จักรวาลอื่นมีพระพุทธเจ้าหรือไม่

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย pataweeton, 19 มกราคม 2020.

  1. pataweeton

    pataweeton ปถวีธร

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +1
    "ความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลนั้นย่อมมีเหตุผลเสมอ เช่นเดียวกับบ้านหลังใหญ่ หากสร้างบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารแล้วอยู่โดยเพียงลำพัง ความกว้างใหญ่ไพศาลนั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย"

    ปกติ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น แต่ชมพูทวีปนั้นไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว พระไตรปิฎกก็ได้กล่าวถึงชมพูทวีปอื่นๆอีกมากมายในจักรวาล เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆในชมพูทวีปอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า "จำนวนพระพุทธเจ้านั้นมีมากมายยิ่งกว่าจำนวนเม็ดทรายทุกเม็ดนับรวมกัน" และสอดคล้องกับกรณีของพระโมคคัลลานะที่ได้ไปเจอพระพุทธเจ้าองค์อื่นที่กำลังเทศนาธรรมอยู่ในจักรวาลอื่น จากนั้น ท่านก็ตรัสว่า "เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าของท่าน" แล้วท่านก็ตรัสให้พระโมคคัลลานะกลับมาหาพระโคตมพุทธเจ้าในชมพูทวีปที่อยู่ในจักรวาลของเรา (ทางช้างเผือก)

    การกล่าวถึงชมพูทวีปอื่นๆในพระไตรปิฎก

    พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาส (ช่องว่าง) ที่พระจันทร์ พระอาทิตย์โคจรทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีพระอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอมรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทร ๔ พัน มีท้าวมหาราช ๔ พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสดีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาล

    “ดูก่อนอานนท์ ตถาคต เมื่อมุ่งหมาย พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย....ฯ”

    จูฬนีสูตร ติ. อํ. (๕๒๐)
    ตบ. ๑๙ : ๒๙๒-๒๙๓ ตท. ๑๙ : ๒๕๗-๒๕๘
    ตอ. G.S. I : ๒๐๗

    จากเว็บ
    http://www.84000.org/true/168.html


    olv6l35ojGJqdxbHNp1-o.jpg

    ตีความ

    เอกภพประกอบด้วยดาราจักรนับล้านล้าน แต่ละดาราจักรประกอบด้วยระบบดวงดาวที่เรียกว่า “ระบบสุริยจักรวาล” มากมายทั่วทุกทิศ ระบบสุริยจักรวาลแต่ละแห่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ (พระอาทิตย์) โลก (ดาวเคราะห์ต่างๆ) และดวงจันทร์ (พระจันทร์) และ ชมพูทวีป (โลกมนุษย์) คำว่า “ทวีป” เป็นคำที่ใช้เรียกโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ดาราจักรแต่ละแห่งนั้นอย่างน้อยประกอบด้วยอย่างน้อย ๔ ทวีป ที่อยู่รายรอบ “เขาสิเนรุ” (ในมิติทิพย์จักขุ) ที่อยู่ตำแหน่งใจกลางดาราจักร ได้แก่

    ๑. อมรโคยานทวีป (ทิศตะวันตก)
    ๒. อุตรกุรุทวีป (ทิศเหนือ)
    ๓. ปุพพเทหทวีป (ทิศตะวันออก)
    ๔. ชมพูทวีป (ทิศใต้)

    ดาราจักรในเอกภพมีจำนวนมากมายยิ่งกว่าจำนวนเม็ดทรายทุกเม็ดนับรวมกัน จำนวนเพียงหนึ่งพันในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า “โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน” นั้นเป็นคำกล่าวเมื่อหลายพันปีก่อนและอาจเป็นการอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบจำนวนให้พอเห็นภาพโดยสังเขปเพื่อง่ายแก่การเข้าใจตามบริบทแห่งยุคสมัย การสำรวจอวกาศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นเผยว่าเอกภพประกอบด้วยดาราจักรนับเป็นจำนวนตัวเลขได้ประมาณแสนล้านดาราจักร สังคมในยุคสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีความซับซ้อนที่จำเป็นต้องใช้หน่วยนับระดับแสนล้านหรือล้านล้านอย่างในยุคปัจจุบัน หน่วยแสนล้านในยุคสมัยนั้นอาจยากแก่การเข้าใจตามบริบทแห่งยุคสมัย การกล่าวด้วยจำนวนหนึ่งพันก็อาจนับได้ว่ามากพอที่จะจินตนาการเห็นภาพไปด้วยสำหรับผู้คนในสมัยนั้น แม้กระทั่งหน่วย “โยชน์” ในสมัยพุทธกาลกับสมัยปัจจุบันก็ไม่เท่ากัน ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องตีความในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ได้ตีความว่า ๑ โยชน์ในพระโตรปิฎกนั้นอาจมีระยะทางมากถึง ๑ ใน ๑๐ ปีแสง หรือประมาณ ๑ ล้านล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม การใช้หน่วยจำนวนในพระไตรปิฎกนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นอุปมาอุปมัยเสียทั้งหมด อาจมีทั้งคำเรียกหน่วยจำนวนที่เป็นจำนวนนั้นๆจริงๆ มีการใช้คำเรียกหน่วยจำนวนที่ไม่ตรงด้วยเหตุผลของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปหรือเหตุผลอื่นๆที่ยังไม่มีผู้ใดทราบ และการใช้คำเรียกหน่วยที่เป็นการอุปมาอุปมัยเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจด้วยการจินตนาการเห็นภาพที่ชัดเจน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น นั่นก็ย่อมอาศัยการตีความที่ต้องใช้สติและวิจารณญาณพิจารณาในแต่ละบริบท

    ดาราจักรมีมากมายนับแสนล้าน แต่ละแห่งมีเขาสิเนรุ (หลุมดำ) อยู่ใจกลาง และประกอบด้วยอย่างน้อย ๔ ทวีปดั่งที่ได้กล่าวไว้ นอกจากดาราจักรทางช้างเผือกของเราแล้ว ก็มีดาราจักรอื่นๆอีกมายมาก ในแต่ละดาราจักรก็มีโลกอื่นๆ มีดวงจันทร์อื่นๆ มีพระอาทิตย์อื่นๆ มีเขาสิเนรุอื่นๆ มีชมพูทวีปอื่นๆ มีอมรโคยานทวีปอื่นๆ มีอุตรกุรุทวีปอื่นๆ มีปุพพเทหทวีปอื่นๆ มีมหาสมุทรอื่นๆ แต่ละที่ก็มีสังสารวัฏหรือภพภูมิเป็นของตนเอง นั่นก็เท่ากับว่ามีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาในที่อื่นๆ มีสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในที่อื่นๆ มีสวรรค์ชั้นยามาในที่อื่นๆ มีสวรรค์ชั้นดุสิตในที่อื่นๆ มีสวรรค์ชั้นนิมมานรดีในที่อื่นๆ มีสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดีในที่อื่นๆ มีพรหมโลกในที่อื่นๆ ทั้งนี้ ดาราจักรต่างๆนั้นต่างก็มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปตามโครงสร้างจำนวนของดวงดาว มีแต่ตั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

    ประเด็นชวนคิด

    ๑. ชมพูทวีปไม่ได้มีเพียงที่นี่แห่งเดียว ปกติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น ในเมื่อพระไตรปิฎกกล่าวว่ายังมีชมพูทวีปแห่งอื่นๆ ก็อาจมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆในชมพูทวีปอื่นๆ ก็เป็นได้ เราอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือกที่ประกอบด้วยอย่างน้อย ๔ ทวีป และชมพูทวีปก็เป็นหนึ่งในนั้น ชมพูทวีปหมายถึงโลกมนุษย์แห่งเดียวเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดสัตว์และตรัสรู้ และก็ยังเป็นดินแดนที่พระโพธิสัตว์สร้างบารมี ในขณะที่ทวีปอื่นๆนั้นไม่มีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์แต่อย่างใด แต่ในเมื่อพระไตรปิฎกกล่าวว่ายังมีชมพูทวีปอื่นๆในดาราจักรอื่นๆอีกมากมาย ดั่งข้อความที่ว่า "...มีชมพูทวีปพันหนึ่ง..." นั้น นั่นก็ตีความได้ว่ามีชมพูทวีปอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอุปมาอุปไมยเป็นจำนวนหนึ่งพัน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆในดาราจักรอื่นๆที่มีชมพูทวีปเหมือนกันในเวลาเดียวกัน ชมพูทวีปของที่นี่ก็ของที่นี่ และชมพูทวีปของที่อื่นก็ของที่อื่น ที่ใครที่มัน ของใครของมัน อย่างชมพูทวีปในดาราจักรของเราก็อาจเรียกว่า “ชมพูทวีปของดาราจักรทางช้างเผือก” ส่วนชมพูทวีปของที่อื่นก็อาจเรียกตามชื่อดาราจักรนั้นๆ เช่น “ชมพูทวีปของดาราจักรแอนโดรมีดา” เป็นต้น

    ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เฉพาะในชมพูทวีป แต่ชมพูทวีปนั้นก็มีมากมายตามจำนวนของดาราจักรที่นับได้เกือบล้านล้าน ดาราจักรแห่งหนึ่งก็มีชมพูทวีปแห่งหนึ่ง หมายความว่าชมพูทวีปอื่นๆอีกมากมายเหล่านั้นก็มีพระพุทธเจ้าในแต่ละแห่งด้วย ก็เป็นได้ นั่นก็สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า "จำนวนของพระพุทธเจ้านั้นช่างมีมากมายยิ่งกว่าจำนวนเม็ดทรายทุกเม็ดนับรวมกัน" ดั่งที่ได้กล่าวไว้ และก็ยังสอดคล้องกับเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลที่พระโมคคัลลานะได้ไปเจอพระพุทธเจ้าองค์อื่นในจักรวาลอื่น ซึ่งกำลังเทศนาธรรมอยู่ พระองค์ท่านก็ได้ตรัสว่า “เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าของท่าน” และตรัสให้พระโมคคัลลานะกลับชมพูทวีปในจักรวาลของเราเสีย (ชมพูทวีปของดาราจักรทางช้างเผือก) อีกด้วย

    ๒. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในชมพูทวีปหนึ่งพระองค์ต่อหนึ่งยุคสมัยเท่านั้น ในจักรวาลแห่งหนึ่งสามารถมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียวต่อยุคสมัยเท่านั้นด้วยเหตุผลแห่งบุญบารมีที่ว่า “โลกธาตุแห่งชมพูทวีปในจักรวาลนั้นสามารถรองรับพระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญบารมีได้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น” พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ประเสริฐที่เปี่ยมล้นด้วยบุญบารมีเกินกว่าผู้ใดจะมาเปรียบได้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีเพียงพระองค์เดียวต่อยุคสมัยนั้นๆ ไม่มียุคสมัยใดที่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือมากกว่าตรัสรู้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน แต่ถ้านับเหมารวมหมดทุกยุคสมัยตั้งแต่ในอดีตนั้นก็จะพบว่าแม้กระทั่งเฉพาะในชมพูทวีปที่เดียวนั้นก็ได้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้วหลายพระองค์และยังไม่รวมถึงพระพุทธเจ้าที่กำลังจะตรัสรู้ในอนาคต ในชมพูทวีปแห่งหนึ่งสามารถมีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้แต่ยังคงเป็นหนึ่งพระองค์ต่อหนึ่งยุคสมัยเท่านั้น ไม่มียุคสมัยใดที่มีพระพุทธเจ้าจำนวน ๒ พระองค์ตรัสรู้พร้อมกัน เปรียบดั่งรัชกาลของกษัตริย์ในที่แห่งหนึ่งที่มีกษัตริย์ที่นิยมขึ้นครองราชย์ได้ครั้งละ ๑ พระองค์ต่อ ๑ รัชกาลหรือยุคสมัยเท่านั้น ๑ รัชกาลต่อ ๑ พระองค์ แต่ถ้านับรวมจำนวนกษัตริย์ทั้งหมดจากในอดีตด้วย ก็จะพบว่ามีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์มาแล้วหลายพระองค์ อย่างในประเทศไทยเราตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็มีกษัตริย์ขึ้นครองราชมาแล้วนับร้อยพระองค์ได้

    ไม่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือมากกว่าตรัสรู้พร้อมกันในชมพูทวีปเดียวกันในเวลาเดียวกัน แต่อาจพร้อมกันระหว่างชมพูทวีปที่ต่างกันได้เพราะถือว่าคนละที่ ที่ใครที่มัน ของใครของมัน อาจเปรียบเทียบได้กับกษัตริย์ต่างๆที่ขึ้นครองราชย์ในประเทศต่างๆในเวลาเดียวกัน ประเทศหนึ่งมีกษัตริย์องค์หนึ่ง ส่วนอีกประเทศก็มีกษัตริย์อีกองค์หนึ่งในเวลาเดียวกัน เพียงแต่ว่าที่ใครที่มัน ประเทศใครประเทศมัน ยังคงเป็นในลักษณะ ๑ พระองค์ต่อ ๑ ประเทศ ต่อ ๑ ยุคสมัยเท่านั้นเช่นเดียวกัน

    ชมพูทวีปของแต่ละดาราจักรก็ช่างไกลสุดโพ้น ระยะห่างของแต่ละดาราจักรเกินไกลเกินกว่าจะเดินทางถึงแก่กันในทางกายภาพ อย่างดาราจักรเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ดาราจักรทางช้างเผือกของเรามากที่สุดนั่นคือดาราจักรแดนโดรมีดานั้นอยู่ห่างจากโลกประมาณ ๒.๒ ล้านปีแสง แม้กระทั่งแสงซึ่งนับว่าเป็นอานุภาพที่เดินทางได้เร็วที่สุดทางภายภาพในจักรวาลด้วยอัตราความเร็วประมาณ ๓ แสนกิโลเมตรต่อวินาทีนั้น ยังต้องใช้เวลาเดินทางจากดาราจักรทางช้างเผือกไปถึงดาราจักรแอนโดรมีดานั้นนานมากถึง ๒ ล้าน ๒ แสนปี การเดินทางไปถึงแก่กันระหว่างดาราจักรด้วยเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันยังเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งดาวฤกษ์เพื่อนบ้านภายในดาราจักรทางช้างเผือกของเราซึ่งมีชื่อว่า "ดาวอัลฟาเซนทอรี่ เอ" (Alpha Centauri A) ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง "อวตาร" นั้นอยู่ห่างจากโลกประมาณ ๔ ปีแสง แสงยังต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง ๔ ปี และถ้าเดินทางด้วยยานอวกาศที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุด ณ ขณะนี้ก็ยังต้องใช้ระยะเวลายาวนานเกือบ ๑ แสนปีเลยทีเดียว

    เราจึงยังไม่สามารถเดินทางระหว่างระบบสุริยจักรวาลได้ แม้กระทั่งเดินทางระหว่างดวงดาวภายในระบบสุริยจักรวาลเดียวกัน อย่างดาวพฤหัสที่อยู่ห่างจากจากโลกหลายพันล้านกิโลเมตรนั้น แสงยังต้องใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง ส่วนยานอวกาศก็ใช้เวลานานมากถึง ๕ ปี ด้วยเหตุนี้ ดูเหมือนว่าธรรมชาติของจักรวาลที่กว้างใหญ่นั้นสร้างเรามาเพื่อให้ต่างคนต่างอยู่ ที่ใครที่มัน ของใครของมัน ไม่ให้ก้าวก่ายกัน แต่ละที่ที่มีชมพูทวีปก็มีพุทธศาสนาเหมือนกัน สามารถเติมเต็มให้ชีวิตมีความสุขและเข้าถึงกระแสธรรมได้เหมือนกันโดยไม่จำเป็นต้องออกเดินทางไปไหนไกลๆให้ลำบาก ชมพูทวีปเรามีพุทธเจ้ามาตรัสรู้และมีพุทธศาสนานั้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นหรือพุทธศาสนาในชมพูทวีปอื่นๆที่อยู่ในดาราจักรอื่นๆด้วยนั้นก็นับว่ายิ่งดี เพียงแต่ว่าแต่ละที่นั้นอยู่ไกลเกินกว่าจะไปถึงแก่กัน เราจะต้องอยู่ในลักษณะที่ใครที่มัน ของใครของมัน ทำที่ของตนเองให้ดีที่สุดก็พอ

    ชมพูทวีปช่างมีมากมาย แต่ละแห่งก็อยู่ไกลกันมากและก็มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้หนึ่งพระองค์ต่อหนึ่งยุคสมัยด้วยเหตุผลที่ว่าด้วยบุญบารมีที่ไม่สามารถมีผู้ใดเปรียบได้ พระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ต่อชมพูทวีปหนึ่งแห่งต่อหนึ่งยุคสมัยเท่านั้น ทว่านับในภาพรวมที่รวมทุกยุคสมัยเข้าด้วยกันนั้นเรียกว่ากัปและปัจจุบันเราก็อยู่ใน "ภัทรกัป" เราก็จะพบว่าแค่เฉพาะในชมพูทวีปแห่งดาราจักรทางช้างเผือกของเรานั้นมีพระพุทธเจ้าทั้งหมด ๕ พระองค์ที่ตรัสรู้เฉพาะในยุคภัทรกัปนี้ ซึ่งตรัสรู้ไปแล้ว ๔ พระองค์ ได้แก่ ๑.พระกกุสันธพุทธเจ้า ๒.พระโกนาคมนพุทธเจ้า ๓.พระกัสสปพุทธเจ้า ๔.พระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งได้ตรัสรู้เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อนและเป็นพระศาสดาของพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน และจะมาตรัสรู้อีก ๑ พระองค์ในอนาคต นั่นคือพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า หรือที่เรียกกันว่า “พระศรีอารย์”

    เมื่อพิจารณาในแต่ละกัปก็จะพบยุคสมัยหรือยุคย่อยๆที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ได้เสด็จมาตรัสรู้นั้น ก็ยังคงเห็นได้ว่าเป็นหนึ่งพระองค์ต่อหนึ่งยุคสมัย ไม่มียุคสมัยใดที่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์มาตรัสรู้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน กัปหนึ่งก็มีพระองค์เจ้าตั้งแต่ ๑ พระองค์ขึ้นไปตามบริบทแห่งยุคสมัย ที่ผ่านมาถ้านับรวมกัปอื่นๆด้วยก็จะพบว่าจำนวนพระพุทธเจ้านั้นช่างมีมากมายดั่งที่ได้กล่าวไว้ว่า “จำนวนของพระพุทธเจ้านั้นช่างมีมากมายยิ่งกว่าจำนวนเม็ดทรายทุกเม็ดนับรวมกัน” นั่นอาจเป็นแค่จำนวนของพระพุทธเจ้าเฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือก อาจนับรวมกับดาราจักรอื่นๆที่มีชมพูทวีป หรืออาจไม่ได้นับรวมกัน ก็เป็นได้

    ๓. สังสารวัฏไม่ได้มีเพียงแค่สังสารวัฏเดียว จำนวนสังสารวัฏนั้นอาจมีมากมายนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน ข้อความในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า “...มีท้าวมหาราช ๔ พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสดีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง...” นั่นก็ตีความได้ว่าดาราจักรในเอกภพนั้นมีจำนวนมากมาย แต่ละแห่งก็มีอย่างน้อย ๔ ทวีป แต่ละทวีปก็มีสังสารวัฏเป็นของตนเอง แต่ละสังสารวัฏนั้นก็มีภพภูมิโลกมนุษย์ มีสวรรค์ชั้นต่าง มีเทพต่างๆ มีภพภูมิต่างๆ ฯลฯ เหมือนกัน สังสารวัฏทุกแห่งย่อมมีโครงสร้างภพภูมิต่างๆที่เหมือนๆกัน เพียงแต่สังสารวัฏที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้หรือไม่มีพุทธศาสนานั้นอาจไม่มีนิพพาน การที่จะได้ไปเกิดในสังสารวัฏใดนั้นก็เป็นกรรมและปกติก็ไม่ค่อยพบเรื่องราวเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดข้ามสังสารวัฏ แต่ก็ใช่ว่าไม่มี แค่เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือกของเราก็มีอย่างน้อย ๔ ทวีป นั่นก็เท่ากับว่ามีอย่างน้อย ๔ สังสารวัฏเช่นเดียวกัน โลกในชมพูทวีปก็ใช้สังสารวัฏของชมพูทวีป โลกในอุตรกุรุทวีปก็ใช้สังสารวัฏของอุตรกุรุทวีป ฯลฯ

    โลกแต่ละที่นั้นต่างก็มีสังสารวัฏเป็นของตนเอง มีสวรรค์ มีนรก มีเทพ มีภพภูมิต่างๆเป็นของตนเอง ภพภูมิมนุษย์นั้นนับว่าเป็นสถานที่สำคัญมากที่สุดในการสร้างบารมีและเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่มีเพียงโลกมนุษย์ของชมพูทวีปแห่งเดียวเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาตรัสรู้และพระโพธิสัตว์เสด็จลงมาบำเพ็ญบุญบารมี นั่นก็เพราะว่าชมพูทวีปที่ดินแดนที่มีความสมดุลแห่งศีลธรรมมากที่สุด นั่นคือความสมดุลระหว่างความดีกับความชั่ว ซึ่งก็เข้าข่ายปริศนาธรรมที่ว่า "ไม่มีชั่วก็ไม่รู้ดี ไม่มีมืดก็ไม่รู้สว่าง ไม่มีขาวก็ไม่รู้ดำ ฯลฯ" ในขณะที่โลกอื่นๆในทวีปอื่นๆนั้นไร้ซึ่งความสมดุลแห่งศีลธรรม บางที่ก็ป่าเถื่อนเกินไปที่จะมองเห็นธรรม บางที่ก็สุขสบายเกินไปจนไม่สามารถนำอะไรมาขัดเกลาให้เห็นธรรมได้ ก็ถือว่าสุขสบายเกินไปจนไม่รู้ทุกข์ สุขสบายจนมองไม่เห็นธรรมเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ชมพูทวีปจึงเป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาตรัสรู้และเป็นดินแดนที่พระโพธิ์เสด็จลงมาสร้างบารมี

    โดยปกติ ตามระบบการเวียนว่ายตายเกิดในแต่ละสังสารวัฏนั้น ใครที่อยู่ประจำสังสารวัฏใด อย่างพวกเราชาวชมพูทวีปที่อยู่ภายในระบบการเวียนว่ายตายเกิดของสังสารวัฏชมพูทวีปนั้นก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในสังสารวัฏชมพูทวีปของพวกเรา เกิดที่ใด ตายที่นั่น และก็เกิดใหม่ ตายใหม่ที่นั่นอีก เพียงแต่ภพภูมิอาจต่างกันไปตามวิบากกรรม ชาติหนึ่งขึ้นสวรรค์ก็ใช้สวรรค์ของที่นั่น ชาติหนึ่งตกนรกก็ใช้นรกของที่นั่น ไม่ใช้ของที่อื่น กล่าวคือ เราในฐานะชาวชมพูทวีปเมื่อตายไป ถ้าบุญส่งผลให้ไปสวรรค์ก็ใช้สวรรค์ของที่นี่ ใช้สวรรค์ของสังสารวัฏชมพูทวีป ไม่ใช้สวรรค์ของที่อื่น ไม่ใช้สวรรค์ของอุตรกุรุทวีป ไม่ใช้สวรรค์ของสังสารวัฏอื่น ถ้ากรรมส่งผลให้ต้องตกนรกก็ใช้นรกของที่นี่ ใช้นรกของสังสารวัฏชมพูทวีป ไม่ใช้นรกของที่อื่น ไม่ใช้นรกของอุตรกุรุทวีป ไม่ใช้นรกของสังสารวัฏอื่น ถึงแม้จะไม่ค่อยพบเห็นเรื่องราวการเวียนว่ายตายเกิดข้ามสังสังสารวัฏบ่อยนัก แต่ก็ใช่ว่าไม่มี หรืออาจมีมากมายแต่ไม่ค่อยมีผู้ใดได้มาเล่าให้ฟังก็เป็นได้

    *ทั้งนี้ ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องที่ชวนคิดชวนสงสัยที่มีโอกาสความเป็นไปได้ระหว่าง "ใช่" กับ "ไม่ใช่" และต้องใช้วิจารณญาณ ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาปรามาสหรือบิดเบือนหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด เพียงแต่สงสัยและชวนคิดบนพื้นฐานของเหตุผล เรื่องที่อยากรู้นั้นอาจฟังดูพิสดารและเกินวิสัยหรือความจำเป็นที่จะรู้ ดั่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "เรื่องราวต่างๆมีมากมาย เปรียบดั่งใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องที่รู้แล้วช่วยนำพาถึงกระแสธรรมนั้นกลับเปรียบได้กับใบไม้เพียงแค่กำมือเดียว"

    ศาสลาแก้วกู่ (017).jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2020 at 19:41
  2. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,363
    ค่าพลัง:
    +9,447
    +++ คำว่า "จักรวาล" ในพระไตรปิฎก หมายถึง Stars System ในภาษาของ NASA ปัจจุบัน
    +++ คำว่า "โลกธาตุ" ในพระไตรปิฎก หมายถึง Galaxy ในภาษาของ NASA ปัจจุบัน

    +++ คำว่า "จักรวาล" ในยุคโบราณ หมายถึง Universe ในภาษายุคโบราณ
    +++ คำว่า Universe ในยุคนี้ หมายถึง Big Bang ในภาษาของ NASA ปัจจุบัน

    +++ ดังนั้น คำว่า "ทวีป" นั้น เป็นทวีปใน "โลกธาตุ หรือ จักรวาล" กันแน่
    +++ "ทวีป" จริง ๆ คือ Galaxy Sectors และ 4 ทวีป คือ Galaxy ตัด 4 ส่วน
    +++ อุตรกุรุทวีป จะอยู่บริเวณ 10.30 ถึง 1.30 น.
    +++ ปุพพเทหทวีป จะอยู่บริเวณ 1.30 ถึง 4.30 น.
    +++ ชมพูทวีป จะอยู่บริเวณ 4.30 ถึง 7.30 น.
    +++ อมรโคยานทวีป จะอยู่บริเวณ 7.30 ถึง 10.30 น.

    +++ อุตรกุรุทวีป หรือ North Galaxy Sector จะเป็นทิศทางที่ Galaxy เคลื่อนตัวไปเสมอ
    +++ เปรียบประดุจ "หัวเรือ" ที่นำร่องไปใน มหาสมุทร เกิดการเสียดสีกับอวกาศ จนเห็นเป็น Arc Bow ได้
    +++ ยามที่ Galaxy หมุนวนไปโดยที่ ทิศทางการเคลื่อนตัว "ไม่เปลี่ยน" หากหมุน "ตามเข็มนาฬิกา"
    +++ บริเวณ อมรโคยานทวีป จะเคลื่อนไปเป็น อุตรกุรุทวีป
    +++ และ อุตรกุรุทวีป จะเคลื่อนไปเป็น ปุพพเทหทวีป

    +++ ดังนั้น ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ณ ช่วงอวกาศหนึ่ง ๆ
    +++ ชมพูทวีป จึง "ไม่จำเป็น" ที่จะต้องเป็น Stars System ในบริเวณนี้

    +++ พระพุทธเจ้า กำเนิดใน "ชมพูทวีป" เสมอ แต่......
    +++ กลุ่ม Stars System ไหน จะโคจร ลงมาอยู่ใน South Galaxy Sector นี้ต่างหาก นะครับ
     
  3. naitiw

    naitiw เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,564
    ค่าพลัง:
    +2,817
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 147

    [๑๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์ จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้.

    ตอบว่าไม่จริง
    พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาประสูติที่ชมพูทวีปหรือโลกมนุษย์ที่เราอยู่เท่านั้น ไม่เกิดที่อื่น
    และเรื่องที่ว่าพระโมคคัลลานะไปพบพระพุทธเจ้าองค์อื่น ณ ที่อื่นนั้น
    เป็นเพียงเรื่องแต่งของนิกายหนึ่งในมหายาน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนจากที่อื่นอีกเลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...