พาหุงบทที่ 3 ทรงกรุณาพญาคชสารด้วยกระแสเมตตาจิต ( บางมุมที่ท่านอาจยังไม่ทราบ )

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย lionking2512, 26 มีนาคม 2013.

  1. lionking2512

    lionking2512 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,525
    ค่าพลัง:
    +7,635
    นาฬาคิริง คะ ชะ วะ รัง อะติมัตตะ ภูตัง
    ทาวัคคิจักกะมะสะ นีวะ สุทารุณันตัง
    เมตตัมพุ เสกะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท
    ตัน เตชะ สา ภะวะตุ เต ชะ ยะ มังคะลานิ ฯ

    พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ ๓ กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มี
    ต่อช้างนาฬาคีรี ซึ่งเป็นช้างที่ดุร้ายมาก และขณะที่เผชิญหน้ากันนั้น
    ช้างนาฬาคีรีกำลังขาดสติเพราะเมาสุรา และบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย
    แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเอาชนะได้ด้วยเมตตาบารมี คาถาบทนี้นิยมใช้
    สำหรับการเอาชนะสัตว์ร้ายต่างๆ
    ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พุทธศาสนาถึงพรรษาที่ ๓๗ ในครั้งนั้นพระเทวทัตภิกขุผู้เป็นพระเชษฐาของพระนางพิมพา แม้ได้มาบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลใดๆ เป็นแต่เพียงผู้ทรงสมาบัติ จิตใจจึงยังลุ่มหลงในกิเลสอยู่ ครั้นได้เห็นลาภสักการะของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และพระมหากัสสปะ ก็มีความคิดอยากได้ลาภสักการะ อยากได้บริษัทที่มาบูชาตนเองอย่างนั้นบ้าง จึงคิดอยากจะเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์เสียเอง แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต

    พระเทวทัตจึงคิดการใหญ่ ใช้อภิญญาแสดงฤทธิ์หลอกลวงให้เจ้าชายอชาตศัตรูศรัทธา และยุยงให้เจ้าชายอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารราชบิดา แล้วเป็นกษัตริย์สืบแทน ส่วนตนเองจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าและตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้าแทน

    ฝ่ายยพระเทวทตผู้คดิแผนจะปลงพระชนม์พระพทุธเจ้าในครั้งแรกพระเทวทัตได้ส่งนายขมังธนู ๑๖ คน ให้ไปลอบปลงพระชนม์ แต่นายขมังธนูทั้ง ๑๖ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็เลื่อมใส ยึดถือพระองค์เป็นสรณะ
    เมื่อแผนการนี้ไม่สำเร็จ พระเทวทัตจึงคิดปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วยตนเอง โดยการขึ้นไปแอบซุ่มอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏ แล้วกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่สำเร็จ มีเพียงสะเก็ดหินก้อนหนึ่งกระเด็นไปกระทบพระบาทจนห้อพระโลหิต

    พระพทุธเจ้าทรงทราบว่าพระเทวทัตเป็นผู้กระทำจรึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า บัดนี้พระเทวทัตได้กระทำอนันตริยกรรมแก่พระองค์เสียแล้ว ครั้งที่สาม พระเทวทัตคิดร้ายต่อพระพุทธองค์ โดยจะใช้ช้างนาฬาคีรีซึ่งเป็นช้างที่ดุร้าย พระเทวทัตจึงเข้าไปในกรุงราชคฤห์ ติดสินบนให้ควาญช้างมอมเหล้าช้างนาฬาคีรี ด้วยเหล้าอย่างแรง ๑๖ หม้อ และใช้หอกทิ่มแทงช้างให้เจ็บ แล้วหลอกล่อช้างที่กำลังดุร้ายเมามันนั้น ให้ออกมาทำร้ายพระพุทธเจ้า เวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตควาญช้างโลภในลาภสักการะที่จะได้ จึงรับปากจะทำการให้

    วั้นรุ่งขึ้นควาญช้างก็ให้ช้างนาฬาคีรีเหล้าจนเมามาย กลายเป็นช้างดุร้ายเกรี้ยวกราด ไม่มีใครห้ามอยู่ได้ และยังเอาหอกทิ่มแทงให้ช้างนาฬาคีรีเจ็บปวดเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมพระภิกษุสาวกเข้ามบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ควาญช้างก็ปล่อยช้างออกมาสู่ตรอกที่พระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินมา ช้างนาฬาคีรีเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินมาแต่ไกล ก็ชูงวง หูกาง หางชี้ ทำลายบ้านเรือนและเกวียนที่ขวางทาง และวิ่งตรงรี่ไปหา
    พระพุทธเจ้าทันที ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น รีบกราบทูลพระพุทธองค์ว่า
    “พระพุทธเจ้าข้า นี่คือช้างนาฬาคิรีที่ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์
    ได้อย่างง่ายดาย มันกำลังวิ่งตรงมาทางนี้แล้ว ขอให้พระผู้มีพระภาค
    โปรดเสด็จกลับเถิด ขอให้พระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้า
    ข้า”

    แต่พระพุทธองค์ยังคงสงบเย็น รับสั่งว่า “มาเถิดภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย ข้อที่ใครจะมาปลงชีวิตของเราตถาคตนั้น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลาย ย่อมไม่ปรินิพพาน ด้วยความพยายามฆ่าของผู้อื่น” แต่ภิกษุทั้งหลายก็เกรงว่าพระพุทธองค์จะได้รับอันตราย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงต้องตรัสย้ำคำเดิมอีก แม้เป็นครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ จนช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาใกล้อย่างดุร้ายเมามันยิ่ง ประชาชนชาวบ้านทั้งหลายแถวนัน้ ต่างหลบหนขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือนนบ้างบนหลังคาบ้าง ส่งเสียงตะโกนกันลั่น ทั้งพวกที่ไม่ศรัทธา และพวกที่ศรัทธาก็ตาม “พวกเราทั้งหลายเอ๋ย พระสมณโคดมกำลังจะถูกช้างเหยียบตายแน่แล้ว”
    “พวกเราผู้เจริญ คอยดูให้ดีเถิด พระพุทธองค์จะทรงทำสงครามกับ
    ช้างดุร้ายนี้”

    ขณะนั้น มีหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งเห็นช้างนาฬาคีรีวิ่งมาก็ตกใจกลัว วางลูกไว้แล้ววิ่งหนีไป ช้างไล่หญิงนั้นไม่ทันก็เดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆทารกน้อยที่ร้องไห้เสียงดังด้วยความตกใจกลัว พระพุทธองค์ยืนทอดพระเนตรอยู่ จึงตรัสเรียกช้างนาฬาคีรีให้มาหาพระองค์ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ “แน่ะเจ้าช้างนาฬาคิรี เขาให้เจ้าดื่มเหล้าถึง ๑๖ หม้อ มอมเมาเสียจนมึนมัว ใช่ว่าเขากระทำเจ้าด้วยประสงค์จักให้จับคนอื่นก็หาไม่ แต่เขากระทำด้วยประสงค์จะให้จับเรา เจ้าอย่าเที่ยวอาละวาดให้เมื่อยขาโดยใช่เหตุเลย จงมานี่เถิด”
    ช้างนาฬาคีรีได้ฟังแล้วก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหาพระพุทธองค์ ฝ่ายพระสาวกผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายต่างก็รับอาสาที่จะปราบช้างนาฬาคีรี แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า การปราบช้างนาฬาคีรีไม่ใช่วิสัยของพระสาวก เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว

    ขณะนั้นเอง พระอานนท์ซึ่งจงรักและภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ก็ได้ก้าวออกไปยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่าเราจะสละชีวิตฉลองพระคุณของพระพุทธองค์ด้วยการตายแทนพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามว่า อานนท์จงหลีกไป ถึง ๓ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็หาได้หลีกไปไม่ คงยืนขวางหน้าอยู่อย่างนั้น

    ขณะนั้นเองพระผู้มพระภาคเจ้ากทรงมีพระอาการสงบนิง ทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรีนั้นด้วยฤทธานุภาพแห่งความเมตตา และพุทธจริยาที่นุ่มนวลของพระพุทธองค์ จิตที่ขุ่นแค้นของช้างนาฬาคิรีก็สงบลง หยุดยืนนิ่ง หายมึนเมา ลดงวงและน้อมศีรษะเข้าไปหาพุทธองค์อย่างช้าๆ

    เมือทรงเห็นอาการเช่นนั้นแล้ว พระผู้มพระภคจึงทรงยกพระหตัถ์ลูบกระพองช้างด้วยพระเมตตา พลางตรัสกับช้างนาฬาคิรีว่า

    “ดูก่อนนาฬาคิรีเจ้าจงจำไว้ จงอย่าเข้าหาเราตถาคตด้วยจิตมุ่งร้ายทำลาย เพราะจิตชั่วเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ใดทำร้ายตถาคต เมื่อจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า จะไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าดุร้ายเมามัว อย่าประมาท เพราะผู้ประมาทแล้วย่อมจะไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้าจงกระทำหนทางเพื่อไปสู่สุคติเถิด”

    “ดูก่อนนาฬาคีรี แม้เจ้าเป็นเดรัจฉาน ได้มีโอกาสพบเราตถาคตในครั้งนี้ นับเป็นกุศลยิ่งนัก ตถาคตนี้อุปมาดังพระยาช้างตัวประเสริฐ ประกอบด้วยคุณของพระอรหันต์ เป็นมิ่งมงกุฎใน ๓ โลก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าอย่าดุร้ายไล่ทิ่มแทงมนุษย์อีก จงมีเมตตายังใจให้โสมนัส อย่าได้ประกอบโทษ จงหมั่นเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นๆเจ้าสิ้นชีพแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์อย่างเที่ยงแท้”

    ด้วยเมตตานุภาพของพระพุทธองค์ ช้างนาฬาคีรีได้ฟังเช่นนั้น ก็มีจิตชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ส่งเสียงร้องขึ้นรับคำ แล้วเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระองค์ นำมาพ่นลงบนกระหม่อมของตัวเอง แล้วก้าวเท้าถอยหลังออกมาชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จากนั้นจึงค่อยหันกลับมุ่งสู่โรงช้างที่อยู่อาศัยของตน

    เทวดาและพรหมได้เห็นพุทธบารมี ก็โปรยดอกไม้และของหอมบูชาพระพุทธองค์ เงินทองก็อุบัติขึ้นในพระนครสูงถึงหัวเข่า ช้างนาฬาคีรีนั้น
    จึงมีชื่อใหม่ว่า ช้างธนปาล

    ช้างนาฬาคีรีนี้ในคัมภีร์พุทธวงศ์กล่าวว่าเป็นช้างโพธิสัตว์ ในอนาคตกาลจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระติสสะพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าลำดับที่ ๙ ถัดจากพระศรีอาริยเมตไตรย

    สำหรับทางด้านพระเทวทัตนั้น เมื่อคิดการร้ายต่อพระพุทธเจ้าไม่สำเร็จ มหาชนก็กราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูเตือนสติให้รู้พระองค์ พระเจ้าอชาตศัตรูจึงหันกลับมานับถือพระพุทธเจ้า ลาภสักการะที่พระเทวทัตเคยได้ก็ลดน้อยถอยลงไปมาก พระเทวทัตคิดอยากได้ลาภสักการะคืน จึงคบคิดกับพระโกกาลิกภิกขุ กราบทูลขอบัญญัติ ๕ ประการ คือ ขอให้ภิกษุเป็นผู้อยู่ป่า อยู่ด้วยบิณฑบาต อยู่ด้วยผ้าบังสกุล อยู่โคนไม้ และไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต

    พระเทวทัตจึงใช้เหตุนี้เที่ยววป่าวประกาศว่า หมู่คณะของตนนั้นเป็นผู้เคร่งครัดมากกว่า และชักชวนพระภิกษบวชใหม่ ๕๐๐ รูป แยกหมู่คณะไปตั้งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ปกครองกันเองต่างหาก แม้พระพุทธเจ้าจะทรงกล่าวโทษของการทำให้สงฆ์แตกแยกให้ฟังว่าเป็นอนันตริยกรรม พระเทวทัตก็ไม่เชื่อฟัง

    วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูด้วยพระสัพพัญญุตญาณ เห็นว่าพระภิกษุทั้ง ๕๐๐ นั้นมีญาณแก่กล้าพร้อมจะบรรลุธรรมได้แล้ว จึงให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปหาภิกษุผู้หลงผิดทั้ง ๕๐๐ รูปเทศนาสั่งสอนจนภิกษุทั้งหมดนั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงพากันเหาะกลับไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า

    เวลานั้นพระเทวทัตนอนหลับอยู่ เมือตื่นขึ้นมาพบว่าพระกิกษหายไปหมดแล้วจึงทะเลาะกับพระโกกาลิก พระโกกาลิกบันดาลโทสะ ใช้เข่ากระทุ้งหน้าอกพระเทวทัตจนกระอักโลหิต

    พระเทวทัตได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส เป็นไข้อยู่ถึง ๙ เดือน ในที่สุดก็หวนระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ขึ้นมาได้ว่า บัดนี้ภิกษุและราชสกุลทั้งหลายก็มาทิ้งเราหมด จะมีก็เพียงแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีพระเมตตา ไม่เคยมีจิตคิดร้ายต่อตนเองเลยคิดแล้วก็ให้บริวารหามตนลงบนเปล พาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลขอขมา

    พระอานนท์ทราบข่าวการมาของพระเทวทัต ก็กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เทวทัตไม่มีโอกาสเห็นเราตถาคตอีกแล้ว”

    เมื่อพระเทวทัตมาถึงประตูเมืองสาวัตถี พระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิมว่า “เทวทัตไม่มีโอกาสเห็นเราตถาคตอีกแล้ว”

    เมื่อพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร พระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบอีก พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิมว่า “เทวทัตไม่มีโอกาสเห็นเราตถาคตอีกแล้ว”

    ด้วยบาปกรรมของพระเทวทัตที่กระทำต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้งหลายหน ทำให้บริวารทีหามเปลมาก็รู้สึกร้อน อยากอาบน้ำจึงพากันพากวางเปลลง และพากันไปอาบน้ำในสระโบกขรณี ส่วนพระเทวทัตก็ก้าวเท้าลงจากเปล

    เมื่อพระเทวทัตย่างก้าวลงบนแผ่นดิน แม้แผ่นดินหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ก็ไม่อาจรองรับความหนักของกรรมนั้นได้ จึงได้แยกออก ปล่อยให้ร่างของพระเทวทัตถูกไฟนรกดูดลงไปรับกรรมอยู่ในอเวจีมหานรก

    ที่มา : หนังสือ พาหุง ชัยชนะแห่งพุทธะ ของ จิต ตระ ธานี
     
  2. สักการะ

    สักการะ ชิวิตดั่งอาทิตย์อัศดง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,723
    ค่าพลัง:
    +5,910
    อนุโมทนาสาธุครับ
    ขอน้อมจิตกราบแทบพระบาท พระศาสดา ครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...