จตุคามรามเทพ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย sithiphong, 18 มีนาคม 2007.

  1. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile11.htm

    [​IMG]
    จตุคารามเทพกับร่างทรง โดย วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์
    เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกและหมิ่นเหม่ต่อความเชื่อของหลายคน เพราะเรื่องการทรงเจ้านี้ อยู่ที่ศรัทธาของคน จะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ ทว่าสายหลักเมืองนครศรีธรรมราชนี้แปลก เพราะมีต้นกำเนิดมาจากเข้าทรง เริ่มแรกที่วัดนางพญา ปากนครเหตุจริงๆ มาจากการขอหวยโดยแท้ แต่ท้ายที่สุดเป็นเรื่องราวพิศดารพัยนลึกจนมีกำเนอดเป็นศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชให้คนกราบไหว้ คงเป็นเรื่องที่เทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำหนด แต่หลักจากเมื่อศาลหลักเมืองสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างมาราธอนกว่า 10 ปี ก็ได้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชคือ ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ กับท่านอำนวย ไทยานนท์ ที่เป็นแม่งานร่วมกับพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชจนเสร็จสิ้นลุล่วงด้วยดี
    มีหลายท่านถามผู้เขียนว่าจำเป็นหรือไม่ที่การประกอบพิธีจตุคารามเทพต้องมีร่างทรง ผู้เขียนบอกว่า แล้วแต่ความเชื่อและศรัทธาอย่างไรก็ได้ ขึ้นกับศรัทธาความเชื่อของคนเป็นสำคัญ เพราะเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยแล้ว ท่านไม่มีเงื่อนไขอะไรหรอก ต้องบนได้ เพราะวันไหว้รับ ตนเองศรัทธาอย่างไรก็จงทำไปตามนั้น ใดวันหนึ่งศรัทธาของคนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสองด้าน นี่คือเรื่องของหลักความเป็นจริง ไม่ว่าเหตุนั้นจะเป็นด้วยเหตุใดก็ตามแต่สิ่งที่เป็นสัจธรรมไม่มีวันตายคือหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และธรรมะของพระพุทธองค์ ทุกอย่างทางสายกลางดีที่สุด จงศรัทธา แต่อย่างงมงายไร้เหตุผล พระพุทธเจ้าท่านตรงตรัสสั่งสอนพวกเราไว้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงกรรมดี กรรมชั่ว คือหัวใจสำคัญ ทำดีดีกว่าขอพร สายจตุคามรามเทพจึงจำเป็นต้องมีศาสตร์ความรู้มารองรับ เพื่อให้แนวทางการศึกษาและสะสมเป็นมาตรฐาน ในอดีตจะมีความเป็นมาอย่างไรก็ตาม แต่อนาคตควรที่จะมีคำตอบให้กับผู้ที่สนใจ เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่เสมือนกับการลงฐานรากเพื่อความยั่งยืนในอนาคต เสมือนกับพระหลวงพ่อทวดที่ใครจะไปทราบว่าประวัติของท่านเป็นเรื่องจริงที่เกิดสมัยอยุธยาแต่เดิมก็คิดกันว่า อาจารย์ทิมท่านอุปโลกน์ยกเมฆขึ้นมา ทำนองพระเข้าทรง กระทั่งว่าอาจารย์ทิมถูกเข้าคณะจังหวัดสั่งปลดต่อมาภายหลังจึงได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนท้ายที่สุดมีการค้นพบประวัติรายละเอียดของท่านซึ่งบันทึกอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดังนั้นหลวงพ่อทวดก็มีต้นกำเนิดจากอิทธิปาฏิหาริย์ที่เกิดประสบการณ์กับผู้ใช้วัตถุมงคลของท่าน
    ส่วนสายจตุคามรามเทพก็ทำนองเดียวกัน เกิดจากอิทธิปาฏิหาริย์ประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์ก่อน ส่วนการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับ ตรงนี้นั้น ผู้เขียนก็ต้องทำใจก่อนเป็นอันดับแรก แต่เชื่อว่าได้พยายามทำดีที่สุด ส่วนผู้ใดจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นนั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง ก็ขอให้คำนึงถึงชื่อสมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ที่เมือปี 2497 ยังไม่มีใครทราบชื่อแน่นอน คนรู้จักกันเพียงว่าหลวงพ่อทวดเท่านั้นเอง ในฐานะที่ผู้เขียนสัมผัสมาทั้งหลวงพ่อทวดกับจตุคามรามเทพ ท่านมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมากจริงๆ เริ่มจากวิญญาณ นิมิต การทรง ตัวบุคคล ท้ายที่สุดก็ศักดิ์สิทธิ์โดยองค์ท่านเอง และเป็นอมตะตลอดไป
    าสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา บางครั้งเรื่องราวต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์ก็ปรากฎในพระพุทธศาสนามากมาย เช่นเรื่องสวรรค์ เรื่องนรกเทวดาเป็นต้น แม้พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา และเชื้อพระวงค์ในขณะนั้นก็ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ดังนั้นบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่ดีงามพระพุทธองค์ ก็ยังคงนำมาใช้นำมาสั่งสอนและประยุกต์ใช้ไห้เข้ากับหลักธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้มาดังนั้นเรื่อง พุทธพราหมณ์ บางเรื่องก็พลอยไปกันได้


    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • jatukham1.jpg
      jatukham1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      6.8 KB
      เปิดดู:
      4,214
    • jatukham.jpg
      jatukham.jpg
      ขนาดไฟล์:
      11.9 KB
      เปิดดู:
      5,640
  2. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile3.htm

    ไขปริศนาทำไม? จึงเป็นองค์จตุคามรามเทพ

    หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมที่พระบรมธาตุ ปรากฏชัดเจนว่ามีสององค์ คือ ท้าวจตุคาม กับ ท้าวรามเทพ แต่มาภายหลังกลับกลายเป็นองค์จตุคามรามเทพ เพียงองค์เดียว เรื่องนี้ผู้เขียนก็พยายามหาคำตอบ และพยายามตีความจากหลักของประติมานวิทยาและเชิงศาสตร์สัญลักษณ์ จึงต้องให้ทรรศนะไว้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ท้าวจตุคาม กับ ท้าวรามเทพน่าจะเป็นตำแหน่งที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ เพราะไม่ใช่หลักเดิมที่พ้องกับไตรภูมิทั้งหมด เมื่อเป็นดังนี้ จึงอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีหลักศาสตร์และเหตุผล
    การรวมเป็นองค์เดียวกันนั้น เปรียบเสมือนกับการที่นั่งควบสองตำแหน่งดังเช่นการเมืองแต่เป็นเรื่องที่อาจจะพิสูจน์ได้ยาก ในคติการสถาปนาพระเทวราช อันเป็นศิลปกรรมสมมุติในภายหลัง ตามประเพณีศรีวิชัย “จตุคามรามเทพ” จึงหมายถึง ดวงพระวิญญาณแห่งอดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า ผู้มาสถิตย์ เป็นผู้คุ้มครอง ดูแลบ้านเมืองทั้งสี่ทิศ ทรงฤทธิ์อำนาจอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยบารมีธรรม 10 ประการแห่งพระโพธิสัตว์ ผู้มีความเมตตาต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ต้องตรงตามหลักพระพุทธศาสนามหายานที่แพร่หลายในยุคศรีวิชัยไศเลนทร์วงศ์ ดังเช่น พระสยามเทวาธิราชที่สถาปนาขึ้นภายหลังในยุครัตนโกสินทร์ที่สมมุติเอาดวงพระวิญญาณของพระมหากษัตริย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดาเพื่อปกป้องรักษาบ้านเมือง
    ส่วนจะมีผู้กล่าวว่าท่านเป็นกษัตริย์องค์ใดนั้นคงตอบยากบางท่านบอก คือ พระเจ้าจันทรภาณุก็อาจเป็นได้ แต่พระเจ้าจันทรภาณุก็อยู่เพียง พ.ศ. 1800 เป็นยุคปลายของตามพรลิงค์ ถ้าเราเชื่อกันว่าจตุคามรามเทพคืออดีตกษัตริย์ศรีวิชัย ดังนั้นจึงน่าจะเก่าแก่กว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ดังเช่น พระเจ้าวิษณุราชอันเกรียงไกรที่ปรากฏตามศิลาจารึกกรุงศรีวิชัย อยู่ในราว พ.ศ. 1318 ผู้สร้างมหาเจดีย์บรมพุทโธ ห่างกันถึง 500 ปี แต่ถ้าเรามองในเรื่องการกลับชาติมาเกิดตามหลักของมหายาน ตัวอย่างเช่น ดาไลลามะในทิเบต ที่กลับชาติมาเกิดและถือกันว่าเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในยุคศรีวิชัยที่พุทธศาสนามหายานยิ่งใหญ่ก็มีคตินี้เช่นกันถือว่า พระมหากษัตริย์ คือ อวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และยังเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีตัวตนจริงบนโลกมนุษย์ ดังนั้นการกลับชาติมาเกิดอีกจะกี่ครั้งก็ตามจึงไม่ใช่เรื่องแปลกและสามรถอธิบายได้ไม่ว่าองค์จตุคามรามเทพจะเป็นกษัตริย์องค์ใดก็ตาม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุดแล้วท่านก็คือ อวตารภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่คอยช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ การให้ทรรศนะของผู้เขียนน่าจะอธิบายในเรื่องจตุคามรามเทพได้พอควร อย่างไรก็ตาม ก็ควรที่จะมีการค้นคว้าหรือนำเสนอกันหลาย ๆ แนวทาง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่านว่าจะยึดถือแนวใด ก็คงเป็นเรื่องของอนาคต ดังเช่นที่มีบางท่านอธิบายว่าเป็นกษัตริย์ผู้พี่ ผู้น้องส่วนตัวผู้เขียนแล้วยังไม่ปักใจเพราะค่อนข้างที่จะไม่มีเหตุผลมารองรับ เป็นแต่เพียงตำนานเท่านั้น
    ผู้เขียนจึงได้นำเสนอแนวคิดเรื่องจตุคามรามเทพ ไว้ให้ท่านผู้รู้ได้ค้นคว้ากันต่อไป

    **************************************************

    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile4.htm
    จตุคามรามเทพ
    พระสยามเทวาธิราช แห่งอาณาจักรทะเลใต้ โดย วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์


    เป็นคำตามที่มีผู้สนใจถามกันมากมายว่า จตุคามรามเทพคือใคร ซึ่งก็มีผู้ตอบกันไปต่าง ๆ นานา หลากหลายแนวคิด แต่ในทัศนะผู้เขียนแล้วมีความเห็นในแนวทางเดียวกันกับท่านอาจารย์บัณฑิต คือในเรื่องของ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง
    องค์จตุคาม จตุ หมายถึง สี่ คาม ( คาม – มะ ) เขตคาม หมายถึง อาณาเขต เมื่อรวมกัน นัยความว่า น่าจะเป็นทิศทั้งสี่ ซึ่งหมายถึง ทิศที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ดูแลอยู่ ดั้งนั้นความหมายของจตุคาม น่าจะเป็นตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ ท้าวจตุมหาราช ปกป้องคุ้มครองดูแล
    เสมือนมนุษย์ใส่เสื้อผ้าเพื่อปกป้องร่างกาย ดั้งนั้น พระเสื้อเมืองจึงมีความหมายที่ควรจะเป็นตำแหน่ง ๆ หนึ่ง เพียงแต่ปราขญ์โบราณของเมืองนครศรีธรรมราชได้สมมุติขึ้นเป็นท้าวจตุคาม
    องค์รามเทพ คำว่า ราม น่าจะมีรากมาจากพระราม ที่หมายถึง พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมากษัตริย์ คำว่าเทพ ก็คือ เทวดา นัยความหมายน่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นสมมุติ เมื่อองค์รามเทพ คือ พระทรงเมือง คำว่าทรงเมือง พ้องกับคำว่า “ ครองเมือง” “นั่งเมือง” หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งก็คือเจ้าเมือง หรือพระมหากษัตริย์นั่นเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงให้ทรรศนะว่า รามเทพ ควรที่จะเป็นตำแหน่ง เช่น ท้าวจตุคาม ที่คนโบราณได้สถาปนาไว้ ดังเช่น รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาพระสยามเทวาธิราชไว้เป็นเทวดารักษาเมืองเป็นที่สถิตย์แห่งดวงพระวิญญาณบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าที่ยังคงปกป้องบ้านเมืองอยู่
    เมื่อให้ทัศนะดังนี้ จึงอธิบายได้ว่าทำไม องค์จตุคามและองค์รามเทพ จึงเป็นรูปเคารพที่แตกต่างจากหลักการสร้างตามไตรภูมิ เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในศาสนาอื่น ๆ ซึ่งก็คงต้องยกย่องในปราชญ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวนครฯ ที่ความแตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม สถาปนาหลักเมืองทั้งพุทธจักร และอาณาจักรไว้ในที่เดียวกันคือ พระบรมธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช ศูนย์กลางแห่งแผ่นดิน 12 นักษัตร อันมีพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองโดยธรรมเทียบเท่าพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียดังได้รับสมัญญานามว่า “พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช”

    **************************************************

    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile1.html

    จตุคามรามเทพ: ตำนานเกี่ยวกับองค์จตุคาม ตรรกวิทยาของชาวชวากะ ที่เรียกว่า จตุคามศาสตร์ เชื่อกันว่า นางพญาจันทรา นางพญาพื้นเมือง ทะเลใต้ ราชินีผู้สูงศักดิ์ขององค์
    ราชันราตะ หรือ พระสุริยะเทพ ซึ่งรวบรวมดินแดนในคาบสมุทรทองคำเข้าเป็นจักรวรรดิ์เดียวกันในพุทธศตวรรษ ที่ 7 พระราชมารดาของเจ้าชายรามเทพ บรรลุธรรม สำเร็จตรรกศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอิทธิฤทธิ์บังคับคลื่นลมร้ายให้สงบได้ชาวทะเลทั้งหลายกราบไหว้รำลึกถึง เมื่อออกกลางทะเล เรียกกันว่า แม่ย่านาง ชาวศรีวิชัยให้ความเคารพนับถือเทิดทูน ฉายานามว่า เจ้าแม่อยู่หัว

    เจ้าชายรามเทพได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา จตุคามศาสตร์ จากพระราชมารดาจนเจนจบ แล้วทรงเรียนรู้หลักสัจธรรมทางพุทธศาสนาเลื่อมใสศรัทธานิกายมหายานอย่างแรงกล้า มุ่งหน้าสร้างบารมี หวังตรัสรู้เป็นพระโพธิสัตว์ ตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะประกาศธรรมให้มั่นคงทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ ทรงอุตสาหะบากบั่นสร้างราชนาวีตามตรรกศาสตร์มหายาน ที่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมได้รวดเร็วและปลอดภัยบรรทุก กำลังพลและสัมภาระได้ มากมายมหาศาลเยือนถึงน่านน้ำใด หลักศาสนา ศิลปอารยะธรรมประดิษฐานมั่นคง ณ ดินแดนนั้น จนเหล่าราชครูต่างถวาย นามาภิไธยราชฐานันดร ว่า องค์ ราชันจตุคามรามเทพ
    เมื่อพระศรีมหาราชชาวชวากะได้ประกาศสัจธรรมทั่ว สุวรรณทวีปแล้วจึงได้สร้าง มหาสถูป เจดีย์ขึ้นที่หาดทรายแก้วและในปลายพุทธศตวรรษที่ 8
    องค์ราชันจตุคามรามเทพทรงมานะพยายามจนบรรลุธรรมจนบรรลุโพธิญาณ จักรวาลพรหมโพธิสัตว์ ประกอบด้วย บุญฤทธิ์ อิทธิฤทธ อภินิหาร สยบฟ้า สยบดินได้ตามปรารถนา วาจาเป็นประกาศิตเหนือมวลชีวิตทั้งหลาย ทรงศักดานุภาพเหมือน ดังพระอาทิตย์และ พระจันทร์ สมญานามตาม ศาสตร์จันทรภาณุ สาปแช่งศัตรูผู้ใดจะถึงกาลวินาศ จนเลื่องลือไปทั่วทวีป ได้รับการถวายนามยกย่องว่า พญาพังพกาฬ การประกาศชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือสุวรรณทวีปและหมู่เกาะทะเลใต้นี้เปรียบได้กับมหาราชในชมภูทวีป ดังนั้น พญาโหราบรมครูช่างชาวชวากะ ได้จำลองรูปมหาบุรุษเป็น อนุสรณ์ ตามอุดมคติศิลปศาสตร์ศรีวิชัย เรียกว่า ร่างแปลงธรรม รูปสมมุติแห่ง เทวราชที่มีตัวตนอยู่จริงในโลกมนุษย์ ทรงเครื่องราชขัติยาภรณ์ สี่กร สองเศียร พรั่งพร้อมด้วยเทพศาสตราวุธ เพื่อปกป้องอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อเป็นคติธรรมและศิลปะกรรม ประดิษฐานในทุกหนแห่งในอาณาจักรทะเลใต้ ลูกหลานราชวงศ์ไศเลนทร์ในชั้นหลังได้ถ่ายทอดศิลปะศาสตร์แปลงร่างธรรมเป็น นารายณ์บรรทมสินธุ์บ้าง อวตารปราบอสูรบ้าง ตามค่านิยมของท้องถิ่น


    [​IMG]



    จตุคามรามเทพ: ทำไมต้องสร้างหลักเมืองนครฯ

    ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองนครศรีธรรมราชเคยมีชื่อว่า กรุงศรีธรรมโศก หรือกรุงตามพรลิงค์ แต่ตำนานไทยเหนือเรียกว่า เมืองศิริธรรมนคร
    กรุงศรีธรรมโศก สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่นอน คงทราบข้อความจากคัมภีย์เก่าแก่ของชาวอินเดียสมัยต้นพุทธกาลเรียกว่า เมืองท่าตมะลีบ้าง เมืองท่ากมะลีบ้าง จนกระทั่งในราว พ.ศ. 1150 จดหมายเหตุจีนกล่าวถึง เซียะโท้วก๊ก แปลว่า ประเทศดินแดง ซึ่งจักรพรรดิจีนส่งราชทูตเดินทางมาติดต่อทางพระราชไมตรี ต่อมาภิกษุจีนผู้คงแก่เรียนมีชื่อว่า หลวงจีนอี้จิง เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดียใน พ.ศ. 1214 ได้แวะมาศึกษาภาษาสันสกฤตที่เมืองโฟชิ จึงทราบว่าบ้านเมืองทั้งหลายในคาบสมุทรภาคใต้ รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหพันธรัฐที่มีอำนาจทางทะเล หลวงจีนอี้จิง จึงขนานนามว่า “ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาณาจักรศรีวิชัย”

     
  3. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile6.htm
    ถอดรหัสพระราหู โดย วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์
    เรื่องราหูเชื่อแน่ว่าผู้อ่านทุกท่านคงคุ้นเคยและได้อ่านกันมามากหลากหลายตำราหลายอาจารย์สำหรับผู้เขียนอาจมีแนวทางที่แตกต่างไปบ้าง
    ผู้เขียนจะแบ่งหัวข้อราหู ออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้
    1) ราหู ในทางโหราศาสตร์
    2) ราหู ในทางพุทธศาสตร์
    3) ราหู ในทางโหราศาสตร์
    1) ราหู ในทางโหราศาสตร์
    วิชาโหราศาสตร์ เป็นวิชาที่น่าศึกษาค้นคว้าอีกแขนงหนึ่ง เป็นศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ยาวนานหลายพันปี เรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางอย่างสามารถอธิบายด้วยวิชาโหราศาสตร์ ชะตาชีวิตกำเนิดมนุษย์และความเป็นไปการโคจรของดาวมีอิทธิพลอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้วิชาโหราศาสตร์ไม่ใช่การเดา ไม่ใช่วิชาที่ไม่มีเหตุผล แต่วิชาโหราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับวิชาดาราศาสตร์ เป็นความสัมพันธ์ของดวงดาวทั้ง ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ในจักรวาล ทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันด้วยหลักของพลังงาน และแรงดึงดูด ซึ่งหมายถึงคลื่นรังสีตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้น น้ำลงบนโลกมนุษย์พระอาทิตย์แผ่ความร้อนมาสู่โลกเป็นบ่อเกิดของมวลชีวิต โลกขาดแสงสว่างเมื่อไหร่ก็บรรลัยเมื่อนั้น ดวงดาวอื่นๆย่อมมีอิทธิพลแตกต่างกันไปการโคจรของดวงดาวต่างๆ เป็นวัฏจักรที่นิรันดร์ มนุษย์สมัยโบราณได้สังเกตเห็นและจดบันทึกไว้ วัน เดือน ปี หมุนเวียนซ้ำซากอยู่เช่นนี้จนเป็นที่มาแห่ง วิชาดาราศาสตร์ เมื่อดวงดาวสัมพันธ์กับ พฤติกรรมและปรากฏการณ์ บนโลกมนุษย์ ณ เวลาต่างๆ จึงเป็นที่มาแห่งวิชาโหราสาสตร์ ที่สามารถทำนายอนาคตอธิบายอดีตและเป็นแนวทางแห่งปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งเป็น Road Map ในการดำเนินชีวิตก็ยังได้เพราะโหราศาสตร์สามารถอธิบายอนาคต คล้ายกับการรู้ล่วงหน้าว่าแต่ละช่วง ดีหรือร้ายประการใดจะต้องระวังอะไรบ้างก็เพราะว่าการโคจรของดวงดาวแต่ละดวงในจักรราศีจะมีผลต่อเจ้าชะตาโดยตรงหนักเบาดีร้ายประการใด กรรม หรือ การกระทำ จะมีผลร่วมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือกระทั่งการหยั่งรู้ฟ้าดินตัวอย่างเช่น ขงเบ้ง ที่รู้ว่าวันใดจะเกิดกระแสพายุหรือฝนฟ้าตกก็ดูจากคุณสมบัติดาวที่โคจรทั้งสิ้นทั้งนี้ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกด้วยและแต่ละราศียังมีธาตุประจำราศีอีก ดาวเคราะห์แต่ละดวงก็มีธาตุประจำธาตุในที่นี้คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ปรุงแต่งเข้าด้วยกันโลดแล่นไปตามวัฏจักร
    จากตำราโหราศาสตร์ท่านได้ให้คุณสมบัติของดวงดาวต่างไว้ ดังนี้
    ยศศักดิ์ทายอาทิตย์ รูปร่างจริตทายจันทร์
    กล้าแข็งขยันทายอังคาร เจรจาอ่อนหวานทายพุทธ
    ปัญญาบริสุทธิ์ทายพฤหัส กิเลสสมบัติทายศุกร์
    อายุยืนทายเกตุ ภัยอาเพศทายมฤตยู
    โทษทุกข์ทายเสาร์ มัวเมาทายราหู
    คำคมคารมครูท่านกล่าวไว้ให้จำกันง่ายๆ แต่ผู้เขียนจะไม่อธิบายลงรายละเอียดเพราะไม่ใช่หนังสือดูหมอเกี่ยวกับรายละเอียดนั้น หาอ่านกันได้ในตำราโหราศาสตร์อยู่แล้ว
    ตามวิชาโหราศาสตร์นั้น จะแทนดาวเคราะห์ต่างๆ ด้วยตัวเลข มีดังนี้
    เลข 1 แทน ดาวอาทิตย์ เลข 6 แทน ดาวศุกร์
    เลข 2 แทน ดวงจันทร์ เลข 7 แทน ดาวเสาร์
    เลข 3 แทนดาวอังคาร เลข 8 แทน ดาวเกตุ
    เลข 5 แทนดาวพฤหัส เลข 0 แทน ดาวมฤตยู
    พระเอกของท้องเรื่องนี้คือพระราหูจะเห็นว่าคำคมคารมครูท่านกล่าวไว้ มัวเมามายราหู ฟังดู
    ราหูช่างไม่โสภาเลยและในตำรายังให้คำจำกัดความดังนี้
    ราหู เป็นดาวร้ายแต่ค่อยยังชั่วกว่าเสาร์ มีความหมายคือบ้ายอหูเบาเชื่อคนง่ายหุนหันโทสะร้ายโกรธง่ายหายเร็วมีนิสัยฉุนเฉียว แต่ขี้สงสาร กล้าได้กล้าเสียใจคอกว้างขวางชอบช่วยเหลือคนในสิ่งที่พอช่วยเหลือได้ถูกใครยอเสียเท่าไหร่เท่ากันราหูจึงเป็นผู้เสียสละให้ผู้อื่น โดยนัยความหมายจะเห็นว่าราหูมีทั้งคุณและโทษทั้งนี้ต้องพิจารณาตำแหน่งดวงดาวอื่นประกอบด้วยในทางโหราศาสตร์ ราหูมีบทบาทมากในการทำนายทายทักชะตาชีวิตมนุษย์ลองดูคุณสมบัติของราหูตามหลักโหราศาสตร์ว่ามีอย่างไรบ้าง
    ก) ราหู แทนตัวเลข 8
    ข) ราหู มีกำลัง 12
    ค) ราหู โคจรตามเข็มนาฬิกา
    โหราศาสตร์มาจากการสังเกตระบบสุริยจักรวาล ตัวเลขต่างๆ แทนดวงดาวแต่ดาวโลกที่เป็นหนึ่งในระบบสุริยจักรวาลหายไปไหน นักโหราศาสตร์จึงให้ราหูคือโลก* ซึ่งจริงแท้แน่นอนเพราะเวลาของโลกแบ่งเป็นภาคกลางวันกับภาคกลางคืนมีภาคละ 12 ชั่วโมง เป็นภาคสุริยันกับจันทรา การโคจรของราหูตามเข็มนาฬิกาอันหมายถึงเวลาโลกหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง เป็นกลางวันและกลางคืน โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 12 เดือน เป็น 1 ปี โลกกับดวงจันทร์ดึงดูดและโคจรรอบเรียกเป็น เดือน เห็นได้ว่า วัน เดือน ปี ซึ่งคือเวลา มีความสัมพันธ์กับโลกมนุษย์ หรือเจ้าราหูตัวแสบ เงาของโลกที่รับแสงอาทิตย์ทอดยาวเวิ้งว้างออกไปในอากาศสู้ห้วงจักรวาลทาบทับดวงจันทร์เกิดปรากฏการณ์จันทรคราสโบราณบอกราหูอมจันทร์
    โดยสรุปแล้วเจ้าราหูก็คือกาลเวลานั่นเอง การกำเนิดของราหูตามนิทานกล่าวว่าพระอิศวรทรงสร้างพระราหูเทวดานพเคราะห์ขึ้จากหัวผีโขนด 12 หัว และนิทานยังบอกอีกว่าราหูเป็นอมตะไม่มีวันตายเพราะแอบไปกินน้ำอมตะที่เหล่าเทวดากับยักษ์กวนเกษียรสมุทร ราหูจึงไม่มีวันตายเพราะคงจะจริงเพราะกาลเวลาไม่มีวันตายและเป็นอมตะ กาลเวลาหมุนไปเรื่อยตามเรื่องนิทานเป็นการแฝงคติความหมาย (ปรัชญา) จึงต้องวิเคราะห์ความหมายที่คนโบราณแต่งให้ออกไม่อย่างนั้นอ่านแล้วเป็นเรื่องเพ้อฝัน เกินจริงไป
    ในทางโหราศาสตร์จักรราศีก็คือการจำลองจักรวาลลงมาอยู่ในวงกลมแล้วแบ่ง 12 ช่องเป็น 12 ราศี แต่ละราศีมีเทวดานพเคราะห์สถิตเป็นเทพเจ้าประจำราศีที่เรียกว่า เทพเจ้าดาวเกษตร มีการแบ่งย่อยออกไปอีก 1 ราศี มี3 ตรียางค์ 12 ราศี เท่ากับ 36 ตรียางค์ มี 3 นวางค์ ดังนั้นจักรราศีจะมีทั้งสิ้น 108 นวางค์ เลข 108 จึงสำคัญมีความเกี่ยวข้องกับระบบจักรวาล ทางโหราศาสตร์ ให้ความสำคัญกับเลข 108 มาก พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ รวมกันก็ได้ 108 กำลังวันก็รวมกันได้ 108 ซึ่งหมายถึงเลขกำลัง ของจักรวาล


    2) ราหู ในทางพุทธศาสตร์
    สำคัญที่สุด ราหู ในทางพุทธศาสตร์เพราะจะเป็นเพียง สิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถไขปริศนา
    พระราหูได้ ถ้าใครที่ไม่ให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนา รับรองได้ว่าหลงทางและจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของราหูอย่างหาทางไม่ออกไม่เจอไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ท่านผู้อ่านคงได้เคยยินทานชาดกที่กล่าวว่า อสุรินราหู ทะนงตนยิ่งใหญ่หนักหนา อมได้กระทั่งพระอาทิตย์ พระจันทร์ แถมยังอมตะไม่มีวันตายได้ยินกิตติศัพท์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั่นที่ไปข้าเฝ้าก็กลัวเสียฟอร์มด้วยทะนงตนว่ายิงใหญ่ไร้เทียมทาน พระพุทธเจ้าหยั่งรู้เมื่ออสุรินทราหูได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าก้มองหาพระพุทธเจ้าไม่พบเนื่องจ่ากพระพุทธองค์ได้เนรมิตกายใหญ่โตและนอนตะแคงอสุรินทราหูถึงกับตะลึงกล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงยิ่งใหญ่ปานนี้ กลายเป็นว่าอสุรินทราหูเหลือตัวเท่ามด มเออยุ่เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ต้องจ๋อยไปตามระเบียบถึงกับแปล่งวาจาว่า พุทธโธเมนาโถ ขอยึด พระเจ้าเป็นสรณะ
    การที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ถึงความทะนงเย่อหยิ่งของอสุรินทราหูจึงได้คิดกำราบด้วยเหตุการณ์ ตอนนี้ก็เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางปราบอสุรินทราหูหรือปางไสยาสน์แต่ไม่ใช่ไสยาสน์แบบปรินิพพาน ต่างกันอยู่ต้องสังเกตให้ดี ปางนี้เป็นพระประจำวันอังคาร ใครจะเอาไปแขวนเพื่อปราบราหูก็น่าจะพอกล่อมแกล้มไปได้ แต่โดยสาระจริงๆ แล้วผู้เขียนตีแตกนิทานเรื่องนี้ดังนี้
    คนโบราณแฝงความหมายเชิงปรัชญาเปรียบเทียบ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเมื่อความเป็นจริงราหูก็คือกาลเวลา ราหูคือโลกมนุษย์ ในนิทานแฝงความหมายไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้เท่าทันกาลเวลาและทรงรู้ว่าจะกำราบ และเอาชนะกาลเวลาได้อย่างไรอุปมาพระพุทธองค์ทรงเข้าใจสัจธรรมแห่งโลกมนุษย์และทรงตรัสรู้หนทางแห่งการเอาชนะ ทรงอยู่เหนือกาลเวลา กลาเวลาทำอะไรพระองค์ไม่ได้ โลกมนุษย์คือดินแดนและบ่อเกิดแห่งกิเลสโทษทุกข์ทั้งปวง อันความโลภ ความโกรธ ความมัวเมาลุ่มหลงเป็นวัฎจักรหมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดกาล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไปเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแต่เป็นสัจธรรม ที่ซ้ำซากไม่สูญหายไปไหน หากมนุษย์ยังคงเวียนว่ายตายเกิดบนโลกมนุษย์ย่อมหนีไม่พ้น ราหูเพราะราหูคือโลก เป็นสนามทดสอบของมนุษย์ ที่ยังคงหมกมุ่นจมปลักอยู่กับตัวกิเลสและวัฎจักรสงสารย่อมเป็นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และเข้าใจทรงค้นพบ อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 8 ประการ ทรงบำเพ็ญบารมีทรงค้นพบว่า การไม่กลับมาเกิดบนโลก ก็คือการหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งราหูหรือการหลุดพ้นจากกาลเวลาหรือวัฎสงสารเมื่อหลุดพ้นกาลเวลาราหูก็ทำอะไรพระองค์ไม่ได้ การค้นพบเช่นนี้พระพุทธองค์จึงทรงเผยแพร่สั่งสอนเวไนยสัตว์ในสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ ถ้าผู้ใดรู้เท่าทันกาลเวลามีสติระลึกอยู่ทุกขณะจิตกิเลสต่างๆก็ทำอะไรไม่ได้มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาโลกจึงหลุดพ้นเป็น อนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่มีความโลภอยากมีอยากได้ ไม่มีความโกรธเมื่อไม่ได้ และผิดหวังไม่มีความหลงยึดติดตัวกูของกูเมื่อความเป็นจริงทุกอย่างไม่ใช่ตัวกู ของกู ก็เป็นทุกข์ เมื่อทุกข์ก็แสดงออกทางการกระทำก็คือการสร้างกรรมต่อนั่นเอง เมื่อคิดสร้างกรรมต่อก็เข้าสู่วงจรวัฏสงสารการหมุนเวียนเป็นวงกลมมีจุดเริ่มที่เส้นรอบวงท้ายที่สุดก็จะวนกลับมาที่เดิมเป็นจุดเริ่ม แห่งกรรมดีกรรมชั่วกงกรรมกงเกวียนไม่รู้จักจบจักสิ้น เมื่อมนุษย์ หมายถึง เส้นแนวตัง เดรัจฉานคือแนวราบ (สัตว์ต่างๆ) น่าจะมีนัยความหมายว่าแนวตั้ง คือการพุ่งขึ้นสู่ที่สูงสภาวะแห่งความเป็นมนุษย์นั้นเหมาะสมที่สุดที่จะพุ่งขึ้นหรือยกระดับจิตเพื่อการหลุดพ้นจากโลกแต่เดรัจฉานจะทำได้เพียงแต่วิ่งขนานไปกับโลกที่เต็มไปด้วยกิเลสเวียนว่ายไม่รู้จักจบสิ้น ถ้ามนุษย์คิดไม่ได้คิดไม่เป็นก็คงไม่ต่างอะไรกับเส้นแนวราบเท่าใดนัก ต้องใช้เวลานานกว่าจะยกระดับจิตใจขึ้นได้เขาถึงเปรียบคนที่สิ้นคิดทำแต่เรื่องชั่วๆว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คำหยาบแต่อุปมาเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ และที่สำคัญพระองค์ไม่เคยโกหกเราท่านตรัสแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และหนทางแห่งการดับทุกข์ หลักของพระพุทธศาสนาจึงเป็นวิธีการเดียวที่จะเอาชนะราหูและไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมัวเมาลุ่มหลง ถ้าผู้ใดปฏิเสธธรรมะและหลักธรรม บอกว่าเป็นเพียงสิ่งไร้สาระ พระดีแต่นั่งหลับหูหลับตาสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่ใครทำใครได้ พระพุทธองค์ท่านทรงหยั่งรู้กระทั่งว่าสติปัญญาของมนุษย์แบ่งออกได้ประดุจบัว 4 เหล่า มีความรู้ ความเข้าใจ ไม่เท่ากัน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อเข้าใจธรรมชาติเข้าใจโลกก็ไม่ทุกข์ไปตามมัน การสอนให้มีสติระลึกอยู่ทุกขณะจิตก็เสมือนการสอนให้รู้เท่าทันกาลเวลาอยู่ตลอดว่าควรทำอะไรเวลาไหนอย่างไรไม่อย่างนั้น กาลเวลาหรือเจ้าราหูมันจะกลืนกินทุกอย่าง แม้แต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ท่านที่เคยบวชเรียนมาพอควรคงเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์จึงนั่งสมาธิคิดพิจารณาจิต ภาษาบาลีและสันสฤตคือสิ่งที่สอนเล่าบอกกล่าววิธีการ หนทางต่างๆ ในการพ้นทุกข์และให้พระสงฆ์ได้ช่วยเผยแผ่สืบทอดพระพุทธศาสนามนุษย์ที่ทำชั่วมาก ก็เหมือนสอบตกโลกมนุษย์ ตายแล้วดวงจิตก็อาจไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหากทำชั่วมากแล้วยังไม่ถึงคราวสิ้นอายุขัยก็คงเป็นได้แต่เดรัจฉานในร่างมนุษย์ที่สร้างความวุ่นวานปั่นป่วน วันๆ ไม่เคยคิดทำเรื่องดีดี เท่าใดนักโลกจึงวุ่นวานเพราะมีมนุษย์ที่ไม่เข้าใจโลกตกอยู่ภายใต้อิทธิพล “ธรรมดาแห่งโลก” หรือเจ้าราหูจอมอสูร ก็คงต้องใช้เวลาทำข้อสอบใหม่อีกหลายภพ หลายชาติกว่าจะกลับมาสู่ภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบของการจะสามารถ คิด พูด และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นกุศลจิตได้ มนุษย์ที่มีสติมีความนึกคิด รู้ดี รู้ชั่ว รู้ควร รู้ไม่ควร อย่างไรย่อมมีภาวะที่ถึงพร้อมประกอบกรรมดีสะสมบุญบารมี ยิ่งรู้ว่าเป็นโอกาสโชคดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยิ่งต้องเร่งสร้างสะสมบุญบารมี ยกระดับดวงจิตของตัวเอง ให้สูงยิ่งขึ้นจะได้มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างที่ พุทธศาสนาได้พร่ำบอกไว้ให้หมั่นเร่งทำความดี “วันคืนล่วงเลยผ่าน นายโคบาลต้อนโคเข้าคอกแห่งความตายฉันท์ใด กาลเวลาก็กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ความตายฉันนั้น” หรือใครจะปฏิเสธว่า กูเป็นอมตะ ก็คงมีเจ้าราหูตัวเดียวนี้แหละ สิ่งที่สถิตอยู่แท้จริงคือคุณงามความดีให้คนกล่าวถึง แต่เมื่อพิจารณาถึงที่สุดแล้วก็อาจถูกเวลากลืนกินได้ คงอยู่เพียงแค่คำว่า ดีชั่วรู้อยู่กับตัวติดตัวไปจนวันตายแถมยังตามติดไปทั้งโลกนี้และโลกหน้าเรียกกว่า กรรมเก่าหรือบุพกรรม ยิ่งเกิดมาแล้วสร้างแต่กรรมชั่วมั่วแต่กิเลสเขาถึงเรียกว่า กรรมของสัตว์ หรือผลแห่งการกระทำที่ไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิดมนุษย์เรียกว่าเรื่องชั่วๆ ล่ะก็ถนัดนัก..
    พวกที่ดูหมิ่นพระธรรมดูแคลนพระสงฆ์ (ดีดี) จึงเป็นผู้ที่ยังห่างกับทางสว่างทางสงบโดนราหูอมไปเรื่อยๆ หาทางออกไม่เจอและเป็นเรื่องแปลก สายจตุคามรามเทพนี่ผู้เขียนถึงเคยพูดไว้ว่าคนที่เกี่ยวข้องล้วนแล้วตกอยู่ภายใต้อิทธิพลราหูก็หมายถึงมัวเมาลุ่มหลงไม่ดูตาม้าตาเรือบางคนมีโอกาสเข้าใจศาสตร์รู้ศาสตร์ แต่ดันขาดสติ มีกิเลสเข้าครอบงำ หลงใหลกับวิชาประจบสอพลอกับวิชายกยอปอปั้น เลยถูกราหูอมจนยังหาแสงสว่างไม่พบ


    3) ราหูทางศิลปกรรม
    มีพัฒนาการมาจากราหูทางโหราศาสตร์และราหูทางพุทธศาสตร์ จากการที่ผู้เขียนค้นคว้าและศึกษาก็มีความเข้าใจตามประสา และเห็นว่ามีความสัมพันธ์มาจากโหราศาสตร์ ในความเป็นจริงนั้นโหราศาสตร์เกิดก่อนพระพุทธเจ้าประสูตินานเป็นพันปี วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นวิชาหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนและเข้าใจ แตกฉานจึงทรงตรัสสั่งสอนเสมอเรื่องการรู้เท่าทันกาลเวลาทั้งยังทรงให้ความสำคัญอย่างมาก ราหูหรือกาลเวลา มีคุณและโทษ พระพุทธองค์จึงให้มนุษย์พึงมีสติรู้เท่าทัน และหาทางเอาชนะให้ได้ จึงจะพบกับ ทางหลุดพ้น แต่ทว่าจะทำอย่างไรเล่าบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตคุรุทั้งหลายแหล่จะทำอย่างไรดีให้คำสอนอันเป็น นามธรรม นี้ จดจารึกสถิตย์อยู่ชั่วกาลนาน เป็นรูปธรรม เพราะนามธรรมนั้นต้องมีผู้สอนและบอกต่อซึ่งก็มีอายุขัยจำกัด อย่ากระนั้นเลยต้อง แปลงคำสอนจาก นามธรรมมาสู่รูปธรรม ตาดูสัมผัสจับต้องได้ แต่ต้องใช้ปัญญามาถอดรหัส ซึ่งก็คือรูปศิลปกรรม ราหู หรือที่ทางช่างเรียกว่า หน้ากาล หรือเกียรติมุข หน้ายักษ์มารที่อ้าปากกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ภาษาอังกฤษให้วงเล็บต่อท้ายไว้ดังนี้ KALA (TIME) คำว่า TIME ที่แปลว่าเวลาจึงเป็นที่มาของความหมายแห่งราหูในทางศิลปกรรม ซึ่งประกาศความยิ่งใหญ่แห่งสัจธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไปทั่วทวีปเอเชียผ่านหน้ากาล หรือราหู ทั้งในอาณาจักรศรีวิชัย เขมร ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ รวมถึง ทิเบต จีน อินเดีย เนปาล ก็มีราหู
    ในสมัยโบราณคำสอนต่างๆ นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีมากมาย แต่ก็มีการสูญหายไปจำนวนมากเหลือคณานับ เพราะว่าการบันทึกเรื่องราวต่างๆ นั้น ไม่ทันสมัยนี้ คนโบราณได้ค้นพบในความจริงของโลกมนุษย์ที่ว่าด้วย กาลเวลาความเป็นไปแห่งโลกมนุษย์และจักรวาลที่มิอาจบิดพลิ้วหรือต่อต้าน พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบสัจธรรมความจริงแท้แน่นอนมีการบันทึกบอกกล่าวเป็นภาษาบาลีสันสฤต ตลอดจน คุรุ (GuRu) นักปราชญ์ราชบัณฑิต ได้สร้างสัญลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อทดแทนคำสอนเหล่านั้นให้มีความยั่งยืนนับพันปี เช่น กงล้อธรรม จักรมีกวางหมอบ ทดแทนแสดงว่าพระพุทธองค์ทรงเทศนาประกาศธรรม เป็นต้น
    เมื่อเรื่องราหูมีความหมายปรากฏดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น คนโบราณจึงสร้างรูปศิลปกรรมสมมุติเป็นรูปราหู หรือที่เรียกว่า หน้ากาล ประดับอยู่ที่สิ่งก่อสร้างที่เป็นงานประติมากรรมเช่น วิหาร ประสาท ดังที่ปรากฏอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอินโดนีเซีย ไทย เขมร ลาว เวียดนาม หรือแม้แต่ในอินเดียที่เป็นต้นรากทางอารยธรรมของโลกตะวันออกก็ปรากฏในเนปาล ทิเบต จีน ก็มีรูปสัญลักษณ์ของราหูเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะรากเหง้าเดิมนั้นเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะลัทธิมหายานที่แพร่หลายมากและเน้นในเรื่องของปรัชญาการคิด การตีความ จึงทำให้รูปศิลปกรรมราหูเผยแผ่ไปทั่วหลายประเทศในทวีปเอเชีย
    ย้อนกลับมาดูในแถบบ้านเราเริ่มที่ใกล้ตัวก่อน เท่าที่ค้นค้านั้นผู้เขียนคิดว่า รูปศิลปกรรมราหูที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้นั้น อยู่ที่เกาะชวาหรืออินโดนีเซีย ในปัจจุบันโดยเฉพาะที่ปรากฏเด่นชัด ที่มหาเจดีย์บุโรพุทโธ เมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อน ความเด่นชัดนั้น บอกให้ทราบว่าเป็นศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามหายานเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด แม้แต่ พระภิกษุอี้จิง จากประเทศจีน พระภิกษุ อติษะ จากทิเบตยังเคยบันทึกเรื่องราวไว้ว่าท่านได้เคยมาศึกษาอยู่ที่อาณาจักรศรีวิชัยหาลายปี โดยเฉพาะในแถบไชยาและนครศรีธรรมราชหรือตามพรลิงค์ในยุคโบราณ ดี ไม่ดี รูปราหูที่เป็นที่โน้นอาจไปจากที่นี่ก็เป็นไปได้อิทธิพลศิลปะชวาได้แผ่เข้ามาแถบประเทศเขมร เวียดนาม และไทย รูปศิลปกรรมราหูจึงปรากฏอยู่เต็มไปหมดในสิ่งก่อสร้างต่างๆ แม้แต่ในประเทศไทยปัจจุบัน ลายหน้าราหู ลายหน้ากาล ตามวัดว่าอารามต่างๆ เต็มไปหมดไม่ใช่ลายไทยที่เราคิดขึ้นเองแต่เป็นลวดลายที่มาที่ไปทั้งสิ้น เพียงแต่คนยุคหลังไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร
    การตีความหมายของพระราหูนั้น อาจขัดแย้งกับบางแนวทางหรือความเชื่อ แต่ในส่วนของผู้เขียนจะไม่เน้นแนวอภินิหาร หรือสิ่งที่ปราศจากหลักศาสตร์มารองรับ
    อย่างไรก็ตามก็ขอนำเสนอแนวคิดไว้ให้ทุกท่านได้พิจารณาและขอฝากไว้ บุญกุศล คุณความดี จงหมั่นทำแล้วเทวดาจะรักษา ลองปฏิบัติดู แล้วท่านจะรู้ว่า “พระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกเรา”
     
  4. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile16.html
    ความเชื่อของพระมหาเทวราชโพธิสัตว์ท้าวจตุคามรามเทพ

    ชาวอินเดียที่เข้ามายุคแรกราวพุทธศตวรรษที่ 8 หรือก่อนหน้านั้น ได้นำอิทธิพลศาสนาพราหมณ์มาเผยแพร่ที่นครตามพรลิงค์ และมืองใกล้เคียง อิทธิพลศาสนาพราหมณ์ นอกจากสถาปัตยกรรมและสระน้ำโบราณที่สร้างขึ้นตามคติพราหมณ์แล้ว ยังมีศิลาจารึก และประติมากรรมของเทพเจ้าต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์จำนวนมาก ซึ่งมีอายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 9 จนถึง พุทธศตวรรษที่ 23 แต่ที่พบมากที่สุดในราวพุทธศตวรรษที่ 11-14 แสดงว่าอิทธิพลศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในช่วงนี้
    จากการวิเคราะห์ ทำให้ เข้าใจได้ว่า ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ.1300 ซึ่งได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์อย่างมาก จึงปรากฏว่า มีประติมากรรมเกี่ยวกับเทพเจ้าให้เห็น เช่น บานประตู เข้าลานทักษิณ ซึ่งป็น บานประตูไม้สักขนาดใหญ่แผ่นหนา ฝีมือแกะสลักสวยงามวิจิตรพิสดารมาก บนด้านซ้ายแกะสลักเป็นรูปพระพรหม บานประตูด้านขวาเป็นรูปพระนารายณ์ ซึ่งระหว่างทางขึ้นบันได ภายในวิหาร ยัง มีรูปพระนารายณ์ หรือ บางครั้งเรียกกันว่า พระหลักเมือง พระทรงเมือง ประทับอยู่ฝั่งตะวันตก ส่วนท้าวจตุคามรามเทพ ก็มีการวิเคราะห์กันไปมากมาย บางท่านก็เล่าว่า เป็นกษัตริย์ลังกาในท่านั่งแพนงเชิงทางทิศตะวันออกคือท้าวขัตตุคาม และทางทิศตะวันตกคือท้าวทศคามรามเทพ ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงสร้างรูปปั้นลอยองค์ กษัตริย์เมืองลังกา เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า กษัตริย์เมืองลังกาได้เคย ถวายพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ จากการอัญเชิญของเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร ซึ่ง พระมหาพุทธคำเพียร ได้ถวายพระพรทูลถึงคำทำนายของพระมหาเถระพรหมเทพ ให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชฟังตั้งแต่ต้น
    อีกนัยหนึ่ง กล่าวกันว่า ท้าวจตุคามรามเทพ เป็นรูปปั้นลอยองค์ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าตากสิน ซึ่งในสมัยนั้น พระเจ้าตากสิน ทรงโปรดเกล้าให้พระปลัดหนูกลับไปตรองเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม พระราชทานยศ เป็นพระเจ้าขัตติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรค์พระเจ้านครศรีธรรมราชเจ้าขัณฑสีมา ซึ่งนั่นหมายถึง เจ้าครองเมืองนครศรีธรรมราชสมัยนั้น โดยมีการใช้ชื่อว่า ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ซึ่งเสมือนเป็น เทพ พิทักษ์รักษาจาก สวรรค์ มาคอยปกป้อง เมืองนครศรีธรรมราช และ พระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ให้มีความเจริญ รุ่งเรือง ตลอดไป
    บางท่านที่ได้จัดสร้างองค์จตุคามรามเทพ จึงนำเอาคติความเชื่อของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๑๑-๑๔ อันมีคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะชวา-สุมาตรา โดยมีความเชื่อว่า องค์จตุคามรามเทพ เป็น “พระโพธิสัตว์” หรือเป็นภาคหนึ่งของ “ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์” จึงได้นำเอาปางต่างๆ ตามความเชื่อนิกายมหายาน เช่น “ พระโพธิสัตว์” หรือ “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์” เข้ามาประยุกต์เป็นองค์จตุคามรามเทพในปัจจุบันอีกรูปแบบหนึ่ง
     
  5. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile10.htm

    พระบรมธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช โดย. บันฑิต สุทธมุสิก

    ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา บางครั้งเรื่องราวต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์ก็ปรากฎในพระพุทธศาสนามากมาย เช่นเรื่องสวรรค์ เรื่องนรกเทวดาเป็นต้น แม้พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา และเชื้อพระวงค์ในขณะนั้นก็ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ดังนั้นบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่ดีงามพระพุทธองค์ ก็ยังคงนำมาใช้นำมาสั่งสอนและประยุกต์ใช้ไห้เข้ากับหลักธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้มาดังนั้นเรื่อง พุทธพราหมณ์ บางเรื่องก็พลอยไปกันได้

    ในที่นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงพระบรมธาตุหเมืองนครศรีฯ ในเชิงของลักษณะรูปแบบและความเชื่อ จะไม่พูดถึงประวัติการก่อตั้ง เพราะทุกท่านคงได้อ่านมามากแล้ว
    ลักษณะขององค์พระบรมธาตุนั้นผู้เขียนเชื่อว่าผู้คิดและผู้สร้างนั้นคงหมายเอาเขาพระสุเมรุ (หรือสิเนรุราช) และเขาไกรลาส อันเป็นที่สถิตย์ของพระเป็นเจ้าและเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์นักปราชณ์ทางวรรณคดี และศาสนาของไทยตั้งแต่โบราณ ผู้เขียนว่าไม่ต่ำกว่า800ปีคงได้นำจากคติของศาสนาพราหมณ์
    ตั้งแต่สมัยพระอินทร์จอมเทวดาเคยเป็นใหญ่แล้ถูกลดอำนาจลงเมื่อมาถึงสมัยพระเวทและลัทธิฮินดู ไทยได้นำมาปรับปรุงผสมผสานใช้ในทางวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาดังเช่น เรื่องไตรภูมิพระร่วง (เตภูมิคาถา) ของพญาลิไทสมัยสุโขทัยและ ไตรภูมิโลกวินิจฉัยในสมัยรัชการที่ 1 ในวรรณคดีชาดกต่างรวมทั้งบทร้อยแก้วและร้อยกรอง มีมหาชาติคำหลวง อิเหนา รามเกียรติ์ กำสรวลศรีปราชญ์ ตลอดจนนิราศต่าง ๆ ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์แม้พราหมณ์ซึ่งรับราชการอยู่ในราชสำนักแต่ก่อนมา ซึ่งไทยเรานับถือเป็นครูทางนิติขนบธรรมเนียมทางประเพณีพระราชพิธีเช่น พระราชพิธีสิบสองเดือนของหลวงและของราษฎร์ก็อาจปรับศาสนาฮินดูให้เข้ากับพระพุทธศาสานาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตามความจำเป็นเมื่อเห็นควร ไทยจึงได้รู้จักพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร และเทพเจ้าฯลฯ ของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเชิงตำนาน เป็นบุคลาธิฐาน นับพันปีมาแล้ว

    องค์พระบรมธาตุ ก็หมายถึง เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่สถิตย์จองพระพรหม ตามคติของชาวอินเดีย เรื่อง บาทหลวงดูบัวส์ ซึ่งเป็นผู้เข้าเข้าไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ อยู่ในอินเดียกว่า 30 ปี ได้คลุกคลีกับชาวอินเดียทุกชนชั้นจึงเข้าใจวัฒนธรรมของชาวอินเดียได้เป็นอย่างดี ได้กล่าวถึงสวรรค์ของพระเป็นเจ้า เทพเจ้า พรหม เทวดาต่าง ๆไว้ จึงทำให้เราทราบว่าสวรรค์ของอินเดียต่างกับสวรรค์ของไทย สวรรค์ของอินเดียต่างกับสวรรค์ของไทย สวรรค์ของอินเดียมี 4 ชั้น คือ ชั้นต่ำขึ้นไปหาชั้นสูง
    1. swrga (สวรรค์) เป็นที่อยู่ของพระอินทร์จอมเทวดา
    2. kailasa(ไกรลาส) เป็นอยู่ของพระศิวะ
    3. vaikuntha(ไวกูณฑ์) เป็นที่อยู่ของพระวิษณุ (พระนารายณ์)
    4. sttaya-loka(สัตยโลก) ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่อยู่ของพระพรหมถัดลงมาตามละดับของพระวิษณุ ซึ่งอยู่สูงกว่าเขาไกรลาสของพระศิวะ ส่วนพระอินทร์อยู่ต่ำคือชั้นที่เรียกว่า(สวัคคะ) ซึ่งไทยใช้ชื่อว่า สวรรค์

    ส่วนสวรรค์ของไทยคือท้องฟ้าสูงสุดทั้งหมดนั้น มีสวรรค์ 6 ชั้นที่เรียกว่า ฉกามพจรนับเป็นกามภูมิมี
    1. จตุมหาราชิกา ท้าวจตุโลกบาล มี
    ท้าวธตรฐ ท้าวกุเวร ท้าววิรุณหค และท้าววิรูปักข์ซึ่งเป็น จอมภูติและคนธรรมพ์ จอมยักษ์ จอมเทวดา กุมภัณฑ์ จอมนาค ตามลำดับจตุโลกบาลเหล่านี้อยู่บนยอดเขายุคธร ซึ่งเป็นเขาแรกที่ล้อมเขาพระสุเมารุ ในบรรดาเขาเจ็ดชั้น มีเมืองอยู่สี่ทิศ ครองคนละเมือง คนละทิศ
    2. ดาวดึงส์หรือไตรตรึงส์ พระอินทร์จอมเทวดาอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุมีไพชยนต์ปราสาทเป็นที่อยู่
    3. ยามา เป็นเทวดามีวิมานลอยฟ้าไม่ได้อยู่ยอดเขาใด
    4. ดุสิตเป็นวิมานของพระโพธิสัตว์ ใครก็ตามที่จะมาตรัสรู้ธรรมเป็นพระพุทธเจ้าต้องอยู่ชั้นนี้ก่อนคืออยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เป็นวิมาลอยฟ้าไม่ได้อยู่บนยอดเขา
    5. นิมานรดี เป็นเทวดา (พวกมารที่บำเพ็ญบุญแล้วเกิดเป็นเทวดา) มีวิมานลอยฟ้าไม่ได้อยู่ยอดเขาใด
    6. ปรนิมมิตวสวดี เป็นมารเทวดาบำเพ็ญบุญสูงกว่าเทวดานิมานรดี อยู่วิวมานลอยฟ้าเหมือนกันสวรรค์ทั้ง6 ชั้นเป็นกามภูมิ
    ต่อจากสวรรค์ชั้น 6 ชั้น ก็เป็นสวรรค์ชั้นโสฬพรหม 16 ชั้น มีรูปพรหมเรียกว่า อักนิสฐพรหมยังมีพรหมโลกอีก 4 ชั้นชื่อ อากาสจนัญจายตนภูมิ พรหมนี้ได้ปัจฌาณไม่มีตัวตนแต่มีจิด มีวิมานอยู่กลางหาว ชื่อว่า อรูปพรหม

    ส่วนของไทยเล่าว่า ในแผ่นดิน แผ่นฟ้ามีจักรวาลหลายอัน อนันตจักรวาล ซึ่งลอยอยู่ในมหาสมุทรใหญ่มีแผ่นดิจรองรับ มีเขาพระสุเมรุสูงสุดในจักรวาล ซึ่งเขาตรีกูฏ (สามยอด) เหมือนคาบเชิงเขาพระสุเมรุไว้ ส่วนล่างของเขาตรีกูฏอยู่ในนำครึ่งหนึ่ง ส่วนบนแผ่นดินโอบเขาพระสุเมรุไว้อีกครึ่งหนึ่ง
    เขาพระสุเมรุเป็นประธานของจักรวาล ซึ่งมีเขาล้อมรอบอีก 7 ชั้น มีแม่น้ำหรือเรียกว่า สีทันดรสมุทร 7 สายคั่นอยู่ระหว่างเขาแต่ละสาย ณ เชิงเขาพระสุเมรุ มีทวีปใหญ่ 4 ทวีปมีทวีปบริวารเล็ก ๆ อีกหลายทวีป เกาะทวีปใหญ่ ๆ ทั้ง 4 นี้คือ เกาะเชิงเขาพระสุเมรถไว้ไว้ส่วนหนึ่งเพราะตั้งอยู่บนแผ่นดินเดียวกันชมพูทวีปที่มนุษยอาศัยอยู่นี้ นับรวมอยู่ในทวีทั้ง 4 ด้วย มีกำแพงจักรวาลสูงจรดฟ้าส่วนล่างต่ำจรดบาดาซึ่งอยู่ใต้มหาสมุทรใหญ่ ดังนั้นแต่ละจักรวาลจึงไม่น้ำรั่วไหลเข้าไปในห้วงจักรวาลได้
    นักปราชญ์แบ่งชมพูทวีปที่มนุษย์อาศัยอยู่ออกเป็นาม่นังมีสระใหในป่าหิมพานต์หลายสระเช่น สระอโนดาตซึ่งมีเทือกเขาหิมพานต์รอบขอบสระอีก 5 เทือก แต่ละเทือก

    ดังนั้นเขาพระสุเมรุจึงเป็นประธานใหญ่สูงสุดอยู่กลางจักรวาล มีทวีปทั้ 4 คือบุพวิเทห์ทวีป (ทิศตะวันออก) อมรโคยานทวีป (ทิศตะวันตก) อุตตกุรุทวีป (ทิศเหนือ) ชมพูทวีปที่มนุษย์อาศัยอยู่ (ทางทิศใต้) เกาะเขาพระสุเมรุอยู่สี่ทิศ ทุกจักรวาลมีทุกสิ่งเหมือนกันหมดเช่นป่าหิมพานต์ ระใหญ่ สระน้อยมีแม่น้ำปัจจมหานที 5 สายเหมือนกันในมหาสมุทรที่จักรวาลลอยน้ำอยู่มีปลาใหญ่ เช่นอานนท์ติงคลมัจฉา ซึ่งว่าหนุนแป่นดิจเวลาปลาใหญพลิกตัวก็เกิดแป่นดินใหว สิ่งเหล่านี้เป็นจินตนาการของมนุษย์นับเป็นพัน ๆปี ที่คิดขึ้นสัญชาตญาณแห่งความกลัว ความว้าเหว่ทางจิตใจ กลัวอำนาจทาง ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ ภูเขาใหญ่ ๆ จึงสร้างที่พึงทางใจ ทำให้เกิดศาสนาถือผีสาวนางไม้ แล้วพัฒนามาเป็นเทวดา พรหมกลายเป็นศาสนาคือพระเจ้าเจ้าคิดสร้างรูปร่างให้งดงาม ใจดี หน้าตาดุร้าย ใจร้าย ต้องเซ่นสรวงบูชาจะได้ไม่เกิดโทษ ป่าหิมพานต์เมื่อมนุษย์ไม่กล้าเข้าไป จึงมีแค่ฤาษีบำเพ็ญตบะอยู่ชายป่า
    ความสูงของเขาพระสุเมรุนั้นตามคติของคนไทย นิยมเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงโครงสร้างของจักรวาล ภาพไตรภูมิคือ กามภูมิ รูปภูมิ แสดงพวกภาพอมนุษย์ ยักษ์ มาร และสัตว์นรกต่าง ๆ เขียนไว้เบื้องหลังพระประธาน ภาพสวรรค์เทวดา และพรหมอยู่ผนังชันบนหรือรอบผนังโบสถ์ชั้นบนทั้งสี่ด้าน มีเขาพระสุเมรุเป็นหลักอยู่กลางจักรวาล
    ภาพผนังและเรื่องของนรก สวรรค์ ซึ่งศาสนาฮินดูจินตนาการให้มีตัวตน ให้เทวดาพรหมมีรูปร่าง เพราะทำกุศลไว้เมื่อมนุษย์ พวกยักษ์มาร สัตว์นรกต่าง ๆ มีรูปร่างหน้าตาหน้ากลัว ถูกทรมานจากนายนิรบาล ทำให้คนโบราณกลัวนรก อยากขึ้นสวรรค์จึงทำบุญกุศลไว้ และภาพเหล่านี้แสดงเหล่าคนทำบุญ และคนทำบาปอกุศล ซึ่งมาเป็นสัญลักษณ์ของความดี ความชั่ว ที่ว่าพระพุทธองค์ทรงนำมาใช้ในพระพุทธศาสนา เพื่อสอนคนครั้งโน้นแบบบุคลาธิฐานนั้น คนไทยย่อมประจักษ์ในพระสติปัญญา และวิธีสอนของพระพุทธองค์ว่า ทรงอัจฉริยะ ปรัชญา สามารถอย่างวิเศษ เป็นมหาบุรุษรัตน์อันล้ำเลิศยิ่งนัก
    อนึ่งว่าพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในท่ามกลางของศาสนาพราหมณ์ และลัทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในขณะนั้น และล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลที่ได้ฝังความเชื่อไว้ให้กับคนในชมพูทวีป ยากนักที่จะหันมาเข้าใจธรรมะล้วน ๆ ถ้าพระพุทธองค์ไม่มีวิธีการรับเรื่องนรกสวรรค์ของศาสนาพราหมณ์ เข้ามาโดยใช้สัญลักษณ์ของบุญบาปให้คนมีใจบริสุทธิ์จากบาปให้ก่อกุศลเผื่อตายไปเป็นสุข ศาสนาพุทธซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นปรัชญาทางธรรม ก็อาจตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ด้วยดีสะดวกยืนยงมาจนบัดนี้ พระอรรถกถาจารย์เจ้ายังได้ช่วยกันสืบไว้ในชาดกต่าง ๆ ให้พระพุทธศาสนาเผยแพร่หลาย สอนใจชาวพุทธไว้ได้อีกวิธีหนึ่งด้วย สำหรับท่านผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนามักปฏิเสธเรื่องของเทวดาที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ปัญหาจึงตกอยู่ที่พระอรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา ซึ่งท่านนิพนไว้ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธจึงระคนปนกันไป ซึ่งคนไทยก็ยอมรับเป็นส่วนใหญ่การบริโภคอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าจะกินทั้งหมด คนฉลาดเท่านั้นที่รู้จักกิน รู้จักบริโภคจะกินทุเรียนหรือมังคุด ผู้ฉลาดก็จะต้องมีวิธีกิน ไม่ใช้ว่าจะกินไปเสียทั้งหมด โดยปราศจากสติปัญญา
    ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวขององค์พระบรมธาตุ ในแง่มุมทางความคิด ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และได้เปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ บางส่วนที่อยู่ในวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหารและผังภาพลายเส้น อันเป็นผังจักรวาลตามคติไตรภูมิ โดยเปรียบเทียบฝังบริเวณองค์พระบรมธาตุกับผังจักรวาลดังกล่าว คงเป็นต้นแบบแผนผังการสร้างองค์พระบรมธาตุ อันเป็นแนวคิดทางถาปัตยกรรมในสมัยนั้น ภาพลายเส้นแสดงผังจักรวาลตามติไรภูมิ ซึ่งมีในอุโบสถวัดคงคาราม เพชรบุรี ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์แล้วเพชรบุรีกับนครศรีธรรมราช มีความเกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพนมวังตามประวัติได้เดินทามาจากเพชรบุรีดังนั้นจังไม่แปลกใจเลยว่ารูปแบบในบริเวณองค์พระบรมธาตุ คงจะถ่ายทอดมาผังจักรวาลนั้นเอง
    ในครั้งนี้จะได้นำเสนอพระบรมธาตุในแนวทางความคิดเป็นแนวทางหลักธรรม อันเป็นปริศนาธรรม ที่บรรพชนได้สร้างเพี่อให้เป็นแนวทางแห่งการพัฒนาชีวิตตามหลักของพระพุทธศานาก่อนอื่นต้องขอน้อมนำพระนิพนน์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อครั้งเสด็จเมืองนครศีธรรมราชในปี พ.ศ. 2407 ขณะดำรงพระองค์เป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ ความว่า..
    “ห้าสิบนาที ถึงพระเจดีย์ ใหญ่โตมหึมา
    ยอดหุ้มทองคำ สูงสามสิบเจ็ดวา สามสิบเขาว่า กลมรอบปากระฆัง”

    จากบทพระนิพนธ์เป็นการเสด็จจากวัดท่าโพธิ์ ไปยังวัดมหาธาตุวรมหาวิหาร ระยะทาง 3,000 เมตร ใช้เวลา 50 นาที อันที่จริงบทพระนิพนธ์พระองค์ได้บรรยายเริ่มตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯเป็นพระนิพนฌิ์ที่พระองค์เล่าประวัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพทางสังคมและเศษฐกิจของเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ 140 ปีก่อน ทีผ่านมาได้เป็ฯอย่างดี พระนิพนธ์ที่ได้อัญเชิญมา กล่าวดึงองค์ลักษณะของพระบราธาตุเมืองนครศีธรรมราชที่มีความสูงโดยรอบอันที่จริงความสูงจขององค์พระบรมธาติมีความสูง 37 วาและเฉพาะความกว้างของปากระฆัง 30 วา ทั้ง 2 ส่วน ทีกล่าวมานี้ล้วนมีความหมาย และเป็นปริศนาธรรมอันยิ่งใหญ่ ของผู้ดำเนินการก่อสร้างพระเจดีย์ได้มีความปรารถนาที่จะให้ผู้คนที่เข้ามานมัสการองค์พระบรมธาตุได้ศึกษาค้นคว้าและเข้าในในหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นผู้ที่เคยศึกษาหลักธรรมมาก่อน หรือผู้สนใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาจากากรได้ศักษากับท่านผู้รู้ในอดีต มีพระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรณเถระ ป.ธ.4) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระะาตุวรมหาวิหารซึ่งท่านมีอายุ 95 ปี 75 พรรษาได้มรณะภาพ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 ท่านได้เคยเล่าให้ฟังถึงความหมายของความสูง 37 วา 2 ศอก 1 คืบ และส่วนยาวของปากระฆังอันเป็นฐานประทักษิณยาว30วา ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวต่อไป
    มาตราที่ใช้วัดความสูง ความกล้างและความยาวขององค์พระบรมธาตุในอดีตบรรพชนได้วัดเป็นมาตราไทยโบราณโดยใชัวัดเป็นเส้วาศอก และคืบก็เอาตามหลักพระพุทธศาสนาโดยเดาความยาวของคืบพระสุคตเป็นหลักเกณฑ์ ศอกก็เป็นศอกพระสุคต ถ้าจะเทียบมาตาเมตริกได้ดังนี้ 1วา เท่ากับ 2 เมตร 1 ศอก เท้ากับ 50 ซ.ม.2 คืบเท่ากับ 4 ศอก 1ศอกเท่ากับ 2 คืบ เท่ากับ 25 ซ.ม.


    ในที่นี้ผู้เขียนของแบ่งส่วนต่าง ๆ ของพระบรมธาตุเป็น 9 ส่วน
    1. ความยาวของปากระฆังเป็นลานประทักษิณ ยาว 30วา
    2. ความสูงขององค์พระบรมธาตุจากฐานวิหารทับเกษตรไปจรดหม้อน้ำมนต์บารตน้ำมนต์ มีความสูง 37 วา 2 ศอก 1คืบ
    3. ความสูงจำบัวกาบปลี (บัวค่ำบัวหลาย) ซึ่งเป็นส่วนทองคำแผ่นคือบาตรน้ำมนต์มีความสูง 6 วา 2 ศอก 1คืบ
    4. ปล้องไฉนที่เป็นปูน นับได้ 52ปล้องกับบัวคว่ำบัวหลายและกาบปลีกทองอีก 2 เป็น 54
    5. เสาหาร หรือส่วนพระเวียนทำประทักษิณ 8 องค์
    6. ส่วนบัลลังค์มีเสาหาร ด้านละ 4 ฐาน 8 เสา 4 ด้าน (คอระฆัง)
    7. ส่วนที่เป็นกรงแก้ว (พุ่มข้าวบิณฑ์)
    8. บาตรทองคำโต ขนาดไข่ไก่ 1 ลูก
    ทั้ง9ส่วนที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายบ่งบอกถึงพระธรรมคำสอนเพื่อให้ชาวนครฯและผู้ที่มานมัสการได้เข้าใจหลักธรรมอันเป็ฯอรยทรัพย์ที่มนุษย์พึงแสวงและน้อมนำมาสู่การประพฤติปฏิบัติ ก็จะได้รับผลตามการกระทำของบุคคงนั้นเป็นเหตุให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขอันเป็นอิฏฐารมณ์ ประการสุดท้าย

    มีคำถามว่าทำไมบรรพชนต้องสร้างพระบรมธาตุให้มีฐานปากกระฆังบนลานประทักษิณมีความยาวโดยวัดรอบปาก 30 วา และทำไมต้องให้มีความสูง 37 วา 2 ศอก กับอีก 1 คืบ เขาสร้างโดยมีความหมายปริศนาธรรมดังนี้
    • ส่วนที่ 1 ปากกระฆัง อันเป็นส่วนลานประทักษิณ ีความยาววัดโดยรอบได้ 30 วา หมายพึงบารมี 30 ทัศน์ ซึ่งเป็นชาดกที่เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ อันเป็นการบำเพ็ญบารมี 10 ชาติสุดท้ายได้แก่
    ชาติที่1 เตมียชาดก ทรงบำเพ็ญ เนกขัมบารมี
    ชาติที่2 มหาชนกชาดก ทรงบำเพ็ญ วิริยบารมี
    ชาติที่3 สุวรรณสามชาดก ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี
    ชาติที่4 เนมิราชชาดก ทรงบำเพ็ญ อธิฐานบารมี
    ชาติที่5 มโหสถชาดก ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี
    ชาติที่6 ภูริทัตตชาดก ทรงบำเพ็ญ ศิลบารมี
    ชาติที่7 จันทกุมารชาดก ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี
    ชาติที่8 พรหมนารทชาดก ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี
    ชาติที่9 วิธูรชาดก ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี
    ชาติที่10 เวสสันดรชาดก ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี
    บารมีที่กล่าวมาทั้งหมด 10 ชาติ 10 ประการ มีขั้นของบารมี 3 ขั้น
    ขั้นที่ 1 เรียก บารมี เช่น ทานบารมี
    ขั้นที่ 2 เรียก อุปบารมี เช่น ทานอุปบารมี
    ขั้นที่ 3 เรียก ปรมัตถบารมี เช่น ทานปรมัตถบารมี
    หมายถึง ลักษณะของการบริจาคทานหรือให้ทานต่างระดับกัน เช่นปัจจัย 4 มีอาหารเป็นต้น เป็นบารมี ถ้าให้สูงขึ้นไป เช่น การสละของยิ่งใหญ่กว่า เช่นให้เลือดช่วยชีวิตเป็นต้นเป็นอุปบารมี จนกระทั่งให้สูงสุด คือยอมตายให้ชีวิต อย่างนี้เข้าขั้น ปรมัตถบารมี บารมี 10 ประการมี 3 ระดับรวแล้วเป็นบารมี 30 ทัศน์เป็นความหมายของปากระฆัง บนลานประทักษิณอันมีความยาวรอบปาก 30 วา

    • ส่วนที่ 2 37 วา ตามที่ผู้เขียนได้ศึกษามาท่านผู้รู้ และได้อ่านหนังสือนวโกวาท หมายถึง โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ
    โพธิปักขิยธรรม หมายถึงคุณธรรมเป็นไปในฝ่ายปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้มี 37 ประการดังนี้
    1. สติปัฏฐาน 4
    1.1 กายานุปัสสนา คือ ส่วนกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์
    1.2 เวทนานุปัสสนา คือการกำหนดพิจารณาเวทนาคือ สุข ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่มีตัวตน
    1.3 จิตนาวิปัสสนา คือสติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมองผ่องแผ้วสักว่าไม่ไช่ตัวบุคคล
    1.4 ธัมมาวิปัสสนา คือส่วนกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศล อกุศลเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่า กรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน
    2. สัมมัปธาน 4 คือ ความเพียร 4 อย่าง
    2.1 สังวรปธาน เพียรรุวังไม่ให้บาปที่เกิดขึ้นในสันดาน
    2.2 ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขรึ้นแล้ว
    2.3 ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
    2.4 อนุรักขนปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
    3. อิทธิบาท 4 คือ คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ 4 อย่าง
    3.1 ฉันทะ พอใจรักใคร่ใจสิ่งนั่น
    3.2 วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น
    3.3 จิตตะ เอาใจฝักใฝ่สิ่งนั้นไม่วางธุระ
    3.4 วิมังสา หมั่นตรึกตรองพิจารณาด้วยเหตุผลในสิ่งนั้น
    4. อินทรีย์ เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตนเหมือนพละ 5
    4.1 ศรัทธา ความเชื่อมั่นในตน
    4.2 วิรยะ ความเพียรในตน
    4.3 สติ ความระลึกได้ในตน
    4.4 สมาธิ ิความตั้งในมั่น
    4.5 ปัญญา ความรอบรู้ที่มีในตน
    5. พละ 5 คือธรรมเป็นกำลัง 5 อย่าง
    5.1 ศรัทธา ความเชื่อมั่นในตน
    5.2 วิริยะ ความเพียร
    5.3 สมาธิ ความตั้งมั่น
    5.4 ปัญญา ความรอบรู้
    6. โพชฌงค์ 7
    6.1 สติ ความระลึกได้เป็นสติสั้นโพชฌงค์
    6.2 ธัมมะวิจิยะ ความสอดส่องธรรม
    6.3 วิริยะ ความเพียร
    6.4 ปิดติ ความอิ่มใจ
    6.5 ปัสสัทธิ ความตั้งใจมั่น
    6.6 สมาธิ ความตั้งใจมั่น
    6.7 อุเบกขา ความวางเฉย
    7. มรรคมีองค์ 8
    7.1 สัมมทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คืออริยสัจ 4
    7.2 สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือดำริออกจากกามดำริไม่พยาบาท ดำริไม่เบียดเบียน
    7.3 สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต 4
    7.4 สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต 3
    7.5 สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากการเสี่ยงโชคโดยทางที่ผิด
    7.6 สัมมาวายะมะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ 4 สถานที่
    7.7 สัมมาสติ ระลึกชอบ คือระลึกในสติปักฐานทั้ง 4
    7.8 สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือเจริญฌานทัง 4 ในองค์มรรค 8 นั้น

    ทั้งหมดหัวข้อธรรม 37 ประการคือโพธิปักขิยธรรมหมายถึงความสูงของพระบรมธาตุ
    37 วา 2 ศอกหมายถึงเหตุผล (มรรค,ผล) 1 คืบหมายถึงพระนิพาน 1

    • ส่วนที่3 ความสูงจากบัวกาบปลี (บัวคว่ำ บัวหงาย)ซึ่งเป็นส่วนของทองคำแผ่นสูงจรดบาตรน้ำมนต์ (หม้อทองคำ) มีความสูง 6 วา 2 ศอก กับ 1 คืบ รวมแล้วได้เท่ากับ 9 หมาถึงโลกกุตรธรรม 9 ประการ หมายถึง โลกุตธรรม 9 ประการ มรรค 4 ผล 4นิพพาน 1 ทองคำหนัก 246 กิโลกรัม 2+1+6 เท่ากับ 9 คือโลกุตรธรรม 9 ประการ
    • ส่วนที่ 4 ปล้องไฉนที่เป็นปูนนับได้ 52 ปล้องบวกกับบัวคว่ำบัวหงายอีก 2 ซึ่งเป็นส่วนยอดของปล้องไฉนเป็น 54 เท่ากับ 9 หมายถึง โลกกุตรธรรม มรรค 4 ผล 4นพพาน 1 (แต่ขณะนี้ปล้องไฉนจะมีเท่ากับจำนวนเดิมหรือไม่หลังจากบูรณะแล้ว)
    • ส่วนที่ 5 บัลลังก์ที่เสาหารมีจำนวน 4 ฐาน 8 เสา 4 ด้าน (คอระฆัง) หมายถึงอริยสัจ 4 ทำให้ผู้มาในทิศต่าง ๆ ได้มองเห็นแต่ไกลทุกทิศจะเห็นอริยสัจ 4 เสมอกันและ 8 เสาหมายถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ประการ
    อริยสัจ 4 หมายถึงธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 มี 4 ประการคือ
    1. ทุกข์ ความจริงคือ ทุกข์ เป็นผล
    2. สมุหทัย ความจริงคือ สมุหทัย เหตุที่เกิดทุกข์เป็นผล
    3. นิโรธ ความจริงคือ นิโรธ ความดับทุกข์เป็นผล
    4. มรรค ความจริงคือ มรรค ความจริงคือ มรรคได้แก่ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เป็นเหตุ

    • ส่วนที่ 6 เสาหาร หรือองค์พระอริยะสาวกแปดองค์ประนมมือทำประทักษิณรอบบนรัตบัลลังก์หรืออีกอย่างว่าอรหันต์ 8 ทิศอยู่ประจำทิศทั้ง 8 ดังนี้
    1. ทิศตะวันออก เป็นรูปองค์พระอัญญาโกณฑัณญะปฐมสาวก
    2. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรูปองค์พระมหากัสสปะ
    3. ทิศใต้ เป็นรูปองค์พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา
    4. ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นรูปองค์พระอุบาลี
    5. ทิศตะวันตก เป็นรูปพระอานนท์ พุทธอนุชา
    6. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นรูปองค์พระควัมปติ
    7. ทิศเหนือ เป็นรูปองค์พระโมคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย
    8. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระราหุล พุทธชิโนรส

    • ส่วนที่ 7 เป็นกรงแก้วพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นส่วนที่มีความสวยงามมากที่สุด เพราะประดับด้วยแก้วรัตนะหลากสีมีลูกปัดเป็นตาข่าย ดูคล้ายดอกบัวตูม มีพานทองสัมฤทธิ์รูปทรงเกลี้ยง ๆ มีกลีบยื่นออกไปข้าง ๆ ทั้งสี่ทิศ 4 กลีบ กลางพานทะลุมีลวดทองแดง 4 อัน ยื่นขึ้นระหว่างพานที่ทะลุจัดให้ผายออกตามขอบพาน 4 อัน แล้วรวบปลายเป็นพุ่มบัวที่เรียกว่าพุ่มข้าวบิณฑ์ แต่ละซี่ประกอบด้วยลูกแก้วโตเท่าผลหมากสุกร้อยไว้ตามซี่ของสาแหรกจากลูกแก้วลูกโตด้านล่างจนถึงลูกเล็กสุด ส่วนยอดของยอดพุ่มบัวซี่ละ 16 ลูก รวม 4 ซี่ มี 64 ลูก อีกซี่หนึ่งเป็นแกนกลาง มีดวงแก้ว 8 ลูก บางแห่งว่า 9 ลูก หมายถึงมรรค 4 ผล 4 รวมหม้อน้ำพระพุทธน้ำพระพุทธมนต์บนยอดสุดอีก 1 เป็น 9 หมายถึง พระโลกุตรธรรม ระหว่างกลีบช่องซี่กรง สาแหรก 4 ช่อง มีลวดทองคำ ผสมพิเศษร้อยด้วยตะกรุด และลูกประคำศิลาเป็นตาข่ายกั้นรอบมีลักษณะคล้ายกลีบบัว ดูแล้ววิจิตรพิสดาร ทั้งหมดล้วนมีความหมายบ่งบอกถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาทั้งสิ้น
    ก้านกลีบบัว 4 ซี่ หมายถึง อริยสัจ 4 แกนกลางของกลีบัวมีลูกแก้ว 8 ลูก เรียงจากลูกโตด้านล่างไปถึง ลูกเล็กสุด 8 ลูกหมายถึง มรรค 4 ผล รวมเป็น 8

    • ส่วนที่ 8 กระดุมเพชร 4 ทิศ 4 ดอก
    กระดุมเพชรนี้เป็นของเจ้าเมืองนคร ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ถวายวัดพระมหาธาตุรมหาวิหารในสมัยพระครูลัดแก้วชิน เป็นเจ้าอาวาส ได้นำขึ้นไปประดับยอดอยู่ระหว่างกรงแก้วกับหม้อทองคำหรือ บาตรทองคำในทิศทั้ง 4 อัน หมายถึง อริยสัจ 4 ประการ บางท่าน หมายถึง อิทธิบาท 4
    • ส่วนที่ 9 บาตรรทองคำ หรือหม้อน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งเป็นส่วนยอดสุดขอองค์พระบรมธาตุทำด้วยทองคำมีความใหญ่เท่ากับผลไข่ไก่ 1 ฟองซึ่งได้รับน้ำค้าง น้ำฝน ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะกลายเป็นไอน้ำประพรมให้ชาวนครศรีธรรมราช และผู้ที่ได้เข้ามานมัสการองค์พระบรมธาตุ
    บาตรน้ำมนต์นี้ หมายถึง พระนิพพาน ซึ่งมีหนึ่งเดียว และเป็นส่วนสูงสุดขององค์พระบรมธาตุ
    ดังนั้น ทั้ง 8 ส่วน ตั้งแต่ส่วนล่างสุดจนถึงยอดสูงสุดของพระบรมธาตุนั้น บรรพชนได้สร้างไว้มิได้จะให้เห็นเพียงแค่อิฐ ปูน ทองคำ เหล็ก เงิน และแก้วรัตนะต่าง ๆ เท่านั้น บรรพชนได้ฝากธรรมะซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตให้เป็นเครื่องเตือนจิตใจให้ผู้คนได้ปฏิบัติธรรมในเวลาใดที่ได้เป็นองค์พระบรมธาตุด้วยตาเนื้อแล้วเราจะเห็นอิฐ ปูน ทองคำ แก้วรัตนะ แต่เวลาใดได้มองด้วยตาใจ โดยมองเห็นเป็นธรรมะแล้วนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดมรรค เกิดผล และพระนิพพานอันเป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนาสมกับนามว่า “นครดอนพระ” อันหมายถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ถ้าจะให้ได้ความหมายโดยตรง หมายถึง นครดอน พระธรรม
    เพราะพระธรรม ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระพุทธเจ้า
    เพราะพระธรรม ทำให้พระสงฆ์เป็นอริยสงฆ์
    เพราะพระธรรม จึงทำให้คนเป็นมนุษย์และอริยชน
    การใช้มาตราวัดองค์พระบรมธาตุ ต้องใช้มาตราวัดแบบไทย (เส้น วา ศอก คืบ)ถ้าช้าตราวัดแบบเมตริกจะทำให้เดความไขว้เขวในทางความคิด องค์พระบรมธาตุ บรรพชนได้สร้างด้วยชีวิตจิตใจแห้การเสียสละนับอายุเป็นพันปี หวังเพื่อให้เป็นมรดกของแผ่นดินฝากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้นำไปศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติ อันเป็นความประสงค์ของบรรพชนของชานครศรีธรรมราช ในอดีตเรามีการใช้ภาษากันน้อยมาก ภาษาที่ใช้ก็เป็นของชนต่างชาติ เพราะในขณะนั้นบังไม่มีสยามประเทศ หรือภาษาไทย อินแดนนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ จะใช้ภาษาสันสฤต และภาษาบาลี โดยใช้อักขระของอินเดียตอนใต้ เป็นอักษรพราหมณ์ อักษรเทวนาครี อัษรคฤนค์ อักษรขอมโบราณ อักษรมอญโบราณ เป็นต้น อังจะเห็นได้จากศิลาจารึกที่ขุดพบในนครศรีธรรมราช และเมืองใกล้เคียง
    ดังนั้นบรรพชนใจอดีตได้สร้างสถูปขึ้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมที่แฝงไปด้วยปริศนาธรรมให้ทุกคนที่ได้เดินทางมาได้ศึกษาพระธรรมจากองค์พระสถูปแห่งนี้แทนตัวหนังสือ ใครที่ผ่านการมีความรู้ก็สามารถรู้แจ้ง ดังนั้น องค์พระบรมธาตุจึงเป็นแหล่งของพระไตรปิฎก ให้พระภิกษุ และพุทธศาสนิกชนได้ศึกษาเล่าเรียน ทำให้ชาวนครศรีธรรมราชได้รับคำยกชมเชยดังเช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหลมหาราช พระสงฆ์ที่ผ่านการศึกษาจากเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่ยอมรับในหลายยุคหลายสมัย จึงมีผู้คนมาบรรพชาอุปสมบท ณ วัดพระมหาธาตุรมหาวิหาร มิได้ขาดจนถึงปัจจุบัน
    ถ้าเรามองดูผังภายในปริมณฑลวิหารรายทั้ง 4 ด้าน ผู้เขียนมีความคิดเป็นว่าน่าจะเปรียบเทียบกับผังจักรวาลตามคติไตรภูมิ ถึงแม้ว่าจะไม่ครบตามจำนวน 22 ตำแหน่ง ก็พอจะเปรียบเทียบได้ดังนี้
    1. ไพชยนต์ปราสาทในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ น่าจะหมายเอาพระวิหารทหารม้า หรือวิหารเสด็จออกทรงผนวช อันเป็นบันขึ้นไปสู่ลานประทักษิณ ประดุจดังบันไดแก้ว เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากได้โปรดพระพุทะมารดา 1 ไตรมาส และภายในพระวิหารทรงม้ายังมีท้าวธตรฐ ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก และท้าววิรูปักข์ อันเป็นจตุดลกบาลอันเป็นเทดาชั้นแรกของสวรรค์หกชั้น ดังนั้น พระวิหารทรงม้า ถ้าจะเปรียบประดุจไพชยนต์ปราสาทของพระอินทร์ ตามไตรภูมิก็จ่าจะเป็นไปได้
    2. เจดีย์จุฬามณี หมายถึง พระเจดีย์ที่ทรงบรรจุพระเขี้ยวแก้วขององค์พระบรมศาสดาซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงสุดในบรรดาเจดีย์ทุกองค์ ในที่นี้น่าจะหมายถึง องค์พระบรมธาตุ ซึ่งมีความสูง 37 วา 2 ศอก 1 คืบ ตามธรรมดาชาวนครก็มีความเชื่ออยู่ว่า พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วขององค์พระบรมศาสดาอยู่ก่อนแล้ว ที่เรารู้ว่า เป็นพระทันตธาตุนั้นเอง แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเมื่อนักศึกษาไปศึกษาดู ก็ได้เห็นพระเจดีย์องค์เล็กอยู่องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่บนหน้าบันองค์วิหารพระทรงม้า ทางขึ้นสู่ลานประทักษิณ เจดีย์องค์นี้น่าจะหมายถึง เจดีย์จุฬามณีมากกว่า
    3. เขาพระสุเมรุ อันเป็นที่สถิตย์ของพระพรหม ตามคติของชาวอินเดีย สวรรค์ของอินเดียมี 4 ชั้น จากชั้นต่ำขึ้นชั้นสูง
    1) สวรรค์ เป็นที่อยู่ของพระอินทร์จอมเทวดา
    2)ไกรลาส เป็นที่อยู่ของพระศิวะ
    3)ไวกูณฑ์ เป็นที่อยู่ของพระวิษณุ (นารายณ์)
    4)สัตยโลก ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุเป็นที่อยู่ของพระพรหม
    แต่สวรรค์ของไทยนั้นมี 6 ชั้น พระอินทร์จอมเทวดา อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ มีไพชยนต์ปราสาทเป็นทีอยู่ ดังนั้นเขาพระสุมรุ ก็หมายถึงสามส่วนรวมกัน คือ
    • เขาพระสุเมรุ อันหมายถึง พระบรมธาตุ
    • เจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดาฐานพระเขี้ยวแก้ว อันหมายถึง พระเจดีย์องค์เล็กบนหน้าบันวิหารพระทรงม้า ทางขึ้นสู่ลานประทักษิณ
    • ไพชยนต์ปราสาท อันหมาถึงวิหารพระทรงม้า
    4. เขาสัตตบริภัณฑ์ ถ้าดูตามผังจักรวาลไตรภูมิ น่าจะหมายถึง พระเจดีย์ 4 องค์ที่ล้อมรอบองค์พระบรมธาตุทั้ง 4 มุม บนลานประทักษิณ
    5. วิมานท้าวจตุมหาราชิกา น้าจะหมายถึง รูปปั้นท้าวธตรฐ ท้าวกุเวรุ ท้าววิรุฬหก และท้าวกุเวรูปักข์ที่ครองทิศต่าง ๆ
    6. สุริยเทพบุตร น่าจะหมายถึง พระราหู
    7. จันทรเทพบุตร น่าจะหมายถึงพระราหู พระราหู
    8. บุพพวิเทหทวีป (ทิศตะวันตก) หมายถึง เจดีย์องค์ใหญ่อยู่ ณ มุขอาคเนย์ มีรูปกาอยู่ 4 ทิศ วิหารธรรมศาลา
    9. ชมพูทวีป (ทิศใต้) หมายถึง เจดีย์ที่พังทลายไปแล้ว อยู่ข้างบ่อน้ำ
    10. อุดรกุรุทวีป (ทิศเหนือ) หมายถึงเจดีย์วิหารสามจอม
    11. อมรคานทวีป (ทิศตะวันตก) หมายถึง เจดีย์องค์ใหญ่ อันเป็นที่ประดิษฐานพระปัญญา
    12. แดนนรก
    13. เมืองยมโลก
    14. ทะเลสีทันดร น่าจะหมายถึง ช่องว่าระหว่างภูเขา อันเปรียบด้วยพระเจดีย์รายที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ คือ องค์พระบรมธาตุ เรียกว่า สีทันดรสมุทร
    15. มหาสมุทร น่าจะหมายถึงที่บริเวณอันเป็นที่ว่างภายในผังบริเวณพระด้าน 4 ด้าน
    16. พระพรหม มี 16 ชั้น เรียกว่า พระโสฬส น่าจะหมายถึง พระพรหมที่อยู่ ร บานประตูด้านทิศตะวันอกของทาขึ้นสู่ลานประทักษิณ
    17. วิมานอากาศ อันหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มองไม่เห็น
    18. เมขลาล่อแก้ว น่าจะหมายถึง แก้ว เพชร นิล จินดา ที่ประดับบนยอดองค์พระบรมธาตุทั้งหมดที่กล่ามานี้ บางส่วนของผังจักรวาลตามไตรภูมิก็มีอยู่ บางส่วนก็ไม่มีแต่รวมความแล้ว การจักผังขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ก็คงจัดรูปแบบเดียวกันกับผังจักรวาลไตรภูมินั้นเอง

    ท่านผู้อ่านครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีตนั้น ผู้เป็นเจ้าเมืองปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่การพัฒนาบ้านเมืองจากชุมขนเล็ก ๆ จนกลายมาเป็นนครรัฐ อันเป็นศูนย์กลางการปกครองในอาณาจักรหนึ่งในอดีต ที่เคยบันทักไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นครศรีธรรมราชเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนกรุงสุโขทัย และอยุธยา เป็นศูนย์กลางที่พักของนักเดินเรือ ระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นขึ้นอยู่กับสภาพุมิศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อันเป็นชัยภูมิของการสร้างบ้านแปงเมือง ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ จึงเป็นผู้คนหลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ มากไปด้วยท่านผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้จากวิถีของการดำเนินชีวิตแล้ว ยังหลากหลายด้วยแนวปรัชญาของศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชมพูทวีป ดังนั้นการสร้างบ้านแปงเมืองก็คงมีหลักเกณฑ์วิธีการตามภูมิปัญญาความคิด ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมใจของผู้คนในชุมน หลักการสำคัญของการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีตนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องประกอบด้วย หลักการ 3 ประการ ตามแนวปรัชญาตะวันออก คือ
    1. ต้องมีหลักเมือง
    2. ต้องมีพระเสื้อเมือง
    3. ต้องมีพระทรงเมือง
    โดยอาศัยรูปแบบตามตรีมูรติ ถึงไม่ค่อยชัดเจนก็มองดูคล้าย ๆ กัน
    1. หลักเมือง
    หลักเมืองของนครศรีธรรมราช คือ องค์พระบรมธาตุอันเป็นศูนย์รวมของผู้คน ทำไมองค์พระบรมธาตุจึงเป็นหลักเมือง เพราะนครศรีธรรมราชเรามีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งมานับพันปี ตั้งแต่ครั้งแรก ๆ เป็นมหายาน และได้กลายมาเป็นพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ จนดึงปัจจุบัน พระพุทธศาสนาก็ยังมั่นคงอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ องค์พระบรมธาตุเป็นเครื่องหมายของหลักแห่งพระพุทธศาสนา หลักของพระพุทธศาสนา คือ พระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ บนองค์พระบรมธาตุที่มีความสูง 37 วา 2 ศอก 1 คืบ ได้ปรากฏเป็นพระรัตนตรัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนองค์พระบรมศาสดา คือ พระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุ) เป็นหลักที่ 1 คือ พระพุทธ ตามที่ปรากฏในประวัติ ความสูงขององพระบรมธาตุตั้งแต่ฐานตีนาติ จนจรดหม้อน้ำพระพุทธมนต์ ก็ปรากฏเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ เป็นต้น ส่วนนี้เป็นหลักที่ 2 คือ พระธรรม ส่วนหลักที่ 3 คือ พระสงฆ์ เราก็เป็นพระอริยสาวก ซึ่งทำประทักษิณบนคอระฆังฐานพระเวียน 8 ทิศ 8 องค์ อันเป็นตัวแทนขงพระอริยสงฆ์ทั้งหมดในอดีต ดังนั้น องค์พระบรมธาตุ จึงเป็นหลักเมืองของเมืองนครศรีธรรมราชที่ยิ่งใหญ่ทั้งรูปแบบและอรรถรส ที่ยังยืนตระหง่านอยู่บนหาดทรายแก้ว นับเป็นเวลาพันปี ถึงแม้ว่าจะมีศาลหลักเมืองซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในภายหลังเมืองนคร เป็นที่ปรากฏไปในทุกทิศานุทิศที่ไม่มีใครจะลบเลือนได้เลยนี้คือ หลักเมืองถาวร และมั่นคงที่สุด


    2. พระเสื้อเมือง
    พระเสื้อเมือง ถ้าท่านได้ไปนมัสการองค์พระบรมธาตุ ภายในพระวิหารทรงม้า ทางขึ้นไปบนฐานประทักษิณมีรูปปั้นเป็นรูปเทพ อยู่ตรงบานประตุพระพรหมซึ่งมีตัวอักษรเขียนที่ฐานว่า ขัตตุคาม ลักษณะคล้ายเทพศิลปะเขมร (ขอม) นครวัด อันที่จริงคือ ท้าวจตุคาม นั่นเองเป็นเพราะการออกเสียงของภาษา ภาทางใต้ จึงออกเสียงขัตตุคาม หมายถึงจอมเทพ คือ ท้าวจตุมหาราช ผู้ดูแลทิศทั้ง 4 หรือ ท้าวจตุโลกบาล
    1) ท้าวธตรฐ เจ้าแห่งคนธรรพ์ อารักขาโลกประจำทิศตะวันออก
    2) ท้าววิรูปักษ์ เป็นเจ้าแห่งนาค อารักขาโลกประจำทิศตะวันตก
    3) ท้าววิรุฬหก อารักขาโลกประจำทิศใต้
    4) ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ เจ้าแห้งยักษ์ อารักขาโลกประจำทิศเหนือ
    ซึ่งท้าวทั้ง 4 ดูแลคนละทิศ ภายใต้การปกครองท้าวจตุโลกบาล คือ ท้าวจตุมหาราชนั่นเอง ที่สมมติให้เป็นพระเสื้อเมือง เสื้อไว้ใช้คลุมร่างกายให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกายฉันใด พระเสื้อเมือง ท่านก็ทรงคุ้มครองบ้านเมือง บุคคลผู้มีธรรม ประพฤติธรรมให้รอดปลอดภัยจากอุปัทวันอันตรายต่าง ๆ ตามความเชื่อของบรรพชน ตามหลักของการสร้างบ้านแปงเมือง แต่ในขณะนี้ก็ได้มีผู้คนมาจัดสร้างศาลพระเสื้อเมือง ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดสวนป่าน อันที่จริง พระเสื้อเมืองในอดีต หมายถึง ท้าวจตุคามนั่นเอง

    3. พระทรงเมือง
    ถ้าท่านได้ไปนมัสการองค์พระบรมธาตุภายในพระวิหารทรงม้า ทางขึ้นไปสู่ลานประทักษิณ มีรูปปั่นเป็นรูปเทพอยู่ทรงกับบานประตูพระนารายณ์ ซึ่งตัวอักษรเขียนที่ฐานว่า รามเทพ ลักษณะคล้ายเทพ ศิลปะเขมร ( ขอม ) นครวัด ซึ่งรูปเทพองค์นี้มีนามว่า รามเทพ ถ้าแปลตามศัพท์ แปลว่า เทพผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นตามคติศาสนาพราหมณ์ น่าจะหมายถึง ตรีมูรติ คือ พระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์ แต่ผู้เขียนมีความเชื่อว่า น่าจะหมายถึง เทพที่บรรพชนได้สถาปนาขึ้น เพื่อเป็นพระทรงเมือง มีหน้าที่ปกป้องพิทักษ์บ้าน พิทักษ์เมือง พิทักษ์คนดี พิทักษ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความดีงาม ได้ดำรงคงอยู่คู่บ้านเมือง อย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระสยาม
    เทวาธิราช เพื่อปกป้องพระเศวตฉัตรและแผ่นดินสยาม เป็นต้น นครศรีธรรมราช เรามีความเจริญรุ่งเรืองทางความคิด ดังนั้นผู้ครองเมืองในอดีตคงมีวิธีการในการปกครองบ้าน ปกครองเมือง จึงได้ดำเนินการจัดสร้าง หรือสถาปนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจในการที่จะให้ประชาชนอยู่กินอย่างสงสุขนั่นเอง
    จึงเห็นได้ว่า เมื่อเกิดภัยภิบัติอันใดบ้านเมือ ผู้คนมักจะอุทานว่า แต่พระหลักเมืองพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ลงมาช่วยพิทักษ์รักษา ป้องกันภัยภิบัตต่าง ๆ ให้อันตรธานไปเหมือนกับเป็นการอ้อนวอน

    เมื่อพูดถึง ท้าวจตุคามท้าวรามเทพ บางท่านก็เข้าใจว่าเป็นองค์เดียวกันได้มีกาสร้างพระเป็นลักษณะรูปกลม ๆ หลายหลากมากสี และหลายขนาด เพื่อจัดหาทุนสร้างศาลหลักเมืองของเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา แต่ขณะนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระทุกรุ่นที่จัดสร้างขึ้นมาในสมัยนั้น เป็นที่นิยมชมชอบ จะหาเช่ากันใจราคาแพง เป็นหลักหมื่น หลักแสน เป็นที่อือฮากันไปทั่วประเทศ ได้สอบถามท่านผู้อยู่ในวงการลาย ๆ ท่านบอกว่า ใครก็ตามที่นำไปบูชาอธิษฐานสิ่งใด มักจะได้รับความสำเร็จก็เป็นของแปลกดีเหมือนกัน มันเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่สามารถหาเหตุผลได้ มันก็เป็นไปแล้ว นี่คือ ความเชื่อ ความศรัทธาในองค์ท้าวจตุคาม ท้าวรามเทพ ที่มีแห่งเดียวของเมืองนครศรีธรรมราช
    แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เรื่องลาภสักการะ หรือผลประโยชน์ ถ้าเราไม่มองให้ลึก ๆ แล้ว บางครั้งอาจเป็นปัญหาก็ได้เพราะความที่เราไปมัวเมาในสิ่งที่เป็นอภินิหาร ความอัศจรรย์ที่ที่หาเหตุผลไม่ได้ เคยทำลายชาวพุทธมามากต่อมากแล้วพระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อกฎแห่งกรรม มั่นในพระรัตนตรัยดังนั้นก้อย่าไปหลงใหลไห้มากนัก หันมาศึกษาพระธรรมกันบ้าง ฉะนั้นแล้วเราจะไม่มีอะไรเหลือไว้ในอนาคต เราจงดูอินเดียอินโดนีเซีย เป็นตัวอย่างเถิด การที่จะช่วยรักษาพระพุทะศาสนาที่ดีที่สุด ชาวพุทธจะต้องศึกษาธรรมมะ และน้อมนำพระธรรมมาปฏิบัติ หลังจากปฏิบัติแล้ว ผลก็ย่อมเกิดแน่นอน

     
  6. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile9.htm

    พิธีกรรมเกี่ยวกับการสร้างหลักเมือง

    จากบันทึกของนายสมจิตร ทองสมัคร หนึ่งในคณะผู้ริเริ่มการก่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า นับตั้งแต่เทวดารักษาเมืองได้สร้างความอัศจรรย์ด้วยการมาประทับทรงบอกกล่าวให้แก่พันตำราจเอก สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ยศในขณะนั้น ) และคณะดำเนินการรสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกกล่าวของ เทวดารักษาเมืองทุกขั้นตอนเป็นลำดับมาดังนี้

    ๑. พิธีกรรมเผาดวงชะตาเมือง กระทำที่ป่าช้าวัดชะเมา ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นการล้างอาถรรพณ์ดวงชะตาเมืองเดิมซึ่งเรียกว่า “ดวงภินธุบาทว์” ลักษณะดวงดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวภัยเล็งจุดกำเนิดวางดาวอังคารให้อยู่ในภพที่ห้าเจ้าของดวงชะตาเช่นนี้เหมือนถูกสาป อาภัพ อัปภาคย์บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทัณฑ์ ไม่หยุดหย่อน เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองำไม่นานก็เสื่อมทรามตกตำ การเผาดวงชะตาครั้งนี้ใช้ “เพชฌฆาตฤกษ์” คือเลยเที่ยงคืนไป๑ นาที ของปลายปี พ.ศ.๒๕๒๘
    ๒. พิธีลอยชะตาเมือง เพื่อทำลายดวงชะตาเมืองเดิมทำแพจากต้นกล้วยเถื่อน (กล้วยป่า) เก็บดินสี่มุมเมืองน้ำห้าท่า ดาบเก่าสี่เล่ม รูปคนทำด้วยดินปั้นสี่ รูปเสาไม้ตะเคียนทองหนึ่งต้น พญาโหราเรียกอาถรรพณ์จัญไรบรรจุลงสู่ต้นตะเคียนทอง เสกคาถาลงยันต์ครบถ้วนแล้วนำไปลอยที่ปากน้ำปากนคร
    ๓. พิธีกรรมสะกดหินหลัก กระทำที่บริเวณฐานพระสยม ตลาดท่าชี ตำบลในเมืองอำเภอเมือง หินหลักเป็นสิ่งที่พวกพราหมณ์ด้งเดิมฟังอาถรรพณ์เสนียดจัญไรเอาไว้ ซึ่งสร้างความวิบัติเสื่อมเสียแก่เมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา
    ๔. พิธีปลุกยักษ์วัดพระบรมธาตุ ยักษ์สองตนที่บันไดทางขึ้นองค์พระบรมธาตุ ถูกปลุกให้ตื่นมาทำหน้าที่รักษาบ้านเมมืองหลงจากถูกแาถภคคพณ์สะกดมานาน นอกจากนั้นยังปลุกเทวดา พระปัญญา พระพวย และพระมหากัจจายนะ (พระแอด) อีกด้วย


    ๕. พิธีปลุกพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง พระทั้งสองสถิตอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งหลับใหลมานานปีให้ตื่นขึ้นช่วยบ้านช่วยเมือง
    ๖. พิธีกรรมพลิกธรณี กระทำที่ริมรั้วป่าช้าวัดชะเมาพลิกดินที่ชั่วร้ายสกปรก ฝังไว้เบื้องล่าง เอาดินดีขึ้นมาไว้เบื้องบนเพื่อบ้านเมืองจะมีความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรืองต่อไปวันข้างหน้า
    ๗. พิธีกรรมเทพชุมนุมตัดชัย กระทำที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เวลา ๑๒.๓๙ น. ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนยี่ ปี ฉลู นับเป็นพิธีกรรมสำคัญยิ่ง ดำเนินการตามแบบอย่างของชาวเมืองสิบสองนักษัตรโบราณจากคำบอกกล่าวของพญาหลวงเมือง การพิธีครั้งนั้นมีพระเทพวราภรณ์ (พระธรรมรัตโนภาสในปัจจุบัน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลตำราจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดมุ่งหมายจองพิธีกรรมนี้ นอกจากเพื่อสร้างสวัสดิมงคลแก่จังหวัดนครศรีธรรมราชจากการเจริญพระพุทธมนต์ และแสดงพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์แล้ว เทวดารักษาบ้านรักษาเมืองยัวงมาชุมนุมเสกผ้ายันต์สิบสองนักษัตรจำนวน ๓,000 ผืน เขียนผ้ายันต์จำนวน ๑0๘ ผืน และประกาศบอกกล่าวแก่ผู้คนให้ช่วยกันสร้างหลักเมือง


    ๘. พิธีกรรมตอกหัวใจสมุทร เพื่อให้ดวงชะตาเมืองถูกบรรจุด้วยธาตุทั้งสี่ครบถ้วน การะทำ ณ สี่แยกคูขวางเมื่อวันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๙ ตรงกับแรมสิบสองค่ำเดือนยี่ เวลาประมาณ ๑๘.๓0น. เศษ โดย นายเอนก สิประศาสน์ ผู้ว่าราชการตังหวัดสมัยนั้น เป็นประธานแทน ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ การที่เลือกบริเวณกลางสี่แยกคูขวางเป็นจุดตอกหัวใจสมุทร เพราะจุดดังกล่าวได้ศูนย์กับองค์พระบรมธาตุ ภูเขามหาชัย และได้ศูนย์กับทิศทั้งแปดตามตำราของชาวเมืองสิบสองนักษัตร
    ๙. พิธีฝังหัวใจเมือง กระทำเมื่อวันที่ ๒0 มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือนสี่ ปี ฉลู เวลา ๑๑.๓๙ น. ณ จุดตอกหัวใจสมุทร ด้วยการขุดหลุมลึก ๙ ศอก (ลึกจนถึงน้ำ) เจ้าพิธีอ่านโองการอุปกรณ์ พิธีกรรมฝังหัวใจเมือง ประกอบด้วยสิ่งของ ๗ ชิ้น แต่ละชิ้นกว้าง ๙ นิ้ว ยาว ๙ นิ้ว หน้า ๒ นิ้ว เขียนดวงชะตาเมือง หัวใจเมืองมีอยู่สามชิ้นที่ได้นำเอาโลหะมงคล ทองเงิน นาก ( สามกษัตริย์ ) ปดหน้าคั่นกลางระหว่างแผ่น หัวใจเมือง แผ่นไม้นี้องค์จตุครารามาเทพกรีดเลือดจุ่มเขียนคาถาอาคมหัวใจพ่อ หัวใจแมร ทำจากไม้ตะเคียนทองกลึงเป็นรูปบัวตูม ยาวประมาณ ๑ ศอก จำนวน ๒ อัน ฝังลงในหลุมรวมกับแผ่นหัวใจเมือง ดินจากทุกตำบลทุกหมู่บ้านในเมืองสิบสองนักษัตร ที่ประชาชนนำมาใส่ลงในหลุม ด้วยวัตถุธาตุแทนธาตุสี่ ประกอบด้วย ถ่าน (แทนธาตุไฟ ) เกลือ (แทนธาตุน้ำ) ข้าวเปลือก (แทนธาตุลม) ทราย (แทนธาตุดิน) พญาไม้มงคล ๙ ชนิด ได้แก่ ราชพฤกษ์ กันเกราสักทรงบาดาล พยุง ทองหลากหรือทองหลาง ไผ่สีสุก และขนุนทอง ผ้าสี ผืนละสี วางก้นหลุมเป็นลำดับแรก ทุกอย่างใส่ลงในหลุมทั้งหมด


    [​IMG]๑๐. พิธีกรรมปฏิมากรรม (แกะสลัก) ได้แกะสลักหลักเมืองด้วยไม้ตะเคียนทองทั้งต้น ณ บ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดในสมัยนั้น
    ๑๑. พิธีเบิกเนตรหลักเมือง กระทำกันต่อเนื่องถึง ๓ วัน คือวันที่ ๓-๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓0 วันที่ ๓ มีนาคมอัญเขิญหลักเมืองที่แกะสลักเรียบร้อยแล้ว ไปประดิษฐานที่วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุฯ หลังจากพระเถระเจริญพระพุทธมนต์ และเจ้าพิธีรำกระบี่โบราณถวายสักการะแล้ว ก็เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนนราชดำเนินไปยังตลาดท่าวัง แล้ววกกลับสู่สนามหน้าเมือง อัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ที่ประดิษฐานชั่วคราว ให้ประชาชนสักการะ ขบวนแห่ในวันนั้นยิ่งใหญ่มาก มีขบวนช้าง ม้า ศิลปินพื้นบ้าน กลุ่มพลังมวลชลต่างๆ วงดุริยางค์ และประชาชนจากทั่วสารทิศขบวนยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ประชาชนคอยชมขบวนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการณ์
    วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓0 เวลา ๑0.๓0 น. พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารับมอบหลักเมืองเป็นของทางราชการ
    วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓0 ตอนค่ำมีพิธีสงฆ์ จากนั้นเจ้าพิธี คือ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดชอ่านโองการเชิญเทวดา ต่อมาประธาน ( รมช. สัมพันธ์ ทองสมัคร) จุดเทียนชัย เจ้าพิธีทำพิธีเบิกเนตรหลักเมืองทั้งแปดทิศ อันเป็นการประจุติตวิญญาณของเทวดารักษาเมืองเข้าไปสิงสถิตภายขในเสาหฃลักเมือง ให้สามารถรับรู้เหตุการณ์และคุ้มครองดูแลได้รอบทิศ จากนั้นมีการจุดพลุสักการะ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมปิดทองสักการะ เป็นเสร็จพิธี
    ๑๒. พิธีการเจิมยอดชัยหลักเมือง พิธีกรรมสำคัญยิ่งและถือเป็นมหามงคลสูงสุด คือการเจิมยอกชัยหลักเมืองพระบาทสมเด๋จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปลัดกระทรวงมหากไทย (นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร) นำคณะอันประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำนวย ไทยานนท์) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายกำจร สถิรกุล) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นายอนันต์ อนันตกูล) วุฒิสมาชิก (นายศิริชัย บุลกุล) พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นำยอดชัยหลักเมืองเพ่อทรงเจิม ในวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓0 ยอดชัยหลักเมืองที่ทรงเจิมในวันนั้น นอกจากของจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ยังมีหลักเมืองจังหวัดชัยนาทและจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย
    นายสัมพันธ์ ทองสมัครได้บันทึกเหตุการณ์ วันนั้นไว้มีความตอนหนึ่งดังนี้
    “......คราวนั้นคณะกรรมการสร้างหลักเมืองได้นำวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นตามแบบแผนโบราณจำนวน ๑๓ ชพร้อมด้วยภาพถ่ายหลักเมืองน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในครั้งนั้นด้วย
    ผมเองเป็นกังวลใจมาก เพราะว่า ผู่ซึ่งเตรียมไว้ว่าจุต้องทำหน้าที่กราบบังคมทูลคือท่านขุจนพันธรักษ์ราชเดชเจ้าพิธี โดยตรง แต่ก่อนหน้าจะถึงกำหนดเข้าเฝ้าฯท่านขุนพันธ์ฯได้ จังหวัดโดยท่านรองฯอำนวย ไทยานนท์ ได้ขอผมไปทำหน้าที่แทน ผมกังวลเพราะไม่ทราบเรื่องวัตถุมงคล ๑๓ ชิ้นว่าเป็นอย่างไร
    ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูล และได้กล่าวถึงมงคลที่ได้สร้างพิธีกรรมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชด้วย เมื่อทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอมเสาหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงมีรับสั่งให้ตามเสด็จฯ ไปยังบริเวณ ที่วางวัตถุมงคลที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ
    ทรงเริ่มทอดพระเนตรตั้งแต่ชิ้นแรก เป็นภาพถ่ายเสาหลักเมืองนครฯ ทรงมีพระตาชกระแสรับสั่งว่า หลักเมืองกรุงเทพฯ คนนครฯ มาร่วมช่วยสร้างเหมือนกัน เพราะเขาเข้าใจเรื่องการสร้างหลักเมือง มีเทวดาเหาะรอบๆ ยอดเสา หลักเมืองอยู่๘ องค์ แต่หลักเมืองนครฯ ที่สร้างขึ้นครั้งนี้เทวดาไม่ได้เหาะ แต่แกะสลักไว้ที่ยอดเสาหลักเมือง ให้เฝ้าทิศทั้งแปด
    จากนี้นได้ทอดพระเนตรวัตถุมงคลทุกชิ้นพร้อมกับทรงอธิบายให้ผมฟังถึงความเป็นมา และการใช้สอยเกี่ยวกับของแต่ละชิ้นได้อย่างลึกซึ้ง ประหนึ่งทรงอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจใจพระปรีชาญาณยิ่งนัก
    จนกระทั่งถึงคงชิ้นที่ ๑๓ เป็นชี้ผึ้งที่บรรจุในภาชนะรูปคล้ายผอบทำด้วยถมท่อง ขนาดไม่โตนัก
    ผมเองประหวั่นว่าจะมีรับสั่งถามเกรงว้าจะกราบบังคมทูลไม่ถูก เพราะไม่ทราบคำราชาศัพท์ของคำว่า “ขี้ผึ้ง” แล้วก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งถาม พร้อมทรงชี้ไปที่ผอบว่า “นี่อะไร” ผมกราบทูลว่า “ เป็นถมทองศิลปะดั้งเดิมของชาวนครศรีธรรมราช” ทรงมีพระราชกระแสว่า “ ถมทองของเมืองนครฯ นี่เรารู้จักเราใช้อยู่ข้างในเป็นอะไร” ผมกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบคำราชาศัพท์แต่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ผึ้ง พระพุทธเจ้าข้า”
    ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ขี้ผึ้ง สมัยโบราณคนเมืองนครหรือชาวศรีวิชัยเมื่อจะไปเจรจาเรื่องสำคัญกับใครจะใช้สีผึ้งสีริมฝีปากแล้วไปเจรจา”
    นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เป็นที่ประจักษ์ว่า ทรงมีพระปรีชาญาณรอบรู้จริง เพราะจากเอกสารที่ฝ่ายพิธีกรรมสร้างหลักเมืองทำขึ้น ก็ได้กล่าวถึงเรื่องขี้ผึ้งในลักษณะตามที่ทรงมีพระกระแสรับสั่งทุกประการ...”
    ๑๓. พิธีแห่ยอดชัยหลักเมือง การะทำวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นการต้อนรับยอดชัยหลักเมืองซึ่งคณะโดยการนำของรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำนวย ไทยานนท์) นำมาจากกรุงเทพมหานคร โดยแห่จากสนามบินกองทัพภาคที่ ๔ มายังสนามหน้าเมือง มีขบวนช้างศึก ม้าศึกและประชาชนจำนวนมาก
    ๑๔. พิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวร โดยผู้ว่าราชการจังหวัด (นายนิพนธ์ บุญญภัทโร) เป็นประธาน
    ๑๕. พิธีสวมยอดชัยหลักเมือง เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยพลเอกสุจินดาคราประยูร (รองบัญชาการทหารบก ตำแหน่งในสมัยนั้น) เป็นประธาน
    ๑๖. พิธีเทท่องปลียอดศาลหลักเมืองและศาลบริวาร เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยมีฯพณฯ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานในพิธี
     
  7. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile7.htm

    รูปลักษณ์หลักเมือง นครศรีธรรมราช โดย ขุนพรหมโลก
    หลักเมืองนครศรีธรรมที่สร้างขึ้น และประดิษฐานในศาลอันโดดเด่นเป็นสง่า ณ บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช มีรูปลักษณ์และองค์ประกอบที่ช่างผู้สลักบรรจงแกะขึ้น ตั้งแต่ฐานถึงยอดมีลาดสายเก้าแบบ ทุกแบบแกะสลักขึ้นด้วยคติธรรมความเชื่อในเรื่องกฏวัฏจักรและโลกธรรมเป็นหลัก กล่าวคือ
    ๑. ฐานวงกลมเก้าชั้น ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกรูปทุกนามมีต้นกำหนดมาจากดิน เมื่อถึงกาลดับขันธ์ก็จะสลายร่างกลายเป็นดิน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง จึงควรเตือนสติให้ระลึกว่า มงคลคาถาเก้าประการเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์ซึ่งเยนว่ายตายเกิดในโลกนี้มีดวงตามองเห็นธรรม ทั้งเป็นความหมายบอกเป็นนัยให้รู้ว่า หลักเมืองที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้สถิตในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
    ๒. ลวดลายมงคลเล็ก ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่าทุกคนที่เกิดมาเมื่อลืมตาดูโลก ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรย่อมเป็นทารกที่สะอาดบริสุทธิ์ เสมือนดังผ้าขาวไม่มีรอยเปื้อน น่ารักใคร่ทะนุถนอม ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด ถือเป็นสิ่งมงคลขนาดย่อม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสังคมและสิ่งแวดล้อม มีส่วนให้ความบริสุทธิ์และสะอาดแปรเปลี่ยนไป
    ๓. ลวดลายดอกไม้และใบลำโพง (ลายแรก) ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้น ย่อมถูกครอบงำด้วยอารมณ์ กิเลส ตัณหา ราคะ ความมัวเมาทั้งปวงสันดาน และสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมปรุงแต่งให้คนกลายเป็นผู้เร่าร้อนเป็นทุกข์ อยากได้ อยากมี ไม่มีเขตจำกัด อ่อนไหวหันเหไปตามอารมณ์เบื้องต่ำ เสมือนต้นลำโพงพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีพิษ สามารถชุบย้อมจิตใจอารมณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปได้ สัญษณ์แห่งความชั่วนี้จะครอบงำมนุษย์เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส
    ๔. ลวดลายเล็บช้างและน่องสิงห์ ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า บนเส้นทางแห่งความดีและความชั่วนั้น เมื่อยังอยู่ในเยาว์วัย บิดามารดาและครูบาอาจารย์จะต้องคอยควบการดูและสั่งสอนปลูกฝังขัดเกลา มิให้หันเหไปในทางชั่งหรือประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและทราบถึงความถูกความผิด
    ๕. ลวดลายดอกและใบลำโพง (ลายที่สอง) ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า เมื่อเจริญเติบโตพ้นจากอ้อมอกพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ย่อมสามารถจำแนกความดีชั่วได้ว่า สิ่งใดถูกสิ่งใดสิ่ง หากปล่อยตัวปล่อยใจเสมือนเสพดอกและใบลำโพง เลือกประพฤติปฏิบัติไปในทางชั่วมัวเมา วิถีชีวิติก็จะพบแต่ความทกข์ แม้จะมีความสุขบ้าง แต่ก็เป็นเสมือนลมพัดผ่านชั่วครู่ชั่วยาม
    ๖. ลวดลายขดมงคล ประดิษฐ์จาความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผลและมีความคิด รู้จักจำแนกเลือกเฟ้น ความดีความชั่ว รู้จักสร้างสมขนบธรรมเนียม ประเพณีและอารยธรรม จนพัฒนาก้าวหน้าไม่หยุดยัง สิ่งที่ดีงามย่อมเป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลาน แม้ว่ากิเลสตัณหา ราคะ และอารมณ์เบื้องต่ำจะคอยก่อกวนชักจูง แต่หากรู้จักเลือกทางที่ดีแล้ว ก็จะทราบถึงเหตุ ถึงเหตุ แสวงหาทางดับทุกข์จนดำเนินชีวิตอย่างมีความสงบสุขไปตามธรรมชาติได้ เป็นสัจธรรมที่มั่นคงยั่งยืน สมดังสัจธรรมที่ว่าทำดีได้ดี และธรรมย่อมชนะอธรรมเสมอ
    ๗. ลวดลายน่องสิงห์ (ลายแรก) ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า สัจธรรมเบื้องต้นที่จำแนกความดีคามเลวของมนุษย์นั้น เป็นแต่เพียงความรู้สึกสำนึกขั้นหยาบที่สามารถระลึกเองได้ แต่ไม่อาจเข้าถึงพระอภิธรรมขั้นละเอียดอ่อน หรือโลกธรรมสูงได้ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายบ้านเมืองมาเป็นเครื่องรับรอง คอบกำกับบังคับมิให้ผู้คนละเมิดหลักหลักนิติธรรม
    ๘. ลวดลายมงคลรอบเสาประดิษฐ์ จากความเชื่อที่ว่าพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย จะช่วยชี้ช่องทางให้มนุษย์มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระพุทธศาสนาช่วยให้คนพ้นจากความเป็นสัตว์ ผู้ใดศรัทธาเลื่อมใสประพฤติปฏิบัติครบถ้วนแล้ว ผู้นั้นล่วงพ้นวัฏสงสารไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด หากดำรงชิตอยู่ก็ทราบถึงต้นเหตุแห่งทุกข์ รู้วิธีทางดับทุกข์ รู้วิธีทางดับทุกข์ มีความร่มเย็นเป็นสุขไปตามฐานะ จิตใจสงบเยือกเย็นด้วยแสงแห่งพระรัตนตรัย


    ๙.ลวดลายบัวคว่ำบัวหงาย ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า องค์จตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์ชาวศรีวิชัย ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของพระพุทธศาสนาหยั่งถงความดีความชั่วอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ จึงศรัทธาเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มุ่งหวังให้ชาวศรีวิชัยทุกรูปทุกนามได้รับแสงแห่งพระรัตนตรัย จึงอุทิศทรัพย์ ศฤงคารทั้งปวงสร้างพระธาตุ เพื่อเป็นพุทธบูชา ปราบปรามเหล่า จัณฑาล ชั่วช้ามิให้ก่อความเดือดร้อนในแผ่นดินแผ่บรมเดชานุภาพไปทั่วทะเลใต้ มีบุญยฤทธิ์ อิทธิอภินิหารยิ่งใหญ่ จนรับสมญาว่า พระเจ้าจันทรภาณ ผู้ทรงขจัดความมืดมัวในโลก ดุจดังพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ซึ่งส่องชีให้ความความชั่วทั้งปวง ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้รับผลดีตอบสนอง ผู้ใดกระทำความชั่วก็จะถึงการวิบัติพินาศไปในที่สุด
    ๑๐. ลวดลายน่องสิงห์ (ลายทีสอง) ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า ความดีความชั่วเป็นสิ่งสามัญที่เกิดขึ้นควบกับมนุษย์ แม้ว่าขนบธรรมเนียม ปะเพณี ศาสนา บิดา มารดา ครูอาจารย์ จะได้อบรมสั่งสอน ปลูกฝังขัดเกลาให้ละเว้นจากความชั่วร้ายทั้งปวง ดำเนินชีวิตให้เป็นประโยชน์สุขแก่สังคม แต่ยังมีบรรดาเหล่าทรชนผู้ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เหมือนกับสุนัขพึงใจกับอาจม เมื่อมีการสถาปนาหลักเมืองขึ้นแล้ว องค์ราชันจตุคามรามเทพจะสำแดงเทวอำนาจให้ปรากฏแก่ชาวเมือง จะควบความเป็นไปของบ้านเมืองให้ดำเนินไปตามทำนองครอบธรรมส่งเสริมกระทำความดีและล้างผลาญทำลายผู้ก่อกรรมชั่ว
    ๑๑. รูปพรหมสี่หน้า (ใหญ่) ประดิษฐ์จากความเชื่อเรื่องสักษณ์ของเทวดารักษาเมืองผู้รอบรู้สรรพศาสตร์ทังหลายและเข้าถึงพระอภิธรรมขั้นสุดยอด ประกอบด้วยทิพยญาณหยั่งรู้ไตรโลก คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต มีอำนาจอภิสิทธิ์เหนือชีวิตมนุษย์ สามารถสำแดงอภินิหารในร่างแปลง ประดุจดังพระพรหมสี่หน้าอันมีต้นแบบมาจากบานประตูทางขึ้นองค์พระบรมธาตุเจดีย์ (ในวิหารพระทรงม้า) เพื่อเตือนสติให้ทราบว่า การประกอบกรรมชั่ว แม้จะเร้นลับสายตาผู้คน สามารถปกปิดซ่อนเร้นหรืออาจหลอกลวงมนุษย์ธรรมดาได้ แต่เทพเจ้าประจำหลักเมืองยังมองดูอยู่ทั้งสี่ทิศ จึงไม่อาจรอดพ้นสายตาไปได้เลย
    ๑๒. รูปพรหมสี่หน้า (เล็ก) ประดิษฐ์เป็นสัญลักษณ์ของเทวดารักษาเมืองประจำทิศน้อยทั้งสี่ แสดงความนัยให้ทราบว่า ไม่ว่าชาวนครจะอยู่สารทิศใด ทิศทรง ทิศเฉียง ต้องเกรงกลัวและละอายต่อบาป ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง การก่อกรรม ทำชั่วไม่อาจซ่อนเร้นปิดบังให้พ้นเทวดาฟ้าดินได้เลย


    ๑๓. เปลวเพลิงยอดพระเกตุ ประดิษฐ์เป็นสัญลักษณ์ความมีชัยชนะของชาวเมืองนครที่จะมาถึงในวันข้างหน้า บ้านเมืองจะแปรเปลี่ยนไปสู่ความรุ่งโรจน์และกลายเป็นอู่อารยธรรมของคาบสมุทรไทยอีกครั้ง เหมือนดังเคยเป็นมาแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ ๑๘
    ขอบารมีพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ร่วมกับหลักเมืองนครศรีธรรมราช จงช่วยคุ้มครองปกป้องอภิบาลคนดีให้อยู่รอดปลอดภัย ผู้ใดมีจิตคิดและทำอกุศลกรรมหนักขอได้ช่วยดลจิตใจให้ผู้นั้นลดการกระทำลงมาให้มีส่วนเหลือเพียงเล็กน้อย ผู้ใดทำชั่วน้อย ๆ ก็ขอจงได้ลดละเลิกหันมาบำเพ็ญกรรมดี ทั้งนี้เพื่อความผาสุขสวัสดิมงคลแก่เมืองมาตุภูมิของตนสืบไป
     
  8. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile8.htm
    อัศจรรย์ของหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดย จักรรัช ธีระกุล

    นับแต่แรกเริ่มดำเนินการก่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ได้เกิดปรากฎการณ์อัศจรรย์หลายครั้ง เท่าที่มีผู้บันทึกและจดจำมีที่น่าสนใจดังนี้
    ๑.ไม้ตะเคียนทองสำหรับแกะสลักหลักเมือง เป็นไม้จากเขายอดเหลือง ซึ่งอยู่ท้องที่ตำบลกะหรอ อำเภอท่าศาลา(ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่อำเภอนบพิตำ) มีลักษณะแปลกคือที่บริเวณรอบโคนต้นมีลักษณะเตียนโล่ง ซึ่งเรียกกันว่า “ลานนำหว้า” หรือ “ตะเคียนใบกวาด” หลังจากโค่นต้นไม้แล้ว คณะได้ตัดต้นตะเคียนเหลือความยาว ๔ เมตร ต้องใช้ช้างชักลากลงมาจากยอดเขา เมื่อช้างชักลาก ตอนแรกไม้ตะเคียนทองไม่ยอมขยับเขยื้อน แต่เมื่อคณะตัดฟันได้จุดธูปบอกกล่าว ช้างก็สามารถชักลากได้ตามปกติ
    ๒. ในการประกอบพิธีเผาดวงชะตาเมืองที่ป่าช้าวัดชะเมา เวลาหลังเที่ยงคืนไปหนึ่งนาที เมื่อปลายปี ๒๕๒๘ ท่ามกลางความมืด มีแต่แสงเทียนประกอบพิธีเท่านั้น ใช้เสียงนกแสกเป็นสัญญาณจุดไฟ ทันทีที่จุดไฟก็มีเสียงครวญครางโหยหวน ของภูตผีในป่าช้าที่ถูกเรียกมาให้เป็นพยาน สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ร่วมพิธี แม้พระภิกษุรูปเดียวที่ได้รับนิมนต์มาสวดบังสุกุลก็ยังเก็บอาการไม่อยู่ สวดมนต์ด้วยเสียงสั่นเครือและสวดผิด แต่หลังจากที่เจริญสมาธิจิตและแผ่เมตตาให้ อาการต่างๆ ก็กลับสู่ปรกติ
    ๓. เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ อันเป็นวันแห่เสาหลักเมืองที่แกะสลักและตกแต่งเสร็จแล้วลงเรือศรีวิชัยโบราณจำลอง จากบ้านพักผู้กำกับฯ ไปยังหน้าวิหารหลวง ขณะที่อัญเชิญเสาหลักเมือง จากเรือจำลองลงตั้งพื้นลานหน้าวิหารหลวง นั่นเอง ได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ณ ที่นั้นทันทีอย่างน่าอัศจรรย์ จากนั้นได้เกิดฝนตกหนักมากในเขตภูเขาต้นน้ำทางตะวันตกของเมือง เป็นเหตุให้น้ำป่าไหลเกือบล้นฝั่งคลองท่าดี และคลองพรหมโลก วัวควายที่ชาวบ้านล่ามไว้ในคลองตายไปหลายตัว ทั้งที่ช่วงนั้นเป็นหน้าแล้ง
    ๔. ในพิธีเบิกเนตรหลักเมือง เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ขณะที่เจ้าพิธีกรรมคือ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช กำลังทำพิธีเบิกเนตร ได้ปรากฏกลุ่มควันจางๆ ขึ้น ณ จุดสัมผัสระหว่างดินสอจารกับดวงเนตรของหลักเมือง

    ๕. นายสมจิตร ทองสมัคร เล่าว่า ครั้งหนึ่งในระหว่างที่มีการประทับทรงของเทวดารักษาเมือง ตนเองปรารภว่าเกิดภาวะฝนแล้งอย่างหนัก ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ไม้ผลเหี่ยวเฉา จะแก้ปัญหาอย่างไรดี ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้เอาไข่หนึ่งฟอง ไปปาใส่ภูเขาที่ขุนพนม บริเวณที่เรียกว่า “หน้าพระ” เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำก็ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติการปาไข่ยังไม่ทันจะลงมาถึงลานวัด ก็มีฝนโปรยลงมาแล้วฝนที่ตกครั้งนั้นตกหนักมากและตกกระจายทั่วไป แม้ในภาคกลางและกรุงเทพฯ สำหรับที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จนผู้ว่าราชการกรุงเทพมาหานครสมัยนั้นเรียกว่า “ฝนพันปี” นั่นเอง
    .นายยุทธนา โมรากุล ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมวดการทางหัวไทร แขวงการทางนครศรีธรรมราชที่ ๑ เล่าให้ฟังว่า
    “...คืนวันหนึ่งเมื่อ ๑๒ ปีก่อน ขณะที่ตนเองอยู่ที่บ้านพักในแขวงการทางนครฯ กับครอบครัวซึ่งขณะนั้นตนเองยังเป็นช่างประจำสำนักงานแขวงการทาง ได้มีคนมาตามที่บ้าน บอกว่าเขามีการเข้าทรงที่ถนนบ่ออ่าง สั่งความให้มาตามตนเองไปหา เมื่อตนเองไปถึงก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ออกแบบอาคารศาลหลักเมือง ตอนนั้นตัวเองทั้งไม่เชื่อทั้งงุนงง เพราะเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อนหลังจากที่ได้รับการลงเลขยันต์ที่ฝ่ามือ และได้รับคำแนะนำครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ได้มาทำแบบบนกระดาษเขียนแบบ เหมือนกับผู้มีมาบอกกล่าวแนะแนวทางอยู่ตลอดเวลา องค์จตุคามรามเทพ หรือที่เรียกกันในหมู่ลูกศิษย์ว่า “พ่อ” ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เขียนแบบออกมาถูกต้องตามโบราณและเขียนจนถึงยอดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ฟ้าดินจะรับรู้ ปรากฏว่าวันนั้นนั่งเขียนที่โต๊ะทำงาน ทันทีที่ตนเขียนเสร็จท้องฟ้าที่เจิดจ้าตามปกติ กลับมืดครึ้มและมีฟ้าผ่าเปรี้ยงอย่างน่าอัศจรรย์ อีกครั้งหนึ่งเมื่อคราว ขุดดินบริเวณสร้างศาลปัจจุบันเพื่อลงฐานราก พบฐานเจดีย์เก่าทรงกลมและเมื่อขุดได้ลึกกว่าสองเมตรก็พบชั้นหินปะการัง ปรากฏว่าน้ำใต้ดินทะลักขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เมื่อได้ปรึกษา “พ่อ”
    ก็ได้รับการแนะนำเทคนิคพิเศษทั้งในเรื่องขั้นตอนและวัสดุที่ใช้โดยละเอียด พร้อมกับได้รับการบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อทำเสร็จฟ้าดินจะรับรู้ เมื่อทำตามนั้นทุกอย่างก็แก้ปัญหาได้อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ ทันทีที่ทำเสร็จสมบูรณ์ก็เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด อันหมายถึงการรับรู้ของฟ้าดินอย่างน่าอัศจรรย์...”


    ๗. เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมใดๆ เกี่ยวกับหลักเมืองนครศรีธรรมราช มักจะเกิดฝนพรำ และฝนตกตามมาทุกครั้ง แม้กระทั่งพิธีไหว้ครูซึ่งกระทำกันทุกปีในวันพฤหัสบดีแรกของเดือนหก หลักเสร็จพิธีมักมีฝนพรำทุกครั้งเช่นเดียวกัน
     
  9. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile2.htm
    หลักเมือง 2530
    ลำดับขั้นตอนการสร้างหลักเมือง นครศรีธรรมราช
    ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์

    1. คณะอนุกรรมการสร้างสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในคณะกรรมการการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งมีนายอเนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีมติให้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น ในคราว ประชุมวันที่ 14 มกราคม 2528 ในการนี้ ได้มอบหมาย ให้พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช (อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8) พันตำรวจเอก สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช) และพระเทพราภรณ์ เจ้าวาสวัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จัดตั้งคณะทำงานจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น

    2. คณะทำงานดังกล่าวได้เริ่มต้นจัดงานไม้ตะเคียนทองมาเพื่อสร้างเป็นเสาหลักเมืองโดยมาจาก ยอดเขาเหลืองเดิมกำหนดจะจัดทำในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่หลายคนเห็นว่าจะไม่สะกวดในการปฏิบัติจึงเปลี่ยนไปใช้สถานที่พักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด นครศรีธรรมราช

    3. เสาหลักเมืองมีรูปแบบและขนาดความกว้างยาวเป็นไปตามหลักการตามที่พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชแนะนำ คือ เสาแกะสลักเป็นลวดลายเป็นศรีวิชัย ประกอบด้วยอักขระโบราณยอดเสาเป็นเศียรพระพรหมแปดเศียรซ้อนกันสองชั้น (ชั้นละสี่เศียร) ยอดบนสุดเป็นยอดชัยหลักเมืองหุ้มด้วย ทองคำ
    4. เพื่อให้ถูกตามธรรมเนียมนิยม จึงกำหนดให้มีพิธีสำคัญที่เกี่ยวเนื่องสองพิธีคือ

    4.1 พิธีฝังหัวใจสมุทรและฝังหัวใจเมืองประธานในพิธีคือ นายอเนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบหมายจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี โดยประกอบพิธีที่สี่แยกคูขวาง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2529
    4.2 พิธีเบิกเนตรหลักเมือง เจ้าพิธีคือพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชจัดพิธี ณ พบริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530

    5. จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับเกียรติจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบหลักเมืองให้แก่ทางราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (นายสุกรี รักษ์ศรีทอง)เป็นผู้รับมอบเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2530

    6. ในระหว่างดำเนินการสร้างหลักเมือง ได้เกิดความขัดแย้งระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายสุกรี รักษ์ศรีทอง)กับผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด (พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล) และรุนแรง ขึ้นจนกระทรวงมหาดไทยได้โยกย้ายคู่กรณี และแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (ร้อยตรี อำนวย ไทยานนท์) รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด

    7. จังหวัดได้รายงานให้กระทรวงมหาไทยกราบบังทูลเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทรงประกอบพิธีนำกลีบบัวทองคำขึ้นประกอบปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ และทรงเจิมทรงพระสุหร่ายยอดชัยหลักเมืองในการนี้ได้เสนอวันอันเป็นมงคลไปด้วย คือวันที่ 3 สิงหาคม 2530 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จแทนพระองค์เป็นประธานยกกลีบบัวทองคำขึ้นประกอบปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อน วันที่ 3 สิงหาคม 2530

    8. ปลายเดือนกรกฎาคม 2530 กระทรวงมาหาดไทยแจ้งจังหวัดว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จังหวัดนำยอดชัยหลักเมืองเข้าไปยังตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อทรงเจิมทรงพระสุหร่ายในวันที่ 3 สิงหาคม 2530 เวลาประมาณ 16.00 น.

    9. จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะประกอบด้วยนายสัมพันธ์ ทองสมัคร (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายกำจร สถิรกุล(ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) นายอนันต์ อนันตกุล (เลขาธิการคณะรัฐมนตรี) นายศิริชัย บุลกุล(วุฒิสมาชิก) เข้าเฝ้าโดยมีนายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ปลัดการะทรวงมหาดไทย เป็นผู้นำเข้าเฝ้าในโอกาสนี้ข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมือง ได้นำเอาวัตถุมงคลและผ้ายันต์จำนวนมากทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายด้วยในวันนั้นพระบาทสุหร่าย หลักเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมกับหลักเมือง จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดชัยนาทด้วย

    10. วันที่ 4 สิงหาคม 2530 คณะได้นำยอดชัยหลักเมืองกลับจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยทางเครื่องบินมีขบวนช้างม้า และประชาชนจำนวน นับหมื่นคนจัดขบวนต้อนรับแห่จากท่าอากาศยานกองทัพภาพที่ 4 มาสู่ที่ตั้งหลักเมืองในปัจจุบันนี้

    11. จังหวัดได้ประกอบพิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวร โดยนายนิพนธ์ บุญญภัทโร ( ผู้ว่าราชการจังหวัด)เป็นประธาน

    12. ได้ทำการก่อสร้างศาลหลักเมืองขึ้นในที่ดินราชพัสดุตามที่ทางจังหวัดขออนุญาต โดยสร้างเป็นศาลด้วยทรงเหมราชลีลา ก่ออิฐถือปูน สามชั้น ส่วนยอดบนเป็นทรงแหลม ภายในศาลพื้นปูด้วยหินอ่อนฝาผนังจากพื้นขึ้นมาหนึ่งเมตรปูด้วยหินอ่อน มีการสลักดุนประวัติความ เป็นมาของหลักเมือง มีบันไดขึ้นลงทั้งสี่ด้าน เชิงบันไดเป็นรูปพญางูทะเลแผ่แม่เบี้ยรอบศาลหลักเมืองมีศาลเล็กสี่มุม รูปทรงเป็นลักษณะเช่นเดียวกับศาลหลักเมือง แต่ลดขนาดลง

    13. การก่อสร้างศาลหลักเมือง ก็ดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง โดยมีรายได้จากเงินบริจาค จากศิษย์และผู้มีจิตศรัทธาบางท่านบริจาคเป็นวัสดุ ก่อสร้าง มีการจำหน่ายวัตถุมงคลธูปเทียนและทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้นายอำนวย ไทยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ประสานงานดำเนินการเกี่ยวกับศาลหลักเมืองเต็มตัว

    14. วันที่ 31 ตุลาคม 2531 จัดพิธีสวมยอดชัยหลักเมือง โดยพลเอกสุจินดา คราประยูร รองผู้บัญชาการทหารบก(ตำแหน่งในเวลานั้น)

    15. ล่วงถึงปีพุทธศักราช 2535 การก่อสร้างศาลหลักเมืองแล้วเสร็จประมาณ 35% สิ้นเงินประมาณ 4 ล้านบาท การก่อสร้างยังคงดำเนินการต่อไปแต่ไม่อาจจะเร่งงานได้ เพราะฤดูฝนเป็นอุปสรรค นอกจากนั้นต้องดำเนินการตาเวลาฤกษ์อันเป็นมงคลตามที่ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดชกำหนด การก่อสร้างโดยการจ้างแรงงาน และวัสดุก่อสร้างเป็นของคณะทำงานก่อสร้างหลักเมือง และผู้มีจิตศรัทธา

    16. งานก่อสร้างศาลหลักเมืองชะงักไประยะหนึ่ง คือในช่วง พ.ศ. 2536-2540 พ.ศ. 2541 ในสมัยที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐมาดำรง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พิจารณาเห็นว่าปูชนียสถานแห่งนี้ควรจะได้รับการบูรณะให้เสร็จสิ้นสมบรูณื เป็นศรีสง่าและเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองอีกแห่งหนึ่ง จึ่งจัด “โครงการบูรณะก่อสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช” เพื่อให้แล้วเสร็จทันการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ ครบ 72 พรรษา พร้อมกันนั้นได้ แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณะก่อสร้างศาลนี้ตามคำสั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 235/2541 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 กรรมการชุดนี้ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์หาทุนออกแบบและและควบคุมการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องและ รายงานผลการดำเนิน งานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน

    17. ยังมิทันที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์นายยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกัน กระทรวงก็แต่งตั้งนายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทน

    18. นายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สานต่อดครงการบูรณะศาลหลักเมืองจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ และกราบบังคมกูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศาลในวันที่หนึ่งสุดแต่พระราชอัธยาศัย

    19. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระอฃค์ทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันศุกร์ที่
    16 มิถุนายน พุทธศักราช 2543 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรง ท่ามกลางความปลาบปลื้มปิติยินดีของ พสกนิกรเป็นล้นพ้น


    พิธีเบิกเนตรหลักเมือง
    บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อในลูกหลานเหลนโหลนภายภาคหน้าได้ลับรู้เรื่องราวการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยโบราณเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว จะได้ทราบเหตุการณ์ว่า บรรพบุรุษในอดีตเมื่อถึงวาระสร้างหลักเมืองอันศักดิ์และมหัศจรรย์ ซึ่งหมู่ชนยุคพันปีนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่วิทยาศาสตร์ทางเทคโนโลยีกำลังเจริญนั้นเขาทำกันอย่างไร
    การสร้างเมืองนครศรีธรรมราชนี้ต้องฝ่ายฟันอุปสรรคมากมาย นอกจากความเหน็ดเหนื่อยแล้ว ยังมีมารผจญต่อต้านกีดกันพูดยุพูดแหย่ให้สะเทือนทางใจอีก แต่คณะจัดทำมิได้ย่อท้อ
    พิธีสำคัญในการสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชมีหลายพิธี แต่พิธีสำคัญที่ควรกล่าวถึงคือ พิธีเบิกเนตรหลักเมืองคือพิธีบรรจุจิตวิญญาณเข้าไปสิงสถิตอยู่ภายในหลักเมือง เป็นนัยว่าให้เทพประจำหลักเมืองสามารถรับรู้เหตุการณ์การณ์ได้ด้วยตาทั้งแปดทิศ รวมแล้ว 16 ตา ใครสร้างความดีชั่ว เทวดาประจำยอดหลักเมืองจะมองเห็นหมด ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้
    พิธีเบิกเนตรหลักเมืองนครศรีธรรมราชมีลำดับขั้นดังนี้
    วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2530
    เวลา 15.00 น. พระเถระเจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้นอัญเชิญหลักจากบ้านเมืองจากบ้านท่านผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัด (พ.ต.อ. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล) ซึ้งได้ทำพิธีปฏิมากรรมปิดทองไปสู่ลานหน้าพระวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุฯ
    เวลา 17.00 น. พล.ต.ตขุนพันธรักษ์ราชเดช รำกระบี่โบราณถวายสักการะหลักเมืองก่อนเคลื่อนขบวน
    เวลา 17.39 น. ขบวนแห่งหลักเมืองเคลื่อนจากวัดพระมหาธาตุฯ สู่ถนนราชดำเนินแห่ไปยังตลาดท่าวัง วกกลับสู่สนามหน้าเมือง
    เวลา 19.00 น. อัญเชิญหลักเมืองเข้าสู่แท่นประดิษฐานชั่วคราว ณ สนามหน้าเมือง
    วันพุธที่ 4 มีนาคม 2530
    เวลา 10.00 น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
    เวลา 10.30 น. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีถวายปัจจัยไทยทาน เสร็จแล้ว
    ทำพิธีส่งมอบและรับมอบหลักเมือง
    เวลา 11.00 น. พระสงฆ์รับภัตตาหารเพล
    เวลา 20.00 น. มีมหรพสมโภชหลักเมือ
    วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2530
    เวลา 18.30 น. พระสงฆ์เจริญพระมนต์
    เวลา 19.00 น. พล.ต.ต.ขุนพันรักษ์ราชเดช อ่านโองการเชิญเทวดา
    เวลา 19.30 น. ประธาน (รมช.ศึกษาธิการ) ทำพิธีจุดเทียนชัย พ่อค้าและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จุดเทียนรอง


    พล.ต.ต ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำพิธีเบิกเนตรหลักเมือง 8 ทิศ จุดพลสักการะหลักเมืองพ่อค้าและประชาชน ร่วมปิดทองสักการะ หลักเมืองเสร็จแล้วประมาณ 20.00 น. พ.ต.อ.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ได้บรรยายเรื่องอาณาจักรศรีวิชัยโบราณรวมเวลาบรรยายเกือบสองชั่วโมง คนฟังประมาณสามหมื่นคน
    งานพิธีได้เสร็จสิ้นลงด้วยดี แต่มีเหตุการณ์แปลกมหัศจรรย์เก่ยวกับในวันประกอบพิธีเบิกเนตรและแห่หลักเมืองดังนี้
    1.ในวันที่ 3 มีนาคม นั้น เวลาประมาณ 6.00 มีปรากฏการณ์บนท้องฟ้าคือมีเมฆทึบดำทะมึนเกิดพายุปั่นป่วน (สังเกตจากเมฆ) หลักจากนั้นมินานก็บังเกิดฝนตกลงมาประปราย เพียงทำให้ฝุ่นละอองบนพื้นดินที่จะแห่หลักเมืองหมดไป และมีอาการมืดครึ้มอย่างนี้ตลอดวัน
    2.เมื่ออันเชิญหลักเมืองถึงหน้าวิหารหลวงทันทีที่หลักเมืองแตะสัมพันแผ่นดิน ได้บังเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดและมีรัศมีทาบลงพื้นดินห่อหุ้มหลักเมือง (ต้องสังเกตจึงจะมองเห็น) ประชาชนส่วนใหญ่ประจักษ์แก่สายตนเอง
    3.มีประชาชนไปรอคอยร่วมขบวนแห่หลักเมืองเป็นหมื่นคน มีคณะกลองยาว มโนห์ราหนังตะลุงร่วมแสดง มีขบวนช้างม้ามากมายแห่แหน
    4.หลักเมืองประดิษฐานบนเรือศรีวิชัยโบราณ (คือเรือกอแหละของชาวไทยมุสลิมภาคใต้) มีผู้เข้ามาลาจูงเต็มพรืดไปหมด บางคนเข้าไปลากจูงไม่ได้ ก็เดินเกาะเรือร่วมขบวน ขณะหัวขบวนไปถึงประมาณสี่แยกตลอดแขก ท้ายขบวนยังอยู่ที่วัดพระมหาธาตุฯ (ระยะทางประมาณ 2 กม.)
    5.ส่วนทางด้านภูเขาทางทิศตะวันตก ปรากฏว่าลำคลองสามสาย (เดิมคงเป็นลำน้ำใหญ่) มีคลองขุนพัง ต้นน้ำคือภูเขาขุนพัง คลองท่าใหญ่ต้นน้ำคือภูเขาคีรีกั้น (และคีรีวง) คลองพรหมดโลกต้นน้ำคือพรหมโลก ทั้งสามคลองนี้ปรากฏน้ำได้ท่วมนองเจิ่งล้นตลิ่งขึ้นมาสูงมากปริมาณน้ำมากกว่าฤดูฝนเสียอีก ทำให้ควายที่ล่ามใกล้ตลิ่งจมน้ำตายไปหลายตัวชาวบ้านละแวกนั้นตกใจเพราะจู่ ๆ เกิดน้ำท่วมฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ
     
  10. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukarm.com/history.php

    ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช


    <DD>1. คำและความหมาย มีคำอยู่สามคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มี่ความหมายต่างกันชัดเจน คือ คำว่า หลักเมือง คำว่า ศาลหลักเมือง และคำว่า ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ขอแสดงความเข้าใจและคิดเห็นดังนี้
    • 1.หลักเมือง หมายถึงนิมิตหมาย ว่าได้สร้างเมือง ณ ที่ตรงนั้น เมื่อวัน เดือน ปี เวลา นาที เท่านั้นเท่านี้
    • 2.ศาลหลักเมือง หมายถึงสิ่งก่อสร้าง เป็นอาคารสวยงาม กะทัดรัด มั่นคง เป็นเทวสถานที่สถิตของเจ้าพ่อตามข้อ 3
    • 3.ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หมายถึงที่สิงสถิตของเทพเจ้าผู้มีมเหศักดิ์ ดูแลปกป้อง คุ้มครองบ้านเมืองและประชาชน
    <DD>2. แบบอย่างการสร้างหลักเมือง แบบอย่างการสร้างหลักเมืองที่ชัดเจนที่สุด คือ การสร้างหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. เรื่องราวที่บันทึกไว้เป็นดังนี้
    [​IMG]
    <DD>"หลังจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จกรีธาทัพเหยียบพระนคร ได้เพียงสองวัน วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ก็มีพระบรมราชโองการสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันตก ได้ทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เวลา 06.54 นาฬิกา พระราชวังใหม่ให้ตั้งในที่ซึ่งพระยาราชเศรษฐีและพวกจีนอยู่เดิม โดยโปรดให้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง แล้วจึงได้ฐาปนาสร้างพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถาน ล้อมด้วยปราการระเนียดไม้ไว้ก่อน พอเป็นที่ประทับ"
    <DD>จากข้อความข้างต้นมีเรื่องสำคัญอยู่ประการหนึ่งคือการยกเสาหลักเมือง ซึ่งถือว่าเป็นมิ่งขวัญสำคัญของเมือง แต่เสาหลักเมืองและดวงชาตาพระนคร ที่ปรากฏในปัจจุบัน มิใช่ของที่สถาปนาในรัชกาลที่ 1 เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับปรุงขึ้นใหม่ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 4 ว่า
    <DD>"แลที่ศาลเจ้าหลักเมือง ศาลพระกาฬ ศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และศาลเจ้าเจตคุปต์นั้น เดิมเป็นแต่หลังคาตังไม้มุงกระเบื้อง ทรงพระกรุณาโปรดให้ช่างก่อรอบ มียอดปรางค์อย่างศาลพระกาฬที่กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาเก่าทั้งสี่ศาลและหอกลางนั้นเดิมสองชั้นสามชั้น ขัดแตะถือปูนทำเป็นยอดเกี้ยว โปรดให้ทำใหม่ก่อผนังถือปูน แปลงเป็นยอดมณฑป... แล้วทรงพระราชดำริถึงหลักเมืองชำรุด ทำขึ้นใหม่ แล้วจะบรรจุดวงชาตาเสียใหม่ ณ วันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรมเก้าค่ำ (จุลศักราช 1214) พระฤกษ์จะได้บรรจุดวงพระชาตาพระนครลงด้วยแผ่นทองคำหนัก 1 บาท แผ่กว้าง 5 นิ้ว จารึกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ กรมหมื่นบวรรังษี กับพระสงฆ์ราชาคณะอีกสามรูป รวมห้ารูป เมื่อเวลาจารึกได้เจริญพระปริตแล้วพระฤกษ์ 12 พระยาโหราธิบดีได้บรรจุที่หลักเมือง เสร็จแล้วก็มีการสมโภช...."
    [​IMG]
    <DD>ลักษณะของเสาหลักเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างใหม่นั่นเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว กว้างผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว ปลายเสาเป็นชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว กว้างผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว ปลายเสาเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุเทวรูปและดวงซาตากรุงเทพมหานครที่เรียกกันว่า "เจ้าพ่อหลักเมือง" ก็ควรได้แก่ เทวรูปองค์นี้ไม่ใช่ตัวเสาและเทวรูปองค์นี้ก็มีพิธีประกาศเทวดาอัญเชิญเทพเจ้าเข้าประดิษฐานในเทวรูปดังปรากฏในหนังสือประกาศพระราชพิธี เล่ม 1 มีความตอนหนึ่งว่า
    <DD>"ข้าแต่ท้าวเทวราชสุรารักษ์ อันควรจะเสด็จสถิตนิวาสนานุรักษ์ บนยอดหลักสำหรับพระมหานคร ข้าพระพุทธเจ้า ขออัญเชิญเทพยมหิทธิมเหศวรผู้ทรงศักดิ์สิทธิ์จงเข้าสิงสู่สำนักในเทวรูปซึ่งประดิษฐานบนยอดบรมมหานครโตรณ อันบบรจุใส่สุพรรณบัตร จารึกดวงพระชันษากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุทธยาบรมราชธานีนี้ จงช่วยคุ้มครองป้องกันสรรพไพรีราชดัษกร อย่าให้มาบีฆาถึงพระมหานครราชธานี และบุรีรอบขอบเขตขัณฑ์สีมามณฑล ทั่วสกลราชอาณาประวัติ" เนื่องจากพระราชพิธีอัญเชิญเทวดาสิงสถิตในเทวรูปดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้ "เจ้าพ่อหลักเมือง" มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของมหาชนมาก จากบันทึกรับสั่งสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทาน ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ในหนังสือวงวรรณคดี ฉบับเมษายน 2491 ได้ทรงอธิบายประเพณีการตั้งหลักเมืองไว้ว่า
    <DD>"หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์มีมาแต่อินเดียไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงเป็นด้วยประชุมชน ประชุมชนนั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลาย ๆ หมู่รวมเป็นตำบล ตำบลเป็นตำบล ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอนั้นเดิมเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆ เมืองรวมกันเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่หลายๆ เมือง เป็นมหานคร คือ เมืองมหานคร" </DD>
    <DD>"ตัวอย่างหลักเมืองที่มีเก่าที่สุดในสยามประเทศนี้ คือ หลักเมืองศรีเทพในแถบเพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานบัดนื้ เรียกเป็นภาษาอินเดียในสันสกฤตว่า "ขีน" ในภาษามคธว่า "อินทขีน" หลักเมืองศรีเทพทำเป็นรูปตาปู หัวเห็ด หลักเมืองชั้นหลังมาก็คงทำด้วยหินบ้าง ไม้บ้าง หลักที่กรุงเทพมหานคร ทำด้วยไม้" "เมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฟ้าจุฬาโลกข้ามฟากมาจากธนบุรี สิ่งแรกที่กระทำคือตั้งหลักเมือง คิดดูด้วยปัญญาก็เห็นเป็นการสมควร เป็นยุติได้แน่นอนว่าจะตั้งเมืองที่ตรงนี้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ความไม่แน่ก็คงมี อาจเปลี่ยนแปลงโยกย้ายได้ที่ปักไปแล้วคนเป็นใจด้วยทุกคน อนึ่ง ควรสังเกตไว้ด้วยว่า การตั้งเมืองใหญ่มีของสองอย่างกำกับกัน คือหลักเมืองและพระบรมธาตุฯ"

    [​IMG]

    <DD>3.หลักเมืองนครศรีธรรมราช ความคิดเรื่องการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เป็นความเห็นแตกต่างของมหาชนชาวนครศรีธรรมราช เอง ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่ามีมาก่อนแล้วปรักหักพังไป เพราะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองสำคัญ เป็นเมืองแม่ของเมืองแม่ของเมืองบริวาร 12 เมือง (เมืองสิบสองนักษัตร) จะต้องมีหลักเมืองเป็นศักดิ์ศรี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองสมบูรณ์แบบตามโบราณประเพณี ฝ่ายนี้เห็นว่าควรสร้างหลักเมือง และขยายความด้วยเหตุผลตามหลักโหราศาสตร์ว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชได้สืบทอดประวัติมาเป็นเวลาอันยาวนาน เป็นมหานครทางภาคใต้และเป็นบ่อเกิดของศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชนขาติไทย โดยมีพระบรมธาตุเป็นหลักชัยของชาวพุทธ เป็นศูนย์รวมศรัทธาศาสนาและความเชื่อต่างๆ แต่สำหรับการสร้างบ้านเมือง จะต้องมีเสาหลักเมืองอันเป็นหลักชัยของบ้านเมืองและอยู่ควบคู่กับศาสนสถาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าชะตาเมืองของนครศรีธรรมราชได้สร้างขึ้น ณ วันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ ศก 649 พ.ศ. 1830 ตรงกับสมัยกรุงสุโขทัยมีอำนาจ <DD>ดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราชที่กำหนดขึ้นในครั้งนั้นผู้ทรงวุฒิวิทยากรโหรได้ตรวจสอบพบว่า เข้าเกณฑ์ภัยร้ายหลายประการ ไม่เป็นผลดีแก่บ้านเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต สมควรที่จะวางชะตาเมืองใหม่ เพื่อให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ตามประเพณีความเชื่อของบรรพบุรุษ โดยการวางศิลาฤกษ์ดวงชะตาเมืองขึ้นใหม่ และสร้างหลักเมืองขึ้นเป็นเสาหลัก เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน อยู่ควบคู่กับองศ์พระบรมธาตุตลอดไป ถ้าหลักเมืองนครศรีธรรมราชเคยมีมาก่อน ฝ่ายนี้ก็มีเหตุผล มีร่องรองที่น่าจะเป็นสถานที่สร้างหลักเมืองอยู่เหมือนกัน ได้แก่ สถานที่ต่อไปนี้
    • 1. หินหลัก ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า "ท่าชี" ทางด้านทิศเหนือขององค์พระมหาธาตุเจดีย์ ลักษณะเป็นเสาหินขนาดย่อม ปัก (ฝัง) ไว้ ปัจจุบันหายไป สถานที่นั้นเป็นทางสี่แยกเล็กๆ แคบๆ คนอายุ 50-60 ปีคงเคยเห็น และปัจจุบันก็ยังเรียกที่ตรงนั้นว่า "หินหลัก" เรื่องนี้สันนิษฐานกันว่า เป็นนิมิตหมายอะไรบางอย่างสำหรับเมืองนคร เพราะอยู่ในตัวเมืองชั้นใน และถ้าจะเป็นหลักเขตธรรมดาของที่ดินก็ไม่น่าจะใช่ เพราะลักษณะเสาหรือหลักเป็นหิน มิใช่ไม้หรือปูนที่ทำกันทั่วไป แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่เชื่อกันสนิทนัก เพราะลักษณะการฝัง ไม่มีฐานราก ไม่มีอาณาบริเวณและลวดลายประดิษฐ์แต่อย่างใด
    • 2. ศาลพระเสื้อเมือง มีหลักฐานปรากฏเป็นเรื่องบอกเล่า ประกอบกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่ บ่งบอกว่าเป็นสถานที่สำคัญของเมืองว่า "ศาลพระเสื้อเมือง" ตามคติโบราณ เมื่อใดที่มีการตั้งบ้านเมืองก็มักจะสร้างศาลไว้ให้เทพารักษ์ ผู้รักษาบ้านเมืองด้วย ศาลพระเสื่อเมืองของนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ด้านหลังของหอนาฬิกา สันนิษฐานว่าคงจะเป็นกลางเมืองในอดีต และคงสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย ศาลเดิมคงสร้างด้วยไม้ จึงไม่เหลือร่องรอย เพราะผุพังลงตามกาลเวลา หลักจากนั้นเข้าใจว่ามีการสร้างขึ้นใหม่อีกหลายครั้ง มีผู้บันทึกไว้ว่า เมื่อประมาณ 80 ปีมาแล้ว เป็นศาลไม้ หลังคามุงกระเบื้อง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ภายในประดิษฐานเทพารักษ์ สององค์ ลักษณะคล้ายกับท้าวกุเวรราช ในพระวิหารพระม้า วัดพระมหาธาตุฯ ต่อมามีผู้บูรณะเทวรูปทั้งสององค์นี้แล้วลงรักปิดทอง ในระยะหลังปรากฏว่าศาลพระเสื้อเมืองเป็นที่นับถือของชาวจีนเป็นจำนวนมาก ศาลนี้จึงได้รับการตกแต่งจนดูคล้ายศาลเจ้าของจีน อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมืองนครศรีธรรมราชไม่เคยมีหลักเมืองมาก่อน ถ้าเคยมีก็น่าจะมีหลักฐานร่องรอยให้เห็นเช่นเดียวกับกำแพงเมืองโบราณ
    • 3. ฝ่ายนี้สรุปเหตุผลว่า เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองพระ หลักเมืองสำคัญ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ไม่มีหลักเมืองใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว มีคนทึกทักเอาว่า การสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันจะเป็นเหตุแห่งความแตกแยก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่านั้นแหละคือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของคนเมืองนคร พูดจากันก่อนและร่วมกันทำ เมื่อยุติตกลงกันว่า จะสร้างหลักเมือง (บูรณะ) ในบริเวณสนามหน้าเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ 2 ไร่แล้ว จังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับส่วนราชการองค์กรภาครัฐและเอกชน บริษัทห้างร้าน พ่อค้าประชาชน พ่อค้าประชาชน จึงร่วมกันดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ -การออกแบบ แกะสลักหรือ ประติมากรรม -พิธีเบิกเนตรหลักเมือง -พิธีทรงเจิมหลักเมือง ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน -การนำ (เชิญ) หลักเมืองมาประดิษฐาน ณ สนามหน้าเมือง พิธีกรรมต่าง ๆ ข้างต้นนี้ นอกจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอื่นร่วมประกอบพิธีด้วย เช่น พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร วางศิลาฤกษ์ศาลพระเสื้อเมือง นายอนันต์ อนันตกุล วางศิลาฤกษ์สร้างศาลสถิตจตุโลกเทพ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เททองหล่อยอดชัยเสาหลักเมือง เป็นที่น่าแปลกใจอยู่บ้างว่า ศาลหรือหลักเมืองนครศรีธรรมราชไม่ปรากฏร่องรอยมาก่อน แต่ใช้คำว่า "บูรณะ" และสถานที่สร้างเป็น "หน้าเมือง" ไม่ใช่ "ในเมือง" ซึ่งเป็นเรื่องน่าสังเกตเพียงเล็กน้อย มิใช่ประเด็นสำคัญ
    </DD>4.รายละเอียดการบูรณะหลักเมือง รายละเอียดการก่อสร้าง (บูรณะ) ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชมีดังนี้
    <DD>4.1 สถานที่ก่อสร้าง สร้างในพื้นที่ 2 ไร่ ณ บริเวณสนามหน้าเมืองด้านทิศเหนือ (แนวเดียวกับหอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์)
    <DD>4.2 ลักษณะงาน/กิจกรรม ระบุงานก่อสร้างในเชิงปริมาณและคุณภาพไว้ดังนี้ 1)เชิงปริมาณ ก่อสร้างตกแต่งศาลใหญ่ 1 หลัง และศาลบริวารประกอบ จำนวน 4 หลังดังนี้ ตกแต่งปูนปั้นรอบนอกของศาล ตกแต่งศาลชั้นที่ 3 ของตัวศาล "จตุรมุข" ตกแต่งศาลชั้นที่ 2 ของตัวศาล "จตุรมุข" ตกแต่งศาลชั้นที่ 1 ของตัวศาล "จตุรมุข" ตกแต่งระเบียงแก้ว หัวบันไดนาค 7 เศียร 8 ตัวเป็นบันได 4 ทิศ ตกแต่งอื่น ๆ เช่น ตัวอาคารศาลภายใน โคมไฟ ป้าย เป็นต้น ตกแต่งศาลเล็กบริวาร จำนวน 4 หลัง 2)เชิงคุณภาพ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของชาวนครศรีธรรมราชตลอดไป
    [​IMG]
    <DD>4.3 งบประมาณการก่อสร้าง ได้เงินจากส่วนราชการ องค์กรการกุศล ประชาชน และแหล่งบริจาคอื่น ดังนี้ 1.องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชให้การสนับสนุนโครงการ 2,000,000 บาท 2.มูลนิธิ "เมืองหลวงห่วงเมืองใต้" ให้การสนันสนุนโครงการ 500,000 บาท 3.ประชาชนบริจาคให้เป็นกองทุนสมทบโครงการ 3,382,627 บาท 4.จัดจำหน่ายเสื้อยืดที่ระลึกการบูรณะศาลหลักเมือง 55,000 บาท 5.เทศบาทนครนครศรีธรรมราชให้การสนับสนุนโครงการ 849,018 บาท 6.สำนักงานป่าไม้จังหวัดจัดหาไม้และบานประตู มูลค่า 500,000 บาท 7.ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครแสงฟ้า(จำหน่ายรถจักรยานยนต์) บริจาค 500,000 บาท 8.ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 73,155 บาท
    <DD>4.4 ผู้รับเหมาก่อสร้างและสัญญา ห้างหุ้นส่วนสามัญจำกัดศรีวิชัย เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ตามสัญญาจ้างที่ 1/2541 ลงวันที่ 27 เมษายน 2541 กำหนดให้งานแล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2542 เงินค่าก่อสร้างศาลหลักเมืองตามปริมาณและคุณภาพงานข้างต้น จำนวน 6,859,800 บาท(หกล้านแปดห้าหมื่นเก้าพันแปดร้อยบาทถ้วน) ซึ่งถ้าจะก่อสร้างให้เต็มรูปรวมทั้งตัวศาลบริวารและรั้ว จะต้องใช้เงินประมาณ 14 ล้านบาท
    [​IMG]

    ลำดับขั้นตอนการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช

    <DD>1.คณะอนุกรรมการสร้างสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีนายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีมติให้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น ในคราวประชุมวันที่ 14 มกราคม 2528 ในการนี้ได้มอบหมายให้พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช (อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8) พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมมาธิกุล(ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช) และพระเทพวราภรณ์เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จัดตั้งคณะทำงานจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น
    <DD>2.คณะทำงานดังกล่าวได้เริ่มต้นจัดหาไม้ตะเคียนทอง มาเพื่อสร้างเป็นเสาหลักเมืองโดยหามาจากยอดเขาเหลือง เดิมกำหนดจะจัดทำในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่หลายคนเห็นว่าจะไม่สะดวกในการปฏิบัติ จึงเปลี่ยนไปใช้สถานที่บ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชแทน </DD><DD>3.เสาหลักเมืองมีรูปแบบและขนาดความกว้างยาว เป็นไปตามหลักการตามที่พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชแนะนำ คือ เสาแกะสลักเป็นลวดลายศรีวิชัยประกอบด้วยอักขระโบราณ ยอดเสาเป็นเศียรพระพรหมแปดเศียรซ้อนกันสองชั้น(ชั้นละสี่เศียร)ยอดบนสุดเป็นยอดชัยหลักเมือง หุ้มด้วยทองคำ
    <DD>4. เพื่อให้ถูกตามธรรมเนียมนิยมจึงกำหนดให้มีพิธีสำคัญที่เกี่ยวเนื่องสองพิธีคือ 4.1 พิธีฝังหัวใจสมุทรและฝังหัวใจเมือง ประธานในพิธีคือนายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบหมายจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี โดยประกอบพิธีที่สี่แยกคูขวาง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2529 4.2 พิธีเบิกเนตรหลักเมือง เจ้าพิธีคือพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ ราชเดช จัดพิธี ณ บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530
    <DD>5. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเกียรติ จากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีมอบหลักเมืองให้แก่ทางราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช(นายสุกรี รักษ์ศรีทอง) เป็นผู้รับมอบเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2530
    <DD>6.ในระหว่างดำเนินการสร้างหลักเมือง ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด (นายสุกรี รักษ์ศรีทอง) และรุนแรงขึ้นจนกระทรวงมหาดไทยได้โยกย้ายคู่กรณี และแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด(ร้อยตรีอำนวย ไทยานนท์)รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด
    [​IMG]
    <DD>7.จังหวัดได้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยกราบบังคมทูลเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทรงประกอบพิธีนำกลีบบัวทองคำขึ้นประกอบปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ และ ทรงเจิมทรงพระสุหร่ายยอดชัยหลักเมือง ในการนี้ได้เสนอวันอันเป็นมงคลไปด้วย คือวันที่ 3 สิงหาคม 2530 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จแทนพระองค์เป็นประธานยกกลีบบัวทองคำขึ้นประกอบปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนวันที่ 3 สิงหาคม 2530
    <DD>8.ปลาย เดือนกรกฏาคม 2530 กระทรวงมหาดไทยแจ้งจังหวัดว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จังหวัดนำยอดชัยหลักเมืองเข้าไปยังตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อทรงเจิมทรงพระสุหร่าย ในวันที่ 3 สิงหาคม 2530 เวลาประมาณ 16.00 น.
    <DD>9.จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะ ประกอบด้วย นายสัมพันธ์ ทองสมัคร(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายกำจร สถิรกุล (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย)นายอนันต์ อนันตกุล (เลาธิการคณะรัฐมนตรี) นายศิริชัย บุลกุล(วุฒิสมาชิก) เข้าเฝ้าโดยมีนายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้นำเข้าเฝ้า ในโอกาส นี้ข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมือง ได้นำเอาวัตถุมงคลและผ้ายันต์จำนวนมากทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายด้วย ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเจิมทรงพระสุหร่ายหลักเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมกับหลักเมืองจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดชัยนาทด้วย
    [​IMG]
    <DD>10.วันที่ 4 สิงหาคม 2530 คณะได้นำยอดชัยหลักเมืองกลับจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยทางเครื่องบิน มีขบวนช้างม้า และประชาชนจำนวนนับหมื่นคนจัดขบวนต้อนรับแห่จากท่าอากาศยานกองทัพภาคที่ 4 มาสู่ที่ตั้งหลักเมืองในปัจจุบันนี้
    <DD>11.จังหวัดได้ประกอบพิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวร โดยนายนิพนธ์ บุญญภัทโร(ผู้ว่าราชการจังหวัด)เป็นประธาน
    <DD>12.ได้ทำการก่อสร้างศาลหลักเมืองขึ้นในที่ดินราชพัสดุตามที่ทางจังหวัดขออนุญาตโดยสร้างเป็นศาลด้วยทรงเหมราชสีลา ก่ออิฐถือปูนสามชั้น ส่วนยอดบนเป็นทรงแหลม ภายในศาลพื้นปูด้วยหินอ่อน ฝาผนังจากพื้นขึ้นมาหนึ่งเมตรปูด้วยหินอ่อน มีการสลักดุนประวัติความเป็นมาของหลักเมือง มีบันไดขึ้นลงทั้งสี่ด้านเชิงบันไดเป็นรูปพญางูทะเลแผ่แม่เบี้ย รอบศาลหลักเมืองมีศาลเล็กสี่มุม รูปทรงเป็นลักษณะเช่นเดียวกับศาลหลักเมือง แต่ลดขนาดลง </DD><DD>13.การก่อสร้างศาลหลักเมืองก็ดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง โดยมีรายได้จากเงินบริจาค จากศิษย์ และผู้มีจิตศรัทธา บางท่านบริจาคเป็นวัสดุก่อสร้าง มีการจำหน่ายวัตถุมงคลธูปเทียนและทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้นายอำเภอ ไทยานนท์รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ประสานงานดำเนินการเกี่ยวกับศาลหลักเมืองเต็มตัว
    <DD>14.วันที่ 31 ตุลาคม 2531 จัดพิธีสวมยอดชัยหลักเมือง โดยพลเอกสุจินดา คราประยูร รองผู้บัญชาการทหารบก(ตำแหน่งในเวลานั้น)
    <DD>15.ล่วงถึงปีพุทธศักราช 2533 การก่อสร้างศาลหลักเมืองแล้วเสร็จประมาณ 35 % สิ้นเงินประมาณ 4 ล้านบาท การก่อสร้างยังคงดำเนินการต่อไปแต่ไม่อาจจะเร่งงานได้ เพราะฤดูฝนเป็นอุปสรรค นอกจากนั้นต้องดำเนินการตามเวลาฤกษ์อันเป็นมงคลตามที่พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชกำหนด การก่อสร้างโดยการจ้างแรงงาน และวัสดุก่อสร้างเป็นของคณะทำงานก่อสร้างก่อสร้างหลักเมืองและผู้มีจิตศรัทธา
    <DD>16.งานก่อสร้างศาลหลักเมืองชะงักไประยะหนึ่ง คือในช่วง พ.ศ.2536-2540 ล่วงถึง พ.ศ.2541 ในสมัยที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พิจารณาเห็นว่าปูชะนียสถานแห่งนี้ควรที่จะได้รับการบูรณะให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นศรีสง่าและเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองอีกแห่งหนึ่งจึงจัด "โครงการบูรณะก่อสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช" เพื่อให้แล้วเสร็จทันการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา พร้อมกันนั้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณะก่อสร้างศาลนี้ตามคำสั่ง จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 235/2541 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 กรรมการชุดนี้ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ หาทุน ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน

    รูปลักษณ์หลักเมืองนครศรีธรรมราช
    <DD>หลักเมืองนครศรีธรรมราชที่สร้างขึ้นและประดิษฐานในศาลอันโดดเด่นเป็นสง่า ณ บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช มีรูปลักษณ์และองค์ประกอบที่ช่างผู้ สลักบรรจงแกะขึ้น ตั้งแต่ฐานถึงยอดมีลวดลายเก้าแบบ ทุกแบบแกะสลักขึ้นด้วยคติธรรมความเชื่อในเรื่องกฎวัฏจักรและโลกธรรมเป็นหลัก กล่าวคือ
    <DD>1. ฐานวงกลมเก้าชั้น ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกรูปทุกนามมีต้นกำเนิดมาจากดินเมื่อถึง กาลดับขันธ์ก็จะสลายร่างกลายเป็นดิน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง จึงควรเตือนสติให้ระลึกว่า มงคลคาถาเก้าประการเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์ซึ่งเวียนว่ายตายเกิดในโลกนี้ มีดวงตามองเห็นธรรม ทั้งเป็นความหมายบอกเป็นนัยให้รู้ว่า หลักเมืองที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้สถิตในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
    [​IMG]
    <DD>2. ลวดลายมงคลเล็ก ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า ทุกคนที่เกิดมาเมื่อลืมตาดูโลก ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ย่อมเป็นทารกที่สะอาดบริสุทธิ์ เสมือนดังผ้าขาวไม่มีรอยเปื้อน น่ารักใคร่ทะนุถนอม ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด ถือเป็นสิ่งมงคลขนาดย่อม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป สังคมและสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้ความบริสุทธิ์และสะอาดแปรเปลี่ยนไป
    <DD>3. ลวดลายดอกและในลำโพง(ลายแรก) ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่าเมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นย่อมถูกครอบงำด้วยอารมณ์ กิเลส ตัณหา ราคะ ความมัวเมาทั้งปวง สันดานและสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมปรุงแต่งให้คนกลายเป็นผู้เร่าร้อนเป็นทุกข์ อยากได้ อยากมี ไม่มีขอบเขตจำกัด อ่อนไหวหันเหไปตามอารมณ์เบื้องต่ำ เสมือนต้นลำโพง พันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีพิษ สามารชุบย้อมจิตใจอารมณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปได้ สัญลักษณ์แห่งความชั่วนี้จะครอบงำมนุษย์เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส
    <DD>4. ลวดลายเล็บช้างและน่องสิงห์ ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า บนเส้นทางแห่งความดีและความชั่วนั้น เมื่อยังอยู่ในเยาว์วัย บิดามาดาและครูบาอาจารย์จะต้องคอยควบคุมดูแลสั่งสอนปลูกฝังขัดเกลา มิให้หันเหไปในทางชั่ว หรือประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ควรตั้งอยู่บนเหตผลและทราบถึงความถูกความผิด
    <DD>5. ลวดลายดอกและใบลำโพง(ลายที่สอง) ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า เมื่อเจริญเติบโตพ้นจากอ้อมอกพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ย่อมสามารถจำแนกความดีชั่วได้ว่า สิ่งใดถูกสิ่งในผิด หากปล่อยตัวปล่อยใจเสมือนเสพดอกและใบลำโพง เลือกประพฤติปฏิบัติไปในทางชั่วมัวเมา วิถีชีวิตก็จะพบแต่ความทุกข์เร่าร้อน หาความเจริญเป็นสิริมงคลมิได้ เวียนว่ายอยู่บนกองทุกข์แม้จะมีความสุขบ้างแต่ก็เป็นเสมือนลมพัดผ่านชั่วครู่ชั่วยาม
    <DD>6. ลวดลายขดมงคล ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผลและมีความคิดรู้จักจำแนกเลือกเฟ้นความดีความชั่ว รู้จักสร้างสมขนบเนียมประเพณี และ อารยธรรม จนพัฒนาก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ดีงามย่อมเป็นมรดกตนทอดไปสู่ลูกหลาน แม้ว่ากิเลส ตัณหา ราคะ และอารมณ์เบื้องต่ำจะคอยก่อกวนชักจูง แต่หากรู้จักเลือกทางที่ดีแล้ว ก็จะทราบถึงเหตุถึงผล แสวงหาทางดับทุกข์จนดำเนินชีวิตอย่างมีความสงบสุขไปตามธรราชาติได้ เป็นสัจธรรมที่มั่นคงยั่งยืน สมดังสัจธรรมที่ว่าทำดีได้ดี และธรรมย่อมชนะอธรรมเสมอ </DD><DD>7. ลวดลายน่องสิงห์(ลายแรก) ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า สัจธรรมเบื้องต้นที่จำแนกความดีความเลว ของมนุษย์นั้น เป็นแต่เพียงงความรู้สึกสำนึกขั้นหยาบที่สามารถระลึกเองได้ แต่ไม่อาจเข้าถึงพระอภิธรรมขั้นละเอียดอ่อน หรือโลกธรรมขั้นสูงได้ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายบ้านเมืองมาเป็นเครื่องรองรับคอยกำกับบังคับมิให้ผู้คนละเมิดหลักนิติธรรม
    <DD>8. ลวดลายมงคลรอบเสา ประดิษฐจากความเชื่อที่ว่า พระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลายจะช่วยชี้ช่องทางให้มนุษย์มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระพุทธศาสนา ช่วยให้คนพ้นจากความเป็นสัตว์ ผู้ใดศรัทธาเลื่อมใสประพฤติปฏิบัติครบถ้วนแล้ว ผู้นั้นล่วงพ้นวัฏสงสาร ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด หากดำรงชีวิตอยู่ก็ทราบถึงต้นเหตุแห่งทุกข์ รู้วิถีทางดับทุกข์ มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขไปตามฐานะ จิตใจสงบเยือกเย็นด้วยแสงแห่งพระรัตนตรัย
    <DD>9. ลวดลายบัวคว่ำบัวหงาย ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า องค์จตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์ชาวศรีวิชัยได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของพระพุทธศาสนา หยั่งถึงความดีความชั่วอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ จึงศรัทธาเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มุ่งหวังให้ชาวศรีวิชัยทุกรูปทุกนามไดรับแสงแห่งพระรัตนตรัย จึงอุทิศทรัพย์ศฤงคารทั้งปวงสร้างพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ปราบปรามเหล่าจัณฑาลชั่วช้ามิให้ก่อความเดือดร้อนในแผ่นดิน แผ่บรมเดชานุภาพไปทั่วทะเลใต้ มีบุญฤทธิ์ อิทธิอภินิหารยิ่งใหญ่จนได้รับสมญาว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ผู้ทรงขจัดความมืดมัวในโลกดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ซึ่งส่องชี้ให้เห็นความดีความชั่วปวง ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้รับผลดีตอบสนอง ผู้ใดกระทำความชั่วก็จะถึงการวิบัติพินาศไปในที่สุด
    <DD>10. ลวดลายน่องสิงห์(ลายที่สอง) ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า ความดีความชั่วเป็นสิ่งสามัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับมนุษย์ แม้ว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา บิดามารดา ครูบาอาจารย์ จะได้อบรมสั่งสอน ปลูกฝังขัดเกลาให้ละเว้นจากความชั่วร้ายทั้งปวง ดำเนินชีวิตให้เป็นประโยชน์สุขแก่สังคม แต่ยังมีบรรดาเหล่าทรชนผู้ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เหมือนกับสุนัขพึงใจกับอาจม เมื่อมีการสถาปนาหลักเมืองขึ้นแล้ว องค์ราชันจตุคามรามเทพจะสำแดงเทวอำนาจให้ปรากฏแก่ชาวเมือง จะควบคุมความเป็นไปของบ้านเมืองให้ดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม ส่งเสริมผู้กระทำความดี และล้างผลาญทำลายผู้ก่อกรรมทำชั่ว
    <DD>11 .รูปพรหมสี่หน้า(ใหญ่) ประดิษฐ์จากความเชื่อเรื่อง สัญลักษณ์ของเทวดารักษาเมืองผู้รอบรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายและเข้าถึงพระอภิธรรมขั้นสุดยอด ประกอบด้วยทิยญาณหยั่งรู้ไตรโลก คืออดีต ปัจจุบัน อนาคต มีอำนาจอภิสิทธิ์เหนือชีวิตมนุษย์ สามารถสำแดงอภินิหารในร่างแปลง ประดุจดังพระพรหมสี่หน้าอันมีต้นแบบมาจากบานประตูทางขึ้นองค์พระบรมธาตุเจดีย์(ในวิหารพระทรงม้า) เพื่อเตือนสติให้ทราบว่า การประกอบกรรมชั่ว แม้จะเร้นลับสายตาผู้คน สามารถปกปิดซ่อนเร้น หรืออาจหลอกลวงมนุษย์ธรรมดาได้ แต่เทพเจ้าประจำหลักเมืองยังมองดูอยู่ทั้งสี่ทิศ จึงไม่อาจรอดพันสายตาไปได้เลย
    [​IMG]
    <DD>12. รูปพรหมสี่หน้า(เล็ก) ประดิษฐ์เป็นสัญลักษณ์ของเทวดารักษาเมืองประจำทิศน้อยทั้งสี่ แสดงความนัยให้ทราบว่า ไม่ว่าชาวนครจะอยู่สารทิศใด ทิศตรง ทิศเฉียง ต้อวงเกรงกลัว และละอายต่อบาป ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง การก่อกรรมทำชั่วไม่อาจซ่อนเร้นปิดบังให้พ้นเทวดาฟ้าดินได้เลย
    <DD>13. เปลวเพลิงยอดพระเกตุ ประดิษฐเป็นสัญลักษณ์ความมีชัยนะของชาวเมืองนครที่จะมาถึงในวันข้างหน้า บ้านเมืองจะแปรเปลี่ยนไปสู่ความรุ่งโรจน์และกลายเป็นอู่อารยธรรมของคาบสมุทรไทยอีกครั้ง เหมือนดังเคยเป็นมาแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 18 ขอบารมีพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ร่วมกับหลักเมืองนครศรีธรรมราช จงช่วยคุ้มครองปกป้องอภิบาลคนดีให้อยู่รอดปลอดภัย ผู้ใดมีจิตคิดและทำอกุศลกรรมหนัก ขอได้ช่วยดลจิตใจให้ผู้นั้นลดกระทำลงมาให้มีส่วนเหลือเพียงน้อย ผู้ใดทำชั่วน้อยๆ ก็ขอจงได้ลดละเลิกหันมาบำเพ็ญกรรมดี ทั้งนี้เพื่อความผาสุกสวัสดิมงคลแก่เมืองมาตุภูมิของตนสืบไป
    <DD>17.ยังมิทันที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ย้างไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกันกระทรวงก็แต่งตั้งนายสวัดิ์ กฤตรัชตนันต์มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทน
    <DD>18.นายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สานต่อโครงการบูรณะศาลหลักเมืองจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ และกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศาลในวันใดวันหนึ่งสุดแต่พระราชอัธยาศัย
    <DD>19.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พุทธศักราช 2543 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรงท่ามกลางความปลาบปลื้มปิติยินดีของพสกนิกรเป็นล้นพ้น
    </DD>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2007
  11. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ต่อครับ

    ที่มา http://www.jatukarm.com/history7.php
    จตุคามรามเทพ เทวดารักษาเมืองนคร


    <DD>พลตำรวจโทสรรเพชรธรรมมาธิกุล ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวน อธิบายว่าเทวดารักษาเมืองหรือเทพประจำหลักเมือง หรือเจ้าพ่อหลักเมืองนครศรีธรรมราช คือ "จตุคามรามเทพ" หรือ "จันทรภาณุ" ผู้ซึ่ง "ตั้งดิดตั้งฟ้า" สถาปนา "กรุงศรีธรรมโศก" ศูนย์กลางแห่ง ศรีวิชัย
    <DD>ตามคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายานสาขาหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์ทุกรูปทุกนาม ต้องเวียนว่ายตายเกิดท่ามกลางกองทุกข์ การขะข้ามวัฏสงสารก็ด้วยยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ หากผู้ใดตั้งปณิธานแน่วแน่ อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือขจัดความทุกข์ยากของมนุษย์ มุ่งบำเพ็ญบารมีหกประการ คือ ทานบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี วิริยบารมี ธยานบารมี(ฌานบารมี) และปัญญาบารมีครบถ้วนแล้ว ผู้นั้นจะบรรลุความเป็นมนุษย์โพธิสัตว์ หรือคฤหโพธิสัตว์ หากพากเพียรสร้างบารมีขั้นสูงอีกสี่ประการ คือ อุปายบารมี ปณิธานบารมี พลบารมี และชญาบารมี ผู้นั้นจะสำเร็จเป็นเทวโพธิสัตว์ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ สามารถบังคับฟ้าดิน สำแดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นเป็นร่าง แปลงธรรมอันจักช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ให้พ้นทุกข์และภัยพิบัติ ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข องค์จตุคามรามเทพถึงแล้วซึ่งความแกล้วกล้าสามารถ เจนจบสรรพศาสตร์ทั้งปวง บำเพ็ญบารมีถึงพรหมโพธิสัตว์ จึงทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ จนได้รับนามาภิไธยราชฐานันดรว่า "จันทรภาณ" ผู้มีอำนาจดั่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ ถืออาญาสิทธิ์รูปราหูอมจันทร์ และวัฏจักร 12 นักษัตร เป็นสัญลักษณ์ อันเป็นตราประจำเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

    [​IMG]
    <DD>องค์จตุคามรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้าสี่คน ได้แก่พญาชิงชัย พญาหลววงเมือง พญาสุขุม และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในหารปราบพวกพราหมณ์ที่ปกครองเมืองตามพรลิงค์อยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้วก็ได้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ สถาปนาเมืองสิบสองนักษัตรหรือกรุงศรีธรรมโศก ฝังรากฐานพระพุทธศานาอย่างถาวรจนได้รับการเทิดพระเกียรติว่า "พญาศรีธรรมาโศกราช" ภายหลังท่านเป็นเทวดารักษาเมือง สถิตอยู่ ณ รูปจำหลักที่บานประตูไม่ทั้งสองที่ทางขึ้นลานประทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชนั่นเอง ส่วนบริวารทั้งสี่ก็เป็นเทวดารักษาเมืองประจำทิศของเมืองเช่นเดียวกันเมื่อสร้างหลักเมืองแล้วก็ได้อัญเชิญท่านมาสถิต ณ เสาหลักเมืองอันงดงามที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ องค์จตุคามรามเทพและบริวารนี่เองที่ได้มาแสดงความอัศจรรย์ให้ปรากฏด้วยการประทับทรง หรือ "ผ่านร่าง" มาบอกกล่าวให้สร้างหลักเมือง แก้อาถรรพ์ดวงเมืองที่พวกพราหมณ์ได้ฝังไว้จนทำให้บ้านเมืองไม่ปกติสุข ผู้ตนแตกแยกแก่งแย่งชิงดีกันหาความสงบสุขไม่ได
    <DD>ส่วนเทวดารักษาเมืองโดยรอบศาลหลักเมืองนั้นพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล อธิบายไว้เป็นสามแนวหรือสามระดับ ได้แก่ แนวแรก (ระดับล่าง) เป็นเทวดารักษาทิศ เทวดารักษาทิศเหนือชื่อท้าวกุเวร เทวดารักษาทิศตะวันออกชื่อ ท้าวธตรฐ เทวดารักษาทิศใต้ชื่อท้าววิรุฬหก เทวดารักษาทิศตะวันตกได้แก่ ท้าววิรุฬปักษ์ แนวที่สอง(ระดับกลาง) เป็นจตุโลกเทพ คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระพรหมเมือง และพระบันดาลเมือง แนวที่สาม (ระดับสูง) เป็นไปตามคติพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในจักรวาลของพุทธศานาฝ่ายมหาชน คือพระไวโรจน พุทธเจ้าอยู่ตรงกลาง พระอักโษภยพุทธเจ้าอยู่ด้านตะวันออก พระอมิตาภะพุทธเจ้าอยู่ด้านตะวันออก พระรัตนสมภพพุทธเจ้าอยู่ด้านทิศใต้ และพระอโมฆะสิทธิพุทธเจ้าอยู่ด้านเหนือ
    <DD>การสักการะเทวดารักษาเมืองนครศรีธรรมราชแบบครบสูตร ใช้เครื่องบูชาอันประกอบด้วย ดอกไม้ 9 สี(หรือ 9 ชนิด หรือ 9 ดอก) ธูป 9 ดอก เทียน 9 เล่ม หมากพลู 9 คำ ยาเส้น 1 หยิบมือ และน้ำจืด 1 แก้ว (หรือ 1 ขวด) รำลึกถึงเทวดารักษาเมืองดังที่กล่าวนามข้างต้น ตั้งจิตอธิษฐานตามใจปรารถนา
    <DD>ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองนครศรีธรรมราชเคยมีชื่อว่า กรุงศรีธรรมโศก หรือกรุงตามพรลิงค์ แต่ตำนานไทยเหนือเรียกว่า เมืองสิริธรรมนคร กรุงศรีธรรมโศกสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่นอน คงทราบข้อความจากคัมภีร์เก่าแก่ของชาวอินเดียสมัยต้นพุทธกาลเรียกว่า เมืองท่าตมะลีบ้าง เมืองท่ากมะลีบ้าง จนกระทั่งในราว พ.ศ.1150 จดหมายเหตุจีนกล่าวถึงเซียะโท้วก๊ก แปลว่าประเทศอินเดีย ซึ่งจักรพรรดิจีนส่งราชทูตเดินทางมาติดต่อทางพระราชไมตรีต่อมาภิกษุจีนผู้คงแก่เรียนมีชื่อว่า หลวงจีนอี้จิง เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย ใน พ.ศ. 1214 ได้แวะมาศึกษาภาษาสันสกฤตที่เมืองโฟชิ จึงทราบว่าบ้านเมืองทั้งหลายในคาบสมุทรภาคใต้ รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหพันธรัฐที่มีอำนาจทางทะเล หลวงจีนอี้จิงจึงขนานนามว่า "ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อาณาจักรศรีวิชัย"
    <DD>นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมากในเรื่องที่ตั้งเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยจนถึงทุกวันนี้ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่เมื่อ พ.ศ. 1710 ศิลาจารึกหลักที่ 35 พบที่บ้านดงแม่นางเมือง จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวถึงการแผ่ขยายอำนาจของพระเจ้ากรุงศรีธรรมโศก ขึ้นไปครอบครองดินแดนในแถบภาคกลางของประเทศไทย ต่อจากนั้นดินแดนแถบนี้กลับตกเป็นเมืองขึ้นของเขมร ครั้นใน พ.ศ.1773 ศิลาจารึกพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช กล่าวว่าพระองค์ทรงกอบกู้อิสรภาพกรุงตามพรลิงค์กลับคืนมาได้ ภายหลังจากพรองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว อนุชาพระองค์เสวยราชสมบัติแทน ตำนานกล่าวว่า
    <DD>"พญาจันทรภานุผู้น้องเป็นพระยาแทน พญาจันทรภาณุเป็นพระยาอยู่ได้ 7 ปี เกิดไข้ยมบนลงทั้งเมือง คนตายวินาศประลัย พญาจันทรภาณุ พญาพงศาสุราหะ อนุชา และมหาเถรสัจจนุเทพกับครอบครัวลงเรือหนีไข้ยมบน ไข้ก็ตามลงเรือพญาและลูกเมียตายสิ้น พระมหาเถาสัจจานุเทพก็ตาย เมืองนครทิ้งร้างเป็นป่ารังโรมอยู่หึงนาน" </DD>
    <DD>หลักฐานเท่าที่หยิบยกขึ้นมาอ้างอิงแสดงให้เห็นว่า กรุงศรีธรรมโศก หรือกรุงตามพรลิงค์ หรือเมืองนครศรีธรรมราช เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยแล้วล่มสลายไปเมื่อครั้งเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่าอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งพวกเจ้าไทยลงมาปกครองและฟื้นฟูบูรณาการบ้านเมืองขึ้นใหม่ ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนายพระธาตุนครศรีธรรมราช
    <DD>ไม่มีใครทราบว่าในการฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศก และพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ในครั้งนี้มีเบื้องหลังหรือความเป็นมาแท้จริงอย่างไร คงทราบความจากตำนานแต่เพียงว่าพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงโปรดให้มีตรามาเกณฑ์ผู้คนสร้างเมื่องนครศรีธรรมราชและพระธาตุ จนสำเร็จเสร็จสิ้นในสมัยขุนอินทราชาเป็นเจ้าเมือง ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระศรีมหาราชา จนกระทั่งชาวนครศรีธรรมราชผู้หนึ่งสนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ได้ค้นคว้าพบดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราชเก่า จดบันทึกไว้ในสมุดข่อยในหอสมุดแห่งชาติ จึงนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ว่า เมืองนครศรีธรรมราชเก่สถาปนาขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่า เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ตรงกับ พ.ศ.1830
    <DD>เมื่อพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช และพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ตรวจสอบรูปดวงชะตาเห็นว่ากรุงศรีธรรมโศกและดินแดนภาคใต้ถูกสาป จึงร่วมกันหาทางแก้ไข รายงานให่คณะกรรมการจัดสร้างสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชทราบ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเพื่อล้างมนตราอาถรรพ์แห่งคำสาปใน พ.ศ.2530

    ตำนานองค์จตุคาม

    <DD>ตรรกวิทยาของชาวกะ ที่เรียกว่า จตุคามศาสตร์ เชื่อกันว่า นางพญาจันทรา นางพญาพื้นเมือง ทะเลใต้ ราชินี ผู้สูงศักดิ์ขององค์ราชันราตะ หรือ พระสุริยะเทพ ซึ่งรวบรวมดินแดนในคาบสมุทรทองคำเข้าเป็นจักรวรรดิ์เดียวกันในพุทธศตวรรษ ที่ 7 พระราชมารดาของเจ้าชายรายเทพ บรรลุธรรม สำเร็จตรรกศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอิทธิฤทธิ์ บังคับคลื่นลมร้ายให้สงบได้ชาวทะเลทั้งหลายกราบไหว้รำลึกถึง เมื่อออกกลางทะเล เรียกกันว่า แม่ย่านาง ชาวศรีวิชัยให้ความเคารพนับถือเทิดทูน ฉายานามว่า เจ้าแม่อยู่หัว
    <DD>เจ้าชายรามเทพได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา จตุคามศาสตร์ จากพระราชมารดาจนเจนจบ แล้วทรงเรียนรู้หลักสัจะรรมทางพุทะศาสนา เลื่อมใสศรัทานิกายมหายานอย่างแรงกล้า มุ่งหน้าสร้างบารมี หวังตรัสรู้เป็นพระโพธสัตว์ ตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะประกาศธรรมให้มั่นคงทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ ทรงอุตสาหะบากบั่นสร้างราชนาวีตามตรรกศาสตร์มหายาน ที่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมได้รวดเร็วและปลอดภัยบรรทุก กำลังพลและสัมภาระได้ มากมายมหาศาลเยือนน่านน้ำใด หลักศาสนา ศิลปอารยะธรรมประดิษฐานมั่นคง ณ ดินแดนนั้น จนเหล่าราชครูต่างถวาย นามาภิไธยราชฐานันดร ว่า องค์ ราชันจตุคามรามเทพ
    <DD>เมื่อพระศรีมหาราชชาวชวากะได้ประกาศสัจธรรมทั่ว สุวรรณทวีปแล้วจึงได้สร้าง มหาสถูป เจดีย์ขึ้นที่หาดทรายแก้วและในปลายพุทธศตวรรษที่8 องค์ราชันจตุคามรามเทพทรงมานะพยายามจนบรรจะธรรมจนบรรลุโพธิญาณ จักรวาลพรหมโพธิสัตว์ ประกอบด้วย บุญฤทธิ์ อิทธิฤทธ อภินิหาร สยบฟ้า สยบดินได้ตามปรารถนา วาจาเป็นประกาศิตเหนือมวลชีวิตทั้งหลายทรงศักดานุภาพเหมือน ดังพระอาทิตย์และ พระจันทร สมญานามตาม ศาสตร์จันทรภาณุ สาปแช่งศัตรูผู้ใดจะถึงกาลวินาศ จนเลื่องลือไปทั่วทวีป ได้รับการถวายนามยกย่องว่า พญาพังพกาฬ การประกาศชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือสุวรรณทวีปและหมู่เกาะทะเลใต้นี้เปรียบได้กับมหาราชในชมพูทวีป
    <DD>ดังนั้น พญาโหราบรมครูช่างชาวเกาะ ได้จำลองรูปมหาบุรุษเป็นอนุสรณ์ ตามอุดมคติศิลปะศาสตร์ศรีวิชัย เรียกว่า ร่างแปลงธรรม รูปสมมุตแห่ง เทวราชที่มีตัวตนอยู่จริงในโลกมนุษย์ ทรงเครื่องราชขัติยาภรณ์ สี่กร สองเศียร พรั่งพร้อมด้วยเทพศาสตราวุธ เพื่อปกป้องอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อเป็นคติธรรมและศิลปะกรรม ประดิษฐานในทุกหนแห่งในอาณาจักรทะเลใต้ ลูกหลานราชวงศ์ไศเลนทร์ในชั้นหลังได้ถ่ายทอดศิลปะศาสตร์แปลงร่างธรรมเป็น นารายณ์บรรทมสินธุ์บ้าง อวตารปราบอสูรบ้าง ตามค่านิยมของท้องถิ่น

    ความเป็นมาองค์พ่อจตุคามรามเทพ

    <DD>องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือ เทวดารักษาพระบรมธาตุ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สถิตอยู่ที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี พ.ศง 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ และสร้างศาลหลักเมืองของจังหวัด จึงมีการทำพิธีอัญเชิญองค์พ่อฯ ไปสถิตที่ศาลหลักเมืองตั้งแต่นั้นมา

    [​IMG]
    <DD>ก่อนจะมาเป็นเทวดารักษาพระบรมธาตุนั้น องค์พ่อจตุคามรามเทพเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ และในอีกชาติภพหนึ่งองค์พ่อฯ เป็นกษัตริย์ที่มีนามว่า พญาศรีธรรมโศกราช การที่องค์พ่อฯ ถูกขนานนามว่า ราชันดำแห่งทะเลใต้ เพราะอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ติดทะเลชวา และพระวรกายของพระองค์มีสีเข้ม นอกจากจะเป็นกษัตริย์แล้ว ในอีกชาติภพหนึ่งองค์พ่อฯ ยังเป็นนักรบที่แกร่งกล้าสามารถ รบไม่เคยแพ้ผู้ใดนามว่า พังพกาฬ องค์พ่อฯทรงบำเพ็ญตน สร้างบารมี เป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มวลมนุษย์ สุริยัน จันทรา นั้นเป็นตัวแทนขององค์พ่อฯ ส่วนดวงตราพญาราหู ดวงตราสองแผ่นดินศรีวิชัย สุวรรณภูมิ และ 12 นักกษัตร เป็นรูปแบบของดวงตราอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจตุคามศาสตร์ ซึ่งทรงฤทธิ์ธานุภาพในทุกๆด้าน การอธิษฐานจิตขอบารมี จากองค์พ่อจตุคามรามเทพ ทุกท่านสามารถอธิษฐานจิตขอพรบารมีจากองค์พ่อจตุคามรามเทพได้ หากท่าน
    • 1.อธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ และ ไม่ขัดต่อศีลธรรม
    • 2.เมื่อท่านได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับองค์พ่อจตุคามรามเทพ และ
    • 3.ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแก่องค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ แม้ว่าองค์พ่อจตุคามรามเทพจะเป็นพระโพธิสัตย์ที่มีจิตแห่งความเมตตาสูง ขอให้ทุกท่านอย่าเพียงแต่บารมีขององค์พ่อฯเท่านั้น ควรสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้าน คือ ให้ทาน (เช่น สัมฆทาน บริจาคมูลนิธิต่างๆ) รักษาศีล(ศีล) และ บำเพ็ญภาวนา (สวดมนต์ และปฏิบัติกรรมฐาน) และขอให้อโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านเอง และแผ่กุศลกรรมที่ท่านทำนั้นให้แก่ มารดาบิดา ญาติกาทั้งหลาย ครูอุปัชฌาอาจาร์ย เพื่อมนุษย์ เทวดาทั้งหลายทั้งปวง เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง และเปรตทั้งหลายทั้งปวงด้วย แล้วชีวิตท่านจักบังเกิดความเจริญ
    </DD>พิธีกรรมเกี่ยวกับการสร้างหลักเมือง


    <DD>จากการบันทึกของนายสมจิตร ทองสมัคร หนึ่งในคณะผู้ริเริ่มการก่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่านับตั้งแต่เทวดารักษาเมืองได้สร้างความอัศจรรย์ด้วยการมาประทับทรงบอกกล่าวให้แก่พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมธิกุล (ยศในขณะนั้น) และคณะดำเนินการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกกล่าวของเทวดารักษาเมืองทุกขั้นตอนเป็นลำดับมาดังนี้
    <DD>1. พิธีกรรมเผาดวงชะตาเมือง กระทำที่ป่าช้าวัดชะเมา ตำบลท่าวัง อำเมือง เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการล้างอาถรรพณ์ดวงชะตาเมืองเดิมซึ่งเรียกว่าดวงราหูชิงจันทร์หรือดวงภินธุบาทว์ ลักษณะดวงดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวภัยเล็งจุดกำเนิดวางดาวอังคารให้อยู่ในภพที่ห้า เจ้าของดวงชะตาเช่นนี้เหมือนถูกสาป อาภพ อัปภาคย์ บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทัณฑ์ไม่หยุดหย่อน เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุดบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ไม่นานก็เสื่อมทรามตกต่ำ การเผาดวงชะตาครั้งนี้ใช้ "เพชฌฆาตฤกษ์" คือเลยเที่ยงคืนไป 1 นาที ของปลายปี พ.ศ.2528
    [​IMG]

    <DD>2. พิธีลอยชะตาเมือง เพื่อทำลายดวงชะตาเมืองเดิม ทำแพจากต้นกล้วยเถื่อน (กล้วยป่า) เก็บดินสี่มุมเมือง น้ำห้าท่า ดาบเก่าสี่เล่ม รูปคนทำด้วยดินปั้นสี่รูป เสาไม้ตะเคียนทองหนึ่งต้น พญาโหรา เรียกอาถรรพ์จัญไรบรรจุลงสู่ต้นตะเคียนทอง เสกคาถาลงยันต์ครบถ้วนแล้วนำไปลอยที่ปากน้ำปากนคร
    <DD>3. พิธีกรรมสะกดหินหลัก กระทำที่บริเวณฐานพระสยม ตลาดท่าชี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง หินหลักเป็นสิ่งพวกพราหมณ์ดั้งเดิมฝังอาถรรพ์เสนียดจัญไรเอาไว้ ซึ่งสร้างความวิบัติเสื่อมเสียแก่เมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา
    <DD>4. พิธีปลุกยักษ์วัดพระบรมธาตุ ยักษ์สองตนที่บันไดทางขึ้นองค์พระบรมธาตุ ถูกปลุกให้ตื่นมาทำหน้าที่รักษาบ้านเมืองหลังจากถูกอาถรรพณ์สะกดมานานนอกจากนั้นยังปลุกเทวดา พระปัญญา พระพวย และพระมหากัจจยนะ (พระแอด) อีกด้วย
    <DD>5. พิธีปลุกพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง พระทั้งสองสถิตอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งหลับใหลมานานปีให้ตื่นขึ้นช่วยบ้านช่วยเมือง
    <DD>6. พิธีกรรมพลิกธรณี กระทำที่ริมรั้วป่าช้าวัดชะเมา พลิกดินที่ชั่วร้ายสกปรกฝังไว้เบื้องล่าง เอาดินดีขึ้นมาไว้เบื้องบน เพื่อบ้านเมืองจะมีความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรื่องต่อไปวันข้างหน้า
    <DD>7. พิธีกรรมเทพชุมนุมตัดชัย กระทำที่วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 เวลา 12.39 น. ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้นเจ็ดค่ำเดือนยี่ ปีฉลู นับเป็นพธีกรรมสำคัญยิ่งดำเนินการตามแบบอย่างของชาวเมืองสิบสองนักษัตรโบราณจากคำบอกกล่าวของพญาหลวงเมือง การพิธีครั้งนั้นมีพระเทพวราภรณ์(พระธรรมรัตโนภาสในปัจจุบัน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จะมุ่งหมายของพิธีกรรมนี้นอกจากเพื่อสร้างสวัสดิมงคลแก่จังหวัดนครศรีธรรมราชจากการเจริญพระพุทธมนต์และแสดงพระธรรมเทาฃศนาของพระสงฆ์แล้ว เทวดารักษาบ้านรักษาเมืองยังมาชุมนุมเสกผ้ายันต์สิบสองนักษัตรจำนวน 3,000 ผืน เขียนผ้ายันต์จำนวน 108 ผืน และประกาศบอกกล่าวแก่ผู้คนให้ช่วยกันสร้างหลักเมือง
    <DD>8. พิธีกรรมตอกหัวใจสมุทร เพื่อให้ดวงชะตาเมืองถูกบรรจุด้วยธาตุทั้งสี่ครบถ้วน กระทำ ณ สี่แยกคูขวาง เมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2529 ตรงกับแรมสิบสิงค่ำเดือนยี่ เวลาประมาณ 18.30 น. เศษ โดยนายเอนก สิทธิประศาสตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น เป็นประธานแทน ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ การที่เลือกบริเวณกลางสี่แยกคูขวางเป็นจุดตอกหัวใจสมุทร เพราะจุดดังกล่าวได้ศูนย์กับองค์พระบรมธาตุ ภูเขามหาชัย และได้ศูนย์กับทิศทั้งแปดตามตำราของชาวเมืองสิบสองกษัตร
    <DD>9. พิธีฝังหัวใจเมือง กระทำเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2529 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 11 ค่ำเดือนสี่ ปีฉลู เวลา 11.39 น. ณ.จุดตอกหัวใจสมุทร ด้วนการขุดหลุมลึก 9 ศอก (ลึกจนถึงน้ำ) เจ้าพิธีอ่านโองการ อุปกรณ์พิธีกรรมฝังหัวใจเมืองประกอบด้วย สิ่งของ 7 ชนิด คือ หัวใจเมือง ทำด้วยดินเผาผสมทรายหาดทรายแก้วจากวัดพระมหาธาตุฯ มีจำนวน 7 ชิ้น แต่ละชิ้นกว้าง 9 นิ้ว ยาว 9 นิ้ว หนา 2 นิ้ว เขียนดวงชะตาเมือง หัวใจเมืองมีอยู่สามชิ้นที่ได้นำเอาโลหะมงคล ทอง เงิน นาค (สามกษัตริย์) ปิดหน้าคั่นกลางระหว่างแผ่นหัวใจเมือง แผ่นไม้ตะเคียนทอง กว้าง-ยาว 12 นิ้ว รองรับแผ่นหัวใจเมือง แผ่นไม่นี้อวงค์จตุคามรามเทพกรีดเลือดจุ่มเขียนคาถาอาคม หัวใจพ่อ-หัวใจแม่ ทำจากไม้ตะเคียนทองกลึงเป็นรูปบัวตูม ยาวประมาณ 1 ศอก จำนวน 2 อัน ฝังลงในหลุมรวมกับแผ่นหัวใจเมือง ดินจากทุกตำบลทุกหมู่บ้านในเมืองสิบสองนักษัตร ที่ประชาชนนำมาใส่ลงในหลุมด้วย วัตถุธาตุ แทนธาตุสี่ ประกอบด้วยถ่าน(แทนธาตุไฟ) เกลือ (แทนธาตุน้ำ) ข้าวเปลือก(แทนธาตุลม) ทราย(แทนธาตุดิน) พญาไม้มงคล 9 ชนิด ได้แก่ ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ กันเกราสักทรงบาดาล พยุง ทองหลากหรือทองหลาง ไผ่สีสุก และขนุนทอง ผ้าสี 12 ผืน ผืนละสี วางก้นหลุมเป็นลำดับแรก ทุกอย่างใส่ลงในหลุมทั้งหมด
    <DD>10. พิธีกรรมปฏิมากร (แกะสลัก) ได้แกะสลักหลักเมืองด้วยไม้ตะเคียนทองทั้งต้น ณ บ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดในสมัยนั้น
    <DD>11. พิธีเบิกเนตรหลักเมือง กระทำกันต่อเนื่องถึง 3 วัน คือวันที่ 3-5 มีนาคม 2530 วันที่ 3 มีนาคม อัญเชิญหลักเมืองที่แกะสลักเรียบร้อยแล้วไปประดิษฐานที่วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุฯ หลังจากพระเถระเจริญพระพุทธมนต์ และเจ้าพิธีรำกระบี่โบราณถวายสักการะแล้ว ก็เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนนราชดำเนินไปยังตลาดท่าวัง แล้ววกกลับสู่สนามหน้าเมือง อัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ที่ประดิษฐานชั่วคราว ให้ประชาชนสักการะ ขบวนแห่ในวันนั้นยิ่งใหญ่มาก มีขบวนช้าง-ม้า ศิลปินพื้นบ้านกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ วงดุริยางค์ และประชาชนจากทั่วสารทิศ ขบวนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ประชาชนคอยชมขบวนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติศาสตร์ วันที่ 4 มีนาคม 2530 เวลา 10.30 น. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารับมอบหลักเมืองเป็นของทางราชการ วันที่ 5 มีนาคม 2530 ตอนค่ำมีพิธีสงฆ์ จากนั้นเจ้าพิธีคือพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชอ่านโองการเชิญเทวดา ต่อมาประธาน(รมช.สัมพันธ์ ทองสมัคร) จุดเทียนชัย เจ้าพิธีทำพิธีเบิกเนตรหลักเมืองทั้งแปดทิศ อันเป็นการประจุจิตวิญญาณของเทวดารักษาเมืองเข้าไปสิงสถิตภายในเสาหลักเมือง ให้สามารถรับรู้เหตุการณ์ และคุ้มครองดูแลได้รอบทิศ จากนั้นมีการจุดพลุสักการะ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมปิดทองสักการะ เป็นเสร็จพิธี </DD><DD>12. พิธีการเจิมยอดชัยหลักเมือง พิธีกรรมสำคัญยิ่งและถือเป็นมงคลสูงสุดคือ การทรงเจิมยอดชัยหลักเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร) นำคณะอันประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำนวย ไทยานนท์) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายกำจร สถิรกุล) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นายอนันต์ อนันตกูล) วุฒิสมาชิก(นายศิริชัย บุลกุล) พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นำยอดชัยหลักเมืองเพื่อทรงเจิม ในวันที่ 3 สิงหาคม 2530 ยอดชัยหลักเมืองที่ทรงเจิมในวันนั้น นอกจากของจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ยังมีหลักเมืองจังหวัดชัยนาท และจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ได้บันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้ มีความตอนหนึ่งดังนี้
    [​IMG]
    <DD>" คราวนั้นคณะกรรมการสร้งหลักเมืองได้นำวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นตามแบบแผนโบราณจำนวน 13 ชนิด พร้อมด้วยภาพถ่ายหลักเมืองน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในครั้งนั้นด้วย ผมเองเป็นกังวลใจมาก เพราะว่าผู้ซึ่งเตรียมไว้ว่าจะต้องทำหน้าที่กราบบังคมทูลคือท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช เจ้าพิธีโดยตรง แต่ก่อนหน้าจะถึงกำหนดเข้าเฝ้าฯท่านขุนพันธ์ฯประสบเหตุตัวต่อต่อยเอาที่ใบหน้าอักเสบ ไม่สามารถจะเข้าเฝ้าฯ ได้จังหวัดโดยท่านรองฯ อำนวย ไทยานนท์ ได้ขอผมไปทำหน้าที่แทน ผมกังวลเพราะไม่ทราบเรื่องวัตถุมงคล 13 ชิ้นว่าเป็นอย่างไร
    <DD>ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูล และได้กล่าวถึงมงคลที่ได้สร้างในพิธีกรรมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชด้วย เมื่อทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอดเสาหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงมีรับสั่งให้ตามเสด็จฯ ไปยังบริเวณที่วางวัตถุมงคลที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงเริ่มทอดพระเนตรตั้งแต่ชิ้นแรก เป็นภาพถ่ายเสาหลักเมืองนครฯ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า หลักเมืองกรุงเทพฯ คนนครฯ มาร่วมช่วยสร้างเหมือนกันเพราะเขาเข้าใจเรื่องการสร้างหลักเมือง มีเทวดาเหาะรอบ ๆ ยอดเสาหลักเมืองอยู่ 8 องค์ แต่หลักเมืองนครฯ ที่สร้างขึ้นครั้งนี้เทวดาไม่ได้เหาะ แต่แกะสลักไว้ที่ยอดเสาหลักเมืองให้เฝ้าทิศทั้งแปด จากนั้นได้ทอดพระเนตรวัตถุมงคลทุกชิ้นพร้อมกับทรงอธิบายให้ผมฟังถึงความเป็นมา และการใช้สอยเกี่ยวกับของแต่ละชิ้นได้อย่างลึกซึ้ง ประหนึ่งทรงอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจในพระปรีชาญาณยิ่งนัก
    <DD>จนกระทั่งถึงชิ้นที่ 13 เป็นขี้ผึ้งที่บรรจุในภาชนะรูปคล้ายผอมทำด้วยถมทองขนาดไม่โตนัก ผมเองประหวั่นว่าจะมีรับสั่งถามเกรงว่าจะกราบบังคมทูลไม่ถูกเพราะไม่ทราบคำราชาศัพท์ของคำว่า "ขี้ผึ้ง" แล้วก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งถามพร้อมทรงชี้ไปที่ผอบว่า "นี่อะไร" ผมกราบทูลว่า "เป็นถมทอง ศิลปะดั้งเดิมของชาวนครศรีธรรมราช" ทรงมีพระราชกระแสว่า "ถมทองของเมืองนครฯ นี่เรารู้จัก เราใช้อยู่ ข้างในเป็นอะไร" ผมกราบบังคมทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบคำราชาศัพท์ แต่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ผึ้ง พระพุทธเจ้าข้า" ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า "สีผึ้ง สมัยโบราณคนเมืองนคร หรือชาวศรีวิชัย เมื่อจะไปเจรจาเรื่องสำคัญกับใคร จะใช้สีผึ้งสีริมฝาปากแล้วไปเจรจา" นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาญาณรอบรู้จริงเพราะจากเอกสารที่ฝ่ายพิธีกรรมสร้างหลักเมืองทำขึ้น ก็ได้กล่าวถึงเรื่องขี้ผึ้งในลักษณะตามที่ทรงมีพระกระแสรับสั่งทุกประการ
    <DD>13.พิธีแห่ยอดชัยหลักเมือง กระทำวันที่ 4 สิงหาคม 2530 เป็นการต้อรับยอดชัยหลักเมืองซึ่งคณะโดยการนำของรองผู้ว่าราชการจังหวัด(นายอำนวย ไทยานนท์) นำมาจากกรุงเทพมหานคร โดยแห่จากสนามบินกองทัพภาคที่ 4 มายังสนามหน้าเมือง มีขบวนช้างศึก ม้าศึกและประชาชนจำนวนมาก
    <DD>14.พิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวร โดยผู้ว่าราชการจังหวัด(นายนิพนธ์ บุญญภัทโร) เป็นประธาน
    <DD>15.พิธีสวมยอดชัยหลักเมือง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2531 โดยพลเอกสุจินดา คราประยูร (รองผู้บัญชาการทหารบก - ตำแหน่งในสมัยนั้น) เป็นประธาน
    <DD>16.พิธีเททองปลียอดศาลหลักเมืองและศาลบริวาร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2541 โดยมี ฯพณฯ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานในพิธี วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช
    <DD>ดังที่ทราบแล้วว่าในกระบวนการของการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ได้มีพิธีกรรมต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง ในทำนองเดียวกันได้มีการทำวัตถุมงคลออกแจกจ่ายและให้เช่าบูชาหลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการทำพิธีผ่านร่างประทับทรงทั้งสิ้น เท่าที่มีผู้จดจำได้มีดังนี้
    <DD>1. เศียรองค์จตุคามรามเทพ หรือเทวดารักษาเมือง เป็นวัตถุมงคลชิ้นแรกที่ทำออกแจกจ่ายเป็นการจำลองเศียรจากบานประตูไม้จำหลักตรงบันไดทางขึ้นลานประทักษิณองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ขนาดเกือบเท่าองค์จริง ได้รับคำอธิบายว่าเป็นร่างแปลงธรรมขององค์จตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาเมืองสิบสองนักษัตรหรือเป็นเทวดารักษาเมืองนั่นเอง
    <DD>2. ผ้ายันต์ใหญ่ 108 ผืน ผ้ายันต์เล็ก 3,000 ผืน กระทำในพิธีเทพชุมนุมตัดชัยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529
    <DD>3. ธงและผ้ายันต์ มีหลายรุ่น หลายสี หลายขนาด ผ้ายันต์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นรูปดวงตราวัฏจักรสิบสองนักษัตร รายล้อมด้วยราหูแปดทิศ
    <DD>4. ขี้ผึ้งศรีวิชัย เป็นขี้ผึ้งทำด้วยมวลสารและกรรมวิธีเฉพาะของศรีวิชัย บรรจุในตลับถมแบบนครศรีธรรมราชแท้ ใช้เป็นวัตถุมงคลสีริมฝีปากก่อนออกไปเจรจาความใดๆ
    <DD>5.พระผงหลักเมือง ทำจากผงไม้ตะเคียนทองจากการแกะสลักหลักเมืองผสมมวลสารต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ลักษณะเป็นรูปกลมแบน มีสองขนาด คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว และอีกขนาดหนึ่งเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ทั้งสอง ขนาดหนาประมาณหนึ่งหุนครึ่ง มีสี่แบบ คือแบบ ตั้งฟ้าตั้งดิน แบบประทานพร แบบนั่งเมือง และแบบพุทธ เมตตา มีสามสี คือสีดำ สีน้ำตาลและสีขาว ด้านหน้า </DD>
     
  12. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukarm.com/magic.php

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>นะโม (3 จบ)

    </TD></TR><TR><TD align=left><DD>มอ ออ อออา ออฤา ถึง ออ ลือนาม จนถึง 12 นักษัตร อืออา ลือมา ถึงตัวข้า

    ด้วย ออฤา องค์สุริยัน จันทรา มหาจักรพรรดิ

    องค์ราชันดำ จตุคาม รามเทพ จัตตุโชค ศรีมหาราชโพธิสัตว์ พังพกาฬ

    องค์จันทรภาณ ุ พญาชิงชัย พญาสุขุม พญาโหรา พญาขุนรักษ์ พญารองเมือง

    เทวดาน้อย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตย์ ปกป้อง คุ้มครอง หลักเมือง นครศรีธรรมราช
    </DD></TD></TR><TR><TD align=left><DD>ข้ามเจ้า นาย (นาง, นางสาว) ________________ ขอกราบสักการะ

    ขอให้องค์พ่อ จงทรง ญาณบารมี ยิ่งยิ่ง ขึ้นไป บารมีของพ่อ แผ่ไพศาลไปทั่วไตรภพ

    และโปรดช่วยคุ้มครอง ข้ามเจ้า ________________ และครอบครัวให้พ้นจาก

    สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์ เสนียดจัญไร

    จงพ้นไปจากตัวของ ข้าพเจ้า และครอบครัว และ ข้ามเจ้า ________________ (ขอสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ)

    ข้าพเจ้า ขอขอบคุณ องค์พ่อที่ประทาน ความสุข ความเจริญ ให้แก่ข้าพเจ้า ________________

    และกรรมดีที่ ข้าพเจ้า กระทำ ขออุทิศให้ ท่านพ่อ และตัวข้าพเจ้า
    </DD></TD></TR><TR><TD align=right>(ขอขอบคุณ น้อย AIA) </TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>การอธิษฐานจิตขอบารมีองค์พ่อจตุคามรามเทพ

    </TD></TR><TR><TD align=left><DD>1. อธิษฐานขอในสิ่งที่ไม่เกินกรรม
    <DD>2.เมื่อท่านได้รับในสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับองค์พ่อจตุคามรามเทพ
    <DD>3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแก่องค์พ่อจตุคามรามเทพ

    <DD>ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ แม้ว่าองค์พ่อจตุคามรามเทพจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีจิตแห่งความเมตตาสูง ขอให้ท่านอย่าเพียงพึ่งแต่บารมีขององค์พ่อฯ เท่านั้น ควรสร้างกุศลให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้าน คือ ให้ทาน (เช่น สังฆทาน บริจาคมูลนิธิต่างๆ) รักษาศีล (ศีล 5) และบำเพ็ญภาวนา (สวดมนต์ และปฏิบัติกรรมฐาน) และขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านเอง และแผ่กุศลกรรมที่ท่านทำนั้นให้แก่ มารดา บิดา ญาติกาทั้งหลาย ครูอุปัชฌาอาจารย์ เพื่อนมนุษย์ เทวดาทั้งปวง เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง และเปรตทั้งหลายทั้งปวงด้วย แล้วชีวิตท่านจักบังเกิดความเจริญ
    </DD></TD></TR><TR><TD align=middle>
    คำบูชาดวงตราพญาราหู องค์ราชันดำท่านพ่อจตุคามรามเทพ

    </TD></TR><TR><TD align=middle>ตั้งนะโม 3 จบ

    ระลึกถึงพระคุณแม่ธรณี

    ข้าพเจ้าชื่อ ............... ขอน้อมถวายสิ่งสักการะแก่

    สุริยัน จันทรา จันทรภาณุ พญาศรีธรรมโศกราช 12 นักษัตริย์

    ดวงตราพญาราหู ศรีมหาราชพังพกาฬ องค์ราชันดำ

    ท่านพ่อจตุคามรามเทพ

    ขอบารมีท่านพ่อจตุคามรามเทพ

    โปรด..........(แล้วแต่จะอธิษฐาน)
    </TD></TR><TR><TD align=middle>
    เครื่องบวงสรวงถวาย ตั้งโต๊ะกลางแจ้ง เวลากลางคืน วันใดก็ได้

    </TD></TR><TR><TD align=left><DD><DD><DD>- ธูปดำ 9 ดอก
    <DD><DD><DD>- น้ำโอเลี้ยง / โค๊ก 1-3 แก้ว
    <DD><DD><DD>- น้ำเย็น 1-3 แก้ว, น้ำชา 1-3 แก้ว
    <DD><DD><DD>- กาแฟดำ
    <DD><DD><DD>- ขนมหวาน / ขนมเค็ก
    <DD><DD><DD>- หมากพลู 5 คำ
    <DD><DD><DD>- ยาเส้น / ใบกระท่อม
    <DD><DD><DD>- ดอกไม้หรือพวงมาลัย
    </DD></TD></TR><TR><TD align=right>(ขอขอบคุณ เสี่ยเจ็ด ศูนย์พระเครื่องหลักเมือง) </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  13. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile17.html

    เมืองพรลิงค์ และ เมือง ๑๒ นักษัตร

    นครตามพรลิงค์ เป็นเมืองท่าค้าขายทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในบันทึกการเดินเรือของชาติต่างๆ มักมีการกล่าวถึงนครนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน เอกสารของอินเดียที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่พบคือ มิลินทปัญหา เขียขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ เรียเมืองนครศรีธรรมราชว่า ตมะลิงเกศวร แต่พงศวดารลังกาเรียกเมืองนี้ว่า ตัมพรัฏฐะ ชวกะ สิริธรรมนคร และ ศรีธรรมราช ส่วนพ่อค้าอาหรับจากตะวันออก เรียกดินแดนนี้ว่า ซาบากะ หรือซาบัก ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๙-๑๐ เอกสารของจีน กล่าวถึงดินแดนแถบนี้ว่า ตั้งมาหลิ่ง ตันมาลิง โฮลิง โพลิง โชโป นักโบราณคดีเชื่อว่า ศูนย์กลางของนครตามพรลิงค์ ในยุคแรก น่าจะอยู่ในบริเวณ เมืองท่า บนสันทรายปากอ่าว นครศรีธณรมราช ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง ซึ่งเป็นบริเวณที่พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ พุทธศาสนาได้แพร่หลายมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ในยุคสมัยของอาณาจักรศรีวิชัย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง ครหิ ไชยา และแผ่อิทธิพลมาเมืองใกล้เคียง เมืองตามพรลิงค์ลงมาจนตลอดแหลมมาลายู แคว้นตามพรลิงค์มีความเจริญรุ่งเรือง การปกครองในพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘-๑๙ ผู้ครองแคว้นได้สถาปนาราชวงศ์ปทุมวงศ์หรือปัทวงศ์ ขึ้น ตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผแพระราชอำนาจตลอดคาบสมุทรมลายู ตลอดจนเมืองสิบสองนักษัตร หัวเมืองเกาะแก่งต่างๆ ในสมัยนั้นแคว้นตามพรลิงค์มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเมืองลังกา จนนครตามพรลิงค์ เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคนั้น แล้วเผยแผ่ไปสู่แคว้นอื่นๆ ในสมัยสุโขทัย มีการติดต่อกับแคว้นตามพรลิงค์ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงยอมรับว่าพระสงฆ์ของตามพรลิงค์ มีความรอบรู้ ได้มีการนำพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เข้ามาในราชสำนัก ดังเห็นในศิลาจารึกของเมืองสุโขทัย ที่จารึกไว้ว่า “พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอนทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฏกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา....” จากหลักฐานที่มีผู้สำรวจพบว่า การย้ายมาตั้งเมืองใหม่ที่เมืองพระเวียง หรือเมืองโคกกระหม่อม ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองท่าเรือ ลงมาทางใต้ประมาณ ๒ กิโลเมตร ตั้งแต่ราวพุทธศควรรษที่ ๑๗ ก่อนถูกทำลายภายในคูน้ำและกำแพงดินที่ล้อมรอบตัวเมือง มีซากโบราณและโบราณวัตถุมากมาย ส่วนใหญ่อยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ มีการพบศิลาจารึกที่ ดงแม่นางเมือง อันเป็นเมืองโบราณในสมัยทราวดีในจังหวัดนครสวรรค์ ที่กล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โปรดให้กัลปนาที่ดินเข้าพระ และ สิ่งของถวายเป็นพระบูชาแด่พระเจดีย์ที่บรรจุอิฐิของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชองค์ก่อนที่สวรรคตไปแล้ว แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของเมืองทั้งสอง ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานพระบรมธาตุ ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้นำไพร่พลหนี้ไข้ยุบล(โรคห่า) มาสร้างเมืองใหม่บนหาดทรายทะเลรวม จนเป็นศูฯย์กลางของพุทธศาสนาและเมืองท่าค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า มีพระราชอำนาจมากและบารมีมาก จนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั่วคาบสมุทรแหลมมลายู มีหัวเมืองปกครองถึง ๑๒ หัวเมือง ที่เรียกว่า เมือง๑๒นักษัตร ในยุคนั้นเมืองตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช ยังได้ยกทัพไปตีเมืองลังกาถึง ๒ ครั้ง ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ของแคว้นล้านนา ก็กล่าวถึงกษัตริย์จากเมืองนครศรีธรรมราชยกกองทัพมายึดเมืองละโว้ ในระหว่างที่เมืองละโว้และเมืองหริภุญไชยทำสงครามกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราชก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา และได้รับการยกย่องเป็น หัวเมืองเอกฝ่ายใต้ บางครั้งนครศรีธรรมราช ก็มักดิ้นรนที่จะตั้งตนเป็นอิสระ เช่น คราวที่พยายามก่อการกบฏร่วมกับเมืองปัตตานีในช่วงต้นแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ในสมัยพระเพทราชานั้น เจ้าพระยารามเดโช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สมคบกับเจ้าพระยายมราช(สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ถือโอกาสแข็งเมือง แต่ก็ถูกปราบราบคาบ เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เจ้าเมืองถูกลดตำแหน่งเป็นผู้รั้งเมือง แต่ในสมัย พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงได้ยกฐานะเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นอีกครั้ง หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระปลัด (หนู) ผู้รักษาเมืองนครศรีธรรมราช ในขณะนั้น ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ เรียกว่า “ชุมนุมเจ้านคร” มีหัวเมืองฝ่ายใต้มารวมมากมาย ทั้งชุมพร ปะทิว หลังสวน ไชยา กระบุรี ระนอง ตะกั่วป่า พังงา ตรัง กระบี่ ถลาง สตูล กาญจนดิษฐ์ และปะลิศ แต่ พระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาถึง ๓ ปี จึงตีเมืองเหล่านี้ได้สำเร็จ แล้วนำพระปลัดหนูไปไว้ที่กรุงธนบุรี และทรงแต่งตั้งพระเจ้าหลานเธอ เจ้านราสุริยวงศ์ ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช แล้วยกฐานะอีกครั้ง เมื่อเจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย พระเจ้าตาก ทรงโปรดเกล้าให้พระปลัดหนูกลับไปตรองเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม พระราชทานยศ เป็นพระเจ้าขัตติยราชนิคมสมมุติมไหสวรรค์พระเจ้านครศรีธรรมราชเจ้าขัณฑสีมา หลังจากนั้น ก็มี เจ้านคร (พัฒน์) ได้ดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองนคร และ เจ้าพระยาน้อยคืนเมือง ซึ่งเป็นพระโอรส ของพระเจ้าตากกับพระสนมคุณปราง เป็นเจ้าพระยานคร (น้อย) คนถัดไป ทำให้ นครศรีธรรมราชกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง จนสมัยพระยาสุธรรมมนตรี หลานปู่ของเจ้าพระยานคร(น้อย) ได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พอมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการปกครองใหม่ เป็นการปกครองแบบมณฑล ตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจึงถูกยกเลิก ทรัพย์สินของเจ้าเมืองนครถูกแบ่งส่วน มอบให้กับลูกหลานเจ้านครบ้าง คืนให้หลวงบ้าง อำนาจของเจ้าสกุลนครหมดไป เมืองนครศรีธรรมราชถูกยุบรวมกับหัวเมืองอื่นๆและอยู่ภายใต้การปกครองของข้าหลวงเทศาภิบาล คือ พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ในสมัยการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองนครศรีธรรมราชได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ปี พ.ศ.๒๔๙๗ นครศรีธรรมราชได้กลายเป็นจังหวัดหนึ่งภายใต้การบริหารของส่วนกลาง
     
  14. MOUNTAIN

    MOUNTAIN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    15,034
    ค่าพลัง:
    +132,081
    รูปขนาดเล็ก
    [​IMG]

    โห......ข้อมูลเพียบ..เข้ามาอ่านแล้ว ไม่ต้องไปหาซื้อหนังสือที่ไหนอีกแล้ว
    ขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง กับความอุตสาหะ ของคุณสิทธิพงศ์ที่ นำเรื่องราวขององค์จตุคามรามเทพ รวบรวมมาแบบม้วนเดียวจบ..แต่คนอ่านอาจจะอ่าน 3 วันจบ นะครับ

    เลยถือโอกาสฝากรูปงามๆขององค์พ่อ ไว้ให้ชื่นชมกัน
     
  15. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/profile/profile12.html

    [​IMG] [​IMG]

    [​IMG]

    จุดกำเนิดพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช โดย สุชาติ มั่นคงพิทักษ์กุล
    เมื่อ ปี พ.ศ. 854 เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร ได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว นครศรีธรรมราช ย้อนกลับไปเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา ประเทศอินเดีย ได้ล่วงมาแล้ว 7 วัน จึงได้มีการถวายพระเพลิงศพ เหลือแต่พระบรมสารีริกธาตุ บรรดาเจ้าครองนครพระมหาพราหมณ์ 7 พระนคร ได้ส่งคณะราชฑูต พราหมณ์ฑูต มายังกรุงกุสินารา เข้าเฝ้ากษัตริย์มัลละ เพื่อให้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วน ให้เท่าๆกัน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงเห็นชอบด้วย และได้มอบธุระ ให้โฑณพราหมณ์เป็นผู้แบ่งสรรปันส่วนพระบรมสารีริกธาตุในวันนั้น ส่วนพระอรหันต์เขมเถระได้เข้าไปอัญเชิญ พระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาลัพระเขี้ยวแก้วเบื้อซ้ายอย่างละ 1 องค์) ออกจากจิตกาธาร เพื่อนำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์แคว้นกลิงคราษฎร์ พระทันตธาตุได้ประดิษฐานและเคลื่อนย้ายไปยังนครต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำมหานที จนล่วงเวลามา 800 ปีเศษ ครั้งหลังสุดได้ประดิษฐานอยู่ที่เมือง ทันทบุรี อันมีพระเจ้าโคสีหราช มีอัครมเหสีชื่อว่า นางมหาเทวี มีพระราชธิดาชื่อนางเหมชาลา และพระราชบุตร ชื่อ ทนทกุมาร ในปี พ.ศ. 852 เมืองขันธบุรี ตั้งอยู้ฝ่ายทิศทักษิณ มีเจ้าเมือง ท้าวอังกุศราช พระอัครมเหสีชื่อว่า จันทร์เทวี ได้รวบรวมกำลังยกทัพมาตีเมืองทันทบุรี เพื่อช่วงชิงพระทันตธาตุ และ พระเจ้าโคสีหราชมีพระชันษาชราภาพ จึงรับสั่งให้พระราชธิดาและพระราชบุตร หนีออกจากเมือง และเชิญพระบรมธาตุหลบหนีไปและนำไปถวายให้กับพระหัตถ์ของพระเจ้ากรุงลังกา ถ้าเห็นพระองค์เพลี่ยงพล้ำลงประกาศใดในระหว่างศึก เมื่อสงครามยุทธหัตถีได้เกิดขึ้น พระเจ้าโคสีหราช เพลี่ยงพล้ำถูก พระเจ้าอังกุศลราชใช้พระแสงของ้าวฟันถูกพระวรกายสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เจ้าฟ้าทั้งสองได้ทราบข่าว ก็หนีออกจากเมืองทันทบุรีไปสุ๋เมืองท่าใหญ่ (ตาระริมปิติ)โดย สารเรือสำเภาออกจากอ่างเบงกอล ไปยังเกาะลังกา ระหว่างทางได้เจอพายุคลื่นใหญ่ ผ่านหมู่เกาะอันดามัน ไปฝั่งตะวันตกของสุวรรณภูมิ ถึงเมืองตะโกลา (ตะกั่วป่า) เจ้าฟ้าทั้งสองก็พากันเดินฝ่าไพรจนถึงหาดทรายแก้ว แล้วหยุดพักผ่อน ได้ทรงอัญเชิญพระทันตธาตุจากเมาลี มาประทับฝังไว้ที่หาดทรายแก้ว เพื่อรอคอยเรือพ่อค้าพาณิชย์ไปเมืองลังกาต่อไป กาลครั้งนั้นมีพระอรหันต์มหาเถระพรหมเทพ ได้ธุดงค์มาจากอินเดียมีอภิญญาสูง ได้เห็นพระทันตธาตุ เปล่งรัศมีสว่างไสว ก็ได้เข้ามาสักการบูชา และได้ทำนายให้เจ้าฟ้าทั้งสองว่า ต่อไปอีก 200 ปีเศษจะมีพระยาองค์หนึ่งชื่อ พระยาศรีธรรมโศกราช จะมาสร้างเมืองใหม่ ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้ และจะทรงสร้างพระเจดีย์สูง 17 วา บรรจุพระบรมธาตุ และยังบอกอีกว่า ถ้าหากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นระหว่างทาง ขอให้ระลึกถึงท่าน ท่านจะมาช่วยเหลือ แล้วพระมหาเถระพรหมเทพ ก็ได้ลากลับไป ปรากฏว่า ในระหว่างเดินทางออกจากเมืองตรัง ไปเกาะลังกา ก็เจออัศจรรย์ เรือสำเภาหยุดนิ่ง ไปเคลื่อนไหว นายสำเภาเรือ เปรึกษาว่าน่าจะเป็นเพราะสองพี่น้อง จึงคิดจะฆ่าทิ้งลงทะเล เจ้าฟ้าทั้งสองได้ระลึกถึงพระมหาเถระพรหมเทพ ให้มาช่วย ทันใดนั้นมี พระยาครุฑใหญ่ ปีกกว้างยาว 300 วา ได้บินมาที่เรือ แล้วกลายร่างเป็น พระมหาเถระพรหมเทพเพื่อชี้แจงให้คนในเรือทราบว่า สาเหตุที่เรือหยุด เพราะ มีพระยานาค ขึ้นมานมัสการพระทันตุธาตุ เรือสำเภา็แล่นไปถึงเมืองลังกา แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันกษัตริย์กรุงลังกา ถวายพระทันตธาตุ เจ้าฟ้าทั้งสองได้พระทับอยู่ที่ตำหนักเป็นระยะเวลานาน พอสมควร จนเรื่องราวสถานการณ์บ้านเมืองในทันทบุรีได้สงบเรียบร้อย เจ้าฟ้าทั้งสองจึงขอพระทันตธาตุองค์หนึ่งไปประดิษฐาน ณ หาดทรายแก้ว ตามคำทำนายของพระมหาเถระพรหมเทพ พระเจ้ากรุงลังกา จึงรับสั่งให้มหาอำมาตย์จัดการส่งเสด็จและได้คืนถวายพระทันตธาตุเบื้องซ้าย พร้อมกับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุหักย่อย 1 ทะนานให้แก่เจ้าฟ้าทั้งสอง ทรงบัญชาให้พระมหาพรหมณ์อำมาตย์ 4 คน เป็นผุ้ควบคุมดูแลช่วยเหลือระหว่างเดินทาง ได้มีพระราชสาสน์ถึงเจ้าเมืองทันทบุรี แจ้งเรื่องราวให้ทราบว่า เจ้าฝ้าทั้งสอง เป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสของพระเจ้าโคสีหราช ซึ่งทิวงคตในราชการสงคราม จะกลับมาอยู่เมืองทันทบุรี ขอให้ต้อนรับอนุเคราะห์อุปถัมภ์ให้อยู่สุขสบาย แล้วให้จัดกระบวนอัญเชิญพระบรมสารีริธาตุและเจ้าฟ้าทั้งสองขึ้นสู่เรือสำเภา เคลื่อนกระบวนจากเมืองลังกา แล่นตรงไปสู่ท่าเรือหาดทรายแก้ว เมื่อถึงแล้วได้ทำพิธีอัญเชิญพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุครึ่งทะนานขึ้นสู่หาดทรายแก้ว มหาพรหมณ์ทั้ง 4 ให้ก่อเจดีย์อัญเชิญพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุครึ่งทะนาน บรรจุลงผอบแก้วประดิษฐานในแม่ขันทองคำ แล้วนำลงฝังในเจดีย์ ณ รอยเดิมที่เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร เคยฝังพระทันตธาตุไว้ ทำพิธีไสยเวทย์ ผูกพยนต์เป็นกา 4 ฝูง คือ
    กาสีขาว 1 ฝูง เรียกว่ากาแก้ว เฝ้ารักษาอยู่ทิศตะวันออก
    กาสีเหลือง 1 ฝูง เรียกว่า การาม เฝ้ารักษาอยู่ทอศใต้
    กาสีแดง 1 ฝูง เรียกว่า กาชาด เฝ้ารักาอยู่ทิศตะวันตก
    กาสีดำ 1 ฝูง เรียกว่า กาเดิม เฝ้ารักษาอยู่ทิศเหนือ
    ให้เฝ้ารักษาอยู่ไม่ให้เกิดอันตรายใดๆขึ้น ส่วนพระบรมธษตุอีกครึ่งทะนาน เจ้าฟ้าทั้งสองอัญเชิญไปเมืองทันทบุรี ปะทับอยู่ด้วยความสุขสบายตลอดพระชนม์ชีพ


    ในช่วงระยะ ปี พ.ศ. 858-1300 หาดทรายแก้ว ได้ถูกคลื่นซัดเอาทราย มาทับถมเจดีย์จนกลายเป็นหาดทราย ราบเรียบไม่มีร่องรอยเจดีย์เหลืออยู่ ป่าไม้ขึ้นเจริญงอกงามใหญ่โตจนเป็นดงดิบ กาลต่อมา ได้มี พระยาศรีธรรมโศกราช ครอบครองกรุงศิริธรรมนคร หรือหงษาวดี เจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาได้ย้ายเมือง มาถึงเขาชวาปราบ (คลองท่อม กระบี่ ) เนื่องจากมีไข้ยุบลมหายักษ์มาทำอันตรายให้ราษฎร์ล้มตายเป็นอันมาก ในระหว่างเดินทาง มีพราน 8 คน คนหนึ่งชื่อ พรานพรหมสุริยะ ได้เดินทางตามริมทะเล จนมาถึง หาดทรายแก้ว ได้พบดวงแก้ว ดวงหนึ่งโตเท่าผลหมากสุก มีลักษณะสดใสสวยงาม จึงได้เก็บไปถวาย พระศรีธรรมโศกราช แล้วจึงตั้งไว้ในท้องพระโรง (แก้วดวงนี้ เล่ากันว่าอยู่ในพานสัมฤทธิ์บนยอดพระมหาธาตุเจดีย์) พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงปรึกษาหารือกับบาคูทั้ง 4 วางแผนผังที่จะสร้างเมืองใหม่ที่นี่ โดยใช้แปลนแผนผังเมืองลังกา มาดัดแปลง และ ให้พระมหาพุทธคำเพียร พระสงฆ์จากเมืองลังกา เข้าเฝ้ากราบเรียนรายงานเหตุการณ์ให้ทรงทราบ โดยได้เล่าให้ฟังถึง คำทำนายของพระมหาเถระพรหมเทพ เมื่อร้อยกว่าปี พระเจ้าศรีธรรมโศกราช เมื่อทรงสดับรับฟังเรื่องราวต่างๆแล้ว จึงประชุมปรึกษาพระมหาพุทธเพียรและบาคูทั้ง 4 วางโครงการแผนผังสร้างเมือง เมื่อสร้างเสร็จ ทรงตั้งชื่อเมืองว่า เมืองนครศรีธรรมราช หลังจากนั้น ก็ก่ออิฐถือปูนสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้น แต่ก็ยังไม่ทราบว่าพระทันตธาตุอยู่ที่ใด จึงได้ผู้เฒ่าคนหนึ่งอายุ 120 ปี แจ้งว่ารู้ที่ฝังพระบรมธาตุ แล้วกราบทูลว่าเมื่อเล็บิดาได้พามานมัสการเอาดอกไม้ไปถวายที่นั้น ซึ่งผู้เฒ่าได้รับทองโตเท่าลูกฟัก เป็นของกำนัล แต่เมื่อขุดพบพระเจดีย์ฝังอยู่ใต้ดิน แต่ก็ไม่สามารถนำพระธาตุขึ้นมาได้ เนื่องจากมีอาถรรพ์หุ่นพยนต์ เป็นฝูงกาไล่จิกทำอันตราย จึงมีชายคนหนึ่งชื่อว่า จันที เป็นผู้มีความรู้ในการปราบหุ่นพยนต์ได้ และได้ลงมือจัดการปราบหุ่นพยนต์ จนหุ่นพยนต์สิ้นฤทธิ์ยืนนิ่งอยู่ และพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงประทานทองเท่าลูกฟักแก่ชายผู้นั้น ตามตำนานกล่าวว่า การปราบหุ่นพยนต์ครั้งนี้ทำให้ พระสุหัสนัย (พระอินทร์) รู้สึกร้อนอาสน์เป็นอันมาก ต้องมีเทวราชโองการให้พระวิษณุกรรมเสด็จลงมาช่วยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขึ้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และอยู่ช่วยตกแต่งพระมหาธาตุเจดีย์จนเสด็จงานแล้วจึงลากลับ แต่การสร้างองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในครั้งนั้น สร้างตามความเชื่อ พุทธศาสนาลัทธิฝ่ายมหายาน ตามแบบสถาปัตยกรรมศรีวิชัย เพราะอืทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัยที่ครอบคลุมตลอดแหลมมาลายู รูปแบบจึงคล้ายคลึงกับพระบรมธาตุไชยา
    ชาวอินเดียที่เข้ามายุคแรกราวพุทธศตวรรษที่ 8 หรือก่อนหน้านั้น ได้นำอิทธิพลศาสนาพราหมณ์มาเผยแพร่ที่นครตามพรลิงค์ และมืองใกล้เคียง อิทธิพลศาสนาพราหมณ์ นอกจากสถาปัตยกรรมและสระน้ำโบราณที่สร้างขึ้นตามคติพราหมณ์แล้ว ยังมีศิลาจารึก และประติมากรรมของเทพเจ้าต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์จำนวนมาก ซึ่งมีอายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 9 จนถึง พุทธศตวรรษที่ 23 แต่ที่พบมากที่สุดในราวพุทธศตวรรษที่ 11-14 แสดงว่าอิทธิพลศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในช่วงนี้

    จากการวิเคราะห์ทำให้เข้าใจได้ว่าในช่วงประมาณปีพ.ศ.1300 ึ่งได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์อย่างมาก จึ่งปรากฏว่า มีประติมากรรมเกี่ยวกับเทพเจ้าให้เห็น เช่น บานประตู เข้าลานทักษิณ ซึ่งป็น บานประตูไม้สักขนาดใหญ่แผ่นหนาฝีมือแกะสลักสวยงามวิจิตรพิสดารมาก บนด้านซ้ายแกะสลักเป็นรูปพระพรหมบานประตูด้านขวาเป็นรูปพระนารายณ์ซึ่งระหว่างทางขึ้นบันได ภายในวิหารยังมีรูปพระนารายณ์หรือ บางครั้งเรียกกันว่า พระหลักเมือง พระทรงเมือง ประทับอยู่ฝั่งตะวันตก

    ส่วนท้าวจตุคามรามเทพ ก็มีการวิเคราะห์กันไปมากมาย บางท่านก็เล่าว่า เป็นกษัตริย์ลังกาในท่านั่งแพนงเชิงทางทิศตะวันออกคือท้าวขัตตุคาม และทางทิศตะวันตกคือท้าวทศคามรามเทพ ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงสร้างรูปปั้นลอยองค์ กษัตริย์เมืองลังกา เพื่อเป็นที่ระลึกว่า กษัตริย์เมืองลังกาได้เคย ถวายพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ จากการอัญเชิญของเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร ซึ่ง พระมหาพุทธคำเพียร ได้ถวายพระพรทูลถึงคำทำนายของพระมหาเถระพรหมเทพ ให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชฟังตั้งแต่ต้น
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • jatukam.gif
      jatukam.gif
      ขนาดไฟล์:
      13.1 KB
      เปิดดู:
      3,660
    • ramatep.gif
      ramatep.gif
      ขนาดไฟล์:
      13 KB
      เปิดดู:
      3,622
    • jedee1.gif
      jedee1.gif
      ขนาดไฟล์:
      4.8 KB
      เปิดดู:
      3,654
    • v02.gif
      v02.gif
      ขนาดไฟล์:
      36.9 KB
      เปิดดู:
      3,880
  16. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/จตุคามรามเทพ

    จตุคามรามเทพ

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    Jump to: navigation, ค้นหา
    <!-- start content -->สารานุกรมประเทศไทย
    <CENTER>...
    [​IMG]

    </CENTER>


    เทวรูปจตุคามรามเทพ


    จตุคามรามเทพ คือ เทพรักษาพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช สถิตอยู่บนที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี พ.ศ. 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ จึงมีการอัญเชิญจตุคามรามเทพไปสถิต ณ ที่นั้นเป็นต้นมา
    เชื่อว่ากันเดิม องค์จตุคามรามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า " ราชันดำแห่งทะเลใต้ " หรือมีอีกราชสมัญญานามนึงว่า " พญาพังพกาฬ " และต่อมาทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง
    [​IMG] สัญลักษณ์ 12 นักษัตร ตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช


    จตุคามรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้า 4 นาย คือ พญาชิงชัย, พญาหลวงเมือง, พญาสุขุม และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้ว ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง 12 นักษัตร หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับเทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช หรือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
    ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรงฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า " มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก " การขออธิฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 4 ประการ
    1. อธิฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม
    2. เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์
    3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ
    4. เงื่อนไขทั้งสามข้อที่ผ่านมา หามีผลต่อการอธิฐานไม่ เนื่องจากองค์จตุคามรามเทพเป็นเพียงบุคคลในประวัติศาสตร์ มิใช่เทพหรือเครื่องรางของขลังหลอกลวงประชาชน
    แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา
    ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัยที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายต่าง ๆ

    [แก้] ดูเพิ่ม

    [แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

    <!-- Pre-expand include size: 1350 bytesPost-expand include size: 2099 bytesTemplate argument size: 634 bytesMaximum: 2048000 bytes--><!-- Saved in parser cache with key thwiki:pcache:idhash:55226-0!1!0!!th!2 and timestamp 20070314155817 -->ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E".
    หมวดหมู่: ความเชื่อ | เทพเจ้า | อาณาจักรนครศรีธรรมราช | จังหวัดนครศรีธรรมราช

    <!-- end content -->
     
  17. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukarm-ramathep.com/article.php?id=13177&lang=th



    คาถาบูชาองค์จตุคาม รามเทพ

    [​IMG]<O:p</O:p


    <O:p</O:p


    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระอะโต สัมมะสัมพุทธัสสะ<O:p</O:p
    (ว่า 3 จบ)<O:p</O:p
    " กินนุสัน ตะละมาโน วราหุ สุริยัน (จันทัง) ปมุตจะสิ สังวิคะรุโป อาคัมมภีโต วัตติถะ สีติ สัตตะทาเมภาเล มุทธาชีวันโต นะสุขังละเภ พุทธบูชา ภิคิโต มหิโน เจยมุต เจยยะ สุริยันติ (จันทิมาติ)

    <O:p</O:p
    (เที่ยวแรกให้ท่อง สุริยัน กับ สุริยัน ติ ก่อน และท่องทั้งหมดซ้ำอีก 1 เที่ยว
    แต่คราวนี้ให้เปลี่ยนจาก สุริยันเป็นจันทัง และเปลี่ยนสุริยัน ติ เป็น จันทิมา ติ )<O:p</O:p
    <O:p</O:p

    ข้าฯ ขอน้อมถวายสักการะ องค์สุริยัน จันทรา จันทภานุ ดวงตราสองแผ่นดิน ศรีวิชัย สุวรรณภูมิ พญาศรีธรรมโศกราช สิบสองนักษัตร พญาราหู ศรีมหาราชพังพระกาฬ พระเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคามรามเทพ ขอเทวบารมีแห่งเทพทั้งปวง และ พระเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคามรามเทพ องค์พ่อ อภิบาลปกปักรักษาข้าพเจ้าและ.................ให้อยู่ด้วยความสุขความเจริญ ก้าวหน้ามั่นคง ประสพความสำเร็จในชีวิตและการงาน อุดมด้วยลาภยศสรรเสริญ มั่งมีศรีสุข มีชัยชนะเหนือหมู่มาร ตลอดกาลนานเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ<O:p</O:p
    <O:p</O:p

    คาถานี้ให้สวดเป็นประจำและถวายหมากพลู พวงมาลัย ท่านทุกวันพฤหัส
    1.ธูปดำ 9 ดอก 2.เทียน 1 คู่
    3.หมากพลู 5 คำ 4.ดอกไม้ 1 คู่ หรือดอกบัว
    5.บายศรีปากชาม 1 คู่ 6.ยาเส้น 1 หยิบ (บุหรี่)
    7.น้ำจืด 1 แก้ว 8.มะพร้าว 1 ลูก
    9.พวงมาลัย (มะลิหรือดอกดาวเรือง)


    คำกล่าวบูชาพระหลักเมือง


    <O:p</O:p



    <O:p
    [​IMG]</O:p


    ตั้งนะโม ( 3 จบ ) แล้วกล่าวคำบูชานี้
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ศรีโรเมเทพเทวานัง พระหลักเมืองเทวานัง ทีปธูปจะปุบผัง<O:p</O:p
    สักการะวันทนัง สูปะพยัญชนะ สัมปันนัง โพธนานัง สารีนัง อุททะกังวะรัง เตปิตุมเห อนุรักษ์ขันตุ อาโรเยนะ สุเมนะจะ
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p

    ข้าพเจ้าขอน้อมถวาย ดอกไม้ ธูป เทียน บายศรี เครื่องตั้งสังเวยตามที่มี เพื่อเป็นการสักการะวันทา พระหลักเมืองและเทพเทวาทั้งหลาย ขอจงรับ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวข้าพเจ้าและครอบครัวเทอญ
    </O:p
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 2.jpg
      2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      83.9 KB
      เปิดดู:
      3,010
    • 3.jpg
      3.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44.4 KB
      เปิดดู:
      3,197
  18. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.jatukamramatep.com/pray.html

    บทสวดมนต์ พระจตุคามรามเทพ

    นะโม3 จบ


    องค์พ่อจตุคาม เหนือฟ้าบาดาล
    เหนือกรุงสองทะเล พ่อองค์สถิตหล้า
    เจ้ากรุงธรรมโศก รามเทพเกรียงไกร
    อยู่คู่ฟ้าไทย อมตะนิรันดร์กาล
    จตุนาคา รามเทพเทพไทย
    บารมีปกเกล้า เหนือฟ้าเหนือดิน สาธุรามา (3 จบ)
    </PRE>
     
  19. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.rakmuang30.com/jatukramramathep.html

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]
    ท้าวจตุคาม

    [​IMG]
    ท้าวรามเทพ



    ในขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองสุวรณภูมิ (ดินแดนนับตั้งแต่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เรื่อยลงมาจนสุดแหลมมลายู) คือพระเจ้าจันทรภานุ มีพระบารมีบุญญาธิการมาก ได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดีย ยึดประเทศอินเดียได้ และอยู่ปกครองอินเดียจนกลายเป็นมหาราชของอินเดีย ไม่ยอมกลับมายังสุวรรณภูมิเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี พระโอรสสองพี่น้องของ พระเจ้าจันทรภานุ คือ ขุนอินทรไสเรนทร์ และขุนอินทรเขาเขียว เห็นบ้านเมืองทรุดโทรมลงขาดกษัตริย์ปกครอง จะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาก็ไม่ได้ จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ในปี พ.ศ. ๑๐๔๐ ตรงตามคำทำนายของพระโสณะมหาเถระ โดยในฐานะที่ท่านเป็นปฐมกษัตริย์ของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิได้สร้างขยายเมืองและซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ที่เริ่มทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรกร่วมกับชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิม ด้วยคุณงามความดีของพระโอรสสองพี่น้องหลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์ลง ประชาชนทั้งหลายจึงได้ยกย่องให้เป็นเสื้อเมืองและทรงเมือง มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมือง และเรียกพระนามของท่านทั้งสองว่า
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,439
    ค่าพลัง:
    +141,907
    ที่มา http://www.rakmuang30.com/rahu.html
    [​IMG]

    [​IMG]


    " พระราหู ไม่ใช่ยักษ์มาร ผีโขมด ไม่ใช่ความหลงมัวเมาในตัณหา ไม่ใช่ความโง่เขลาเบาปัญญา
    แท้จริงแล้ว พระราหู คืออะไร </SPAN>"
    ในสมัยโบราณ เมื่อคนเรามีความรู้ในทางดาราศาสตร์ยังไม่กว้างขวาง คราใดเกิดปรากฎการณ์ จันทรคลาส หรือ สุริยคลาส ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่อง พระราหูไล่จับพระจันทร์ และพระอาทิตย์ เมื่อจับได้ก็จะอมไว้ บังเกิดความมืดปกคลุมไว้ หรือเกิดวามกลัวว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ จะดับไปชั่วนิรันดร์ จึงต้องช่วยกันแก้ไขด้วยการ ตีเกราะ เคาะกะลา จุดประทัด ยิงปืน นัยว่าเพื่อทำให้พระราหูตกใจกลัว จะได้คายพระจันทร์ พระอาทิตย์ รีบหลบหนีไป

    เรื่องราวของ พระราหู ผู้มีอานุภาพร้ายกาจเป็นที่น่าเกรงขาม ส่วนใหญ่มีอยู่ในคัมภีร์โหราศาสตร์ กล่าวไวในรูปตำนานแตกต่างกันหลายฉบับ โดยสมมุติว่าพระราหูเป็นเทวดากึ่งอสูรเกิดจากพระอิศวรเจ้าทรงสร้างขึ้นจาก หัวผีโขมด 12 หัว นำมาป่นแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจึงเกิดเป็นพระราหูเทวบุตรขึ้นในสวรรค์ชั้นฟ้า มีอิทธิฤทธิ์ไม่ยอมอ่อนน้อมให้แก่ผู้ใด


    [​IMG]

    ต่อมาเหล่าเทวดาได้ชักชวนกันสร้างน้ำอมฤต แต่พระราหูทำแชเชือน ไม่ให้ความร่วมมือครั้งเหล่าทวยเทพชุมนุมกันกวนน้ำอมฤต เสร็จสิ้น พระราหู แอบเข้าไปลักกินน้ำอมฤต และพระจันทร์ กับ พระอาทิตย์ไปพบเห็นเข้า จึงนำความไปฟ้องต่อพระนารายณ์ผู้เป็นใหญ่ พระนารายณ์ทรงพิโรธขว้างจักรไปตัดกาย ราหู ขาดออกเป็น 2 ท่อน เดชะอำนาจที่ได้ดื่มน้ำอมฤต จึงไม่ตาย ท่อนหัวเป็นยักษ์ ล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศ คอยไล่จับพระจันทร์ พระอาทิตย์ กลืนกินด้วยความอาฆาตแค้นส่วนท่อนล่างมีลักษณะคล้ายงู กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความมืดขึ้นบนพื้นโลกอยู่เนือง ๆ
    ผู้ที่ไม่รู้ถึงนัยอันล้ำลึกขิงวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งซ่อนเร้นความความรอบรู้ ความลับของธรรมชาติไว้ในรูปนิทานปรัมปรา สำคัญผิดคิดว่า พระราหู เปรียบดังความมืดมัวเมาเหมือนดังกิเลสตัณหาที่คอยติดตามทำลายด้วยจิตของมนุษย์ให้เกิดความเขลา จนถึงกับกล่าวคำเปรียบเปรยถึงคุณสมบัติในทางชั่วร้ายไว้ว่า
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • parahu1.gif
      parahu1.gif
      ขนาดไฟล์:
      32.2 KB
      เปิดดู:
      2,813
    • parahu2.gif
      parahu2.gif
      ขนาดไฟล์:
      826 bytes
      เปิดดู:
      3,387
    • parahu3.gif
      parahu3.gif
      ขนาดไฟล์:
      12.1 KB
      เปิดดู:
      5,317
    • parahu4.gif
      parahu4.gif
      ขนาดไฟล์:
      30.5 KB
      เปิดดู:
      738
    • parahu5.gif
      parahu5.gif
      ขนาดไฟล์:
      34.5 KB
      เปิดดู:
      743

แชร์หน้านี้

Loading...