจ้ากุสราช เมื่อทรงทอดพระเนตรขึ้นมาเห็นพระนางประภาวดี พระองค์ก็แสดงอาการยั่วเย้า พระนางประภาวดีไม่พอพระทัย ทูลพระมารดาให้ลงโทษ แต่พระมารดาก็แก้ต่างให้ พระนางประภาวดีจึงเริ่มสงสัยว่านายควาญช้างคนนี้คงจะเป็นพระเจ้ากุสราชเป็นแน่ แต่เพราะพระองค์มีหน้าตาน่าเกลียด จึงไม่ยอมแสดงองค์

    พระนางประภาวดีจึงทรงกระซิบสั่งนางค่อมพี่เลี้ยง ให้ไปคอยดูว่าองค์ไหนคือพระเจ้ากุสราช โดยหากเป็นพระเจ้ากุสราช พระองค์จะต้องเสด็จลงจากหลังช้างก่อน
    นางค่อมก็ตามไปแอบดู ได้รู้ว่าพระเจ้ากุสราชนั้นคือคนที่นั่งข้างหลัง


    ฝ่ายพระเจ้ากุสราช เมื่อลงจากหลังช้าง มองมาเห็นนางค่อมก็รู้ว่านางมาแอบดูจึงรับสั่งให้เรียกนางค่อมมา แล้วตรัสกำชับห้ามนางบอกเรื่องนี้แก่พระนางประภาวดีอย่างเด็ดขาด นางค่อมนั้นจึงกลับไปทูลพระนางประภาวดีว่า พระเจ้ากุสราชผู้เสด็จประทับอยู่บนอาสนะข้างหน้าเสด็จลงก่อน พระนางประภาวดีก็ทรงเชื่อถ้อยคำของนางค่อมนั้น

    วันต่อมา พระเจ้ากุสราช ประสงค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นหน้าพระชายา จึงทรงทูลอ้อนวอนพระราชมารดา พระมารดาจึงพาพระนางประภาวดีเสด็จไปยังอุทยาน ส่วนพระเจ้ากุสราช ลงไปแอบอยู่ในสระบัว และเอาใบบัวกำบังไว้

    เมื่อพระนางประภาวดีเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยดอกบัว จึงเสด็จลงสรงน้ำพร้อมด้วยนางบริจาริกาทั้งหลาย ครั้นพอทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่พระเจ้ากุสราชถือซ่อนอยู่ก็อยากได้ จึงทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไป

    ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราช จึงทรงเปิดใบบัวออก แล้วคว้าพระนางด้วยพระหัตถ์พลางร้องว่า เราคือพระเจ้ากุสราช พระนางพอได้ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระสวามีเต็มตาก็ตกใจ ทรงร้องขึ้นด้วยสำคัญว่ายักษ์จับเรา แล้วทรงถึงวิสัญญีภาพ สิ้นพระสติสมฤดีอยู่ในที่ตรงนั้นเอง

    ครั้นพอพระนางประภาวดีรู้สึกพระองค์ก็ทรงเสียพระทัยว่า คนอัปลักษณ์ที่เอามูลช้างขว้างเราที่โรงช้างคือพระเจ้ากุสราช คนอัปลักษณ์ที่เอามูลม้าขว้างเราที่โรงม้าคือพระเจ้ากุสราช คนอัปลักษณ์ที่หยอกล้อเราบนหลังช้างคือพระเจ้ากุสราช คนอัปลักษณ์ที่จับมือเราในกอบัวคือพระเจ้ากุสราช เราไม่ต้องพระเจ้ากุสราชที่มีพักตร์อัปลักษณ์เช่นนี้ เราจะทิ้งพระองค์ไป

    ดำริดังนั้นแล้วจึงตรัสสั่งอำมาตย์ที่ตามเสด็จมากับพระนางให้จัดเตรียมพาหนะเสด็จกลับสาคละนคร อำมาตย์เหล่านั้นจึงไปกราบทูลให้พระเจ้ากุสราชทรงทราบ


    พระเจ้ากุสราชทรงมีดำริว่า หากพระนางไม่ได้กลับ ดวงหทัยของพระนางคงจะแตกเป็นแน่ จึงควรปล่อยให้พระนางกลับไปก่อน แล้วค่อยไปนำพระนางกลับคืนมาภายหลัง พอทรงดำริดังนี้แล้วจึงทรงอนุญาตให้พระนางประภาวดีเสด็จกลับไปได้

    เมื่อพระนางประภาวดีเสด็จจากไปแล้ว พระเจ้ากุสราชก็ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย เฝ้าแต่รำพึงคิดถึงพระชายา พระองค์ไม่ได้สนพระทัยพระสนมนางอื่นแม้แต่เพียงนางเดียว พระราชนิเวศน์ของพระองค์จึงเงียบสงัดวังเวงคล้ายไม่มีใครอยู่

    พระเจ้ากุสราชทรงรำพึงว่า บัดนี้ พระนางประภาวดีคงไปถึงเมืองสาคละแล้วจึงเสด็จไปเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า พระองค์จะไปตามพระนางประภาวดีที่รักคืนมา

    กราบทูลแล้ว พระเจ้ากุสราชก็ทรงเหน็บพระแสงอาวุธ ๕ อย่าง กหาปณะพันหนึ่ง พร้อมทั้งภาชนะพระกระยาหาร และทรงถือพิณเสด็จออกจากพระนคร

    ด้วยพละกำลังของพระองค์ เพียง ๒ วันก็เสด็จถึงเมืองสาคละ
    พระเจ้ากุสราชได้ถือพิณไปบรรเลงที่โรงช้างทรง พระนางประภาวดีได้ยินเสียงพิณก็รู้ว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาตาม แต่นางก็ไม่ยอมพบหน้า พระเจ้ากุสราชคิดว่าวิธีนี้คงไม่ได้ผล พระองค์จึงเอาพิณไปเก็บ


    วันรุ่งขึ้น พระเจ้ากุสราชได้ไปยังบ้านนายช่างหม้อ ขอฝากตัวเป็นศิษย์ และเพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ทรงขนเอาดินมาจนเต็มเรือน และทรงปั้นภาชนะเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง หลายชนิดหลากสี สำหรับส่วนที่ปั้นให้พระนางประภาวดีโดยเฉพาะนั้น ได้ทรงกระทำให้มีลวดลายเป็นรูปต่างๆ ที่ทำให้พระนางประภาวดีมองเห็นได้แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น

    เมื่อเผาภาชนะนั้นแล้ว นายช่างหม้อก็นำไปยังราชตระกูล พระเจ้ามัททราชทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่าใครทำ นายช่างหม้อกราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ทำ พระราชาจึงตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า ผู้นั้นจงเป็นอาจารย์ และเจ้าจงศึกษาศิลปะในสำนักของเขาเถิด

    แล้วพระเจ้ามัททราชก็ให้ช่างหม้อนำภาชนะเล็กๆ ไปถวายพระธิดา
    เมื่อพระนางประภาวดีทรงรับภาชนะที่พระเจ้ากุสราชทำขึ้นโดยเฉพาะ พระนางก็เห็นรูปพระเจ้ากุสราชบนภาชนะ จึงได้ขว้างภาชนะนั้นทิ้งลงบนพื้น


    พระเจ้ากุสราชทรงดำริว่าหากพระองค์ยังอยู่เรือนช่างปั้นหม้อ ก็จะไม่มีโอกาสพบหน้าพระชายา พระองค์จึงเสด็จไปขอเป็นศิษย์นายช่างสาน แล้วนำใบตาลมาประดิษฐ์เป็นของใช้ให้พระนางประภาวดี

    พระนางประภาวดีก็เห็นรูปพระเจ้ากุสราชอีก จึงทรงกริ้วและขว้างลงบนพื้น รับสั่งว่าใครอยากได้ก็จงเอาไปเถิด

    พระเจ้ากุสราชจึงไปยังสำนักของนายช่างร้อยดอกไม้ ทรงร้อยพวงมาลาแปลกๆ ถวายพระนางประภาวดี ก็ถูกพระนางประภาวดีจับขว้างลงพื้นอีก

    พระเจ้ากุสราชจึงไปขอทำงานในห้องต้นเครื่องพระราชา พระราชาติดใจรสชาติอาหารจึงรับสั่งให้พระองค์เป็นพ่อครัวทำเครื่องเสวยแก่พระราชาและพระธิดา

    วันรุ่งขึ้น พระเจ้ากุสราชจัดแจงเครื่องเสวยเสร็จแล้ว ก็จัดเครื่องเสวยใส่หาบเสด็จไปยังปราสาทของพระนางประภาวดี

    พระนางประภาวดีไม่ยอมเปิดทวารรับ ทรงตรัสว่านางไม่ปรารถนาผู้มีผิวพรรณชั่วเช่นพระเจ้ากุสราช ขอให้พระองค์เสด็จกับกุสาวดี และไปหานางยักษ์ที่มีรูปชั่วเสมอกันมาเป็นมเหสีเถิด

    อาหารที่พระเจ้ากุสราชทำมาให้นั้น พระนางประภาวดีไม่ยอมแตะต้องเลย พระนางได้ขอแลกกับอาหารผักต้มของนางค่อม แล้วกำชับไม่ให้นางบอกใครว่าพระเจ้ากุสราชติดตามมา

    หลายวันผ่านไป พระเจ้ากุสราชทรงอยากรู้ว่าพระนางประภาวดียังมีความเสน่หาอาลัยในพระองค์บ้างหรือไม่ วันหนึ่งเมื่อหาบเครื่องเสวยผ่านหน้าปราสาทของพระนาง พระองค์จึงแกล้งกระทืบบาทเสียงดัง แล้วล้มลงทำทีเป็นสลบอยู่ที่หน้าทวารนั้นเอง

    พระนางประภาวดีได้ยินเสียง เปิดทวารออกมาดู เห็นพระเจ้ากุสราชสิ้นสติอยู่จึงได้เข้าไปช้อนพระเศียรตรวจดูลมหายใจ พระเจ้ากุสราชได้ทีจึงถ่มน้ำลายถูกตัวนาง

    พระนางประภาวดียิ่งโกรธพระเจ้ากุสราชมากยิ่งขึ้น ทรงด่าว่าพระองค์อย่างรุนแรงแล้วเสด็จกลับเข้าพระตำหนัก แม้พระเจ้ากุสราชจะง้องอนอย่างไรพระนางก็ไม่หายโกรธ

    ฝ่ายนางค่อมก็ช่วยเกลี้ยกล่อมพระนางประภาวดี กราบทูลให้พระนางมองความงามที่ความดีและพระปรีชาสามารถของพระเจ้ากุสราช อย่ามองที่พระรูปโฉมเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

    [​IMG]


    เวลาผ่านไป ๗ เดือน พระเจ้ากุสราชก็ทรงเบื่อที่ไม่ได้เห็นหน้าพระชายาของตนเลย จึงคิดจะเสด็จกลับกุสาวดี

    ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่าพระเจ้ากุสราชทรงเบื่อระอาพระทัย จึงดำริว่าจะต้องช่วยให้พระองค์สมประสงค์ จึงเนรมิตทูต ๗ คน ส่งข่าวไปยังกษัตริย์ ๗ นคร ว่าพระนางประภาวดีทรงละทิ้งพระเจ้ากุสราชกลับมาแล้ว ถ้าพระราชาองค์ใดมีพระประสงค์ในพระนาง ก็จงเสด็จมารับเอาพระนางประภาวดีไปเถิด

    พระราชาทั้ง ๗ นครนั้น จึงนำขบวนมารับพระนางประภาวดี เมื่อมาถึงสาคละ ขบวนของพระราชาทั้ง ๗ นครก็ได้มาพบกัน ต่างองค์ต่างโกรธ เข้าใจว่าพระเจ้ามัททราชดูถูกที่ยกราชธิดาองค์เดียวให้กับกษัตริย์ถึง ๗ องค์

    พระราชา ๗ นครจึงพร้อมใจกันยกพลล้อมพระนคร ส่งสาส์นไปว่าจะออกรบหรือจะส่งพระนางประภาวดีออกมา

    พระเจ้ามัททราชเมื่อได้รับสาส์นก็ทรงกริ้วพระธิดา ว่านางมีพระสวามีเป็นผู้เลิศในชมพูทวีปแล้วยังละทิ้งพระองค์มา ด้วยรังเกียจว่าพระสวามีมีหน้าตาอัปลักษณ์ บัดนี้สมควรแล้วที่จะตัดร่างพระธิดาเป็น ๗ ท่อน แล้วส่งไปให้พระราชาทั้ง ๗ นคร

    พระนางประภาวดีทรงสดับแล้วก็ตกใจกลัว เสด็จไปหาพระมารดาร้องไห้คร่ำครวญอยู่
    พระมารดาจึงเสด็จไปหาพระเจ้ามัททราช แต่พระเจ้ามัททราชก็แจ้งโทษพระธิดาว่า เพราะพระธิดาไม่ทำตามคำของพ่อแม่ ละทิ้งพระสวามีมา ทำให้มีศึกมาติดพระนครเช่นนี้ บัดนี้พระธิดาได้ทำให้ตระกูลเสียหายแล้ว


    พระมารดาหมดทางช่วยจึงกลับมาหาพระธิดา บอกว่าหากนางไม่หลงมัวเมาในรูปโฉมจนละทิ้งพระเจ้ากุสราชมา วันนี้พระเจ้ากุสราชก็คงจะประทับอยู่ที่นี้และช่วยขับไล่ทัพของกษัตริย์ ๗ นครนี้ไปได้

    พระนางประภาวดีจึงกราบทูลความจริงว่าพระเจ้ากุสราชนั้นประทับอยู่ในนครนี้แล้วถึง ๗ เดือน

    พระมารดาไม่เชื่อ พระนางประภาวดีจึงเปิดบานพระแกล ชี้ให้พระมารดูว่าพระเจ้ากุสราชนั้นปลอมพระองค์เป็นพนักงานต้นเครื่องที่บัดนี้กำลังก้มพระองค์ทำงานล้างหม้ออยู่

    พระมารดาจึงรีบไปกราบทูลพระเจ้ามัททราชให้ทรงทราบ พระเจ้ามัททราชจึงรีบไปเฝ้าพระเจ้ากุสราช และรับสั่งให้พระธิดามาขอขมา

    พระเจ้ากุสราชนั้นมีพระประสงค์จะทำลายมานะของพระชายา จึงได้ราดน้ำบนพื้นรอบตัวจนเป็นโคลนไปหมด เมื่อพระนางประภาวดีมาถึง พระนางก็กราบขอขมาโทษบนพื้นโคลนที่แทบพระบาทพระเจ้ากุสราชนั้น กราบทูลวิงวอนให้พระองค์ทรงช่วย และพระนางจะไม่ชิงชังพระองค์อีกแล้ว

    พระเจ้ากุสราชทรงตรัสกับพระนางว่า
    “พี่ติดตามน้องมาก็เพราะความรักในตัวน้อง พี่นี้มีอำนาจมีกำลังที่จะทำลายสาคละนครนี้แล้วยึดน้องไปโดยพลการก็ได้ แต่พี่นี้ไม่ได้ทำเช่นนั้น ก็เพราะพี่รักพระน้องนาง พี่ให้สัญญาแก่น้อง ๒ ข้อ คือ พี่จะไม่โกรธเคืองน้องไม่ว่าเรื่องใด และจะไม่เกลียดชังน้องอย่างเด็ดขาดไม่ว่าเวลาใด”


    แล้วพระเจ้ากุสราชก็ตรัสสั่งให้ทหารจัดแจงเทียมรถ พระองค์จะเสด็จออกไปจับกษัตริย์ทั้ง ๗ นครนั้นมาให้ได้ พระองค์จะไม่ยอมใครมาย่ำยีชายาของพระองค์
    พระเจ้ากุสราชทรงชำระล้างองค์และทรงฉลองพระองค์เสียใหม่ และให้พระเจ้ามัททราชเสด็จดูพระองค์ออกศึกอยู่บนพระราชวัง

    พระเจ้ากุสราชทรงยกทัพออกจากพระนคร ทรงเปล่งพระสุรเสียงประกาศดังก้องไปทั้งชมพูทวีปว่า

    “เราคือพระเจ้ากุสราช ใครรักชีวิต ก็จงยอมอ่อนน้อมกับเราเสียเถิด”

    กษัตริย์ ๗ นคร ได้ยินเสียงประกาศของพระเจ้ากุสราช ก็ตกใจกลัว กองทัพแตกกระจายเหมือนฝูงเนื้อแตกหนีราชสีห์

    พระเจ้ากุสราชจึงทรงยึดได้แก้วมณี และจับตัวกษัตริย์ ๗ นครมาถวายพระเจ้ามัททราชให้ทรงลงโทษ แต่พระเจ้ามัททราชบอกว่ากษัตริย์ทั้ง ๗ นี้ ไม่ได้เป็นศัตรูของพระองค์ แต่เป็นศัตรูของพระเจ้ากุสราชโดยตรง จึงขอให้พระเจ้ากุสราชตัดสินพระทัยเอง

    พระเจ้ากุสราชจึงกราบทูลขอพระราชธิดาอีก ๗ องค์ของพระเจ้ามัททราชให้แก่กษัตริย์เหล่านั้น ซึ่งพระเจ้ามัททราชก็ตกลงพระราชทานให้

    แล้วพระเจ้ากุสราชก็พาพระนางประภาวดีเสด็จกลับกุสาวดี โดยประทับนั่งไปบนราชรถเดียวกัน

    และด้วยอานุภาพของแก้วมณี พระรูปโฉมของพระเจ้ากุสราชก็หายอัปลักษณ์ แต่กลับงดงามสมด้วยพระรูปโฉมของพระนางประภาวดีผู้เป็นพระชายา

    ประชุมชาดก
    ชยัมบดีอนุชา มาเกิดเป็น พระอานนท์
    นางค่อม มาเกิดเป็น นางขุชชุตตราอุบาสิกา
    พระนางประภาวดี มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    พระเจ้ากุสราช มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    จาก...กุสชาดก

     
  6. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]

    บุพจริยาพระนางพิมพา

    พระนางพิมพา หรือพระนางยโสธรา หรือพระนางกัจจานา ทรงเป็นพระนามของพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะเสด็จออกบรรพชาและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


    ในการบำเพ็ญพุทธการกธรรมที่แสนยากและยาวนานของพระโพธิสัตว์นั้น พระนางพิมพาเป็นบุคลที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากพระนางติดตามเป็นคู่บารมีพระโพธิสัตว์มาถึง ๔ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป คุณความดีและความเสียสละของพระนางพิมพานั้นยิ่งใหญ่เกินพรรณา ดังคำที่พระนางได้กราบบังคมทูลลาพระพุทธเจ้า เพื่อเข้านิพพาน ดังนี้

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  7. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542


    [​IMG]

    นางสุชาดา
    เดือดร้อนเพราะรูปสมบัติ

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาเกิดเป็นหญิงงามชื่อ สุชาดา ส่วนพระโพธิสัตว์เกิดเป็นบุตรชายคหบดี ทั้งสองอยู่ในกรุงพาราณสี

    นางสุชาดานั้นเป็นหญิงที่งามทั้งกายและใจ ความงามของนางเปรียบได้ดังความงามของเทพอัปสร ท่วงท่าการเยื้องกรายก็งดงามดั่งนางกินรี กิริยามารยาทงดงามสมเป็นกุลสตรี มีความเคารพผู้ใหญ่ มีวาจาน่ารัก และเป็นผู้รักษาศีล นางจึงเป็นที่หมายปองของชายทั้งกรุงพาราณสี

    เมื่อโตเป็นสาว บิดามารดาก็จัดการให้นางสุชาดาแต่งงานกับบุตรชายคหบดี ทั้งสองสามีภรรยาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่างมีรักเดียวใจเดียว และนางสุชาดาก็ปฏิบัติบิดามารดาสามีจนเป็นที่รักของบิดามารดาของสามีด้วย

    วันหนึ่ง นางสุชาดาบอกสามีว่าอยากจะกลับไปเยี่ยมมารดาบิดา สามีของนางจึงจัดแจงเตรียมของกินของใช้บรรทุกยาน ให้นางสุชาดานั่งข้างหลัง ส่วนตัวเองนั่งหน้า ทำหน้าที่ขับยานพาภริยาไป

    เมื่อเดินทางเข้าไปในกรุงพาราณสี นางสุชาดาก็ลงจากยานมาเดินเท้า วันนั้นพระเจ้ากรุงพาราณสีเสด็จออกกระทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนางสุชาดาก็หลงรักรูปโฉมของนาง จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปสืบดูว่านางเป็นใคร และมีสามีหรือยัง

    อำมาตย์กลับมากราบทูลพระราชาว่านางสุชาดามีสามีแล้ว สามีของนางคือคนที่ขับยานนั้น

    พระราชาได้ฟังก็ทรงมีพระทัยเร่าร้อนไปด้วยกิเลส คิดหาทางจะฆ่าสามีแล้วยึดเอาภรรยาแสนงามนั้นมา ดำริแล้วจึงรับสั่งให้ราชบุรุษแอบเอาปิ่นมณีไปซ่อนไว้ในยานของนางสุชาดา

    เมื่อราชบุรุษไปทำตามแผนแล้ว พระราชาก็ประกาศว่าปิ่นมณีของพระองค์หายไป ทรงรับสั่งให้ปิดประตูพระนคร และให้ทหารค้นหาปิ่นมณีที่หายไปให้จงได้

    ทหารตรวจยานสามีของนางสุชาดา ก็ได้พบปิ่นมณีที่ซ่อนไว้ จึงได้จับเขามัดแขนไพล่หลัง โบยตี แล้วนำตัวมาเฝ้าพระราชา พระราชารับสั่งให้โบยด้วยหวาย แล้วเอาตัวไปตัดหัวที่นอกเมือง

    นางสุชาดาเห็นสามีโดนจับก็ทิ้งยาน เดินร้องไห้คร่ำครวญรำพันตามไปข้างหลัง จนถึงนอกเมือง พวกทหารก็จับสามีของนางนอนลงเตรียมตัดศีรษะ

    นางสุชาดาเห็นดังนั้น จึงรำลึกถึงคุณแห่งศีลที่นางได้รักษาไว้ แล้วกล่าวรำพันว่า

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  8. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    2133.jpg
    วิสัยหเศรษฐีภริยา
    ช่วยเกี่ยวหญ้ามาทำทาน

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาเกิดเป็นภริยา ส่วนพระโพธิสัตว์เกิดเป็นสามี เป็นวิสัยหเศรษฐี

    ทั้งสองมีทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นถึง ๘๐ โกฏิ เป็นผู้ประกอบศีล ๕ และมีอัธยาศัยในการให้ทานเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ประตู ที่กลางพระนคร และที่ประตูบ้านของตน ท่านเศรษฐีและภริยาให้ทานคิดเป็นทรัพย์วันละหกแสนทุกวัน

    อานุภาพของการบริจาคทานของวิสัยหเศรษฐีกับภริยานั้น ทำให้ภพของท้าวสักกเทวราชสั่นไหว และบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ก็แสดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดูเห็นวิสัยหเศรษฐีทำบุญใหญ่ จึงเกรงไปว่าหากวิสัยหเศรษฐีทำบุญให้ทานเช่นนี้ต่อไป ท่านเศรษฐีอาจได้มาเป็นท้าวสักกะแทนพระองค์

    ดำริดังนั้นแล้ว ท้าวสักกเทวราชจึงบันดาลให้ทรัพย์ของเศรษฐีอันตรธานไปทั้งสิ้น

    เมื่อทรัพย์ของเศรษฐีหายไปหมด บ่าวไพร่ก็มาแจ้งว่าไม่มีทรัพย์บริจาคทานอีกแล้ว วิสัยหเศรษฐีและภริยาจึงช่วยกันค้นหาทรัพย์ที่จะนำมาใช้บริจาคทานต่อไปได้ แต่ค้นเท่าไรก็ไม่พบเจอทรัพย์ที่มีค่า

    [​IMG]

    เศรษฐีและภริยาช่วยกันค้นหาทรัพย์อีกครั้ง คราวนี้ภริยาเศรษฐีไปพบมัดหญ้าที่คนตัดหญ้าทิ้งไว้ที่ประตู นางจึงเอามัดหญ้านั้นมาให้เศรษฐีดู วิสัยหเศรษฐีเห็นเข้าก็ดีใจ คิดว่านี่แหละคือทรัพย์ที่ใช้บริจาคได้ แล้วเศรษฐีก็ชวนภริยาออกไปเกี่ยวหญ้ามาขาย เอาเงินที่ได้มาบริจาคทาน

    แต่เงินที่ได้จากการขายหญ้านั้นน้อยนัก เมื่อแบ่งส่วนไปให้ทานเสียแล้ว เงินที่เหลืออยู่เป็นค่าอาหารก็ไม่ค่อยจะเต็มอิ่ม วิสัยหเศรษฐีกับภริยาจึงอยู่อย่างอดอยาก พอขึ้นวันที่ ๗ วิสัยหเศรษฐีก็ทนไม่ไหวเป็นลมล้มลง

    ท้าวสักกเทวราชเห็นวิสัยหเศรษฐีเป็นลม จึงมาปรากฏกาย กล่าวเตือนให้เศรษฐีรู้จักประหยัด ยับยั้งการให้ทานลงเสียบ้าง หากเศรษฐีไม่ให้ทานมากเหมือนก่อน พระองค์จะคืนทรัพย์สมบัติให้

    วิสัยหเศรษฐีไม่ยอม ยืนยันจะให้ทานต่อไป ท้าวสักกเทวราชจึงถามว่าเศรษฐีทำทานเพื่อประโยชน์อะไร

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  9. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    CAKJM3E3.jpg

    ภริยาช่างหม้อ
    หนีสามีออกบวช

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาเกิดมาเป็นภริยาของพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างหม้ออยู่ในกรุงพาราณสี ทั้งสองมีบุตร ๑ คน และธิดา ๑ คน

    วันหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ พระองค์เสด็จมาจากเงื้อมเขานันทมูลในป่าหิมพานต์มารับภัตตาหารในนคร นายช่างหม้อจึงนิมนต์ไปถวายภัตตาหารที่เรือนของตนนายช่างหม้อได้ทูลถามเหตุแห่งการออกบวช พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ได้แสดงเหตุให้ฟัง

    พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ เคยเป็นพระราชานามว่า กรกัณฑะ ในทันตปุรนคร วันหนึ่งเสด็จประพาสราชอุทยาน ได้เสวยผลมะม่วงทิพย์ที่หน้าอุทยาน ขากลับเห็นมะม่วงทิพย์ต้นนั้นถูกอำมาตย์และข้าราชบริพารแย่งชิงกันเก็บผลจนกิ่งหักทำลายลง ส่วนต้นอื่นที่ไม่มีผลยังสมบูรณ์ดี พระองค์จึงเห็นโทษของการครองเรือนว่าเหมือนมะม่วงที่มีผล ส่วนการบรรพชาเป็นเช่นต้นมะม่วงที่ไม่มีผล ผู้มีทรัพย์นั่นแหละมีภัย เมื่อเห็นแจ้งทุกข์ภัยตลอดแล้วพระองค์ก็สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าและเสด็จออกบรรพชา

    พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ เคยเป็นพระราชานามว่า นัคคชิ ในตักกศิลานคร วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นหญิงนั่งบดของหอมอยู่ นางสวมกำไลข้อมือข้างละอัน กำไลหยกเหล่านั้นไม่กระทบกันจึงไม่เกิดเสียง แต่เมื่อนางถอดกำไลหยกมาสวมข้อมือข้างเดียวกัน กำไลนั้นก็กระทบกันและเกิดเสียงดังขึ้น พระองค์จึงเห็นโทษของการอยู่ร่วมกันว่าต้องมีการกระทบกัน ทะเลาะกัน จึงทรงพิจารณาไตรลักษณ์ แล้วสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าและเสด็จออกบรรพชา

    พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ เคยเป็นพระราชานามว่า นิมิราช ในมิถิลานคร วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นเหยี่ยวตัวหนึ่งคาบชิ้นเนื้อในอากาศ มีเหยี่ยวตัวอื่นบินไล่จิกตีเพื่อแย่งชิ้นเนื้อ เมื่อเหยี่ยวนั้นทนไม่ไหวก็ปล่อยชิ้นเนื้อนั้น พอเหยี่ยวตัวอื่นมาคาบชิ้นเนื้อนั้นไปแทน เหยี่ยวตัวใหม่ก็จะถูกเหยี่ยวตัวอื่นจิกตีเหมือนเหยี่ยวตัวแรก พระองค์จึงเห็นว่าเหยี่ยวตัวใดคาบชิ้นเนื้ออยู่นั่นแหละเป็นทุกข์ แต่ถ้าปล่อยเมื่อไรก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น ตัวพระองค์เองมีสนมหมื่นหกพันนาง มีสภาพดังเช่นเหยี่ยวคาบเนื้อ จึงทรงพิจารณาไตรลักษณ์ แล้วสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าและเสด็จออกบรรพชา

    พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ เคยเป็นพระราชานามว่า ทุมมุขะ ในกปิลนคร วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นวัวตัวผู้เดินตามวัวตัวเมียด้วยกิเลส ครั้งนั้น มีโคถึกตัวใหญ่ เกิดหึงหวงวัวสาว จึงไล่ขวิดวัวหนุ่มที่ติดตามมาจนไส้ทะลักตายไปหลายตัว พระองค์ทรงเห็นอำนาจของกิเลส จึงกำหนดไตรลักษณ์ และสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในที่นั้นและเสด็จออกบรรพชา

    ภริยานายช่างหม้อนั่งฟังธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้า มีปิติว่าโชคดีที่ได้ฟังธรรม จิตใจของนางน้อมนำไปทางบรรพชา จึงบอกสามีว่านางปรารถนาจะออกบวช ปรารถนาจะพ้นไปจากมือชาย และท่องไปลำพังผู้เดียว

    นายช่างหม้อฟังแล้วก็นิ่งเงียบอยู่ ภริยานายช่างหม้อรู้ว่าสามีคงไม่ยอมให้ตนออกบวชแน่เพราะบุตรธิดานั้นยังเล็ก จึงออกอุบายแก่นายช่างหม้อให้ดูแลลูกไว้ ส่วนตนเองจะไปตักน้ำ

    ภริยาช่างหม้อถือหม้อน้ำทำทีเหมือนเดินไปท่าน้ำแล้วหนีไป แล้วออกบวชเป็นปริพพาชิกาในสำนักของดาบสใกล้นคร

    ฝ่ายนายช่างหม้อรู้ว่าภริยาของตนหนีไปบวชแล้ว ก็อยู่เลี้ยงดูบุตรธิดาจนเติบโตแล้วออกบวชบ้าง

    วันหนึ่ง นางปริพพาชิกาภริยาเก่าได้มาพบกับปริพาชกอดีตนายช่างหม้อกำลังภิกขาจารอยู่ในนครพาราณสี จึงเข้ามาไหว้แล้วถามว่ามีใครเลี้ยงดูบุตรธิดา

    ปริพาชกอดีตนายช่างหม้อตอบว่าบุตรธิดานั้นโตแล้ว อย่าได้เป็นห่วงอีกเลย พวกเราจงบวชต่อไปเถิด

    หลังจากนั้นทั้งสองก็ต่างไปตามทางเส้นทางธรรมของตน ไม่ได้กลับมาพบกันอีก

    ประชุมชาดก
    ภริยานายช่างหม้อ มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    นายช่างหม้อ มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    บุตร มาเกิดเป็น พระราหุล
    ธิดา มาเกิดเป็น พระอุบลวรรณาเถรี
    (ที่มา : กุมภการชาดก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  10. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    images.jpg

    จอมนางแห่งพาราณสี
    ใช้ผมหงอกลวงพระสวามี

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาได้เกิดมาเป็นยอดสตรี ทรงเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี พระนางทรงมีพระโอรสองค์หนึ่งนามว่า พรหมทัตราชกุมาร
    พรหมทัตราชกุมารมีพระสหายสนิทนามว่า สุสีมกุมาร บุตรชายของราชปุโรหิตผู้ซึ่งเกิดวันเดียวกัน

    เมื่อพรหมทัตกุมารและสุสีมกุมารเจริญวัยขึ้น ต่างก็ได้ไปเล่าเรียนศิลปะศาสตร์ที่เมืองตักกสิลาด้วยกัน สำเร็จแล้วก็กลับมารับราชการในกรุงพาราณสี

    เมื่อพระเจ้าพาราณสีสิ้นพระชนม์ พระราชบุตรก็ขึ้นครองเมืองเป็นพระเจ้าพรหมทัต และตั้งให้สุสีมะเป็นราชปุโรหิต

    วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตทรงเสด็จประทักษิณพระนคร โดยให้สุสีมะปุโรหิตนั่งบนหลังช้างไปด้วย

    ฝ่ายพระราชชนนีประทับดูพระเจ้าพรหมทัตอยู่ที่ช่องพระแกล เมื่อทอดพระเนตรเห็นสุสีมะปุโรหิตก็ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงดพระกระยาหาร ตรอมพระทัยว่าเราจะตายถ้าไม่ได้ปุโรหิตนี้

    พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับว่าพระราชมารดาประชวรจึงเสด็จไปเยี่ยม แต่เมื่อตรัสถามอาการพระราชมารดาก็ไม่ทรงตอบเพราะความละอาย พระเจ้าพรหมทัตจึงให้มเหสีของพระองค์ไปถามอาการ

    มเหสีพระเจ้าพรหมทัตไปเอาใจซักถามอาการพระราชมารดา ในที่สุดพระราชมารดาก็เปิดเผยเรื่องที่ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์สุสิมะปุโรหิตให้ฟัง

    เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์ก็มาเฝ้าพระราชมารดา กราบทูลว่าไม่ต้องกังวลพระทัย พระองค์จะตั้งสุสิมะปุโรหิตให้ครองเมือง และตั้งพระราชมารดาให้เป็นพระมเหสี
    แล้วพระเจ้าพรหมทัตก็เกลี้ยกล่อมให้สุสิมะปุโรหิตเป็นพระราชา ส่วนพระองค์ทรงเป็นอุปราช และให้พระราชมารดาเป็นมเหสี

    [​IMG]

    สุสิมะปุโรหิตจึงได้อภิเษกสมรสกับพระราชชนนี และขึ้นครองกรุงพาราณสีเป็นสุสีมะราชา
    เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานวันเข้า สุสีมะราชาก็ทรงเบื่อทรงหน่ายการครองเรือน ทรงละกามทั้งหลาย ทรงมีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา ไม่ทรงอาลัยไยดีด้วยอำนาจกิเลส ประทับยืน ประทับนั่ง และเสด็จบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว

    ฝ่ายพระมเหสีก็ทรงดำริว่า พระราชาไม่ร่วมอภิรมย์กับเรา ประทับยืน ประทับนั่ง และทรงบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว คงเป็นเพราะพระราชายังหนุ่มอยู่ แต่เรานั้นมีผมหงอกแล้ว หากพระราชามีพระเกศาหงอกเช่นเดียวกับเรา พระราชาคงอภิรมย์กับเราเหมือนเดิม

    วันหนึ่ง พระมเหสีจึงทรงทำทีเป็นหาเหาบนพระเศียรของพระราชา แกล้งถอนพระเกศาพระราชาออกมาเส้นหนึ่งทิ้งไป แล้วถอนเกศาหงอกเส้นหนึ่งของพระนางเองให้พระราชาทอดพระเนตร เพ็ดทูลว่าพระเกศาของพระองค์หงอกแล้ว

    สุสิมะราชาทอดพระเนตรเห็นผมหงอกก็ตกใจ รำพึงว่าชราและมรณะมาถึงพระองค์แล้ว ถึงกาลที่พระองค์จะต้องออกบรรพชา

    ฝ่ายพระมเหสีก็ทรงตกพระทัย ทรงตั้งใจจะลวงพระราชาเพื่อมัดพระทัยพระองค์ไว้ แต่กลายเป็นว่าสุสิมะราชากลับอยากเสด็จออกผนวช พระนางจึงทูลความจริงให้ทรงทราบว่าผมหงอกนั้นเป็นของพระนางเอง ขอพระองค์อย่าได้ออกบวชเลย

    สุสีมะราชาจึงตรัสแสดงโทษของของรูปสมบัติ และแสดงคุณของการบรรพชาให้พระมเหสีฟัง จากนั้นก็ทรงมอบราชสมบัติคืนให้แก่พระเจ้าพรหมทัต ทรงทอดทิ้งราชสมบัติแล้วออกบวชเป็นดาบส ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจึงได้ไปอุบัติในพรหมโลก

    ประชุมชาดก
    พระเจ้าพรหมทัต มาเกิดเป็น พระอานนท์
    สุสีมะราชา มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    พระมเหสี มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    (ที่มา : สุสีมชาดก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  11. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]


    ราชธิดาพระเจ้าโกศล
    กุศลกรรมของนางทาสี

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาได้มาเกิดเป็นราชธิดาผู้เลอโฉมปานเทพธิดาของพระเจ้าปัสเสน แคว้นโกศล เมื่อเจริญวัยขึ้น พระนางก็ได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี

    พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงอภิเษกสมรสพร้อมกับการราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติกรุงพาราณสีสืบต่อจากพระราชบิดาที่สวรรคต

    ขณะที่พระองค์เสด็จขึ้นประทับนั่งบนราชบัลกังก์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรดูเหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพาร ดูพราหมณ์และคหบดี ดูเหล่าสนมนางฟ้อนนางรำ ๑๖,๐๐๐ นาง ทรงทอดพระเนตรดูปราสาทราชมณเฑียร และราชทรัพย์ทั้งมวล แล้วพระองค์ก็ทรงระลึกขึ้นได้ว่า อำนาจและราชสมบัติเหล่านี้ของพระองค์นั้น เกิดขึ้นเพราะการให้ทานขนมกุมมาสเพียง ๔ ก้อน ในชาติก่อน

    พระองค์ทรงปิติในผลของทาน จึงได้ขับเป็นลำนำเพลงท่ามกลางชุมนุมชนนั้น พวกนางฟ้อนนางรำได้ยินพระราชาขับลำนำ ก็เข้าใจว่าเป็นเพลงโปรดพระราชา จึงจดจำนำไปร้องกันต่อไป

    ฝ่ายพระมเหสีได้ยินคำร่ำลือเรื่องเพลงโปรดของพระราชาก็ใคร่รู้ แต่ไม่กล้าทูลถาม
    วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตตรัสให้พรแก่พระมเหสี ตอบแทนที่พระนางทำคุณความดีอย่างหนึ่ง พระมเหสีกราบทูลว่าพรอันใดพระนางก็ไม่ประสงค์ พระนางต้องการเพียงฟังลำนำเพลงของพระองค์เท่านั้น

    พระราชาขอให้รับพรอื่น พระมเหสีก็ไม่ยอม พระราชาจึงตรัสว่าพระองค์จะให้พรนั้น แต่จะไม่บอกแก่พระมเหสีองค์เดียวในที่ลับ แล้วพระองค์ก็ให้ตีกลองป่าวร้องไปทั่วพระนคร

    เมื่ออำมาตย์ข้าราชบริพารและมหาชนมาพร้อมเพรียงกัน พระราชาก็เสด็จประทับบนรัตนบัลลังก์ ทรงขับร้องเป็นลำนำ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      13.2 KB
      เปิดดู:
      2,999
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  12. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    [​IMG]

    พระสมุททวิชยาเทวี
    อัญเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้า

    ในอดีตกาล พระนางพิมพาเกิดเป็น พระสมุททวิชยาเทวี มเหสีของพระเจ้าเภรุวมหาราช แห่งเภรุวนคร พระนางเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีศีล และสมบูรณ์ด้วยญาณ

    วันหนึ่ง พระเจ้าเภรุวมหาราชเสด็จทอดพระเนตรโรงทาน ทรงดำริว่าผู้มารับทานนั้นล้วนแต่เป็นผู้ทุศีล พระองค์ประสงค์จะถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นอยู่ไกลถึงป่าหิมพานต์ พระองค์จึงทรงกังวลว่าจะส่งใครไปนิมนต์ท่านมาได้

    ฝ่ายพระเทวีเมื่อได้ทราบความกังวลของพระราชา จึงได้ทูลว่าถ้าพระองค์อยากถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ขอให้พระราชาพร้อมชาวพระนครทั้งหมดร่วมกันรักษาศีล แล้วจึงทำพิธีนิมนต์ไปทั้ง ๔ ทิศ

    พระราชาพร้อมข้าราชบริพารจึงพากันถืออุโบสถศีล และประกาศไปทั้งพระนครให้ชาวเมืองรักษาศีลด้วย

    วันแรก พระราชาเสด็จประทับที่พระลานหลวง ทรงกราบเบญจางคประดิษฐ์เหนือพื้นดินผินพระพักตร์ไปทางทิศปราจีน แล้วกล่าวนมัสการอาราธนาพระอรหันต์ในทิศปราจีนให้มารับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น

    วันรุ่งขึ้น ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเลย เพราะในทิศปราจีนไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า พระราชาจึงทรงนมัสการไปทางทิศทักษิณ ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่

    [​IMG]

    วันที่ ๓ ทรงนมัสการไปทางทิศปัจฉิม ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่
    วันที่ ๔ ทรงนมัสการไปทางทิศอุดร ครั้นทรงนมัสการแล้ว ก็ซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ อธิษฐานว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่อยู่ในหิมวันตประเทศ ด้านทิศอุดร จงมารับภิกษาหารของข้าพเจ้า ดอกมะลิได้ลอยไปตกลงเหนือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ องค์ ที่เงื้อมภูเขานันทมูล

    พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นพิจารณาดูก็รู้ว่าพระราชานิมนต์ วันรุ่งขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์จึงเหาะมารับภัตตาหารที่พระราชวัง

    เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ามารับภัตตาหารครบ ๗ วัน ก็ได้กล่าวอนุโมทนาแก่พระราชา แล้วเหาะกลับเงื้อมเขานันทมูล บริขารที่พระราชาถวายก็ลอยตามไป

    พระราชาพร้อมด้วยพระสมุททวิชยาเทวีอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอดพระชนมายุ ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์


    ประชุมชาดก
    พระสมุททวิชยาเทวี มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    พระเจ้าเภรุวราช มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    (ที่มา : อาทิตตชาดก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  13. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,669
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,542
    CAA3QTUL.jpg

    นางสีดา
    ชายาพระราม

    ในอดีตกาล มีพระราชากรุงพาราณสี ทรงพระนามว่าพระเจ้าทศรถ พระองค์ทรงมีพระมเหสี และพระสนมบริวารแวดล้อม ๑๖,๐๐๐ นาง

    พระเจ้าทศรถ ทรงมีพระโอรสและพระธิดากับพระมเหสีรวม ๓ พระองค์ คือ รามกุมาร ลักษณ์กุมาร และสีดากุมารี

    ต่อมาพระมเหสีของพระเจ้าทศรถสิ้นพระชนม์ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งพระเทวีอื่นขึ้นเป็นมเหสีแทน และมีพระโอรสกับมเหสีใหม่ นามว่า ภรตกุมาร

    ในวันที่พระมเหสีใหม่ทรงประสูติพระโอรสนั้น พระเจ้าทศรถทรงตรัสให้พรพระมเหสี แต่พระนางทรงเฉยไว้ ยังไม่ขอรับพรนั้น จนกระทั่งภรตกุมารอายุได้ ๘ พรรษา พระนางจึงกราบทูลพระสวามีว่าจะขอพรที่พระองค์เคยตรัสว่าจะให้ โดยขอราชสมบัติให้แก่ภรตกุมาร

    พระเจ้าทศรถไม่ทรงยินยอม เพราะราชสมบัตินี้ควรเป็นของรามกุมาร ราชโอรสองค์โต แต่พระมเหสีก็ยังทูลขออยู่เรื่อยๆ จนพระเจ้าทศรถทรงเกรงว่าพระมเหสีจะทำร้ายโอรสของพระองค์ พระองค์จึงทรงรับสั่งถามโหราจารย์ว่าพระองค์จะมีพระชนม์ชีพอีกกี่ปี โหราจารย์กราบทูลว่า ๑๒ ปี

    พระเจ้าทศรถจึงรับสั่งให้พระโอรสมาเข้าเฝ้า และสั่งให้รามกุมารและลักษณ์กุมารไปอยู่ป่า และให้กลับมารับราชสมบัติเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว คือ อีก ๑๒ ปีข้างหน้า

    รามกุมารและลักษณ์กุมาร จึงกราบทูลลาพระราชบิดาเสด็จสู่ป่า ส่วนสีดากุมารีเห็นพระเชษฐาเสด็จไปสู่ป่าจึงถวายบังคมลาพระราชบิดา และร้องไห้ตามพระเชษฐาทั้งสองไป

    ทั้งสามไปสร้างอาศรมอยู่ในป่า พระรามนั้นทรงประทับอยู่ที่อาศรม ส่วนพระลักษณ์และนางสีดาทำหน้าที่หาผลไม้มาบำรุงพระราม

    ผ่านไป ๙ ปี พระเจ้าทศรถก็เสด็จสวรรคต เมื่อปลงพระศพพระราชาแล้ว พระมเหสีจะตั้งให้พระภรตขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เสนาอำมาตย์ไม่ยินยอม พระภรตจึงชักชวนอำมาตย์แต่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ไปอัญเชิญเสด็จพระรามให้เสด็จกลับมาครองเมือง

    พระรามไม่ทรงรับราชสมบัติ เนื่องจากพระเจ้าทศรถทรงรับสั่งให้กลับเมื่อครบ ๑๒ ปี แต่เวลานี้ยังไม่กำหนด ระหว่างที่ยังไม่มีผู้ครองเมือง พระรามจึงมอบรองเท้าหญ้าของพระองค์ให้อำมาตย์กลับมา ซึ่งอำมาตย์ก็นำรองเท้าหญ้านั้นมาวางบนบัลลังก์ให้เป็นกษัตริย์ครองเมืองอยู่ ๓ ปี

    ระหว่าง ๓ ปีนี้ เมื่ออำมาตย์ตัดสินคดีความใด หากไม่ถูกต้อง รองเท้าหญ้าก็จะแสดงอาการกระทบกัน อำมาตย์ก็จะต้องตัดสินคดีใหม่ ถ้ารองเท้านิ่งเงียบอยู่ แสดงว่าตัดสินชอบแล้ว

    ครบ ๓ ปี พระรามก็เสด็จกลับมาครองกรุงพาราณสี ทรงแต่งตั้งนางสีดาเป็นอัครมเหสี ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมอยู่หมื่นหกพันปี


    ประชุมชาดก
    พระเจ้าทศรถ มาเกิดเป็น พระเจ้าสุทโธทนะ
    พระราชมารดา มาเกิดเป็น พระนางสิริมหามายา
    พระราม มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    นางสีดา มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    พระลักษณ์ มาเกิดเป็น พระสารีบุตร
    พระภรต มาเกิดเป็น พระอานนท์
    (ที่มา : ทสรถชาดก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  14. yut_sss

    yut_sss เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +15,187
    มหาโมทนา...กุศลธรรม...กุศลจิต...กุศลกรรม...โพธิธรรม...มหาโพธิจิต
     
  15. Bacary

    Bacary เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    1,209
    ค่าพลัง:
    +23,196
    [​IMG]
     
  16. Bacary

    Bacary เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    1,209
    ค่าพลัง:
    +23,196
    .........
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2007
  17. นักรบโบราณ

    นักรบโบราณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    309
    ค่าพลัง:
    +973
    <TABLE id=HB_Mail_Container height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0 UNSELECTABLE="on"><TBODY><TR height="100%" UNSELECTABLE="on" width="100%"><TD id=HB_Focus_Element vAlign=top width="100%" background="" height=250 UNSELECTABLE="off">ที่ไม่นำประวัติพระนางมัทรี พระมเหสีของพระเวสสันดรมาเผยแพร่รวมไว้ด้วยเพราะมีเผยแพร่อยู่ทั่วไปใช่ไหมครับ อนุโมทนาด้วยครับ
    </TD></TR><TR UNSELECTABLE="on" hb_tag="1"><TD style="FONT-SIZE: 1pt" height=1 UNSELECTABLE="on">
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  18. maiyasan

    maiyasan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    85
    ค่าพลัง:
    +1,182
    อืม เยี่ยมมากน้องนิค ขอโมทนาด้วย ใครจะเป็นอารัยก็ตั้งใจปรารถนาและดำเนินวิธีของตนเองกันไป ด้วยศีลและธรรมเป็นบาท ขอโมทนาด้วยครับ
    (ว่าแต่ว่าเรื่องนางแก้วนี้ เห็นด้วยและก็มีสมาชิกในเว็ปนี้ปรารถนาเช่นนี้ด้วยกันก็มีอยู่ครับ)
     
  19. Specialized

    Specialized ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    22,155
    กระทู้เรื่องเด่น:
    23
    ค่าพลัง:
    +83,378
    อนุโมทนาครับ ยาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอเซฟไว้อ่านละครับ

    ps.ภาพประกอบงามครับ อิอิ
     
  20. ล้ำยุค

    ล้ำยุค สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +11
    อนุโมทนากับผู้คัดลอกและผู้เรียบเรียง

    ต้นฉบับมาจากหนังสือ "นางแก้วคู่บารมี" เรียบเรียงโดยนายอังคาร
    อ่านฉบับเต็มได้ที่
    http://angkarn.siamtapco.com/book/book02-00.htm

    หรือดาวน์โหลด ebook หนังสือเล่มนี้ได้ที่
    http://angkarn.siamtapco.com/book/book99-00.htm

     

แชร์หน้านี้

Loading...