ความเคลื่อนไหวของรูป นามทุกสรรพสิ่งไม่มีใครบังคับควบคุมได้

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Neoworld, 14 ธันวาคม 2019.

  1. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    ทุกรูป(กาย)ทุกนาม(จิต)ที่เคลื่อนไหว ถ้าหลงยึดว่านี่
    เป็น
    กายเราเคลื่อน
    นั่นเป็นกายเขาเคลื่อนไหว นั่นคืออวิชชา

    ทำให้หลงยึดไปว่ามีตนผู้กระทำ หรือมีเขา
    เป็นผู้กระทำ
    จึงเป็นอวิชชาตามหลักปฏิจจสมุปบาทะ
    ที่ถูกคือกาย แบะจิต เคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัย(วิบากกรรม)

    ใครสิ้นยึดกายจิตว่าเป็นของตน ก็จะ
    ได้แค่รู้เฉยๆ ไม่ไปเสวยอารมย์เหล่านั้น
    จะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ล้วนเป็นสังขาร
    ทั้งสิ้น
    สิ้นทุกข์เพราะสิ้นความยึด ตามคำสอน
    ขององค์สัมมาฯ กันเสียทีคับ
     
  2. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,185
    ค่าพลัง:
    +261
    อย่าว่า อย่างงู้นอย่างงี้เลยนะ

    จะขอ จัดอีกสักครา

    สังเกตไหมฮับว่า "ลืมกรรมปัจจุบัน" แล้วออกเชิงปรารภ
    ทั้งหลายทั้งปวง เป็น "กรรมเก่าอย่างเดียวให้ผล" พอเห็น
    ลงแบบนั้น ก็ถูกขังอีก ...กลายเป็น "ทิฏฐิ62 หมวดกรรมเก่า"
    แล้วก็จะแล่นไปสู่ การพยากรณ์ได้ เห็นเป็นเรื่อง มีพรหม
    กำหนดเกณฑ์ชะตาไว้หมดแล้ว แม้นจะ บรรลุ ตอนไหน
    เวลาไหน ( พอตรึกแบบนี้ จิตจะผลิกเป็น ท้อถอยกำลัง
    แบบ บักโงบะ รอคนมาเรียก รอคนมาเตือน รอเวลา รอ
    จังหวะ รอ...ฯลฯ )

    ต่อไปเป็น ปริยัติ

    พระศาสดา เจอกับพระสารีบุตร วันหนึ่ง ก็ทักกับพระสารีบุตร
    ว่า เณร ชื่อ "......." อีก 7 วันจะมรณะภาพ ...ปรารภแค่นี้ก็เงียบไป

    พระสารีบุตร เห็นว่า เณรจะตาย ก็เลยไปบอกเณรว่า ให้กลับ
    บ้านไปหาแม่ ไม่ต้องอยู่ภวานาแล้ว ( พระสารีบุตร เล็งไปว่า
    คงอดมรรคผลในชาตินี้แล้วก็ควรจะไปทำบุญกับแม่ อรหันต์ที่บ้าน )

    ที่ไหนได้ เลย 7 วัน เณรเดินกลับมาหา หน้าตาเฉย

    พระสารีบุตร ก็รีบไปหา พระศาสดาทันที ......

    "(ไหนหละ) ข้าแต่พระศาสดา เณร ที่ว่าจะตายใน 7 วัน
    ข้าพเจ้าให้กลับไปลาแม่ แต่ทว่า วันนี้เลย 7 วันแล้ว
    ก็ยังเห็นเดินกลับมา "

    พระศาสดา จึงได้ กำหนดรู้อยู่เสี้ยววินาที ก็ปรารภว่า

    "ระหว่างทางกลับบ้าน เณร ไปเห็น ปลาในแก่งน้ำ
    แห้งแล้วช่วยชีวิตปลานั้น ทำให้ได้ วิบากกรรมใหม่
    ยั้งผลวิบากกรรมเก่าที่ต้องตายลงไป "


    ปล. ดังนั้น เวลาเห็น "สูตรลับ" หากเป็น พระป่า จะเน้น
    เม้มปากแล้วนั่งลง หากเมื่อไหร่ "พูดออกมาว่า เท่านี้
    ใช่ อย่างอื่นเปล่า" ก็มีแนวโน้มว่า ............................

    ปล2. การแสดงธรรมนั้นยาก การฟังธรรมนั้นยาก กาล
    ใดควรแสดงอย่างไร พระศาสดา รวบเข้ามาเป็นใบไม้
    4 ใบ และ อนุเคราะห์ไว้หมดแล้ว ไม่ต้องหา "สูตรลับ"
    อะไรอีก ....การแสดงธรรม จึงควร มีเหตุให้แสดง จึง
    จะแสดง .....เหตุของการแสดงธรรมนั้น พระศาสดาตรัส
    บอกง่ายๆ เมื่อมีผู้ ปรารภทุกข์เพื่อหาอุบายนำออก
    ( + เมื่อมีการ จาบจ้วง แสดงธรรมข้ามพระเศียร พระโอษถ์ )

    ปล3 แม้นธรรมที่แสดงนี้ พอจบ หรือ เคลื่อนเวลาไป
    ก็จะมี สภาพ ผิดกาลเทศะไป เหมือนกันหมด
    การอันตรธาน สุญญตา อนัตตา จึงปรากฏด้วยเสมอ
    จึงอย่าพึงเห็นว่า เข้ามาห้ามการแสดงธรรม อดไลค์ อดแชร์
     
  3. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    ยังงี้แหล่ะ ฟุ้งซ่านในธรรม
    จิตคิดปรุงย้อนหน้าย้อนหลัง อยู่กับรู้ได้ก็หายฟุ้ง
    ผลั๊วะ
     
  4. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    ถ้ามีการอรรถาธิบายก็จะต้อง
    เป็นบัญญัติและเป็นสิ่งที่ดับไปแล้วทุกทีไป
    และจะดูเหมือนไม่ใช่ธรรม
    เพราะไม่เป็นปัจจุบันขณะ
    ธรรมะที่จะพ้นจากความข้อง
    จึงต้อง รู้ อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
    นอกนั้นธรรมเมา
     
  5. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,322
    +++ อือ..... "รูปกาย/นามกาย" ไม่ใช่ นาม (จิต) เน้อ...
    +++ สิ่งใดที่ "จิตยึดเอาเป็นตน สิ่งนั้นเป็นกาย" ตรงนี้แล..."กาย"

    +++ Well come to the "I Robot"
    +++ "กาย แบะจิต" เป็นยังงัย ลุงแมว... มัน "แบะ" ยังงัย
    +++ ถ้า "จิต แบะกาย" ยังพอสรุปว่าเป็น "อสุภะ" ได้ 555... เอิ๊ก...
    +++ แค่นี้ก่อนนะ ... 555... แบะต่อไม่ออกแล้ว... 555...
     
  6. hyuga

    hyuga เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +1,147
    วิญญาณ/รับรู้ ไป กระทบ/ผัสสะ กับสิ่งต่างๆ ออกไปรับรู้รูป
    ใจ = มโนวิญญาณ มีสภาพนึดคิดปรุงแต่งไปตามที่ไปกระทบ

    ในทางเซนก็มีเรื่องเล่าที่ว่า
    ธงไม่ได้ไหวลมไม่ได้ไหว แต่ใจท่านต่างหากที่ไหว

    รูปเป็นผลจากวิญญาณที่ออกไปกระทบได้ผลเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นเฉย
    แก้ที่เหตุก็ต้องกลับมาแก้ที่ใจ

     
  7. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    ธงมันก็ไหวนั่นแหล่ะฮับ
    แต่ใจไม่ไหวตามเพราะใจจริงๆ(จิตแท้)
    มันเป็นความว่างที่มีแต่ความรู้
    แต่ปรุงแต่งหรือเคลื่อนไหวอะไรไม่ได่
    แค่มีสภาพรู้.สิ่งที่ปรากฎขึ้นในใจโดย
    ธรรมชาติ ฮับ
     
  8. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    แล้วถ้าจิตแท้เป็นที่เวิ้งว้างรอการกระเพื่อมละลุง ถ้าไม่กระเพื่อมคือไม่มีอะไรกระทบ แต่เป็นไปได้หรือที่จะไม่มีอะไรกระทบ แบบอื่นเรียกจิตแท้รึไม่ ไม่รู้เพราะไม่สนใจอยู่แล้ว
     
  9. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    จิตแท้ หรือจิตพุทธะ ไม่ได้เวิ้งว้างว่างเปล่า
    ตามคนส่วนใหญ่นึกคิดกัน
    ว่างก็จริงแต่มีสภาพรู้ประจำความว่าง
    นั้นและอยู่ภายในทุกส่วนในรูปกายของ
    ทุกรูปนามนี่แหล่ะ
    ทำหน้าที่รู้ แต่ไม่ไหลตามไม่มีอาการกระเพื่อม
    ใดๆ ที่กระเพื่อมได้ก็ยังเป็นเเค่อาการทางจิต
    ของจิตสังขาร
    ซึ่งมีสภาพเป็นไตรลักษณ์ ที่ต้องใช้
    สติสังเกต
    อาการเกิดดับ เกิดดับภายในความว่างของ
    จิตเดิมแท้นั่นแหล่ะ ฮับ
     
  10. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,322
    +++ ตรงนี้ "ดี"
    +++ เมื่อมี "กระทบ" ก็ย่อมต้องมี "กระเพื่อม"
    +++ นี่เป็น "กฏตามธรรมชาติ ที่ปรากฏ ตามความเป็นจริง"
    +++ เพียงแต่ว่า "เรากระเพื่อม หรือ มันกระเพื่อม"

    +++ หากเป็น "เรากระเพื่อม" ก็คือ "กูกระเพื่อม"
    +++ นี่แล... กระเพื่อมเป็น "ตัวกู"
    +++ หากเป็น "มันกระเพื่อม" ก็คือ "มันกระเพื่อม"
    +++ นี่แล... กระเพื่อมไม่ใช่ "กู"

    +++ ยามใดที่ "การกระเพื่อม ถูกรู้" ยามนั้น "ไม่ยึด"
    +++ ยามใดที่ "กู กระเพื่อม" ยามนั้น "ยึด" แน่นอน

    +++ นี่แล "กู/กาย" และ "กาย/กู"
     
  11. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    ไม่รู้นะลุงแต่ขี้เกียจรอแล้วตั้งหนึ่งปี ดูดูลุงจะเป็นประเภท ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยจริงๆ มันไม่ใช่ส่วนใหญ่นึกคิดหรอก คำถามกระจอกงอกง่อยคือ จิตมีอาณาเขตรึไม่ แต่ทำไมเราให้มันมี อันนี้ต่างหากที่คำว่า ส่วนใหญ่ที่ว่ากับส่วนน้อย ใครเขาเห็นอะไรกันแน่ อาจเป็นไปได้นะ ที่คนส่วนใหญ่คิดแต่เป็นไปไม่ได้ที่คนส่วนใหญ่จะรู้อาณาเขต เรารอให้มันเกิดปรากฏการณ์โดยส่วนใหญ่หรือไม่ก้อถ้าเหตุการณ์แบบนี้ผลปรากฏจะเป็นอย่างไร ที่ว่ามันกว้างใหญ่ก็เพราะว่ามองดีดี ความจริงมันก็ไม่ได้ซ้อนกันในสิ่งที่กระทบ เราจะเอาอะไรไปเห็นว่าซ้อนกันละ ถามว่ามันคนละครั้งคนละคราวรึเปล่าน่าถามกว่า เอาเถอะลุงเห็นแบบนั้นมันเป็นเรื่องประหลาดมากสำหรับผมเพราะว่าผู้เห็นจิตย่อมไม่อิงสิ่งใดเลย จิตมันคือจิต แต่เหตุที่ตั้งมาจากรูปนาม แต่รูปนามมันไม่ใช่จิตเป็นเพียงเครื่องระลึก ไม่ใช่เหตุของจิตพุทธะ จิตแท้ หรือจิตเดิมแท้ อย่างไร การระลึกได้ในทุกอณู ก็ไม่ใช่รูปอยู่ดี น่างงเนอะลุงแมว สรุปดีกว่า เราไม่สามารถให้รูปลักษณ์ของจิตได้จริง มันไม่ใช่การละเมอว่าไหลไปไหลมา อันนั้นมันไม่ใช่จิต มันคือการละเมอ ถ้ารู้แล้ว บอกตรงๆ พูดว่าเวิ้งว้างมันยังดูประหลาดเลย มันควรจะพูดว่า ถ้าไม่มีอะไรมากระทบก็ไม่เห็นหรืออะไรๆกับสิ่งที่รับรู้นั่นและนอกเหนือจากกาย งงซ้ำไปอีก แล้วจะกระทบได้ไง แหงละ ฌานไม่มีฤทธิเดชอะไรๆแบบนั้น แต่ ขันธ์มี เท่าแต่ดูมัน ปัญหาคือ เห็นอะไรก่อนกัน เห็นขันธ์แล้วจึงเห็นจิต หรือ เห็นจิตแล้วจึงเห็นขันธ์ คำตอบก็มีแค่หนึ่งเดียวเช่นกันนะลุงแมว
     
  12. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    ขอกระแซะนะลุงแมว ถูกใจโพสต์พี่ธรรมชาติ อะนะ เข้าใจรึเปล่าที่เขาสื่อ
     
  13. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,692
    ค่าพลัง:
    +10,926
    รู้ทุกคิด เห็นทุกคิด ในทุกๆ
    ขณะจิตอยู่กับรู้ นั่นแหล่ะทางรอดและ
    มีโอกาสเห็นธรรมแท้ นะเอ้อ...
     
  14. hyuga

    hyuga เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +1,147
    สติรู้นี้ไม่ต้องใช้เจตนา สภาพที่ลุงเล่าแล้วเล่าอีก
    แม้ไม่ได้ตั้งใจ/ไม่มีเจตนา ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติครับ

    ไม่ได้คุยข่มลุงนะประมาณว่าอีซี่มากอะ อะไรประมาณนี้ อิอิ

    แต่ที่พิมพ์แจมไปก็เพราะเห็นว่าลุงพิมพ์ว่า ไม่ยึด บ่อย
    แต่กิริยาจิต ที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป

    ในส่วนที่ เกิดขึ้นแล้ว ก็ก่อนหน้านั้นหละครับถอยมาซักหนึ่งลำดับ
    มันมีตัวที่ออกไปยึดไปแล้วมันถึงได้เกิดขึ้นมาได้ไง

    สติรู้ไม่ไหวเพราะอยู่คนละสถานะกับกิริยาจิตแต่รู้ทุกกิริยาจิต
    แล้วก็พิมพ์ประมาณหากอยู่กับรู้ก็เป็นอันว่า
    ก็รู้กิริยาจิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กายก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
    ก็เลยเข้าใจไปว่า ไม่ยึดแล้ว ทั้งร่างกาย และ จิต
    รู้เห็นการเกิด ขึ้นตั้งอยู่ ดับไป แบบธรรมชาติ
    ในขณะ ที่ตัวที่ทำให้ เกิดขึ้นมานั้น ก็ยังมีอยู่
    โดยรวมก็คือก็ยังมียึดอยู่นั้นหละครับ

    หมดเชื้อเกิดได้เนี๊ยตามความเข้าใจผมนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ
    หากมีการเกิดขึ้นผลที่เกิดขึ้นมานี้มาจากเหตุอะไรต้องไปชำระให้ถึงต้นตอครับ
     
  15. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,322
    +++ มัน "เกิด/มีอยู่" นานมาแล้ว
    +++ มัน "มีมาก่อน" ที่ เจตนา จะถือกำเนิดมาเสียอีก
    +++ จิงจิง EZ มาก ๆ เลย
    +++ หาก หา "จะไม่รู้"
    +++ ต้องหยุด หา "จึงจะรู้"

    +++ วิธีง่าย ๆ คือ "ลองทำให้ ตนเอง ไม่รู้" ดูซิ
    +++ ลงเอยว่า "งัย ๆ มันก็ ยังรู้อยู่ดี" ทำให้ "ไม่รู้" ไม่ได้เลย

    +++ เชื้อเกิด "ไม่มีวันหมด" สังขตธรรม นั่นแล เป็นเชื้อเกิด
    +++ และ สังขตธรรม ก็ ไม่มีวันหมด เช่นเดียวกับ อสังขตะธรรม

    +++ ท่านจึงใช้ คำศัพท์ว่า "ข้ามฝั่ง" มาอยู่ฝาก "อสังคตะ" ซะ

    +++ วิธีง่าย ๆ คือ "ลองทำให้ ตนเอง ไม่รู้" ดูซิ
    +++ ลงเอยว่า "งัย ๆ มันก็ ยังรู้อยู่ดี" ทำให้ "ไม่รู้" ไม่ได้เลย


    +++ ตรงนี้ คือ "สติรู้" นั่นแล...
    +++ ตรงนี้แล... "วิชชา"
    +++ ลองทำให้มันเป็น "ไม่รู้ (อวิชชา)" ไง ๆ ก็ไม่สำเร็จ
    +++ แต่เห็นว่า "ลุงแมวคง ไม่ทำ หรอก" อ่าน ๆ ไปงั้น ๆ แหละ

    +++ สำหรับคนอื่น ให้ลองทำ ง่าย ๆ EZ ๆ ดังนี้

    +++ 1. "นั่งหลับตา" 2. อาการ "มันก็ยังรู้อยู่ดี" มีอยู่เอง นั่นแล...
    +++ 3. กำหนด "ทำอาการ รู้อยู่ดี ให้มันหายไป"
    +++ 4. กำหนด "ทำลายล้าง" อาการ รู้อยู่ดี "ที่ ตนเป็น อยู่" ให้สาปสูญ

    +++ 5. หาก "ยิ่งทำ" สติสัมปชัญญะ ยิ่งมายิ่ง "เจิดจ้า" ถือว่า "ทำถูก"
    +++ 6. สติสัมปชัญญะ ยิ่งมายิ่ง "คมชัด" แบบ จะจะ ชัดเจน ถือว่า OK

    +++ ตรงนี้เป็น วิธีทำ ง่าย ๆ EZ ๆ ที่จะ "รู้จัก สติรู้" โดยไม่ต้องให้ เหตุ/ผล อะไรมาก
    +++ เมื่อ "รู้จัก สติรู้" แล้ว ก็ "อยู่กับรู้" จนได้นิสัย
    +++ จากนั้นก็จะเป็น "ดำรงค์สติมั่น รู้ ธรรมเฉพาะหน้า" ไปได้เอง
    +++ ที่สำคัญคือ "อย่าให้สภาวะอื่น เข้ามาบดบัง สติรู้" ตรงนี้ เท่านั้นแล...
     
  16. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    มันก็จะมาตามคำอธิบายของพี่ธรรมชาติอีกนั่นแหละ ที่รู้นั่นรู้อะไร ยังไปตีความอยู่ หรือเท่าแต่รู้ แล้วเป็นก่อนหรือพอดีหรือหลัง ธรรมแท้ๆ คือ ก็ไม่รู้นะคืออะไร แต่อะไรที่มันไม่พอดีคือไม่ใช่ บางทีก็เรียก ศีล บางที ก็สมาธิ บางทีก็ปัญญา รึเปล่าไม่รู้ แต่ข้อสรุปมีมาครบถ้วนแล้ว
     
  17. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    จริงๆก็ไม่มองลงไปไหนหรอก แค่นึกถึง ถ้าว่าด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม ที่ทั้งหมดต้องอาศัยสติจึงเห็นสภาพธรรม นึกถึงสัมโพชฌงค์ ก็คงไม่พ้นสิ่งทั้ง สี่ ที่ควรพิจารณา สี่ สิ่งนี้ น่าจะเห็นธรรมนะลุงแมว
     
  18. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,906
    ค่าพลัง:
    +1,447
    ถ้าทางไปมีสี่ทาง ตอนนี้ถึงไหนแล้ว ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เห็น จริงอยู่ถ้ากระจ่างในบางอย่างก็เห็นทุกอย่าง แต่หากจับจดในทุกอย่าง อย่างน้อยต้องรู้ว่าตรงไหนแค่ไหน จิตแท้ก็เป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น ของธรรมทั้งหมด
     

แชร์หน้านี้

Loading...