กำลังใจของผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ธรรมวิวัฒน์, 30 พฤศจิกายน 2019.

  1. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    23,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    74
    ค่าพลัง:
    +104,279
    FB_IMG_1575105013202.jpg

    กำลังใจของผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ


    วันศุกร์ ณ บ้านอนุสาวรีย์ มีโยมได้นำวัตถุมงคล ๓ อย่าง ซึ่งเป็นของมีค่าที่สุดสำหรับชีวิตเขา มาถวายพระอาจารย์เล็ก และกล่าวอธิษฐานปรารถนาพระโพธิญาณ พระอาจารย์จึงได้เทศน์ให้ฟัง

    ถาม : นึกถึงคนสมัยก่อนกับคนสมัยนี้เขามองต่างกัน สมัยนี้เขามองว่าการจุดไฟเผาตัวเอง(เพื่อปรารถนาพระโพธิญาณ) เป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก แต่พอนึกถึงกำลังใจคนสมัยโบราณ เขาไม่ได้ดูที่การกระทำ เขาดูที่กำลังใจ
    ตอบ : และโดยเฉพาะเขาเข้าใจว่าทำเพื่ออะไร ก็เลยมีคนโมทนาเยอะ

    ถาม : ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจครับ ?
    ตอบ : เกิดบ่อย ๆ ถ้าเกิดบ่อยจนเข้าที่ เดี๋ยวก็เข้าใจทุกอย่างเอง

    การที่ตัดใจสละสิ่งที่ตัวเองรัก ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ภายนอกมาก ๆ เลย เพราะว่าข้าวของอย่างนี้นับว่าเป็นโลกียทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ยังข้องเกี่ยวอยู่กับโลก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนว่า ถ้าหากว่ามีความจำเป็น ก็ให้สละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ อย่างเช่นว่า เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะต้องผ่าตัด เงินทองไม่พอ ก็อาจจำเป็นจะต้องสละทรัพย์ ก็คือ ไปจำหน่าย หรือสละเงินสละทองเพื่อรักษาตนเอง ก็จะได้รักษาอวัยวะของตนไว้ได้ แต่ท่านสอนต่อไปว่า ให้สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต อย่างเช่นว่าถ้าเกิดเป็นเบาหวานขึ้นมา แผลมันเริ่มเป็นพิษแล้ว ถ้าหากว่าไม่ตัดขาออก ก็อาจจะถึงแก่ชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็จำเป็นต้องสละ แต่ท้ายสุดท่านบอกว่าให้สละทั้งทรัพย์ ทั้งอวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม ก็แปลว่าในเรื่องของธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่ทรงค่าสูงสุด ให้ประโยชน์ทั้งในชาตินี้ ให้ประโยชน์ทั้งในชาติหน้า และให้ประโยชน์สูงสุด คือพาเราไปนิพพานได้

    แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น จะต้องประกอบไปด้วยความศรัทธาหลายอย่าง อย่างที่ท่านใช้คำว่า กรรมศรัทธา เชื่อกรรม เชื่อว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แล้วก็ละชั่ว ทำดี กรรมวิปากศรัทธา เชื่อในผลของการกระทำ ก็คือ ทำดีแล้วต้องได้ผลดี ทำชั่วแล้วต้องได้ผลชั่ว ฉะนั้น..ทำดีดีกว่า ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ตถาคตโพธิศรัทธา ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นว่าพระองค์รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าไม่มีตรงนี้ การเชื่อมั่นของกรรมและผลกรรมก็ไม่เกิดกับเรา

    พระพุทธเจ้าบอกว่าศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่อเฉย ๆ แต่ว่าต้องพิสูจน์ดูก่อน ถ้าหากพิสูจน์แล้วมีผลเป็นไปตามนั้นเราค่อยเชื่อ
    แต่ถ้าหากพิสูจน์แล้วไม่เป็นไปตามนั้น แต่คนอื่นกลับทำได้ ขณะที่คนอื่นทำได้ ต้องให้ดูว่าตัวเราบกพร่องตรงไหน ?

    คราวนี้มากล่าวต่อ..เรื่องของการสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม โดยทั่ว ๆ ไปแล้วหลักการนี้สำหรับปุถุชนปกติ แต่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ กำลังใจของพระโพธิสัตว์ เกินกว่านั้นมาก

    พระโพธิสัตว์นั้น การตัดแขนตัดขา เชือดเนื้อตัวเอง หรือตัดศีรษะ ควักหัวใจถวายเป็นพุทธบูชา ท่านทำเป็นเรื่องปกติ ถ้ากำลังใจไม่เพียงพอที่จะทำอย่างนั้น ก็แปลว่าบารมียังไม่เข้มข้นพอ ก็ต้องรอการก้าวผ่านตรงจุดนั้นต่อไป ดังนั้น..โยมเขาตัดใจสละสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต เพื่อความปรารถนาในพระโพธิญาณ ตัดใจในระดับนี้ ความรู้สึกของเราคือ มันยาก แต่สำหรับพระโพธิสัตว์แล้วเป้าหมายท่านยิ่งใหญ่กว่านั้น ก็คือพระโพธิญาณ จะได้ทำหน้าที่ขนถ่ายสัตว์โลกข้ามวัฏสงสาร ทรัพย์สินทุกอย่างกลายเป็นของเล็กน้อยมาก เหมือนกับว่าสิ่งที่ท่านปรารถนาคือภูเขาพระสุเมรุ เป็นการสละส่วนปลายเล็กน้อยเพื่อแลกกับภูเขาพระสุเมรุทั้งลูกท่านทำได้ เพราะท่านเห็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ในภายหน้า ถ้าเราไม่เห็น ก็จะเห็นว่าสละได้ยาก แต่สำหรับของท่านแล้ว..ท่านเห็น

    เพราะฉะนั้น..สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่เป็นทรัพย์สมบัติภายนอก ก็เลยกลายเป็นของเล็กน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังใจของท่าน เพราะฉะนั้นใครจะตัดแขนมาก็เชิญจ้ะ ยินดีต้อนรับ

    จำได้ไหมว่า เจ้าแม่กวนอิมท่านตัดแขนและควักดวงตาให้พ่อ เพื่อประกอบยารักษาโรค ปรากฏว่าท่านยอมสละตัดให้จริง ๆ บรรดาชาวบ้านทั้งหลายก็สงสาร ว่าพระธิดาเป็นคนดีแสนดี แล้วก็ต้องมาแขนขาดข้างหนึ่ง ต้องมาตาบอดข้างหนึ่ง ก็เลยทำแขนปลอมตาปลอมให้ ปรากฏว่าใจเดียวกัน ทำกันมาเยอะแยะหลายคน ท่านก็เลยอธิษฐานให้เขาเห็นเป็นลักษณะพันมือพันตา ที่เราเห็นว่าบางปางมีมือเยอะแยะไปหมด และในมือมีดวงตาอีกต่างหาก นั่นท่านแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วท่านมีฤทธิ์ มีอำนาจขนาดนั้น แต่สิ่งที่ท่านทำเนื่องด้วย ๒ ประการด้วยกัน

    ประการแรกก็คือ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระบิดา อีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อพระโพธิญาณของท่าน

    การสละอวัยวะเพียงนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ท้ายสุดก็ต้องสละบุตรและภรรยา สมัยนี้จ้องจะสละกันจริง ๆ ด้วยกำลังใจห่วยแตกของพวกเรา ประเภทไม่ชอบใจ ทะเลาะเบาะแว้ง ด่ากัน ขัดใจกัน ก็จะสละ แต่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเราดูตัวอย่างพระเวสสันดรนี่ พูดง่าย ๆ ว่าตั้งแต่อยู่ร่วมกันมา คำน้อยที่จะพูดให้เสียใจก็ไม่มีเลย มีแต่ยอมรับใช้ทุกอย่าง ท่านใช้คำว่าเป็นดั่งบาทบริจาริกา คือ ข้าทาสรับใช้ ถ้าหากว่าเป็นภรรยาที่ดีขนาดนั้น แล้วคนสามารถตัดใจสละได้ เป็นลูกที่น่ารักขนาดนั้นแล้วคนสามารถตัดใจสละได้ ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน นั่นไม่ใช่เป็นของที่ไม่ต้องการแล้ว แต่เป็นของที่รักสุดหัวใจ

    เพียงแต่ว่าความรักในพระโพธิญาณนั้นยิ่งใหญ่กว่า โดยเฉพาะตอนที่ท่านปลอบลูกให้ยอมไปกับพราหมณ์ ท่านบอกว่า "ให้ทำตัวเป็นสำเภาทอง เพื่อส่งพ่อให้ข้ามพ้นไปสู่ฝั่ง" แล้วกัณหากับชาลีก็โมทนาด้วย ตรงนั้นต้องดูสองอย่าง อย่างแรกก็คือกำลังใจของพระเวสสันดร ท่านสละได้ ขณะเดียวกันลูกเล็ก ๆ สององค์เข้าใจด้วย เข้าใจเรื่องอย่างนี้ด้วยว่าพ่อทำเพื่ออะไร แทนที่จะตัดพ้อต่อว่า ในลักษณะพ่อไม่รักแล้ว ไม่ใช่...โมทนาด้วย ยอมลำบากลำบน เพื่อความปรารถนาพระโพธิญาณของพ่อจะได้สำเร็จลง

    ฉะนั้น...สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราอ่านแล้ว เราอย่าอ่านเฉย ๆ แบบที่เมื่อเช้าตั้งข้อสงสัยไป อ่านแล้วต้องคิดให้เป็น ถ้าคิดให้เป็นเราจะเห็นคุณพระรัตนตรัยมหาศาลมาก พระโพธิสัตว์กว่าจะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ท่านบอกว่าแค่น้ำตาก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่แล้ว การเกิดในระดับนั้น ท่านไม่ได้เกิดเพื่อตัวเอง เกิดเพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดเพื่อทำหน้าที่ที่ตัวเองตั้งใจไว้ ลำบากแค่ไหนก็ยอม ในลักษณะเดียวกับพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ท่านบอกว่าตราบใดที่ยังมีสัตว์โลกเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ตราบนั้นท่านจะยังไม่ยอมเข้านิพพาน อยู่โปรดจนรายสุดท้ายจึงจะไป ของเราชาติเดียวก็เข็ดแล้ว ของท่านเองกำลังใจเหลือล้น โปรดจนคนสุดท้ายแล้วค่อยไป ท่านไม่ได้อธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย แต่จะอยู่โปรดจนคนสุดท้ายค่อยไป

    ฟังแล้วน่าไปต่อนะ..! อาตมามาไกลขนาดนี้แล้ว ยังเลี้ยวเฉยเลย แต่ว่าคงไปไม่ไกลหรอก เพราะเคยมีนิมิตอยู่ครั้งหนึ่งว่า ขึ้นเรือไปแล้ว มองกลับมา โอ้โห...เขายังตกค้างอยู่บนฝั่งอีกเยอะ ก็เลยโดดกลับมายืนเป็นเพื่อนเขา อะไรจะปานนั้น..แสดงว่าเชื้อชั่วไม่ยอมตาย เคยทำหน้าที่นั้นมา ขนาดในนิมิตยังตามไปช่วยเขา...

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม วัดท่าขนุน
    เทศน์ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันศุกร์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓
     
  2. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    23,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    74
    ค่าพลัง:
    +104,279
    FB_IMG_1579942595011.jpg

    พระอาจารย์กล่าวว่า ถ้าหากว่าเรายอมลำบากโดยไม่กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตรงนั้นเป็นปรมัตถบารมี แต่ว่าบุคคลที่เป็นปรมัตถบารมีจะมีปัญญาเฉลียวฉลาด จะรู้ว่าขนาดไหนจึงพอเหมาะพอควร ยกเว้นพระโพธิสัตว์ท่านจะไม่กลัวความลำบาก ในเมื่อท่านไม่กลัวความลำบาก ถึงแม้ท่านรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อความพ้นทุกข์ของคนอื่น ท่านก็ทำ

    เวลาที่พระพุทธเจ้าในช่วงที่ท่านบำเพ็ญบารมี ท่านมีการสละออกในทุก ๆ เรื่อง ท่านจะทำเพื่อคนอื่น นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ดังนั้น การที่ท่านทำเพื่อคนอื่นไม่ได้ทำเพื่อตนเอง จึงเป็นเสมือนการสละออกซึ่ง รัก โลภ โกรธ หลง ไปในตัวด้วย ไม่ได้ทำเพื่อตนก็เหมือนกับการไม่ได้เอาตัวตน ไม่ได้ยึดตัวตน
    การที่ท่านทำเพื่อคนอื่นมาก ๆ สละออกซึ่ง รัก โลภ โกรธ หลง นี้แหละ จึงเป็นการทำให้ทิพจักขุญาณของท่านแจ่มใสกว่าบุคคลอื่น ๆ

    การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าองค์แรก พระองค์ท่านบำเพ็ญบารมีมาเกือบ ๔๐ อสงไขย โดยที่ไม่มีใครเป็นต้นแบบให้กับท่านมาก่อน การที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกจึงทำให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อ ๆ มา ได้ตามดู โดยการใช้ทิพจักขุญาณ ย้อนดูถึงการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าองค์แรก

    คัดลอกข้อความมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > เรื่องธรรมะ และการปฏิบัติ > เล่าสู่กันฟัง ภาค ๑

    ถ่ายภาพจากวัดท่าขนุน
     

แชร์หน้านี้

Loading...