จงกรม

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 14 กันยายน 2020.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    y12686467-1-jpg.jpg


    ?temp_hash=c8d2b0f20c11a3fea42daf4af8296123.jpg


    ภิกษุรูปใดเดินหรือจงกรมนานแล้ว ในกาลต่อมา ยืนพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในเวลาจงกรมก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการเดิน.
    ************
    [๖๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ กระทำความรู้สึกตัวในการเหลียว การแล
    กระทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้าและเหยียดออก กระทำการรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร กระทำการรู้สึกตัวในการกิน การดื่ม การลิ้ม กระทำการรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ
    ปัสสาวะ กระทำการรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างนี้แล ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับ
    เธอทั้งหลาย.
    .......
    ข้อความบางตอนใน สติสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ (ฉบับหลวง)
    http://www.84000.org/tipitaka/read/r.php?B=19&A=3882

    สติสูตร (ภาษาบาลี) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali_item_s.php…
    ....................
    พึงทราบอธิบายในบทว่า คต ศัพท์เป็นต้น.

    บทว่า คเต คือ ในการเดิน. บทว่า ฐิเต คือ ในการยืน. บทว่า นิสินฺเน คือ ในการนั่ง.

    บทว่า สุตฺเต คือ ในการนอน. บทว่า ชาคริเต คือ ในการตื่น.

    บทว่า ภาสิเต คือ ในการพูด. บทว่า ตุณฺหีภาเว คือ ในการไม่พูด.

    ก็ในอิริยาบถนี้ ภิกษุรูปใดเดินหรือจงกรมนานแล้ว ในกาลต่อมา ยืนพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในเวลาจงกรมก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการเดิน.

    ภิกษุรูปใด เมื่อทำการสาธยาย ตอบปัญหา หรือมนสิการถึงกัมมัฏฐาน ยืนนานแล้ว ในกาลต่อมานั่งพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในเวลายืนก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการยืน.

    ภิกษุรูปใดนั่งนานด้วยสามารถแห่งการทำสาธยายเป็นต้น ในกาลต่อมา นั่งพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในเวลานั่งก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการนั่ง.

    ส่วนภิกษุรูปใด เมื่อนอนทำการสาธยาย หรือมนสิการถึงกัมมัฏฐานหลับไป ในกาลต่อมา ลุกขึ้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้ว ในเวลานอนก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้ นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการหลับและการตื่น. ด้วยว่า ความไม่เป็นไปแห่งจิตที่สำเร็จด้วยกิริยา ชื่อว่าหลับ ที่เป็นไปชื่อว่าตื่น ด้วยประการฉะนี้.

    ส่วนภิกษุรูปใด เมื่อพูด ย่อมพูดมีสติสัมปชัญญะว่า ชื่อว่าเสียงนี้ ย่อมเกิดเพราะอาศัยริมฝีปาก เพราะอาศัยฟัน ลิ้นและเพดาน และเพราะอาศัยความประกอบแห่งจิตอันสมควรแก่เสียงนั้น ก็หรือทำการสาธยายหรือกล่าวธรรม ให้เปลี่ยนกัมมัฏฐานหรือตอบปัญหาตลอดกาลนานแล้ว ในกาลต่อมาก็นิ่งพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเกิดขึ้นแล้วในเวลาพูดก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการพูด.

    ภิกษุรูปใดนิ่งทำในใจถึงธรรม หรือกัมมัฏฐานแล้วตลอดกาลนาน ในกาลต่อมาย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้ว ในเวลานิ่งก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. เมื่อความเป็นไปแห่งอุปาทารูปมีอยู่ ชื่อว่าพูด. เมื่อไม่มีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้นิ่ง ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในความนิ่งด้วยประการฉะนี้.

    ในข้อนี้เป็นอสัมโมหสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว พึงทราบด้วยสามารถแห่งอสัมโมหสัมปชัญญะนั้นแล.

    ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัมปชัญญะคลุกเคล้าด้วยสติปัฏฐานว่า เป็นบุพภาค ดังนี้.
    ......
    ข้อความบางตอนในอรรถกถาสติสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php…

    https://www.facebook.com/TipitakaStudies/?tn-str=k*F
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
    อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    [​IMG]
    ๙. จังกมสูตร

    [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการจงกรม ๕ ประการนี้
    ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑
    ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่กิน
    ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี ๑ สมาธิที่ได้เพราะการเดินจงกรมย่อมตั้ง
    อยู่ได้นาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรม ๕ ประการนี้แล ฯ
    จบสูตรที่ ๙
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    สารีปุตตเถรคาถา



    คาถาสุภาษิตของพระสารีบุตรเถระ
    พระสารีบุตรเถระ ครั้นสำเร็จแห่งสาวกบารมีญาณ ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี
    อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทำประโยชน์แก่หมู่สัตว์ วันหนึ่งเมื่อพยากรณ์อรหัตผลโดยมุขะ คือ
    ประกาศความประพฤติของตนแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาความว่า
    [๓๙๖] ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริชอบ ไม่ประมาท
    ยินดีแต่เฉพาะกรรมฐานภาวนาอันเป็นธรรมภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง
    อยู่ผู้เดียว ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่าภิกษุ
    ภิกษุเมื่อบริโภคอาหารจะเป็นของสดหรือของแห้งก็ตาม ไม่ควรติดใจจน
    เกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ มีสติอยู่ การ
    บริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำเป็นการ
    สมควรเพื่ออยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว อนึ่งการนุ่งห่มจีวรอันเป็น
    กัปปิยะ นับว่าเป็นประโยชน์ จัดว่าพอ เป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจ
    เด็ดเดี่ยว การนั่งขัดสมาธินับว่าพอ เป็นการอยู่สบายของภิกษุ ผู้มีใจเด็ด
    เดี่ยว ภิกษุรูปใดพิจารณาเห็นสุข โดยความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็น
    ทุกข์โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง ความถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนใน
    อทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้มีแก่ภิกษุนั้น จะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด
    ด้วยกิเลสอะไร ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มีความเพียร
    เลวทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้มาในสำนักของเราแม้ใน
    กาลไหนๆ เลย จะมีประโยชน์อะไรด้วยการให้โอวาทบุคคลเช่นนั้นใน
    หมู่สัตว์โลกนี้ ....


    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๘๐๔๙ - ๘๑๓๓. หน้าที่ ๓๔๖ - ๓๔๙.
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=8049&Z=8133&pagebreak=0
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
    อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต




    [​IMG]
    โมคคัลลานสูตร



    ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่
    ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น
    เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณา
    ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ
    ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว
    ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ
    ไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ
    ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู
    ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้
    ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน
    ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ
    เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้
    เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด
    หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น
    เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้
    ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา คือ
    นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน
    อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน
    การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ
    เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ



    http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=1873&Z=1938
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    ที่จงกรมอันไม่มีโทษ
    ...............
    ก็ที่จงกรมขนาดเล็ก (อนุจงฺกมํ) โดยส่วนกว้างหนึ่งศอกหนึ่งคืบ ที่ข้างทั้งสองประมาณหนึ่งศอก ด้านยาวประมาณ ๖๐ ศอก
    มีพื้นอ่อนเกลี่ยทรายไว้เรียบเหมาะสม

    เพราะฉะนั้น ที่นั้นเช่นนั้น ได้เป็นเหมือนที่จงกรมของพระมหามหินทเถระผู้ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ชาวเกาะในเจติยคีรี
    ด้วยเหตุนั้น สุเมธบัณฑิตจึงกล่าวว่า เราสร้างที่จงกรมเว้นโทษ ๕ อย่าง ที่อาศรมบทนั้นดังนี้.
    ..................
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ติกมาติกา
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=34.0&i=1&p=2
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    การสร้างที่จงกรม
    ***********
    [๒๘] ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดี สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้

    [๒๙] ในที่นั้น เราสร้างที่จงกรมซึ่งเว้นโทษ ๕ ประการ
    เป็นที่นำมาซึ่งอภิญญาพละประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ
    .............
    ข้อความบางตอนใน สุเมธกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=193

    โทษ ๕ ประการ คือ (๑) ที่แข็งกระด้างขรุขระ (๒) มีต้นไม้อยู่ภายใน (๓) มีกอไม้ปกคลุม (๔) แคบเกินไป (๕) กว้างเกินไป

    ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ หมายถึงประกอบด้วยสุขของสมณะ ๘ ประการ (๑) มีจิตเป็นสมาธิ (๒) บริสุทธิ์ (๓) ผุดผ่อง (๔) ไม่มีกิเลสยียวน (๕) ปราศจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เศร้าหมอง (๖) อ่อนโยน (๗) ควรแก่การงาน (๘) ตั้งขึ้นไม่หวั่นไหว
    ……….
    ดูรายละเอียดใน อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.2&i=1&p=9#โทษแห่งที่จงกรม_๕_ประการ


    ?temp_hash=05dcedc82456763dc22cd8860cbef494.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    ที่จงกรมที่แคบเกินไป
    ...............
    เมื่อเดินจงกรมในที่จงกรมแคบเกินไป โดยกว้างหนึ่งศอก หรือครึ่งศอก
    เล็บก็ดี นิ้วเท้าก็ดี ย่อมแตก เพราะลื่นไปในที่จำกัด
    เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรมแคบเกินไป พึงทราบว่าเป็นโทษที่สี่.
    ..................
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ติกมาติกา
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=34.0&i=1&p=2


    ?temp_hash=05dcedc82456763dc22cd8860cbef494.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    ที่จงกรมเป็นที่แข็งและขรุขระ
    ...............
    จริงอยู่ ที่จงกรมที่มีภูมิภาคแข็งขรุขระ เท้าทั้งสองของผู้จงกรมย่อมเจ็บ เท้าย่อมบวม จิตย่อมไม่ได้เอกัคคตา กรรมฐานย่อมวิบัติ.

    แต่ในพื้นที่อ่อนสม่ำเสมอกัน โยคีอาศัยที่อาศัยอยู่อันผาสุกแล้ว ก็ทำกรรมฐานให้สมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบที่จงกรม เพราะเป็นภูมิภาคแข็งและขรุขระ ว่าเป็นโทษที่หนึ่ง.
    ..................
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ติกมาติกา
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=34.0&i=1&p=2


    ?temp_hash=05dcedc82456763dc22cd8860cbef494.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    ที่จงกรมที่กว้างเกินไป
    ...............
    เมื่อจงกรมในที่จงกรมกว้างเกินไป จิตย่อมพล่าน ย่อมไม่ได้เอกัคคตา
    เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรมกว้างเกินไป พึงทราบว่าเป็นโทษที่ห้า.
    ..................
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ติกมาติกา
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=34.0&i=1&p=2


    ?temp_hash=05dcedc82456763dc22cd8860cbef494.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    ผลแห่งการถวายที่จงกรม
    ************
    (พระจังกมทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
    [๙๓] ข้าพเจ้าให้สร้างที่จงกรมก่อด้วยอิฐ
    ถวายพระมุนีพระนามว่าอัตถทัสสี
    ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่
    [๙๔] ที่จงกรมสร้างสำเร็จดีแล้ว สูง ๕ ศอก ยาว ๑๐๐ ศอก ควรเป็นที่เจริญภาวนา น่ารื่นรมย์ใจ
    [๙๕] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี
    ทรงเป็นผู้สูงสุดแห่งนรชน ทรงรับแล้ว
    ทรงใช้พระหัตถ์กอบทรายแล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
    [๙๖] ด้วยการถวายทรายนี้ และด้วยการสร้างที่จงกรมถวายดีแล้ว
    ผู้นั้นจักได้ครองทรายที่สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ
    [๙๗] เขาจักครองเทวสมบัติ มีเหล่านางเทพอัปสรแวดล้อม
    เสวยสมบัติในเทวดาทั้งหลายถึง ๓ กัป
    [๙๘] เขามาเกิดยังมนุษยโลกแล้ว
    จักเป็นพระราชาในแว่นแคว้น
    และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแผ่นดิน ๓ ชาติ
    [๙๙] ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)
    ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น
    จึงไม่รู้จักทุคติเลย
    นี้เป็นผลแห่งการถวายที่จงกรม
    [๑๐๐] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
    และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
    คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
    ได้ทราบว่า ท่านพระจังกมทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
    ………….
    จังกมทายกเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=32&siri=50

    ศึกษาเพิ่มเติมในอรรถกถาจังกมนทายกเถราปทาน http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=32&i=50

    mu78T1DQoGngW6PBSGBnyFp3-bqC18_QgkwM76yjXT3J&_nc_ohc=YP9DPbzmDTcAX9mdeGN&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    1183457055-jpg.jpg

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
    ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก พุทธวงศ์

    รัตนะจงกรมกัณฑ์
    ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงเนรมิตที่จงกรมแก้ว

    [๑] ก็ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นใหญ่ในโลกได้ประนมอัญชลีทูล
    อาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลี
    ในนัยน์ตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด
    อนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้เถิด (พระผู้มี-
    พระภาคผู้เป็นใหญ่กว่าโลกอุดมกว่านรชน อันหมู่พรหม
    ผู้ประนมอัญชลีทูลอาราธนาว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลี
    ในนัยน์ตาน้อยมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด
    อนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้ ขอพระสุคตเจ้าทรง
    โปรดแสดงธรรม ขอทรงแสดงอมตบท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนายก
    ขอจงทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่สัตว์โลก) พระตถาคผู้ไม่มี
    บุคคลเปรียบเสมอ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้คงที่ ผู้ทรง
    ความรุ่งเรือง ทรงไว้ซึ่งพระกายครั้งสุดท้าย ทรงเกิดความกรุณา
    ในสัตว์ทั้งปวง
    พระผู้มีพระภาคผู้ศาสดา ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ได้
    ตรัสว่า สัตว์เหล่าใดเงี่ยโสตลงฟัง ปล่อยศรัทธาเราจะ
    เปิดประตูอมตนิพพานแก่สัตว์เหล่านั้น ดูกรพรหม เรา
    สำคัญไปว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่กล่าวธรรมมีคุณอัน
    ละเอียดประณีตในหมู่มนุษย์.
    (สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่ามุนีจะทรงอนุเคราะห์
    เวไนยสัตว์ เสด็จจากไม้อัชปาลนิโครธ เสด็จถึงพระนครพาราณสี
    โดยเสด็จดำเนินไปตามลำดับ ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ
    บนบัลลังก์อันประเสริฐนั้น และทรงประกาศธรรมจักร คือ ทุกข์
    เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ มรรคอันสูงสุดแก่ปัญจวัคคีย์ พระ-
    ผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรนั้นแล้ว ฤาษีปัญจวัคคีย์เหล่านั้น
    คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ พร้อม
    ด้วยหมู่เทวดาและพรหม ๑๘ โกฏิ ได้ธรรมาภิสมัยในสันติบาต
    ครั้งแรก ในกาลนั้น พระองค์ทรงแนะนำปัญจวัคคีย์แม้ทั้งหมด
    พร้อมด้วยหมู่พรหมและเทวดา ๑๘ โกฏิ ให้วิเศษตามลำดับ ด้วย
    พระธรรมเทศนาอย่างอื่น ทรงยังหมู่พรหมและเทวดาให้ได้โสดา
    ปัตติผลในสันติบาตนั้น แล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ โดยเสด็จ
    ดำเนินไปตามลำดับ พระองค์ผู้ประเสริฐกว่ามุนี ประทับอยู่ ณ
    พระเวฬุวันมหาวิหาร ก็พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับดังนั้น ได้เสด็จ
    ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค มีบริวารเป็นอันมากประมาณ ๑๑ นหุต
    พระเจ้าพิมพิสารทรงบูชาพระผู้มีพระภาค ด้วยประทีป ของหอม
    ธูปและดอกไม้เป็นต้น ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
    กามาทีนวกถา ในเวลาจบเทศนา ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์
    ๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประมุขพระพุทธบิดาได้ทรงสดับข่าวนั้น
    ทรงส่งทูตไป ๙ นายทูตเหล่านั้นพร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ ทูลขอ
    บรรพชากะพระมุนี ทูตเหล่านั้นและบริวาร ๙,๐๐๐ ได้บรรลุอรหัต
    ครั้งสุดท้ายกาฬุทายีอำมาตย์กับบริวาร ๑,๐๐๐ ถือเพศภิกษุแล้ว
    กราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาค พระศากยมุนีผู้ประเสริฐ ทรงรับ
    นิมนต์แล้ว เสด็จดำเนินไปตามทางใหญ่ เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุ
    สองหมื่น พระองค์เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์โดยการเสด็จดำเนินไป
    ตามลำดับ ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโรหิณี ประทับนั่ง
    ณ ท่ามกลางบัลลังก์นั้น ทรงแสดงมหาเวสสันตรชาดกธรรมเทศนา
    แก่พระพุทธบิดา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐).
    พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า
    พรหมเหล่านี้ พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ไม่รู้ว่า พระ-
    พุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็นเช่นไร ทรงมีกำลังฤทธิ์
    และกำลังปัญญาเช่นไร ทรงมีกำลังพุทธเจ้าอันเป็น
    ประโยชน์แก่โลกเช่นไร พรหมเหล่านี้พร้อมด้วยเทวดา
    และมนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็น
    เช่นนี้ทรงมีกำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเช่นนี้ทรงมีกำลัง
    พระพุทธเจ้าอันเป็นประโยชน์แก่โลกเช่นนี้.
    เอาละ เราจักแสดงกำลังพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักนิรมิต
    ที่จงกรมอันประดับด้วยรัตนะในนภากาศ.
    ภุมมเทวดา เทวดาชั้นมหาราชิกา ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา
    ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตสวัตดี และ
    เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ต่างก็ยินดี ได้พากัน
    ส่งเสียงอื้ออึง แผ่นดินพร้อมด้วยเทวโลกสว่างไสว
    ที่อันมีในระหว่างโลกอันหนาแน่นไม่มีอะไรปิด และ
    ความมืดทึบได้หายไป ในกาลนั้น พรหมพร้อมทั้งเทวดา
    คนธรรพ์มนุษย์และรากษส ได้เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์
    แล้ว กล่าวว่ารัศมีอันสว่างจ้า ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
    และในโลกอื่น ทั้งเบื้องล่างเบื้องบน และเบื้องขวาง
    ส่วนกว้าง พระศาสดาผู้อุดมกว่าสัตว์ไม่มีใครประเสริฐ
    ยิ่งไปกว่า เป็นนายกชั้นพิเศษ อันเทวดาและมนุษย์บูชา
    ทรงมีอานุภาพมาก มีลักษณะบุญนับด้วยร้อย ทรงแสดง
    ปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ ฯ
    (ในสมาคมนั้น พระศาสดาผู้พิชิตมารเสด็จเหาะขึ้นในนภาดลแล้ว
    ทรงนิรมิตขุนเขาสิเนรุให้เป็นที่จงกรมอันน่ารื่นรมย์ ทวยเทพใน
    หมื่นโลกธาตุ มาประชุมกันในสำนักพระพิชิตมารถวายนมัสการ
    พระตถาคตแล้ว กระทำพุทธบูชา)
    ในกาลนั้น พระศาสดาผู้มีพระจักษุอุดมกว่านรชน เป็น
    นายกของโลกอันท้าวสหัมบดี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา
    ทูลอาราธนาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นประโยชน์ดีแล้ว จึง
    ทรงนิรมิตที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะ
    ทั่วไป พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก ทรงมีความ
    ชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์
    อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ทรงนิรมิต
    ที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะทั่วไป
    ทรงแสดงขุนเขาสิเนรุอันสูงสุดในหมื่นโลกธาตุ เป็นเสาเรียงตาม
    ลำดับ ในที่จงกรมอันสำเร็จด้วยรัตนะ พระพิชิตมารทรงนิรมิต
    ที่จงกรมเกินกว่าพันที่ ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำไว้รอบข้างรัตนะ
    จงกรม ทรงนิรมิตแผ่นกระดานทองคำติดอยู่ตามขื่อและเต้า ทรง-
    นิรมิตไพรทีล้วนแต่ทองคำไว้ที่ข้างทั้งสอง รัตนะจงกรมที่ทรงนิรมิต
    เกลื่อนไปด้วยแก้วมณีแก้วมุกดาและทรายสว่างไสวไปทั่วทิศเหมือน
    พระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระชินสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ มี
    ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ทรงเปล่งพระรัศมีรุ่งเรือง เสด็จ
    จงกรมอยู่บนรัตนะจงกรมนั้น ทวยเทพทั้งปวงที่มาประชุมกันต่างก็
    โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริชาตทิพย์ลงในที่
    จงกรม หมู่เทพในหมื่นจักรวาลได้เห็นเช่นนั้นจึงมาประชุมกัน
    ต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจหมอบลงถวายนมัสการ ทวยเทพชั้น
    ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
    ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ต่างก็มีจิตเบิกบานโสมนัส.
    พวกนาค ครุฑ หรือแม้กินนร พร้อมด้วยเทวดาคนธรรพ์
    มนุษย์และรากษส ต่างก็ได้เห็นพระศาสดาผู้ทรงเกื้อกูล
    อนุเคราะห์โลก เหมือนดวงจันทร์ที่ขึ้นไปในนภากาศ
    ฉะนั้น.
    อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหมและอกนิฏฐพรหม
    ต่างก็นุ่งผ้าขาวล้วนๆ ยืนประนมอัญชลี.
    ต่างก็โปรยดอกมณฑารพ ๕ สี อันเจือด้วยกระแจะจันทน์
    และพากันโบกผ้าอยู่ในอัมพรในกาลนั้นต่างก็เปล่งเสียง
    ว่า โอ พระพิชิตมารทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์โลก.
    พระองค์ผู้อุดมกว่าสัตว์ เป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธง เป็นหลักไชย
    เป็นที่พึ่งอาศัย และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย ทวยเทพผู้มี
    ฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจ พากัน
    แวดล้อมถวายนมัสการ เทพบุตรและเทพกัญญา ต่างก็เลื่อมใสมีใจ
    ยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอกไม้ ๕ สี หมู่เทพเจ้าได้เห็น
    พระศาสดา ต่างก็เลื่อมใสมีใจยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอก
    ไม้ ๕ สี เปล่งเสียงว่า ความอัศจรรย์ โอ ขนพองสยองเกล้าไม่
    เคยมีในโลก ความอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้าเช่นนี้ ไม่เคยเป็น
    เทพเจ้าเหล่านี้ อยู่ในภพของตนๆ ได้เห็นความอัศจรรย์ในนภากาศ
    แล้ว พากันร่าเริงเป็นอันมาก เทพเจ้าที่อยู่ในนภากาศ พื้นดิน
    ป่าหญ้าและที่ประจำดวงดาว ต่างก็ยินดีร่าเริงเบิกบานใจ พากัน
    ประนมอัญชลีนมัสการ แม้พวกนาคที่มีอายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์มาก
    ได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้วต่างก็ยินดีมีจิตเบิกบาน ถวายนมัส-
    การบูชาพระศาสดาผู้อุดมกว่านรชน บรรเลงสังคีต ตีกลองกันอยู่
    ในอากาศกลางหาวได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้ว ต่างก็ประโคม-
    สังข์ บัณเฑาะว์และมโหรทึกอยู่ในอากาศเปล่งเสียงว่า วันนี้ ความ
    อัศจรรย์ไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นแก่เรา เราได้ความสำเร็จ
    ประโยชน์ยั่งยืน ขณะปรากฏแก่เราแล้วเพราะได้ฟังว่าพุทโธ นาค
    เหล่านั้นเกิดปีติในขณะนั้น ต่างก็ยืนประนมอัญชลีเปล่งเสียงว่า
    พุทโธ พุทโธ หมู่สัตว์ต่างๆ ในท้องฟ้าต่างก็ประนมอัญชลีเปล่ง
    เสียงหึ่งๆ เสียงสาธุการและเสียงโห่กึกก้อง
    นาคทั้งหลายต่างก็เปล่งเสียงประสานขับร้องประโคมปรบ
    มือ ฟ้อนรำและต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ๕ สี
    อันเจือด้วยกระแจะจันทน์ ลงมาบูชาเปล่งเสียงประกาศว่า
    ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ลายจักรที่พระบาทยุคลของพระองค์ฉันใด
    ธงไชย ธงปฏากวิเชียรก็ลอยเด่นอยู่ ฉันนั้นไม่มีใครเสมอด้วย
    พระรูป ศีล สมาธิ และปัญญาของพระองค์ในการประกาศธรรมจักร
    ไม่มีใครเสมอด้วยวิมุตติ กำลังกายของนาค ๑๐ นาค เป็นพระ
    กำลังกายปกติของพระองค์ในการประกาศธรรมจักรไม่มีใครเสมอ
    ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงนมัสการพระมหามุนี
    ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง ทรงประกอบด้วยองคคุณทั้งปวง
    มีพระกรุณา เป็นนาถะของโลก พระองค์ย่อมควรแก่การอภิวาท
    การชมเชย การไหว้ การสรรเสริญ การนมัสการ และการบูชา
    ทุกอย่าง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่า
    บุคคลผู้ไหว้ และผู้ควรไหว้ในโลกไม่มีใครเสมอกับพระองค์ พระ-
    สารีบุตรผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน สถิต ณ เขา
    คิชฌกูฏ ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก มองดูพระนราสภงาม
    เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้า
    และเหมือนพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง เห็นพระองค์ผู้นายกของโลก
    ผู้แวดล้อมด้วยรัศมีด้านละวา งามดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรือง
    เหมือนพระอาทิตย์อุทัยส่องแสงอ่อนๆ พระสารีบุตรได้นิมนต์พระ-
    ภิกษุขีณาสพ ๕๐๐ รูป ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้คงที่ ผู้ปราศจากมลทิน
    ให้มาประชุมกันในขณะนั้น กล่าวว่า พระพิชิตมารทรงแสดง
    ปาฏิหาริย์อันจะยังโลกให้เลื่อมใส แม้เราทั้งหลาย ก็จักไปถวาย
    บังคมพระองค์ในที่นั้น มาเถิด เราทั้งปวงจักไป จักทูลถามพระองค์
    เราจักไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ให้พระองค์บรรเทาความ
    สงสัยให้ พระภิกษุผู้มีปัญญาสำรวมอินทรีย์เหล่านั้น รับว่าสาธุแล้ว
    ต่างก็ถือบาตรและจีวร พากันรีบร้อนเข้าไปเฝ้าพระสารีบุตรผู้มี
    ปัญญามาก พร้อมด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้ฝึกตนด้วย
    การฝึกอันอุตมพากันไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ พระสารีบุตรผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่
    แวดล้อมด้วยภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ เปรียบเหมือนเทวดา
    ลอยมาในอากาศ ฉะนั้น พระภิกษุเหล่านั้นผู้มีวัตรอันงาม มีความ
    เคารพยำเกรง ไม่ไอ ไม่จาม พากันเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
    ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ได้เห็นพระสยัมภูวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ลอย
    เด่นอยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้า
    ผู้เป็นนายกของโลกดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรืองเหมือนสายฟ้าใน
    อากาศ ดุจพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ องค์ ได้เห็น
    พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ดังห้วงน้ำอันใสแจ๋ว ดังดอก
    บัวบาน ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ประนมอัญชลีหมอบลงถวาย
    นมัสการแทบพระบาทพระศาสดา พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก เสมอ
    เหมือนโลกพิภพ ฉลาดในสมาธิและฌาน ถวายบังคมพระศาสดา
    ผู้เป็นนายกของโลกพระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มาก ไม่มีใครเสมอ
    ด้วยกำลังฤทธิ์เปรียบด้วยดอกนิลุบล เหมือนอกาลเมฆกระหึ่ม
    ฉะนั้นแม้พระมหากัสสปเถระ ผู้เปรียบด้วยทองคำสีรุ่งเรืองพระ-
    ศาสดาทรงชมเชยสรรญเสริญตั้งไว้ว่าเป็นยอดในธุดงคคุณพระอนุรุทธ
    เถระผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่ เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีจักษุทิพย์เป็นพระ-
    ญาติผู้ประเสริฐของพระผู้มีพระภาคสถิตอยู่ไม่ไกล พระอุบาลีเถระ
    ผู้ฉลาดในอาบัติ อานาบัติ สเตกิจฉา พระศาสดาทรงสรรเสริญตั้งไว้
    ว่าเป็นผู้เลิศในฝ่ายวินัย พระเถระผู้เป็นบุตรของนางมันตานี ปรากฏ
    ว่าชื่อปุณณะ ผู้แทงตลอดอรรถธรรมอันสุขุมละเอียดประเสริฐกว่า
    ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พระมุนีมหาวีรเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุปมา ผู้ตัด
    ความสงสัย ทรงทราบวาระจิตของท่านเหล่านั้นแล้วจึงตรัสพระคุณ
    ของพระองค์ว่า ชนเหล่าใดไม่รู้สัตตนิกาย โอกาสและจักรวาล
    อันไม่มีที่สิ้นสุด ในสี่อสงไขยโกฏิได้ ชนเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะ
    รู้ พระพุทธญาณ อันไม่มีเปรียบได้การแผลงฤทธิ์ของเรานี้ จะ
    อัศจรรย์อะไรในโลกเล่า ความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพองสยอง
    เกล้าอย่างอื่นมีอีกมากในกาลใด เราอยู่ในชั้นดุสิต ในกาลนั้น เรา
    ชื่อว่าสันดุสิตเทวดาในหมื่นจักรวาฬมาประนมอัญชลีเชิญเราว่า ข้าแต่
    ท่านผู้มีเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นกาลสมควรที่ท่านจะเกิดในครรภ์พระ-
    มารดา ของเชิญตรัสรู้อมตบทช่วยรื้อขนสัตว์พร้อมด้วยเทวดาให้
    ข้ามเถิด ขณะเมื่อเราจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่ครรภ์นั้นแผ่นดินใน
    หมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว ขณะเมื่อเรามีความรู้สึกตัวประสูติ
    จากครรภ์พระมารดานั้น ทวยเทพในหมื่นโลกธาตุเปล่งเสียงสาธุการ
    หวั่นไหว ในการลงสู่ครรภ์ประสูติและออกบวชไม่มีใครเสมอด้วย
    เรา เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในกาลตรัสรู้และในการประกาศธรรมจักร
    โอ ความอัศจรรย์มีในโลกเพราะพระพุทธเจ้ามีคุณมาก หมื่นโลก
    ธาตุหวั่นไหว ๖ ครั้งมีรัศมีสว่างจ้า น่าอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้า
    ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้พิชิตมาร เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
    กว่านรชน ทรงจงกรมด้วยฤทธิ์ แสดงให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกเห็น
    พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมนั่นเอง
    ตรัสตอบ ไม่เสด็จกลับในระหว่างเหมือนดังเสด็จจงกรมอยู่ในที่จง
    กรม ๕ ศอก พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากในสมาธิและฌาน ถึงความ
    บริบูรณ์ด้วยปัญญาได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้า-
    แต่พระมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่านรชน อภินิหารของพระองค์เช่นไร
    พระองค์ทรงปรารถนาพระโพธิญาณอันอุดมในกาลไร ทาน ศีล เนก-
    ขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตาและอุเบกขา
    เป็นเช่นไร ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก บารมี ๑๐
    เป็นอย่างไร อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ บริบูรณ์อย่างไร
    (เพราะทรงอธิษฐานกรรมอะไร จึงเป็นอธิบดีเช่นไร เป็นบารมีได้
    เช่นไร นักปราชญ์เช่นไรมีในโลก เมตตา กรุณา มุทิตา และ
    อุเบกขาเป็นเช่นไร พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรมให้บริบูรณ์
    เช่นไร) พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดังนกการะเวกอันพระ-
    สารีบุตรทูลถามแล้ว ทรงพยากรณ์ให้เย็นใจ และทรงยังโลกพร้อม
    ทั้งเทวโลกให้ยินดี.
    พระศาสดาทรงประกาศประโยชน์แก่โลก ที่พระพุทธเจ้า
    ในอดีตทรงแสดงไว้ ทรงชมเชย อันพระพุทธเจ้าทรงนำ
    สืบๆ กันมา ด้วยพระพุทธญาณที่ไปตามปุพเพนิวาส-
    ญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
    ว่าท่านทั้งหลายจงทำจิตให้เกิดปีติและปราโมทย์ให้บรรเทาลูกศร คือความโศก ให้ได้สมบัติทั้งปวงแล้ว จงฟังเราท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามมรรคอันเป็นเครื่องย่ำยีมีความเมาบรรเทาความโศก เปลื้องตนจากสงสาร เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวงโดยความเคารพเถิด.
    จบรัตนะจงกรมกัณฑ์

    ?temp_hash=3a481caf9b92a05139b27287fc29131a.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    390
    ค่าพลัง:
    +62,209
    W0gUVlOghE-pSBy4h1ALtr9YOKu3xNons3Xt01ZdwVWC&_nc_ohc=32gt-s0Pbx8AX_69zlG&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    เวลาเดินจงกรมในที่มืดแต่ให้มันมองเห็น สมมุติว่ามีงูผ่านมากลางคืน มันจะมองเห็นผิดปกติมันจะเป็นเงาดำ ๆ เพราะเคยเจองูเสมอที่ทางเดินจงกรมตอนกลางคืน ไม่มีไฟ เราเดินไปเวลางูมันออกมาเราจะเห็นทั้ง ๆ ที่เดือนมืดนะ เพราะอากาศมันโล่งพอมองเห็น นี่สำหรับเดินจงกรมกลางคืน คือจะเดินกี่ชั่วโมงไม่มีกำหนด ถ้านักภาวนาไปหาคอยกำหนดเวล่ำเวลาอยู่แล้วมันก็ไม่ทันกับกิเลสซึ่งไม่มีเวลา กิเลสเหยียบอยู่บนหัวใจคนหัวใจสัตว์โลกมีกำหนดเวลาเมื่อไร ท่านจึงเรียกว่า อกาลิโก เช่นเดียวกันกับธรรม ธรรมก็ อกาลิโก หาเวล่ำเวลาไม่ได้

    กิเลสที่เหยียบย่ำทำลายอยู่บนหัวใจสัตว์โลกก็ไม่มีเวล่ำเวลา ไม่มีคำว่าสั้นว่ายาว ถ้าว่าทางก็ไม่สามารถจะคำนวณได้ว่ายาวเท่าไร มันเหมือนขอบด้ง เราไปวัดดูซิขอบด้งเป็นอย่างไร ความยาวมันยาวไปถึงไหน ก็มันวนอยู่นี่ ขอบด้งเป็นวงกลม วัฏฏะแปลว่าอะไร แปลว่าเครื่องหมุน หมุนอยู่นี้เหมือนกัน มันก็หมุนกลมละซี วัฏจักรวัฏวนมันหมุน ทีนี้ก็เลยไม่ทราบว่ามันสั้นมันยาว ทางเดินของวัฏจักรวัฏจิตที่มีกิเลสอยู่บนหัวใจนั่นพาให้หมุนๆ ไม่ให้ออกนอกโลกไปได้

    ก็เหมือนกับสิ่งต่างๆ ที่ถูกโลกดึงดูดนั่นเอง มันก็อยู่ในนี้ออกไปไม่ได้ ถ้าอันไหนที่มันกระเด็นออกไปโน้น ออกไปอวกาศแล้วก็ไม่มีอะไรกดถ่วงมันได้ นี่เป็นข้อเทียบเคียง เพราะฉะนั้นที่บอกไว้ในหนังสืออวกาศของจิตของธรรมก็เทียบกันอย่างนี้เอง คือจิตถ้าอยู่ในความดึงดูดของธรรมชาตินี้แล้ว มันก็อยู่ในสามภพนี่แหละ เพราะเป็นสถานที่ดึงดูดจิตไม่ว่าจิตวิญญาณดวงใด ฟังให้ดีนะผู้มาฟัง นี่เทศน์ตั้งใจเทศน์จริงๆ ไม่ได้เทศน์เล่นๆ นะ

    ทั้งสามโลกธาตุนี่เป็นที่อยู่ของสัตว์โลกที่มีธรรมชาตินี้เป็นเครื่องดึงดูด หรือเป็นเครื่องบังคับอยู่ตลอดหมดทุกดวงวิญญาณ เว้นเฉพาะวิญญาณของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่อยู่ในความดึงดูด วิญญาณนั้นออกอวกาศแล้วไม่เข้ามาอยู่ในวงดึงดูด เวลาจิตจะถอนตัวจากกิเลสความดึงดูดนี้ มันก็เหมือนกับวัตถุต่างๆ ที่จะให้ออกนอกโลกอันนี้นั่นแล

    วิญญาณทุกดวงๆ ไม่มีคำว่าว่างจากสิ่งเหล่านี้ที่จะไม่กดขี่ไม่มีเลย ต้องมี มีมากมีน้อยต่างกัน คำว่ามีมากมีน้อยก็เพราะผู้ได้ทำการชำระมามากน้อยต่างกัน เจ้าของจะรู้ไม่รู้ จำได้ไม่ได้ก็ตาม คือการสร้างความดีนั้นแหละเป็นการชำระซักฟอกสิ่งที่หุ้มห่อจิตใจให้เบาบางลง ธรรมชาตินี้หุ้มห่อมากเท่าไรก็ยิ่งมีน้ำหนักมาก เป็นธรรมชาติที่กดถ่วงได้มาก ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ท่านเล็งจริงๆ ญาณคือความหยั่งทราบ หมายถึงความรู้ที่ละเอียดสุดหยั่งทราบตลอดทั่วถึง การเล็งญาณดูสัตวโลกในบาลีท่านว่า ภพฺพาภพฺเพ วิโลกานํ ทรงเล็งตอนปัจฉิมยามว่า สัตว์โลกผู้ใดจะมีอุปนิสัยข้องตาข่ายแห่งญาณของพระองค์ และจะมีชีวิตไปไม่ยั่งยืนนาน ก็เสด็จไปโปรดคนนั้นก่อน นี่เรียกว่าผู้มีความเบาบาง

    จิตของสัตว์โลกย่อมมีความหนาบางต่างกัน คนเราจึงมีหยาบมีละเอียดต่างกัน มีความดีหนักเบา มีความชั่วหนักเบาต่างกัน ท่านจึงไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามวาสนาของกันและกัน อันนี้เป็นแต่เพียงร่างอันหนึ่งที่แสดงผลของกรรมของตัวเองออกมาเป็นครั้งเป็นคราว ระยะนี้ได้เสวยผลเป็นอันนี้ออกมา เป็นคนเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นไปตามวาระๆ หมดวาระนี้ก็เข้าสู่วาระนั้น ออกจากนี้ไปสู่วาระนั้น ตามอำนาจแห่งวิบากกรรมดีชั่วที่ทำมามากน้อยต่างกัน ถ้าจิตได้เคยชำระได้เคยอบรมมาก็ค่อยเบาบางๆ เบาบางมากน้อยเพียงไรก็ย่นวัฏวน คือการเกิดตายของตัวเองให้สั้นเข้ามาๆ เช่น จะเกิดอีกหมื่นชาติก็จะลดหมื่นชาติเข้ามาถึง ๙,๙๙๙ ชาติ ย่นลงมาเป็น ๙๘... ๙๗... ๙๖... เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงความแน่นอน

    ดังท่านแสดงไว้ผู้สำเร็จขั้นอริยภูมิแล้วตั้งแต่พระโสดาขึ้นไป นั่นเป็นขั้นแห่งความแน่นอนของภพชาติแล้ว คือย่นเข้ามาสู่กฎแห่งความแน่นอนแล้ว ทีนี้จะไม่เปลี่ยนเป็นอื่นไปได้ โสตะๆ แปลว่ากระแส ที่ว่าสำเร็จพระโสดาบันคือผ่านเข้ากระแสแห่งพระนิพพานหรือเข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้ว และเข้าถึงความแน่นอนแล้ว จะเกิดอีกเพียง ๗ ชาติเป็นอย่างมาก คือ ผู้สำเร็จพระโสดาบันแล้วอย่างมากการเกิดตายไม่เลย ๗ ชาติ

    หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
    ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๙
     

แชร์หน้านี้

Loading...