ความต่างแห่งศาสนา..!!!

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ทรัพย์พระฤาษี, 21 กุมภาพันธ์ 2010.

  1. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    พระพุทธศาสนา

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี





    <!-- start content --> เว็บย่อ: th.wikipedia.org/wiki/Buddhism
    <table class="toccolours" id="WSerie_Buddhism" style="border: 1px solid rgb(0, 102, 0); margin: 0pt 0pt 1em 1em; float: right; text-align: center;" width="170px" cellpadding="1" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="2" style="font-size: 100%;"> <small>ส่วนหนึ่งของ</small>
    พุทธศาสนา

    [​IMG]

    ประวัติพุทธศาสนา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">ศาสดา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;"> พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    </td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">พ้นทุกข์ / ความดับทุกข์</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">ไตรสรณะ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;"> พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์
    </td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">ความเชื่อและการปฏิบัติ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ศีล · ธรรม
    ศีลห้า · เบญจธรรม
    สมถะ · วิปัสสนา
    บทสวดมนต์และพระคาถา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">คัมภีร์และหนังสือ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">พระไตรปิฎก
    พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">หลักธรรมที่น่าสนใจ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ไตรลักษณ์
    บัญญัติ · ขันธ์ · ปรมัตถธรรม</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">นิกาย</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">เถรวาท · อาจริยวาท (มหายาน) · วัชรยาน · เซน</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">สังคมพุทธศาสนา</td> </tr> <tr> <td style="font-size: 90%;">เมือง · ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน · วัตถุมงคล</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">การจาริกแสวงบุญ</td> </tr> <tr> <td style="font-size: 90%;">พุทธสังเวชนียสถาน ·
    การแสวงบุญในพุทธภูมิ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(138, 158, 73);">ดูเพิ่มเติม</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ศัพท์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
    หมวดหมู่พุทธศาสนา</td> </tr> <tr> <th colspan="2">[​IMG] สถานีย่อย</th> </tr> </tbody></table> พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาพุทธ (อังกฤษ: Buddhism, จีน: 佛教, บาลี: buddhasāsana, สันสกฤต: buddhaśāsana, ) เป็นศาสนาที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา มีพระธรรมที่พระบรมศาสดาตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ มีพุทธบริษัท 4 เป็นชุมชนของผู้นับถือศาสนาและศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เพื่อสืบทอดไว้ซึ่งคำสอนของพระบรมศาสดา
    พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาอเทวนิยม คือสอนว่าไม่มีพระเจ้าผู้ สร้างโลกผู้ทำลายโลก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไป สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือมีแต่อำนาจที่เกิดจากการกระทำของตัวเองเท่านั้นที่เป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดลบันดาลชีวิตให้ดีขึ้นหรือเลวลงได้ไม่ต้องอ้อนวอนขอ ต่อพระเป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกตัว<sup id="cite_ref-.E0.B8.84.E0.B8.B2.E0.B8.96.E0.B8.B2.E0.B8.98.E0.B8.A3.E0.B8.A3.E0.B8.A1.E0.B8.9A.E0.B8.97_.E0.B8.AD.E0.B8.B1.E0.B8.95.E0.B8.95.E0.B8.A7.E0.B8.A3.E0.B8.A3.E0.B8.84.E0.B8.97.E0.B8.B5.E0.B9.88_.E0.B9.91.E0.B9.92_0-0" class="reference">[1]</sup> คือให้พึ่งตนเอง<sup id="cite_ref-1" class="reference">[2]</sup> เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์<sup id="cite_ref-2" class="reference">[3]</sup> มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลก ด้วยวิธีการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์อันสูงสุดของศาสนา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระบรมศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียร ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ คนหนึ่งมิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าที่ไหน<sup id="cite_ref-3" class="reference">[4]</sup>
    พระพุทธเจ้าได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในภูมิภาคที่เป็นประเทศอินเดียตอนเหนือและเนปาลในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช (พุทธศักราชในไทยเริ่มนับ 1 ปีถัดจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน) ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ใน ทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน พระพุทธศาสนาจัดเป็น 1 ใน 3 ศาสนาสากลหรือศาสนาโลก (หรือศาสนาที่เป็นศาสนาประจำชาติในหลายประเทศ) ประเทศที่มีพุทธศาสนิกชนมากที่สุดคือประเทศจีน
    หลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา หรือพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก<sup id="cite_ref-4" class="reference">[5]</sup> และสิ่งที่ได้จากการรวบรวมคำสอนของพระองค์ของพระมหาเถระผู้เป็นพระสาวกของพระองค์เองในครั้งนั้น ได้กลายเป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่ยึดหลักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนใดๆ และจากการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สอง แนวคิดที่เห็นต่างออกไป<sup id="cite_ref-5" class="reference">[6]</sup>ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดของพุทธศาสนา<sup id="cite_ref-6" class="reference">[7]</sup> ได้เริ่มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของ พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ทั้งสองนิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดินแดนเอเชียและใกล้เคียง พระพุทธศาสนาในบางดินแดนก็ยังดำรงอยู่บางดินแดนก็เสื่อมไปผ่านกาลเวลาในประวัติศาสตร์ แต่หลักคำสอนดั้งเดิม (เถรวาท) และคำสอนของมหายาน ยังคงได้รับการรักษาและมีผู้นับถือมาโดยตลอด
    ปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก หากนับจำนวนรวมกันแล้วอาจมากกว่า 500 ล้านคน<sup id="cite_ref-7" class="reference">[8]</sup><sup id="cite_ref-8" class="reference">[9]</sup><sup id="cite_ref-9" class="reference">[10]</sup><sup id="cite_ref-10" class="reference">[11]</sup>
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] องค์ประกอบของพุทธศาสนา


    • สิ่งเคารพสูงสุด สรณะ (ที่พึ่ง) อันประเสริฐของพระพุทธศาสนาเรียกว่า พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ โดย " พระพุทธเจ้า" ทรงตรัสรู้ "พระธรรม" แล้วทรงสั่งสอนให้พระภิกษุได้รู้ธรรมจนหลุดพ้นตามในที่สุด ทรงจัดตั้งชุมชนของพระภิกษุให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกด้วยการบัญญัติพระวินัย เพื่อเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างประชาธิปไตยเพื่อศึกษาพระธรรม (คันถธุระ) และฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้น (วิปัสสนาธุระ) เรียกว่า "พระสงฆ์" (สงฆ์ แปลว่าหมู่, ชุมนุม) แล้วทรงมอบหมายให้พระสงฆ์ทั้งหลายเผยแผ่พระธรรม เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์โลกทั้งปวง
    <table style="margin: 0px 0px 15px 15px; vertical-align: bottom; text-align: center; font-size: 75%; float: right;" cellpadding="1" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="5" style="border: 2px solid Sienna; background: darkblue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;"> <small>คัมภีร์หลักในพระพุทธศาสนา</small>
    พระไตรปิฎกเถรวาท
    <small>๔๕ เล่ม</small>
    [​IMG]

    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-bottom: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous; text-align: left;">พระวินัยปิฎก</td> <td style="border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: black none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;"> <table style="width: 100%; vertical-align: bottom; text-align: center;" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    สุตตวิภังค์
    </td> <td colspan="4" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    ขันธกะ
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    ปริวาร
    </td> </tr> <tr> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> </tbody></table> </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-top: 2px solid Sienna; border-bottom: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous; text-align: left;">พระสุตตันตปิฎก</td> <td style="border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: black none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;"> <table style="width: 100%; vertical-align: bottom; text-align: center;" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    ทีฆนิกาย
    </td> <td colspan="3" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    มัชฌิมนิกาย
    </td> <td colspan="5" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    สังยุตตนิกาย
    </td> </tr> <tr> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 3px solid Goldenrod; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> </tbody></table> </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: black none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;"> <table style="width: 100%; vertical-align: bottom; text-align: center;" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="5" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    อังคุตตรนิกาย
    </td> <td colspan="9" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">คัมภีร์
    ขุททกนิกาย
    </td> </tr> <tr> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> </tbody></table> </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-top: 2px solid Sienna; border-bottom: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous; text-align: left;">พระอภิธรรมปิฎก</td> <td style="border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: black none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;"> <table style="width: 100%; vertical-align: bottom; text-align: center;" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-top: 1px solid black; border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">สงฺ</td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">วิภงฺ</td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">ธา
    ปุ.</td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">กถา</td> <td colspan="2" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">ยมก</td> <td colspan="6" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; background: Gold none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">ปัฏฐานปกรณ์</td> </tr> <tr> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td colspan="1" style="border-left: 1px solid black; border-right: 1px solid black; border-bottom: 1px solid black; background: MediumBlue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> </tbody></table> </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-left: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-top: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="border-right: 2px solid Sienna; background: Goldenrod none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> <td style="background: Ivory none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="5" style="border: 2px solid darkblue; background: darkblue none repeat scroll 0% 0%; -moz-background-clip: border; -moz-background-origin: padding; -moz-background-inline-policy: continuous;">
    </td> </tr> </tbody></table>
    • ศาสดา คือ พระพุทธเจ้า หรือ พระสมณะโคดม พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกพระองค์เองว่าตถาคต ทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงประสูติในดินแดนที่เรียกว่า ชมพูทวีป ในสมัยพุทธกาลก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ในวันที่ 18 พฤษภาคม(ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) ณ สวนลุมพินีวัน เจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ผู้เป็นพระมเหสี ทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาท ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กรุงกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นศากยะ<sup id="cite_ref-.E0.B8.A1.E0.B8.AB.E0.B8.B2.E0.B8.9B.E0.B8.97.E0.B8.B2.E0.B8.99.E0.B8.AA.E0.B8.B9.E0.B8.95.E0.B8.A3_11-0" class="reference">[12]</sup> และเมื่อพระชนมายุ 16 พระชันษาทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราแห่งเมืองเทวทหะ ต่อมาเมื่อพระชนมายุ29พระชันษา มีพระโอรสกับเจ้าหญิงยโสธรา ๑ พระองค์พระนามว่าพระราหุล<sup id="cite_ref-.E0.B8.A1.E0.B8.AB.E0.B8.B2.E0.B8.9B.E0.B8.97.E0.B8.B2.E0.B8.99.E0.B8.AA.E0.B8.B9.E0.B8.95.E0.B8.A3_11-1" class="reference">[12]</sup> <sup id="cite_ref-12" class="reference">[13]</sup>ทรงตัดสินใจออกผนวชเป็นสมณะ เพื่อแสวงหาโมเนยยะปฏิบัติ(คำว่าทางหลุดพ้นในสมัยก่อนมีพุทธศาสนา)อันนำไปสู่การบรรลุโมกษะ(คำว่า ความหลุดพ้นในสมัยนั้น)จากความทุกข์คือความแก่ เจ็บ ตาย เมื่อพระชนมายุได้ 29 พระชันษา ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที <sup id="cite_ref-13" class="reference">[14]</sup> และหลังจากออกผนวชมา 6 พรรษา ทรงประกาศว่าทรงค้นพบว่า สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจมิใช่ ทรัพย์สิน อำนาจเกียรติยศ วัตถุกามคุณใดๆ แต่การควบคุมจิตใจด้วยการเน้นสมาธิ(ฌาน)หรือการทรมานร่างกายให้ห่างจากกามคุณ(โยคะ) ทั้งสองวิธีไม่ใช่วิธีพ้นจากทุกข์ที่ถูกต้อง การหลุดพ้นจากทุกข์ทำได้ด้วยการฝึกจิตด้วยการเจริญสติ ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จนสามารถรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์เพราะสรรพสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นอน บังคับให้เป็นดั่งใจไม่ได้ จนไม่เห็นสิ่งใดควรยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง จวบจนได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ<sup id="cite_ref-14" class="reference">[15]</sup> คือ การตรัสรู้ อริยสัจ 4 เป็นต้น เมื่อพระชนมายุได้ 35 พระชันษาที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม(ในวันขึ้น15ค่ำเดือน6) จากนั้นพระองค์จึงได้ออกประกาศสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้คือพระธรรมวินัยตลอดพระชนม์ชีพ เป็นเวลากว่า 45 พรรษา ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงมั่นคงในฐานะศาสนาอันดับหนึ่งอยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ<sup id="cite_ref-15" class="reference">[16]</sup> จวบจนพระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามหลักพุทธศาสนาที่เชื่อว่าดับสนิทไม่มีส่วนรูปและนามเหลือ ไม่ทรงไปเกิดที่ไหนและไม่ทรงกลับมาเกิดใหม่อีกตลอดกาล เมื่อพระชนมายุได้ 80 พระชันษา ณ สาลวโนทยาน(ในวันขึ้น15ค่ำเดือน6)<sup id="cite_ref-16" class="reference">[17]</sup>ทรง ตรัสให้พุทธบริษัท 4 ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังจากที่พระองค์นิพพานไปแล้ว ไม่ให้ยึดถือภิกษุรูปใดหรือคณะสงฆ์กลุ่มใดเป็นใหญ่ เหนือหมู่สงฆ์ทั้งหมดทั้งปวง ให้หมู่สงฆ์นับถือกันตามพรรษา และถือมติในที่ประชุมสงฆ์อันชอบแล้วด้วยพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ในอาวาสนั้น

    • คัมภีร์ หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำ (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลายๆกลุ่มรับผิดชอบท่องจำในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องมือช่วยในการรักษาความถูกต้องของหลักคำสอน จนได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลี รักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" แปลว่าตะกร้าสามใบ ซึ่งหมายถึง คัมภีร์หรือตำราสามหมวดหลัก ๆ ได้แก่

    1. วินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี จัดเป็นรากของพระศาสนา เพราะเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของนักบวช
    2. สุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่องราวต่าง ๆ จัดเป็นกิ่ง ใบ ผล ร่มเงาของพระศาสนา เพราะธรรมะย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก
    3. อภิธรรมปิฎก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วน ๆ ไม่มีการสมมุติ จัดเป็นลำต้นของพระศาสนา เพราะแนวคิดที่แตกต่างกันออกไปอาจก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิด จึงต้องมีหลักเทียบเคียงความถูกต้องเป็นหลัก
    พระพุทธเจ้าทรงส่งภิกษุในรุ่นแรกให้ไปประกาศพรหมจรรย์อันหมายถึงไปประกาศ ศาสนาด้วยการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างอันนำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธา แต่ในภายหลังเมื่อมีผู้นับถือมีจำนวนมากจึงทรงเรียกศาสนาของพระองค์ว่า"พระ ธรรมวินัย"เรียกแยกเป็น "พระธรรม" คือการให้ความรู้สัจธรรมต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ให้กับผู้ที่เลื่อมใสที่มีเป็นจำนวนมากขึ้นด้วย วิธีการที่เหมาะสมมีการสั่งสอนเทศนาให้การศึกษาเป็นอาทิ กับ "พระวินัย" คือข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับผู้ที่ออกบวช ที่มีเป็นจำนวนมากขึ้นต่างจิตใจหลายนิสัยที่มาอยู่ร่วมกัน ในกฎกติกาเดียวกันเพื่อความผาสุกแก่ผู้ประพฤติดีและควบคุมการประพฤติชั่ว และในปัจจุบันเรียกคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าพุทธศาสนา หรือพุทธปรัชญา(buddhism)

    • ผู้สืบทอด ได้แก่ พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้
      • ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษา ปฏิบัติตามคำสอน (ธรรม) และคำสั่ง (วินัย) และมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระภิกษุสงฆ์ ในกรณีที่เป็นเพศชาย และ พระภิกษุณีสงฆ์ ในกรณีที่เป็นเพศหญิง
      • สำหรับผู้บวชที่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 20 ปี จะเรียกว่าเป็น สามเณร สำหรับเด็กชาย และ สามเณรีและสิกขมานา (สามเณรีที่ต้องไม่ผิดศีล 6 ข้อตลอด 2 ปี) สำหรับเด็กหญิง ลักษณะการบวชสำหรับภิกษุหรือภิกษุณี จะเรียกเป็นการอุปสมบท สำหรับ สามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา จะเรียกเป็นการ บรรพชา
      • ส่วนผู้นับถือที่ไม่ได้บวชจะเรียกว่าฆราวาส หรือ อุบาสก ในกรณีที่เป็นเพศชาย และอุบาสิกา ในกรณีที่เป็นเพศหญิง
    [แก้] ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนา

    <dl><dd> ดูบทความหลักที่ ประวัติพุทธศาสนา
    </dd></dl> [แก้] หลักการสำคัญของพุทธศาสนา

    [​IMG] [​IMG]
    ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธ (ภาพ: พระอจนะ วัดศรีชุม (สุโขทัย)


    พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวงคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้น การศึกษาทำความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี (อิทัปปัจจยตา) จนเห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่าง ถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆไป (ด้วยการสั่งสมบุญบารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา
    หลักคำสอนในพุทธศาสนามีทั้งหลักปฏิบัติที่เป็นจริยธรรมคุณธรรมและศิลธรรม
    [แก้] หลักจริยธรรม

    (หลักจริยธรรม) ความกตัญญูกตเวที คือการรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรมพื้นฐานทั่วไปของมนุษย์เพื่อการดำรงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ต่อกันด้วยการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมของพระ พุทธเจ้า คือการปฏิบัติหน้าที่ต่อกัน
    [แก้] หลักคุณธรรม

    (หลักคุณธรรม) พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนและสังคมดำรงชีวิตด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งกันและกัน ไม่มุ่งร้ายต่อกันด้วยความรักที่บริสุทธิ์ต่อเพื่อนร่วมโลก ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นประสบความสุขในทางที่เป็นกุศลหรือประกอบเหตุแห่งสุข) อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขาทำวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม กรรมนั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที่เขาผู้นั้นได้เคยกระทำไว้อย่างแน่นอน รวมถึงการให้อภัยผู้อื่น) และการปราศจากอคติ
    [แก้] หลักศีลธรรม

    (หลักศีลธรรม) ได้แก่ หลักคำสอนสำคัญของศาสนา ได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์"
    [แก้] หลักปรมัตถธรรม

    (หลักปรมัตถธรรม) พุทธศาสนา สอน "อริยสัจ 4" หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ

    1. ทุกข์ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาและลักษณะของปัญหา
    2. สมุทัยสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
    3. นิโรธความดับแห่งทุกข์
    4. มรรควิถีทางอันประเสริฐที่จะนำให้ถึงความดับทุกข์
    ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นสัจธรรมอันจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติที่ตั้ง อยู่โดยอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ดังนั้นเมื่ออธิบายคำสอนสำคัญโดยลำดับตามแนวอริยสัจ ได้แก่
    [แก้] สภาพแห่งทุกข์ (ทุกข์)

    สภาพแห่งทุกข์ (ทุกข์) ได้แก่ ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพุทธศาสนา) ลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติที่เป็นสากลอย่างหนึ่ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที่ พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎ ธรรมดา<sup class="noprint Template-Fact">[ต้องการอ้างอิง]</sup> อันได้แก่

    1. อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป)
    2. ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก)
    3. อนัตตา (ความไม่มีแก่น สาระ ให้ถือเอาเป็นตัวตน ของเราและของใครๆ ได้อย่างแท้จริง)
    และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ (ซึ่งมีในหลักคำสอนของศาสนาอื่น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนานั้นปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และเชื่อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจาก กฎแห่งธรรมชาติ ( นิยาม ) 5 ประการ อันมี กฎแห่งสภาวะ (อุตุนิยาม) หรือมีธาตุทั้ง5คือ ดิน น้ำ ลม ไฟและ อากาศ ที่เปลี่ยนสถานะเป็นธาตุต่างๆกลับไปกลับมา กฎแห่งชีวิต (พีชนิยาม) คือกฎสมตา กฎวัฏฏตาและกฎชีวิตา ที่ทำให้เกิดชีวิตินทรีย์ ( เซลล์) กฎแห่งวิญญาน (จิตนิยาม) การมีนามธาตุต่างๆที่ประกอบกันตามกระบวนการเป็นจิต ดูที่ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นไปตาม กฎแห่งเหตุผล (กรรมนิยาม) และ กฎไตรลักษณ์ (ธรรมนิยาม) คือ

    1. ทุกขัง (ความไม่เที่ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือสิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่างแสงอาทิตย์ต้องวิ่งมาชนโลก โลก จักรวาล กาแล๊คซี่ต้องหมุน ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำให้มีกฎแห่งการปรับสมดุล(สมตา ) เช่นเรานอนเฉยๆต้องขยับ หรือวิ่งมากๆต้องหยุด เช่นความร้อนย่อมต้องการสลายตัวไปที่เย็นกว่า ไฟฟ้าในเมฆพายุฝนที่มีมากทิ้งมาที่พื้นโลกจนเกิดฟ้าผ่า ที่ ๆ เป็นสุญญากาศย่อมดึงให้สิ่งที่มีอยู่เข้ามา ความทุกข์ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสัตว์ พืช เช่นพืชที่ปลูกถี่ๆกันย่อมแย่งกันสูงเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือการปรับสมดุลจึงเกิดชีวิต กฎสมตาทำให้เกิดอิริยาบถที่ปิดบังทุกขัง
    2. อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ทำให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน (ของแข็ง) เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ (ของเหลว) เปลี่ยนเป็นธาตุลม (แก๊ส) และเปลี่ยนเป็นธาตุไฟ (แสง ความร้อน พลังงาน) และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำกัดทำให้เกิดกฎแห่งวัฏจักร (วัฏฏตา) โลก จักรวาล กาแล็กซี ย่อมหมุนเป็นวงกลม สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ วิชชุรูป(อิเล็คตรอน)ของปรมาณู(อตอม) ย่อมหมุนรอบมูลรูป(โปรตรอนและนิวตรอน)เพราะกฎแห่งเหตุผลทำให้ลูกมาจากปัจจัย พ่อแม่ของตนเหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนทำให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของตนได้นิดหน่อย เช่นสัตว์ที่ใช้ชีวิตในที่หนาวเย็น ตัวที่มีขนยาวกว่าพ่อแม่ตนนิดหน่อยมีเปอร์เซ็นรอดชีวิตได้มากกว่า นานๆไป สัตว์ที่อยู่ในที่หนาวเย็นส่วนใหญ่มีขนยาวเป็นพื้นฐาน กฎวัฏฏตาทำให้เกิดสันตติ การสืบต่อที่ปิดบังอนิจจัง
    3. อนัตตา (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบกันขึ้น เช่น ต้นไม้ย่อมอาศัยแสง ดิน น้ำ แร่ธาตุ ราก ใบ กิ่ง แก่น ลำต้น อากาศ ทำให้ดำรงอยู่ได้) สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันทำให้เกิดการผสมผสาน ทำให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี่ยวข้องกันเล็กๆน้อยและเพิ่มขึ้นซับ ซ้อนขึ้น เมื่อสิ่งต่างมีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆทำให้เกิดกฎแห่งหน้าที่ (ชีวิตา) เช่น ตับย่อมทำหน้าที่ของตับ ไม่อาจทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่มีกฎแห่งหน้าที่อันเป็นเหตุให้ธาตุประกอบกันเป็นร่าง กาย ร่างกายของย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิตาทำให้เกิดฆนะ รูปร่าง หรือการเป็นก้อนๆ ที่ปิดบังอนัตตา
    ทุกขังทำให้สิ่งทั้งปวงอยู่นิ่งมิได้ อนิจจังเปลี่ยนแปลงธาตุต่าง อนัตตาทำให้เกี่ยวเนื่องผสมผสานกันทำให้ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
    ทุกขังเกิดจากการขัดแย้งกันของธาตุ อนัตตาเกิดจากธาตุที่ต่างถูกผลักออกจากการขัดแย้งของธาตุ (ทุกขลักษณ์) มาเจอกัน อนิจจังเกิดจากช่องว่างที่ธาตุถูกผลักออกไปและกระเด็นเข้ามาไหลเวียนเปลี่ยนผันเป็นกระแสไม่สิ้นสุด
    อนุภาคความว่างของอากาศธาตุ(อนัตตา)ย่อมดึงธาตุต่างๆและอากาศธาตุ ด้วยกันเข้ามาทำให้อนุภาคความว่าง(อากาศธาตุ)ถูกบีบจนเกิดการสั่นสะเทือน เกิดคลื่นอนุภาคควบแน่นขึ้นจนกลายเป็นธาตุ ไฟ ลม น้ำ ดิน ตามลำดับ(อนิจจัง)และเมื่อสั่นสะเทือนถึงขีดสุดก็จะเกิดการผลักออก(ทุกขัง) ทำให้การสั่นสะเทือนน้อยลงเรื่อยๆจนกลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และเมื่อไม่สั่นสะเทือนเลยก็กลายเป็นอากาศธาตุ
    สรุป กฎไตรลักษณ์เป็นสิ่งที่ทำให้มีการสร้าง ดำรงรักษาอยู่ และทำลายไปของทุกสรรพสิ่ง
    เมื่อย่อกฎทั้ง 3 แล้ว จะเหลือเพียง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป<sup id="cite_ref-17" class="reference">[18]</sup> (มีเพียงการสั่นสะเทือนของสสารอวินิพโภครูป8)
    [แก้] เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย)

    [​IMG] [​IMG]
    รูปภวจักร หรือสังสารจักรของทิเบต แสดงถึงอวิชชา ได้แก่ผลของการขาดปัญญาในการรู้ทันเหตุเกิดแห่งทุกข์ (สมุทัย) ทำให้ต้องจมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ทั้งปวงไม่จบสิ้น


    เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท (หลักศรัทธาของพุทธศาสนา) พุทธศาสนา สอนว่า ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาล หากเกิดแต่เหตุและปัจจัยต่างๆ มาประชุมพร้อมกัน โดยมีรากเหง้ามาจากความไม่รู้หรือ อวิชชา ทำให้กระบวนการต่างๆ ไม่ขาดตอน เพราะนามธาตุที่เป็นไปตามกฎนิยาม ตามกระบวนการที่เรียกว่ามหาปัฏฐาน ทำให้เกิดสังขารเจตสิกกฎเกณฑ์การปรุงแต่งซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นดุจพันธุ์กรรมของจิต วิวัฒนาการเป็นธรรมธาตุอันเป็นระบบการทำงานของนามขันธ์ที่ประกอบกันเป็นจิต( อันเป็นสภาวะที่รับรู้และเป็นไปตามเจตสิกของนามธาตุ) และเป็นวิญญาณขันธ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธาตุแสง (รังสิโยธาตุ) อันเกิดจากการทำงานของนามธาตุอย่างเป็นระบบ จนสามารถประสานหรือกำหนดกฎเกณฑ์รูปขันธ์ ของชีวิตินทรีย์(เช่นไวรัส แบคทีเรีย ต้นไม้ เซลล์ ที่มีชีวิตขึ้นมาเพราะกฎพีชนิยาม) ทำให้เหตุผลของรูปขันธ์เป็นไปตามเหตุผลของนามขันธ์ด้วย (จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว) ทำให้รูปขันธ์ที่เป็นชีวิตินทรีย์พัฒนามีร่างกายที่สลับซับซ้อนมีระบบการทำ งานจนเกิดมีปสาทรูป 5 รวมการรับรู้ทางมโนทวารอีก 1 เป็นอายตนะทั้ง 6 และ

    1. เมื่ออายตนะกระทบกับสรรพสิ่งที่มากระทบ (ผัสสะ)
    2. จนเกิดความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง (เวทนา อันเกิดจากการแปรปรวนแห่งนามธาตุ)
    3. เมื่อได้สุขมาเสพก็ติดใจ
    4. อยากเสพอีก ทำให้เกิดความทะยานอยาก (ตัณหา) ในสิ่งต่างๆ เมื่อประสบสิ่งไม่ชอบใจ พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น
    5. จึงเกิดการแสวงหาความสุขมาเสพ
    6. จนเกิดการสะสม
    7. นำมาซึ่งความตระหนี่
    8. หวงแหน
    9. จนในที่สุดก็ออกมาปกป้องแย่งชิงจนเกิดการสร้างกรรม และยึดว่าสิ่งนั้นๆเป็นตัวกู (อหังการ) ของกู (มมังการ) (เป็นปัจจยการ9)
    ทำให้มีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)และจิตเมื่อประสบทุกข์ ก็สร้างสัญญาอัน เป็นภูมิคุ้มกันทางจิตขึ้นมาเพื่อให้พ้นทุกข์(สมตา) เพราะมีสัญญาการสมมุติว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้จึงมี เช่น คนตาบอดแต่เกิด เมื่อมองเห็นภาพตอนโตย่อมต้องอาศัยสมมุติว่าภาพที่เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เกิดการสำคัญผิดในมายาการของสัญญาเพราะจิตมีอวิชชา จึงมีความคิดเห็นเปรียบเทียบแบ่งสรรพสิ่งออกเป็นคู่ว่าแป็นโลกและบัญญัติว่า ตนเองเป็นนั้นเป็นนี้ จึงเกิดจิตใต้สำนึก(ภพ)และสร้างกรรมขึ้นมา เพราะจิตต้องการพ้นทุกข์พบสุข ตามสติปัญญาที่มีของตน นั่นเอง

    • กฎแห่งกรรม นี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดการเกิดภพชาติความเป็นไปของแต่ละดวงจิตในสังสารวัฏจนเป็นเหตุปัจจัยให้ประพบเจอความทุกข์ความสุข ปรารถนาหนีทุกข์ หรือแสวงหาความสุขจนสร้าง กรรม (คือการกระทำทุกอย่างทั้งทางกาย วาจา และใจ ที่มีเจตนาสั่งการโดยจิตของสิ่งมีชีวิต เมื่อกรรมมากพอ ถูกทาง และควรให้ผล ไม่ว่าเป็นการกระทำที่ดี (บุญ/กุศล) หรือไม่ดี (บาป/อกุศล) หรือกลาง ๆ อันทำให้มีผลของการกระทำตามมา (วิบาก) ถ้ากรรมดีหรือกรรมชั่วหนักให้ผลอยู่กรรมที่ให้ผลแตกต่างแต่มีกำลังน้อยกว่าย่อมไม่อาจให้ผลจนกว่ากรรมหนักนั้นจะอ่อนกำลังลงไป ใน ทางพุทธศาสนาเชื่อว่าผลของการกระทำจะไม่สูญหายไปไหน แต่รอเวลาที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการกระทำนั้นๆ สะท้อนกลับมาหาผู้กระทำเสมอ โดยกรรมในอดีตที่จะส่งผลสามารถบรรเทาเบาบางลงได้ถ้ามีสติปัญญารักษาตัวทำ กรรมในปัจจุบันที่ถูกต้องเหมาะสม) กรรมเหมือนการปลูกต้นไม้เรารู้ว่าปลูกทุเรียน ย่อมได้ต้นทุเรียนหรืออาจได้ผลทุเรียน แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าต้นทุเรียน จะมีรูปร่างเช่นไรให้ผลที่กิ่งไหน กล่าวโดยย่อว่า สิ่งทั้งหลาย ในโลกนี้ต่างมีเหตุให้เกิด เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นผลก็เกิดขึ้นตาม เมื่อเหตุนั้นไม่มีอีกแล้วผลก็ดับไป การกระทำที่ไม่มีเจตนาหรือจิตรวมด้วยไม่เรียกว่ากรรมเรียกว่ากิริยา (เช่นลมพัด) ผลไม่เรียกวิบากเรียกปฏิกิริยา (ลมพัดใบไม้ไหว) กรรมดีเปรียบเหมือนน้ำกรรมชั่วเหมือนเกลือกรรมดีมากๆอาจละลายความเค็มของ เกลือคือไม่ให้ผลหนักที่เดียวแต่ค่อยๆทยอยให้ผลเบาๆจนแทบไม่รู้สึกได้ คุณสมบัติของจิตที่ดีหรือชั่วย่อมแสดงจากการกระทำ โดยเฉพาะขณะที่จิตจะตาย จะเป็นตัวกำหนดสถานะของขันธ์ที่จะได้รับ ทั้งที่เกิด สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อเราสร้างกรรมใดไว้ จิตย่อมมีคุณสมบัติเช่นนั้น ย่อมนำพาหรือดึงดูดให้ไปพบกับดวงจิตที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน ตามกฎสิ่งที่เหมือนกันย่อมผลักกันน้อยกว่าสิ่งที่แตกต่างกันมาก เมื่อจิตที่เหมือนกันมาพบกันโอกาสที่เราจะพบเหตุการณ์แบบที่เราเคยทำจะมาก ขึ้น ซึ่งกฎแห่งกรรมจะละเอียดกว่านี้ เราสร้างกรรมกับใคร จิตของปุถุชนอาจจองเวรผูกอาฆาต แม้เกิดใหม่สัญญาอาจจำไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกย่อมจดจำจิตด้วยกันได้ แม้ว่าเราไม่ทำอะไรเลยก็อาจสร้างกรรมได้เหมือนกัน ถ้าการวางเฉยนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองผู้อื่นและสังคม ผลกรรมย่อมตกสู่ตนเองและลูกหลานอย่างการที่เราปล่อยให้สังคมเสื่อมทราม หรือไปในสถานที่หรือกระทำการ ที่จะเกิดผลร้ายต่อเราและผู้เกี่ยวข้อง
    สู่การเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณทั้งหลายนับชาติไม่ถ้วน ผ่านไประหว่าง ภพภูมิทั้ง 31 ภูมิ (มิติต่างๆ ตั้งแต่เลวร้ายที่สุด(นรก)ไปจนถึงสุขสบายที่สุด(สวรรค์)) ในโลกธาตุที่เหมาะสมในเวลานั้นที่สมควรแก่กรรม นี้เรียกว่า สังสารวัฏ
    สำหรับการเวียนว่ายของจิตวิญญาณมีเหตุมาจาก "อวิชชา" คือความที่จิตไม่รู้ถึงความเป็นจริง ไปหลงผิดในสิ่งสมมุติต่างๆซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้ง หลาย เมื่อจิตยังมีอวิชชาสัตว์โลกย่อมเวียนว่ายตายเกิด และประสบพบเจอพระไตรลักษณ์อันเป็นเหตุให้ประสพทุกข์มีความแก่และความตาย เป็นต้น ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะทำลายที่ต้นเหตุคืออวิชชาลงได้
    [แก้] ความดับทุกข์ (นิโรธ)

    [​IMG] [​IMG]
    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ ด้วยการสร้าง " ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทัน เพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ อันสูงสุดคือ นิพพาน คือการไม่มีความทุกข์ อย่างที่สุด หรือ การอยู่ในโลกอย่างไม่มีทุกข์ คือกล่าวว่า ทุกข์ทั้งปวงล้วนเกิดจากการยึดถือ ต่อเมื่อ "หมดการยึดถือ" จึงไม่มีอะไรจะให้ทุกข์ (แก้ที่ต้นเหตุของทุกข์ทั้งหมด)


    ความดับทุกข์ (นิโรธ) คือ นิพพาน ( เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ) อันเป็น แก่นของพระพุทธศาสนา เป็นความสุขสูงสุด หรือเรียกอีกอย่างว่า

    เนื่องจากธรรมดาของสัตว์โลกมีปกติทำความชั่วมากโดยบริสุทธิ์ใจในความเห็นแก่ตัว ทำดีน้อยซึ่งไม่บริสุทธิ์ใจ ซ้ำหวังผลตอบแทน จึงมีปกติรับทุกข์มากกว่าสุข ดังนั้น ถ้าเป็นผู้มีปัญญาหรือเป็นพ่อค้าที่ฉลาดยอมรู้ว่าขาดทุนมากกว่าได้กำไร และ สุขที่ได้เป็นเพียงมายา ย่อมปรารถนาในพระนิพพาน เมื่อ ขันธ์5 แตกสลาย เจตสิกที่ประกอบกันให้เกิดเป็นจิตนั้นก็แตกสลายตามเช่นเดียวกัน เพราะไม่มีเหตุปัจจัยจะประกอบกันให้เกิดเป็นจิตนั้น กรรมย่อมไม่อาจให้ผลได้อีก (อโหสิกรรม) เหลือเพียงแต่พระคุณความดีเมื่อมีผู้บูชาย่อมส่งผลกรรมดีให้แก่ผู้บูชา เหมือนคนตีกลอง กลองไม่รับรู้เสียง แต่ผู้ตีได้รับอานิสงส์เสียงจากกลอง
    [แก้] วิถีทางดับทุกข์ (มรรค)

    วิถีทางดับทุกข์ (มรรค) คือ มัชฌิมปฏิปทา (หลักการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนา) ทางออกไปจากสังสารวัฏมีทางเดียว โดยยึดหลักทางสายกลาง อันเป็นอริยมรรค คือ การฝึกสติ (การทำหน้าที่ของจิตคือตัวรู้ให้สมบูรณ์) เป็นวิธีฝึกฝนจิตเพื่อให้ถึงซึ่งความดับทุกข์หรือมหาสติปัฏฐาน โดยการปฏิบัติหน้าที่ทุกชนิดอย่างมีสติด้วยจิตว่างตามครรลองแห่งธรรมชาติ มีสติอยู่กับตัวเองในเวลาปัจจุบัน สิ่งที่กำลังกระทำอยู่เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกสรรพสิ่ง ทำสติอย่างมีศิลปะคือรู้ว่าเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำสติกำหนดรู้กิจใดเช่นไรจึงเหมาะสม จนบรรลุญานตลอดจน มรรคผล เมื่อจำแนกตามลำดับขั้นตอนของการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนทางจิต คือ

    1. ศีล (ฝึกกายและวาจาให้ละเว้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รวมถึงการควบคุมจิตใจไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำด้วยการเลี้ยงชีวิตอย่างพอเพียง)
    2. สมาธิ (ฝึกความตั้งใจมั่นจนเกิดความสงบ (สมถะ) และทำสติให้รับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง) (วิปัสสนา) ด้วยความพยายาม
    3. ปัญญา (ให้จิตพิจารณาธรรมชาติจนรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) และตื่นจากมายาที่หลอกลวงจิตเดิมแท้ (ฐิติภูตัง))
    [แก้] ศาสนสถาน

    วัดอันเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัย หรือ ที่จำพรรษา ของ พระภิกษุ สามเณรตลอดจน แม่ชี เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ เช่น การทำวัตรเช้าและเย็น และสังฆกรรมในพระอุโบสถ์ อีกทั้ง ยังใช้ประกอบพิธีกรรมเช่นการเวียนเทียนเป็น ต้นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นศูนย์รวมในการมาร่วมกันทำกิจกรรมในทางช่วยกันส่งเสริมพุทธศาสนา เช่นการมาทำบุญในวันพระของแต่ละท้องถิ่นของพุทธศาสนิกชน อีกด้วย สำหรับประเทศไทย วัด จะมีองค์ประกอบพื้นฐาน คือ พระอุโบสถ หรือ โบสถ์ ใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมต่างๆ กุฏิ ใช้เป็นที่จำวัดของภิกษุ/สามเณร บางวัดอาจมี ศาลาการเปรียญ เพิ่มเติม สำหรับใช้เป็นที่ทำบุญในวันพระและโรงเรียนพระปริยัติธรรมไว้ใช้ศึกษาธรรมะของภิกษุ/สามเณร วิหาร สถานที่เก็บพระพุทธรูปสำคัญ มณฑป สถานที่เปิดให้แสดงการสักการะต่อรูปเหมือนพระสงฆ์ที่น่านับถือ หอสวดมนต์ สถานที่ทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เมรุ ที่กระทำการฌาปนกิจศพ (เผาศพ) ศาลาธรรมสังเวช สถานที่ประกอบพิธีกรรมแก่ผู้ล่างลับ และหอระฆัง เป็นต้น
    เจดีย์/สถูป เป็น สังเวชนียสถาน เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในประเทศไทย มีเจดีย์สำคัญๆ หลายๆ แห่ง อาทิ พระปฐมเจดีย์ ที่จังหวัดนครปฐม
    [แก้] พิธีกรรม

    พิธีกรรมต่างๆในทางพระพุทธศาสนารวมเรียกว่าศาสนพิธีในทางพุทธศาสนาพิธีกรรมที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างเป็นหลักการคือสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ และพิธีกรรมที่มีมาตามวัฒนธรรมคืออัญชลี (การประนมมือ) วันทา (การไหว้) และอภิวาท (การกราบ) รวมถึงการเวียนประทักษิณ (เดินวนขวาสามรอบหรือการเวียนเทียน) และการพรมน้ำมนต์ เนื่องจากศาสนาพุทธถือว่าพิธีกรรมเป็นเพียงอุบายในการช่วยให้เข้าสู่ความดี ในผู้ที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ทางศาสนา จึงไม่จำกัดหรือเจาะจงแน่ชัดลงไป ดังนั้นพิธีกรรมของชาวพุทธจึงมีความยืดหยุ่นและเป็นไปตามวัฒนธรรมของชนชาติ นั้นๆตามความชอบของสังคมนั้น ทำให้ประเพณีชาว พุทธทั่วโลกจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากพุทธไม่ถือว่าวัฒนธรรมตนเป็นวัฒนธรรมเอกและเห็นวัฒนธรรมอื่น เป็นวัฒนธรรมรองจนต้องทำลายหรือดูดกลืนวัฒนธรรมของชนชาติอื่นๆ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ใจกว้างในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยินดีในความหลากหลายทางประเพณี ยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่างของกันและกันได้ดี
    [แก้] ลักษณะเด่นของพุทธศาสนา

    [​IMG] [​IMG]
    ลักษณะเด่นของพุทธศาสนาที่สำคัญคือ ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า, ไม่มีการบังคับศรัทธา และให้ใช้เหตุผลเหนือความรู้สึก แต่ทว่าด้วยการไม่บังคับศรัทธานี่เอง ทำให้เราอาจเห็นชาวพุทธที่ไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนา กราบไหว้เทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อเอาแต่อ้อนวอนโดยไม่พึ่งกำลังแห่งการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดและปฏิเสธหลักการของพุทธศาสนาได้


    พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดในยุคที่สังคมอินเดียมีสภาพการณ์หลายอย่างที่วุ่นวาย เช่น มีการแบ่งแยกกดขี่ทางชนชั้นวรรณะของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจน ถือชั้นวรรณะอย่างเข้มงวด มีความแตกต่างกันทางฐานะอย่างมากมาย (มีทั้งเศรษฐีมหาศาลและคนยากขาดแคลน) และลัทธิ ความเชื่อ ศาสดา อาจารย์เกิดขึ้นมากมาย ที่สอนหลักการยึดถือปฏิบัติอย่างผิดพลาด หรือสุดโต่ง เช่น การใช้สัตว์เป็นจำนวนมากเพื่อบวงสรวงบูชายัญ การบำเพ็ญทุกรกิริยาของนักบวชบางพวก การปล่อยชีวิตให้เป็นไปโดยไม่แก้ไขถือว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า รวมถึงการกีดกันไม่ให้คนบางพวก บางกลุ่มเข้าถึงหลักการ หลักคำสอนของตนได้ เนื่องจากข้อจำกัดของชาติกำเนิด ฐานะ เพศ เป็นต้น แต่พุทธศาสนาเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดได้เสมอกัน โดยไม่แบ่งแยกตามชั้นวรรณะ จึงเสมือนน้ำทิพย์ชโลมสังคมอินเดียโบราณให้ขาวสะอาดมากกว่าเดิม คำสอนของพุทธศาสนาทำให้สังคมโดยทั่วไปสงบร่มเย็น
    [แก้] ศาสนาแห่งเหตุผล

    พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ เพราะเป็นศาสนาที่เกิดจากพระอัจฉริยะภาพของพระพุทธองค์เอง จากปัญญาของพระองค์ ให้เสรีภาพในการพิจารณา ให้ใช้ปัญญาเหนือศรัทธา ในขณะที่บางศาสนาสอนว่าศาสนิกชนต้องมีศรัทธามาก่อนปัญญาเสมอ และต้องมีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ผู้นับถือจะสงสัยในพระเจ้าไม่ได้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการศึกษา และการแสวงหาความจริง และส่งเสริม (ท้าทาย) ให้ศาสนิก พิสูจน์ หลักธรรมนั้นด้วยปัญญาของตนเอง ไม่สอนให้เชื่อง่ายโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เช่น หลักกาลามสูตร
    [แก้] ศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ

    พุทธศาสนาไม่มีการบังคับ ให้คนศรัทธา หรือเชื่อ แต่ท้าทายให้เข้ามาเรียนรู้ และพิสูจน์หลักธรรม ด้วยตนเอง ศาสนาของพระพุทธเจ้าคือคำสอน ซึ่งทรงสอนให้ผู้ฟังใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ก่อนจะปลงใจเชื่อ ไม่ใช่เทวโองการ (Gospel) จากพระเจ้าซึ่งแย้งไม่ได้ พระสงฆ์หรือพุทธสาวกก็มิใช่มิชชันนารี ซึ่งมีภารกิจหลักคือจาริกไปชี้ชวนให้ใครต่อใครมานับถือพระศาสนา พระสงฆ์หรือพุทธสาวกมีหน้าที่เพียงอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ คนที่สนใจฟังเท่านั้น ใครไม่สนใจฟัง ชาวพุทธก็ไม่เคยใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญบังคับให้นับถือ ไม่เคยตั้งกฎให้คู่รักศาสนิกของตนต้องเปลี่ยนศาสนาย้ายมานับถือก่อนจึงจะให้ แต่งงานได้ ไม่เคยตั้งกองทุนให้การศึกษาฟรี แล้วสร้างเงื่อนไขให้ผู้รับทุนเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธ ไม่เคยสร้างที่พักอาศัยให้หรือแจกทานให้อาหารฟรีๆ แล้ววางเงื่อนไขให้คนมาขออาศัยตนต้องหันมานับถือศาสนาในภาวะจำยอม ความใจกว้างและมีหลักคำสอนที่เป็นสัจธรรม เชิญชวนให้มาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติเองและเน้นให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนนับถือ ทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับจากวิญญูชนไปทั่วโลก นักปราชญ์ทั้งหลายทั้งในอดีต และปัจจุบันจึงกล่าวยกย่องว่าเป็นศาสนาที่ประกาศความเป็นอิสระของมนุษย์ให้ ปรากฏแก่โลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆที่มีมา ทั้งจุดมุ่งหมายเป็นอิสระจากกิเลสตัณหาและมายาสิ่งสมมุติทั้งปวง
    ในอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนา สอนว่าทุกคนมีอิสระ และเสรีที่จะเลือกทำ เลือกเป็น เลือกสร้าง โลก ได้อย่างเต็มที่ด้วยตนเอง โดยการสร้างเหตุ และเตรียมปัจจัยให้พร้อม ที่จะทำให้เกิดผลอย่างที่ต้องการ (เมื่อเหตุและปัจจัยพร้อม ผลก็จะเกิดขึ้น) ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับ การดลบันดาลของใคร หรือกรรมเก่า (ที่เป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง หรือเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น)
    [แก้] ศาสนาอเทวนิยม

    เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ไม่ยอมรับในอำนาจการดลบันดาลของพระเจ้า จึงจัดอยู่ในศาสนาประเภท อเทวนิยม ในความหมายที่ว่าไม่เชื่อว่า พระเจ้าบันดาลทุกสรรพสิ่ง ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่ผูกติดกับพระผู้ดลบันดาล หรือพระเจ้า ไม่ได้ผูกมัดตนเองไว้กับพระเจ้า ไม่พึ่งพาอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า เชื่อในความสามารถของมนุษย์ว่ามีศักยภาพเพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งอำนาจใดๆภายนอก เชื่อว่ามนุษย์เองสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้โดยไม่รอการดลบันดาล และพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยไม่มีใครสั่งสอน และไม่อ้างว่าเป็นทูตของพระเจ้า แต่หากจะเปรียบเทียบกับศาสนาอื่นที่มีพระเจ้า ชาวพุทธทุกคนคือพระเจ้าของตัวเอง เนื่องจากตัวเองเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ว่าจะมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตหรือมีความตกต่ำในชีวิต จากการประพฤติปฏิบัติของตัวเอง ดังคำพุทธพจน์ที่ว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ซึ่ง ต่างกับศาสนาที่มีพระเจ้าผู้เป็นใหญ่ ที่ชะตาชีวิตทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดมาแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้ายก็ต้องทนรับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    [แก้] ศาสนาแห่งสันติภาพ

    ในกระบวนการนักคิดของโลก ศาสนาพุทธศาสนาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในนามของพุทธศาสนา หรือเผยแผ่ศาสนาโดยการบังคับผู้อื่นให้มานับถือ สอนให้มีความรักต่อสรรพชีวิตใดๆไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหมด ที่ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย รักสุข-เกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา สอนให้เมตตาทั้งผู้อื่นและตัวเอง สอนให้รักษาปกป้องสิทธิของตนเองและไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสันติภาพโลก
    [แก้] นิกาย

    [​IMG] [​IMG]
    พระพุทธรูปในถ้ำซ็อกคูรัม ประเทศเกาหลีใต้


    ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาท และมหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปแบ่งเป็น 3 นิกาย เนื่องจากวัชรยานไม่ยอมรับว่าตนคือมหายาน เนื่องจาก มหายานมีต้นเค้ามาจากท่านโพธิธรรม (ปรมาจารย์ตั๊กม้อ) ส่วนวชิรยานมีต้นเค้ามาจากท่านคุรุปัทสัมภวะ

    [แก้] อ้างอิง


    1. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[1]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    2. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อัตตทีปวรรคที่ ๕ อัตตทีปสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[2]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    3. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เจลสูตร (ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[3]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    4. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ปฐมปัณณาสก์. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[4]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    5. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ (เรื่องพระมหากัสสปเถระ สังคายนาปรารภคำของพระสุภัททวุฑฒบรรพชิต). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[5]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    6. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีเถระ. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[6]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    7. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ที่ ๑๒ (ถามและแก้วัตถุ ๑๐ ประการ). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[7]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    8. ^ Major Religions Ranked by Size (อังกฤษ)
    9. ^ U.S. State Department's International Religious Freedom Report 2004. 2004 Report on International Religious Freedom Accessed 20 September 2008. (อังกฤษ)
    10. ^ Garfinkel, Perry. "Buddha Rising," National Geographic Dec. 2005: 88–109. (อังกฤษ)
    11. ^ CIA - The World Factbook (อังกฤษ)
    12. ^ <sup>12.0</sup> <sup>12.1</sup> พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[8]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    13. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค กูฏทันตสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[9]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    14. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธาปทาน ชื่อปุพพกรรมปิโลติที่ ๑๐ (๓๙๐) ว่าด้วยบุพจริยาของพระองค์เอง. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[10]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    15. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ สคารวสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[11]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    16. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ปาสาทิกสูตร . พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[12]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    17. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร . พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[13]>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
    18. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วชิราสูตรที่ ๑๐. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <[14]>. เข้าถึงเมื่อ 6-6-52
     
  2. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    คริสต์ศาสนา

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    <!-- start content --> <table class="toccolours" id="WSerie_Christianity" style="border: 1px solid Indigo; margin: 0pt 0pt 1em 1em; float: right; text-align: center;" width="170px" cellpadding="1" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="2" style="font-size: 100%;"> <small>ส่วนหนึ่งของ</small>
    คริสต์ศาสนา

    [​IMG]

    ประวัติคริสต์ศาสนา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">พระเจ้า</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">พระยาเวห์</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">ศาสดา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">พระเยซู</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">ความเชื่อและการปฏิบัติ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ปรัชญา · เทวดา · พิธีสำคัญ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">คัมภีร์และหนังสือ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ไบเบิล · พันธสัญญาเดิม ·
    พันธสัญญาใหม่ · พระวรสาร
    </td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">นิกาย</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">โรมันคาทอลิก ·
    อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ ·
    โอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ ·
    อังกลิคัน · โปรเตสแตนต์ ·
    คริสต์ศาสนปฏิรูป</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">สังคมคริสต์ศาสนา</td> </tr> <tr> <td style="font-size: 90%;">เมือง · คริสตกาล · คริสต์ศักราช ·
    สถาปัตยกรรม · ศิลปะ · บุคคล ·
    นักบุญ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: slateblue;">ดูเพิ่มเติม</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">กฏบัตร ·
    ศัพท์เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ·
    หมวดหมู่คริสต์ศาสนา
    จัดการ: แม่แบบพูดคุยแก้ไข
    </td> </tr> </tbody></table> คริสต์ศาสนา (อังกฤษ: Christianity) เป็นศาสนาแห่ง ความรัก เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ ทรงรักประชากรของพระองค์ทรงสร้างสัตว์ต่างๆขึ้นมาเพื่อรับใช้ เป็นอาหารแก่มนุษย์ และทรงให้มนุษย์ลงสู่นรกเมื่อไม่ศรัทธาในพระเจ้า ศาสนาคริสต์เป็น ศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงมนุษย์โดยใช้เวลาเพียง 6วัน และหยุดพักในวันที่7 เมื่อไม่ถึง6000ปีก่อน พระเจ้า คือพระยาเวห์(นิกายโรมันคาทอลิค,นิกายออโธดอกซ์) หรือ พระยะโฮวา(นิกายโปรเตสแตนต์) มีพระเยซูคริสต์เป็นศาสดา คริสต์ศาสนาเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวซึ่งดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ"ตรีเอกภาพ" หรือ "ตรีเอกานุภาพ" (Trinity) คือ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต(พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีร์คือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ คัมภีร์ไบเบิล (The Bible) ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือทั้งหมด 2,100 ล้านคน ถือว่าเป็นศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุดในโลก
    ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อบางส่วนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรู้จักในชื่อ พันธสัญญาเดิม (The Old Testament) โดยในพระคริสตธรรมคัมภีร์ 5 เล่มแรกจากทั้งหมด 46 เล่มในภาคพันธสัญญาเดิม ที่เรียกว่า เบญจบรรณ/ปัญจบรรพ (Pentateuch) ได้รับการนับถือเป็นพระคัมภีร์ของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลาม ด้วยเช่นกัน โดยในพระธรรมหลายตอนได้พยากรณ์ถึงพระเมสสิยาห์ (Messiah) ที่ชาวคริสต์เชื่อว่า คือ พระเยซู เช่น หนังสือประกาศ อิสยาห์ บทที่ 53 เป็นต้น
    คริสตชนนั้นมีความเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ จากหญิงพรหมจรรย์ (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความบาปโดยการสิ้นพระชนม์ที่กางเขน และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์จะ ได้รับการอภัยโทษบาป และจะเข้าสู่การพิพากษาในวันสุดท้ายเหมือนทุกคน แต่จะรอดพ้นจากการถูกพิพากษาให้ตกนรกแต่จะเป็นการพิพากษาเพื่อรับบำเหน็จ รางวัลแทนในวันสิ้นโลก (Armageddon) และได้เข้าสู่พระราชัยสวรรค์ แต่ถ้าผู้ใดไม่เชื่อจะถูกปรับโทษหลังความตาย
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] นิกาย

    <dl><dd>ดูบทความหลักที่ นิกายของคริสต์ศาสนา</dd></dl> มนุษย์ได้แบ่งศาสนาคริสต์ให้เป็นนิกายต่างๆ ซึ่งแปรไปตามพื้นที่, วัฒนธรรม และความคิดของตน นิกายที่สำคัญมี 3 นิกายคือ

    • นิกายโรมันคาทอลิกแปล ว่าสากล เป็นนิกายดั้งเดิมที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์เคารพพระนางมารีอา และนักบุญต่างๆ ภายในวัดของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซูคริสต์ พระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆ มีศูนย์กลางอยู่ที่นครรัฐวาติกัน มีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกกลุ่มแรก โดยถือว่า นักบุญเปโตร หรือ นักบุญปีเตอร์ คือพระสันตะปาปาพระองค์แรก ซึ่งได้รับการยินยอมจากพระเจ้าให้ปกครองศาสนาจักรทั้งมวลและสืบทอดมาถึงพระ สันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่265 คาทอลิกนั้นจะมีนักบวช ที่เรียกว่า บาทหลวง และซิสเตอร์ (นักบวชหญิง) ชาวไทยจะเรียกผู้นับถือนิกายนี้ว่า "คริสตัง"ตามเสียงอ่านภาษาโปรตุเกสผู้เผยแพร่ยุคแรกๆมีผู้นับถือนิกายนี้ ประมาณ 1000 ล้านคน นิกายนี้ถือว่าบาทหลวง เป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ (ตัวแทนพระเจ้าในโลกนี้)

    • นิกายออร์โธด็อกซ์แปลว่าถูกต้อง นับถือในประเทศทางฝั่งยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โดยแยกตัวออกไปจากพระศาสนจักรของกษัตริย์แห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเพราะ เหตุผลไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจขององค์สันตะปาปาซึ่งมีอำนาจมากสูงกว่า กษัตริย์ (คือมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนกษัตริย์ได้) ในสมัยนั้น โดยที่มิได้เปลี่ยนแปลงข้อความเชื่อ ข้อความเชื่อของนิกายออโธดอกซ์เหมือนกับข้อความเชื่อของนิกายโรมันคาทอลิก มีพระอัยกา เป็นประมุข นิกายออโธดอกซ์ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระศาสนจักรตะวันออก มีผู้นับถือรวมกันประมาณ 500 ล้านคน

    • นิกายโปรเตสแตนต์ แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยนิกายเนื่องจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับพระ คัมภีร์ และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาท หลวงและถือว่าพระเยซูได้ทรงไถ่บาปแก่ศาสนิกทุกคนไปเมื่อถูกตรึงกางเขนแล้ว นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น มีผู้นับถือรวมกันทุกนิกายย่อยประมาณ 500 ล้านคน
    ชาวไทยจะเรียกผู้นับถือนิกายนี้ว่า "คริสเตียน"ตามกลุ่มมิชชันนารีอเมริกัน ในประเทศไทยมีผู้นับถือนิกายนี้ 4 นิกายย่อย
    สำหรับในประเทศไทยศาสนาคริสต์ได้เข้ามาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2052 คือเข้ามาพร้อมกับมิชชั่นนารีในสมัยอยุธยา โดยบาทหลวงคนแรกชื่อบาทหลวงพอล (เสียชีวิตในขณะไปสอนศาสนาในตลาดวันพระในศาสนาพุทธโดยการสอนว่าไม่จำเป็น ต้องหยุดฆ่าสัตว์ในวันพระวันโกน เนื่องจากฆ่าสัตว์กินเป็นอาหารสัตว์จะได้บุญได้ไปอยู่กับพระเจ้าซึ่งผิดใจ กับชาวไทยสมัยนั้น ทำให้ถูกรุมสังหารที่กลางตลาด) มิชชั่นนารีที่เป็นที่รู้จักคือ หมอบรัดเลย์ผู้นำแท่นพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก, หมอแมคคอมิคผู้อุทิศตัวแก่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่ และตั้งโรงพยาบาลแมคคอมิคในเมืองเชียงใหม่ ในปัจจุบัน คริสตจักรโปรเตสแตนท์ในไทยทั้งหมดมีจำนวนสมาชิกร่วมกันประมาณ หนึ่งแสนคนรวมกับคาทอลิกประมาณ 260,000 (ในปี พ.ศ. 2546) มีคริสตจักรต่างๆ เช่น คริสตจักรใจสมาน, คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพ, คริสตจักรร่มเย็น,คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์, คริสตจักรน้ำพระทัย, คริสตจักรสะพานเหลือง, คริสตจักรไมตรีจิต, คริสตจักรเทียนสั่ง, คริสตจักรอิมมานูเอลเป็นต้น ซึ่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยสามารถตั้งศูนย์คริสต์ศาสนาต่างๆใน เชียงใหม่ได้ถึง 2000 กว่าศูนย์ แต่ในประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหลุมฝังศพของมิชชั่นนารีเก่งๆมากมายแต่ไม่ ประสพความสำเร็จในการเผยแพร่แม้จะหมดทุนทรัพย์และบุคลากรมากมายมาเป็นเวลา นานและทั้งๆที่คณะสงฆ์ในประเทศไทยอ่อนแออย่างมากก็ตาม<sup class="noprint Template-Fact">[ต้องการอ้างอิง]</sup>
    [แก้] พิธีกรรมสำคัญในคริสต์ศาสนา

    พิธีกรรมในศาสนานี้ มีสำคัญๆอยู่ 7 พิธี เรียกว่า พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ มีดังนี้

    • ศีลล้างบาปหรือการรับบัพติสมา เป็นพิธีแรกที่คริสตชนต้องรับ โดยบาทหลวงจะใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะพร้อมเจิมน้ำมันคริสมาที่หน้าผาก
    • ศีลอภัยบาป เป็นการสารภาพบาปกับพระเจ้าโดยผ่านบาทหลวง บาทหลวงจะเป็นผู้ตักเตือนสั่งสอนไม่ให้ทำบาปนั้นอีก และทำการอภัยบาปให้ในนามพระเจ้า
    • ศีลมหาสนิท เป็นพิธีกรรมรับศีลโดยรับขนมปังและเหล้าองุ่นมารับประทาน โดยความเชื่อว่าพระกายและพระโลหิตของพระเยซู
    • ศีลกำลัง เป็นพิธีรับศีลโดยการเจิมหน้าผาก เพื่อยืนยันความเชื่อว่าจะนับถือศาสนาคริสต์ตลอดไปและได้รับพระพรของพระจิต เจ้า ทำให้เข้มแข็งในความเชื่อมากขึ้น
    • ศีลสมรส เป็นพิธีประกอบการแต่งงาน โดยบาทหลวงเป็นพยาน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ว่าจะรักกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่
    • ศีลบวช สงวนไว้เฉพาะผู้ที่จะบวชเป็นบาทหลวงและเป็นชายเท่านั้น
    • ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีเจิมคนไข้โดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันลงบนหน้าผากและมือทั้งสองข้างของ ผู้ป่วย ให้ระลึกว่าพระเจ้าจะอยู่กับตนและให้พลังบรรเทาอาการเจ็บป่วย
    สำหรับนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายออร์โธด็อกซ์ จะมีพิธีกรรมทั้ง 7 พิธี แต่สำหรับนิกายโปรเตสแทนท์ จะมีเพียง 2 พิธีคือพิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท
    [แก้] คริสต์ศาสนาในประเทศไทย

    ปัจจุบันกรมศาสนา ประเทศไทย รับรององค์กรคริสต์ศาสนา 5 องค์กร<sup class="noprint Template-Fact">[ต้องการอ้างอิง]</sup> คือ

    นอกจากนั้นยังมีคริสตจักรอิสระอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น คริสตจักรคณะพระกิตติคุณสมบูรณ์, คริสตจักรคณะคริสเตียนสัมพันธ์ (assambly of God) เป็นต้น 1525632พาน
    [แก้] อ้างอิง


    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFGill.2C_Robin2001">Gill, Robin (2001). The Cambridge companion to Christian ethics. Cambridge, UK: Cambridge University Press. ISBN 0521779189.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFGunton.2C_Colin_E.1997">Gunton, Colin E. (1997). The Cambridge companion to Christian doctrine. Cambridge, UK: Cambridge University Press. ISBN 0-521-47695-X.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFMacMullen.2C_Ramsay2006">MacMullen, Ramsay (2006). Voting About God in Early Church Councils. New Haven, CT: Yale University Press. ISBN 0300115962.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFPadgett.2C_Alan_G..3B_Sally_Bruyneel2003">Padgett, Alan G.; Sally Bruyneel (2003). Introducing Christianity. Maryknoll, N.Y.: Orbis Books. ISBN 1570753954.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFPrice.2C_Matthew_Arlen.3B_Collins.2C_Michael1999">Price, Matthew Arlen; Collins, Michael (1999). The story of Christianity. New York: Dorling Kindersley. ISBN 0-7513-0467-0.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREF.5B.5BPope_Benedict_XVI.7CRatzinger.2C_Joseph.5D.5D2004">Ratzinger, Joseph (2004). Introduction To Christianity (Communio Books). San Francisco: Ignatius Press. ISBN 1586170295.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFTucker.2C_Karen.3B_Wainwright.2C_Geoffrey2006">Tucker, Karen; Wainwright, Geoffrey (2006). The Oxford history of Christian worship. Oxford [Oxfordshire]: Oxford University Press. ISBN 0-19-513886-4.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFWagner.2C_Richard2004">Wagner, Richard (2004). Christianity for Dummies. For Dummies. ISBN 0764544829.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFWebb.2C_Jeffrey_B.2004">Webb, Jeffrey B. (2004). The Complete Idiot's Guide to Christianity. Indianapolis, Ind: Alpha Books. ISBN 159257176X.</cite>
    • <cite style="font-style: normal;" class="book" id="CITEREFWoodhead.2C_Linda2004">Woodhead, Linda (2004). Christianity: a very short introduction. Oxford [Oxfordshire]: Oxford University Press. ISBN 0192803220.</cite>
     
  3. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    ศาสนาอิสลาม

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



    <!-- start content --> <table class="toccolours" id="WSerie_Islam" style="border: 1px solid rgb(0, 102, 0); margin: 0pt 0pt 1em 1em; float: right; text-align: center; clear: right;" width="170px" cellpadding="1" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td colspan="2" style="font-size: 100%;"> <small>ส่วนหนึ่งของ</small>
    ศาสนาอิสลาม

    [​IMG]

    ประวัติศาสนาอิสลาม</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">พระเจ้า</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">อัลลอฮฺ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">ศาสดา</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">มุฮัมมัด</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">การปฏิบัติ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ปฎิญานตน · ละหมาด· ศีลอด · ซะกาต · ฮัจญ์</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">บุคคลสำคัญ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">มุฮัมมัด · อีซา · มูซา · อิบรอฮีม · นุหฺ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">คัมภีร์และหนังสือ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">อัลกุรอาน · เตารอต · อินญีล · ซะบูร</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">จุดแยกอะกีดะห์</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">ซุนนี · ชีอะหฺ</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">สังคมศาสนาอิสลาม</td> </tr> <tr> <td style="font-size: 90%;">เมือง · ปฏิทิน ·มัสยิด· สถาปัตยกรรม · ศิลปะ · บุคคล</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 95%; color: rgb(255, 255, 255); background-color: rgb(0, 94, 7);">ดูเพิ่มเติม</td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="font-size: 90%;">จิฮาด · ศัพท์ · หมวดหมู่ศาสนาอิสลาม</td> </tr> </tbody></table> ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญ ศาสนาหนึ่งของโลก มีคนนับถือประมาณ 1,600 ล้านคน นับว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก พื้นที่รวมของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมดประมาณ 34,722,286 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่ลองจิจูด 141 องศาตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเขตพรมแดนประเทศอินโดนีเซีย ทอดยาวไปจนถึงลองจิจูด 17.29 องศาตะวันตก ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล (Senegal) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา จนถึงละติจูด 55.26 องศาเหนือ บริเวณเส้นเขตแดนตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน ทอดยาวเรื่อยไปจนถึงเส้นเขตแดนทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนีย ที่ละติจูด 11.44 องศาใต้
    ในโลกของเรานี้มีจำนวนประเทศกว่า 200 ประเทศ เป็นประเทศมุสลิมกว่า 67 ประเทศ ในประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมหมัด
    ศาสนาอิสลาม คือ ความศรัทธา ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรม ซึ่งบรรดาศาสดา ที่อัลลอฮฺ ได้ประทานลงมาเป็นผู้นำ เพื่อมาสั่งสอนและแนะนำแก่มวลมนุษยชาติ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า ดีน หรือ ศาสนา นั่นเอง ผู้ที่มีความศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลก ในทุกสถานภาพของเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] ความหมายของ อิสลาม

    อิสลามคือรูปแบบการดำเนินชีวิตทีถูกกำหนดโดยผู้ที่รู้จุดกำเนิดของมนุษมากที่สุดก็คือผู้สร้าง..อัลลอฮฺ
    คำว่า อัลลอฮฺ แปลว่า พระเจ้า ซึ่งเป็นคำเรียกเฉพาะที่แยกออกจากคำในภาษาอาหรับอื่นๆที่มีความหมายว่า พระเจ้า
    อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ (ภาษาอาหรับ: الإسلام) แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต
    บรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ ศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมหมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ บินอับดิลมุฏฏอลิบ จากเผ่ากุเรชแห่งอารเบีย ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมมัด
    พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า
    สาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:

    1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง
    2. เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์ อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะเบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม
    3. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัย ความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น
    อิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้าน แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ เผ่าพันธ์ วรรณะ หรือฐานันดร
    [แก้] หลักคำสอน

    หลักคำสอนของศาสนาอิสลามแบ่งไว้ 3 หมวดดังนี้

    1. หลักการศรัทธา
    2. หลักจริยธรรม
    3. หลักการปฏิบัติ
    [แก้] หลักการศรัทธา

    อิสลามสอนว่า ถ้าหากมนุษย์ พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่า จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ด้วยอำนาจและความรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน ไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ
    พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง
    พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำความดี หรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตน
    จากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วกจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริง พร้อมพยายามมผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา
    [แก้] หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนนีย์


    1. ศรัทธาว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า
    2. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อัลลอหฺประทานลงมาในอดีต เช่น เตารอต อินญีล ซะบูร และอัลกุรอาน
    3. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ และนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตคนสุดท้าย
    4. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ บ่าวผู้รับใช้อัลลอฮฺ
    5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดท้าย คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้
    6. ศรัทธาในกฎสภาวะ
    [แก้] หลักจริยธรรม

    ศาสนาสอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม
    [แก้] หลักการปฏิบัติ

    ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากการงานที่ไม่ดี ที่สร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง
    ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนา ทำหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม
    เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำสั่งต่าง ๆ ของศาสนา มิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำการต่าง ๆ ไปตามอารมณ์และความต้องการใฝ่ต่ำของเขาเท่านั้น
    ศาสนาอิสลามในความหมายของอัล-กุรอานนั้น หมายถึง "แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่มนุษย์จะปราศจากมันไม่ได้" ส่วนความแตกต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้น คือศาสนาได้ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง ศาสนาอิสลามหมายถึง การดำเนินของสังคมที่เคารพต่ออัลลอหฺ และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์
    อัลลอห ตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามว่า "แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮฺ คืออิสลาม บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ได้ขัดแย้งกัน นอกจากภายหลังที่ความรู้มาปรากฏแก่พวกเขา ทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา และผู้ใดปฏิเสธโองการต่าง ๆ ของอัลลอหฺ แน่นอน อัลลอหฺทรงสอบสวนอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน อาลิอิมรอน:19)
    [แก้] ศาสนวินัย นิติศาสตร์และการพิพากษา


    1. วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคับที่มุกัลลัฟ (มุสลิมผู้อยู่ในศาสนนิติภาวะ) ทุกคน ต้องปฏิบัติตาม ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงทัณฑ์ เช่นการปฏิบัติตาม ฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน) ต่าง ๆ การศึกษาวิทยาการอิสลาม การทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เป็นต้น
    2. ฮะรอม คือกฏบัญญัติห้ามที่มุกัลลัฟทุกคนต้องละเว้น ผู้ที่ไม่ละเว้นจะต้องถูกลงทัณฑ์
    3. ฮะลาล คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ อันได้แก่ การนึกคิด วาจา และการกระทำที่ศาสนาได้อนุมัติให้ เช่น การรับประทานเนื้อปศุสัตว์ที่ได้รับการเชือดอย่างถูกต้อง การค้าขายโดยสุจริตวิธี การสมรสกับสตรีตามกฏเกณฑ์ที่ได้ระบุไว้ เป็นต้น
    4. มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ซุนนะฮฺ (ซุนนะห์, ซุนนัต) คือกฏบัญญัติชักชวนให้มุสลิม และมุกัลลัฟกระทำ หากไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม เช่นการใช้น้ำหอม การขริบเล็บให้สั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือการนมาซภาคบังคับ
    5. มักรูฮฺ คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ แต่พึงละเว้น คำว่า มักรูหฺ ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า น่ารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม เช่นการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นน่ารังเกียจ การสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ขัดต่อกาลเทศะ เป็นต้น
    6. มุบาฮฺ คือสิ่งที่กฏบัญญัติไม่ได้ระบุเจาะจง จึงเป็นความอิสระสำหรับมุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเว้น เช่นการเลือกพาหนะ อุปกรณ์เครื่องใช้ หรือ การเล่นกีฬาที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติห้าม
    [แก้] ฐานบัญญัติอิสลาม (รุกุน) ของซุนนีย์


    1. การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ
    2. ดำรงการละหมาด วันละ 5 เวลา
    3. จ่ายซะกาต
    4. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี
    5. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถ
    [แก้] ฐานบัญญัติศาสนาอิสลาม(นิกายชีอะฮฺ)


    1. ดำรงการนมาซ วันละ 5 เวลา
    2. จ่ายซะกาต
    3. จ่ายคุมสฺ นั่นคือ จ่ายภาษี 1 ใน 5 ให้แก่ผู้ปกครองอิสลาม
    4. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์
    5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี
    6. สั่งใช้ในสิ่งที่ดี
    7. สั่งห้ามไม่ให้ทำชั่ว
    8. เชื่อว่าอิมามอันเป็นผู้ถูกกำหนดจากอัลเลาะห์(อิมามะห์)
    9. การตัดขาดจากศัตรูของบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด
    [แก้] กฎบัญญัติห้ามในอิสลาม (ฮะรอม)

    <table> <tbody><tr valign="top"> <td>
    1. การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ
    2. การแหนงหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ
    3. การหมดหวังในความเมตตาต่ออัลลอฮฺ
    4. การเชื่อว่าสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺ
    5. การสังหารชีวิตผู้ไม่มีความผิด
    6. การเนรคุณต่อมารดาและบิดา
    7. การตัดขาดจากญาติพี่น้อง
    8. การกินทรัพย์สินของลูกกำพร้าโดยอธรรม
    9. การกินดอกเบี้ย
    10. การผิดประเวณี
    11. การรักร่วมเพศระหว่างชาย
    12. การใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ว่าทำผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ
    13. การดื่มสุราเมรัยหรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับสุราเมรัย
    14. เล่นการพนัน
    15. การอยู่กับการละเล่นบันเทิง
    16. การฟังหรือขับร้องเพลงและเล่นดนตรี
    17. การพูดเท็จ
    18. การสาบานเท็จ
    19. การเป็นพยานเท็จ
    20. การไม่ยอมให้การหรือเป็นพยาน
    21. การผิดสัญญา
    22. การทำลายไม่รับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
    23. การขโมยลักทรัพย์
    24. การหลอกลวง
    25. การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ได้มาโดยทุจริตวิธี
    26. การไม่ยอมจ่ายหนี้หรือเหนี่ยวรั้งทรัพย์สินของผู้อื่น
    27. การหนีจากสงครามศาสนา
    28. การกลับคืนสู่อวิชชาหลังจากได้เรียนรู้สัจธรรมอิสลามแล้ว
    29. การฝักใฝ่กับผู้อธรรม
    </td> <td>
    1. การไม่ช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม
    2. การเรียนและทำคุณไสย
    3. ความฟุ่มเฟือย
    4. ความเย่อหยิ่งทรนง
    5. การต่อสู้กับศรัทธาชน
    6. รับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเชือดตามหลักศาสนา
    7. การละทิ้งการนมาซ (ละหมาด)
    8. การไม่จ่ายซะกาต
    9. การไม่ใยดีต่อการทำฮัจญ์
    10. การละทิ้งกฎบัญญัติศาสนา เช่น การถือศีลอด ญิฮาด การสั่งทำความดี การห้ามทำความชั่ว
    11. การทำบาปเล็กบาปน้อยจนเป็นกิจวัตร
    12. การนินทากาเล
    13. การยุยงให้ผู้คนแตกแยกกัน
    14. การวางแผนหลอกลวงผู้อื่น
    15. อิจฉาริษยา
    16. การกักตุนสินค้าจนทำให้ข้าวยากหมากแพง
    17. การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศรัทธาชน
    18. การรักร่วมเพศระหว่างหญิง
    19. การเป็นแมงดาหรือแม่เล้าติดต่อให้แก่โสเภณี การยินยอมให้ภรรยาและบุตรีผิดประเวณี
    20. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (มีทัศนะว่า น่ารังเกียจ)
    21. การทำการอุตริในศาสนา
    22. การพิพากษาคดีด้วยความฉ้อฉล
    23. การทำสงครามในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ คือ ซุลกออิดะฮฺ ซุลฮิจญะหฺ มุฮัรรอม และรอญับ นอกจากจะเป็นฝ่ายถูกรุกราน
    24. การล่วงละเมิดสิทธิของศรัทธาชนด้วยการล้อเล่น ลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยาม ด่าทอ
    25. การหักห้ามกีดกันผู้อื่นเข้าสู่สัจธรรม
    26. การเนรคุณต่อคุณงามความดีของอัลลอหฺ
    27. การก่อเหตุวุ่นวายในสังคม
    28. การขายอาวุธแก่ที่ก่อความไม่สงบสุข
    29. การใส่ร้ายผู้อื่น
    30. การไม่ให้ความเคารพต่ออัลลอฮฺ
    31. การลบหลู่ดูหมิ่นต่อกะอฺบะฮฺ
    32. การลบหลู่ดูหมิ่นต่อมัสยิด
    33. การที่บุรุษสวมใส่ผ้าไหมและผ้าแพร
    34. การใช้ภาชนะทำด้วยทองคำและเงิน
    </td> </tr> </tbody></table>
    • ด้านสิทธิมนุษยชน (Apostasy in Islam) ในมุมมองของคนไม่ใช่มุสลิม กฎหมายอิสลามมีการลงโทษที่รุนแรงเกินโทษที่ควรได้รับ โดยการเฆี่ยน ตัดมือ ประหารโดยการขว้างด้วยหิน แต่กระนั้นการที่อิสลามมีบทบัญัติการลงโทษที่รุนแรงนั้นเนื่องจาก อิสลามเน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา อีกทั้งบทลงโทษที่รุนแรงส่วนใหญ่จะใช้สำหรับความผิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบใน ระยะยาวหรือไม่ก็ส่งผลต่อคนหมู่มาก
    [แก้] ข้อโต้แย้งที่เกี่ยวกับบทวิจารณ์เกี่ยวกับอิสลาม ในมุมมองของอิสลาม

    1. อิสลามกับการก่อการร้าย ( Islamic terrorism )....พื้นที่ที่มีชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะมีปัญหาขัดแย้งกับเชื้อชาติ-ศาสนิก อื่นๆ เช่น การต้องการแบ่งแยกดินแดน แต่ในบางการกระทำ อาจเป็นกลุ่มคนที่บ่อนทำลายศาสนา โดยอ้างว่า มุสลิมกลุ่มนั้นๆ เป็นผู้กระทำ และในส่วนของคนบางกลุ่มที่อ้างว่ามาจากคำสอนของอิสลาม อาจจะรู้ไม่จริงหรือเป็นกลุ่มคนที่โดนล้างสมองจากคนทีไม่หวังดี
    2. เกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอ่าน (Criticism of the Qur'an) ....มุสลิมอ้างว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำขึ้นเองได้ สิ่งที่มนุษย์คิดเองขึ้นว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ไม่ถูกต้องเอามาเป็นข้อตัดสิน ไม่ได้ และในหัวข้อที่ว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านอธิบายปรากฏการณ์ด้านดาราศาสตร์และ กระบวนการวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ
    3. ด้านสิทธิมนุษยชน (Apostasy in Islam)....อิสลามถูกมองว่าไม่ยุติธรรมในเรื่องสถานของผู้หญิงทำ เช่นเป็นผู้นำ เนื่องจากอิสลามไม่ได้ให้อำนาจผู้หญิงผู้หญิงมีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้ เท่าผู้ชายและในเรื่องการหย่าก็สามารถซื้อหย่าจากสามีได้...ส่วนเรืองการ แต่งกายอิสลามจะแก้ปัญหาต่างๆที่ต้นปัญหา จึงให้ผู้หญิงและผู้ชายปิดเท่าทีจะส่อไปในทางความชั่วด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านจิตใจได้มาจากการมองสรีระของเพศตรงข้ามซึ่งสรีระของผู้ชายทีมองแล้วเกิด อารมณ์ก็มี แต่มีน้อยกว่าผู้หญิง ในเรืองการศึกษาอิสลามไม่ได้ห้ามไม่ให้ผู้หญิงศึกษาแต่อิสลามกลับส่งเสริม ให้ทุกคนศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะความรู้ด้านศาสนา จำเป็นที่จะต้องศึกษาให้รู้และเข้าใจในทุกด้าน การลงโทษประหารชีวิตพวกรักร่วมเพศ อิสลามเป็นศาสนาที่ให้มนุษย์ดำรงไว้ซึ่งความเป็นคนแต่ในเรื่องนี้ขนาดสัตว์ ยังไม่ทำรักร่วมเพศเลย และผู้ที่ทำประเวณีนอกสมรสสำหรับผู้ที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วนั้นเป็นการ กระทำที่ชั่วช้าอย่างยิ่งเพราะอิสลามไม่ได้ห้ามเรื่องการแต่งงานหลายคน แต่ห้ามมิให้มีเมียน้อยเมียเก็บจะต้องสมรสและไม่เกิน 4 คน แต่ ศาสดามูฮัมหมัดมีมากกว่านั้นได้ ส่วนการร่วมประเวณีกับเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง และผู้ชายนั้นถูกสร้างมาให้คู่กันกับผู้หญิง
    [แก้] หมายเหตุ

    ในศาสนาอิสลามนั้นไม่มีคำว่า นิกาย แต่จะใช้คำว่า มัซฮับ แทน (แปลว่า แนวทาง) เนื่องจากแนวทางในแต่ละแนวทางไม่ได้แตกต่างกันมากนักและเป็นสิงที่ศาสนะทูต เคยกระทำไว้ทั้งสิ้น..มันเป็นวิทยปัญาที่ว่าจะมีคนกระทำแบบอย่างของท่านทุก แบบอย่างจนถึงวันสิ้นโลก<sup id="cite_ref-0" class="reference">[1]</sup>
    [แก้] อ้างอิง


    1. ^ เว็บบอร์ดมรดกอิสลาม
     
  4. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



    <!-- start content --> [​IMG]
    [​IMG] [​IMG]
    สัญลักษณ์ “โอม” สัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู หมายถึงพระตรีมูรติเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ทั้ง 3


    ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) ก่อนพุทธศาสนา ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นศาสดา มีคัมภีร์ศาสนา เรียกว่า พระเวท มีพัฒนาการสืบต่อยาวนาน นับจากลัทธิพราหมณ์ จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู จึงมักเรียกรวมๆ กันว่า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก มีจำนวนประมาณ 900 ล้านคน
    ศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เรียกว่า "พหุเทวนิยม" เทพเจ้าแต่ละองค์ในแต่ละยุคสมัย มีบทบาท และตำนานต่างกันไป ในแต่ละท้องถิ่นยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่งๆ แตกต่างกันไปด้วย
    โดยทั่วไป ถือว่าชาวฮินดูเชื่อว่ามีเทพเจ้าสูงสุด ที่ได้อวตารแยกร่างออกมาเป็น 3 องค์ คือ พระพรหม ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก พระศิวะ เป็นผู้ทำลาย และพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นผู้ปกป้องและรักษาโลก
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] คัมภีร์ทางศาสนา

    คัมภีร์พระเวท
    [แก้] สาวก

    พราหมณ์
    [แก้] ชนชั้น-วรรณะ


    • วรรณะกษัตริย์ คือ กษัตริย์หรือนักรบ ทำหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมือง และทำศึกสงคราม วรรณะนี้เชื่อมากำเนิดมาจากหน้าอกของพระพรหม
    • วรรณะพราหมณ์ คือ ผู้ทำพิธีกรรม มีหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า สั่งสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชนทุกวรรณะ รวมถึงมีหน้าที่ศึกษา จดจำและสืบต่อคัมภีร์พระเวท วรรณะนี้เชื่อว่ากำเนิดมาจากปากของพระพรหม
    • วรรณะแพศย์ คือ ผู้ประกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคม วรรณะนี้เชื่อว่ากำเนิดมาจากมือของพระพรหม
    • วรรณะศูทร คือ กรรมกร วรรณะนี้เชื่อว่ากำเนิดมาจากเท้าของพระพรหมณ์
      • ถ้ามีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาก็จะกลายเป็น จัณฑาล (ในภาษาไทยคือ กาลกิณี) เป็นผู้อยู่นอกวรรณะซึ่งเป็นที่รังเกียจของทุกวรรณะ
      • ส่วนในอินโดนีเซียจะไม่ค่อยเคร่งวรรณะเหมือนกับในอินเดีย
      • หนังสือบางเล่มกล่าวว่า วรรณะพราหมณ์, กษัตริย์ และแพศย์ เป็นวรรณะของคนอารยัน คือชนผิวขาวผู้ริเริ่มศาสนา ส่วนวรรณะศูทร เป็นของคนดราวิเดียน ชนผิวดำชนพื้นเมืองเก่าของอินเดีย
    [แก้] นิกาย

    ศาสนาฮินดู ที่สืบเนื่องจากศาสนาพราหมณ์นับเป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุด ได้แบ่งออกเป็นหลายนิกายที่สำคัญ เช่น
    1. นิกายไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่นับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุด เชื่อว่าวิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ ๑๐ ปางอวตารลงมาจุติ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายนี้มีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลาง ของประเทศ นิกายนี้เกิดเมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนาโดยท่านนาถมุนี (Nathmuni)
    2. นิกายไศวะ (Shiva) เป็นนิกายที่เก่าที่สุด นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระศิวะเป็นเทพทำลายและสร้างสรรค์ด้วย สัญลักษณ์ อย่างหนึ่งแทนพระศิวะคือศิวลึงค์และโยนีก็ได้รับการบูชา เช่น องค์พระศิวะ นิกายนี้ถือว่าพระศิวะเท่านั้นเป็นเทพสูงสุดแม้แต่พระพรหม, พระวิษณุก็เป็นรองเทพเจ้าพระองค์นี้ นิกายนี้เชื่อว่า วิญญาณเป็นวิถีทางแห่งการหลุดพ้นมากกว่าความเชื่อในลัทธิภักดี นิกายนี้จะนับถือพระศิวะและพระนางอุมาหรือกาลีไปพร้อมกัน
    3. นิกายศักติ (Shakti) เป็นนิกายที่นับถือพระเทวี หรือพระชายาของมหาเทพ เช่น สรัสวดี พระลักษมี พระอุมา เจ้าแม่ทุรคา และเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นชายาของมหาเทพทั้งหลาย เป็นผู้ทรงกำลังหรืออำนาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกว่า ศักติ (Power) นิกายนี้เป็นที่นิยมในรัฐเบงกอล และรัฐอัสสัม เป็นต้น
    4. นิกายคณะพัทยะ (Ganabadya) นิกายนี้นับถือพระพิฆเณศเป็นเทพเจ้าสูงสุด ถือว่าพระพิฆเนศเป็นศูนย์กลางแห่งเทพเจ้าทั้งหมดในศาสนา เชื่อว่าเมื่อได้บูชาพระพิฆเนศอย่างเคร่งครัด ก็เท่ากับได้บูชาเทพอื่นๆ ครบทุกพระองค์
    5. นิกายสรภัทธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเล็ก ในสมัยก่อนบูชาพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผู้นับถือมากในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนน้อย นิกายนี้มีพิธีอย่างหนึ่งคือ กายตรี หรือ กายาตรี (Gayatri) ถือว่ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือการกลับมาของพระอาทิตย์เป็นฤๅษีวิศวามิตร
    6. นิกายสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายที่ใหญ่พอสมควร นับถือทุกเทพเจ้าทุกพระองค์ในศาสนา ฮินดู ความเชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถบูชาเจ้าได้ตามต้องการ
    ยังมีนิกายอื่นๆอีกมากมาย และแยกย่อยออกไปอีก เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ ที่มีนิกายน้อย-ใหญ่ แตกแขนงออกมาอีกนับไม่ถ้วน
    == การบูชาศิวลึงค์เป็นความคิดที่พราหมณ์ในสมัยก่อนคิดกันขึ้นมาเพื่อแสดงเป็น สัญลักษณ์ มิใช่ความปรารถนาของพระศิวะที่จะให้พราหมณ์นับถือศิวลึงค์ หรือโยนีสำหรับลัทธิศักติ การบูชาพระศิวะสามารถทำได้ด้วยการกระทำความดีเพื่อถวายแก่พระศิวะ ผู้ที่ปรารถนาที่จะกลับเข้าสู่ความเป็นอาตมันหรือตรัสรู้สามารถทำได้โดยการ ทำสมาธิ และให้คิดว่าร่างกายนี้เราก็ละในที่สุดก็จะตรัสรู้และมีแสงเป็นจุดกลมๆเป็น ฝอยๆสีขาวคล้ายน้ำหมึก ขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตรบางอันก็เล็กกว่า และมีแสงเป็นรูปคล้ายดาวกระจายขนาดประมาณครึ่งนิ้ว แสงที่เห็นจะมีน้ำหนัก มีลักษณะเป็นก้อน เมื่อกระทบวัตถุสามารถเด้งกลับได้ การตรัสรู้ของศาสนาพราหมณ์คือ "การรู้ว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา" ส่วนเรื่องขี้วัวไม่จำเป็นต้องเอาขี้วัวมาบูชา เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของคนในสมัยโบราณ ในขี้วัวจะมีธาตุไนโตรเจนสูง ใช้ในการกสิกรรมจะมีประโยชน์มาก พระศิวะคือเทพแห่งพลังงาน ไม่ใช่เทพแห่งกสิกรรมเพียงอย่างเดียว
    [แก้] สาระเกี่ยวกับพราหมณ์

    ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ก็คือศาสนาเดียวกันนั่นเอง การที่มีชื่อเรียกควบคู่กันไป 2 ชื่อ คือ “พราหมณ์-ฮินดู” เพราะผู้ให้กำเนิด ศาสนานี้ ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองว่า ”พราหมณ์” ต่อมาศาสนาได้เสื่อมความนิยมลงระยะหนึ่งเนื่องจากอิทธิพลของศาสนาพุทธ จนมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ศังกราจารย์ได้ ปฏิรูปศาสนาโดยแต่งคัมภีร์ปุราณะลดความสำคัญของศาสนาพุทธ และนำหลักปฏิบัติรวมทั้งหลักธรรมของศาสนาพุทธบางส่วนมาใช้และฟื้นฟูปรับปรุง ศาสนาพราหมณ์เป็นให้เป็นศาสนาฮินดู โดยคำว่า “ฮินดู” เป็นคำที่ใช้เรียกชาวอารยันที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่น้ำสินธุ และเป็นคำที่ใช้เรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ได้พัฒนาศาสนาพราหมณ์โดยการเพิ่มเติมเทพเจ้าท้องถิ่นดั้ง เดิมลงไป เนื่องจากเวลาสังคมอินเดียแตกแยกอย่างมากทางตอนเหนือนับถือพระศิวะซึ่งเป็น เทพแห่งภูเขาหิมาลัย ทางตอนใต้ชาวประมงนับถือวิษณุซึ่งเป็นเทพที่ให้ฝนและพายุ ชาวป่านับถือพระนิรุทธ และตอนกลางนับถือพระพิฆเนตร คนอินเดียเวลานั้นเริ่มไม่นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นจำนวนมากขึ้น จึงรวมเทพเจ้าแต่ละท้องถิ่นเป็น หนึ่งเดียวกัน แลัวเรียกศาสนาของพวกนี้ว่า “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศานาพราหมณ์จึงมีอีก ชื่อในศาสนาใหม่ว่า “ฮินดู” จนถึงปัจจุบันนี้
    พระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมพราหมณ์ แม้แต่พระพุทธเจ้าและพุทธสาวกสมัยแรกๆ ก็เคยนับถือลัทธิพราหมณ์หรือเคยเกี่ยวข้องกับวรรณะพราหมณ์มาก่อน และในนิทานชาดก และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพุทธและพระพุทธเจ้า ก็มักจะมีพราหมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธและพราหมณ์ จึงมีอิทธิพลต่อกันและกัน
    ในศาสนาพราหมณ์ คำว่า พราหมณ์ หมายถึง คนในวรรณะที่สูงที่สุดของสังคมอินเดีย มีหน้าที่สอนความรู้เกี่ยวกับพระเวทและทำหน้าที่ติดต่อเทพเจ้า ผู้ที่เป็นพราหมณ์เป็นโดยกำเนิด คือบุตรของพราหมณ์ก็จะมีสถานภาพเป็นพราหมณ์ด้วย
    [แก้] แหล่งข้อมูลอื่น


     
  5. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    ศาสนาเชน

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



    <!-- start content --> [​IMG]
    สำหรับความหมายอื่นของ เชน ดูที่ เชน (แก้ความกำกวม)
    ไม่สับสนกับคำว่า เซน (ชื่อนิกาย)
    [​IMG] [​IMG]
    รูปสลักศาสดามหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน ในประเทศอินเดีย


    ศาสนาเชน เรียกอีกอย่างว่า ไชนะ หรือ ชินะ แปลว่า ผู้ชนะ ศาสนานี้เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย อนุมานกาลราวยุคเดียวกับสมัยพุทธกาล ซึ่งมีหลักฐานว่า เจ้าชายสิทธัตถะขณะออกผนวชแสวงหาสำนักลัทธิต่าง ๆ ก่อนตรัสรู้ก็ได้เคยเสด็จไปศึกษาในสำนักเชนด้วย
    ศาสนาเชนไม่นับถือพระเจ้าคล้ายกับศาสนาพุทธ มีศาสดาคือพระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนานี้คือการบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นจากกิเลส โดยนักบวชในศาสนานี้ใช้วิธีการตัดกิเลสโดยไม่นุ่งผ้าเรียกว่า นิครนถ์ แปลว่า ไม่มีกิเลสผูกรัด
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] ข้อปฏิบัติของผู้ครองเรือน


    1. เว้นจากการฆ่าสัตว์
    2. เว้นจากการพูดเท็จ
    3. เว้นจากการลักฉ่อ
    4. สันโดษในลูกเมียตน
    5. มีความปรารถนาพอสมควร
    6. เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นอาหาร
    7. อยู่ในเขตของตนตามกำหนด
    8. พอดีในการบริโภค
    9. เป็นคนตรง
    10. บำเพ็ญพรตประพฤติวัตรในคราวเทศกาล
    11. รักษาอุโบสถ
    12. บริบูรณ์ด้วยปฏิสันถารต่ออาคันตุกะ
    [แก้] ข้อปฏิบัติของบรรพชิต


    1. ห้ามประกอบเมถุนธรรม
    2. ห้ามเรียกสิ่งต่างๆว่าเป็นของตนเอง
    3. กินอาหารเที่ยงแล้วได้ แต่ห้ามกินในราตรี
    [แก้] นิกายของศาสนาเชน

    เมื่อพระมหาวีระสิ้นไปแล้วศาสนิกก็แตกแยกกันปฏิบัติหลักธรรม จากหลักธรรมที่เรียบง่ายก็กลาย เป็นยุ่งเหยิง พ.ศ. 200 ก็แตกเป็น 2 นิกาย คือ

    1. นิกายทิคัมพร นุ่งลมห่มฟ้า
    2. นิกายเศวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว
    [แก้] คัมภีร์ทางศาสนา

    คือ คัมภีร์อาคมะ หรือ อาคม
     
  6. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    ศาสนาซิกข์

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

    <!-- start content --> [​IMG] [​IMG]
    สัญลักษณ์ของศาสนาซิกข์ที่ใช้ในปัจจุบัน


    ศาสนาซิกข์ หรือ ศาสนาสิกข์ (ปัญจาบ: ਸਿੱਖੀ, สัท.: [​IMG] [ˈsɪkːʰiː] <small>(ข้อมูล)</small>) เป็นศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในตอนเหนือของอินเดีย จากคำสอนของ นานัก และคุรุผู้สืบทอดอีก 9 องค์ หลักปรัชญาของศาสนาซิกข์และการปฏิบัติตามหลักศาสนา นิยมเรียกว่า "คุรมัต" (ความหมายโดยพยัญชนะ หมายถึง "คำสอนของคุรุ" หรือ "ธรรมของซิกข์")
    คำว่า "ซิกข์" หรือ "สิกข์" มาจากภาษาสันสกฤตว่า "ศิษฺย" หมายถึง ศิษย์ ผู้เรียน หรือ "ศิกฺษ" หมายถึง การเรียน และภาษาบาลีว่า "สิกฺข" หรือ "สิกฺขา" <sup id="cite_ref-0" class="reference">[1]</sup> หมายถึง การศึกษา ผู้ศึกษา หรือผู้ใฝ่เรียนรู้
    หลักความเชื่อของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์ เดียว คือ "วาหคุรู" ปฏิบัติสมาธิในนามของพระเจ้า และโองการของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลักคำสอนของคุรุซิกข์ทั้ง 10 หรือผู้นำผู้รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า "คุรุ ครันถ์ สาหิพ" ซึ่งเป็นบทคัดสรรจากผู้เขียนมากมาย จากภูมิหลังทางศาสนา และเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย คัมภีร์ของศาสนาเป็นบัญญัติของคุรุ โคพินท์ สิงห์ คุรุองค์สุดท้ายแห่งขาลสา ปันถ (Khalsa Panth) การสอนและหลักปฏิบัติของศาสนาซิกข์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาคปัญจาบในลักษณะต่างๆ กัน
    ศาสนาซิกข์นับเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาซิกข์มากกว่า 23 ล้านคนทั่วไป ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐปัญจาบ ของอินเดีย
    <table id="toc" class="toc"> <tbody><tr> <td> เนื้อหา

    [ซ่อน]

    </td> </tr> </tbody></table> <script type="text/javascript"> //<![CDATA[ if (window.showTocToggle) { var tocShowText = "แสดง"; var tocHideText = "ซ่อน"; showTocToggle(); } //]]> </script> [แก้] ชื่อและการออกเสียง

    การเขียน และการออกเสียงชื่อศาสนาซิกข์นั้น หากเขียนว่า "สิกข์" ในภาษาไทยจะอ่านออกเสียงว่า "สิก" ซึ่งไม่ตรงกับเสียงในภาษาปัญจาบ และจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเพื่อให้อ่านออกเสียง และความหมายถูกต้อง จึงต้องเขียนว่า "ซิกข์" และอ่านออกเสียงว่า "ซิก", หรืองานวิ่งการกุศล ไทย-ซิกข์ มาราธอนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ก็ใช้การเขียนว่า "ซิกข์" ขณะที่ในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนมีการสะกดว่า "สิกข์" <sup id="cite_ref-1" class="reference">[2]</sup>
    ในพจนานุกรมภาษาไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดว่าคำนี้สามารถสะกดได้ถึงสี่แบบ ได้แก่ "ซิก, ซิกข์, สิกข์, สิข" <sup id="cite_ref-2" class="reference">[3]</sup>
    [แก้] นิกายต่างๆ ในศาสนาซิกข์


    [แก้] ชาวซิกข์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน


    [แก้] อ้างอิง


    1. ^ สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย: ประวัติศาสนาซิกข์
    2. ^ ศาสนาสิกข์ สะกด ส.เสือ สารานุกรมสำหรับเยาวชน เครือข่ายกาญจนาภิเษก
    3. ^ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แบบสืบค้นออนไลน์


    [แก้] แหล่งข้อมูลอื่น


     
  7. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    ชินโต

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

    (เปลี่ยนทางมาจาก ศาสนาชินโต)
    ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
    <!-- start content --> [​IMG]
    [​IMG] [​IMG]
    โทะริอิ ที่ ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ สัญลักษณ์ที่สำคัญของชินโต


    ชินโต (ญี่ปุ่น: 神道 shintō <sup>?</sup>) เป็นลัทธิตามความเชื่อเดิมของชาวญี่ปุ่น คำว่า ชินโต มาจากตัวอักษรจีน หรือคันจิ 2 ตัวรวมกัน คือ ชิน (ญี่ปุ่น: 神 shin, kami <sup>?</sup>) หมายถึงเทพเจ้า (ภาษาจีน: 神, พินอิน: shén, เสิน) และ โต (ญี่ปุ่น: 道 tō, do <sup>?</sup>) หมายถึงวิถีทางหรือศาสตร์วิชา (ภาษาจีน: 道, พินอิน: dào, เต้า) หรือ เต๋า ในลัทธิเต๋านั่นเอง เมื่อรวมกันแล้ว จะหมายถึงศาสตร์แห่งเทพเจ้า หรือวิถีแห่งเทพเจ้า (ญี่ปุ่น: かみのみち kami no michi <sup>?</sup>) นั่นเอง
    ปัจจุบันนี้ ลัทธิชินโตถือให้เป็นลัทธิความเชื่อพื้นเมืองประจำประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากพุทธศาสนาอย่าง สิ้นเชิง พิธีกรรมของลัทธิชินโตนี้มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆใน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นพิธีกรรมอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งพุทธศาสนา ลัทธิขงจื๊อ และลัทธิเต๋าได้เริ่มให้มาในดินแดนญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 พิธีกรรมของลัทธิชินโตได้ถูกบันทึกและบัญญัติเป็นครั้งแรกในคัมภีร์โคะจิคิ (ญี่ปุ่น: 古事記 Kojiki <sup>?</sup>) และจดหมายเหตุนิฮอนโชคิ (ญี่ปุ่น: 日本書紀 Nihon Shoki <sup>?</sup>) ในศตวรรษที่ 8 เพื่อตอบโต้ศาสนาที่มีระดับความพัฒนามากกว่าจากแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม งานเขียนในยุคแรกๆก็ยังมิได้บ่งบอกว่าเป็น ลัทธิชินโต แต่งานเขียนในสมัยต่อมาก็ได้บ่งชี้อย่างชีดเจน พร้อมได้รวมขนบธรรมเนียบของสังคมเกษตรกรรมและเทศกาลประจำปีเข้าไปด้วย รวมไปถึงความเชื่อเรื่องการกำเนิดโลก (อังกฤษ: cosmogony) และเทพนิยาย (อังกฤษ: mythology) ต่างๆ ซึ่งเล่าถึงต้นกำเนิดของชนชาติญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะหมายถึงเชื้อสายยะมะโตะ (ญี่ปุ่น: 大和民族 Yamato-minzoku <sup>?</sup>) และอิสึโมะ (ญี่ปุ่น: 出雲 Izumo <sup>?</sup>) ในสมัยนั้น พุทธศาสนาได้แพร่จากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่น และมีผสมผสานความเชื่อดั้งเดิม อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าในลัทธิชินโตและความเชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนา เป็นต้น
    ปัจจุบันนี้ ลัทธิชินโตถูกจัดให้เป็นลัทธิบูชาเทพเจ้าหลายองค์ (อังกฤษ: polytheism) และลัทธิบูชาภูตผี (อังกฤษ: animism) ที่เน้นความบริสุทธิ์ของพิธีกรรมเป็นอย่างมาก รวมถึงยกย่องเกียรติและความมีตัวตนของเทพเจ้า (ญี่ปุ่น: 神 kami <sup>?</sup>) ซึ่งมีทั้งเทพเจ้าที่มีมาจากการยกบุคคลให้เป็นเทพ (อังกฤษ: anthropomorphic deity) หรือการบูชาธรรมชาติ และเทพเจ้ายังสามารถมีลูกได้ด้วย ลัทธิชินโตเป็นลัทธิที่ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสดาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นวิธีที่จะทำให้ศาสนิกชนเข้าถึงและเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าได้ มากที่สุด ลัทธิชินโตยุคใหม่ไม่มีสถาบันที่ที่ยกตัวเป็นผู้ควบคุมส่วนกลาง มีเพียงแต่กลุ่มคนที่พยายามรักษาวิถีปฏิบัติของลัทธิชินโตมาตั้งแต่สมัยบรรพ กาลจนถึงปัจจุบัน
    ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ชินโตได้ถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งในปัจจุบันชินโตเริ่มลดหายไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยที่ยังเห็นได้ในปัจจุบันได้แก่ โอะมิกุจิ (การดึงฉลากเสี่ยงโชคในศาลเจ้าชินโต) และการเฉลิมฉลอง งานปีใหม่ญี่ปุ่น ที่มีจัดขึ้นตามศาลเจ้าชินโต





    คัดลอกจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
     
  8. ทรัพย์พระฤาษี

    ทรัพย์พระฤาษี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    397
    ค่าพลัง:
    +174
    [​IMG]
    ....พระ พุทธศาสนานั้นมีลักษณะพิเศษประเสริฐ ในประการที่อาศัยเหตุที่แท้ตามความเป็นจริงเป็นพื้นฐาน แสดงคำสั่งสอนที่บุคคลสามารถใช้ปัญญาไตร่ตรองตามและหยิบยกขึ้นปฏิบัติ เพื่อความสุขความเจริญและความบริสุทธิ์ได้ตามวิสัยตน "... — พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช,
    พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ : ที่ประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๒๐, ๒๗ ตุลาคม ๒๕
     
  9. nichrom

    nichrom Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +46
    ขอบคุณค่ะ ทุกศาสนาต่างก็มุ่งหวังให้ศาสนิกชนเป็นคนดี

    เราเองก็มีเพื่อนสนิทที่นับถือศาสนาอื่นๆหลายศาสนา แต่ว่าได้อ่านบทความนี้แล้วเราถึงเข้าใจว่าโชคดีเหลือเกิน ที่ได้เกิดมารู้จักและนับถือศาสนาพุทธ
     

แชร์หน้านี้

Loading...