จุไรท่องเที่ยวดวงดาว-คัดลอกจากไฟล์อริยบุตรหนังสือธรรมะ

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ตุปั๊ดตุเป๋, 15 มีนาคม 2019.

  1. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑.คำปรารภ
    เรื่อง จุไรท่องเที่ยวดวงดาวนี้ เขียนและพูดขึ้นเพื่อแก้อารมณ์เหงา
    ของคนแก่ขี้เหงาเท่านั้นเอง ไม่มีความมุ่งหมายให้ใครเชื่อตามที่เขียนและพูด
    เพราะดวงดาวต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่เพียงแต่รู้ตามตำรา
    สามารถไปสู่ดวงดาวต่าง ๆ ได้แล้ว ดวงดาวของนักวิทยาศาสตร์เป็นดวงดาว
    แท้ แต่ดวงดาวเรื่องจุไรเป็นดวงดาวจิต ความนึกคิดแก้เหงา เอาเป็นตำรา
    เรียนไม่ได้

    แต่ทว่าถ้าเอากันด้านธรรมในเรื่องจุไรแล้ว ขอยอมรับว่ามีจริงตาม
    นั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ และมีผลตามที่ทรงตรัสแก่คนส่วนมากที่สามารถ
    จะระงับอารมณ์จากกิเลสชั่วคราว และก็เป็นความสามารถเล็กน้อยขั้น
    กระจุ๋มกระจิ๋มในหลักสูตรพระพุทธศาสนา

    ฉะนั้นท่านที่อ่านนิทานเรื่องจุไรก็ขอได้โปรดเข้าใจด้วยว่า เรื่องนี้
    เป็นนิทาน ความหมายคำว่า “นิทาน” มีความหมายว่าอย่างไร คิดว่าท่าน
    ทั้งหลายทราบดีแล้ว แต่ธรรมที่มีในเรื่องนิทาน หากท่านผู้อ่านจะลองพิสูจน์
    ดูด้วยการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในหลักสูตร ฉฬภิญโญ ก็เห็นว่า
    จะช่วยให้หายเหงาได้ไม่น้อย

    ความมุ่งหมายในการเขียนได้บอกแล้ว่า เขียนและพูดเพื่อแก้เหงา
    เท่านั้น ไม่มีความมุ่งหมายอย่างอื่น ฉะนั้นเรื่องที่จะพูดต่อไปคงไม่มีอะไร
    ที่สุดนี้ ขอท่านผู้อ่านทั้งหลายจงเป็นผู้หายเหงา เหมือนคนแก่ขี้เหงา
    ที่เขียนเรื่องจุไรนี้โดยทั่วกันเถิด
    -------------------------------

    ส.ธ.
    30 กันยายน 2530

    หมายเหตุ ต่อไปถ้าร่างกายมีแรงพอพี่จะพูดหรือเขียนได้ จะพูดหรือเขียน
    ตอน จุไรเที่ยวสวรรค์นรก ตามแต่จะมีแรงเขียนหรือพูด
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๒.จุไรชมดาว
    โดยส.ธ.

    บรรดาลูกหลานที่รักทุกคนหลวงพ่อหายหน้าไป๒๕วันหลังจากที่คุยกันมาเมื่อวันที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐แล้วก็มาโผล่ขึ้นวันที่๒๒กรกฎาคมพ.ศ. ๒๕๓๐เป็นเวลา๒๕วันวันนี้ตรงกับวันแรม๑๒ค่ำเดือน๘เป็นวันพุธ

    สำหรับวันนี้ก็จะขอเข้าเรื่องเลยเพราะว่าการอารัมภบทเป็นปัจจัยให้บรรดาลูกหลานรำคาญตอนนี้ขอให้ชื่อว่าตอน "จุไรชมดาว" สำหรับท่านผู้ฟังได้โปรดทราบเรื่องเสียงนี่อย่าเอาเป็นสำคัญนักเพราะร่างกายยังไม่ดีและขณะที่พูดนี่ก็ยังไม่ดีมากให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

    "ร่างกายเป็นโรคนิทธังมันเป็นรังของโรคปภังคุณังจะต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา" เป็นเรื่องของมัน

    ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นตอนที่จุไรชมดาวเข้าเรื่องกันดีกว่าเป็นอันว่าจุไรหลังจากไปเที่ยวมาแล้วเมื่อวันที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐ หลังจากนั้นก็มาศึกษากับคุณแม่ในเรื่องของการทรงสมาธิจิตเพราะเธอปรารภว่าสมาธิของเธอไม่ทรงนานถ้าวันไหนได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆด้วยกำลังของใจเวลาที่ท่องเที่ยวอยู่จิตก็ทรงตัวแต่ว่าในยามปกติปรากฏว่าถ้าคุมอารมณ์หายใจเข้าออกก็ดีคุมภาวนาก็ดีใจอยู่ไม่ได้นานนักประเดี๋ยวก็เลื่อนลอยไปสู่อารมณ์อื่น

    สำหรับบรรดาท่านผู้ฟังก็ดีท่านผู้อ่านก็ดีท้องเรื่องของนิทานนี่โปรดอย่าเชื่อว่าเป็นความจริงให้ถือว่าเป็นเรื่องของนิทานจริงหรือไม่จริงก็พูดได้แต่เรื่องที่จะพูดทั้งหมดที่จริงคือข้อวัตรปฏ้บัติให้ถือเป็นเรื่องจริงได้ตัวเอกของนิทานก็ดีตัวรองของนิทานก็ดีไม่ใช่ของจริงและก็จงอย่าเชื่อเนื้อเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์จงอย่าถือเรื่องดวงดาวนี่เป็นเรื่องจริงเรื่องจังให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องนิทานแต่ความจริงถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ก็ไม่น่าหนักใจทั้งนี้ก็เตือนใจบรรดาท่านทั้งหลายที่กำลังเรียนวิทยาศาสตร์อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องดวงดาวต่างๆทำไมผู้พูดจึงพูดผิดกับความเป็นจริงที่นักวิทยาศาสตร์ทราบก็ขอให้ทราบว่าเป็นเรื่องของนิทาน

    ต่อไปก็เข้าเรื่องของจุไร มาวันที่๒๒กรกฎาคม๒๕๓๐ เธอก็นอนอยู่ที่นอกชานวันนี้เป็นวันแรม๑๒ค่ำของวันบันทึกแต่ว่านิทานก็ต้องเป็นข้างขึ้นสมมุติว่าวันนี้เป็นวันข้างขึ้นของกลางเดือน (กลางเดือนนี่ไม่มีขึ้นมีแรมนะ) เป็นวันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวงหลังจากเสร็จภาระกิจทุกอย่างแล้วเป็นเวลากลางคืนพระจันทร์แจ่มฟ้าจุไรจึงได้ชวนมารดาที่เคารพมานอนเล่นกลางนอกชานและก็มองดูดวงดาวต่างๆเธอยังถามแม่ว่า

    "คุณแม่เจ้าคะการทรงสมาธิจิตทำให้จิตทรงตัวและทรงสมาธิอยู่ได้นานๆขณะที่ไม่มองดูภาพต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาดูภาพหนูทรงสภาธิได้ดีใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ทรงอยู่ได้แต่ว่าเวลายามปกติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าก็ดีภาวนาก็ดีทรงตัวไม่ได้นานประเดี๋ยวอารมณ์อื่นก็เข้ามาแทรกที่เรียกว่าอารมณ์ฟุ้งซ่านทำแบบไหนจึงจะทำให้อารมณ์ทรงตัวได้นาน"

    ท่านแม่ก็เตือนว่า "ถ้าต้องการทรงตัวได้นานก็ให้ใช้เวลาน้อยๆคุมอารมณ์ให้จิตรู้อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้ลมหายใจเข้ารู้ลมหายใจออกและก็รู้การภาวนาให้นับ๑ถึง๑๐หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น๑หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น๒อย่างนี้ให้ถึง๑๐ถ้ายังไม่ถึง๑๐ถ้าบังเอิญจิตแลบไปสู่อารมณ์อื่นไปคิดอย่างอื่นนอกจากการรู้ลมหายใจเข้าออกหรือนอกจากรู้การภาวนา

    ให้ลงโทษจิตเริ่มต้นนับ๑ใหม่ถ้าทำอย่างนี้ไม่นานจิตก็จะมีการทรงตัวต่อไปทำจนชินไม่เกินครึ่งเดือนนับ๑ถึง๑๐จิตก็ยังไม่ไปไหน๒๐ก็ไม่ไปไหน๕๐ก็ไม่ไปไหน๑๐๐หรือ๒๐๐ก็ไม่ไปไหนการฝึกสมาธิให้ทรงตัวเขาทำอย่างนี้" และก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ปรารภกับจุไรว่า "การที่แม่เคยบอกไว้ว่าขณะใดที่มีอารมณ์ว่างเวลาเดินไปโรงเรียนก็ดีหรือไปเพื่อธุรกิจอื่นใดก็ดีนั่งอยู่ก็ตามให้จิตนึกถึงอารมณ์ภาวนาไว้คาถาภาวนาว่าอย่างไรว่าตามถนัดทำใจสบายๆเวลานั้นจะนึกถึงภาพพระพุทธรูปก็ดีภาพพระสงฆ์ก็ดีหรือภาพนิมิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามให้ปรากฏอยู่ในอกหรือว่าเห็นอยู่ข้างนอกก็ได้ตามใจชอบจิตนึกถึงภาพพระพร้อมคำภาวนาให้ทรงตัว"

    แม่ก็ถามจุไรว่า "อย่างนี้ลูกทำหรือเปล่า"

    จุไรก็บอกว่า "ทำเจ้าค่ะ"

    แล้วจุไรก็ถามคุณแม่ว่า "การทรงอารมณ์อย่างนั้นเวลาที่จิตจับภาพพระก็ดีรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดีภาวนาก็ดีตามถ้าจิตจับภาพจิตทรงได้นานมีสมาธินานแต่ว่าขณะใดถ้าจิตไม่จับภาพจิตทรงไม่ได้นานเป็นเพราะอะไร"

    คุณแม่ก็บอกว่า "ตามธรรมดาถ้าจิตไม่จับภาพจิตใช้อารมณ์ละเอียดมากไม่มีจุดเกาะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกสิณกสิณเป็นนิมิตมีภาพท่านถือว่าเป็นกรรมฐานหยาบสามารถทรงสมาธิได้ดีฉะนั้นขอจุไรลูกรักจงพยายามทรงสมาธิด้วยกำลังจับภาพ"

    และแม่ก็ถามต่อไปอีกว่า "เคยใช้อารมณ์อย่างนี้บ่อยไหม?"

    จุไรก็ตอบว่า "การจับภาพก็ดีภาวนาก็ดีใช้เป็นปกติเวลาจะเดินไปไหนก็ตามนั่งอยู่ก็ตามถ้าว่างจิตจะนึกเห็นภาพพระพุทธรูปก็ตามพระสงฆ์ก็ตามบางครั้งก็เห็นเป็นภาพพระพุทธเจ้าสวยสดงดงามมากอยู่ในอกบางครั้งก็มีสภาพแจ่มใสมากบางครั้งก็มีสภาพไม่แจ่มใสนัก"

    แม่ก็บอกว่า "ขณะที่ภาพแจ่มใสนั้นเวลานั้นแสดงว่าจิตว่างจากกิเลสมากกิเลสไม่หุ้มห่อตัวไม่มีความสกปรกของจิตเวลาไหนที่จิตเห็นภาพพระหรือสว่างน้อยแสดงว่าจิตมีความมัวหมองอยู่บ้างแต่มีความบริสุทธิ์มาก"

    แล้วแม่ก็ถามต่อว่า "ขณะที่จิตจับภาพพระเพลินอยู่มีภาพอื่นเข้ามาแทรกปรากฏว่าเป็นจริงมีไหม?"

    จุไรก็นั่งนึกก็ตอบกับคุณแม่ว่า "ความจริงมีเจ้าค่ะ" เธอก็บอกว่า "วันหนึ่งไปคุยกับคุณป้าแดงบ้านข้างๆกันคุณป้าแดงเธอถามว่า "จุไรหลานรักหลานนะฝึกสมาธิกับแม่ไปเที่ยวดวงดาวได้ใช่ไหม?" จุไรก็ตอบว่า "ได้เจ้าค่ะ" แล้วคุณป้าก็ถามว่า "เวลานี้คุณลุงสามีของคุณป้าตายไปหลายปีแล้วป้าอยากจะถามว่าเวลานี้คุณลุงมีความสุขหรือความทุกข์เกิดอยู่ที่ไหนหรือไม่"

    จุไรเรียนกับคุณแม่ว่า "เมื่อป้าแดงพูดอย่างนั้นจิตก็ไม่ได้คิดแต่ปรากฏว่าจิตเห็นภาพชายคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังป้าชายคนนั้นเป็นคนขาวเหลืองรูปร่างโปร่งแต่งเครื่องแบบนายทหารเรือเห็นหน้าแล้วก็ยิ้ม"

    จุไรก็กราบเรียนป้าบอกว่า "ตามธรรมดาหนูไปแต่ดวงดาวเป็นที่หยาบการเห็นผีเห็นเทวดายังไม่เคยฝึกกับแม่แต่เคยไปพระจุฬามณีเจดีย์สถานไปพบพระพบเทวดาก็เป็นวาระเดียวไม่เคยฝึกฝนอีกไม่แน่ใจว่าจะรู้หรือไม่รู้" คุณป้าฟังแล้วก็ยิ้มพยักหน้า

    จุไรก็พูดต่อไปว่า "ที่คุณป้าถามถึงคุณลุงที่ตายความจริงคุณลุงนี่ตายก่อนจุไรเกิดไม่กี่วันนักก่อนจุไรคลอดไม่กี่วันจุไรเลยไม่รู้จักคุณลุง"

    จุไรก็มองดูภาพชายที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณป้าแล้วก็ถามว่า "คุณลุงน่ะรูปร่างโปร่งขาวเหลืองหน้าตายิ้มเสมอเป็นนายทหารเรือใช่ไหม"

    คุณป้าหันมาทำตาโตก็แปลกใจว่า "ใช่จ๊ะจุไรลูกเห็นหรือ"

    จุไรก็ถามว่า "คุณลุงเวลาที่มีชีวิตอยู่คุณลุงชอบบูชาพระใช่ไหมเวลาจะไปทำงานคุณลุงก็ไปบูชาพระก่อนกลับมาคุณลุงเข้าห้องบูชาพระก่อนจะรับประทานอาหารหรืออาบน้ำก่อนจะหลับคุณลุงก็จะบูชาพระก่อนวันเสาร์-อาทิตย์คุณลุงชอบใส่บาตรเป็นความจริงไหมเจ้าคะ"

    คุณป้าก็ตอบว่า "จริง" แล้วป้าก็ถามว่า "จุไรหนูรู้ได้อย่างไร"

    เธอก็บอกว่า "หนูไม่เคยฝึกเรื่องนี้แต่พอคุณป้าถามหนูก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังคุณป้ารูปร่างตามที่ว่านี้เป็นคุณลุงใช่ไหม" คุณป้าก็ยอมรับ

    จุไรจึงกราบเรียนให้คุณแม่ทราบว่า "ลูกยังไม่เคยฝึกแต่ความจริงเมื่อคุณป้าถามเข้าจิตมันเห็นภาพนั้นถูกหรือไม่ถูกเจ้าคะ"

    คุณแม่ก็บอกว่า "นั่นถูกการเห็นเป็นทิพจักขุญาณลูกทำได้คล่องแล้วโดยไม่นึกถึงก็ทราบทันทีเพราะกิจใดก็ตามควรจะรู้ทิพจักขุญาณถ้าคล่องจะรู้ได้ทันทีแล้วก็ประการที่สองการรู้เรื่องของคนตายแล้วก็แดนเกิดใหม่อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าจุตูปปตญาณรู้การเกิดและการตายของสัตว์ก็แสดงว่าลูกจุไรนี่มีการคล่องใน ทิพจักขุญาณและจะตูปปตญาณ แล้วความจริงญาณต่างๆจะเป็นจุตูปปตญาณก็ดีเจโตปริยญาณก็ดีปุพเพนิวาสนานุสสติญาณก็ตามทั้งหมดก็มาจากทิพจักขุญาณอย่างเดียวเมื่อได้ทิพจักขุญาณคล่องตัวแล้วทุกอย่างก็จะคล่องหมดเพราะเอาทิพจักขุญาณไปใช้ในกิจนั้น"

    จุไรก็ถามว่า "การได้ญาณต่างๆมีประโยชน์อย่างไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "หมดสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอะไรมีที่ไหนเราสามารถจะพิสูจน์ได้"

    ต่อมาจุไรก็เบนเรื่องถามคุณแม่บอกว่า "เรานอนตรงนี้เวลานี้เวลานี้ยังไม่ไปเที่ยวดีไหมเจ้าคะ"

    คุณแม่ก็ถามว่า "ไปเที่ยวที่ไหน"

    เธอก็ตอบว่า "ตั้งใจจะไปโลกพระพฤหัสบดีโลกพฤหัสบดีก็ดีดาวพฤหัสบดีก็ตามยังไม่ได้ไปไปแต่ดาวพุธวันนี้อยากจะไปแต่หนูยังไม่อยากไปเจ้าค่ะอยากจะนอนชมดาวเล่นเพลินๆเสียก่อน"

    คุณแม่ก็ถามว่า "จะชมดาวอะไร?"

    จุไรก็บอกว่า "เวลานี้เราอยู่ที่ดาวชมภูคือโลกมนุษย์ธรรมดานอนหงายแหงนหน้าขึ้นมาเห็นดวงจันทร์อันนั้นเป็นดวงจันทร์ที่เคยเป็นมาแล้วแต่ดวงจันทร์จริงๆนี่เวลามองดูที่บ้านหรือที่ภาคพื้นเมืองมนุษย์เห็นดวงจันทร์สว่างมากคล้ายกับดวงใหญ่แสนเย็นตาสบายใจแต่เวลาเข้าไปจริงๆจันทร์ก็ไม่มีแสงปรากฏว่าเป็นพื้นโลกประเภทหนึ่งถ้ามองจากที่นี่ไปถ้ามองจากจิตไม่ใช้ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่แล้วก็เป็นดินเป็นหินเป็นทราย"

    แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า "ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนักมีนักเจริญฌานพวกหนึ่งที่เรียกว่าพรหมศาสตร์คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อนไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชมกลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือจะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ"

    จุไรก็ถามว่า "คนที่ได้ฌานสมาบัติในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "มีมากอย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อยเป็นเศษๆของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"

    จุไรก็มองต่อไปว่า "ถ้าเรานอนตรงนี้ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อแต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็นแต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคารดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหินแล้วก็มีแร่ธาตุมากถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบๆดาวอังคารเป็นหมอกแต่ไม่หนานักแต่ก็ไม่บางเกินไปคล้ายๆกับแสงกระไอหรือว่าเศษของหมอกย่อมๆลอยอยู่รอบตัว"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"

    แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธชมดาวความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอนอาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่างๆจากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทานจงอย่าเชื่อฟังกันสนุกๆจะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจมองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่นเห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไปอยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์

    เรียกว่าเป็นล้านๆไมล์ไกลมากแต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้นเพราะอาศัยถูกความร้อนแต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็กขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนักฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง

    ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่ แล้วก็เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย"

    แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า "ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนัก มีนักเจริญฌานพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าพรหมศาสตร์ คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อน ไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชม กลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์ ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือ จะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้ แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ"

    จุไรก็ถามว่า "คนที่ได้ฌานสมาบัติ ในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "มีมาก อย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อย เป็นเศษ ๆ ของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน อย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้ ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้ แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"

    จุไรก็มองต่อไปว่า "ถ้าเรานอนตรงนี้ ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็น แต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคาร ดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหิน แล้วก็มีแร่ธาตุมาก ถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบ ๆ ดาวอังคารเป็นหมอก แต่ไม่หนานัก แต่ก็ไม่บางเกินไป คล้าย ๆ กับแสงกระไอ หรือว่าเศษของหมอกย่อม ๆ ลอยอยู่รอบตัว"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"

    แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธ ชมดาว ความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอน อาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่าง ๆ จากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทาน จงอย่าเชื่อ ฟังกันสนุก ๆ จะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจ มองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่น เห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไป อยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์

    เรียกว่าเป็นล้าน ๆ ไมล์ไกลมาก แต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้น เพราะอาศัยถูกความร้อน แต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธ ปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะ ดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็ก ขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนัก ฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธ ฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง

    จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เท่าที่เราไปกันมา หนูไปมาแล้ว ดาวพุธมีสภาพด้านหน้าร้อนจัด ด้านหลังก็เย็นจัด ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ถ้าเราจะเอาบาตรลูกใหญ่ ๆ เอาวางไว้ใกล้ ๆ กองเพลิง แต่ก็ไม่ติดเลย สุมไฟกองย่อม ๆ เอาบาตรวางไว้ห่างไปสัก ๒-๓ วา ด้านหลังก็เอาน้ำฉีดเป็นละอองเข้ามาปะทะ อยากจะทรายว่าด้านหน้ากับด้านหลังจะร้อนเท่ากันไหม"

    จุไรก็ตอบว่า "ด้านหลังถึงแม้ไม่มีน้ำก็ร้อนไม่เท่าด้านหน้า และประการที่สองถ้าถูกน้ำเข้าด้วยก็จะเย็นมากกว่า จะไม่มีความร้อนนัก จะร้อนบ้างก็ไม่มาก ส่วนปลายสุดที่ความร้อนลามไปไม่ถึงอาจจะเย็นเฉียบก็ได้"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ดาวพุธก็มีสภาพอย่างนั้น ลูกก็ไปมาแล้วก็ทราบตามความเป็นจริงว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนจัด ด้านหลังค่อย ๆ มีความชุ่มชื้นเข้าไป เรียกว่า ๒ ใน ๓ ของดาวพุธร้อน ๆ เกินสมควรที่จะมีสัตว์อยู่ ๑ ใน ๓ ตอนปลายของดาวพุธสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ได้"

    ก็รวมความว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนก็จริงแหล่ แต่ทว่าด้านหลังเย็นจึงมีชีวิตอยู่ได้ เธอก็มองไปอีกทีก็เห็นดาวพฤหัสซึ่งอยู่เยื้องจากดาวพุธออกไปไกลมาก มองเป็นดาวดวงใหญ่ มองไปทีไรเห็นดาวพฤหัสไม่ชัดนัก เพราะว่าภายนอกรู้สึกว่ามีเมฆหรือมีละอองหมอก มีความหนามาก หมอกมีการหมุนตัวคล้ายพายุพัดไปพัดมาอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าโลกมนุษย์เรามองเห็นเมฆลอยอยู่เบื้องบน เมฆก้อนขาวก็ตาม เมฆก้อนดำก็ตาม เป็นก้อนทึบที่เรียกว่ามองเห็นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่าอยู่ไกลมาก

    และก็บางคราวจะเห็นเมฆทั้งหลายเหล่านั้นลอยลิ่วไปด้วยกำลังลมลอยเร็ว บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า สำหรับดาวพฤหัสก็มีสภาพเหมือนกัน ข้างนอกรู้สึกว่ามีความหมุนของอากาศเยอะ จะกล่าวว่าเป็นเมฆหรือหมอกก็ได้ ลอยไปลอยมาหมุนอยู่ มีสภาพเหมือนว่าดาวพฤหัสไม่สามารถจะมีอะไรอยู่ได้ แต่เมื่อใช้กำลังใจมองเข้าไปจริง ๆ ก็ปรากฏว่าดาวพฤหัสกับความหมุนของลม หรือเมฆหมอกที่หมุนอยู่ภายนอกไกลกันมาก ซึ่งไม่ต่างกับโลกมนุษย์ที่เราเห็นเมฆขาวหรือเมฆดำลอยหนาทึบอยู่ไกลแสนไกล แต่ว่าถ้าหากเราขึ้นเครื่องบินไป เครื่องบินบินขึ้นไปสัก ๒ หรือ ๓ หมื่นฟิต มองลงมาแล้วจะเห็นเมฆหมอกทั้งหลายเหล่านั้นคล้ายกับผืนแผ่นดินก็รวมความว่าดาวพฤหัสก็มีสภาพเช่นเดียวกัน

    เธอก็บอกกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขาดาวพฤหัสนี่มองไกล ๆ คล้ายกับจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้วดาวพฤหัสก็เป็นดาวดวงใหญ่โตและก็เกลี้ยง มีความร้อนน้อยกว่าดาวพุธมาก ทั้งดวงของดาวพฤหัสมีการหมุนตัว ความร้อนก็ไม่หนักคล้ายกับโลกมนุษย์หรือโลกชมภูที่เราอยู่ ฉะนั้นดาวพฤหัสนี่ฝรั่งเขาว่าไม่มีคน แต่ว่าเราเป็นนิทานก็ต้องมีคนเพราะพฤหัสเป็นสมพระเคราะห์ เป็นดาวที่ให้ความสุขก็ต้องมีคน"

    เธอก็มองผ่านไปจากดาวพฤหัสก็มองไปเห็นดาวศุกร์ ดาวศุกร์นี่สีสุกจริง ๆ เวลากลางคืนสว่างจ้า เวลาธรรมดาที่เราอยู่ที่โลกนี้จะมองเห็นทางด้านทิศตะวันตก ดาวศุกร์สว่าง ดาวศุกร์นี่ก็มีความเยือกเย็นไม่เท่ากัน ด้านนอกถ้ามองเข้าไปจะเห็นว่าดาวศุกร์นี่มีหิมะมาก ปกคลุกมากตอนท้ายมีสภาพหนาวจัดสัตว์ทั้งหลายมีขนยาวมาก แต่มองเข้าไปให้ทั่วบางจุดก็มีความอบอุ่น บางจุดก็ค่อนข้างร้อนนิดหน่อย ก็รวมความว่าถ้าร้อนก็ร้อนพอทนได้ อย่างโลกชมภูที่เราอยู่นี่ ดาวศุกร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก เธอก็มองไปอีกเห็นดาวดวงเล็ก ๆ ไกลขึ้นสูงจากดาวพระศุกร์ ถ้ามองเห็นด้วยตาเปล่า ดาวพระศุกร์ก็ดี ดาวดวงเล็กก็ดีมองด้วยตาเนื้อมองเห็น แต่ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น

    เธอก็ถามคุณแม่ว่า "ดาวดวงเล็ก ๆ นั่นที่พระท่านปรารภว่าเป็น ดาวจามร ใช่ไหม"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่"

    เธอก็ใช้ตาใจมองไป ตาเนื้อมองเห็นเล็กนิดเดียว ตาใจมองไปรู้สึกว่าดาวดวงนี้ใหญ่เป็นโลกที่มีความใหญ่ไพศาลไม่น้อย มีผู้คนอยู่อาศัยเหมือนดาวศุกร์ดาวพฤหัสเหมือนกัน และก็ปรากฏว่าวิทยาศาสตร์เขาก็เจริญรุ่งเรือง เวลามันน้อยถอยลงมา วกจากดาวศุกร์ก็ถึงดาวพฤหัสแยกออกไปทางด้านทิศเหนือของโลกนิดหน่อย เจอะดาวเสาร์ ดาวเสาร์เวลานี้อยู่มุมอับ รู้สึกว่าอยู่ไกลแสงอาทิตย์มาก ดาวเสาร์นี่จริง ๆ เขาเรียกว่า "ดาวอันธพาล"

    ก็รวมความว่าเป็นดาวอับจุดหนึ่ง แต่ยังไม่อธิบายอะไร มองแล้วก็เห็นว่าไม่น่าอัศจรรย์ใจ ก็กลับไปอีกทีหนึ่ง พุ่งขึ้นไปทางด้านทิศสูงขึ้นไป ถ้าว่าถึงโลกปัจจุบันก็ต้องเป็นด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โลกนี้เป็นโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง มีแสงสว่างจากแก้วและโลกนี้มีป่า มีคนเหมือนกัน

    เธอก็ถามคุณแม่ว่า "คนประดับประดาเพชรนิลจินดาแพรวพราวมาก ร่างกายเขามีแสงสว่างมีเพชรประดับทั้งกาย ทั้งหมวก ทั้งกางเกง ทั้งรองเท้าก็มีเพชร แต่รูปร่างหน้าตาของคนเหมือนแขก ผิวดำ ๆ แต่ชอบสวย"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า โลกสิปปัง หรือศิลปะ" (ภาษาโบราณเขาเรียกว่า สิปปัง ถ้าพูดตามความเป็นจริงสมัยนี้เขาเรียกว่า ศิลปะ ชอบแต่งตัว เป็นคนชอบโก้) ถอยหลังลงมาทางด้านทิศตะวันออก ถึงกึ่งกลางพุ่งไปทางด้านเหนือ เป็นดาวมฤตยู ดาวนี้เขาเรียกว่า "ดาวผู้ฆ่า" ดาวมฤตยูดวงนี้เป็นดาวที่แปลกไกลแสงอาทิตย์มาก แสงอาทิตย์ก็ส่องไม่ถึงเหมือนกัน แต่มีความแกร่งในนั้นมีอะไรบ้างก็จะว่ากันทีหลัง ไล่มาทางด้านทิศตะวันออกอีกใกล้ๆ กันระหว่างดวงจันทร์กับดาวอังคารใกล้ ๆ กันพุ่งไปทางด้านทิศเหนือ ดาวนี้มีแสงสว่างจ้าไพศาลมาก แพรวพราวเป็นระยับเหมือนแก้ว คนทุกคนก็มีแก้วประดับกาย มีแสง มีต้นหมากรากไม้มีพิชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์มาก คนก็สวย

    จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "โลกนี้หรือดาวดวงนี้เขาเรียกว่าอะไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า กุรุ ที่เป็นคนที่มีศีลธรรมมาก" (เวลามันใกล้จะหมด)

    เธอก็ลดตัวลงมา มองไปอีกทีว่าดวงดาวที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เวลาเช้ามืดมีแสงสว่างจ้าคล้ายดาวพระศุกร์ตอนหัวค่ำ ดาวนี้ผู้ใหญ่คนแก่เรียกว่า "ดาวกระพริบ หรือว่า ดาวกัลปพฤกษ์" มีแสงสว่างมาก ถ้าพระก็ถือว่าเป็นดาวตีระฆัง ถ้าดาวดวงนี้ขึ้นตีระฆังเช้ามืดได้ พระทำวัตรสวดมนต์หรือท่องหนังสือเจริญพระกรรมฐาน ถ้าชาวบ้านก็เตรียมหุงข้าว ชาวนาก็เตรียมออกไถนา เป็นดาวยาม เป็นเครื่องสังเกตว่าถ้าดาวดวงนี้ขึ้นก็ใกล้สว่างประมาณตี ๔ ดาวดวงนี้อยู่ไม่ไกลโลกนัก มีแสงสว่างมาก

    คุณแม่ก็บอกว่า "ดาวดวงนี้ก็ดี ดาวกัลปพฤกษ์หรือดาวกระพริบก็ตาม ดาวพระศุกร์ก็ตาม ดาวทั้ง ๒ ดวงนี้ถ้ามองห่าง ๆ จะเห็นว่ามีหิมะล้อมรอบ ประกายของหิมะต้องแสงอาทิตย์เข้าเกิดแสงสว่างจึงแปลกกว่าดาวดวงอื่น ถ้าสูงขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งเป็นดาวดวงไม่ย่อมนัก แต่อยู่ไกล ๆ มองดูเล็ก อยู่ในโลกมนุษย์สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ดวงเล็กมาก ต้องตาดี ๆ"

    คุณแม่ก็บอกต่อไปอีกว่า "ดาวดวงนี้มีคน และเป็นคนที่เก่งวิทยาศาสตร์มาก เขาเรียกว่า ดาวสูตู"

    เธอก็มองตามไปเห็นคนรูปร่างเกร็งคล้ายแขกมีผิวดำ หน้าตาเหี้ยม เป็นคนที่ยิ้มยาก ต่างกันกับดาวจามร ดาวจามรเป็นคนสวย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนมีเมตตา แต่ดาวสูตูแปลกกว่าก็คือว่าหน้าตาดุร้าย ท่าทางเอาจริงเอาจัง

    ก็เป็นอันว่าแม่กับจุไรก็คุยกันไปคุยกันมา แม่ก็เตือนว่า "จุไรลูกรัก นี่เราคุยกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แม่ก็คอแห้งนะ ขอหยุดแต่เพียงเท่านี้"

    ต่อไปนี้บรรดาลูกรักทั้งหลาย ขอพักชั่วคราว ประเดี๋ยวคุยกันใหม่ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักทั้งหลาย สวัสดี
     
  3. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๓.จุไรท่องเที่ยวดวงอาทิตย์ ตอนที่ ๑
    โดย ส.ธ.

    ลูกหลานทั้งหลาย นิทานเรื่องนี้ ตอนแรก พูดไปมันเหนื่อยมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะการป่วยไข้ไม่สบายมันยังไม่หมด ฟังเรื่องพี่ปากแกเล่าเรื่องหนูไปฟัง ฟังไป ๆ ก็รู้สึกชอบใจ ว่านิทานนี่ดี จะทำอะไรก็ได้ หนูก็เหาะได้ สามารถเดินน้ำดำดินได้ตามชอบใจ เพราะเรื่องของนิทาน แต่ความจริงนิทานนี่ไม่ใช่เรื่องก่อขึ้นเสมอไป บางทีก็เป็นเรื่องจริง แต่ว่าเป็นเรื่องจริงที่หาเหตุผลไม่ได้ก็ต้องบอกว่าเป็นนิทาน

    ต่อนี้ไปก็จะเล่าเรื่องของจุไรท่องเที่ยวจักรวาลต่าง ๆ ประวัติความเป็นมาของจุไรเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ แม่ชื่ออะไรไม่ต้องบอก แม่เก็เป็นคนดี มีความเคารพในพระพุทธเจ้ามาก เคารพในพระธรรม เคารพในพระอริยสงฆ์ มีศีล 5 ่บริสุทธิ์เป็นปรกติ มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร อุเบกขาวางเฉยเมื่อใครเพลี่ยงพล้ำไม่ซ้ำเติม แม่ตั้งอยู่ในความกตัญญูรู้คุณต่อท่านผู้ใหญ่มาก

    จึงสอนให้จุไรลูกสาวเป็นคนมีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร มีจิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร วางเฉยไม่ซ้ำเติมใคร เคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม พระอริยสงฆ์ และก็มีศีล 5 บริสุทธิ์ ลูกสาวที่น่ารักของคุณแม่ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะมีความกตัญญูรู้คุณ ตอบสนองคุณความดีของคุณแม่ด้วยการปฏิบัติตามทุกอย่าง แม่ไม่หนักใจ จุไรไปโรงเรียนก็มีความกตัญญูรู้คุณในครูบาอาจารย์ ไม่เคยดื้อด้าน ครูตั้งใจสอนแบบไหน จุไรตั้งใจเรียนทุกอย่าง เวลาครูสอนตาดู หูฟัง ใจติดตาม ถ้าสงสัยก็จดไว้ ตั้งใจทุกอย่าง

    ฉะนั้นการศึกษาของจุไรจึงไม่น้อยหน้าใคร ครูก็ยกย่องสรรเสริญในสถานที่ทั้งหลายเมื่อไปพบผู้ใดเข้า ครูก็ยกย่องจุไรว่าเป็นเด็กแสนดี ตั้งใจเรียนดี มีความรู้ความฉลาด และครูก็ตั้งใจให้ความสะดวกสบายทุกอย่าง เธอต้องการอะไรถ้าไม่เกินวิสัยของครู ครูก็ให้ทุกอย่างตามที่เธอต้องการ อันนี้เป็นผลของความดีที่เด็กตั้งใจเรียน มีความกตัญญูรู้คุณ ใครไปใครมาโรงเรียนก็อยากจะทรายว่าเด็กหญิงจุไรอยู่ที่ไหนรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อครูแนะนำให้เธอรู้จักกับใคร เธอก็ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ พูดจาไพเราะ ฉะนั้นบรรดาลูกหลานทั้งหลายก็ควรจะเอาอย่างจุไร เมื่อเธอกลับมาบ้านแม่ก็มีความปลื้มใจ จุไรก็มีความสุข เพราะลูกเป็นคนดี แม่เป็นคนมีศีลธรรม

    วันหนึ่งหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ อาบน้ำอาบท่าทำการบ้านแล้ว จุไรก็นั่งคุยกับแม่ ความจริงคิดจะเล่าเรื่องนิทานความฝันของจะไร ตอนนี้ก็ไม่ฝันละ เพราะมีนิทานตัวอย่างแล้ว ขึ้นชื่อว่านิทานอะไรก็ได้ ใครจะหาว่าเป็นการมุสาวาทก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของนิทาน ขอเล่าว่าเวลาตอนค่ำ จุไรก็มานั่งนึกถึงหนุมานตอนที่พระลักษณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ พระราม หรือ พระนารายณ์ ใช้หนุมานไปห้ามพระอาทิตย์ พระแสงพระอาทิตย์ถ้าต้องหอกโมกขศักดิ์เข้าพระลักษณ์จะตาย จุไรก็คิดว่าหนุมานเป็นลิง ก็สามารถเหาะได้

    แต่เป็นลิงของพระนารายณ์มีฤทธิ์มีฤทธิ์ก็เป็นของไม่แปลก แต่ก็น่าแปลกที่พระนารายณ์เป็นนายกลับไม่มีฤทธิ์จะเหาะสู้หนุมานไม่ได้ อันนี้ก็แปลกเหมือนกัน สงสัย และต่อไปจุไรก็มาคิดว่าหนู 2 ตัว พ่อผัวเมีย แล้วก็ลูกสาวหนู ที่เขาต้องการยกลูกสาวให้เป็นภรรยาของพระอาทิตย์ทั้ง 3 ก็เหมาะไปได้ถึงดวงอาทิตย์ จุไรก็เกิดความสงสัย ว่าพระอาทิตย์ในเรื่องรามเกียรติ์เป็นไฟกองใหญ่ ที่พระสุริยะเทพบุตรเอาเชือกผูกท้ายรถ และผูกดวง พระอาทิตย์ลากออกไปให้โลกสว่าง เหมือนกับเป็นคบเพลิงส่องโลกให้สว่าง มีความร้อน พอหนุมานเข้าไปไฟไหม้หมด แต่ทว่าหนูทั้ง 3 ตัวเข้าไปไฟไม่ไหม้ ก็เกิดความสงสัย ถามคุณแม่ว่า

    "อยากจะทราบว่าพระอาทิตย์ ความจริงเป็นไฟ หรือไม่เป็นไฟ อยู่ที่ไหน ไกลแสนไกล ทำไมหนุมานจึงไปได้ หนูจึงไปไม่ได้ และอยากจะทราบว่าทำไมหนูจึงไม่ไหม้ไฟ หนูมานไหม้ไฟแต่มีขนเพชร พระอาทิตย์ก็สามารถชุบให้เป็นตัวตนกลับเข้ามาได้"

    แม่ฟังแล้วก็ยิ้ม ก็ถามว่า "จุไรลูกรัก ลูกอยากจะดูพระอาทิตย์หรือ หรือจะไปเที่ยวดวงอาทิตย์"

    จุไรก็บอกว่า "แสงอาทิตย์ก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี ลูกเห็นทุกวัน แต่ว่าเวลานี้แสงอาทิตย์หายไป มีแต่แสงจันทร์ขึ้นมาแทน เวลาตอนเช้ามีแสงอาทิตย์ ลูกคิดอยากจะไปดวงอาทิตย์ แต่ก็เกรงไฟจะไหม้อย่างหนุมาน แต่ว่าการที่หนูทั้ง 3 ตัวเข้าไปนั้น เขาเข้าทางไหนไฟจึงไม่ไหม้หนู"

    แม่ฟังแล้วก็ยิ้ม แม่ถามว่า "ลูกอยากจะไปจริง ๆ หรือ?"

    จุไรก็บอกว่า "หนูอยากจะไป"

    แม่ก็บอกว่า "การไปดูดวงอาทิตย์หรือจักรวาลต่าง ๆ เป็นของไม่หนัก ถ้าลูกมีความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์จริง มีศีล 5 บริสุทธิ์จริง มีพรหมวิหาร 4 จริง และก็มีความกตัญญูรู้คุณจริง อย่างนี้พื้นฐานดีแล้ว ถ้าสามารถฝึกจิตอีกนิดหน่อย สามารถไปเที่ยวจักรวาลต่าง ๆ ได้"

    จุไรฟังแม่แล้วก็ชื่นใจ อยากจะทำตามแม่ว่า ก็ถามว่า "การเคารพพระไตรสรณาคมน์ก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญพรหมวิหาร 4 ก็ดี มีความกตัญญูรู้คุณก็ดี ที่หนูทำอยู่เวลานี้สมบูรณ์หรือยัง"

    แม่ก็บอกว่า "ตามที่แม่ดูจริยาของลูกสมบูรณ์ทุกอย่างแล้วลูก"

    จุไรก็ถามว่า "ถ้าอย่างนั้นหนูอยากจะไปดูพระอาทิตย์ อยากจะไปที่ดวงอาทิตย์เลย และก็ต้องการไม่ให้พระอาทิตย์เผาผลาญเหมือนหนุมานจะทำอย่างไร?"

    คุณแม่ก็บอกว่า "เป็นของไม่ยาก จุไรลูกรัก เวลานี้จุไรยังเป็นเด็กอายุเพียงแค่ 5 ปี นิวรณ์ต่าง ๆ คือความชั่วร้ายที่เข้ามาสิงใจนี้ไม่มี จิตใจประกอบไปด้วยความบริสุทธิ์ ต่อนี้ไปถ้าตั้งใจ อยากจะไปดูดวงอาทิตย์จริงแม่จะพาไป"

    จุไรฟังแล้วก็ยิ้มมองหน้าแม่ ถามว่า "คุณแม่ไปได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ"

    แม่บอกว่า "จักรวาลต่าง ๆ แม่ไปได้หมด สวรรค์ก็ดี นรกก็ดี แดนเปรต อสุรกายก็ดี ในโลกนี้ทั่วจักรวาลแม่ไปได้หมด พรหมแม่ก็ไปได้ นิพพานแม่ก็รู้จัก"

    จุไรก็ถามว่า "สวรรค์มีจริงหรือ?"

    แม่ก็ตอบว่า "แม่ไปมาแล้วมีจริง ๆ พรหมก็มี นรกก็มี เปรตก็มี อสุรกายก็มี นิพพานก็ปรากฏจากดวงใจอันเป็นทิพย์ของแม่"

    จุไรก็ถามว่า "เขากล่าวกันว่านิพพานสูญ"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "เรื่องนิพพานสูญเป็นของจริง แต่ว่านิพพานสูญจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สูญจากความชั่วทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าความชั่วนิดหนึ่งไม่มีในบุคคลที่เข้าสู่นิพพาน"

    จุไรถามว่า "ถ้าอย่างนั้นนิพพานก็เป็นเมือง"

    แม่ก็ตอบว่า "ถ้าจะถือว่าเป็นเมืองอย่างชาวโลกก็ไม่ใช่ จะถือว่าไม่มีเลยก็ไม่ถูก เพราะว่าขึ้นชื่อว่านามธรรม อย่างนรก เขาเรียกกันว่าเมืองนรก แต่คนเราขาดความเป็นทิพย์ของใจ ไปจะไม่เห็นเมืองนรก เทวดาเขาเรียกว่าเมืองสวรรค์ ถ้าคนที่ขาดความเป็นทิพย์ก็ไม่สามารถจะเห็นสวรรค์ได้ ไม่สามารถจะเดินไปชมสวรรค์ได้ พรหมโลกเขาถือว่าเป็นเมืองพรหม เราก็ไม่สามารถจะเห็นด้วยตาเนื้อได้ ขาดความเป็นทิพย์เห็นไม่ได้ ถ้าจิตใจไม่เป็นทิพย์ก็ไปสู่แดนพรหมไม่ได้

    แต่ความจริงเขามีสถานที่อยู่กัน สำหรับนิพพานก็เช่นเดียวกัน นิพพานเป็นดินแดนที่มีความบริสุทธิ์ที่สุด นั่นก็หมายความว่า เป็นเมืองเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี มีความบริสุทธิ์น้อย คือมีคุณธรรมเพียงแค่ 2 อย่าง ได้แก่ หิริ และ โอตตัปปะ "หิริ" อายความชั่ว "โอตตัปปะ" เกรงกลัวผลของความชั่ว ไม่ทำความชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ตายจากความเป็นคนหรือสัตว์ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าได้ แต่มีความดียังอ่อนอยู่ ถ้ามีความดีสูงกว่านั้น มีหิริและโอตตัปปะ เป็นฌานสมาบัติ คือจิตทรงตัว สามารถไปเกิดในแดนของพรหมได้ ก็เป็นเมืองพรหมเหมือนกัน แต่คนที่มีความเป็นสุขที่สุด กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมไม่มีอยู่เลยในใจ และก็จิตใจตัดความโลภ ตัดความโกรธ ตัดความหลงได้อย่างนี้ไปอยู่แดนนิพพาน

    ฉะนั้นแดนทั้ง 3 นี้เป็นนามธรรม จะถือว่าสูญก็ไม่ถูก ถ้าสูญก็ต้องสูญทั้งหมด ถ้าหากว่าถือว่าไม่สูญก็ต้องไม่สูญเหมือนกันหมด

    คำว่า "สูญ" ก็หมายความว่า สมมุติว่าคนตาบอด ถ้าไปคลำจะรู้จักแค่มุม ฉะนั้นคนที่มีความเป็นทิพย์อย่างอ่อนจะรู้จักเทวดาได้ รู้จักความเป็นทิพย์อย่างกลาง จะรู้จักพรหมได้ ถ้าบริสุทธิ์ทั้งหมดความเป็นทิพย์ทั้งหมดเข้มแข็ง สะอาดหมดจดจะรู้จักนิพพานได้ ก็รวมความว่าเรื่องนี้หนัก ลูกรัก ของมีจริง แต่ว่าอย่าเพิ่งรู้เลย รู้สั้น ๆ ก่อน ไปจักรวาลต่าง ๆ ก่อน"

    จุไรก็ยอมรับ ถามคุณแม่ว่า "ถ้าหนูอยากจะไปดูดวงอาทิตย์ คุณแม่จะนำไปได้ไหม"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "แม่นำไปได้เฉพาะคนที่มีความดีพถอ ความดีในการมีศีล พรหมวิหาร 4 เคารพไตรสรณาคมน์ เพราะลูกมีพอ แต่ยังขาดอะไรอยู่นิดหนึ่ง คือความเป็นทิพย์ของจิต ถ้าสามารถชำระจิตให้มีความเป็นทิพย์อย่างอ่อนได้ แม่พาไปได้ทุกภพ"

    จุไรก็ถามว่า "จะให้หนูทำอย่างไร"

    แม่ก็ตอบว่า "อันดับแรก ให้หนูนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วใช้คำภาวนาว่า "พุทโธ" และก็คำภาวนานี้ไม่จำกัด จะเป็น "พุทโธ" หรืออะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่เวลานี้อันดับแรกลูกภาวนานึกในใจว่า "พุทโธ" ก่อน เวลาหายใจเข้านึกว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกว่า "โธ" แล้วก็เวลาหายใจเข้า หายใจออกทำใจสบาย จิตใจนึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง"

    จุไรก็มองซ้ายมองขวา เห็นพระพุทธรูปที่บูชา ก็ถามคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา องค์นี้ได้ไหม"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ได้ พระที่เราบูชาทุกวันนี้เป็นของดีเราจำได้แม่น"

    จุไรถามว่า "ทำอย่างไร"

    คุณแม่ก็บอกว่า "หลับตาซิลูก ก่อนหลับตากราบพระซะก่อน กราบครั้งแรกนึกถึงว่าเรากราบพระพุทธเจ้า กราบครั้งที่สองนึกกราบพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กราบครั้งที่สามก็นึกว่าเรากราบพระสงฆ์

    จุไรกราบสามครั้ง สามครั้งไปแล้วก็เลยกราบครั้งที่สี่ หันมาทางแม่บอกว่า "คราวนี้หนูขอกราบแม่ที่มีพระคุณใหญ่" แม่ก็ยกมือรับไหว้

    หลังจากนั้นแม่ก็บอกว่าให้จุไรนั่ง นั่งท่าไหนก็ได้ หลับตา ก่อนหลับตาดูพระพุทธรูปก่อน นึกถึงภาพจำให้ได้ แล้วก็นั่งหันหลังให้พระพุทธรูป นั่งหลับตาหายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ" นึกถึงภาพพระพุทธรูป แม่ก็ถามว่า "จำได้หรือยังลูก"

    จุไรก็บอกว่า "จำได้ชัดจ้ะแม่ เห็นทุกวัน"

    แม่ก็บอกให้จุไรลืมตา แต่หันหลังให้พระพุทธรูป "นึกถึงภาพพระพุทธรูป จำได้ไหมลูก"

    จุไรก็ตอบว่า "จำได้"

    ต่อจากนั้นไปแม่ก็บอกให้จุไรหลับตา "นึกถึงภาพพระพุทธรูป ขอพรท่านว่า ต่อนี้ไปลูกจุไรจะไปดูดวงอาทิตย์ แม่จะนำไป"

    จุไรก็นึกตามนั้น พอนึกตามนั้นก็ปรากฏมีกาย ๆ หนึ่งออกจากกายเนื้อ จุไรก็มีความรู้สึกว่าเรามาอยู่นอกกายมองร่างกายเดิมเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก กายใหม่นี่สวยกว่า แพรวพราวเป็นระยับ มีเครื่องประดับเป็นเพชร เนื้อแท้ของจุไรจริง ๆ ก็เป็นแก้วแพรวพราวเป็นระยับ หน้าตารูปร่างทรวดทรงสวยสดงดงามกว่ามาก ก็เห็นร่างกายของแม่ลอยอยู่นอกกายเหมือนกัน สวยกว่าจุไรมาก จึงได้กราบแม่ ถามคุณแม่ว่า "แม่ ทำไมเป็นอย่างนี้"

    คุณแม่ก็บอกว่า "ลูกรัก การจะไปสู่โลกต่าง ๆ เราเอาเนื้อไปไม่ได้ลูก ต้องไปเฉพาะกายแท้ นี่กายของเราแท้ ๆ ร่างกายที่นั่งอยู่นั่นเป็นเปลือกหรือเรือนร่างที่เราอาศัยชั่วคราว"

    หลังจากนั้น (เวลาเหลือน้อย ตอนนี้ก็ขอเล่าลัด ๆ) คุณแม่ก็พาจุไร อันดับแรกไปพระจุฬามณีเจดียสถาน ดินแดนของสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เข้าไปที่นั้น ก็พบพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์สาวกมากมาย เต็มพระจุฬามณี เป็นดินแดนที่มีความสวยสดงดงามมาก แม่ก็พาจุไรเข้าไปไหว้พระพุทธเจ้า ไหวพระสงฆ์ กราบท่าน

    พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ ถามว่า "จุไร ลูกอยากจะไปดูพระอาทิตย์หรือ"

    จุไรก็กราลทูลว่า "ลูกอยากจะไปดูเจ้าค่ะ เพราะอาศัยแสงอาทิตย์สว่างมานานหลายปี ความดีของพระอาทิตย์มีมาก ลูกจะไปขอบคุณท่าน"

    เมื่อพูดเท่านั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ท่านบอกว่า "เอาละ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดกัน ถ้าอยากจะดูดวงอาทิตย์ไปที่ดวงอาทิตย์ ตามตถาคตมา"

    บรรดาท่านผู้ฟังและลูกรักทั้งหลายอย่าลืมว่านี่เป็นเรื่องนิทานนะ ถ้าใครทำใจแบบนั้นได้จริง ๆ ก็ไปได้จริง ๆ เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นนิทานก็เป็นนิทานตัวอย่าง การพบพระพุทธเจ้าเป็นพุทธนิมิต หรืออะไรก็ตามเถอะไม่ต้องพูดกัน เอาเป็นว่าพบได้ตามเรื่องของนิทานก็แล้วกัน อธิบายแล้วมันยุ่ง เดี๋ยวช้า

    ต่อมาสมเด็จพระบรมศาสดาก็นำสองแม่ลูกมายืนอยู่ที่มุมจุฬามณี ชี้ให้ดูดวงอาทิตย์ว่า

    "การมาที่นี่ไกลมาก จากโลกที่อยู่มาจักรวาลอาทิตย์ กลับมาจุฬามณีนี่ไกลกว่ากันหลายแสนเท่า ถ้าอยากจะดูก็พาไป"

    ผลที่สุดท่านก็พาไปที่ดวงอาทิตย์ ทีแรกก็ลอยอยู่ข้างนอกก่อน เห็นโลก ๆ หนึ่ง แต่ความจริงที่โลกนั้นไม่มีแสง มันเป็นธาตุ ทั้งโลกเกลี้ยง และอาศัยความเป็นทิพย์เห็นไอระเหยริ้ว ๆ ๆ ออกจากโลกนั้น แล้วพุ่งออกมาไกล การเสียดสีของโลกนั้นกับอากาศ กับสิ่งที่กระแส กระจายออกมาจากโลกนั้นที่จริงระเหยกลายเป็นไฟ มีแสงสว่างมีความร้อนมาก แต่ไกลกว่าโลกนั้นมาก แต่ท่านที่ยืนอยู่นั้นไม่มีใครร้อน เพราะความเป็นทิพย์ของร่างกายคือนามธรรม หรือที่เรียกว่า "อทิสสมานกาย" ที่ไปนั้นไม่รู้จักความร้อนไม่รู้จักความหนาวเพราะขาดธาตุที่จะพึงรับ ต่างคนต่างยืนดู ลอยดูดวงอาทิตย์ หรือโลกอาทิตย์ แต่ว่าดูแสงไฟอยู่ไกลมีความร้อนมาก

    จุไรจึงกราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคว่า "คนหรือสัตว์จะผ่านดวงไฟกองนี้เข้าไปได้ไหมมันอยู่ทั่วโลก มันอยู่รอบ ๆ ไปหมด"

    พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า "ถ้ามาก็ไหม้เหมือนอย่างหนุมาน แต่สิ่งที่จะผ่านเข้าไปได้ต้องมีกำลังประมาณ 2 ล้านองศา จึงจะผ่านเข้าไปได้ แต่สิ่งที่อยู่ภายในจะเสียหมด เพราะความร้อนสูงมาก"

    หลังจากนั้นไปท่านก็พาไปยืนอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ มองดูรอบ ๆ หมุนไปได้ตามรอบ ๆ ดวงอาทิตย์มีความหมุนไม่เหมือนโลก โลกนี่มีความหมุนกลิ้งคล้าย ๆ ส้มโอกลิ้ง แต่ว่าดวงอาทิตย์หมุนคล้าย ๆ กับของที่ตั้งขึ้นแล้วหมุนรอบตัวข้าง ๆ เหมือนกับแท่นที่หงายหน้าขึ้นหมุนแบบนั้น มองไปดูโลกมนุษย์ หมุนอ้อมดวงอาทิตย์ แต่ไม่ได้อ้อมข้าง อ้อมข้ามหัวไป ไปอย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่าอย่างไรก็ช่าง นี่มันเรื่องนิทาน

    ก็รวมความว่าไปยืนมองดูดวงอาทิตย์ ก็ไม่เห็นแสงไฟข้างใน เห็นแต่ไอระเหยริ้ว ๆ ออกมาก จุไรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับบอกแม่ว่า "อยากจะเข้าไปดูข้างในว่าไฟอยู่ที่ไหน"

    แม่ก็ดี สมเด็จพระจอมไตรก็ตาม ชี้ให้จุไรดูว่า "ไอระเหยรอบตัวของดวงอาทิตย์นี่พุ่งไปที่อากาศ อาศัยความเสียดสีของอากาศกับไอระเหย กับโลกที่หมุนเป็นประกายให้เกิดแสงสว่างพุ่งไปถึงโลกต่าง ๆ" นี่เรื่องนิทาน

    หลังจากนั้นก็เข้าไปสู่ภายในดวงอาทิตย์ (เข้าไปในโลกอาทิตย์) เข้าไปถึงแล้วก็ปรากฏว่าในนั้นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ท่านบอกว่า มีแร่ชนิดหนึ่งที่มีสภาพเหมือนคล้ายแร่แมงกานีส แต่เขาเรียกจริง ๆ ไม่ทรายว่าอะไร มันเป็นเชื้อไฟ มีความลุกโชนอยู่ตลอดเวลา แต่การลุกนาน ๆ น่าจะเผาผลาญตัวเอง ทั้งตัวนี่เป็นเชื้อเพลิงหมด แต่ทว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายว่า "ความร้อนต่าง ๆ ในโลกนี้มันแปลก มันไหม้ก็จริงแหล่ แต่ว่ามันสร้างตัวเอง แทนที่มันจะสลายตัว สิ่งที่ไหลเป็นเชื้อเพลิง แล้วมันก็สร้างตัวเองให้เกิดขึ้นมา และความร้อนที่ระเหยออกมาก็ไปเป็นดวงไฟตามที่ปรากฏ"

    และองค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ทรงแนะนำว่า "ความร้อนแรงของโลกจะไม่มีการลดตัวลง จากนี้ไปจะร้อนขึ้นตามลำดับ ที่กล่าวว่าใกล้จะสิ้นกัป จะมีพระอาทิตย์ดวงที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ถึงที่ 7 เกิดขึ้นตามลำดับ ความจริงเวลานี้เกิดแล้วแต่ละดวงจับก้อนแล้วเป็นกลุ่มแล้วแต่ยังโตไม่พอ ถ้าดวงไหน อย่างดวงที่ 2 โตพอ ก็จะเกิดแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ดวงนี้ แต่ดวงอาทิตย์ดวงเดิมก็จะร้อนมากขึ้นเป็นลำดับ ในที่สุด ถึงแม้ว่าดวงต่าง ๆ จะมีอานุภาพไม่มาก ยังไม่สมบูรณ์แบบ พระอาทิตย์ดวงเดิมนี้ก็จะร้อนขึ้นตามลำดับ ขึ้นชื่อว่าโลกจะเย็นกว่านี้ไม่มี ย้อนขึ้นไปโลกจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน"

    ก็รวมความว่า หนูน้อยจุไรก็มีโอกาสได้เทื่ยวดวงอาทิตย์ ก็ดูไปรอบ ๆ ก็อยากจะทราบตามความจริงว่า มีบ้านไหน มีคนไหน พอเดินไปรอบ ๆ สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็บอกว่า "มีไม่ได้ลูกเอ๋ย ขึ้นชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจะมีที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด"

    จุไรก็ถามว่า "ฝรั่งเขาว่ามีความสามารถ เขาสามารถจะมาปักหลังตั้งสถานีที่ดวงอาทิตย์ได้ไหม? ถ้าเขามาได้เขาสามารถจะใช้กระแสไฟจากดวงอาทิตย์ไปทำไฟฟ้าในโลกได้ไหม?"

    สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วก็ตอบว่า "ถ้าฝรั่งสามารถจริง ก็สามารถมาได้ และสามารถนำไปได้ แต่ว่าคิดว่าฝรั่งไม่สามารถจะทำได้ในเวลานี้ ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งที่ป้องกันความร้อนขนาดหนักฝรั่งยังหาไม่ได้ ต่อไปถ้าเขาหาได้เมื่อไหร่เขาก็มาได้เมื่อนั้น การที่จะนำความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไปช่วยโลกให้มีความสว่างอันนี้ทำได้แน่ถ้ามาได้ แต่ความจริงก็ไม่ต้องทำ พระอาทิตย์ช่วยอยู่แล้ว"

    หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ ตรัสว่า "จุไรลูกรัก และก็มารดาจุไร การมาเที่ยวที่นี่นานเกินไปเสียแล้ว เพราะเวลานี้โลกมนุษย์ใกล้สว่าง เวลานี้เข้าเวลาตี 4 คือเสียงนาฬิกาเช้ามืด ให้นำลูกกลับ ก็เป็นการบังเอิญว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ โรงเรียนหยุดไม่เป็นไร แต่ถ้าดึกเกินไปเด็กจะเพลีย"

    หลังจากนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จหายไป จุไรกับแม่ก็กลับมาบ้านนั่นเรื่องของนิทานนะบรรดาลูกหลานทั้งหลาย พอกลับมาบ้านก็เข้าร่างกายเดิมแล้วก็หลับ หลับแล้วก็ตื่นเวลาสายนิดหน่อยปรากฏว่าพอถึงเวลาสาย ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเรียก "จุไร ๆ" แต่เป็นเสียงผู้ชาย คือเสียงคุณพ่อ เสียงตะโกนถามขึ้นมาว่า "ทำไม แม่กับลูกวันนี้นอนตื่นสายนัก อาหารเช้ายังไม่ได้ทำ" ท่านแม่ลืมตาขึ้นมา จุไรลืมตาขึ้นมา ปรากฏเวลาใกล้โมงเช้าสายไป จึงรีบลุกเข้า ไปทำอาหารไว้รับประทานในเวลาเช้า

    ก็เป็นอันว่าลูกหลานทั้งหลายที่ฟังจงมีความเข้าใจว่านิทานเรื่องจุไรนี่ไม่ใช่ไร้ผลที่กล่าวถึงองค์สมเด็จพระทศพลคือพระพุทธเจ้า และก็จำภาพพระพุทธเจ้ามีความสำคัญ ถ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้าก็ดูพระพุทธรูป จำภาพพระพุทธรูปได้เราก็นึกถึงท่าน ขอพร ถ้าความเป็นทิพย์เกิดขึ้นเมื่อไหร่โลกไหนก็ไปได้ และเด็กหญิงจุไรที่บอกว่าอายุ 5 ปี ความจริงเด็กรุ่นนี้นิวรณ์ยังไม่กินใจ นิวรณ์คือความชั่วของจิต สิ่งที่มัวหมองยังไม่พอกใจ สามารถทำอะไรก็ทำได้สะดวก และก็พื้นฐานเดิมมีความสำคัญ

    1. เคารพพระพุทธเา พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความจริงใจ

    2. มีศีล 5 บริสุทธิ์

    3. มีพรหมวิหาร 4

    4. มีความกตัญญูกตเวที รู้คุณท่านแล้วก็

    5. มีความเคารพ คารวะ คือ ความเคารพ เป็นความสำคัญที่สุด เป็นเสน่ห์ที่ดีสำหรับทุกคน ถ้าคนที่มีความเคารพ มีความกตัญญูรู้คุณ ความยากจนจะไม่ปรากฎ เพราะว่าไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก

    เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็รู้สึกว่าจะหมดเวลาแล้ว ฉะนั้นขอบรรดาลูกรัก เมื่อฟังเรื่องขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว คือ พระพุทธเจ้าที่ต้องเอาเรื่องราวพระพุทธเจ้าเข้ามาด้วย เพราะว่าความเป็นทิพย์จะต้องอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

    ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานทุกท่าน หรือทุกคน จงรู้และรับฟัง จงอย่าลืมพุทธานุสสติ คือนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เวลานี้หมดเวลาแล้ว ขอความสุขสวัสดีพิพัฒนมงคลสมลูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
     
  4. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔.จุไรท่องเที่ยวดวงอาทิตย์ ตอนที่ ๒
    โดย ส.ธ.

    ลูกหลานทุกท่านโปรดทราบ วันนี้วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๐ เป็นวันที่หลวงพ่อหลังจากป่วยมาแล้ว แต่วันนี้อาการดีขึ้นบ้างพอสมควร พอจะมีแรงบ้าง อาศัยที่มีความห่วงใยลูกรักทุกคน ที่มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติความดี ในด้านพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ทุกคนได้มโนยิทธิซึ่งเป็นหมวดหนึ่งของอภิญญาสามารถรู้ความเป็นจริงตามพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ การตายแล้วมีสภาพไม่สูญ การเกิดเป็นคนแล้วตายจากความเป็นคน เป็นผี เป็นเทวดา เป็นพรหม ไปนิพพาน หรือว่า เป็นสัตว์นรกก็ตาม ก็ชื่อว่าเป็นการเกิด มีสภาพต่อไปมีสภาพไม่สูญ

    และอีกประการหนึ่ง ลูกรักทุกคนมีความขยันหมั่นเพียร ในการงาน มีความดีพอที่บรรดาท่านทั้งหลายที่มีจิตเมตตาสงเคราะห์ ให้ทุนการศึกษาบ้าง แจกเสื้อผ้าบ้าง ให้อุปกรณ์การศึกษา มีหนังสือเรียนเป็นต้นบ้าง แล้วก็เลี้ยงดูให้ความเป็นสุขตามสมควร อาหารการบริโภคก็มีความอิ่มหนำสำราญ มีความสมบูรญ์ดี ทั้งนี้ก็อาศัยความดีของลูกรักทุกคน

    ฉะนั้นขอลูกรักทุกคน จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ตามธรรมดาเกลือจะอยู่กับส้มเกลือก็เค็ม อยู่กับยาดำขมจัดเกลือก็เค็ม อยู่กับน้ำตาลซึ่งมีรสหวานเกลือก็เค็ม ข้อนี้ฉันใดขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย จงรักษาความดีไว้อย่าปล่อยความดีให้สลายตัว ผลของความดีที่ลูกรักปฏิบัติเห็นแล้วว่า ได้ความเมตตาปราณีจากบรรดาท่านพุทธบริษัท พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ผู้ใหญ่ทุกคน จนกระทั่งมีความสุขยิ่งกว่านักเรียนโรงเรียนอื่น

    วันนี้หลวงพ่อจะนำนิทานมาเล่ากับลูกหลานฟังเป็นวันต้น ความจริงร่างกายก็ไม่ดีนัก นิทานเรื่องนี้ถ้ากล่าวเป็นนิยาย ก็เป็นนิยายอิงพระพุทธศาสนา หรือว่าเป็นเรื่องจริงอิงนิทาน บางอย่างก็จริง บางอย่างก็เป็นนิทาน

    เรื่องราวก็มีอยู่ว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งมีอายุย่างขึ้นเพียง ๕ ขวบ เธอเป็นคนที่มีบิดามารดาเป็นคนดี บิดามารดาเคารพพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระอริยสงฆ์ แล้วก็ทรงศีล ๕ ก็ดี กรรมบถ ๑๐ ก็ดีครบถ้วน นอกจากนั้นก็มีจิตหวังพระนิพพานเป็นที่ไป

    เรื่องพระนิพพานนี่บรรดาลูกรักทั้งหลาย จงอย่าคิดว่าเป็นเรื่องปรำปรา เป็นของมีจริง ในฐานะที่ลูกชายและลูกหญิง เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าสอนความจริง และลูกรักทุกคนก็ปฏิบัติตามความเป็นจริงมาแล้ว ฉะนั้นขอลูกรักทุกคนจงรักษาความดีที่ตนมีไว้ นั่นก็คือความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้แก่ “มโนยิทธิ”

    ต่อนี้ไปก็จะขอนำเรื่องราวต่างๆของนิทานมาเล่าสู่กันฟัง เด็กหญิงตัวน้อยๆคนนั้นชื่อว่า “จุไร” เธอปฏิบัติความดีตามบิดามารดาสอน

    อันดันแรกมีความกตัญญูรู้คุณ บุคคลใดที่มีคุณแก่เธอๆ ไม่เคยลืม ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้มีคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดามารดา เธอมีความเคารพมาก

    วันหนึ่งเธอนั่งคุยกับมารดาก็มีความรู้สึกว่า มารดานี่สามารถพาไปโลกไหนก็ได้โลกนี้มีอะไรอยู่ที่ไหนมารดาก็สามารถจะบอกได้ แต่ทว่าเธอยังทำไม่ได้จึงได้ถามมารดาหรือคุณแม่ว่า ปฏิบัติอย่างไรแม่จึงมีใจเป็นทิพย์สามารถเห็นผีก็ได้ เห็นเทวดาก็ได้ ไปภพต่างๆได้

    แม่ก็แนะนำให้ลูกสาวที่รัก ลูกสาวคนดีของเธอ มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เด็กหญิงจุไรซึ่งมีอายุ ๕ ขวบ ก็ตอบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในการเคารพผู้มีพระคุณมีอยู่แล้ว แม่ก็ยืนยันว่าจริง
    ข้อที่ ๒ ให้ความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ก่อนจะหลับไหว้พระสวดมนต์ตามกำลัง แล้วภาวนาว่า “พุทโธ” จุไรก็ทำแล้ว

    ประการที่ ๓ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกรรมบถ ๑๐ เป็นต้น เธอก็ทำแล้ว
    ประการที่ ๔ ให้จิตว่างจากนิวรณ์ ๕ ประการ ในขณะที่บูชาพระพุทธเจ้าคือ
    ๑. ไม่ติดในความสวยของโลก
    ๒. ไม่คิดประทุษร้ายใคร
    ๓. ทำสมาธิบูชาพระแต่หัวค่ำอย่าให้ง่วง
    ๔. ตั้งใจตรงนึกถึงพระพุทธเจ้าตรง นึกถึงพระพุทธรูปตรง พระพุทธเจ้าก็ได้ พระพุทธรูปก็ได้ จับภาพพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปให้มั่นคง ให้ทรงอยู่ในจิตเธอก็ทำได้
    ๕. ไม่สงสัยในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเธอก็ทำได้

    เมื่อเธอทำได้แล้วแม่ก็แนะนำว่า ต่อนี้ไปตั้งใจนึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง จะเป็นพระพุทธรูปนั่งก็ได้ นอนก็ได้ ที่ชอบใจเธอก็นึกถึงภาพพระที่เธอบูชา แม่ถามว่าเวลานี้จำภาพพระได้ไหม เธอก็บอกว่าจำได้แม่นยำชัดเจนมาก เอาจิตนึกเห็น หลังจากนั้นแม่ก็แนะนำให้ภาวนาว่า “พุทโธ” บ้าง บางครั้งก็ “นะ มะ พะ ธะ” บางครั้งก็ “นะโมพุทธายะ” ตามใจชอบ

    ต่อมาเมื่อจุไรเด็กเล็กอายุ ๕ ปี อยากจะไปชมโลกต่างๆ โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ที่เธอเห็นทุกวัน ก็อยากจะทราบว่าดวงอาทิตย์จริงๆอยู่ไกลจากโลกเท่าไร แล้วก็เป็นไฟดวงใหญ่จริงอย่างเขาว่าหรือไม่ ตามประสาของเด็กก็หันมาถามแม่ว่า “อยากจะไปเที่ยวดวงอาทิตย์” แม่ก็ตอบว่า “ไม่เกินวิสัยของแม่ที่จะแนะนำลูกได้ แต่ว่าลูกต้องปฏิบัติตามแม่สั่ง” เธอก็ยอมรับหลังจากนั้นแม่ให้บูชาพระเสร็จ เอาจิตใจจับให้เห็นภาพพระพุทธรูปที่สามารถจะจำได้

    เธอก็บอกแม่ว่า “ชัดเจนแจ่มใสเจ้าค่ะ เพราะลูกบูชาทุกวัน” หลังจากนั้นแม่ก็แนะนำว่าจงตามแม่มา เวลานั้นแม่ก็ใช้กำลังความเป็นทิพย์ เอาจิตออกจากร่างเดิมที่เรียกว่า “อทิสมานกาย” จุไรก็ทำได้เพราะเด็กไม่มีนิวรณ์ พอออกจากร่างกายแล้วก็มีร่างกายสวยสดงดงาม มีชฎามีเครื่องประดับแบบนางฟ้า ร่างกายก็เป็นแก้ว เห็นแม่เป็นแก้วมีความสว่างไสวมาก

    หลังจากนั้นแม่ก็แนะนำให้ตามพระพุทธรูปไป เวลานั้นพระพุทธรูปที่เธอนึกถึงกลายเป็นพระสงฆ์ มีความสวยงามมาก มีรัศมีกายสว่างมาก เห็นภาพพระนำเธอไป ในที่สุดก็ไปพักอยู่ที่ “พระจุฬามณีเจดียสถาน” ในเขตสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก พระจุฬามณีสวยสดงดงามมาก ใสประกายเป็นเพชรเหมือนกันหมด เข้าไปไหว้องค์กลางที่ใหญ่ที่สุดก็คือ “พระพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าองค์นี้ (ถ้าหากใครเขาบอกว่าเป็น “พระพุทธนิมิตร” ก็จงอย่าเถียงเขา)

    เมื่อจุไรมนัสการ แม่มนัสการพระแล้ว ก็กราบทูลองค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่า “อยากจะไปชมดวงอาทิตย์” ท่านก็ตรัสว่า “เธอปฏิบัติอย่างนี้ไม่เกินวิสัยที่จะพึงพาไปได้” หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตร (อันนี้เป็นนิทานนะ อย่าลืมว่าเป็นนิทาน) ก็นำจุไรกับแม่มายืนที่หน้าพระจุฬามณี สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่า พระอาทิตย์หรือดวงอาทิตย์ที่ต้องการจะไปนั้นอยู่ใกล้กับโลกมนุษย์อยู่ในจักรวาลเดียวกัน ที่ทั้งสองคนมาที่นี่นั้น ไกลเกินไปหลายแสนเท่า ถ้านับจากโลกมนุษย์ไปหาดวงอาทิตย์ แล้วก็นับจากโลกมนุษย์มาหาพระจุฬามณี คือ “ดาวดึงส์” ไกลกว่าโลกมนุษย์ ไปโลกอาทิตย์หลายแสนเท่า

    แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้ดูโลกอาทิตย์ว่า ก่อนที่จะไปดวงอาทิตย์ดูสียก่อน ดูที่นี่จะเห็นชัดว่าสภาพของดวงอาทิตย์จริงๆ ที่โลกอาทิตย์จริงๆ นั้นไม่มีไฟ มันมีสภาพเป็นแร่ธาตุทั้งลูก สำหรับสิ่งที่เป็นไฟ ไฟอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก แต่ไฟจะเกิดขึ้นได้เพราะไอระเหยจากดวงอาทิตย์มีสิ่งระเหยออกมาแล้วพุ่งออกมาไกลแสนไกล สัมผัสกับอากาศกลายเป็นไฟดวงใหญ่ขึ้นมา มีความร้อนสูงมาก

    หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงให้ดูการหมุนของโลกอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ที่หมุนเหมือนลูกข่างๆ ที่เราปั่นไป มันจะมีเหล็กปักกับพื้น แล้วก็หมุนข้างรอบๆ ข้อนี้ฉันใด ดวงอาทิตย์ก็มีสภาพหมุนอย่างนั้น เรามองไปดูที่โลกมนุษย์โลกที่เราอาศัยอยู่นี่ มองจากจุฬามณีจะเห็นโลกนี่เล็กนิดเดียว ลอยวนขึ้นด้านเหนือของดวงอาทิตย์ ขึ้นทางด้านหัววนไปวนมา ขึ้นหัวลงข้างล่างวนไปวนมาแบบนั้น (นึกภาพเอาแล้วกัน)

    จุไรเห็นก็นึกแปลกใจว่าโลกมนุษย์มันเล็กนิดเดียว แต่โลกพระอาทิตย์นี่ใหญ่มาก โลกมนุษย์ลอยอยู่ห่างดวงไฟมาก ไฟที่เกิดจากความเร่าร้อน กับ โลกมนุษย์ มันต่ำกว่าความร้อนที่ดวงไฟใกล้ดวงอาทิตย์หลายสิบล้านเท่า หรือหลายร้อยล้านเท่า เมื่อเห็นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็นำทั้งสองคนไปใกล้ดวงอาทิตย์ เมื่อเข้าไปใกล้แล้วก็ชี้ให้ดูว่า โลกอาทิตย์นี้ความจริงมันเป็นแร่ธาตุทั้งหมด มีความแข๊งตัวมาก แล้วก็หมุนรอบตัวเองช้าๆ ในโลกอาทิตย์ทั้งหมดหาดินแท้ๆไม่ได้เลย เป็นแร่ทั้งหมดแต่แร่อะไรบ้าง อันนี้ก็ไม่ต้องพิสูจน์กัน

    เป็นอันว่าไปดูดวงอาทิตย์แล้ว ไม่เห็นแสงไฟที่ดวงอาทิตย์ แต่ว่ากระแสหรือไอระเหยเกิดเป็นแสงไฟภายนอกเป็นไฟดวงใหญ่ นี่เรียกว่า “รู้จักโลกอาทิตย์” แต่ความจริงเรื่องของนิทานนี่ลูกรักทั้งหลาย จะให้ตรงกับนักวิทยาศาสตร์เสมอไปไม่ได้ เพราะว่านิทานก็ต้องเป็นนิทาน บางอย่างของนิทานก็เป็นความจริง บางอย่างก็เป็นเรื่องคิดขึ้นมา

    ฉะนั้นท่านผู้ฟังก็ดีผู้อ่านก็ดี ก็จงคิดว่าเรื่องที่เล่านี่เป็นนิทาน จุไรจึงได้กราบทูลถามองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่า “ความร้อนของแสงอาทิตย์หรือว่าไฟที่ล้อมดวงอาทิตย์อยู่นี่ มีความร้อนขนาดไหน” องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่า “ประมาณไม่ได้ จะเปรียบเทียบไม่ได้มันร้อนจัด” เธอก็ถามองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ว่า “ถ้าหากว่าคนจะเข้ามาในเขตนี้จะเข้ามาได้ไหม” พระท่านก็บอกว่า “เข้ามาก็ตาย เพราะร้อนกว่าไฟในโลกมนุษย์มาก”

    เธอก็ถามว่า “ถ้าคนจะทำยานพาหนะอย่างใดอย่างหนึ่งผ่านกระแสไฟเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์จะเข้ามาได้ไหม” (ขอใช้คำว่า “พระ” อย่างเดียวก็แล้วกันนะ) พระท่านก็ตอบว่า “วัตถุที่สามารถจะเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ได้ จะต้องสามารถทนความร้อนได้หลายร้อยล้านเท่าหลายล้านองศา”

    สมมุติว่าทนความร้อนได้ ๒ ล้านองศา อย่างนี้วัตถุจะเข้าถึงดวงอาทิตย์ได้ แต่ว่าสิ่งที่อยู่ในวัตถุนั้นจะสลายตัวหมดถ้าคนก็ตายวัตถุวิทยาศาสตร์ก็เสียหมด ผิวของวัตถุหรือตัววัตถุหรือจรวดก็ตาม จะเข้าถึงดวงอาทิตย์ได้ หรือว่าผ่านไฟเข้าไปในดวงอาทิตย์ได้ นี่เป็นเรื่องของ “โลกพระอาทิตย์”

    จงมีความเข้าใจว่าพระอาทิตย์จริงๆ ไม่ไช่มีไฟก่อตั้งขึ้น พระอาทิตย์คือล้อมรอบๆเป็นไฟทั้งหมดไม่ไช่อย่างนั้น ไฟอยู่ไกลจากโลกอาทิตย์นี่เข้ามาเล่าซ้ำน่ะ เพราะคาสเซทก่อนเล่าไว้เหมือนกัน แต่ว่าฟังไม่ถนัด

    หลังจากนั้นจุไรก็มีความสงสัยกราบเรียนถามพระว่า “ภายในดวงอาทิตย์มีอะไรบ้าง” พระท่านก็ตอบว่า “ภายในดวงอาทิตย์มีแร่ธาตุที่มีความสำคัญมาก แต่ทว่าแร่ธาตุทั้งหมดก็มีการเผาตัวเอง มันมีแร่ชนิดหนึ่ง ที่มีสภาพคล้าย “แมงกานีส” เป็นเชื้อไฟแตไม่ไช่แมงกานีสโดยตรงคล้ายกันเป็นเชื้อไฟก่อตัวให้เป็นไฟ ขึ้นแล้วก็เผาผลาญตัวเอง

    หลังจากนั้นพระท่านก็นำทั้งสองคนเข้าไปในโลกพระอาทิตย์ ถ้าจะถามว่าต้องขุดไหม ก็ต้องตอบว่ากายไปเป็นกายทิพย์ ที่เราเรียกว่า “อทิสมานกาย” ไม่ได้เอาเนื้อไปด้วย เหมือนกับบรรดาลูกหลานทุกคนที่ฝึกมโนยิทธิการจะไปไหนใช้กายทิพย์ไป แล้วเวลาที่ฟังอยู่นี่จะตามเสียงไปก็ได้ เสียงไปถึงไหนปล่อยจิตหรือว่ากายทิพย์ไปถึงนั่น ก็จะรู้ความจริง เข้าไปภายในแล้ว ก็พบแร่ธาตุมาก แต่ไปพบเชื้อเพลิงอันร้อนระอุอยู่ตลอดเวลา เป็นไฟแต่ไฟมาได้แลบออกมาข้างนอก มันเผาผลาญตัวเอง มีความร้อนมาก

    พระท่านก็แนะนำ ๒ คน คือ “จุไรกับแม่” ว่าการเผาผลาญของไฟอันนี้มันก็เป็นเรื่องแปลก เพราะว่ามันเผาผลาญแทนที่จะสลายตัว เผาร้อนมากเพียงใดสลายตัวมากเพียงไหนก็ตาม มันก็จะสร้างตัวมันเองอยู่เสมอ แล้วความเร่าร้อนของดวงอาทิตย์ ไฟในดวงอาทิตย์จะลุกหนักขึ้นมาทุกทีกระแสความร้อนจะเผาผลาญโลก

    รวมความว่าความร้อนของดวงอาทิตย์ มีความร้อนต่ำกว่านี้ไม่มี มีแต่ทวีสูงขึ้น จุไรกราบทูล ถามพระว่า “ดวงอาทิตย์นี่ใครสร้าง” พระท่านก็บอกว่า “อย่าไปถามเลยเรื่องของธรรมชาติ ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนสร้าง มันเกิดของมันเองตามสภาพของมัน จะถือว่ามีชีวิตจิตใจก็ไม่ไช่ ถ้าถามถึงคนสร้างไม่มีใครสร้างแน่”

    แล้วเธอก็ถามพระว่า “ตามที่ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า กัปแห่งโลกมนุษย์เมื่อใกล้จะหมดกัป จะมีไฟบรรลัยกัลป์เกิดขึ้นต่อไป จะมีพระอาทิตย์ขึ้นเป็นดวงที่สอง แล้วก็ดวงที่สาม แล้วก็ดวงที่สี่ ดวงที่ห้า ดวงที่หก แล้วก็ดวงที่เจ็ด ตอนนั้นไฟจะลุกท่วมโลก จะไหม้โลกทั้งหมด เป็นความจริงไหม”

    พระก็ตอบเธอว่า “เป็นความจริง” แล้วเธอก็ถามว่า “อาทิตย์ดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๗ เวลานี้อยู่ที่ไหน” พระท่านก็ตอบว่า “เริ่มก่อตั้งแล้ว แต่ความสมบูรณ์แบบยังไม่มี มันค่อยๆก่อตัวขึ้น ดวงที่ ๒ จะเต็มดวงก่อน ความร้อนจะเริ่มเผาผลาญโลกมนุษย์ต่อไป

    ต่อไปก็ดวงที่ ๓ ดวงที่ ๔ ดวงที่ ๕ ดวงที่ ๖ ดวงที่ ๗ เพียงแต่ ๒ ดวงก็ปรากฏว่าน้ำในมหาสมุทรแห้งหมดแล้ว สัตว์ก็ตายหมด เมื่อความร้อนปรากฏทุกดวงอย่างนี้ สิ่งทั้งหลายที่แห้งจะกลายเป็นไฟลุกท่วมโลก

    รวมความว่าโลกมนุษย์ต้องสลายตัว คือคนก็ตายหมด น้ำแห้งหมดสัตว์ก็ตายหมด ต้นไม้ก็ไหม้หมดเป็นโลกที่กลายเป็นดินถูกเผาผลาญ คือดินถูกเผาจะมีความหอมระอุขึ้นมา ตอนนั้นก็ถือว่าสิ้นกัป หลังจากนั้นไปจุไรก็กราบทูลพระว่า “เมื่อสิ้นกัปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป”

    พระท่านก็บอกว่า “นั่นมันเรื่องที่หลัง” แล้วผู้ที่จะมาเกิดในกัปนี้ ชุดแรกเป็นพรหม พรหมที่หมดบุญวาสนาบารมีในการเป็นพรหม คือว่าหลังจากที่ไฟไหม้หมดแล้วไฟดับฝนก็ตก ทำน้ำในมหาสมุทรให้เต็ม น้ำในคลองบึงหนองเต็มหมด ดินก็ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ พืชพันธุ์ธัญญาหารบางอย่างเริ่มเกิดขึ้น

    ตอนนั้นพรหมที่หมดบุญวาสนาบารมีหาพ่อแม่เกิดไม่ได้ ก็อยากจะกินง้วนดิน ลงมากินง้วนดินเพราะดินหอมจากไฟเผา ร่างกายก็เลยหนักมีเนื้อมีหนังขึ้นมา ในระหว่างตอนแรกพรหมพวกนี้ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความเป็นผู้หญิง ยังไม่มีความเป็นผู้ชาย พระอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏในเวลานั้น ไม่ทราบพระอาทิตย์หายไปไหน

    จุไรก็ถามว่า “พระอาทิตย์ตั้ง ๗ ดวงหายไปไหน” ท่านก็บอกว่า “ ๖ ดวงสลาย ตัวดวงเดิมที่ปรากฏก็จะอยู่ห่างมาก ยังลอยเข้ามาไม่ใกล้กัน ดวงเดิมนี่ทรงตัวไม่ได้สลายตัวไปด้วย ดวงที่สลายตัวก็ไม่ได้แตก เพียงแต่ว่าความร้อนกระแสไฟภายในดับมีความเยือกเย็นตามเดิมแต่ว่าดวงเก่านี่ก็มีกระแสไฟอ่อนลง มีความร้อนแต่น้อยลง ฉะนั้นยังไม่เผาผลาญโลกให้บรรลัย ไม่เหมือนเก่า”

    หลังจากนั้นบรรดาพรหมทั้งหมด ที่มาเกิดเป็นคน มากินง้วนดินก็กลายเป้นคนมีเนื้อมีหนังขึ้นมา อาศัยที่บุญบารมียังมีอยู่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีการเสพกาม ตัณหาอุปทาน ยังไม่ปรากฏ แสงสว่างจากตัวก็ยังมี ไปที่ไหนก็มีแต่แสงสว่าง เหมือนกับมีพระอาทิตย์ตอนฟ้าสางตอนเช้า แล้วก็สว่างมาก แต่ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีความร้อน มีความสุขเพราะอาศัยบุญยังมีมาก อาหารการบริโภคที่ปรากฏก็เป็นอาหารสำเร็จรูป

    รวมความว่ากินง้วนดินกันมาเรื่อยๆ ต่อไปง้วนดินความสุขค่อยๆสลายตัว พืชก็เกิดขึ้นที่เป็นอาหาร ข้าว เกิดขึ้นข้าวก็เป็นเม็ดข้าวสาร เพราะบุญ เก็บข้าวมาแล้วก็มาหุงมาต้มได้ทันทีทันใด กับที่จะพึงกินก็ไม่ต้องหา นึกอยากจะกินอะไรอย่างนั้นก็เกิดเพราะบุญเก่า รวมความว่าหลังจากนั้นมาโลกก็มีความเยือกเย็น ต่อมาภายหลังความเป็นเพศปรากฏขึ้น คือมีเพศหญิงเพศชาย ก็อยากจะมีสามีภรรยามีผัวมีเมียอารมณ์อย่างนี้ เกิดขึ้น แสงสว่างในกายก็ดับ เมื่อแสงสว่างในกายดับ โลกก็ดับแสงสว่างในโลกก็ดับเกิดความมืด

    บรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้นก็ตกใจว่ามืดเสียแล้ว ต่อจากนั้นไปแสงอาทิตย์ก็ปรากฏ ความสว่างปรากฏขึ้นเธอก็ดีใจ แต่พระอาทิตย์เกิดขึ้นไม่นานตอนเย็นก็ลับหายไป พวกเขาก็ตกใจว่าโลกจะมืด ต่อนั้นมาพระจันทร์ก็ปรากฏ เป็นแสงอ่อนๆนวลมีความเย็นสว่างเธอก็ดีใจ พระจันทร์เดิมทีเดียวเขาเรียกว่า “ฉันทะ” แปลว่า “ดีใจ พอใจ” แต่ตอนหลังเรียกเพี้ยนกันมาว่า เป็น จันทระ

    ก็รวมความว่าเรื่องราวของพระอาทิตย์ก็ดี ความเป็นมาของพระจันทร์ก็ดี เล่าโดยย่อเพียงเท่านี้ ขอบรรดาลูกหลานทั้งหมด อย่าลืมว่า นี่เป็นนิทาน หลังจากนั้นพระก็เตือนจุไรกับแม่ ๒ คนกลับบ้านได้ เวลานี้ใกล้สว่างแล้ว ก่อนที่เธอจะลากลับ พระก็แนะนำว่า ทั้งแม่ก็ดีลูกก็ดีให้ทรงความดีไว้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม

    อันดับแรก หนึ่งมีความกตัญญูรู้คุณ เพราะคนที่มีความกตัญญูรู้คุณ ใครเขาสงเคราะห์เคารพคนนั้น ปฏิบัติตามคนนั้น ตามคำแนะนำของเขา ทุกคนจะมีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั้งหมด ไปไหนไม่อดตาย ไปทางไหนก็มีคนรัก จะพบแต่ความยิ้มแย่มแจ่มใส

    ปราการที่ ๒ ให้เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สำหรับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติครั้งแรกก็คือ “กรรมบถ ๑๐”
    ๑. มีเมตตาไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์หรือคน
    ๒. ไม่ลักไม่ขโมยของใคร
    ๓. ไม่แย่งความรักของคนอื่น (นี่ทางกาย)
    ทางวาจามี ๔ คือ
    ไม่พูดปด ไม่พูดคำไม่จริง
    ไม่พูดวาจาหยาบคาย
    ไม่ยุยงให้เขาแตกร้าวกัน
    ไม่พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์
    ทางด้านจิตใจ
    ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม แล้วไม่คิดประทุษร้ายใคร สร้างความเห็นถูกตามคำแนะนำของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    แล้วเวลาที่ต้องการจะให้จิตเป็นทิพย์ต้องการจะไปไหน โลกอื่นก็ตามให้พยายามระงับอารมณ์ชั่ว ๕ ประการ
    ๑. ความสวยสดงดงามของโลกถือว่ามันไม่ใช่ของจริง
    ๒. อารมณ์ไม่พอใจโกรธคนอื่น
    ๓. ความง่วง
    ๔. อารมณ์ฟุ้งเกินไป จับภาพพระให้มั่นคงให้แจ่มใส
    ๕. ไม่สงสัยอารมณ์ที่เกิดขึ้น

    เพียงเท่านี้ ถ้าเธอทั้งสองคนปฏิบัติได้อย่างนี้เป็นปกติ เธอสามารถจะไปไหนก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจจะไปไหนได้ก็นึกถึงฉัน ฉันจะช่วยทันที

    เอาล่ะลูกหลานที่รักฟังเรื่องนี้แล้ว ขอทุกคนจงจำไว้ว่า ความดีที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแนะนำ ลูกทุกคนปฏิบัติได้แล้ว จงปฏิบัติให้ครบถ้วนตลอดกาล อย่าทิ้งความดีนี้ ต่อไปลูกรักทุกคนจะศึกษาอะไรก็ตาม จะสำเร็จผลทุกประการ

    เวลานี้รู้สึกว่าครบเวลา ๓๐ นาที เรื่องพระอาทิตย์นี้เคยเล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่ามาเล่าย้อนหลังเพื่อเป็นการให้ติดต่อกัน ระหว่างคาสเซท ต่อไปนี้หลวงพ่อก็ขอพักประเดี๋ยวนะ ประเดี๋ยวจะเล่าเรื่องพระจันทร์ต่อไป พักดื่มน้ำกันสักหน่อย เพราะเวลา ๓๐ นาทีพอดีหยุดไว้เพียงเท่านี้ สวัสดี.
     
  5. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕.จุไรท่องเที่ยวดวงจันทร์

    ลูกหลานที่รักพักจากการดื่มน้ำ พักผ่อนนิดหน่อย ความจริงที่เล่าเมื่อตอนต้นมันเหนื่อยมาก ร่างกายยังไม่ดี รู้สึกว่าเสียงแห้งๆ แล้วก็เหนื่อยจัด ตอนนี้ก็มาคุยกันใหม่ มาคุยกันถึงเรื่องจุไรเด็กอายุ ๕ ปี ไปเที่ยวดวงจันทร์ ตอนนี้ก็จะไม่ขอพูดถึงว่าไปกับใคร เอาไปคนเดียวก็แล้วกันเรื่องจะได้ไม่ยุ่ง

    เมื่อจุไรกลับจากโรงเรียน มาถึงบ้านกราบมารดาแล้ว อันดับแรกรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก็ไปช่วยพรวนดิน รดน้ำต้นไม้ต้นผักที่ปลูกไว้ ถึงแม้จะเป็นเด็กเล็ก ก็มีความกตัญญูรู้คุณ รู้จักความเป็นอยู่ของตนว่า ตนไม่ใช่ลูกหลานของคนร่ำรวย แม้แต่คนข้างบ้านเขารวย เขายังทำมาหากินเขายังไม่หยุด

    ฉะนั้นบ้านของจุไรจนกว่าเขา พ่อกับแม่มีความลำบากในการประกอบอาชีพ ต้องส่งให้ลูกเรียน ถึงแม้แต่ลูกตัวเล็กๆก็รู้สึกมีความรับผิดชอบพยายามรดต้นไม้ตามที่จะทำได้ รดผักรดหญ้าพรวนดินตามกำลัง หลังจากนั้นเสร็จก็บูชาพระ จิตก็มีความรู้สึกว่าคุณแม่บอกว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้จุไรช่วยตนเอง ถ้าอยากจะไปเที่ยวที่ไหน ให้ปฏิบัติที่เคยสั่งไว้ ถ้าขืนให้แม่แนะนำอยู่เสมอ จุไรก็ไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ ถ้าอะไรเกินวิสัยก็ขอให้บอกแม่ แม่จะช่วย

    เธอก็พยายามช่วยตัวเอง ทำการบ้านเสร็จ ตอนนี้มันเหนื่อยจากกลางวันมาก เพราะการเรียนหนังสือ แล้วก็ทำการงานก็นอน นอนก็เริ่มภาวนาว่า “พุธโธ” แล้วต่อไปพอพุธโธสบายใจ จิตใจนึกถึงพระพุทธรูป เมื่อเห็นพระพุทธรูปก็นึกถึงพระพุทธเจ้าก็ปรากฏ จิตมีความรู้สึกทางใจว่าพระพุทธเจ้าลอยอยู่ใกล้ๆ

    หลังจากนั้นไป จุไรก็กราบทูลพระพุทธเจ้า คิดด้วยจิตว่า วันนี้อยากจะไปเที่ยวชมดวงจันทร์ ก็เห็นพระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษบ์ อย่าลืมนะว่า ลูกหลานที่รัก พระพุทธเจ้าที่เห็นอาจจะเป็น “พุทธนิมิตร” ถ้าใครเขาบอกว่า พระพุทธเจ้าองค์เดียวจะไปช่วยคนทุกคนได้อย่างไร เป็นอุปทานพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว

    ลูกรักทุกคนก็จงจำคำนี้ไว้ว่า องค์สมเด็จพระจอมไตรเมื่อวันจะนิพพาน พระอานนท์มีความเสียใจว่า ท่านเองก็เป็นพระโสดาบัน ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าพระพุทธเจ้านิพพานเวลานี้ ต่อไปก็ไม่มีครูสอน องค์สมเด็จพระชินสี จึงได้ตรัสว่า

    “อานันทะ ดูก่อนอานนท์เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยที่ตรัสไว้จะเป็นครูสอนเธอ” โดยเฉพาะความจริงคำว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายเป็นแต่เพียงเรือนร่างที่อาศัยเท่านั้น พระพุทธเจ้าคือ “กายทิพย์” หรือที่เรียกว่า “อทิสมานกาย"

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อทิสมานกายที่มีความสะอาด ตัดกิเลสได้ผ่องใสเป็นกายทิพย์ ความเป็นทิพย์ลูกหลานทุกคนไม่มีการสลายตัว การจะเห็นพระพุทธเจ้าถือว่าเห็นความดีของท่าน ถ้าถามว่าทำไมเห็นตัวก็ต้องขอตอบว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ เวลานั้น ถ้าใครนึกถึงองค์สมเด็จพระบรมครู หรือว่าตั้งใจปฏิบัติความดีเพื่อมรรคผล องค์สมเด็จพระทศพลอยู่ไกลแสนไกล ก็เปล่งฉัพพรรณรังสี คือรัศมีของพระองค์ ให้ไปถึงหน้าคนนั้น ก็ปรากฏเป็นพระรูปพระโฉมของพระองค์ นั่งข้างหน้า แล้วก็เทศน์สอนเหมือนกับพระองค์นั่งอยู่ที่นั้นเอง

    ก็รวมความว่า คนนั้นก็ฟังเทศน์จากพระองค์เองก็แล้วกัน อันนี้เหมือนกับลูกหลานทุกคนที่กำลังฟังอยู่ว่า เห็นภาพพระพุทธเจ้าของจุไร ก็ถือว่าเห็นฉัพพรรณรังสีก็เหมือนเห็นพระองค์นั่นเอง จะพูดอะไรกันก็ได้ จะสอนอะไรก็ได้ จะนำใครไปไหนก็ได้เหมือนพระองค์นำไปเอง

    ฉะนั้นแม่จึงได้สอนจุไรว่า ถ้าเห็นภาพให้นึกว่า นั่นคือพระพุทธเจ้าตรงไม่มีอะไรผิด
    นี่คำว่า พระพุทธเจ้าจริงๆไม่ใช่เนื้อไม่ใช่หนัง พระพุทธเจ้าคลอดจากครรภ์มารดา ก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นี่ความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ ต่อเมื่อบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็รวมความว่า คำว่า “พระพุทธเจ้า” คือความดีที่พระองค์ทรงบรรลุแล้ว ถ้าพวกเราเข้าถึงความดีของพระองค์เมื่อไร พระพุทธเจ้าก็อยู่กับเราเมื่อนั้น จะเห็นภาพได้ทันที

    รวมความว่า จุไรเมื่อเห็นภาพพระพุทธเจ้า ก็กราบทูลให้ทราบว่า ต้องการจะชมโลกพระจันทร์ ภาพพระพุทธเจ้าก็นำจุไรไปยืนห่างโลกพระจันทร์ แล้วก็ทรงชี้ให้ดูโลกพระจันทร์ห่างจากโลกมนุษย์มาก แต่ว่าจุไรเคยไปจุฬามณี การไปจุฬามณีไปปั๊บเดียวก็ถึง มันไกลกว่าจากโลกพระจันทร์หลายแสนเท่า

    เมื่อเข้าไปถึงโลกพระจันทร์จริงๆ ตอนที่อยู่ห่างเห็นพระจันทร์สว่างจ้า มีแสงออกจากโลกพระจันทร์ เป็นแสงสว่าง แต่เข้าไปใกล้จริงๆพระจันทร์ไม่ได้มีแสง พระจันทร์กลายเป็นหินกลายเป็นดิน แตเป็นหินมากกว่าดิน พระจันทร์ไม่มีแสงสว่าง ไม่เกลี้ยงเกลาอย่างที่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆสมัยโบราณท่านผู้ใหญ่มักจะบอกว่า ภาพเงาที่ปรากฏบนดวงจันทร์ ที่เรามองเห็นพระจันทร์เต็มดวงเวลากลางเดือน จะมีเงาๆหนึ่ง ปะอยู่ที่พระจันทร์เล็กน้อย ผู้ใหญ่บอกว่านั่นกระต่ายที่นั่งชมจันทร์

    ฉะนั้นจุไรเป็นเด็กฟังที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง ที่ว่ากระต่ายนั่งชมจันทร์ เวลาพระจันทร์วันเพ็ญ เธอก็อยากจะมองเห็นกระต่าย มองไปมองมาก็ไม่เห็นกระต่ายสักตัว โลกพระจันทร์เต็มไปด้วยความเงียบสงัด ไปถึงโลกพระจันทร์จริงๆความสว่างขาวนวลสวยสดงดงามก็ไม่มี หน้าพระจันทร์เท่าที่เห็นไม่ใช่นวล เต็มไปด้วยความขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง เป็นหินเป็นทรายบ้าง มองดูแล้วโลกพระจันทร์เหมือนกับหน้าคนที่เป็นสิว หรือเป็นฝีดาษไม่เรียบร้อยตามที่เห็นเธอก็แปลกใจ

    นึกถึงพระพุทธเจ้า ภาพพระองค์ก็ปรากฏ อย่าลืมว่านี่นิทานและภาพที่ปรากฏก็เป็นพุทธนิมิตร จะบอกว่าพระพุทธเจ้ามาเองก็ได้ ตามใจชอบไม่ได้ขัดคอใคร หรือใครผู้ฟังที่เป็นมิจฉาทิฐิไม่เห็นชอบด้วย คำว่า “มิจฉาทิฐิ” คือเห็นไม่เหมือนกัน จะหาว่าเป็นภาพหลอนก็ตามใจอย่าลืมว่านี่คือนิทาน

    เธอก็ถามองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่าโลกพระจันทร์ทำไมเป็นอย่างนี้ เวลาที่มองจากโลกมนุษย์ เห็นพระจันทร์มีแสงสว่างขาวนวล แล้วก็มีภาพกระต่าย แล้วพระจันทร์ก็ไม่สวยตามนั้น สมเด็จพระภควันต์ก็ตรัสว่า “พระจันทร์ไม่ได้มีแสงสว่างตามที่เห้น แต่ที่เห็นพระจันทร์มีแสงสว่างนวลปรากฏ ก็เพราะว่า พระจันทร์ต้องแสงพระอาทิตย์ พระอาทิตย์สาดถึงแสงสะท้อนที่แสงพระอาทิตย์สาดถึง กลายเป็นแสงนวลออกจากพระจันทร์เหมือนกับกระจกถ้าตั้งอยู่เฉยๆก็ไม่มีแสงสว่าง ถ้าเราเอาไฟฉาย ฉายเข้าไปหากระจกหรือตั้งกระจก หันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ แสงสะท้อนจะสว่างออกมาก คือดูกระจกจริงๆจะไม่มีแสงสว่าง แต่อาศัยแสงสะท้อนจากความสว่าง ของดวงอาทิตย์หรือไฟฉาย ทำให้กระจกเป็นขึ้นสว่างมาก ข้อนี้ฉันใด พระจันทร์จริงๆก็ไม่มีแสง”

    จุไรฟังพระพุทธเจ้าตรัสก็ทึ่งและเห็นเป็นจริง แล้วเธอก็ถามว่าในเมื่อพระจันทร์มีสภาพอย่างนี้แล้ว พระจันทร์ก็ไม่ใช่ดวงเล็กๆเป็นโลกใหญ่ เธอไม่ทราบว่าพระจันทร์ กับโลกมนุษย์ใครจะใหญ่กว่ากัน สมเด็จพระภควันต์ก็ตรัสว่า “โลกพระจันทร์เล็กกว่าโลกมนุษย์มาก” แล้วเธอก็ถามว่า “โลกพระจันทร์จะมีคนอยู่ไหม” สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า “คนก็ดี สัตว์ก็ดี อยู่ไม่ได้ แม้แต่ต้นไม้ก็ไม่มีในโลกพระจันทร์”

    แล้วเธอก็ถามว่า “โลกพระจันทร์มีทะเลไหม” องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า “ในขณะที่เรายืนอยู่นี่ไม่มี แต่ความชุ่มชื้นในโลกพระจันทร์ย่อมมี ถ้าไม่มีหินแร่ธาตุต่างๆจะเกาะกุมตัวกันไม่ได้ถ้าขาดความชุ่มชื้น อย่างโลกพระอาทิตย์จะเต็มไปด้วยแสงไฟความร้อน แต่ความร้อนกสามารถทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลอมตัวเข้าเกาะกันได้คล้ายกับเป็นน้ำ พระจันทร์ก็เช่นเดียวกันมีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ถ้าจะมีน้ำขังเจิ่งเหมือนโลกมนุษย์ต้องดูกันก่อน ถ้าบอกก็บอกได้ แต่เพื่อคลายความสงสัยต้องดูกันก่อนเดินไปดูกัน”

    ก็ปรากฏภาพพระเดินหน้า จุไรเดินตามหลัง เธอเดินไปก็มีความสงสัยบางจุดก็เป็นหลุมเป็นบ่อ บางจุดก็ราบเรียบ ผิวพื้นดินหรือแร่หินก็ไม่เหมือนกัน บางจุดก็เป็นสีเทา บางจุดก็เป็นผิวสีเหลือง บางจุดก็เป็นผิวสีขาว บางจุดดินเป็นประกายคล้ายกับเพชร เธอจึงถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมโลกพระจันทร์จึงเป็นอย่างนี้ ท่านก็บอกว่า เป็นธรรมดาของโลกแร่ธาตุต่างๆย่อมมี

    เมื่อเดินไปทีแรกขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย ฟังแล้วเข้าใจว่า ไปถึงจุดแรกไปตอนกลางของพระจันทร์ เหมือนกับประเทศไทยเราอยู่ภาคกลาง หันหน้าเข้าหาพระจันทร์ ทางซ้ายเป็นภาคเหนือ ทางขวาเป็นภาคใต้ แล้วพระก็นำจุไรเดินไปทางภาคใต้ พอไปหน่อยหนึ่งก็พบสีดินเป็นทอง ปรากฏว่าทองอยู่ผิวดินส่วนใดที่ไม่มีฝุ่นมัวส่วนนั้นเห็นทองชัด เอามือจับหยิบขึ้นมาก็รู้สึกว่า เป็นทองคำธรรมชาติ เป็นเม็ดทรายเกลื่อนกลาดบริเวณกว้างมาก

    ต่อมาก็ใช้อารมณ์ใจที่เป็นทิพย์ เวลาที่ไปมีแต่กายทิพย์นะ อยากจะทราบว่าทองคำที่เห็นนี่ มันจะมีอยู่แต่ผิวดินหรือว่าลึกเข้าไปก็มี ดูแล้วจะเห็นว่าลึกเข้าไปเป็นโยชน์เป็นทองคำบริสุทธิ์แท้ บางจุดที่อยู่เหนือผิวดินเป็นเม็ดทรายเม็ดเล็กๆคล้ายทราย แต่เหลืองอร่ามเป็นบริเวณกว้างมาก ลึกลงไปหน่อยก็เริ่มจากก้อนเล็กๆลึกลงไปมากรู้สึกว่าเป็นก้อนใหญ่ ก้อนขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งใหญ่หลายสิบหรือหลายร้อยกิโล

    เธอก็มีความแปลกใจตรัสถามองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า “ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ แผ่นดินหรือหินที่เห็นเหลืองๆนี่เป็นทองคำใช่ไหมเจ้าค่ะ” พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “ใช่ เป็นทองคำธรรมชาติ” เธอก็ถามว่า เวลานี้ฝรั่งเขามาเที่ยวโลกพระจันทร์กัน ฝรั่งเขาพบทองคำธรรมชาติไหม

    พระองค์ก็ทรงยิ้ม แล้วบอกว่า ฝรั่งก่อนที่เขาจะมาที่นี่ เขารู้ทุกอย่างแล้ว ว่าที่ผิวของโลกพระจันทร์มีอะไรบ้างฝรั่งเขารู้หมด เขารู้เกือบครบแต่สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอยู่ แต่ต่อไปเขาก็จะรู้หมด เพราะเขามีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ดี เขาใช้ความพยายามดีมาถึงโลกพระจันทร์ได้ แล้วก็เวลานี้แร่ธาตุที่มีประโยชน์เขาก็เอาไปใช้กันเยอะแล้ว

    เธอก็ถามว่า ทองคำมีมากๆอย่างนี้ เขาจะขนไปไหน ท่านก็ตอบว่า เป็นของธรรมดาทองคำนี่มีคุณค่าสำหรับคนเวลานี้ โลกถือทองคำเป็นสำคัญ การจับจ่ายใช้สอยเงินทองต่างๆขึ้นกับทองคำ ธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นมาต้องใช้ทองคำรับรองจะแลกหาสิ่งของระหว่างต่างประเทศถือทองคำเป็นสำคัญ ฉะนั้นเรื่องทองคำที่ฝรั่งพบ จะเป็นฝรั่งอเมริกาก็ตาม ฝรั่งรัสเซียก็ตาม เขานำไปเยอะแล้วเขาก็นำไปมาก

    เดินต่อไปอีก บริเวณกว้างมากทองคำ แธอก็ถามว่าทองคำในโลกพระจันทร์ กับทองคำที่มีในโลกมนุษย์ ที่ไหนจะมีมากกว่ากัน องค์สมเด็จพระภควันต์ก็ทรงตอบว่า ที่โลกมนุษย์มีทองคำไม่น้อย ถ้าคนไม่รบกวนไม่ขุดเอาไปใช้สอย ทองคำก็มีไม่น้อยกว่าโลกพระจันทร์ แต่เวลานี้คนขุดกันมานานแสนนาน ทองคำก็ร่อยหรอลงไป แต่สิ่งที่ธรรมชาติสร้าง ลูกรักท่านว่าอย่างนั้นนะ จะให้หมดเลยทีเดียวไม่ได้ มันก็ก่อตัวขึ้นใหม่ แต่ว่ากานก่อตัวช้ากว่าการถูกทำลาย

    ฉะนั้นทองคำในโลกมนุษย์สมัยก่อนมีมาก เวลานี้จุไรลูกรักเธอเห็นว่าตามพื้นผิวแผ่นดิน เต็มไปด้วยเม็ดทรายเต็มไปด้วยทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุไรเป็นคนไทย ถ้าถอยหลังจากนี้ไปอีกประมาณสักไม่ถึงพันปี หรือประมาณพันปีเป็นต้นมา ระยะนั้นประเทศไทยก็มีทองคำบนผิวดินเหมือนกัน เพราะเวลานั้นคนยังมีบุญญาธิการมาก ความดีมีมากกว่าความชั่ว การข่มเหงคะเนงร้ายในข้อ “ปาณาติบาตร ก็มีน้อย การยื้อแย่งคตโกงทรัพย์สินในข้อ “ อทินนาทาน” ก็มีน้อย การแย่งคนรักซึ่งกันและกันมีเหมือนกันแต่ก็มีน้อย การพูดปด พูดวาจาหยาบ ยุยงส่งเสรมให้เขาแตกร้าวกัน พูดวาจาไร้ประโยชน์ก็มีน้อย การดื่มสุราเมรัยก็มีน้อย จิตคิดประทุษร้ายกันก็มีน้อย จิตคิดอยากได้ทรัพย์สมบัติคนอื่นก็มีน้อย

    แล้วส่วนใหญ่ของคนก็มีความเห็นถูกตามคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรม เชื่อพระอริยสงฆ์ ปฏิบัติความดีกันมาก คนชั่วก็มีคนดีก็มาก แต่คนดีมากกว่าคนชั่ว คนที่กำลังใจสูงมีมากกว่าคนที่มีกำลังใจต่ำ คนที่มีจิตเป็นบุญมากกว่าคนที่มีจิตเป็นบาป
    ฉะนั้นทรัพย์สินในโลกจึงลอยอยู่เหนือพื้นดินใกล้ๆผิวดิน ถอยหลังไปไม่มากนักแค่สมัย “ท่านจามเทวี” เวลานั้นก็ปรากฏว่า ตามประวัติศาสตร์ของท่าน แค่ฝนตกชะลงมาทำให้ฝุ่นสลายตัวก็พบทองคำแล้ว การหาทองคำของคนสมัยนั้นหาไม่ยาก เพียงแค่เอามือไปคุ้ยเอาช้อนเอาทัพพีไปตักก็ได้ทองคำ ฉะนั้ตามพระเจดีย์ต่างๆก็ดีมีทองคำหุ้ม การสร้างพระพุทธรูปก็สร้างด้วยทองคำ วัตถุสิ่งของต่างๆที่ใช้กันก็เป็นทองคำมาก

    รวมความว่าโลกมนุษย์ก็มีทองคำไม่น้อย แต่ว่าขุดกันมากเกินไป เวลานี้คนจิตใจเป็นบาปมากกว่าบุญ ฉะนั้นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคน จึงฝังลึกลงไปเพื่อหนีคนชั่ว แต่ก็ไม่หนีสุด ถ้าความดีมีอยู่บ้าง ก็สามารถจะได้สิ่งทั้งหลาย ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ก็รวมความว่าโลกมนุษย์ก็ยังไม่สิ้นทองคำ เธอมองไปมองมาเธอก็ยิ้มคิดว่านี่ฝรั่งเขามาได้ต่อไปฝรั่งก็รวยมาก ถ้าคนไทยมาได้คนไทยก็จะรวยมากเหมือนกัน แต่คนไทยเรายังไม่มีความสามารถ ด้านสร้างยวดยานพาหนะก็ไม่เป็นไร

    แล้วเดินตามพระพุทธเจ้าท่านไปอย่าลืมว่านี่นิทานนะ นิทานจะจริงทุกอย่างไปไม่ได้ แต่ให้ถือว่า สิ่งทั้งหลายถ้าไม่เกินวิสัยที่พึงทำได้ ก็ลองทำดู เดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็หลายสิบโยชน์นับเป็นร้อยโยชน์ เห็นความชุ่มชื่นความผ่องใสของโลกพระจันทร์ แต่ตอนนี้มีขาวนวลบางจุดก็ขาวจัด ขาวปร๊าบเข้าตาเป็นแสงสะท้อน มองไปมองมาทีแรกนึกว่าเงิน ตอนแจรกเธอคิดว่าเงินเห็นมันขาวๆ พอหยิบเข้าแต่สิ่งนั้นแข็งกว่าเงิน จึงได้ถามพระว่าสิ่งนี้อะไรพระเจ้าข้า ท่านบอกว่า นั่นทองขาว ทองขาวที่มนุษย์นิยมว่ามีค่ามากกว่าทองคำ

    เธอก็ถามว่าบริเวณนี้มีไกลมากไหม ท่านก็บอกว่าไกลมาก บริเวณกว้างมาก เธอก็ถามว่าลึกขนาดไหน ท่านก็บอกว่า ใช้ทิพจักขุญาณ เวลานี้ลูกจุไรมาด้วยกายทิพย์ ตาของลูกจุไรก็เป็นทิพย์จะมองถึงไหนก็มองได้ เธอก็ใช้กำลังเป็นทิพย์ตาทิพย์มองลึกลงไป มันลึกลงไปเป็นโยชน์ๆมีทองขาวซับซ้อนกันที่อยู่เหนือผิวดิน ก็เป็นทรายเหมือนกับทองคำ แต่ลึกลงไปประมาณหนึ่งเมตร รู้สึกว่าจับก้อนเป็นก้อนย่อมๆลึกลงไปมากเท่าไรก็เป็นก้อนใหญ่เท่านั้น

    รวมความว่าทองคำที่มีสีเหลือง ก็มีในโลกพระจันทร์ ทองขาวที่มีค่ามากกว่าทองคำก็มีในโลกพระจันทร์ เธอก็หันไปถามองค์สมเด็จพระทรงธรรมว่า ทองขาวนี่ฝรั่งเขาพบแล้วหรือยัง ท่านก็บอกว่าสิ่งที่ฝรั่งไม่พบไม่มี เวลานี้มันอยู่ผิวโลกฝรั่งเขาพบแล้ว ก็ใช้เครื่องมือทุ่นแรงไสเอาผิวๆไปใช้มากแล้ว เธอก็คิดในใจว่าฝรั่งเขามีบุญจริงๆน่ะ เขาสามารถใช้ยวดยานพาหนะไปถึงได้ เขาเอาจริงเอาจัง

    ถ้าคนไทยเรามีวิริยะอุตสาหะอย่างนี้อย่างฝรั่ง ก็สามารถจะกอบโกยความร่ำรวยได้จากโลกพระจันทร์เหมือนกัน แต่ก็ไม่ทราบเวลาที่คนไทยเราเรียนวิทยาศาสตร์กับฝรั่งไปมาก ใครเขาสามารถมาเที่ยวโลกพระจันทร์นำวัตถุไปได้บ้างเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน

    ก็รวมความว่า อาจจะเชื่อความสามารถของคนไทยว่า บางท่านหรือบางกลุ่มที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านจะย่องๆไปโลกพระจันทร์นำทองคำมาบ้างนำทองขาวมาบ้าง มาเป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้างเรารู้ไม่ได้ เรื่องความสามารถของคนที่ประมาทกันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุไรเอง เธอไม่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เธอก็เดาไม่ออก แต่ไม่ประมาทในบุคคลทั้งหลาย หลังจากนั้นไปองค์สมเด็จพระจอมไตรก็พาเธอเดินต่อไป

    ต่อไปนี้ไปพบแหล่งบริเวณของแร่เงินมีบริเวณกว้างมากเหมือนกัน แล้วก็แร่ทองแดง แร่ตะกั่วก็มาก พอต่อไปเมื่อเดินไปอ้อมไปทางใต้ ปรากฏว่าโลกพระจันทร์นี่กลมเหมือนกันไม่ใช่แบน แล้วการเดินไปก็รู้สึกว่าแบนเพราะมันใหญ่ การเดินไปด้วยกายทิพย์ จะเปรียบเทียบกับกายเนื้อของฝรั่งไม่ได้ เพราะฝรั่งเอาเนื้อไปด้วย เนื้อมีความหนักแต่ความดึงดูดของโลกพระจันทร์มีน้อย ฝรั่งจึงรู้สึกว่าการดึงของโลกพระจันทร์เบาไป แต่กายทิพย์ไปที่ไหนก็มีอาการคล่องตัว ไม่ต้องอาศัยพื้นดินเท่าไรนัก ลอยไปก็ได้เดินไปก็ได้ตามชอบใจ

    ต่อไปเจอะแหล่งสำคัญที่มีค่าสูงสุดในโลกพระจันทร์จุดหนึ่ง นั่นคือแหล่งแก้ว เห็นเป็นดินแพรวพราวเป็นระยับเหมือนเพชร ก้อนแร่เล็กๆที่วางอยู่บนโลกพระจันทร์เหมือนกับเพชรจริงๆ เด็กหญิงจุไรตัวเล็กๆจึงได้ก้มลงกราบองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เธอก็ถามว่าแร่นี้มีคุณค่ามากใสเหมือนแก้ว ท่านก็ตอบว่าใช่ แต่นี่คือแก้ว เธอก็ถามว่า แม่มีแหวนเพชรแต่เพชรถือว่าดีที่สุดในโลกมนุษย์ แต่ก็ไม่สวยเท่านี้ ไม่ใสเท่านี้ ไม่เป็นประกายเท่านี้

    สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงตอบว่า ใช่แก้วอันนี้จะถือว่าเป็นเพชร ก็เป็นเพชรที่มีความสำคัญมาก มีค่าสูงกว่ามีความแจ่มใสมากกว่า คือแก้วในโลกมนุษย์เราสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพชรที่เราใช้กัน ก็ไม่มีประกาย เวลาต้องแสงอาทิตย์ หรือต้องแสงไฟก็เป็นประกายเล็กน้อย ส่วนใหญ่ก็มองกันเป็นแก้ว คนใส่แหวนเพชรก็เหมือนใส่ตูดขวด

    หมายความว่าคล้ายๆกับเอาแก้วตูดขวดไปทำแหวนเพชร มีค่าไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่แพรวพราวเมื่อถูกแสงไฟก็เล็กน้อย แต่ว่าแก้วที่พบเวลานี้ยังไม่ต้องแสงอาทิตย์ ก็สามารถสะท้อนแสงออกมาได้ แพรวพราวเป็นระยับ เธอก็ถามว่าบริเวณกว้างยาวเท่าไร ท่านก็ตรัสว่า นับเป็นโยชน์ไม่ได้หรอกลูก มันต้องนับเป็นร้อยโยชน์พันโยชน์ ที่มีมากเพราะคนไม่กวน เธอก็ถามถึงความลึก ท่านก็ตอบว่า ให้ใช้อารมณ์ใจที่เป็นทิพย์หรือว่าใช้ดวงตาที่เป็นทิพย์มองดู
    ในที่สุด เธอก็ใช้ความเป็นทิพย์มองดู ปรากฏว่าเพชรพิเศษที่มองเห็นนี่อยู่ลึกมาก และมีปริมาณมาก เธอจึงกราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ฝรั่งเขาได้ไปหรือยัง ท่านก็ตอบว่า แร่ที่ฝรั่งได้ไปครั้งแรกฝรั่งได้แร่ผิวที่เป็นเพชรมีติดไปด้วย แล้วก็ฝรั่งเวลานี้ก็นำไปได้เยอะแล้ว

    ก็รวมความว่าฝรั่งนี่เขามีบุญ เธอคิดในใจว่าทำอย่างไรคนไทยจึงจะได้บ้าง ถ้าใช้กำลังความเป็นทิพย์ ไม่สามารถจะหยิบเอาวัตถุที่มีน้ำหนักไปได้ แต่ถึงกระไรก็ดีเพียงรู้เท่านี้ก็ถือว่าเป้นบุญตัว ต่อจากนั้นไปองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า จุไรเวลานี้โลกมนุษย์ดึกมาแล้ว พรุ่งนี้ต้องเรียนหนังสือลูกจะต้องกลับ

    แต่ก่อนจะกลับพ่อก็ขอเตือนว่า ความกตัญญูรู้คุณ การปฏิบัติคุณสนองความดีของผู้มีคุณตามคำแนะนำของท่าน และความเคารพในท่านอย่าลืม ถ้าไม่ลืมข้อนี้ พ่อจะสามารถนำเที่ยวได้ทุกภพแล้วข้อที่ ๒ ความเคารพในพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรม และพระอริยสงฆ์สอนอย่าลืม
    ประการที่ ๓ กรรมบถ ๑๐
    ๑. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์
    ๒. ไม่ลักทรัพย์
    ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
    ๔. ไม่พูดมุสาวาท
    ๕. ไม่พูดหยาบคาย
    ๖. ไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกัน
    ๗. ไม่พูดวาจาเหลวไหล
    ๘. ไม่คิดประทุษร้ายใคร
    ๙. ไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติใคร
    ๑๐. รักษาความดีให้ทรงตัว

    ถ้าปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ลูกรักจะสามารถไปได้ทุกภพทุกสถานที่ เวลานี้ก็หมดเวลาแล้ว เอาล่ะลูกหลานถือว่าหมดคอร์ทของโลกพระอาทิตย์และโลกพระจันทร์ ความจริงเรื่องราวมีมากกว่านี้มากแต่ขอยับยั้งเพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณพูนผล จงมีแก่ลูกรักทุกคน สวัสดี.
     
  6. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๖.จุไรท่องเที่ยวดาวอังคาร ตอนที่ ๑

    ลูกหลานทุกคนโปรดทราบ วันนี้วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๐ ที่พ่อป่วยไปหลายวัน หลังจากเล่านิทานไปเที่ยวโลกพระจันทร์ กลับมาแล้วในที่สุดก็ป่วย อาการป่วยเป็นด้วยอาการเฉียบพลัน ต้องรักษาแบบแปลกๆ คือการรักษาถ้าหมอรักษาตามแบบก็เห็นจะหายช้า หรือมิเช่นนั้นก็ต้องถูกทรมาน ก็จำต้องรักษาตามอาการของโรค

    ขอลูกรักทุกคนจงโปรดทราบว่า การเกิดของมนุษย์ทุกคนมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็มีความแก่ขึ้นทุกวันในท่ามกลาง มีความเจ็บไข้ไม่สบายอยู่เสมอ แล้วก็มีความตายในที่สุด สำหรับพ่อเป็นคนแก่แล้ว เมื่อความแก่เข้ามาถึงความตายก็จะเข้ามาถึงเป็นธรรมดาแต่ก่อนที่จะตายบรรดาลูกรักทุกคนมันก็ต้องป่วย ความจริงนี่พ่อป่วยเป็นอาชีพเพราะตรากตรำทำงานหนัก รับผิดชอบการงานหลายอย่าง ทั้งๆที่ไม่มีใครเขาใช้ แต่กฏของกรรมใช้จำจะต้องทำ ทำเพื่อความหมดทุกข์ แต่ก่อนที่จะหมดทุกข์มันก็มีทุกข์หนัก หนักทางกาย หนักทางใจ แต่กำลังความพอใจมันมีอยู่จึงมีความสุข

    ก็รวมความว่าวันนี้มาคุยกับลูกหลานทุกคน หวังจะเล่านิทานสู่กันฟัง สำหรับนิทานลูกรักทุกคนโปรดทราบ จงอย่าถือเป็นความจริง เรื่องดวงดาวต่างๆมีจริง เรามองเห็นด้วยตาเปล่าก็มี ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าก็มี แต่ความเป็นมาจริงๆของดวงดาวเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก นี่เป็นเรื่องของนิทาน

    นิทานวันนี้ก็จะเล่าเรื่องของ “จุไรไปเที่ยวโลกพระอังคาร” ดาวอังคารลูกรักทุกคน ตั้งแต่พ่อเกิดมาจำได้ว่าอายุ ๕ ปีเศษ ตอนนั้นอ่านหนังสือออกแล้ว ก็อ่านหนังสือพบว่าชาวเยอรมัน เขาตั้งกล้องดูโลกพระอังคาร ความจริงตอนนั้นเขาไม่สนใจเรื่องโลกพระจันทร์กัน หรือว่าเขาจะสนใจก็ไม่ทราบ แต่อ่านหนังสือทีไรพบว่า เขาต้องการโลกพระอังคาร เขามองดูโลกพระอังคาร บางปีเขาบอก โลกพระอังคารลอยเข้ามาใกล้ บางปีเขาบอกว่าไกลออกไปอย่างนี้เป็นต้น

    ก็เป็นอันว่าโลกพระอังคารมีจริง แต่ว่าพ่อเองหรือใครก็ตาม ไม่สามารถมองเห็นโลกพระอังคารด้วยตาเปล่า วันนี้ก็มาเล่านิทานเรื่องโลกพระอังคารกัน สำหรับลูกหลานที่เคยฟังกันมาแล้วก็ไม่ใช่ของแปลก ท่านที่ไม่เคยฟังท่านที่เป็นผู้ใหญ่ก็ดี ที่เป็นเด็กก็ดี ถ้าจะถามว่าความรู้ทางพระพุทธศาสนา ถ้าต้องการจะไปอย่างฝรั่งส่งจรวดขึ้นไปอย่างนี้ ต้องได้ “มโนยิทธิ หรือ อภิญญา” สามารถไปได้

    ก็รวมความว่าหลักสูตรพระพุทธศาสนาไปได้จริงแหล่ แต่ทว่าวันนี้เป็นเรื่องของนิทาน แต่ความจริงก่อนที่จะเล่าก็อยากจะพูดกับลูกหลาน โปรดทราบว่าโลกพระอาทิตย์ก็ดี พระจันทร์ก็ดี พระอังคารก็ดี พระพุธ พระศุกร์ พระเสาร์ พระเกตุ พระราหู

    ทั้งหมดนี้เป็นดาวนพเคราะห์ ในหลักสูตรโหราศาสตร์ในมหาทักษาถือเป็นพระเคราะห็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวที่เป็นบาปเคราะห์ ก็คือดาวอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวเสาร์ แล้วก็ดาวราหู ทั้ง ๔ ดาวนี้ปรากฏว่า ถ้าดาวดวงไหนหรือพระดวงไหนเสวยอายุ คนที่พระดวงนั้นๆ เสวยอายุก็ดี หรือว่าเข้าแทรกก็ดี จะมีแต่ความเดือดร้อน ความสุขจะหาได้ยาก จะมีความสุขบ้างก็มีความทุกข์หนัก

    สำหรับดวงดาวที่เสวยอายุที่เป็นสมพระเคราะห์ ก็มีดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส ทั้ง ๔ ดาวหรือ ๔ พระนี้ถ้าเสวยอายุใคร คนนั้นก็จะมีแต่ความสุข มีลาภมีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั่วไป ขอเล่าย่อๆแต่เพียงเท่านี้ ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงดวงอาทิตย์ หรือโลกอาทิตย์ จึงพูดถึงความเร่าร้อน

    เมื่อกล่าวถึงดวงจันทร์หรือโลกพระจันทร์จึงพูดถึงความแช่มชื่นหรือสมบัติ
    วันนี้เป็นดาวอังคารหรือพระอังคารเสวยอายุ ก็จะต้องพูดถึงความเร่าร้อนเหมือนกัน แต่ว่าพระอาทิตย์ก็ดี พระอังคารก็ดี แล้วก็พระเสาร์ก็ดี พระราหูก็ดี หรือจะเรียกว่าดาวก็ได้ ในเมื่อเสวยอายุแล้ว จะไม่ให้แต่ความเร่าร้อนเสมอไป บางโอกาสก็ให้ความสุขเหมือนกัน แต่ว่าส่วนใหญ่เป็นทุกขลาภ คือก่อนที่จะได้ลาภก็มีทุกข์ก่อน มีความเร่าร้อนก่อน ไม่ใช่มีแต่โทษ คุณก็มี โทษก็มี นี่จริยาของดาวต่างๆของพระเสวยอายุต่างๆเป็นอย่างนี้

    ต่อไปก็มาเล่าสู่กันฟังว่าหลังจากจุไรกลับมาจากโลกพระจันทร์แล้ว จุไรมีความกตัญญูรู้คุณในบิดามารดา รู้คุณในครูบาอาจารย์มีความเคารพท่าน แล้วก็มีความเคารพ ในบุคคลที่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าปกติทำใจให้เยือกเย็น สิ่งใดถึงแม้ว่าจะไม่พอใจอยู่บ้าง ก็พยายามฝืนยิ้มทำหน้าตาให้แช่มชื่น การฝืนแบบนี้ไม่ช้าจิตก็ชิน ความไม่พอใจก็มีน้อย ความไม่พอใจเกิดขึ้น ความดีของจิตที่ทรงอุเบกขาวางเฉย และเมตตา ความรัก กรุณา สงสาร ความกตัญญูรู้คุณก็เข้ามาแทรก ทำให้จิตใจสดชื่นสามารถยิ้มได้สบาย

    ฉะนั้นจุไรจึงมีความสุข เธอมีความสุขในการกตัญญูรู้คุณบิดามารดาหรือครูบาอาจารย์ มีความสุขในด้านขยันหมั่นเพียร ประกอบกิจการงานและการศึกษาและก็มีความสุขในการประพฤติดี ตามธรรมจริยาเป็นต้น ก็รวมความว่าจุไรเป็นคนดี

    วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๐ มองดูเวลาเกือบ ๑๙.๐๐ น. จุไรก็มีความรู้สึกว่าวันนี้มีความเย็นมากแล้ว รับประทานอาหารเสร็จ ช่วยบิดามารดารดน้ำผักพรวนดินเสร็จเรียบร้อย ก็กราบบิดามารดาเข้าห้องทำการบ้านเสร็จ หลังจากนั้นก็นั่งหน้าพระพุทธรูปกราบพระพุทธสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน ตั้งใจจับพระรูปพระโฉม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธรูปหลับตานึกถึงภาพพระภาวนา “พุทโธ” หรือ “สัมมา อรหัง” บางทีก็ “นะ มะ พะ ธะ” บ้างตามอารมณ์

    จิตใจก็สดชื่นจิตเข้าสู่ อุปจารสมาธิ ความเป็นทิพย์ก็เกิด เธอเห็นภาพพระชัดเจน มีความผ่องใสมาก จิตใจก็นึกตวัดว่าโอหนอฝรั่งเขาบอกว่าเขาจะไปดาวพระอังคาร ดาวพระอังคารนี้อยู่ไหนสนใจดาวพระอังคาร ตามนิมิตรก็กราบองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทูลขอพรว่าอยากจะไปเที่ยวดาวพระอังคาร

    นี่คุยกันตามนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องนิทาน บรรดาลูกหลานที่รัก ท่านที่ได้อภิญญาทุกคนจะเห็นว่าเป็นของไม่แปลกหรือว่าเป็นของเด็กเล่นก็ได้ เพราะจักรวาลต่างๆอยู่ใกล้มาก ท่านไปสวรรค์ ไปนรก ไปพรหมโลกบ้างเป็นต้น มันไกลกว่าหลายแสนเท่า เมื่อกราบพระมีจิตคิดอย่างนั้นก็เห็นแย้มพระโอษฐ์มีความยิ้มน้อยๆเสียงตรัสว่า จุไรลูกรัก ถ้าอยากจะรู้จักโลกพระอังคารตามพ่อมา หลังจากนั้นพระก็นำหน้าจุไรลอยตามหลัง คือว่าเวลานี้จิตของจุไรสอาดมาก ไม่มีกังวลทุกอย่าง จิตมุ่งอย่างเดียวเห็นภาพพระใจมีความเคารพในพระ ลอยตามพระไปอย่างไม่ยาก ในชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว

    ก็ปรากฏว่าเจอะโลกๆหนึ่ง ใหญ่กว่าพระจันทร์ แต่ลักษณะแตกต่างจากโลกพระจันทร์ คือลอยขึ้นไปดูด้านบนจะแป้นๆหน่อยๆ ไม่กลมเหมือนโลกพระจันทร์ ตอนกลางของโลกนี้จะมีรอยบุ๋มเข้าไป คือลุ่มหน่อยตรงกลาง มองลงไปแล้วดูเหมือนว่าจะมีน้ำ แต่น้ำจริงๆเป็นน้ำแข็ง แต่น้ำแข็งก็ไม่ได้เต็มไปหมดเสมอไป อยู่ในอ่างใหญ่เป็นน้ำแข็ง ในที่ดอนขึ้นมาหน่อยปรากฏว่าไม่มีน้ำ

    มองดูลักษณะของโลกพระอังคาร จะว่าคล้ายๆกับลูกชมพู่ก็ไม่แปลกนัก หรือว่าจะคล้ายลูกแอบเปิ้ลก็ไม่หนักนัก มันหัวแป้นๆ แต่ตรงกลางใหญ่ ตรงก้นเรียวนิดหน่อยไม่เรียวมาก แต่ถ้าจะดูกันจริงๆ มีความรู้สึกว่า แข็งแกร่งกว่าโลกพระจันทร์มาก โลกพระจันทร์มีส่วนยุ่ยมาก แต่โลกพระอังคารนี่ยุ่ยน้อย จริงๆมองในขณะนี้ปรากฏว่ายังไม่เห็นรอยยุ่ยเป็นหินแข็ง

    ต่อมาก็ลงเดินตามพระไป ลงไปถึงโลกพระอังคาร แต่ความจริงการยืนมองอยู่ข้างนอก เห็นว่าโลกพระอังคารไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก โดยเฉพาะสายตาสามารถมองไปได้ทั่วทั้งโลก เหมือนกับยืนมองลูกส้มโอลูกใหญ่ๆ มองได้ชัดเจนทุกครั้ง มองมามองไปก็ลงไปที่โลกพระอังคาร ลงไปทีแรกใกล้กับจุดน้ำแข็ง ก็คิดว่าโลกพระอังคารนี่มีความเยือกเย็นด้านบน ลองคลำดูย่องๆไปถึงตอนกลาง ตอนผิวนูนขอบๆอันนี้รู้สึกว่าจะไม่ค่อยเย็นนักไกลออกไป ไปข้างๆเกิดความอบอุ่นไปตรงปลายลูก ข้างล่างรู้สึกมีความร้อนสูงขึ้นตามลำดับ

    รวมความว่าโลกพระอังคารมีความเย้นกับความร้อนไม่เสมอกัน ถ้าดูผิวเป็นผิวเกลี้ยงเหมือนกับหินขัด หรือว่าปูนที่เขาทำผิวดีแล้ว ต่อมาก็เดินไปตามจุดต่างๆคิดในใจว่า โลกพระอังคารนี้มีสิ่งที่มีมนุษย์ไหม เคยอ่านหนังสืออ่านเล่นเขาว่าคนในโลกพระอังคารมี แต่ในโลกพระอังคารจะมีคนหรือมีสัตว์ไม่ทราบ แต่เวลานี้ไม่เห็นมี ในเมื่อไม่เห็นก็ต้องบอกว่าเวลานี้ไม่พบ ยังไม่กล้าปฏิเสธความมีของสิ่งมีชีวิต มองดูไปแล้วก็คิดว่า

    เยอรมันเมื่อสมัย ๗๐ ปีที่ผ่านมา เคยอ่านหนังสือว่าชาวเยอรมัน เอากล้องส่องโลกพระอังคาร ทำไมจึงไม่ส่องพระจันทร์ เหมือนเวลาปัจจุบัน พระอังคารอยู่ไกลกว่าแต่เยอรมันต้องการ ก็อยากจะทราบว่าโลกพระอังคารจริงๆนี่มีอะไรอยู่บ้าง ก็นึกในใจๆถามพระด้วยความเคารพ
    เวลานั้นมีความรู้สึกว่า เข้าไปกราบพระท่านแล้ว ก็ทูลถามว่า ภันเต ภควา ศัพย์นี้บรรดาลูกหลานทั้งหลาย จงอย่าคิดว่าพระพุทธเจ้ามาช่วยคนทุกคนได้อย่างไร ก็ต้องกล่าวว่าเป็น “พทธนิมิตร” อาจจะเป็นฉัพพรรณรังสีอะไรก็ตามเถอะ เพราะเห็นเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน นิทานเสียอย่างอะไรก็ได้

    แล้วก็ถามว่าโลกพระอังคารมีประโยชน์อะไรบ้าง เกลี้ยงเกลาแบบนี้ไม่มีสิ่งที่มีความสำคัญ สำหรับชีวิตมนุษย์บ้างหรือพระเจ้าข้า ก็ได้ยินเสียงพระตอบว่า

    จุไรลูกรักโลกพระอังคารไม่ได้เกลี้ยงเลย ดูแล้วจะเห็นมีความแข็ง แต่โลกพระอังคารนี่มีสิ่งที่อันตราย ต่อสิ่งมีชีวิตมากกว่าโลกพระจันทร์ เพราะทั้งลูกโลกพระอังคารนี่มีรังสีมาก ภายในมีความเร่าร้อนสูง แล้วความเร่าร้อนนี้ ก็กลายเป็นไอระเหยออกมาภายนอก ไอระเหยเหล่านี้มาจากแร่ธาตุที่มีความสำคัญ แร่ธาตุที่มีความสำคัญในด้านสันติก็มีมาก แร่ธาตุที่มีความสำคัญในด้านการทำลายก็มีมาก แร่ธาตุบางอย่างมีความสำคัญ ทั้งทางด้านสันติและทำลาย

    จุไรก็อยากจะถามตามความเป็นจริงว่า แร่ทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ตรงไหนพระเจ้าข้า พระก็บอกว่า จุไรลูกรักทำจิตให้มั่งคงกว่านี้ ตั้งใจเห็นจิตในจิต เอาจิตมองจิตของตัวเองให้เป็นประกายพรึก ให้แพรวพราวเหมือนดาวประกายพรึก ที่จะมองเห็นในเวลาเช้ามืด ให้ใสสว่างขนาดนั้น แล้วจงตั้งใจดูอะไรอยู่ตรงไหนที่อยากจะเห็นในเมื่อจิตที่ไปเป็นจิตที่สะอาด กายที่ไปเป็นกายของนามธรรม มีความสะอาดมีความเบา การกำหนดจิตให้แจ่มใสเป็นของไม่ยาก

    แล้วอาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เธอก็มองดู ความสำคัญภายในโลกพระอังคาร ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ก็เป็นการพอดีตรงจุดที่เธอยืน จุดนั้นปรากฏว่ามีแร่ทองคำขนาดหนัก มีบริเวณกว้างมากและก็ลึกมาก ส่วนที่ลึกลงไปเป็นแท่งใหญ่ๆเป็นแท่งทึบมีความแข็ง ส่วนที่ตื้นขึ้นมาใกล้ผิวเรียกว่าซุยเหมือนเม็ดทราย เป็นทองคำเม็ดเล็กๆเหมือนเม็ดทราย แต่ว่ามีหินภายนอกปิดบังความแข็งอยู่เล็กน้อยเป็นหินเกลี้ยงถ้าขุดจะตักก็เป็นของไม่ยาก เพียงใช้วัตถุแข็งๆกระเทาะหินออก หินจะมีความหนาไม่ถึงฟุตแล้วก็มีความแข็งไม่มาก ก็จะสามารถตัดทองคำซึ่งเป็นเม็ดทรายขึ้นมาได้โดยสะดวก

    เธอก็นึกในใจว่า ในเมื่อโลกพระอังคารมีสมบัติหนักขนาดนี้ เยอรมันสมัยนั้นจึงสนใจโลกพระอังคาร แล้วก็มองดูต่อไปข้างหน้าโน้นบริเวณแร่ทองคำ ถ้าปริมาณความยาวรู้สึกว่าหลายโยชน์ เป็นแสนโยชน์เรียกว่าเป็นทะเลทองคำ มีความลึกก็มากบริเวณก็มาก ใช้ความเป็นทิพย์ของจิตดูรอบๆ ว่าบริเวณทองคำบนโลกพระอังคาร มีจุดเดียวหรือว่าหลายจุด

    ก็ปรากฏว่ามีหลายจุดในโลกพระอังคาร มีทั้งส่วนบนถ้าคิดตามโลกปัจจุบันก็เป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต้องถือว่าเป็นทิศหรดี จุดนี้ตั้งแต่ขอบเบื้องบนไปเรื่อยไปเกือบถึงส่วนกลางของโลก เป็นร่องรอยเป็นที่อยู่ของทองคำ แล้วก็เป็นจุดใหญ่มาก รวมความว่าโลกพระอังคารจุดนี้ ทองคำมีจำนวนมาก จุดอื่นก็เหมือนกันแต่ไม่มากเท่านี้ ตาละจุดที่มีประมาณ ๔-๕ จุดใหญ่ๆส่วนเล็กมีมากถ้าจะเอาทองคำก็นับเป็นแสนตัน นี่พูดถึงจุดย่อย จุดใหญ่นั้นหาประมาณมิได้

    ต่อไปถ้าลึกลงไปจากทองคำ ส่วนนั้นก็จะมีแร่ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นแร่ซึ่งมีผิวหรือมีสีก็บอกไม่ถูก ช้ำเลือดช้ำหนอง บางจุดก็แดงบางจุดก็เข้มค่อนข้างจะเขียวเป็นมัน แร่ประเภทนี้จะกลายตัวเป็นทองคำ ใจก็นึกถามพระว่า แร่ประเภทนี้ในประเทศไทยมีไหม ท่านก็บอกว่า มี เกรดต่ำกว่าบนโลกพระอังคาร เพราะบนโลกพระอังคารร้อนกว่า แร่ประเภทนี้บนโลกพระอังคารเข้มข้นกว่าบนโลกที่เราอยู่ การกลายตัวของแร่ประเภทนี้บนโลกมนุษย์ จึงเชื่องช้ากว่าโลกพระอังคาร แล้วก็มีความแข็งแกร่งคือเกรดสูงไม่เท่าของโลกพระอังคาร

    จุไรจึงนึกในใจว่า โอหนอเป็นอย่างนี้ เยอรมันจึงต้องการรู้เรื่องโลกพระอังคาร และสนใจโลกพระอังคารมาก ก็ดูต่อไปเดินลงใต้ของโลกพระอังคารเรื่อยๆไป ก็พบกับความเยือกเย็นน้อยๆลง เริ่มมีความอุ่นขึ้น เดินเข้าไปปลายลูกด้านหนึ่ง รู้สึกมีความหนาวเย็นมากขึ้นเป็นลำดับ
    รวมความว่าตอนท้ายสุดจุดต่ำสุดของโลกพระอังคาร มีความร้อน จุดที่ข้างบนนี่นะหนาวเย็นมีหิมะจับ จุดใต้ลงไปก็มีความอบอุ่นขึ้นเป็นลำดับ

    ผลที่สุดก็เข้าถึงเขตร้อน มาจุดนี้จุไรก็พบแร่ชนิดหนึ่ง แร่ประเภทนี้มองผิวๆ จะรู้สึกว่าเป็นสีดำเป็นมัน แต่ว่าภายในนั้นเป็นสีใสมาก แร่ประเภทนี้ถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค ก็ตรัสว่าเป็นแร่ที่มีความสำคัญ ใช้กำลังแรงงานได้สูงมาก แรงงานที่ใช้ในแร่ประเภทนี้
    ๑. แรงขับเคลื่อน
    ๒. แรงทำลาย
    ๓. แรงด้านสันติ

    มีความเข้มข้นทุกอย่าง แรงขับเคลื่อน จุไรก็ถามท่านสมมุติว่าได้มาสัก ๑ กิโล การขับเคลื่อนจะมีประโยชน์ยิ่งกว่าน้ำมันขนาดไหน ท่านก็ตอบว่า แค่เพียง ๑ กิโล จะใช้การขับเคลื่อนกับน้ำหนักต่างๆ ได้หลายสิบตัน คือยานพาหนะที่จะใช้กับแร่นี้ เป็นเครื่องขับเคลื่อนหลายสิบตัน แร่นี้ ๑ กิโล สามารถจะให้ความเร็วได้ จะให้ความเร็วหรือความพุ่งตัวของยานพาหนะ ถ้าเทียบกับกำลังน้ำมันๆพุ่งไปได้ ๑ เท่า แร่ประเภทนี้ ๑ กิโลสามารถจะมีกำลังแรงถึงแสนเท่า

    จุไรจึงถามท่านว่า ถ้าแร่ประเภทนี้คนจะเอามาทำอย่างไร ท่านก็บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่เกินวิสัยของคน เวลานี้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำแร่ยูเรเนียมได้ แร่ยูเรเนียมวัตถุที่ให้เกิดนิวเคลียร์ ความจริงม่ใช่แร่เป็นยูเรเนียมหรือนิวเคลียร์แต่ว่าแร่ที่เอามาทำ มีรังสีที่สามารถพิฆาตเข่นฆ่าคนและสัตว์ให้ตายได้ นักวิทยาศาสตร์เขาก็สามารถ เอาแร่เหล่านี้มาทำประโยชน์ได้ฉันใด แร่ที่เห็นนี้ถ้าความจริงนักวิทยาศาสตร์เขามาพบ ก็สามารถจะเอาไปทำประโยชน์ได้เช่นเดียวกับแร่ที่กล่าวมาแล้ว

    แล้วเธอก็ถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อยากจะทราบว่ามีคนในโลกนี้บ้างไหม ที่สามารถจะใช้แร่นี้ให้เป็นประโยชน์ ท่านก้ตอบว่า คนในโลกนี้ยังไม่มีใครเอาไป เพราะว่าในโลกนี้ไม่มีคนในโลกนี้ไม่มีสัตว์ ถ้าจะว่ากันถึงคนจริงๆเวลานี้ ในโลกนี้มีอยู่คนเดียว จุไรถามว่า เวลานี้เขาอยู่ไหน ท่านก็ตอบว่า คนที่ยืนคุยกับท่านอยู่นี่ล่ะ คือจุไรนี่ล่ะมีอยู่คนเดียวในโลกนี้ อีกสักครู่หนึ่งเธอก็ไปอยู่โลกชมภูคือโลกมนุษย์ จุไรจึงถามว่า ในเมื่อไม่มีคนแร่เหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์แก่โลก

    ท่านก็ตรัสว่า คนที่เขามีความสามารถมี ถ้าเยอรมันมาได้เยอรมันก็จะนำประโยชน์จากแร่นี้ด้วย จากทองคำด้วยใช้เป็นประโยชน์ แต่เวลานี้เยอรมันจะมาได้หรือไม่ได้ก็ไม่มีใครทราบ ในเมื่อจุไรถามท่าน ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของพระจะพึงบอก เป็นหน้าที่ของคนทุกคนจะพึงทราบเอง เพราะการบอกไม่ใช่หน้าที่ของพระจะพึงบอกได้ จุไรถามว่า ทรงทราบไหมว่าเยอรมันมาได้หรือไม่ได้ ท่านตอบว่า ถ้าพระซะอย่างต้องการทราบจะต้องทราบในเมื่อเยอรมันคิดต้องการมาโลกนี้ คิดเวลาแล้วเกิน ๘๐ ปีแล้วความสามารถของเยอรมันรู้สึกว่าจะเหนือชาวโลกใดๆ ฉะนั้นคงจะไม่เป็นเหตุเกินวิสัย ที่ชาวเยอรมันจะมาโลกนี้

    เอาล่ะบรรดาลูกรักทั้งหลาย เวลานี้ก็ปรากฏถึงเวลา ๓๐ นาทีคอก็เริ่มแห้ง ทุกคนก็เริ่มเมื่อย ตั้งใจฟัง พักผ่อนกันสักนิดน่ะ พักประเดี๋ยวขอดื่มน้ำสักหน่อย ตอนนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกรักทุกคน สวัสดี
     
  7. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๗.จุไรท่องเที่ยวดาวอังคาร ตอนที่ ๒

    ลูกร้กทั้งหลายหลังจากการให้น้ำให้ท่ากันแล้ว พักเหนื่อยชั่วประเดี๋ยวหนึ่งเหมือนกับนักมวยถึงยกก็พักกันที นีกมวยเขา ๓ นาทีพัก ๑ นาที แต่ว่าพ่อเป็นคนแก่ ๓๐ นาทีพัก ๓ นาที เรียกว่าชกยาวกว่านักมวยพักยาวกว่านักมวยนิดหน่อย แต่คิดเวลาก็เสียเปรียบ

    ความจริงวันนี้คิดว่าจะไม่ไหว เพราะเมื่อวานกับวานซืนนี้ทำท่าจะตาย คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีแรงพอพูดได้ก็พูดกันต่อไป ทุกคนฟังแล้วอย่าลืมว่า อันนี้เป็นเรื่องของ “นิทาน” ถ้าไม่ตรงกับความจริงนักวิทยาศาสตร์ ก็อย่าด่ากัน ถ้าใครด่านิทาน ก็คือด่าผี ถ้าคำด่าไม่ถูกตัวผีก็ถูกตัวคนด่าก็หมดเรื่องกันไป

    รวมความว่าจุไรก็กราบทูลพระว่า ชาวเยอรมันสามารถจะนำวัตถุที่มีความสำคัญไปได้ไหม แล้วก็ได้หรือยังในฐานะที่สนใจมานานนัก แต่ท่านก็ไม่ยืนยันแน่นอนว่าเยอรมันได้ไป ท่านก็ยังไม่ปฏิเสธว่าเยอรมันยังไม่ได้ ข้อนี้ก็ต้องคิดและก็ต้องคิดมาก ที่ว่าคิดมากก็เพราะ
    เมื่อเร็วๆนี้ไม่นานนัก ปรากฏว่าเครื่องบินของเยอรมัน เป็นเครื่องบินเล็ก มีหนุ่มอายุ ๑๙ ปี ขับเคลื่อนไปจากประเทศเยอรมัน เข้าไปในเขตของรัสเซียไปลงที่ “จัตุรัสแดง” รัสเซียเรียกว่ามีหมออย่างดีส่องกล้องอย่างดี นั่นก็หมายความว่าสิ่งเล็กๆแม้เท่าตัวแมลง ถ้าจะผ่านประเทศของรัสเซียทางอากาศก็สามารถจะจับภาพได้

    แต่เครื่องบินส่วนบุคคลมันใหญ่ ตัวคนก็ใหญ่ แต่รัสเซียไม่สามารถจะจับภาพได้ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมทางวิทยาศาสตร์ และรัฐมนตรีกลาโหม ต้องออกจากตำแหน่งกันเป็นแถวๆ การออกนี่เขาจะลาออกหรือว่าจะให้ออกก็ไม่ทราบ

    รวมความว่าฝ่ายที่รับผิดชอบรับผิดเต้มที่ ข้อนี้ก็ต้องคิดลูกหลานที่รักว่า ถ้าเยอรมันไม่มีความสามารถจะหลบหลีกได้ คำว่า “หลบหลีก” หมายความว่า “ทำให้ไม่เห้นได้” ทำให้เครื่องจับภาพเสีย หรือเวลานั้นใช้การไม่ได้เหมือนกับคนมีตา เวลานั้นตาหลับสักประเดี๋ยวเดียวหรือตาฝ้าตาฟาง ไม่สามารถจะมองเห็นได้ นี่เข้าไปเมืองทีเดียว (จัตุรัสแดง)

    รวมความว่าสงสัยเยอรมันจะนำแร่จากโลกนี้ไปได้ก็ไม่ทราบ เพราะเยอรมันไม่มีสิทธิที่จะเปิดเผยให้โลกทราบ จึงได้นึกว่าเยอรมันมีความสามารถเป็นพิเศษ อย่างเมื่อสมัยแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๑ เขาห้ามทำอาวุธแต่พอ “ฮิตเลอร์”

    ขึ้นมามีอำนาจฉีกสัญญา “แวร์ซาย” บนรถไฟเก่าๆที่ทำสัญญาแพ้ศึกสมัยก่อน หลังจากนั้นแล้วเยอรมัน ก็มีอาวุธพิเศษกว่าชาวโลกทั้งหลาย

    ในอันดับแรกเห็นว่ามี จรวด วี-๑ วี-๒ สามารถมีเครื่องบังคับการยิงปืนใหญ่ ใช้เครื่องวิทยุทหารคนหนึ่ง สามารถบังคับปืนใหญ่ได้ ๘ กระบอก ยิงได้ตามเป้าหมาย จรวด วี-๑, วี-๒ เขายิงจากที่นู้นมาลงอังกฤษ แล้วสามารถจะลงที่ไหนถูกอะไรบ้างก็ได้ รถถังเยอรมันที่เรียกว่า “รถราชสีห์” ใช้วิทยุขับเคลื่อนทหาร ขับเข้าไปใกล้ชายแดนใกล้สนามรบ เวลาจะทำการรบ ทหารก็ลงบังคับให้รถไปรบแต่ผู้เดียว เมื่อรบเสร็จก็บังคับให้รถกลับมารับแล้วกลับที่เดิม รถก็มีความแข็งมาก เวลานั้นปรากฏว่าชาวรัสเซียก็ยอมรับว่า รถราชสีห์นี่แข็งมาก ปืนต่อสู้รถถังยิงจังๆ หน้าเพียงถลอกบางๆไปเท่านั้นเอง

    ก็รวมความว่าชาวเยอรมัน มีความสามารถพิเศษกว่าชาวโลกทั้งหลาย ในเมื่อเยอรมันพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทางสัมพันธมิตรห้ามเยอรมันกับญี่ปุ่นมีทหาร เขาควบคุมเองตอนนี้เยอรมันกับญี่ปุ่นรวยมาก มีทองคำมาก ในเมื่อสมัยก่อนเธอไม่มีทรัพย็สิน ยังสามารถสร้างอาวุธพิเศษได้

    ในขณะที่เยอรมันมีทรัพย์สินมากรวยมาก ที่ไม่สามารถจะสร้างอะไรลับๆไม่มีในสมัยนั้น ที่น่าแปลก ก็เขาห้ามนำอาวุธ แต่พอฮิตเลอร์ฉีกสัญญาแวร์ซายแล้ว อาวุธต่างๆปรากฏขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างรถถังก็ดี เรือรบก็ดี เป็นของใหญ่ที่ต้องต่อในที่ใหญ่ เยอรมันก็สามารถทำให้ชาวโลกไม่เห็นว่ามีรถถังกับเรือรบ เขาต่อที่ไหนใครก็ไม่ทราบ เรือรบมันไม่ใช่เล็ก นี่ความสามารถเยอรมันมีมากอย่างนี้

    บรรดาลูกหลานที่รัก ในเมื่อเยอรมันมีเงินมากแล้วก็ไม่มีใครสงสัย ในการสร้างอาวุธแล้วการที่เธอจะมาโลกนี้ ก็เป็นของไม่แปลกในการปิดบังย่อมทำได้ เขาไม่ประกาศ ก็รวมความว่าเยอรมันจะมาโลกนี้ได้หรือไม่ได้ ไม่ยอมรับเหมือนกัน แต่ว่าสงสัย ความสามารถของเยอรมันเห็นชัดว่า สามารถนำเครื่องบินผ่านรัสเซียลงกลางใจเมือง คือ “จัตุรัสแดง” ได้
    รวมความว่าต้องคิดว่าเยอรมันอาจจะได้อะไรไปจากโลกนี้บางก็ได้ โลกพระอังคารนี่มันเป็นบาปเคราะห์จริงๆ ต่อไปก็คุยกันถึงโลกพระอังคารต่อ ว่าจะเล่าตอนเดียวจบ ตอนที่ ๒ พยายามรัดให้จบ

    ในเมื่อจุไรมีความสงสัยอยากจะทราบต่อไป เห็นทองก็เห็นแล้ว ทองเป็นที่พอใจของผู้หญิง ถึงแม้จุไรจะมีอายุเพียงน้อยๆ คือย่างเข้า ๕ ขวบหรือ ๕ ปี เธอก็ชอบสวยชอบงามชอบทองคำเหมือนกัน แต่สิ่งที่เธอต้องการจะทราบอีก ก็คือเครื่องประดับ เช่นเพชรนิลจินดาเป็นต้น เธอก็มองไปมองมาว่าโลกนี้จะมีแก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาไหม

    รวมความว่ามองไปไม่ไกลนัก ทางด้านส่วนสุดของด้านใกล้ความร้อน อยู่กลางๆของความร้อนไม่ร้อนจัดอุ่นมากๆแต่ค่อนข้างมีความร้อนคล้ายประเทศไทยในจุดนี้มีแก้วมาก แก้วมีหลายจุดเป็นย่อมๆอยู่ในความลึกหรืออยู่ในหินก็มีความลึกไม่มาก ตั้งแต่ผิวหินลงไปถึงส่วนลึกมาก แล้วมีบริเวณกว้างแก้วมีหลายสี แต่สีที่เธอต้องการรักมากก็คือหนึ่งแดงสยาม สีแดงเข้มจัดสวยงามมาก สีที่สองก็คือสีเหลืองเธอชอบมาก สีอันดับหนึ่งจริงคือสีน้ำมันก๊าดเป็นเพชร แพรวพราวระยับ อันนี้หาไม่ยากเลยดื่นดาษไปหมด เต็มบริเวณไปหมดเธอมองดูแล้วก็ชอบใจ

    ต่อไปก็เดินไปใกล้เข้าจุดที่มีความสำคัญ นั่นคือแหล่งสำคัญจุดหนึ่งเห็นแร่ประเภทก่อน ที่มีความเป็นมันแล้วก็มีความสำคัญเป็นสภาพใส ภายในมีรังสีจัด พอเข้าไปใกล้ๆจุดหนึ่งซึ่งมีสภาพคล้ายๆกับจะมีเต้นท์หรือมีกระโจม แต่ว่ามีสภาพแข็งแรงมาก เข้าไปใกล้ก็พบวัตถุที่เรียกว่าเครื่องมือสำหรับขุด มีอยู่มากมายแล้วก็มีรถตีนตะขาบ มีเครื่องเจาะมีเครื่องตัด ร่องรอยแห่งการขุดการเจาะการตัดมีอยู่

    จึงได้กราบทูลถามองค์สมเด็จพระบรมครูว่า คนในโลกนี้ไม่มี แต่ว่าวัตถุสำหรับคนจึงมี องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ตรัสว่า จุไรลูกรัก จงดูว่าเครื่องมือมีสีอะไรเป็นสัญลักษณ์ เธอก็ตอบว่า มีสีแดงเจ้าข้า ท่านก็บอกว่าดูสีมีหนังสือที่เขาจารึกหรือตอกสลักไว้กับเครื่องมือมีไหม เธอก็บอกว่าร่องรอยของหนังสือมีแต่หนังสือที่ม่ใช่หนังสือไทย และก็ไม่ใช่หนังสือเยอรมัน เป็นร่องรอยแสดงว่าเป็นหนังสือ ก็ไม่ทราบว่าอ่านอย่างไร สมเด็จพระจอมไตรขึงตรัสว่า จุไรความเป็นทิพย์ของร่างกายมี ความเป็นทิพย์ของจิตก็มีคำว่า “ทิพย์” นี่แปลว่า “เล่น” ไม่มีอะไรหนัก ทุกสิ่งทุกอย่างทำเหมือนเล่นๆอย่างที่ลูกจุไรต้องการจะลงมาโลกพระจันทร์ โลกพระอังคารก็ดี ก็มาแบบเล่นๆ นึกปั๊บถึงปุ๊บ

    ในเมื่อเห็นภาพร่องรอยขีดเขียนแสดงว่าเป็นตัวหนังสือ ถ้าอยากจะทราบก็ควบคุมกำลังใจคิดว่าหนังสือเขาเขียนว่าอย่างไร จุไรก็ทำใจตามที่ท่านสั่งรวบรวมกำลังใจ ก็ทราบว่าหนังสือเขาเขียนว่า “สูตู” จึงถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าคำว่า “สูตู” หมายความว่าอะไร ท่านก็ตอบว่าคำว่า “สูตู” นี่เป็นโลกๆหนึ่งหรือเป็นดาวดวงหนึ่ง ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย หรือของโลกก็แล้วกัน ดาวดวงนี้ถ้ามองไปที่ดาวกัลปพฤกษ์ หรือดาวกระพริบของบรรดาคุณยายทั้งหลายเรียกว่า “ดาวกระพริบ” ถ้าตามศัพย์หนังสือเขาเรียกว่า “ดาวกัลปพฤกษ์” สว่างมาก

    มองไปที่ดวงดาวนี้แล้วมองไปที่เบื้องสูง จะเป็นจุดเล็กๆไกลๆดวงดาวเล็กๆ มองดูจากประเทศไทยด้วยตาเปล่าเห็นไม่ถนัดนัก ดาวดวงนั้นเขาเรียกว่า “ดาวสูตู” เพราะเป็นประเทศๆหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “สูตู” ถ้าจะเรียกโลกทั้งหมดในสูตูว่าเป็นสูตูทั้งหมดก็ไม่ได้ ประเทศที่มีความสำคัญจริงๆก็คือ “สูตู” ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์เก่งกาจมาก ในโลกชมภูคือโลกที่เราอยู่นี้ ยังไม่มีความสามารถเท่าเขา

    ฉะนั้นเครื่องมือนี้ ต้องเป็นเครื่องมือของชาวโลกสูตู ที่มาขุดเอาแร่นี้ไปใช้เป็นประโยชน์ เธอถามว่าเขาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ท่านก็ตอบว่า เอาไว้วันเวลาเข้ามาถึงเราไปกันที่โลกนี้ จะได้ทราบว่าเขาใช้อะไรบ้าง ต่อมาเธอก็ดูต่อไปทิศทางไม่ต้องบอกกันนะ

    เธอดูไปรอบๆเห็นแร่ทองขาวซึ่งมีความสำคัญมาก ที่เขาถือว่ามีค่ามากกว่าทองคำ แต่ก็ไม่เห็นมีใครนิยมใช้กัน ใช้ทองคำเป็นสำคัญ เครื่องรองรับการเงินก็ใช้ทองคำเขาไม่ใช่ทองขาว รวมความว่าทองขาวก็มีมาก แร่เงินก็มีมาก แร่เหล็กที่มีความแกร่งกว่าธรรมดาที่มีอยู่ในโลกเราก็มีมาก แล้วก็มีแร่ชนิดหนึ่งที่มีความแข็งมาก ทนต่อการเสียดสี แร่ประเภทนี้มีตื่นทางด้านทิศตะวันออกกับทิศเหนือ จากทิศเหนือไปถึงทิศตะวันออกเป็นพืดเต็ม

    แร่ประเภทนี้ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า ถ้ามนุษย์อยากจะไปดวงพระอาทิตย์ ถ้าเขาใช้แร่ประเภทนี้เป็นยานพาหนะ ใช้ความหนาของเปลือกพอสมควร แร่นี้จะทนการเสียดสีในอากาศและก็ทนความร้อนได้มาก กระแสดวงอาทิตย์ไม่สามารถจะทำลายแร่นี้ได้ คือไม่สามารถละลายแร่นี้ได้ มีความแข็งมากใช้แต่แร่นี้

    โดยเฉพาะเข้าไปในดวงอาทิตย์ สิ่งที่อยู่ภายในจะเสียหมด แล้วสิ่งที่มีชีวิตที่นั่งอยู่ในนั้นก็จะตายหมด เพราะความร้อนสูงขอลูกรักจงดูต่อไป

    ในช่วงด้านใกล้ปลายของโลกพระอังคาร จะมีแร่ประเภทหนึ่ง ใกล้ปลายโลกอังคารนี่ร้อนจัดมีความร้อนมาก จะมีแร่อีกประเภทหนึ่งมองดูเผินๆคล้ายสีตะกั่ว เกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มโตมาก ตั้งแต่ช่วง ๑ ใน ๔ ตอนปลาย วัดหายไป ๓ เหลือ ๑ ใน ๔ ช่วงตอนบนของโลกพระอังคารถึงปลายโลกพระอังคาร ส่วนในซีกตั้งแต่ในทิศตะวันตกถึงทิศเหนือ บริเวณกว้างถึงปลายโลกพระอังคารนี่มีความร้อนสูง แต่ว่าจะมีแร่ประเภทนี้อยู่หนามาก

    แล้วก็แร่นี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าบอกว่า มีความสำคัญคือสามารถขจัดความร้อนให้สะท้อนกลับได้ ซึ่งเป็นศัตรูกับความร้อน นั่นก็หมายความว่าถ้าเขาทำจรวดด้วยแร่ที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น แร่ประเภทนี้บอกชื่อไม่ได้นะเพราะชื่อไม่เหมือนภาษาไทย ทำจรวดประเภทนั้นแล้วก็เอาแร่ประเภทนี้เคลือบข้างในให้หนา ไม่ต้องเคลือบข้างนอกๆปล่อยให้ร้อน แต่เคลือบข้างในให้หนา ความร้อนถึงแร่ประเภทนี้แล้วจะสะท้อนกลับ

    เป็นอันว่าเครื่องจักรกลทั้งหลายที่อยู่ภายในก็ดี สิ่งที่มีชีวิตก็ดีอยู่ภายในจรวดนั้นจะไม่มีอันตราย จะไม่มีความร้อนสูง ความร้อนจะเข้าไปถึงไม่เกิน ๒๐ องศา ก็อยู่ในเกณฑ์หนาว ท่านบอกว่าถ้าคนมีความสามารถเอาแร่ประเภทนี้ไปใช้กับจรวดทาภายใน ก็สามารถจะไปโลกพระอาทิตย์ได้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าการผ่านกระแสไฟภายในดวงอาทิตย์ ซึ่งมีรังสีจัดมากแล้วก็มีความสำคัญมาก อันนั้นคนจะต้องมีความสามารถสร้างเครื่องป้องกัน โดยเฉพาะเสื้อหุ้มห่อร่างกายไม่พอ เพราะว่าถึงแม้จะมีอ๊อกซิเจนสูบก็ไม่พอนัก ต้องมีแร่ชนิดหนึ่งสามารถดูดรังสีเมื่อรังสีผ่านมาดูดเข้าไปเลย เก็บรังสีนั้นไว้ภายในหรือว่ารังสีนั้นถูกทำลาย ในเมื่อเข้าไปใกล้รังสีเข้าไปใกล้ประมาณสัก ๔ กิโลเมตร จะถูกทำลาย อากาศช่วงนั้นจะเป็นอากาศดี หรือว่าไม่ทำอันตรายต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต

    แร่ประเภทนี้ท่านบอกว่ามีข้างหน้าโน้น มองหันหน้าไปทางทิศตะวันตกของโลกมนุษย์ ด้านขวามือมองไปด้านเหนือแร่ประเภทนี้จะมีอยู่ดื่น สำหรับสีของแร่ประเภทนี้บางส่วนจะเห็นเป็นสีแดง บางส่วนจะเห็นเป็นสีเหลือง บางส่วนจะเห็นเป็นสีขาวแต่ว่าไม่ชัดเจนนัก ทั้งหมดนี้ไม่ชัดเจนคละกันมีสีผสมกัน ปนกันไปปนกันมา แร่ประเภทนี้มีความแข้งพอสมควรแข็งมากกว่าหิน

    จุไรจึงถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนที่มีความสามารถเอาแร่ประเภทนี้ไปมีอยู่หรือไม่ ท่านตอบว่า คนที่มีความสามารถอาจจะมี แต่คนที่ได้แร่นี้ไปยังไม่มี ฉะนั้นเวลานี้ยังไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้ ต่อมาก็เดินต่อไปทางด้านทิศเหนือคลำไปคลมา เดินใกล้ช่วงขั้วบนเข้าประมาณ ๕๐ % ของดวงดาว

    ตอนนี้ก็เจอะเครื่องมืออีกชุดหนึ่ง ไกลกันมากจากชุดก่อน ถ้าวัดเป็นกิโลเมตร ก็เกินแสนกิโลเมตร ก็มาเจอะอาการต่างๆเหมือนกันคือ
    ๑. กระโจมทำเหมือนกับกระโจมเป็นโรงเก็บ
    ๒. วัตถุเจาะ
    ๓. เครื่องรถตีนตะขาบ

    ทั้งหมดทั้งสองจุดเหมือนกันมีสภาพเหมือนเคลือบ เหมือนกับมีการเคลือบเพื่อป้องกันการสลายตัว หรือว่าทำให้แข็งแม้แต่ผ้าใบก็ไม่เหมือนผ้าใบธรรมดา มีสีเป็นเคลือบหนามาก เข้าใจว่าเขาจะเคลือบให้แข็งและเหนียว ป้องกันรังสีที่จะเข้าไปไหม้

    เมื่อเข้าไปดูแล้ว องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสถามว่า ลูกรักเห็นไหมว่าสีสันวรรณของเครื่องมือมีสีอะไรเป็นสัญลักษณ์ เธอก็ตอบว่า เป็นสีเขียวเจ้าค่ะ ท่านก็ถามว่า มีหนังสือไหม เธอมองไปก็เห็นตัวหนังสือชัดเจน แต่อ่านไม่ออก ท่านก็ทวนคำว่า “ทิพย์” กับจิตให้เกิดขึ้น ให้มีความเข้มข้นกว่าก่อนให้เหมือนกับเห็นภาพมาแล้วว่า เราต้องการทราบว่า หนังสือนี่เขาเขียนว่าอย่างไร ใจจะบอกเพราะคำว่า “ทิพย์” แปลว่า “เล่น” ไม่มีอะไรยาก

    เธอก็ทำตามนั้นความรู้สึกบอกว่าหนังสือ “จามร” ก็กราบทูลพระองค์ว่า หนังสือเขียนว่า “จามร” พระเจ้าข้า ท่านก็ถามว่า จุไรลองเอาจิตเข้ารับทราบว่า จามร อยู่ที่ไหน เธอก็ทำตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัส คิดว่าจามรอยู่ที่ไหนภาพจงปรากฏแก่ข้าพเจ้า ก็เห็นภาพดวงดาว ๒ ดวงขนานกัน คือดวงแรกใหญ่มาก ที่เห็นชัดเวลาที่อยู่ในโลกมนุษย์ จำได้ว่านั่นคือดวงดาวพระศุกร์ อยู่ทางทิศตะวันตกของโลกมนุษย์ เวลากลางคืนแล้วก็มี ดวงดาวเล็กอยู่เหนือดาวพระศุกร์ขึ้นไปมองอยู่สูงกว่ากันมากจากดาวพระศุกร์มีแสงระยิบแต่ว่าเห็นใกล้กว่าดาวสูตู อันนี้เรียก “ดาวจามร”

    จึงกราบทูลองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เห็นดวงดาวเล็กๆพระเจ้าข้า เรียกว่า “ดาวจามร” สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ถามต่อไปว่า ดูสิลูกว่าจามรดวงนี้มีสิ่งมีชีวิตไหม เธอดูปั๊บก็ทราบทันทีว่ามีสิ่งมีชีวิต มีประเทศชาติหลายประเทศ มีความรุ่งเรืองมากแล้วก็มีความฉลาดทางวิทยาศาสตร์มาก มีความสามารถพิเศษ องค์สมเด็จพระบรมเชษฐ์ก็ตรัสว่า เธอลองดูสูตู สิ สูตู เขามีความสามารถเท่าจามรไหม เธอก็มองดูอยากจะทราบสูตู ภาพก็ปรากฏชัด ก็มีความรู้สึกทางภาพเห็นว่า สูตูก็ดี จามรก็ดี มีความเชี่ยวชาญไม่แพ้กัน

    องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสถามว่า ดูรูปร่างของคนที่อยู่ในโลกของจามรกับสูตูสิ มีรูปร่างคล้ายกันไหม เธอก็บอกว่า ไม่คล้ายกันเจ้าค่ะ จามรคล้ายคนไทย ไม่สูงใหญเหมือนฝรั่ง แล้วก็ไม่มีท่าแข็งแกร่งเหมือนแขก ท่าทางนิ่มนวลมีความเยือกเย็น จิตมีความเมตตาสูง ความดุร้ายไม่มี ผิดกับสูตูๆมีภาพแปล่ง จามรมีผิวบางละเอียด สูตูมีผิวดำแต่ผอมเกร็งๆสำหรับผู้ชาย ผู้หญิงก็ไม่สวย ก็ดูแขกก็แล้วกัน ผิวแขกท่าทางเหมือนแขกเกร็งๆหน้าเหี้ยม ท่าทางดุ
    แล้วท่านก็ถามว่าจงดูจริยาคน ๒ ประเทศ หรือ ๒ โลก จะเหมาทั้งโลกก็ไม่ได้ ทั้งโลกเขาก็มีดีบ้าง มีจิตใจเป็นสุขก็มี มีจิตใจเมตตาก็มี นี่ว่ากันเฉพาะโลกเฉพาะประเทศในโลกมนุษย์ ก็มีบางประเทศที่มีความเหี้ยม มีทั้งความเห็นแก่ตัว โลกทั้ง ๒ โลกนี้จงดูว่า ใครมีความเข้มข้นของความเหี้ยมมากกว่ากัน จุไรก็บอกว่า สูตู เจ้าค่ะ

    ก็รวมความว่าหันกลับมาโลกพระอังคารกันใหม่ เวลามันใกล้จะหมดลูกหลานทั้งหลาย ถ้าเราเที่ยวโลกพระอังคารกันจนจบ เข้าใจว่าไม่จบแน่ ก็มองดูผิวโลกต่อไปว่า ผิวโลกพระอังคารนี้สีจริงเป็นสีอย่างไร รวมความว่าเบื้องบนขาวมีสภาพเป็นหิน แล้วก็มีรังสีสูง รังสีหนากว่าโลกพระจันทร์ เป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิต แต่ว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า จุไรลูกรักอันตรายมีจริงสำหรับรังสี แต่ว่าคนที่มีความสามารถเหนือกว่ารังสีมีอยู่

    จุไรถามว่าคนที่ว่านี้ ในประเทศสูตูหรือจามร สมเด็จพระชินวรก็ตรัสว่าทั้ง “สูตูและจามร” เขามีความสามารถเกินกว่ารังสีจะทำอันตรายเขาได้ เฉพาะนักวิทยาศาสตร์ และเฉพาะโลกชมภูเวลานี้ก็ตรัสว่า ประเทศหนึ่งที่สามารถชนะรังสีนี้ได้นานแล้ว เขาชนะรังสีนี้ได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ล้วก็มาถึงโลกพระอังคารนี้แล้วเงียบๆไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี อาจจะเกินนั้น นั่นคือ “ชาวเยอรมันตะวันตก”

    ชาวเยอรมันตะวันตกสามารถทำจรวดเข้าถึงโลกพระอังคารแล้ว แร่ต่างๆที่เปล่งรังสีออกมาไม่สามารถจะทำลายชีวิตเขาได้ หรือว่าไม่สามารถจะทำลายยานพาหนะเขาได้ สิ่งที่มีความสำคัญแก่ชาวเยอรมันนั่นคือ รังสีที่มีความดีเป็นพิเศษ รังสีที่ทำลายภาพนั้นมีอยู่ เยอรมันได้ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสีที่ทำลายเครื่องดูให้มองไม่เห็น เยอรมันก็ได้ไปแล้ว
    เธอก็ถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า รังสีที่ว่านี้เขาเรียกว่าอะไร สมเด็จพระจอมไตรก็ตอบว่า การเรียกชื่อไม่เหมือนกัน ดูจุดนี้ก็แล้วกัน แร่ประเภทนี้มีสีขาวคล้ายเงิน แต่ว่าขาวกว่าเงินมีความแจ่มใสกว่า มีรังสีออกมาเป็นความเยือกเย็น แต่มีความแรงสูง แร่ประเภทนี้ทำลายทุกสิ่งที่จับเป้าได้ดี

    เอาล่ะบรรดาลูกรักทั้งหลาย หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ตรัสว่า จุไรลูกรัก เราคุยกันถึงเวลา ๑ ชั่วโมงแล้ว เป็นอันว่าจบเรื่องราวของโลกพระอังคารเสียที ถ้าเราไม่จบมันก็จะไม่จบ คุยกันถึง ๑ ปีก็ยังไม่จบ วันนี้องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็บอกให้จากกันได้ แต่ก่อนจะจากกันท่านก็บอกว่า การเล่าเรื่องต่างๆก็จำเป็นต้องวัดจากราศรี คือพระอังคารเป็น บาปเคราะห์ ก็ต้องมีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องสังหาร ซึ่งทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ได้

    สำหรับต่อไปโลกพุธ โลกพฤหัส โลกศุกร์เป็นสมพระเคราะห์คือทำความสุขให้เกิดขึ้น ในที่นั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตแต่นิทานก็ต้องมี แล้วสมเด็จพระชินสีห์ก็กลับจุไรก็กลับบ้าน บรรดาลูกรักทั้งหลายสัญญษณบอกหมดเวลาปรากฏแล้ว วันนี้เกือบแย่คอแห้งเสียงแหบเกือบขาดใจ ขอลาบรรดาลูกรักทั้งหลายไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่ลูกหลานทุกคน สวัสดี
     
  8. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๘.จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ
    โดยส.ธ.


    ลูกรักทุกคนวันนี้มีโอกาสมาคุยกับบรรดาลูกรักทั้งหลายตามเดิมวันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐ เมื่อตอนบ่ายนี้ป่วยมากคิดว่าจะไม่มีโอกาสมาคุยกับลูกกับหลานตอนนี้อาการทรงตัวนิดหน่อยก็ถือโอกาสมาคุยกับลูกกับหลานตามปกติ

    เพราะว่าเป็นการเล่านิทานสำหรับเสียงลูกหลานที่รักจงอย่าถือเป็นสำคัญเพราะอาการป่วยของพ่อมันมีเป็นปกติเสียงคนป่วยก็ไม่ใช่เสียงคนปกติในเมื่อคนไม่ปกติเสียงก็ต้องไม่ปกติอันนี้เป็นกฎของธรรมดาของโลกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "โลกนี้เป็นอนิจจัง"

    คือมันไม่เที่ยงไม่มีการทรงตัวไม่มีความแน่นอนเดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้นเดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ทุกขัง ถ้าเรายึดถือมันมากเกินไปจิตใจก็เป็นทุกข์สู้วางเฉยไม่ได้มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันอนัตตาในที่สุดมันก็พังทั้งหมดร่างกายก็พังเสียงก็พังทั้งรูปทั้งนามก็พังพังหมดไม่มีอะไรเหลือในที่สุดเราก็ถือการวางเฉย เป็นสำคัญ

    การที่มาพูดวันนี้ทั้งๆที่มันยังป่วยอยู่ก็เพราะว่าถ้าแรงยังมีอยู่บ้างก็ควรจะทำเพราะการปล่อยการงานให้คั่งค้างเช่นลูกหลานทั้งหมดปล่อยการบ้านให้คั่งค้างปล่อยวิชาความรู้ให้คั่งค้างไม่ตรวจดูตรวจสอบไม่ทบทวนในเมื่อความรู้ไม่ครบถ้วนอย่างนี้เขาถือว่าเป็นอัปมงคลคำว่า "อัปมงคล" คือไม่ดี การงานทุกอย่างที่เราต้องทำต้องทำให้เสร็จวิชาความรู้มีกี่วิชาต้องเรียนให้ได้เรียนให้รู้ต้องให้รู้ดีอย่างเขาจึงจะใช้ได้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อะนากุลาจะกัมมันตาเอตัมมังคะละมุตตะมัง" การที่มีการงานไม่คั่งค้างจัดว่าเป็นอุดมมงคล

    ความจริงสำหรับพ่องานนี้ไม่เกี่ยวเป็นงานประจำเป็นงานอดิเรกถึงแม้ว่าจะเป็นงานอดิเรกแต่เป็นอาหารจิตของใจของบรรดาลูกทั้งหลายอาหารใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "มโนสันเจตนาหาร" หมายความว่าอาหารของใจความจริงลิ้นก็แข็งเสมหะก็มัดเสมหะมันรัดพูดไม่ชัด

    ก็รวมความวันนี้มาเล่านิทานกันเป็นการให้อาหารทางใจสำหรับบรรดาลูกรักทุกคนแต่นิทานวันนี้จะเป็นเรื่องของดาวพระพุธ หรือว่าโลกพระพุธ ความจริงพระพุธนี่ก็เป็นพระเสวยอายุองค์หนึ่งในตำราโหราศาสตร์เขากล่าวว่าพระพุธเป็นสมพระเคราะห์นั่นก็หมายความว่าบุคคลใดมีพระพุธเสวยอายุจริงๆ๑๗ปีในช่วง๑๗ปีนั้นก็มีพระอื่นแทรกถ้าพระดีเข้ามาแทรกก็เสริมความสุขให้มากขึ้นถ้าบังเอิญพระที่มีความเร่าร้อนเข้ามาแทรกก็จะเอาความทุกข์มาเติมในความสุขสุขบ้างทุกข์บ้างเยือกเย็นบ้างเร่าร้อนบ้าง

    สมมุติว่าถ้าพระอาทิตย์มาแทรกพระพุธพระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุขพระอาทิตย์เร่าร้อนคนที่ถูกพระอาทิตย์แทรกก็หนาวๆร้อนๆดีบ้างไม่ดีบ้างสุขบ้างทุกข์บ้าง

    ถ้าพระจันทร์มาแทรกพระพุธกับพระจันทร์นี่รักกันมากสมพระเคราะห์เหมือนกันความสุขที่มีจากพระพุธให้ก็ยิ่งมีคความสุขยิ่งๆขึ้นไป

    ถ้าพระอังคารคือจอมเทวดาแห่งสงครามหรือที่เรียกว่าพระเจ้าแห่งสงครามพระอังคารนี่ดุร้ายมากมีความเร่าร้อนมากตามที่บรรดาลูกรักทั้งหลายทุกคนทราบอยู่แล้วเมื่อวันวานนี้ก็จะทำให้พระพุธที่มีความเยือกเย็นอยู่มีความร้อนระอุขึ้นมา

    ก็รวมความว่าความสุขกับความทุกข์ปะปนกันถ้าบังเอิญพระพฤหัสเข้ามาแทรกท่านเป็นผู้ใหญ่พระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุขและเอาผู้ใหญ่เข้ามาแทรกก็ทำให้มีความสุขยิ่งขึ้น

    ถ้าพระศุกร์เข้ามาแทรกจะมีความสุขและมีความร่ำรวยมากขึ้น

    ถ้าพระเสาร์เข้ามาแทรกลูกรักยุ่งอีกเสาร์นักเลงโต

    หรือพระราหูเข้ามาแทรกก็เป็นพาลเกเรราหูนี่ขี้เมาเสาร์นักเลงโต

    รวมความว่าเอาความทุกข์เข้ามาแทรกความสุขในเมื่อดาวพระเคราะห์เขากล่าวถึงพระพุธว่าเป็นดาวที่ให้ความสุขฉะนั้นเมื่อพูดถึงดาวพุธก็ต้องพูดในด้านของความสุขคือความสุขถ้าจะมีขึ้นมาได้บรรดาลูกหลานที่รักมันต้องมีสิ่งที่มีชีวิตความจริงดาวพระพุธนี่ถ้าตามดาราศาสตร์หรือฝรั่งที่เขาส่องกล้องดูหรือว่าใช้เครื่องวิทยาศาสตร์เขาจะเห็นมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่ทราบบางทีเขาจะบอกว่าในดาวพระพุธไม่มีสิ่งที่มีชีวิตแต่ทว่าเรื่องนิทานนี่บรรดาลูกรักทั้งหลายจะเอาสิ่งที่มีชีวิตสักกี่แสนประเภทก็ได้นิทานเสียอย่าง

    ก็รวมความว่าวันนี้ดาวพระพุธต้องมีสิ่งมีชีวิตแต่ว่าทั้งหมดนี้ที่เล่ามาเป็นเรื่องของนิทานขอบรรดาท่านผู้ฟังก็ดีท่านผู้อ่านก็ดีจงอย่าถือเอาเป็นตำราถ้าถือเป็นตำราท่านจะกลุ้มใจตายก็มาเล่ากันต่อไปว่าจุไรคนสวยซึ่งมีอายุย่างเข้า๕ปีซึ่งมีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์คือพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์ไม่สงสัยในความดีของท่านมีความเคารพแน่นแฟ้นมากแล้วก็มีศีลบริสุทธิ์มีกรรมบท๑๐บริสุทธิ์มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและท่านผู้มีคุณวันนี้จุไรหลังจากทำการบ้านเสร็จนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปจิตก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปจิตก็ชื่นบานเมื่อลืมตาดูพระพุทธรูปแล้วก็หลับตานึกถึงภาพถท่านภาพก็ติดใจผ่องใสกำลังใจก็เป็นสมาธิๆทรงตัวเป็นกำลังของฌานเมื่อกำลังของฌานเกิดขึ้นกำลังขออภิญญาก็เกิดขึ้นทั้งๆที่นั่งเผลอไปแต่จิตใจคิดไปก่อนว่าดาวพระพุธเป็นอย่างไร

    เมื่อวันวานนี้เราไปดูดาวพระอังคารพระอังคารที่ชาวโลกเขาเรียกว่า "พระเจ้าแห่งสงคราม" คือว่าถ้าดาวอังควรเสวยฤกษ์ของประเทศใดประเทศนั้นต้องเกิดสงครามไม่สงครามภายนอก็สงครามภายในสร้างความเร่าร้อนให้เกิดแก่ปวงชนในประเทศนั้นตอนนี้สำหรับดวงดาวพระอังคารจะมีสิ่งที่เป็นแสนยานุภาพเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องประหัตประหารอยู่มากแต่ว่าสงครามจริงๆลูกรักไม่ใช่แต่ต้องการอาวุธอย่างเดียวหรือไม่ใช่ว่าต้องการแต่ทหารอย่างเดียวหรือว่าต้องการเฉพาะทหารและอาวุธทั้ง๒อย่างก็หามิได้สงครามจะเอาท้องเดินไม่ได้ต้องเอาอาหารเดินฉะนั้นสงครามต้องมีอาหารคือทรัพย์สิน

    ฉะนั้นโลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารจึงมีทองคำมากมีทองขาวมากมีเงินมากมีเพชรนิลจินดามากเพราะมีความสำคัญด้วยมีแร่ธาตุที่มีราคาสูงๆอยู่ในดาวพระอังคารถือว่าเป็นพลาธิการของกองทัพกองทัพจะไปไหนอาหารต้องตามไปด้วยทรัพย์สินต้องตามไปด้วยถ้าขาดอาหารขาดทรัพย์สินกองทัพก็พังนั่นหมายถึงว่าต้องแพ้

    ก็รวมความว่าโลกพระอังคารเต็มไปด้วยสรรพาวุธและเต็มไปด้วยเสบียงอาหารเรียกว่าหน่วยรบก็มีหน่วยพลาธิการก็มีตอนนี้ก็มาว่าถึงดาวพระพุธในเมื่อจุไรคิดทบทวนไปทบทวนมาเขาว่าอังคารเป็นดาวสงครามวันนี้เราอยากจะไปดูดาวพระพุธเธอคิดไว้ก่อนๆที่จะนั่งดูพระพอจิตเข้าเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบทั้งๆที่ยังไม่คิดว่าจะไปจิตก็หลุดไปทันทีพร้อมกับดวงใจเห็นภาพพระอยู่หน้าแจ่มใสมากเป็นประกายพฤกษ์ขณะที่จิตหลุดลอยไปก็ปรากฏว่าไปลอยอยู่เหนือโลกพระพุธ

    ในตอนนี้บรรดาลูกหลานที่รักจุไรได้ยินเสียงพระท่านตรัสว่า "จุไรลูกรัก ลูกมีความดีมากเมื่อทำการบ้านเสร็จขณะที่ทำการบ้านก็ดีรับฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ก็ดีรับคำแนะนำตักเตือนสั่งสอนของบิดามารดาก็ดีลูกสามารถระงับนิวรณ์ได้อย่างดีคำว่า "นิวรณ์" แปลว่าคุณชาติกั้นความดีแปลอย่างนี้เบาไปคำว่า "นิวรณ์" ก็แปลว่าเป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยนิวรณ์ก็คือ

    ๑. ความรักในรูปสวยเสียงเพราะกลิ่นหอมรสอร่อยสัมผัสระหว่างเพศและ

    ๒. อารมณ์ไม่พอใจ

    ๓. ง่วง

    ๔. จิตฟุ้งซ่านเกินไปไม่ยอมรับและจดจำคำสั่งสอน

    ๕. สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริงควรหรือไม่ควร

    อารมณ์เลวๆอย่างนี้ไม่มีในจิตใจของจุไรลูกรักเวลารับคำสอนฉะนั้นเวลาที่มองดูภาพพระพุทธรูปอารมณ์เลวๆอย่างนี้จะไม่ปรากฏในจิตในเมื่ออารมณ์เลว๕ประการไม่ปรากฏในจิตๆก็เป็นสมาธิจิตสะอาดความเป็นทิพย์ก็เกิดกำลังของความเป็นทิพย์ก็เกิดฉะนั้นจุไรลูกรักทั้งๆที่ยังไม่คิดว่าจะมาโลกพระพุธแต่ก็สามารถมาถึงได้จงจำไว้ว่าคนที่มีความคล่องในฌานก็ไม่ต้องภาวนาเพียงแค่นึกว่าจะต้องการไปไหนและทราบอะไรก็ตามจิตก็จะรวบรวมกำลังใจทันทีตัดนิวรณ์เองโดยอัตโนมัติจิตสะอาดแล้วก็จะถึงภาพนั้นทันทีอย่างของลูกนี้ยังช้าไปแต่ความจริงก็ยังเร็วกว่าหลายๆคนแต่ถึงกระนั้นก็ดียังช้าไปจงพยายามรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิให้จิตสะอาดอยู่เสมอนั่นคือไม่สนใจกับอารมณ์อื่นนอกจากจับภาพพระหรือคำภาวนา"

    หลังจากนั้นพระท่านก็ตรัสว่า "ลูกรักจงดูข้างหน้าดวงดาวที่เห็นนี่หรือว่าโลกที่เห็นนี่เป็นดวงดาวพุธหรือว่าโลกพุธ"

    (คำว่า "พุทธะ" แปลว่ารู้หรือเบิกบานแล้วความจริงลูกรักที่รับฟังทุกคนวันพุธนี่เขาให้ "ธ" สะกดเฉยๆแต่พุทธะที่เราแปลว่าเบิกบานแล้วก็ดีรู้ก็ดีนั่นเขามี "ท" สะกด "ธ" ต่อท้ายกำกับอยู่เขาแปลว่ารู้หรือเบิกบานแล้วเราก็ใช้กันแค่สำเนียงว่าพุทธะเหมือนกันในเมื่อพุธเหมือนกันก็ต้องแปลว่ารู้ได้เหมือนกันไม่อย่างนั้นนิทานเรื่องนี้ก็ไปไม่รอด)

    "ในเมื่อดาวพุธเป็นดาวรู้คำว่า "รู้" นี่ก็หมายความว่าต้องตัดอารมณ์ที่ไม่รู้เจ้าจงดูในดาวพุธแล้วก็จะรู้ทุกอย่างด้านหน้าของดาวพุธคือด้านหัวต้องถือว่าด้านหัวกับด้านหางด้านหัวของดาวพุธเป็นดาวหัวโล้นปราศจากบ้านเรือนบุคคลและต้นหมากรากไม้เพราะด้านหัวของดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก

    คำว่า "อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์" ไม่ใช่อยู่ชิดยังไกลกับแสงไฟที่ห้อมล้อมดวงอาทิตย์อยู่หลายล้านโยชน์นับเป็นล้านๆโยชน์ต้องหลายๆล้านโยชน์ไกลมากแต่ว่าการมองดูจากที่ไกลของไกลก็อาจจะเห็นว่าใกล้ตัวอย่างเมฆขาวก็ดีเมฆดำก็ดีที่ลอยอยู่ในอากาศถ้าเรามองจากพื้นดินจะมีความรู้สึกหรือมีความเห็นว่าเมฆนี่ติดท้องฟ้าคือฟ้าสีเขียวหรือที่เรียกว่าสีฟ้านั่นคือฟ้าเมฆลอยนี่ลอยติดท้องฟ้าจริงๆแต่พอเราขึ้นเครื่องบินไปเครื่องบินผ่านเมฆไปแล้วท้องฟ้าก็ยังไกลแสนไกลสุดลูกตาของเราความจริงมันไม่ได้ชิดกันเลยเครื่องบินๆเหนือเมฆไปไกลแสนไกลมากมองดูเมฆคล้ายๆกับพื้นดินหรือว่าเหมือนกับทะเลแต่ว่าท้องฟ้าก็ยังสูงตามเดิมข้อนี้ฉันใดการมองสิ่งที่ไกลมันไกลจากกันอาจจะเห็นเป็นใกล้ได้

    ฉะนั้นโลกพระพุธก็เหมือนกันที่เขาลือกันว่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์แต่ความจริงไม่ใกล้ถ้าจะวัดกันไปจริงๆก็ไกลจากแสงไฟที่หุ้มห่อดวงอาทิตย์อยู่ห่างๆนับเป็นล้านๆโยชน์หรือนับเป็นล้านๆไมล์ก็แล้วกันนะเวลานี้โยชน์เขาไม่ใช้ไกลมากไม่ได้ใกล้อย่างนั้นแต่ว่าด้านหัวจ่อเข้าหาทางด้านดวงอาทิตย์แล้วก็ไม่พลิกไปก็เหมือนกับโลกที่เราอยู่เธอหมุนลูกข่างหัวปักไปในรูปเดิม

    ฉะนั้นในด้านของดาวพุธจึงมีแต่ความเร่าร้อนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อนบ้างหรือเย็นบ้างร้อนอย่างเดียวถามว่าถ้าจะร้อนอย่างเอาไฟเผาแดงโชนหรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่ไม่ถึงขนาดนั้นมันร้อนขนาดต้นไม้ขึ้นไม่ได้ร้อนขนาดสิ่งที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้มันร้อนจัดหากเข้ามาถึงตอนกลางๆของดวงดาวหรือโลกพระพุธ (ดาวพระพุธก็ได้โลกพระพุธก็ได้) ตอนนี้จะมีความร้อนน้อยถ้าเลยกลางเข้าไปนิดหน่อยเริ่มมีความอุ่นเลยเข้าไปมากหน่อยเริ่มมีความเย็นเลยใกล้เข้าไปสุดท้ายเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งแฉะหมายความว่าหนาวเฉียบ

    ก็รวมความว่าโลกพระพุธหรือว่าดาวพระพุธเป็นดาวรู้เราจะรู้ได้ทั้ง๒ประการรู้ได้ทั้งความร้อนและความเย็นความแกร่งของด้านหัวเป็นที่ไม่พึงพิศมัยของใครทั้งหมดคนก็ไม่ต้องการสัตว์ก็ไม่ต้องการแม้แต่ต้นไม้ไม่มีชีวิตก็ไม่ต้องการขึ้นไม่ได้ร้อนจัดแต่พอมากลางๆต้นไม้หายากแต่ว่าความจางของความร้อนหมดไปมากก็จะร้อนขนาดเทียบกับตะวันออกกลาง"

    (นี่นิทานนะมันจะถูกหรือผิดก็ไม่มีความสำคัญถูกทั้งนั้นแหละเราพูดคนเดียวไม่มีใครขัดคอลูกรักใครจะว่าผิดก็ช่างเขาเราว่าของเราถูกก็แล้วกันมันก็หมดเรื่อง)

    ก็รวมความว่าตอนกลางร้อนจัดแต่ร้อนไม่ถึงด้านหัวชักจะเริ่มๆมีกระแสน้ำนิดๆแต่เป็นไอระเหยมากน้ำในทะเลของดาวพระพุธหรือโลกพระพุธในตอนนี้ก็ยังกินกันไม่ได้เพราะมีความเค็มจากกระแสดินและทรายมันเค็มเพราะอะไรก็ไม่ทราบใครเอาเกลือไปใส่ก็ไม่ทราบยังกินกันไม่ได้น้ำไม่ควรจะกินเลยกลางเข้าไปคิดว่าวัดเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน๒ใน๓ของดาวพระพุธนับแต่หัวโลกเข้ามาเป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการคือแกร่งคือเครียดมีความร้อนไม่มีอะไรดีเลย

    และจากนั้นไปเหลือตอนท้าย๑ใน๓ของโลกพระพุธเริ่มเย็นเข้าไปทีละน้อยๆในที่สุดก็เย็นเฉียบด้านปลายโลกชั้นสุดท้ายก็เหมือนกับขั้วโลกเหนือของเรามันเย็นเฉียบขนาดนั้นน้ำเป็นน้ำแข็งจะมีการคลายตัวหรือไม่ก็ไม่ทราบแต่เห็นเป็นน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลาในเมื่อแสงอาทิตย์สาดมาไม่ค่อยจะถึงหรือว่าแสงสว่างถึงแต่ความร้อนที่มีความสำคัญมากที่สามารถละลายน้ำแข็งได้มันไม่ถึงส่วนที่เป็นน้ำแข็งก็ต้องเป็นน้ำแข็งไปตามเดิมความเย็นเฉียบมีปรากฏตามเดิม

    นี่รวมความว่าเรามาโลกพระพุธ "โลกพระพุธ" แปลว่าโลกรู้เราก็เริ่มรู้รู้ว่าโลกพระพุธนี่มีทั้งความร้อนและความเย็นในเมื่อความร้อนเป็นเหตุเผาผลาญสิ่งที่มีชีวิตและพืชพันธุ์ต่างๆแต่ความเย็นล่ะลูกรักความอุ่นและความเย็นเป็นตัวสร้างสิ่งที่มีชีวิตและพืชพันธุ์ต่างๆอย่างในประเทศไทยหรือในประเทศอินเดียอย่างนี้เกี่ยวกับความร้อนเป็นประเทศของส่วนร้อนแต่ไม่ร้อนเกินไปของเราก็มีต้นไม้มีป่าและก็มีแม่น้ำมีทะเลมีทั้งมนุษย์และมีทั้งสัตว์

    ก็รวมความว่าโลกพุธก็เช่นเดียวกันตอนนี้เรามามองดูตามจินตนาการท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านโปรดอย่าลืมว่าที่เล่ามาทั้งหมดนี่ห้ามถือเป็นตำราเพราะเป็นเรื่องของนิทานเอาจินตนาการคือคิดทำการคิดด้วยเหตุผลในเมื่อโลกพุธเป็นสมพระเคราะห์เป็นโลกที่ให้ความสุขสิ่งที่จะอำนวยความสุขในโลกพุธมีหรือไม่จุไรก็มองลงไปลูกรักเห็นพระท่านบอกว่าจุไรลูกรัก (วันนี้เสียงไม่ดีนะลูกรักเพราะว่าเมื่อตอนกลางวันป่วยตอนบ่ายรับแขกเสมหะมันแข็งเต็มคอตอนนี้คลายตัวลงนิดหนึ่งฉะนั้นเสียงจึงไม่มีความสำคัญเอาเนื้อเรื่องแล้วกัน)

    ท่านกล่าวว่า "จุไรลูกรักมองดูต่อไปซิลูกในโลกชมภูคือโลกมนุษย์เขาลือกันว่าในโลกพุธไม่มีสิ่งที่มีชีวิตแต่ว่าถ้าโลกไหนก็ตามทีถ้ามีพืชพันธุ์ธัญญาหารมีต้นไม้ต้นหญ้างอกงามในโลกนั้นต้องมีสิ่งที่มีชีวิตถ้าจะไม่มีชีวิตจริงๆจะต้องเป็นอย่างโลกพระจันทร์และโลกพระอังคารโลกพระจันทร์ความจริงก็น่าจะมีสิ่งที่มีชีวิตแต่ว่ามีสภาพแกร่งเกินไปอากาศน้อยเกินไปหรือมาโลกพระอังคารเร่าร้อนมากเกินไปมีทั้งสองอย่างไม่ได้

    โลกพระพุธนี้เป็นดินลูกรักไม่ใช่หินมองดูพื้นผิวของโลกเป็นดินบางส่วนอาจจะเป็นหินบ้างก็เหมือนกับโลกของเรามันเป็นหินน้อยๆไม่มีความสำคัญแต่ว่าผิวจริงๆเป็นดินลึกมากช่วงหน้าของโลกพระพุธเป็นดินเผาที่มีความสุกมีกลิ่นหอมเมื่อถูกน้ำแต่น้ำไปไม่ถึงแน่มาตอนหลังเลยส่วนกลางไปแล้วมีความชุ่มชื้นมากฉะนั้นมองดูดินตอนหลังจะมีดินสีดำมีความชุ่มไปด้วยน้ำยิ่งตอนปลายก็ชุ่มมากในเมื่อมีดินชุ่มจุไรลูกรักดูต่อไปเห็นหรือยังมีต้นหญ้ามีต้นไม้ใหญ่มีต้นไม้ที่เป็นอาหารได้"

    จุไรก็ตอบว่า "เห็นแล้วเจ้าข้า"

    ท่านก็เลยนำมาตอนท้ายของโลกพระพุธแล้วบอกว่า "จงดูตอนท้ายซิมีอะไรบ้าง"

    เธอก็ตอบว่า "ตอนท้ายมีสภาพหนาวจัดมีหิมะมากมีสภาวะเป็นน้ำแข็งเยอะ"

    ท่านก็ตอบว่า "ถูกน้ำส่วนท้ายทั้งหมดเป็นน้ำแข็งทั้งหมด"

    ก็รวมความว่าเดินบนน้ำแข็งกันได้ไม่ต้องกลัวน้ำแข็งละลายหรือไม่ต้องกลัวน้ำแข็งยุบมันแข็งจริงๆในเมื่อชมไปรอบๆก็ทราบสภาพความเป็นจริง

    ต่อมาพระท่านก็แนะนำจุไรว่า "จุไรลูกรักลงไปส่วน๑ใน๓ของโลกพระพุธตอนท้ายมองใกล้ๆเข้าไปดวงตาจะเห็นชัด" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นไปลอยอยู่เหนือพื้นโลกประมาณ๑กิโลเมตร

    พระก็ถามว่า "เห็นอะไรหรือยัง"

    จุไรก็ตอบว่า "เห็นทุกอย่างแล้วเจ้าข้าต้นหญ้าเล็กๆก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่ก็มองเห็นอาคารบ้านเรือนก็มองเห็นถนนหนทางก็มองเห็นแหมโลกนี้ช่างมีความสุขเหลือเกินต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมดหาที่แห้งแกร่งแล้งจัดเป็นเหมือนโลกมนุษย์ก็ไม่มีโลกนี้น่าจะมีความสุข"

    พระท่านก็บอกว่า "ถูกแล้วในเมื่อโลกพุธเป็นฤกษ์สมพระเคราะห์ตามพระเสวยฤกษ์ของโหราศาสตร์เขาบอกว่าถ้าพระพุธเสวยอายุบุคคลใดบุคคลนั้นจะมีความสุขทีนี้โลกพุธจริงๆก็เป็นโลกที่มีความรู้ก็ต้องมีความสุขถ้าอย่างนั้นจุไรลูกรักลงไปที่ต่ำๆเราไปยืนใกล้ๆพื้นดินแต่ไม่ต้องลงดินเพราะเดินที่ดินเราเดินช้าเราใช้อากาศเป็นที่เคลื่อนที่ของเราๆไปเร็วไปตามกำลังใจนึก"

    พอเคลื่อนลงมาต่ำแล้วท่านก็บอกว่า "จุไรเห็นอะไรไหมลูก"

    จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นเจ้าค่ะ"

    ท่านถามต่อไปว่า "เห็นอะไร"

    จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นถนนสวยสดงดงามมากแล้วก็เห็นอาคารหลังใหญ่คล้ายศาลาวัดมุงกระเบื้องแดงจัดสีสดสวยและก็มีบ้านคนเป็นที่อาศัยแต่เป็นที่สงสัยว่าเรือนหลังใหญ่หรือที่เรียกว่าคล้ายศาลามันเป็นแบบทรงไทยมองดูไปก็มีสวนผลหมากรากไม้มีต้นกล้วยมีต้นอ้อยมีมะพร้าวมีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่โลกเรามี"

    แล้วเธอกลับมาทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า "โลกนี้เหมือนโลกเราหรือเจ้าคะ"

    ท่านก็ตอบว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายโลกเราจะหาว่าเหมือนไม่ได้เพราะโลกนี้เขามีความสุขกว่าโลกชมภูที่เราอยู่มาก"

    หลังจากนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสว่า "จุไรลูกรักเราคุยกันเพลินไปสิ้นเวลาไป๓๐นาทีต่อไปนี้พ่อจะของดสักนิดหนึ่งเป็นการพักให้น้ำคนฟังก็จะเมื่อยคนอ่านก็จะเมื่อยพักสักนิดหนึ่งแล้วต่อไปเรามาต่อกันใหม่ตอนนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมลูรณ์พูนผลจงมีแด่ลูกรักทุกคนสวัสดี"

    จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ (ต่อ)

    บรรดาลูกรักทั้งหลายต่อไปนี้ก็มาคุยกันต่อถึงเรื่องจุไรกับโลกพระพุธสำหรับวันนี้พูดมาแล้วก็ไม่คล้ายเป็นเสียงพูดคล้ายเป็นเสียงปาฐกถาไปเพราะคอมันไม่ดีหลังจากการให้น้ำแล้วเสียงมันก็แห้ง

    ในเมื่อจุไรลงไปตามคำสั่งของพระแล้วพระท่านก็บอกว่า "จุไรลูกรักมีความเข้าใจคำว่ารู้หรือยัง"

    จุไรก็บอกว่า "ยังไม่เข้าใจชัดค่ะ"

    ท่านก็ตอบว่า "คำว่ารู้ผู้ใดถ้าเป็นผู้รู้บุคคลผู้นั้นก็ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ทำความชั่วขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดผู้รู้ไม่ทำคนที่ยังทำความชั่วอยู่คนประเภทนี้ชื่อว่ายังไม่รู้หรือว่ารู้ไม่ครบคือว่ารู้ดีบ้างรู้ชั่วบ้างถ้ารู้ชั่วบ้างก็ถือว่าไม่รู้เพราะความชั่วต่างๆเป็นปัจจัยของความทุกข์เมื่อทำแล้วเกิดความเร่าร้อน"

    จุไรก็กราบทูลถามว่า "แล้วโลกพระพุธล่ะเจ้าคะโลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไหม?"

    พระองค์ก็ตรัสว่า "โลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไม่มากเท่าโลกโน้นเพราะว่ามีปริมาณจำนวนของโลกนี้กับโลกชมภูที่มนุษย์อยู่ก็เรียกว่ามีปริมาณคล้ายคลึงกันไล่เลี่ยกันไม่ใหญ่ไม่เล็กกว่ากันเท่าไรนักแต่ว่าโลกพระพุธถูกความร้อนเผาผลาญเข้าไปเสีย๒ใน๓ซึ่งไม่สามารถจะมีสิ่งที่มีชีวิตและต้นหมากรากไม้ไม่สามารถจะมีได้สำหรับโลกชมภูนั้นมีความเยือกเย็นอยู่ตลอดที่ร้อนก็ไม่ร้อนเกินไปแต่ว่าที่ๆต้องเสียไปก็คือมีมหาสมุทรใหญ่ก็มากเหมือนกันที่ๆจะพึงอาศัยได้สำหรับคนและสัตว์ยังมีมากกว่าโลกพระพุธมากสำหรับโลกพระพุธนี้ก็มีทะเลมีมหาสมุทรเหมือนกันฉะนั้นเนื้อที่จะมีไว้ให้สัตว์หรือคนอาศัยก็มีน้อยกว่าโลกมนุษย์มาก"

    แล้วเธอก็ถามว่า "คนโลกนี้เขามีอาชีพอะไรเจ้าคะ"

    ท่านก็ชวนจุไรว่า "ลงไปดูกันลงไปดูชาวโลกพระพุธลงไปถึงพื้นดินแต่เราไม่จำเป็นต้องเดินอย่างมนุษย์เขาเดินกันถ้าเดินอย่างนั้นไม่ทราบว่ากี่สิบปีอายุของจุไรก็ไม่สามารถจะเดินทั่วเราใช้การเดินอย่างคนเหาะนึกจะไปไหนไปถึงทันทีจะไปช้าไปเร็วก็ได้" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นลงไปก็พอดีไปพบคนพอดีแต่ว่าคนในโลกนี้รู้สึกมีความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ

    เขามีความขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงานหน้าตาก็แช่มชื่นเป็นคนมีผิวขาวนวลไม่บอกอาการของความทุกข์ไปดูบ้านเรือนของคนทั้งหลายมองดูไปมากๆไปหลายๆหมู่บ้านก็มีแต่ความรื่นเริงบ้านก็สวยสดงดงามทุกคนก็มีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใสพืชพันธุ์ธัญญาหารต้นไม้ก็มากต้นกล้วยต้นอ้อยทุกอย่างมีมากครึ้มไปหมดอากาศก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็นน่าอยู่นี่ตอนใกล้กลางนะใกล้กลางมีความอบอุ่นเพราะว่าความเย็นพอสมควรถ้าจะเทียบกับโลกมนุษย์ก็จะมีความเย็นประมาณ๒๐องศาตอนนี้กำลังสบายๆคนสดชื่นมาก"

    แล้วต่อไปพระก็ถามว่า "จุไรเห็นสัตว์เดรัจฉานบ้างไหมลูก?" จุไรมองไปมองมาทั้งๆที่ใช้ตาซึ่งเป็นนามธรรมที่เขาเรียกว่าตาทิพย์ก็ไม่สามารถเห็นสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์ได้เห็นแต่คนอย่างเดียว

    เธอก็ทูลตอบพระไปว่า "ไม่มีมองไม่เห็นเจ้าค่ะสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์"

    ท่านก็ตรัสว่า "ใช่ที่นี่ไม่มีสัตว์เดรัจฉานไม่มียานพาหนุที่สัตว์ลากและขอลูกรักจงดูต่อไปว่าที่นี่มีรถยนต์ไหม?" เธอมองไปทั่วโลกก็ไม่มีรถยนต์เหมือนกันจักรกลคือรถยนต์ไม่มี

    เธอก็ตอบกับพระว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

    ท่านก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีรถยนต์" ให้ดูเครื่องจักรกลต่างๆเธอก็มองไม่เห็นอีก

    เธอก็ตอบว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

    ท่านก็ถามว่า "ถ้าไม่มีเครื่องจักรกลคนโลกนี้ต้องกินข้าวเหมือนกับโลกเราต้องมีความเป็นอยู่เหมือนโลกเราเพราะเวลากินข้าวถ้าข้าวเป็นข้าวเปลือกเขาจะกินได้อย่างไร" จุไรก็จนใจจนในคำตอบมองไปมองมาด้วยความรอบคอบเธอก็มองเห็นต้นข้าวที่ปรากฏขึ้นข้างหน้าข้าวทั้งหมดปรากฏว่าเป็นข้าวสารเดิมทีก็เป็นข้าวเปลือกพอแก่เต็มที่เปลือกก็แตกออกแยกออกมาเป็นข้าวสารปลายติดอยู่นิดหนึ่งเห็นบรรดาชาวบ้านเวลาที่เขาจะหุงหาอาหารหรือเก็บตุนไว้เล็กน้อยเขาไปเก็บใส่ถึงใส่ขันเอามากันไม่มากแค่พอกินหรือเหลือกินนิดหน่อยคือว่าหุงเช้าแล้วก็เผื่อหุงตอนเย็นแล้วหุงกลางวันต่อไปเล็กน้อยเท่านั้นไม่ทำยุ้งไม่ทำฉาง

    เธอก็ทูลตอบพระว่า "ในโลกนี้ไม่ต้องมีโรงสีเจ้าค่ะ" แล้วก็ไม่ต้องซ้อมข้าวเพราะข้าวออกมาเป็นข้าวเปลือกต่อมาเมล็ดแตกออกมาเป็นข้าวสารเห็นชาวบ้านกำลังเก็บกิน

    ท่านก็ตอบว่า "ใช่เธอเห็นถูกแล้ว" หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ถามเธอว่า "ไปดูซิว่าคนบ้านนี้น่ะเขาต้องฆ่าสัตว์กินไหม?"

    เธอก็ตอบว่า "สัตว์ไม่มีจะให้ฆ่าเจ้าค่ะ"

    ท่านก็ถามว่า "สัตว์ที่เดินบนดินไม่มีสัตว์ที่ว่ายน้ำมีไหมที่จะเป็นอาหารของเขา"

    เธอมองไปดูด้วยความเป็นทิพย์ของตาหรือตาทิพย์เธอก็บอกว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

    ท่านก็ตอบว่า "ใช่โลกนี้ไม่มีสัตว์เดรัจฉานฉะนั้นจึงได้นามว่าโลกรู้คือโลกพุธ"

    เธอก็ถามว่า "โลกรู้ทำไมจึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานถ้ามีสัตว์เดรัจฉานๆอาจจะรู้ภาษาคนคนอาจจะสามารถรู้ภาษาสัตว์สามารถจะพูดกันได้ก็จะมีความรู้มากยิ่งขึ้น"

    พระท่านก็ตอบว่า "จุไรลูกรักโลกใดถ้ามีสัตว์เดรัจฉานโลกนั้นยังไม่รู้จริงนั่นก็หมายความว่าผู้ที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนั่นเป็นคนที่รู้ไม่จริงความรู้น้อยมากเกินไปทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าสัตว์เดรัจฉานทุกตัวมาจากคนคนที่ทำความชั่วบาปอกุศลอย่าง

    ๑. ฆ่าสัตว์

    ๒. ลักทรัพย์

    ๓. ประพฤติผิดในกาม

    ๔. พูดมุสาวาท

    ๕. พูดคำหยาบ

    ๖. พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกกัน

    ๗. พูดวาจาเหลวไหลไร้ประโยชน์

    ๘. คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของคนอื่นโดยไม่ชอบธรรม

    ๙. คิดประทุษร้ายชาวบ้านเช่นจองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมแล้วก็มี

    ๑๐. มีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงมีความอกตัญญูไม่รู้คุณคน

    คนใดที่ไม่รู้คุณคนนั้นแทนที่จะยอมรับนับถือกลับอกตัญญูสนองเขาด้วยความชั่วชื่อว่ามีความเห็นผิดคนประเภทนี้ถ้าตายจากความเป็นคนก็ต้องไปเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้นแล้วก็มาเป็นเปรตมาเป็นอสุรกายแล้วก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉานฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็มาจากคนไม่ใช่ถือกำเนิดเกิดมาในโลกเป็นสัตว์ทีเดียวเกิดเป็นคนก่อนแต่เป็นคนที่มีความชั่วคนที่ทำความชั่วคือ

    ๑. การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันฆ่าซึ่งกันและกันอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นคนรู้ถือว่าเป็นคนไม่รู้คือไม่รู้โทษของความชั่วที่ตัวจะพึงทำในเมื่อเราคิดประทุษร้ายเขาเขาก็คิดประทุษร้ายเราเราอยากจะฆ่าเขาเขาก็อยากจะฆ่าเราตอบแทน

    รวมความว่าคนประเภทนี้ไม่มีความสุขไปไหนก็ตามก็มีแต่ความระแวงสงสัยอยู่เสมอจะหลับก็ไม่เป็นสุขจะตื่นก็ไม่

    เป็นสุขต้องหวาดสะดุ้งอยู่เสมอนี่เพราะความไม่รู้การลักทรัพย์ก็ดีการประพฤติผิดในกามก็ดีทั้งหมดเช่นเดียวกันทำแล้วให้ผลมีความทุกข์คนประเภทนี้ชื่อว่าคนไม่รู้อย่างคนในโลกชมภูเราเป็นคนรู้เหมือนกันแต่รู้ไม่ครบถ้วนฉะนั้นจึงมีสงครามการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันการแย่งการขโมยกันการแย่งคนรักกันการพูดไม่ตรงตามความเป็นจริงพูดเลวบ้างและดื่มสุราเมรัยอย่างนี้เป็นต้น

    รวมความว่าคนในโลกชมภูไม่รู้จริงคนโลกนี้เขารู้จริงคนที่รู้จริงๆจึงมาเกิดในโลกนี้ได้คือรู้ว่าสิ่งใดเป็นโทษสิ่งใดเป็นคุณคำว่า "บาป" แปลว่าชั่วคนประเภทนั้นเขาเกิดในโลกมนุษย์แล้วเขาไม่ทำบาปไม่ทำชั่วไปเป็นพรหมก็ดีไปเป็นเทวดาก็ดีหมดบุญวาสนาบารมีจากพรหมหรือเทวดาก็มาพักที่โลกนี้ซึ่งมีความสุขฉะนั้นโลกนี้จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานเพราะสัตว์เดรัจฉานเป็นเศษกรรมของความชั่วนำให้มาเกิดโลกนี้เป็นโลกรู้ไม่ใช่โลกโง่จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานมาเกิด

    จุไรก็จำได้บอกว่า "โอ...คนรู้แกเป็นอย่างนี้เอง"

    แล้วต่อไปท่านก็บอกว่า "ดูต่อไปลูกรักดูจริยาของชาวบ้านชาวบ้านพวกนี้เขาอยู่กันอย่างไร? ไปดูเมืองใหญ่ๆที่เรียกว่าประเทศมีไหม?"

    เธอก็ตรวจไปทั่วโลกไม่มีเขตใหญ่ๆที่เรียกว่าประเทศเลยจะเป็นเขตของจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีบ้านมีสภาพคล้ายคลึงกันหมดบ้านใหญ่สะอาดสวยสดงดงามคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดูตำรวจดูทหารก็ไม่มีดูเจ้าหน้าที่รักษาเวรยามก็ไม่มีคนถืออาวุธก็ไม่มีเธอก็แปลกใจว่าโลกนี้ทำไมไม่มีผู้ปกครองทำไมไม่แบ่งเป็นขอบเขตเป็นประเทศหรือเป็นรัฐ

    เธอก็ทูลถามองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ว่า "คนโลกนี้น่าจะหาคนที่มีความรู้พิเศษไม่ได้เพราะ"

    ๑. ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน

    ๒. ไม่มีกำนัน

    ๓. ไม่มีนายอำเภอ

    ๔. ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและก็

    ๕. ไม่มีรัฐมนตรี

    ๖. ไม่มีนายก

    ๗. ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน

    องค์สมเด็จพระมหามุนีก็ตรัสว่า "ก็ไม่จำเป็นต้องมีเพราะการมีอย่างนั้นเพราะคนเกเรไม่ตั้งอยู่ในความดีต้องมีคนควบคุมตั้งผู้ใหญ่บ้านควบคุมคนในหมู่บ้านนี่กลุ่มใกล้ๆใหญ่ออกไปหลายหมู่บ้านก็มีกำนันเป็นประธานเป็นผู้มีอำนาจในตำบลนั้นต่อไปหลายๆกำนันก็มีนายอำเภอเป็นประธานมีอำนาจในเขตอำเภอนั้นๆหลายๆอำเภอก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างนี้เป็นต้น"

    รวมความว่าการที่มีเพราะคุมคนที่มีความประพฤติไม่ดีให้อยู่ในขอบเขตถ้ามีความประพฤติไม่ดีก็ต้องนำมาลงโทษแต่ว่าโลกนี้เขาไม่มีการลงโทษกันเพราะคนมีความประพฤติดีแล้วท่านก็ชวนให้ไปคุยกับบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย

    ต่อนั้นไปจุไรก็ลงเดินดินเข้าไปหาคุณยายคนหนึ่งความจริงน่าจะเรียกว่าคุณพี่หรือคุณน้าเพราะคำว่า "คุณยาย" นี่แก่มากเข้าไปถึงยกมือไหว้ท่านแล้วจุไรก็ถามว่า

    "คุณยายเจ้าคะอายุเท่าไร?"

    คุณยายก็ยิ้มท่านก็ถามว่า "หนูมาจากโลกไหน? คนโลกนี้หน้าตาเหมือนหนูไม่มี" นั่นก็หมายความว่ารูปร่างหน้าตาอาจจะคล้ายคลึงกันแต่ว่าจุไรตัวเล็กไว้ผมจุกผมรอบๆข้างไม่มีถูกโกนจุกก็ปักปิ่นมีเพชรเล็กๆเป็นเพชรราคาไม่แพงทั้งนี้อาจจะเป็นเพชรรัสเซียหรือเพชรพาหุรัดก็ได้เป็นแก้วประเภทนั้น

    เธอก็บอกว่า "ฉันมาจากโลกชมภูเจ้าค่ะ"

    คุณยายก็ถามว่า "โลกชมภูอยู่ที่ไหน?"

    เธอก็ชี้ให้ดูดวงดาวดวงหนึ่งที่เลยโลกพระอังคารเลยโลกพระจันทร์เข้ามาเป็นโลกของชมภูมองจากที่นั้นในเวลากลางคืนก็เห็นเป็นดวงดาวเหมือนกันมีแสงสว่างแต่ว่าดวงดาวไม่โตนัก

    แล้วคุณยายก็ถามจุไรว่า "เธอมาได้อย่างไร?"

    จุไรก็ตอบว่า "มาจากความรู้ของพระท่านให้และพระท่านก็นำมา"

    พอใช้ศัพท์นี้เขาก็แปลกใจถามว่า "คำว่าพระหมายความว่าอย่างไร?"

    เธอก็ตอบว่า "พระคือนักบวช"

    เขาก็ถามว่า "นักบวชหมายความว่าอย่างไร?" เธอก็ตอบไม่ถูกก็หันมาชี้ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเวลานั้นท่านร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดาหนาเหมือนกันต้องทำร่างกายให้หนาเขาจึงจะเห็นแล้วจุไรก็กราบท่านเขาก็กราบบ้าง

    เขาก็ถามจุไรว่า "พระแต่งตัวอย่างนี้หรือ?"

    จุไรก็ตอบว่า "แต่งตัวอย่างนี้เจ้าค่ะ"

    และต่อมาเขาก็ถามว่า "พระมีฤทธิ์หรือ?"

    เธอก็ตอบ "มีฤทธิ์เจ้าค่ะแล้วพระไม่มีฤทธิ์แต่ตัวท่านอย่างเดียวท่านทำให้หนูมีฤทธิ์ด้วย"

    เขาก็ถามว่า "หนูมีฤทธิ์อย่างไร?"

    จุไรก็ตอบว่า "สามารถมาที่นี่ได้โดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะลอยมาเฉยๆ "เขาฟังแล้วเขาก็แปลกใจ

    จุไรจึงถามว่า "คุณยายมีอายุเท่าไรเจ้าคะ" ความจริงจุไรนึกในใจว่าเรียกคุณยายนี่เขาจะโกรธไหมแต่ความจริงแล้วเขาก็ไม่โกรธเขาไม่ทราบว่าศัพท์ว่า "คุณยาย" หมายความว่าอย่างไร

    เขาถามว่า "คำว่าคุณยายนี่หมายความว่าอย่างไร?"

    เธอก็ตอบว่า "คนที่เป็นแม่ของแม่เรียกว่า "คุณยาย" ถ้าเป็นแม่ของพ่อเรียกว่า "คุณย่า" และถ้าเป็นคนที่มีอายุมากอย่างน้อยที่สุดคนประเภทนี้ต้องมีอายุเกิน๔๐ปีขึ้นไป"

    หญิงคนนั้นทำท่าฉงนถามว่า "คนที่มีอายุ๔๐ปีนั่นแก่หรือ?"

    จุไรก็บอกว่า "แก่เจ้าค่ะ"

    เธอก็ถามว่า "หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ"

    จุไรก็ตอบว่า "อายุ๔ปีเต็มย่างเข้า๕ปีเจ้าค่ะ"

    เธอก็แปลกใจว่า "อย่างนี้เรียกว่าเด็กใช่ไหม?"

    จุไรก็ตอบว่า "ใช่"

    เธอก็ถามต่อว่า "โลกชมภูหรือว่าโลกมนุษย์ที่มีมนุษย์อยู่นั้นอายุขัยเท่าไร?"

    ชมภูก็ตอบว่า "เวลานี้อายุขัย๗๕ปีเจ้าค่ะ"

    หญิงคนนั้นชักฉงนทำท่าสงสัยมากก็ถามว่า "คนโลกมนุษย์มีอายุขนาดจิ๋วหลิวเท่านี้หรือ? เกิดมาประเดี๋ยวก็ตายอย่างนั้นหรือ?"

    จุไรก็แปลกใจว่าอายุขัย๗๕ปีไม่ใช่ประเดี๋ยวเดียวเลยตั้ง๗๕ปีจึงย้อนถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าขาคนโลกนี้อายุขัยมีเท่าไรเจ้าค่ะ"

    คุณยายยิ้มแล้วก็ตอบว่า "คนโลกนี้มีอายุขัย๘หมื่นปี"

    จุไรก็ตกใจ๘หมื่นปีเธอคิดในใจว่าจะอยู่ได้อย่างไรน่ะในโลกมนุษย์เราแค่๕๐ปีก็เริ่มแก่มากแล้วบางคนก็ฟันหักหมดบางคนก็หัวหงอกทั้งหัวบางคนก็หลังค้อมบางคนก็เดินไม่ไหว๖๐ปีก็ทำท่าจะไปไม่รอด๗๐ปีเริ่มหง่อม๘๐ปีเหล่าเหย่๙๐ปีคลานขี้ถ้า๑๐๐ปีตะบันลมกิน

    ก็รวมความว่าแปลกใจว่าคนในที่นี้อายุตั้ง๘หมื่นปีเธอจึงถามว่า "เวลานี้คุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "หนูเรียกคุณยายไม่ถูกนะจ๊ะฉันน่ะยังเป็นสาวอยู่นะ"

    จุไรก็ถามว่า "ความเป็นสาวของคุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "เวลานี้อายุของฉัน๓หมื่นปีเศษยังไม่ถึง๔หมื่นปี"

    จุไรตกใจดูหน้าตาของคุณยายจริงๆเวลานี้เรียกว่าคุณยายเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ยกย่องท่านจะเรียกว่าคุณน้าก็จะหาว่าอาจเอื้อมมากเกินไปตีเสมอผู้ใหญ่ความจริงแล้วคนนี้น่าจะเป็นน้าสาวของจุไรอายุปาเข้าไปตั้ง๓หมื่นปีเศษ

    จุไรก็ถามต่อไปว่า "คนที่แก่ที่สุดใกล้จะตายอายุเข้าเขต๗หมื่นปีเศษใกล้๘หมื่นปีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเจ้าคะแก่มากไหม?"

    คุณยายก็ตอบว่า "แก่มากลูก"

    จุไรก็ถามว่า "ฟันหักไหม?"

    คุณยายก็ถามว่า "ฟันรู้จักหักหรือจ๊ะโลกมนุษย์ฟันหักหรือ?"

    เธอก็ตอบว่า "หัก"

    คุณยายก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรเสียฟันก็ไม่หัก"

    จุไรก็ถามว่า "ผมหงอกไหมเจ้าคะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "ฉันบอกแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเสียผมก็ไม่หงอกหนังก็ไม่เหี่ยวหน้าก็ไม่ย่นหน้าตาคล้ายคลึงกับฉัน" แล้วเธอก็ชี้มือไปยังคนอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนบ้านว่า "คนนี้น่ะเป็นแม่ของฉันจ๊ะเวลานี้ท่านมีอายุใกล้อายุขัยเข้าไปเต็มทีแล้วคือแก่มีอายุ๗หมื่นปีเศษใกล้จะ๘หมื่นปี"

    จุไรมองหน้ามองรูปร่างลักษณะของคุณยายใหญ่ต้องเรียกคุณยายใหญ่เพราะเป็นคุณแม่ของคุณยายคนนี้ดูแล้วหน้าตายังสาวคล้ายๆคุณแม่ของจุไรเธอก็ตกใจว่าทำไมคนเมืองนี้น่ะจึงมีความสุขอย่างนี้

    เธอก็ถามว่า "คนแก่กว่านี้ไม่มีหรือ?"

    คุณยายก็บอกว่า "ไม่มี"

    ความจริงแล้วคนแก่ที่เรียกว่าเป็นแม่ของคนๆนั้นถ้าจะเทียบกับเมืองมนุษย์จะมีอายุไม่เกิน๒๕ปีของคนเมืองมนุษย์ความจริงโลกนี้เป็นโลกพุธที่มีความสุขจริงๆ

    จุไรก็ถามต่อไปว่า "ความป่วยไข้ไม่สบายมีไหมเจ้าคะ"

    เขาก็ยิ้มถามว่า "ป่วยเป็นอย่างไร?"

    จุไรบอกว่า "ปวดโน่นปวดนี่ปวดศีรษะบ้างเวียนหัวบ้างเป็นไข้บ้างท้องร่วงบ้างเป็นโรคอาเจียนบ้าง"

    คุณยายที่คุยอยู่นั่นแปลกใจทุกอย่างเธอก็ตอบว่า "สิ่งที่หนูพูดถามมาไม่มียายไม่รู้จักเลยที่นี่เขาไม่มี"

    เธอก็ถามว่า "มีหมอไหม?"

    คุณยายก็แปลกใจถามว่า "คำว่าหมอเป็นอย่างไร?"

    จุไรก็ตอบว่า "หมอก็มียารักษาโรคไปรักษาคนไข้คนป่วย"

    คุณยายบอกว่า "ไม่มียายงงเต็มทีแล้วที่หนูถามมา"

    แล้วคุณยายก็ถามอีกว่า "ทั้งหมดนี่ที่โลกมนุษย์มีหรือ?"

    จุไรก็ตอบว่า "มีมากเจ้าค่ะโรงพยาบาลก็มีมากและสถานที่เก็บคนป่วยรักษาคนป่วยก็มีมาก" คุณยายก็แปลกใจว่าโลกมนุษย์ทำไมเป็นอย่างนั้นอายุก็สั้นโรคก็มาก

    แล้วจุไรก็บอกให้คุณยายพาเดินดูถามว่า "ในประเทศนี้มีผู้ใหญ่บ้านมีกำนันไหม? มีนายอำเภอไหมมีผู้ว่าราชการจังหวัดไหมมีรัฐมนตรีมีกระทรวงไหมมีนายกรัฐมนตรีไหมมีพระเจ้าแผ่นดินไหม"

    ยายนั่นไม่รู้เรื่องเลยยายตอบว่า "ที่หลานถามมานี่ทั้งหมดไม่มีทั้งหมด"

    เธอก็ถามว่า "ถ้าอยู่อย่าง่นี้ถ้าใครข่มเหงกันแล้วใครจะเป็นผู้ห้ามปรามใครจะตัดสินลงโทษ"

    คุณยายบอกว่า "คนโลกนี้เขาทะเลาะกันไม่เป็นเขาพูดขัดคอกันไม่เป็น

    ประการแรกเขาไม่ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันไม่มีความโกรธ

    ประการที่๒ทรัพย์สินต่างๆไม่ต้องระวังไม่มีใครลักใครขโมยดูบ้านช่องไม่มีกุญแจ

    ประการที่๓คนโลกนี้สวยเหมือนกันหมดผู้หญิงก็สวยผู้ชายก็สวยไม่มีใครแย่งความรักกันต่างคนต่างมีสิทธิ์ในคนรักของตนตามลำพังและก็ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยการแย่งคนรัก

    ประการที่๔คนในโลกนี้ไม่พูดคำไม่จริงไม่พูดคำหยาบไม่ยุแยงตะแคงแสะให้ใครเขาแตกร้าวกันไม่พูดวาจาไร้ประโยชน์แล้วก็

    ประการที่๕คนโลกนี้ไม่ดื่มสุราเมรัยไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใครไม่คิดประทุษร้ายใครทุกคนมีความเห็นเหมือนกันคือต่างคนต่างมีความรักต่างคนต่างมีความเมตตาต่างคนต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันต่างคนต่างไม่ถือตัวไม่ถือตนต่างคนต่างพูดดีต่างคนต่างสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

    ก็รวมความว่าโลกพุธเป็นโลกที่มีความรู้จริงๆคือรู้ในด้านของความดี

    จุไรก็ถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าคะมีแม่น้ำไหม?"

    คุณยายก็ตอบว่า "แม่น้ำอยู่ใกล้ๆคุณยายก็พาไปดูแล้วรู้สึกว่าคุณยายตัวเบาเดินคล้ายๆกับลอยไปแล้วก็เดินเร็วมากแต่อาศัยจุไรไปอยู่ด้วยกำลังของอภิญญาก็ไม่หนักใจเรื่องเดินเดินแป๊บเดียวรู้สึกว่าถึงแม่น้ำใหญ่ใสสะอาดน้ำใสมองเห็นก้นคลองน้ำไหลตลอดเวลาไม่นิ่งผักหญ้าและแหนต่างๆไม่ปรากฏในแม่น้ำน้ำใสสะอาดมาก

    แล้วจุไรก็ถามอีกว่า "ทะเลมีไหมเจ้าคะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "มีมหาสมุทรใหญ่น้ำใสสะอาดแต่ไม่เค็มตอนนี้น้ำไม่เค็มน้ำจืดสนิท" เธอก็พาไปดูทะเลจุไรก็แปลกใจว่าคุณยายมีทั้งเนื้อทั้งหนังมีทั้งกระดูกแต่ทำไมเดินเร็วอย่างนี้

    หลังจากชมสถานที่ต่างๆของแดนของคนรู้ได้ปรึกษาหารือกับคนรู้ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันด้วยวาจาก็เป็นที่พอใจได้ยินเสียงขององค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า

    "จุไรลูกรักเวลานี้นะมันใกล้จะถึงเวลาพักคือจะดึกมากเกินไปสำหรับจุไรถ้าดึกมากเกินไปแล้วลูกรักก็จะไม่มีประโยชน์พรุ่งนี้จะต้องเตรียมการเรียนการศึกษาต่อไปจงกลับ"

    จุไรก็หันมาหาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลถามว่า "โลกนี้นอกจากจะมีคนรู้ทรัพย์สินต่างๆในดินมีไหมเจ้าคะ"

    ท่านก็บอกว่า "ทรัพย์สินต่างๆในดินมีมากมายเหลือเกินอย่างทองคำก็ดีเงินก็ดีเพชรนิลจินดาก็ดีโลกนี้เขาไม่ต้องขุดเพียงแค่เดินไปชายเขาลูกโน้น (ท่านชี้ให้ดู) เขาก็มีมากเป็นหย่อมๆแค่เอาไม้เขี่ยๆเท่านั้นทองคำก็ปรากฏเพชรนิลจินดาก็ปรากฏเพราะฝังไม่ลึกอยู่แค่ผิวๆดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ๆบ้านของเขาก็มีจุดทองคำ (ท่านชี้ให้ดู)"

    องค์สมเด็จพระบรมครูทรงตรัสว่า "โลกของคนรู้คือบัณฑิต"

    รวมความว่าโลกพุธคือโลกของคนรู้จริงๆคือรู้ทำความดีแล้วหลีกเลี่ยงความชั่วขึ้นชื่อว่าความชั่วทุกอย่างเขาไม่ทำกันเขาไม่ใช่รู้แต่มาเกิดในโลกนี้อย่างเดียวเขารู้ตั้งแต่ก่อนมาเกิดในโลกนี้สมัยที่เขาเกิดโลกชมภูเขาเป็นคนรู้แล้ว

    ๑. มีความเคารพในพระไตรสรณาคมณ์เขารู้

    ๒. ไม่ลืมความตาย

    ๓. มีศีล๕บริสุทธิ์หรือกรรมบถ๑๐บริสุทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประเภทนี้มีกรรมบถ๑๐บริสุทธิ์

    และอีกประการหนึ่งของคนพวกนี้เคารพในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง๔คือปฏิบัติได้ดีในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง๔แต่ได้แค่ฌานโลกีย์ตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นเทวดาบ้างไปเป็นพรหมบ้างหมดบุญวาสนาบารมีบุญเก่ายังมีมากเศษบุญยังมีมากไม่ควรที่จะมาเกิดบนโลกชมภูจึงมาเกิดบนโลกนี้จึงมีความสุขทุกอย่าง"

    เอาล่ะบรรดาลูกรักเสียงก็แห้งเต็มทีเวลานี้ก็หมดเวลาขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกรักทุกคนสวัสดี
     
  9. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๙.จุไรท่องเที่ยวดาวพฤหัส
    โดย ส.ธ.

    บรรดาลูกหลายที่รัก หลังจากคุณแม่และคุณลูกทั้งสองพักผ่อนสักครู่ ดูเวลาเห็นว่าเวลาพอสมควร

    จุไรจึงปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา ลูกอยากจะไปเที่ยวดาวพฤหัส"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "เป็นของไม่ยาก ความจริงการทำสมาธิต้องฝึกให้คล่อง" แล้วคุณแม่ก็ถามว่า "เวลานี้ลูกเห็นภาพพระจะเป็นพระพุทธรูปก็ดี พระสงฆ์ก็ดี หรือรูปพระพุทธเจ้าก็ตามในอกมีไหม?"

    จุไรก็บอกว่า "ขณะที่แม่คุยอยู่ก็ดี พักอยู่ก็ตาม เห็นสว่างอยู่ตลอดเวลา"

    คุณแม่ก็ถามว่า "ถ้าคิดว่าจะไปดาวพฤหัสก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จับภาพพระพุทธรูปภาวนาหายใจเข้านึกภาพท่าน หายใจออกนึกถึงภาพท่านให้ชัดเจน แล้วก็ภาวนาตามว่า พุทโธ ก็ตาม สัมมาอรหัง ก็ตาม หรือว่า นะมะพะธะ ก็ตาม ตามชอบใจ ลองจับ อานาปานุสสติ คือลมหายใจเข้าออกดู" จุไรก็เริ่มจับ พอนึกจะจับลมหายใจเท่านั้นเองก็ปรากฏว่า ภาพของจุไรไปลอยอยู่เหนือดาวพฤหัสพร้อมกับคุณแม่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ

    จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "นี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "การคล่องของสมาธิถ้าจิตมีอารมณ์ว่างจากกิเลส ภาพก็เป็นอย่างนี้ ถ้าเราคิดก่อนภาวนา คิดก่อนตั้งอารมณ์ คิดว่าจะไปไหน เวลาที่ภาวนาจริง ๆ ก็ไม่คิดถึงเรื่องนั้น จับอาการภาวนาตามปกติ เมื่อจิตมีสภาพมีกำลังเต็มอัตราจิตจะพุ่งออกมาเอง"

    จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เวลาที่จิตพุ่งออกมาไม่รู้ตัวหรือ"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่รู้ตัวแต่ความจริงที่จุไรทำนี่ยังถือว่าช้าเกินไป"

    จุไรก็ตกใจถามว่า "ที่จับอานาปาคือจับลมหายใจเข้าไม่ทันหายใจออกช้าเกินไปหรือคุณแม่"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ ยังช้าเกินไป ถ้าคนมีการคล่องตัวจริง ๆ เขาคิดว่าจะไปไหนไปได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องตั้งอารมณ์ เพราะอารมณ์ทรงตัว"

    คำว่า "อารมณ์ทรงตัว" หมายความว่าเวลาที่ต้องการจะไปไหน จะรู้อะไรก็ตาม เวลานั้นจิตจะว่างจากกิเลสทันที และความเป็นทิพย์เต็มกำลังก็จะเคลื่อนที่ได้ทันทีทันใดโดยไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน

    จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เวลาที่คุณแม่อยากจะรู้ เวลาที่คุณแม่อยากจะเห็น อยากจะไปไหนคุณแม่ตั้งใจอย่างไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "แม่คิดจะไปไหนแม่ไปทันที อยากจะรู้อยากเห็นอะไรก็เห็นได้ทันทีทันใด"

    แต่การเห็นบรรดาลูกรัก จะต้องระมัดระวัง ถ้าเห็นภาพอย่างใดอย่างหนึ่งจงอย่าลืมนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำจิตให้เห็นภาพพระพุทธเจ้าไว้ จับภาพพระพุทธเจ้าให้ทรงตัวให้มั่นคง แล้วก็ตั้งใจถามว่าภาพนั้นเป็นอย่างนั้นจริงไหม ให้ถือความรู้สึกของใจเป็นเกณฑ์ ถ้าความรู้สึกของใจบอกอย่างไรให้เชื่ออย่างนั้นทันที ทั้งนี้เพราะเวลานั้นใจเป็นทิพย์ใจว่างจากกิเลส ใจย่อมรู้ถูกต้องเสมอ

    แล้วจุไรก็ถามคุณแม่ว่า "ขณะที่ใจว่างจากกิเลสใจเป็นทิพย์ การเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาจริงหรือไม่"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่มีความสำคัญ ท่านจะมาจริงหรือไม่มาจริงไม่ต้องคิด คิดแต่เพียงว่านี่คือพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน สร้างความมั่นใจเพียงเท่านั้นจะไม่มีอะไรผิด"

    หลังจากนั้นไปจุไรก็มองไปดูโลกพฤหัส หรือดาวพฤหัสบดี ต้องถือว่าเป็นโลก เป็นดาวที่มีความใหญ่มากกว่าทุกดวง ถ้าจะเทียบกับดาวดวงอื่นก็ฌหมือนกับช้างสีดอ คือช้างใหญ่ยืนอยู่กลางฝูงวัว เช่นนั้นไม่ต่างกัน เมื่อมองดูรอบ ๆ ยืนอยู่ภายนอกยังไม่ถึงดวงดาว มองเข้าไปเห็นสิ่งที่หมุนรอบตัว เป็นคล้าย ๆ ละอองเมฆ บางส่วนก็เป็นก้อนเมฆ เป็นก้อนไม่หนาทึบ สามารถเคลื่อนไหวและกระจายตัวได้ มีสภาพของลมแรงจัด หมุนไปอย่างแรง

    ก็รวมความว่าสิ่งที่มองจากโลกเห็นดาวพฤหัสมีหมอก หรือมีสภาพหมุนของลมเป็นความจริง แต่การหมุนของลมหรือเมฆที่ลอยไปเป็นหมอกอยู่ประเภทนั้น อยู่ไกลจากตัวดวงดาวมาก ถ้าจะนับเป็นฟิตก็ต้องบอกว่าหลายหมื่นฟิต มันจะมีสภาพไกลกว่าเครื่องบินจากเหนือโลกขึ้นไป ๓ หมื่นฟิต แต่ความจริงบินสูงขึ้นไป ๓ หมื่นฟิต มองลงมาก็จะเห็นเมฆเป็นก้อน เมฆดำก็ดี เมฆขาวก็ดี ลอยต่ำคล้ายกับติดพื้นดิน แต่บรรดาเมฆละอองทั้งหลายที่มีลมพัดแรงอยู่ไกลกว่าเมฆประเภทนั้นกับพื้นผิวดินของโลกมาก

    รวมความว่าการมองจากที่ไกลย่อมไม่ทราบความจริง แต่ความจริงที่ทราบก็คือว่าหมู่เมฆ หรือละอองเมฆ หรือหมอกหมุนไปมาเร็วอันนี้เห็นชัด และก็ไม่เห็นตัวโลกจริง ๆ เป็นอันว่าโลกพฤหัสนี่อยู่ไกลดวงอาทิตย์

    คำว่า "ไกล" ไม่ใช่สิ้นแสงหรือไม่มีแสงถึง มีแสงถึง คล้ายกับโลกมนุษย์ หรือโลกชมภู เมื่อเข้าไปภายในม่านของเมฆหมอก ก็เข้าไปใกล้ไปมุมเหนือ (ต้องถือว่าเป็นมุมเหนือ ถ้าจัดตามโลกมนุษย์ ( มุมนี้ปรากฎว่ามีหิมะมาก มีต้นไม้ ต้นหญ้าหนาทึบ เขียวชอุ่ม มุมนี้หนาวจัดบอกได้เลยว่ามุมนี้หนาวจัดคล้ายโลกพระศุกร์ แต่ความจริงโลกพระศุกร์ที่บอกนี่ เพราะมองเห็นมาแล้ว

    จุไร เธอเห็นแล้วก็บอกว่า "คล้ายกับโลกพระศุกร์" หลังจากนั้นก็เข้าไปใกล้ เข้าไปใกล้ก็คิดว่า ถ้าเอาเนื้อมาด้วยวันนี้คงจะต้องแข็งตายที่นี่แน่เพราะร่างกายไม่ชินกับความเย็น

    รวมความว่าทางด้านทิศเหนือของดาวพฤหัสก็ไม่ต่างกับขั้วโลกเหนือของโลกมนุษย์ หรือโลกชมภู มีน้ำแข็ง ไปดูน้ำค้างยังแข็ง ทุกสิ่งทุกอย่างเย็นยะเยือก ไปดูสัตว์ก็หายาก และก็ปรากฏว่ามีทะเลใหญ่ตอนท้ายดาว ก็ควรจะเรียกว่ามหาสมุทร เป็นมหาสมุทรใหญ่ แต่มีสภาพเป็นน้ำแข็ง

    แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ท้ายดาวพฤหัสก็มีสัตว์ แล้วก็มีคน ๆ พวกนี้เดินบนน้ำแข็งได้แบบสบาย ๆ เขาเดินได้อย่างมีความสุข แล้วก็ไม่แสดงอาการหนาว มีสภาพเป็นปกติ แต่ว่าใช้เสื้อผ้าหนาเตอะ แต่ดูหน้าดูตา หน้าเขาเปิด เขาไม่ได้ปิด ไม่ได้คลุม มีอาการร่าเริงมีหมวกหนา มีเสื้อหนา มีกางเกงหนา มีผ้าหุ้มเท้าหุ้มแข็งมีรองเท้าหนาเดินแบบสบาย ๆ

    ครั้นเข้าไปใกล้ พวกเขาแทนที่จะแสดงอาการแปลกใจหรือตกใจ เขาก็ยิ้ม จุไรแสดงกายเป็นมนุษย์ ทำภาพเหมือนสภาพมีเนื้อ ไปกับแม่ ๒ คน และภาพของจุไรจริง ๆ ก็เป็นเด็กไว้จุกตัวเล็ก ๆ แม่ตัวใหญ่ เข้าไปเขาก็ส่งภาษาของเขาโบกมือ โบกไม้ โบ๊เบ๊ ๆ ฟังไม่ออก ก็ต้องใช้กำลังใจฟัง ถ้าใช้กำลังใจฟังทุกอย่างก็รู้เรื่องกันหมด เกิดความเข้าใจเพราะมีอารมณ์เป็นทิพย์ ก็สามารถพูดภาษาของเขาได้ ก็ถามว่า เขาอยู่ที่นี่มีความสุขหรือ

    พวกเขาก็บอกว่า "มีความสุขดี" ถามเรื่องการทำมาหากิน การปลูกข้าว เขาส่ายหน้า

    เขาบอกว่า "ที่นี่ไม่มีการปลูกข้าว"

    จุไรก็ถามว่า "กินอะไร"

    เขาก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นไม้มีผล มีมาก มีตลอดปี อาศัยผลไม้เป็นอาหารบ้าง หัวพืชต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดินเป็นอาหารบ้าง เขามีความสุข ไปดูบ้านเขาอยู่ห่าง ๆ กัน รู้สึกว่าในสถานที่นี้จะไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน เพราะทุกคนไม่มีใครถืออาวุธ แม้แต่เดินเข้าป่าเปลี่ยวก็เดินมือเปล่า ถ้ามอืถือก็หมายความว่าถือของกินของใช้

    ก็รวมความว่าเห็นแล้วก็เลยไป จุไรกับแม่ก็พากันเดินต่อไป เดินคือลอย ๆ ไป เพราะโลกพฤหัสนี่ใหญ่มาก พอมาใกล้ ๆ จะกึ่งของโลกพฤหัสก็มีการแปลกใจที่เห็นบ้านเมืองใหญ่โตมาก มีความสวยสดงดงาม รู้สึกว่าเครื่องจักรกลต่าง ๆ มีมาก

    คำว่า "พฤหัส" บรรดาม่านพุทธบริษัทหรือผู้ฟังเขาแปลว่า ครู แล้วคนในที่นี้ใส่เสื้อไม่หนา ไม่เหมือนขั้วโลก รู้สึกว่ามีความเย็นสบาย มีความอุ่นพอสมควร เย็นไม่มากนัก เขาก็ประกอบอาชีพต่าง ๆ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการช่าง วิชาการทั้งหมด รู้สึกว่าเขามีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นดินแดนที่มีความรู้ทุกอย่าง

    เป็นอันว่าบ้านเมืองของเขาก็มีความสุขมีความเจริญรุ่งเรือง ถ้าจะถามว่ามีไฟฟ้าไหม ก็ต้องตอบว่ามีมาก เต็มพรึบไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกือบไม่ต้องใช้กำลังคน ระบบต่าง ๆ เป็นเครื่องจักรกลหรือเป็นระบบไฟฟ้าหมด ถ้าจะถามว่าอาวุธยุทธโธปกรณ์มีไหม ตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่าง ๆ ก็เห็นแต่ว่าคนเขาทำมาหากินเป็นปกติ มีอาการยิ้มแย้มแจ่มใส พวกอุตสาหกรรมมีมาก ตลาดก็มีเยอะ รู้สึกว่าคนมีความสุข มองต่อไปตอนกลางของดวงดาวนี้รู้สึกว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมมาก แต่สิ่งที่พอใจของจุไรยังไม่มี นั่นคือว่าวัตถุต่าง ๆ ที่มีคุณค่าเป็นพิเศษ

    เธอก็หันมาถามคุณแม่บอกว่า "คุณแม่เจ้าคะ ดาวพฤหัสนี่ดวงใหญ่ ทำไมไม่มีแร่ธาตุที่มีคุณค่าสูง"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "การมีโรงงานลูกรักต้องถือว่ามีแร่ธาตุมาก ถ้ามีแร่ธาตุไม่มากโรงงานก็ไม่มี" ฉะนั้นจึงพากันไปดูโรงงาน ๆ ของเขาใหญ่เป็นโรงงานสำเร็จรูป โรงงานที่ขาดไปอย่างหนึ่งก็คือโรงงานฆ่าสัตว์ ในโลกนี้ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ ถ้าจะถามว่าโลกนี้เป็นคนกินเจหรือ ก็ตอบว่าเห็นเขากินเนื้อสัตว์ แต่ว่าโรงฆ่าสัตว์ไม่มี ฉะนั้นแม่กับลูก ๒ คนจึงได้เดินเข้าไปาหากลุ่มคนเห็นที่เขาถือเนื้อสัตว์มา

    ก็ถามเขาว่า "เนื้อสัตว์นี่ได้มาจากไหน"

    คน ๔-๕ คนเดินถือเนื้อสัตว์มาเพื่อไปทำอาหาร เขาก็ตอบว่า "ได้มาจากร้านขายเนื้อสัตว์"

    เธอทั้ง ๒ ก็ถามเขาว่า "ร้านขายเนื้อสัตว์เขาได้เนื้อสัตว์มาจากไหน ไม่เห็นมีโรงฆ่าสัตว์"

    เขาก็ตอบว่า "ที่นี่ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ และการฆ่าสัตว์ในโลกนี้ไม่มี เพราะว่าในโลกนี้ถือว่าคนกับสัตว์มีความรู้สึกเสมอกัน รักสุขเกลียดทุกข์ รักชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่มีใครข่มเหงกัน แต่เนื้อสัตว์ที่ได้มากินนี้ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ตายเอง สัตว์ป่าที่นี่มีมาก แต่ว่าเนื้อสัตว์ไม่ได้มีขายทุกวัน บางครั้งบางคราวที่มีสัตว์ตายคนไปพบเข้าก็นำมาขาย เวลาไหนที่ไม่มีเนื้อสัตว์จะขายเขาก็กินพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผักต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์"

    รวมความก็ทราบว่าคนโลกนี้กินเนื้อสัตว์ แต่กินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว ไม่รบกวนกัน สมศักดิ์สมศรีกับดาวพฤหัสที่ใช้นามว่าเป็นครู เพราะ ครูย่อมมีพรหมวิหาร ๔ คือ

    1. เมตตา ความรัก

    2. กรุณา ความสงสาร

    3. มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยากัน

    4. อุเบกขา วางเฉยไม่ซ้ำเติมกัน

    และครูก็ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียงเพราะความรัก ไม่ลำเอียงเพราะความโกรธ ไม่ลำเอียงเพราะความหลง ไม่ลำเอียงเพราะความกลัว ไม่ลำเอียง ๔ อย่าง

    ก็รวมความว่าเขามีการทรงตัว ความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้คิดประทุษร้ายเอียงซ้ายเอียงขวาก็ไม่มี สมศักดิ์แห่งดาวครูแล้วจุไรกับแม่ก็เดินต่อไป ก็พบโรงงานที่มีความสำคัญ โรงงานนี้ใหญ่โตมาก คนทุกคนในโรงงานที่เกี่ยวกับรังสีต่าง ๆ ครั้นเข้าไปถามเขา เจ้าหน้าที่เขาอธิบายว่าโรงงานี้เกี่ยวกับงานของรังสี ๆ ใช้งานได้ทุกอย่างแต่ส่วนมากในโรงงานนี้เป็นโรงงานสันติ ใช้พลังงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนบ้าง ใช้ในงานทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ

    ก็รวมความว่าดูแล้วก็ยังไม่เป็นที่พอใจของจุไร จุไรก็ชวนแม่บอกว่า "ไปหาสิ่งที่มีค่ายิ่งไปกว่านี้"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ถ้าต้องการมากกว่านี้ลูกต้องนึกถึงพระ ขออาราธนาพระ ขอบารมีท่านช่วยว่าอะไรบ้างที่มีในโลกนี้ที่มีคุณค่ามาก และเทียบเท่ากับเงินและทองของสำคัญ มีที่ไหนขอให้ท่านดลใจและแนะนำให้รู้"

    จุไรก็ยกมือไหว้คิดถึงพระ ก็ปรากฏว่าพระท่านมา ท่านยิ้มแล้วก็ตอบว่า "จุไรลูกรัก ถ้ามาในเมืองอย่างนี้นะ มันไม่พบของจริง หรือว่าที่เป็นวัตถุธาตุแท้ ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะมันไม่พบ การเข้ามาในเมืองทุกสิ่งทุกอย่างเขาก็ทำแล้วถลุงแล้วหมด ถ้าต้องการจริง ๆ ต้องเข้าไปในป่า"

    จุดแรกที่พระพามาก็เป็นแดนใกล้ร้อน แดนใกล้ร้อนแดนนี้เป็นแดนมุมหน้าเรียกว่าเป็นแดนมุมใกล้พระอาทิตย์ มีความร้อน แต่ว่าร้อนไม่มากนัก จุดที่พระชี้ไปมองทีแรกนั่นก็คือมีแร่ขาวโพลน แร่สีขาว แต่ขาวเป็นมัน มองลงไปลึกไปนิดรู้สึกมีสภาพคล้ายแก้ว มีความแข็งมาก

    พระท่านก็บอกว่า "แร่ประเภทนี้เป็นแร่ที่มีพลังงานหนัก ใช้งานในด้านสันติได้ดีมาก ถ้าใช้ในการรักษาโรคจะมีความเย็น ใช้ในการทำลายจะให้เย็นก็ได้ ให้ร้อนก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้กำลังของรังสีทำลายชีวิต มันจะทำลายได้ดีสนิทกว่าอย่างอื่นที่ปรากฏมา"

    จุไรก็ถามพระท่านว่า "แร่ประเภทนี้ถ้าโลกมนุษย์เขาเรียกว่าอะไร?"

    พระก็ตอบว่า "โลกมนุษย์ไม่เรียกอะไรทั้งหมด เพราะไม่มีในโลกที่เราอยู่กัน แร่ประเภทนี้ ถ้ามีในโลกที่เราอยู่ ก็ปรากฏว่าใครเป็นคนทำได้ก่อนก็ทำลายคนและสัตว์ในเขตอื่นหมด แต่ในที่สุดตัวเองก็ต้องตาย เพราะโลกทั้งโลกจะอยู่เฉพาะคนกลุ่มเดียว พวกเดียว คนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน รังสีนี้ร้ายกาจมาก ต้องถือว่าเป็นแร่จุดดับชีวิตของสัตว์ได้อย่างสนิท"

    เธอก็มองดูรอบ ๆ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ยังไม่ปรากฏร่องรอยว่ามีใครเอาไป เธอก็ถามพระว่า "แร่ประเภทนี้มีคนได้ไปแล้วหรือยัง มีคนรู้ไหมว่าอานุภาพเป็นประการใดในด้านทำลาย"

    พระท่านก็ตอบว่า "เขาทราบ ในเมื่อเขาทราบเขาพิสูจน์แล้วเขาไม่ต้องการ เพราะเป็นของทำลายกัน เขาไม่เอา แล้วอีกด้านหนึ่งเป็นด้านของสันติ"

    เธอก็ถามว่า "เขามีความต้องการไหม"

    พระท่านก็ตอบว่า "เขามีความต้องการเหมือนกัน แต่ว่าเขาพิสูจน์แล้วว่ามีกำลังแรงมากเกินไป เขาจึงยับยั้งไม่เอา เอาแร่ที่มีกำลังพอดี ๆ ที่ดีกว่านี้มีอยู่"

    หลังจากนั้นจุไรก็ถามพระว่า "ดินแดนทั้งหมดของโลกนี้จะมีเมืองที่ปกครองกันเองมีไหม"

    พระท่านก็ตอบว่า "มี"

    ในเมื่อพระตอบอย่างนั้น เธอก็นึกในใจว่า "แดนนี้ต่างกับดาวพุธ ดาวพุธไม่ต้องมีผู้ปกครองชาติ ไม่ต้องมีผู้ใหญ่บ้าน ไม่ต้องมีกำนัน ไม่ต้องมีนายอำเภอ ไม่ต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีเมือง เป็นการปกครองกันเอง แต่ดาวพฤหัสซึ่งจัดว่าเป็นดาวครูต้องมีทุกอย่าง ก็หมายความว่าโลกนี้หรือดาวนี้ต้องมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จึงกราบเรียนถามพระท่านว่า

    "โลกนี้มีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันไหม"

    ท่านก็บอกว่า "ยังไม่มี เขาอยู่ด้วยกันเป็นสุข ที่ต้องมีผู้ปกครองเพราะต้องการรู้ขอบเขตให้อยู่ในการปกครองของขอบเขตของกฎข้อบังคับ แต่กฎข้อบังคับ หรือกฎหมายก็มีไม่มากเหมือนโลกของเรา โลกของเรามีคนสร้างความทุกข์มาก มีการข่มเหงคะเนงร้ายกันมาก จึงมีกฎข้อบังคับมาก โลกนี้เขามีอย่างเดียวคือเขตของใครอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น ไม่รุกรานกัน ทำมาหากินกันอย่างเป็นสุข จะสร้างแต่สิ่งที่ประกอบไปด้วยสันติ ทุกสิ่งทุกอย่างอะไรจะเป็นความสุขเขาสร้างอย่างนั้น ยวดยานพาหนะเขาก็มีมาก"

    เธอก็ถามว่า "โลกนี้มีจรวดไหม"

    พระท่านยิ้ม ท่านบอกว่า "จรวดนี่โลกนี้เขามีมานานแล้วโลกชมภูเราเพิ่งจะมีเมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกนี้เขามีมานับแสนปี"

    เธอก็ถามพระว่า "จรวดเขาเอาไปไหนกัน เขายิงไปดาวไหน"

    พระท่านก็ตอบว่า "ดาวใดที่เขามีความต้องการเขาก็ยิงจรวดไปดาวนั้นแล้วส่งเครื่องพิสูจน์ไปด้วย นอกจากนั้นยานพาหนะเรียกว่ายวดยานต่างดาว หรือพาหนะต่างดาว คือเขาสามารถมียานพาหนะไปโลกต่าง ๆ ได้ตามชอบใจ"

    เธอก็ถามว่า "ในเมื่อเขาไปโลกต่าง ๆ ได้ เขารบกวนชาวโลกต่าง ๆ ไหม"

    พระก็ตอบว่า "ดาวนี้เขามีพรหมวิหาร ๔ ืเขามีความรัก เห็นคนที่ไหน เห็นสัตว์ที่ไหนเขาก็รัก และมีความสงสารเห็นใครมีความทุกข์ เขาก็สงสาร เขามีมุทิตาเห็นใครได้ดีเขายินดีด้วย อย่างโลกของเราสร้างยานพาหนะไปในโลกต่าง ๆ ได้ เขาเห็นเขารู้เขาก็ดีใจที่เราทำได้ แต่เขามีความรู้สึกว่าของเราเด็กเกินไป เพราะมีอายุห่างจากเขาเป็นแสนปี"

    เธอก็ถามพระท่านว่า ถ้าเช่นนั้นยานต่างดาว หรือพาหนะต่างดาวนี่ที่ร่อนลงที่จังหวัดจันทบุรีพวกนี้ใช่ไหม"

    พระก็ตอบว่า "ไม่ใช่ พวกนี้เขาไปเพียงแต่แค่ชม"

    พระก็เลยบอกว่า "ถ้าเธออยากจะรู้ยานพาหนะพวกนี้เขามีอะไรบ้างไปกับท่าน" ผลที่สุดท่านก็ชี้ให้ชมแร่ธาตุต่าง ๆ ไปในระหว่างทาง มีทั้งเงิน มีทั้งแก้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับโลกมนุษย์หรือโลกต่าง ๆ

    ก็รวมความว่า เรื่องทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ไม่ต้องว่ากัน เพราะเวลามันใกล้หมด ดวงดาวดวงนี้อยากจะให้หมดเสียวันนี้ ในที่สุดก็ไปพบโรงงานโรงหนึ่งใหญ่โตมาก เขาสร้างยานพาหนะซึ่งใช้ในโลกของเขา และก็ต่างดาวด้วย เรียกว่ายานต่างดาว สำหรับยานต่างดาวเท่าที่ปรากฎมีหลายประเภท บางประเภทมีสภาพคล้ายเครื่องบิน แต่ใหญ่โตมาก ใหญ่โตมโหฬารปิดมิดสนิทหมด ข้างในมีอากาศสบายมีความเย็น มีความสุข ที่นั่งที่นอนสบาย เครื่องมองไม่เห็นเขาปิด แต่ความจริงอยากจะเห็นก็เห็นได้

    แต่ว่าตามธรรมดาเข้าไปแล้วมองไม่เห็นเครื่อง เหมือนกับเครื่องบินของเรา แต่ที่น่าแปลกใจเขาไม่มีถังน้ำมัน อันนี้เป็นยานต่างดาวประเภทหนึ่ง คือไปเที่ยวในดาวต่าง ๆ มีความเร็วสูงมาก และอีกประเภทหนึ่งมีสภาพคล้ายจาน ด้านบนนี่มีสภาพคล้ายจาน แต่ใต้ของจานมีสภาพเหมือนกับเรือ มีสภาพคล้ายเครื่องบินแต่รูปร่างจริง ๆคล้ายเรือผิวน้ำ แต่ว่าเป็นยานพาหนะพิเศษมีสภาพต่าง ๆ คล้ายเครื่องบิน แต่รูปร่างคล้ายเรือ แต่บนเรือจริง ๆ มีสภาพกลมคล้ายจาน (อันนี้แปลก) เข้าไปแล้วไอ้ยานประเภทนี้มีความสุขสำราญมากเป็นพิเศษ เนื้อที่กว้างขวางใหญ่โตมาก มีเจ้าหน้าที่เพียบพร้อม มีอาหารการบริโภคเพียบพร้อมมีความสุข และก็ยานพาหนะอีกประเภทหนึ่ง ประเภทนี้เล็กเป็นยานต่างดาวเหมือนกัน อันนี้คล้ายจานแท้ แต่ทว่าเวลาเคลื่อนไหวเป็นจาน ๒ ชั้น จานด้านบนจะหมุน

    จานด้านล่างจะอยู่เฉย ถ้าจะว่ากันไปคล้าย ๆ เฮลิคอปเตอร์ เพราะว่าเฮลิคอปเตอร์ของเราปีกหมุน ใบพัดหมุน ตัวอยู่นิ่ง นี่เป็นสภาพจาน แต่มีสภาพคล้ายปีกหมุน ๆ ไปแต่มีความเร็วมาก และก็มีไอด้านท้ายมีรังสีขับ ก็รวมความว่าจุไรเห็นยานพาหนะ ๓ อย่างก็แปลกใจ

    พระท่านก็บอกว่า "อยากจะถามความเร็วไหม" เธอก็อยากจะทราบ สมมุติว่าเขาไปโลกมนุษย์ จึงไปถามเจ้าหน้าที่ของเขา

    เจ้าหน้าที่เห็นแล้วก็แปลกใจ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับคน แต่ไม่เหมือนเขา ๆ ก็ถามว่า "มาจากโลกไหน"

    พระท่านก็ตอบว่า "คนพวกนี้ สองคนที่มาจากโลกชมภู"

    เขาก็ชี้ไปที่พระถามว่า "ท่านมาจากโลกไหน"

    พระท่านก็ตอบว่า "ฉันมาจากโลกไม่รู้จักดับ" และท่านก็ถามว่า "ยานพาหนะทั้งหมดมีความเร็วมากไหม จากดาวดวงนี้ไปดาวดวงโน้น" ท่านชี้มาที่โลกมนุษย์

    เขาก็บอกว่า "การไปดาวดวงนั้นจริง ๆ ไม่เกิน ๓๐ ชั่วโมงก็ถึง"

    เอาล่ะ บรรดาลูกรักทั้งหลายชมกันแค่นี้ก็แล้วกัน หมดเวลาแล้ว ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี
     
  10. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๐.จุไรท่องเที่ยวดาวพระศุกร์ ตอนที่ ๑
    โดย ส.ธ.

    บรรดาลูกรักทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๐ ซึ่งตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ วันนี้เรื่องของจุไรจะไปเที่ยวเฉพาะโลกพระศุกร์ เป็นอันว่า ๒ ตอนนี่ไปเฉพาะดาวพระศุกร์อย่างเดียว ขอรวบรัดตัดความ หลังจากที่คุณแม่ตำหนิหรือว่าเตือนจุไรว่าการทำสมาธิของจุไรยังช้ามากนัก ทั้งนี้เพราะว่ากว่าจะไปไหนได้ต้องขยับเขยื้อนตั้งสมาธิอยู่นาน คุณแม่แนะนำจุไรว่า ความจริงเรื่องสมาธิก็ดี การทรงกำลังจิตให้สะอาดก็ดีจะต้องมีเป็นระยะตลอดวัน

    คำว่า "เป็นระยะ" บรรดาท่านพุทธบริษัท นั่นก็หมายความว่า วันหนึ่งจะมีเฉพาะจิตที่ว่างจากงานอื่น เวลาเดินไปธุระก็ดี เดินไปโรงเรียนก็ดี นั่งอยู่ว่างจากการงานก็ดี เวลานั้นเมื่อจิตว่างจากอย่างอื่นก็ให้ชำระจิตให้สะอาด

    คือไม่นึกถึงอารมณ์นิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ แกล้งทำลืมนิวรณ์ ๕ ประการเสีย แล้วก็จิตรู้ลมหายใจเข้าออก จิตนึกภาวนา จิตนึกเห็นพระพุทธรูปก็ดี พระสงฆ์ก็ดี หรือว่ารูปพระพุทธเจ้าตามที่เคยเห็นก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่งให้ทรงตัว วาระหนึ่งจะได้สัก ๒-๓ นาทีก็ใช้ได้

    เมื่อทำอาการอย่างนี้จนชินภาพพระจะแจ่มใส จิตจะมีสภาพทรงตัวตามขณะที่ต้องการ และเมื่อต้องการจะรู้อะไรจริงๆ ให้รวบรัดตัดใจความ ไม่ต้องจับอารมณ์ภาวนาแค่กำหนดจิตจับลมหายใจปั๊บ ขึ้นไปปุ๊บ ไปไหนก็ไปได้ทันที

    อยากรู้อะไรก็รู้ได้ทันที แต่ว่าเมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว ถ้าต้องการความแม่นยำ เวลานั้นให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เห็นภาพของพระองค์ แล้วก็ใจนึกถามภาพนั้นว่าเป็นอะไร ถ้าความรู้สึกของใจบอกว่าเป็นอะไรให้เชื่อตามนั้นทันที เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องนี้เป็นนิทาน แต่ว่าตอนปฏิบัตินี่ไม่ใช่เรื่องนิทาน ขอยืนยันว่ามีผลตามนั้น ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททำได้จะเป็นได้อย่างนั้นจริง ๆ

    ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง และบรรดาลูกรักทั้งหลายก็พากันฟังเรื่องราวของจุไร เมื่อจุไรฟังคำแนะนำของแม่ หรือว่าแม่ตำหนิกลาย ๆ เธอก็ต้องตั้งใจทำตามนั้น อาศัยอารมณ์ใจที่เป็นเด็ก แล้วก็เป็นเด็กดี เชื่อพ่อ เชื่อแม่ เชื่อครูบาอาจารย์โดยการใช้ปัญญา ลูกหลานที่รักพึงทราบ

    ว่าคนที่มีสมาธิขนาดนี้สามารถได้ส่วนหนึ่งปลีกย่อยของอภิญญาสมาบัติ แต่ก็มีความสำคัญมากสามารถจะทบทวนความรู้สึกความประพฤติของผู้อื่นได้ คำแนะนำใด ๆ ของแม่ก็ดี ของพ่อก็ดี ของครูบาอาจารย์ก็ดี ของชาวบ้านก็ตามที จะถูกหรือจะผิดก็สามารถสอบได้ด้วยกำลังใจที่เป็นสมาธิ และก็จิตที่มีอารมณ์สะอาดถามภาพพระ นึกถึงพระแล้วก็ถามทันทีว่านี่ผิดหรือถูก แต่ความรู้สึกเกิดอย่างไรขณะนั้นจิตสะอาดจะบอกตรงตามความเป็นจริง
    และเชื่อตามนั้นได้

    ก็รวมความว่าลูกรักที่เป็นเด็กทุกคนหรือว่าลูกที่เป็นผู้ใหญ่ก็ตาม ญาติโยมที่เป็นผู้ใหญ่กว่าก็ตาม ถ้าใช้กำลังใจอย่างนี้อารมณ์ผิดจะหายาก เราจะเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อหรือว่ามีท่านยืนยันว่าควรเชื่อเราก็เชื่อ ท่านยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ควรเชื่อเราจะได้ไม่เชื่อ จะได้ไม่มีคนมาโกงเราหลอกเราให้เชื่อ และทำความผิด เป็นอันว่าตอนนี้ก็เลยไปนิดเสียเวลามา ๕ นาที ต่อนี้ไปก็เข้าเรื่องของจุไร

    วันนั้นจุไรว่างจากการงานก็มีความรู้สึกนึกถึงคำแนะนำของแม่ ความจริงตั้งแต่แม่เตือนเธอก็ปฏิบัติตามตลอดเวลาแต่ว่ามาตอนนี้มีอารมณ์ว่างก็คิดว่าคุณแม่เตือน การที่จะไปไหนจะรู้อะไรได้ทั้งทีก็ต้องตั้งจิตให้อารมณ์เป็นสมาธิอยู่ มันไม่ถูกต้อง มันไม่ผิด แต่ว่าช้าเกินไป ไม่ทันกับเหตุการณ์ แม่ต้องการให้เราต้องการจะรู้อะไรนึกรู้ได้ทันที ถ้าเห็นภาพนั้นแล้วก็นึกถึงองค์สมเด็จพระประทีปแก้วคือพระพุทธเจ้า เห็นภาพท่านชัดถามท่านทันทีอย่างนี้เร็วมากแล้วก็มีความถูกต้อง

    วันนั้นเวลานั้นเธอมีอารมณ์โปร่งเธอก็มีความรู้สึก ว่าวันวานนี้ไปเที่ยวดาวพฤหัสบดี การชมดาวหลายดวงก็ดี ไปเที่ยวดาวพฤหัสก็ดี รู้สึกว่าอีโหลกโขลกเขลกมาก พร่องแพร่งมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกำลังใจไม่ปกติ มีความเหน็ดเหนื่อยจากการงานอย่างอื่น แล้วก็มีอารมณ์ค้าง คำว่า "อารมณ์ค้าง" ไม่ใช่ อารมณ์โกรธ มีจิตเป็นกังวล
    วันนี้กำลังใจของตนเป็นอิสระ คือมีความเยือกเย็นก็ควบคุมกำลังใจเล่นโก้ ๆ คิดว่าวานนี้ไปดาวพฤหัสมาแล้ว

    วันนี้ถ้ามีโอกาสว่างจะชวนคุณแม่ไปเที่ยวดาวพระศุกร์ เพราะภาพดาวพระศุกร์ที่เห็นวานนี้รู้สึกว่ามีเมฆหมอก มีลมพัดแรง หมุนคล้าย ๆ กับมีพายุอยู่ภายนอก ไม่สามารถจะเข้าไปได้ นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาจะเข้าไปไม่ได้ และยานพาหนะธรรมดาจะเข้าไปได้ยาก แต่ว่าถ้าเป็นจรวดของฝรั่งก็ไปไม่ยากเหมือนกันเพราะไม่กลัวกระแสลม
    อาจจะถูกลมต้านทานได้บ้างแต่ก็ไม่มาก แต่เราเป็นพวก ๒ ประเภท คือ รูปธรรมกับนามธรรม เราทิ้งรูปธรรมไว้ที่นี่คือรูปร่างร่างกายไว้ที่นี่ ใช้กายที่เป็นนามธรรมไปที่โน่น นามธรรมไม่มีอันตราย

    เธอคิดในใจว่า ถ้าโปร่งดีวันนี้จะลองไปดูโลกพระศุกร์ และจะคอยคุณแม่สักนิดหนึ่ง คุณแม่จะว่างหรือยังก็ไม่ทราบ เธอคิดเท่านี้จิตก็เริ่มจับอารมณ์ นึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น พอนึกปั๊ปก็ปรากฏว่าภาพพระพุทธเจ้าลอยอยู่ข้างหน้า ใสสะอาดมาก สว่างจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ เพียงเท่านี้บรรดาท่านผู้ฟัง ก็ปรากฏว่า อทิสสมานกาย ของจุไรลอยลิ่วไปใกล้โลกพระศุกร์

    พอไปถึงที่ตรงนั้นแล้วเธอก็มีความรู้สึกว่าตายจริง วันนี้เรามาคนเดียวหรือแต่ก็ไม่เป็นไร ข้างหน้าเห็นภาพพระพุทธเจ้าอยู่ข้างหน้า ใสสะอาดสวยสดงดงามแพรวพราวเป็นระยับ ถ้าเรามีความกลัวเรายึดพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เป็นที่เคารพ เป็นที่พึ่ง วันนี้ตายจริง เราลืมชวนคุณแม่ ถ้าคุณแม่มาด้วยจะได้เป็นที่ปรึกษาง่ายๆ สำหรับพระพุทธเจ้าเกรงใจท่านด้วยความเคารพ จะถามอะไรจุกจิกก็ไม่กล้าถาม แต่ว่าถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องถาม คิดว่าคุณแม่มาด้วยก็จะดี พอเธอคิดเพียงเท่านี้ก็ได้ยินเสียงว่า

    "จุไรลูกรัก แม่อยู่ที่นี่"

    เธอมองซ้ายมองขวาหันหน้าไปไม่เห็นแม่ได้ยินแต่เสียง เงยหน้าขึ้นมานิดปรากฏว่า เห็นคุณแม่ลอยอยู่ข้างหน้าใสสะอาดสว่างมากแพรวพราวเป็นระยับใสสะอาดสวยสดงดงามกว่าเธอ ๆ ก็กราบคุณแม่ แล้วก็ถามว่า "คุณแม่ทราบหรือจ๊ะว่าหนูมา"

    คุณแม่ก็บอกว่า "แม่ทราบทุกระยะตั้งแต่ลูกคิดว่าจะชวนแม่ ๆ ถือว่าเวลานั้นลูกชวนด้วยความเต็มใจ"

    เธอก็ถามคุณแม่ว่า "ลูกคิดในใจเจ้าคะ ยังไม่ออกปากจะชวน คุณแม่ทราบได้อย่างไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "คำว่าสมาธิโดยการตั้งใจมั่น มีศีลเป็นพื้นฐาน มีพรหมวิหาร ๔ เป็นฐานใหญ่ และมีกำลังใจใสสะอาด สามารถจะทราบความรู้สึกในจิตของบุคคลอื่นได้ตามต้องการ ที่เรียกว่า เจโตปริยญาณ"

    ก็รวมความว่าคุณแม่บอกว่า "แม่รู้ความรู้สึกของลูกจากเจโตปริยญาณ"

    เธอก็ถามว่า "คุณแม่รู้เฉพาะเวลาที่ลูกนึก หรือลูกนึกนาน ๆ ไปแล้วคุณแม่ก็รู้" คุณแม่ก็ตอบว่า "ต้องการรู้เมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น คือถ้าแม่ต้องการอยากรู้กำลังคิดอยู่ก็รู้ได้ทันที หรือว่าลูกคิดไปนานแล้วตั้งหลาย ๆ วัน หลายปีก็ตาม
    ถ้าแม่มีความรู้สึกต้องการว่าลูกเคยคิดอะไรไว้เวลาไหนบ้างหรือปรารภกับใคร แม่จะเห็นภาพและรู้ทันที อย่างนี้ท่านเรียกว่า เจโตปริยญาณ บ้าง อตีตังสญาณ บ้าง ที่รู้จากที่ล่วงมาแล้วคิดหลาย ๆ วันเรียกอตีตังสญาณ แล้วก็เจโตปริยญาณรู้ใจคนอื่นด้วย และก็รู้เวลากาลที่ผ่านมาด้วยว่าทำเวลาไหน"

    จุไรก็ดีใจทราบว่าคุณแม่รู้วาระน้ำจิตคิดอะไรคุณแม่ก็รู้ ฉะนั้นเธอจึงถามคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา เวลานี้เรามาอยู่ใกล้โลกพระศุกร์แล้วใช่ไหม"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ ด้านหน้าโน้นไกลจากนี้ไปประมาณ ๑,๐๐๐ โยชน์ เป็นโยชน์ของโลกชมภู เราจะมองเห็นโลกพระศุกร์ หรือที่เรียกว่า ดาวพระศุกร์ ดวงแท้ แต่ว่าที่เรายืนอยู่นี่อยู่ไกลจากโลกพระศุกร์ออกมาประมาณ ๑,๐๐๐ โยชน์ แต่มองเข้าไปด้านหน้าของเราลูกรัก มีทั้งเมฆมีทั้งหมอกปกคลุมอยู่ภายนอกหุ้มห่อด้วยอากาศธาตุ"

    คำว่า "อากาศธาตุ" ไม่ใช่แจ่มใส เป็นอากาศธาตุที่มีเครื่องประกอบ คือมีเมฆมีหมอกปกคลุมอยู่หนาทึบ แล้วก็มองขยับเข้าไปข้างในใกล้เข้าไปอีกนิดหนึ่ง ตอนนี้ก็จะเห็นกลุ่มเมฆใกล้ ๆ กับดาวพระศุกร์ คำว่าใกล้บรรดาท่านพุทธบริษัทและลูกรักทั้งหลาย จุไรก็มองเห็นว่าใกล้แต่วัดระยะจากโลกพระศุกร์จริง ๆ

    กับผิวพื้นที่มองเห็นจากเมฆหมอก อันนี้เป็นหิมะเป็นน้ำหนา ปรากฏว่าไกลออกมาประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ตอนนี้จะมีสภาพเป็นเมฆหนาขึ้นกว่าเดิม การล่องลอยของเมฆช้าลงไป ประกายแสงแพรวพราวเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์

    เป็นอันว่าโลกพระศุกร์จริง ๆ ที่เราเห็น หรือว่าดาวพระศุกร์จริง ๆ ที่เราเห็นแพรวพราวเป็นระยับจริง ๆ จับสายตาสว่างมากคล้ายดาวกัลปพฤกษ์ ดาวพระศุกร์จะเห็นตั้งแต่เวลาค่ำใหม่ ๆ ดาวกัลปพฤกษ์จะเห็นประมาณตี ๔

    อยู่คนละทิศ ดาวพระศุกร์อยู่ด้านทิศตะวันตก ดาวกัลปพฤกษ์อยู่ด้านทิศตะวันออก ดาว ๒ ดวงนี้มีแสงสว่างคล้ายกัน แต่ดาวกัลปพฤกษ์เราจะมีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้ตัวเรามาก ดาวพระศุกร์รู้สึกว่าอยู่ไกลตัวเราไปมาก แต่เวลาต้องแสงอาทิตย์แล้วรู้สึกแพรวพราวเหมือนกัน สว่างจ้าเหมือนกัน

    ก็รวมความว่าเท่าที่เห็นดาวพระศุกร์ใสสว่างในเวลากลางคืน จุไรก็ปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา ดาวพระศุกร์จริง ๆ ที่มองไปไม่สว่าง แต่แสงแพรวพราวเป็นระยับที่มองเห็นในเวลากลางคืนในโลกมนุษย์ เวลานี้จับได้แล้วว่าเป็นแสงแพรวพราวจากหิมะหมอกน้ำที่ลอยอยู่ใกล้ดวงดาวพระศุกร์ เมื่อแสงพระอาทิตย์พุ่งเข้ามาถึงก็ปรากฏว่ากระทบน้ำนั้นเข้า ดูไกล ๆ คล้าย ๆ กับกระจกสะท้องแสงพระอาทิตย์"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ แสงแพรวพราวใหญ่เป็นก้อนเมฆที่เป็นน้ำ แต่ว่าไม่ใช่น้ำ แท่งทึบเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียว แพรวพราวเป็นระยับลอยอยู่ใกล้โลกพระศุกร์"

    พอมองเข้าในถึงโลกพระศุกร์จริง ๆ เธอก็ต้องสะดุ้ง ก็ปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา โลกพระศุกร์นี่ทำไมไม่เหมือนกับที่เราคิด"

    คุณแม่ก็ถามว่า "ลูกคิดว่าอย่างไร"

    จุไรก็ตอบว่า "โลกพระศุกร์นี่ความจริงคิดว่าจะมีสภาพเหมือนกระจก เมื่อสะท้อนแสงพระอาทิตย์ก็แพรวพราวเป็นระยับ แต่ความจริงเมื่อเข้ามาใกล้โลกพระศุกร์นี่ใกล้แล้วเวลานี้ อยู่ห่างจากโลกพระศุกร์จริง ๆ ไม่เกินหมื่นฟิต เข้ามาใกล้แล้ว สามารถมองเห็นโลกพระศุกร์ได้ชัดด้วยตาที่เป็นทิพย์"

    เธอมองลงไปทีแรกก็รู้สึกว่าเห็นทั่วหมด ปรากฎว่าโลกพระศุกร์ด้านหน้าด้านดวงพระอาทิตย์กลายเป็นโลกหัวโล้น
    ต้นหมากรากไม้ก็ไม่มี บ้านเรือนคนก็ไม่มี เต็มไปด้วยความร้อน แต่โลกพระศุกร์จริง ๆ นี่ใหญ่กว่าโลกพระพุธมาก แล้วก็การอยู่ใกล้พระอาทิตย์ ก็ไกลกว่าโลกพระพุธที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ โลกพระพุธอยู่ใกล้พระอาทิตย์มากกว่าโลกพระศุกร์ โลกพระศุกร์ไกลกับพระอาทิตย์ออกมาห่างมากจัด แต่ว่าตอนหน้าของโลกพระศุกร์ยังถูกความร้อนของดวงอาทิตย์เผาอยู่ ดูแล้วเหมือน ๆ กับคน เหมือนกับหน้าคนประเภทหนึ่งที่ชาวบ้านเขาชอบเรียกว่า "ผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง" (ฟังชัดไหม ถ้าฟังไม่ชัดก็ขออภัยลิ้นไม่ดีวันนี้)

    "ผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง" นั่นหมายความว่าส่วนผมที่ดกก็ยาวลงมาปรกไหล่ แต่หน้าไร้เฉลิมทองก็หมายความว่า หน้าผากยาวมากเกินไป คือว่าหน้าผากด้านหน้าคล้ายคน หัวล้านลึกเข้าไปมากมีผมอยู่ตั้งแต่ส่วน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของศีรษะไปถึงด้านหลัง แต่ด้านที่มีผม ๆ ก็สวยยาวมากจริง ๆ ชุ่มชื่นไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถ้าเปรียบกับต้นไม้เขาจึงเรียกว่าผมดกปรกไหล่ แต่ว่าหน้าไร้เฉลิมทอง

    เมื่อจุไรมองเห็นอย่างนั้นก็มีความรู้สึกว่า โลกพระศุกร์นี่ความจริงมี ๒ ศุกร์

    ศุกร์แรกเบื้องต้นด้านหน้าเป็นความสุกจากการแผดเผาของดวงอาทิตย์ให้เป็นดินสุก เป็นดินสุกก็ขาดธาตุอาหาร ต้นไม้ก็ไม่มี คนและสัตว์ก็ไม่มีใครจะอยู่ได้ อยู่ก็ถูกเผาตาย เธอมองมาด้านกลางถึงด้านท้ายมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร
    มีต้นไม้ยิ่งไกลไปด้านเหนือมากเท่าไรก็ตามที ก็ยิ่งมีต้นไม้หนามากขึ้น มีความชุ่มชื้นมาก

    จึงกราบเรียนถามคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา คำว่า โลกพระศุกร์ น่าจะมีความสุขคือ ส. สระอุ ข. สุขจริง ๆ แต่ศุกร์ประเภทนี้ที่มองเห็นกลายเป็นศุกร์ ๒ ศุกร์คือสุกประเภทถูกไฟเผาสุกประเภทหนึ่งตอนหนึ่ง อีกตอนหนึ่งสุขะ ประเภทมีความสุขเยือกเย็น

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ลูก นี่เป็นธรรมชาติของโลก โลกเป็นธรรมชาติประเภทหนึ่ง ที่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ในเมื่อสภาวะของมันเป็นอย่างไรก็ต้องปล่อยไปตามนั้น เรามีหน้าที่อย่างเดียว ชม การวิพากษ์วิจารณ์วินิจฉัยไม่ใช่หน้าที่ของเรา "

    จุไรก็ถามว่า "คุณแม่ว่าเราไม่มีหน้าที่วินินฉัยเรื่องของโลก ก็เรื่องของเรา ที่เรามาเที่ยวดาวต่าง ๆ ยังถูกคนวิพากษ์วิจารณ์วินิจฉัย"

    คุณแม่ก็ถามว่า "เขาวินิจฉัยอย่างไร" ลูกสาวที่รักก็บอกว่า "ได้ยินข่าวเขาพูดกัน เด็กเพื่อนนักเรียนพูดกันว่ามีท่านบางท่านบอกว่านิทานเรื่องนี้นะโกหก ว่าโลกต่าง ๆ ที่จะมีสิ่งมีชีวิตนะมีอยู่โลกเดียวคือโลกมนุษย์ หรือโลกชมภูที่เราอยู่ โลกต่าง ๆ ทั้งหมดจะไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นเรื่องของความคิดเห็นของแต่ละบุคคลย่อมเป็นไปได้ ความคิดเห็นนี่ห้ามกันไม่ได้ ใครมีความรู้สึกอย่างไหนก็เป็นเรื่องของคนนั้นแต่ว่าแม่ขอค้านนิดหนึ่ง"

    คุณแม่ก็ถามว่า "ลูกรัก ลูกนะเชื่อพระพุทธเจ้าไหม"

    จุไรก็ตอบว่า "เชื่อ ถ้าลูกไม่เชื่อลูกก็มาอย่างนี้ไม่ได้"

    คุณแม่ก็ถามว่า "เธอมีความเคารพในพระพุทธเจ้าไหม"

    จุไรก็ตอบว่า "มีความเคารพในพระพุทธเจ้า"

    คุณแม่ก็บอกว่า "พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าโลกเป็นหมื่นโลกธาตุ หมายความว่าโลกที่เป็นวัตถุประเภทนี้ในจักรวาลนี้ทั้งหมดเรียกว่าหมื่นโลกธาตุ หมายความว่าอาจจะถึงหมื่นก็ได้ แต่ในหมื่นโลกธาตุนี้มีสิ่งที่มีชีวิตนับไม่ถ้วน บางโลกก็ขาดสิ่งที่มีชีวิต บางโลกก็มีสิ่งที่มีชีวิต อย่างกับโลกพระศุกร์ที่เรากำลังมาอยุ่นี่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นโลกเบื้องต้นไม่มีสิ่งที่มีชีวิต เพราะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มีความร้อนมาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์เบื้อหลังเข้าไปมีสิ่งที่มีชีวิต"

    จุไรก็บอกว่า "ถ้านักวิทยาศาสตร์เขาค้านจะตอบเขาว่าอย่างไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ลูกไม่ต้องตอบเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน เพราะมีความรู้ต่างกัน ความจริงนักวิทยาศาสตร์เขามีความรู้จริง เขามีเครื่องมือพิสูจน์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนไม่ใช่มีความรู้ทุกอย่าง สิ่งทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ก็มีอยู่ ผู้ที่รู้ครบทั้งหมดก็มีองค์สมเด็จพระบรมครูคือพระพุทธเจ้า แต่ว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ แม่คิดว่าเขาไม่ค้าน เพราะนักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาเป็นคนมีปัญญา"

    จุไรก็ถามว่า "คุณแม่มีความเชื่อมั่นแบบไหนจึงว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาไม่ค้าน ก็คนที่ค้านลูกมานี่เขาบอกว่าเขาเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์"

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "เรื่องนั้นแม่ก็ไม่ค้านเหมือนกันว่า ท่านผู้นั้นมีความรู้วิทยาศาสตร์อาจจะปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนก็ได้ แต่ที่แม่บอกว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขามักจะตอบอย่างนี้ ถ้าสิ่งใดที่เขาไม่รู้ไปถามเขาเข้า เขาก็จะตอบว่าสิ่งนั้นยังค้นคว้าไม่พบ หรือยังค้นไม่พบ เขาไม่ยอมปฏิเสธและไม่ใช่ยอมรับ" คุณแม่ก็ยกตัวอย่าง เหลือเวลาเพียง 10 หรือ 5 นาที ลูกรักก็ขอพูดเสียเลยว่า

    เวลานี้กำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ ดาวพระศุกร์มองแล้วว่าด้านหน้าเป็นผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง ด้านครึ่งกลางไปด้านท้ายมีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์แบบ มีน้ำท่าบริบูรณ์มีความชุ่มชื้นมากมีสิ่งมีชีวิต

    คุณแม่ก็ตอบจุไรว่า "ลูกรัก ในสมัยเมื่อแม่เป็นเด็ก มีเจ้าคุณปู่ คำว่า "เจ้าคุณปู่" หมายความว่า ปู่เป็นพระยา ท่านบอกว่าท่านอ่านหนังสือฉบับหนึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ แต่ว่าหนังสือพิมพฉบับนั้นอาจจะไม่เป็นประวัติศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ก็ได้

    ท่านบอกว่าท่านพบว่านักวิทยาศาสตร์ประเภทหนึ่งของสงวนประเทศ ถูกชาวบ้านกล่าวขวัญกันเรื่องผีว่าบ้านผีดุ เขาก็ไปถามนักวิทยาศาสตร์คนนั้นว่าผีมีจริงไหม ท่านนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นก็บอกว่า คำว่า "ผี" ได้ยินข่าวเล่าลือกันมานานตั้งแต่เกิดมาก็ได้ยินคำว่า "ผี"
    แต่ว่าทางหลักวิชายังค้นไม่พบนี่จริง ๆ เป็นอย่างนั้น แล้วต่อมาท่านนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ก็ทำการค้นคว้าเรื่องวิญญาณคือเรื่องผี ๆ

    เป็นอันว่ามีบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านเขาบอกเล่าให้ฟัง เป็นบ้านใหญ่โตสวยงามมาก เป็นบ้านของมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง เมื่อท่านมหาเศรษฐี ๒ คนผัวเมียตายแล้ว ลูก และหลานก็อยู่บ้านนั้นไม่ได้ถูกผีรบกวน จนกระทั่งใครจะมาเช่าอยู่ก็อยู่ไม่ได้ มาวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นอยากจะพิสูจน์คำว่าผีมีจริงหรือไม่

    ท่านก็ยกคณะของท่านพร้อมด้วยวงดนตรีไปเล่นลีลาศเต้นรำกัน เปิดไฟสว่างชั้นล่างของบ้านนั้น แต่ปรากฏว่า ขณะที่กำลังสนุกอยู่นั้นชั้นบนเขาใส่กุญแจ ห้องทั้งหมดใส่กุญแจ หน้าต่างก็ปิด แต่ว่าบันไดขึ้นเปิด ช่องบันไดขึ้นนะเปิดไว้ ก็มีบรรดาพวกนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันออกมายืนนอกบ้าน มองเห็นชั้นบนไฟสว่างพรึบมีคนมาก มีดนตรีหรือมีการเต้นรำเหมือนกัน

    ก็มาบอกพวกเพื่อน ๆ พอพวกเพื่อนได้ฟังแบบนั้นก็คิดว่า ใครหนอเป็นคนขึ้นไป ต่างคนก็อยากจะทราบ แล้วทุกคนก็วิ่งขึ้นไปดูชั้นบน ปรากฏว่าขึ้นไปชั้นบนไฟดับพรึบ หน้าต่างก็ปิดทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัดไม่มีอะไรเลย ครั้งวิ่งลงมาข้างล่างออกไปยืนข้างนอกก็เห็นข้างบนเต้นรำกันไฟสว่างอีก วิ่งขึ้นไปอีกแบบนั้น ๓ ครั้ง

    ก็รวมความว่า ๓ ครั้งไม่พบอะไรผลที่สุดก็เปลี่ยนใหม่เปลี่ยนจากการเล่นลีลาศ เต้นรำกันจากชั้นล่างไปชั้นบน ชั้นล่างดับไฟหมด ตั้งยามบุคคลคุมไฟไว้ว่าสวิทซ์ไฟห้ามแตะต้อง เมื่อข้างบนกำลังสนุกข้างล่างก็แสดงอีกตามรูปเดิม เปิดไฟสว่างคนเต้นรำเต็มบ้านเหมือนกันพวกชั้นบนเขาตั้งยามไว้ เสียงยามข้างล่างตะโกนขึ้นไปบอกว่า ข้างล่างไฟสว่างแล้วคนมากเป็นพิเศษ มากกว่าพวกเรา ทุกคนก็วิ่งไปดู ปรากฏว่าข้างล่างไฟดับมืด

    เป็นอันว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้นยอมรับความเป็นจริงว่า คำว่า "ผี ๆ" นี่มีจริง แต่ตัวผีจริง ๆ ยังจับไม่ได้ คำว่า "ผี ๆ" ก็หมายความว่าเรื่องผี ๆ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏแล้วจับไม่ได้เสียทีเรียกว่าผีก็แล้วกัน

    คุณแม่พูดอย่างนี้จึงกล่าวกับจุไรลูกรักว่า "จุไร ถ้านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ นะเข้าต้องค้นคว้าอย่างนี้

    แล้วเวลานี้ลูกรักก็จงอย่าคิดว่านักวิทยาศาสตร์รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังมีหลายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังไม่ทราบมีอยู่ แต่เรื่องของเรานี่ถ้าใครเขาถามลูกก็บอกว่าทุกคนไม่ควรเชื่อเพราะเป็นเรื่องนิทาน

    ตัวเราเองทั้ง ๒ คน ทั้งแม่ทั้งลูกก็เป็นตัวของนิทาน ไม่ใช่คนจริง ๆ ไปหาคนจริง ๆ คนที่ชื่อจุไรอาจจะมีอยู่ แต่ตัวจุไรที่ไว้ผมจุกอายุ ๕ ขวบแบบนี้คงไม่มีในโลกนี้ และคนรูปร่างเหมือนแม่ก็คงไม่มีในโลกนี้"

    ก็รวมความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนิทาน เขาจะเถียงกันทำไม เพราะว่าคำว่า "นิทาน" เป็น "อาจินไตย" ลูกรัก เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด คนใดถ้าคิดเรื่องนิทานคนนั้นก็มีความลำบาก นั่นหมายความว่า ประสาทของท่านผู้นั่นจะฟั่นเฟือนเพราะคิดมากเกินไป

    "จุไรลูกรัก" แม่เตือน "เวลานี้แม่เป็นคนแก่นะลูก พูดมานานแล้วประมาณ ๓๐ นาที ตอนนี้ขอพักสักนิดหนึ่งนะ ประเดี๋ยวคุยกันใหม่"

    ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักทั้งหลาย สวัสดี
     
  11. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๑.เที่ยวโลกพระศุกร์ (ตอนที่ ๒)

    บรรดาลูกรักทั้งหลาย ตอนนี้คุณแม่กับจุไรหลังจากพักเรียบร้อยแล้วก็เริ่มคุยกันใหม่ อย่าลืมว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย ท่านผู้อ่านก็ดี หรือท่านผู้ฟังข่าวต่อ ๆ กันก็ดี โปรดทราบว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน วัตถุนิทานทั้งหมดห้ามเชื่อ หรือว่าท่านอยากจะเชื่อก็เป็นเรื่องของท่าน ให้ทราบว่าเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น แต่ว่าธรรมะในเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง การคุยเรื่องนี้ต้องการอย่างเดียวคือธรรมะ

    เป็นอันว่าธรรมะส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นหมวดที่ ๓ ของการเจริญพระกรรมฐาน คือด้านของอภิญญาสมาบัติ อันนี้เป็นของมีจริง แต่เรื่องของจุไรเป็นอภิญญาเล็กที่เรียกว่า "มโนมยิทธิ" มีฤทธิ์เฉพาะทางใจ ทางกายไม่มีฤทธิ์ จะไปไหนได้ก็ใช้ใจไป คุยกันแค่นี้ก็แล้วกันนะต่อไปก็เป็นเรื่องของจุไร คือจุไรกับแม่จุไรขณะที่คุยกับแม่ก็ค้างอยู่นิดหนึ่ง ที่คุณแม่บอกว่าเรื่องของนิทานเป็นอาจินไตย

    เธอก็ถามว่า "คำว่า อาจินไตย หมายความว่าอย่างไร"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด เรื่องนี้ไม่ควรคิดเพราะนิทานจะเอาอะไรก็ได้ เอาเรื่องจริงมาพูดก็ได้
    เอาเรื่องไม่จริงมาพูดก็ได้ เอาสิ่งที่มีแล้วมาคุยก็ได้เอาสิ่งที่ไม่มีมาคุยก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของดวงดาว
    ดวงดาวมีจริงแต่มนุษย์ในดวงดาวอาจจะไม่มีก็ได้ สัตว์ในดวงดาวอาจจะไม่มีก็ได้ (ตามความรู้สึกของคน)

    แต่ว่าพระพุทธเจ้ายอมรับว่า ดาวจำนวนมากในหมื่นโลกธาตุไม่ใช่ทั้งหมดมีสิ่งทีมีชีวิต มีคนบ้าง มีสัตว์บ้าง หรือมีแต่คนไม่มีสัตว์บ้าง มีความเป็นอยู่มากกว่าโลกมนุษย์ธรรมดาที่เราอยู่บ้าง อันนี้มีแน่โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกพระศุกร์ พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดไว้พวกเราคุยกันเอง ฉะนั้นใครเขาเถียงในโลกที่มีมนุษย์จริงมีสัตว์จริงว่าไม่มีมนุษย์ ไม่มีสัตว์ก็จงอย่าค้านเขา ถ้าใครเขายอมรับว่าโลกที่มีมนุษย์จริงมีสัตว์จริงก็อย่ายืนยันกับเขา ก็รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ถือว่าเป็นเรื่องของนิทานคุยกันไปแก้ง่วง

    หลังจากนั้นไปจุไรกับแม่ก็ชวนกันชมโลกพระศุกร์ ไปชมส่วนหน้าของโลกพระศุกร์ ก็เห็นว่าใกล้ด้านหน้าจริง ๆ มีความร้อนมาก แต่ก็ไม่ใช่ถูกดินเผาจนแดงฉานไม่ใช่เห็นดินเป็นถ่าน เพียงแต่ว่ามีความร้อนสูง แล้วก็เรื่อย ๆ เข้าไปจนกระทั่งใกล้จะถึงกึ่งกลาง ก็ยังมีความร้อนสูงอยู่บ้างตามสมควร พอถึงส่วนกลางของโลกพระศุกร์ตอนนั้นเริ่มมีความอุ่น อุ่นเรื่อยเข้าไปจนกระทั่งมีคน มีสัตว์ มีต้นหมากรากไม้เรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งสุดท้ายก็มีหิมะมาก หิมะทั้งหลายที่จับตามใบไม้ใบหญ้าก็ตามตอนท้ายสุดรู้สึกว่าเป็นน้ำแข็ง เวลาต้องแสงอาทิตย์ก็มีความแพรวพราว

    รวมความว่าโลกของพระศุกร์จริง ๆ

    ส่วนหนึ่งเป็นโลกหัวโล้น เวลาที่ต้องแสงอาทิตย์ก็ไม่มีแสงแพรวพราว อีกส่วนหนึ่งของโลกพระศุกร์มีหิมะ มีน้ำ ปรากฏว่าต้องแสงอาทิตย์ก็เป็นประกายแพรวพราวเป็นระยับ ฉะนั้นเท่าที่คนเห็นโลกพระศุกร์ในเวลากลางคืนมีแสงสว่าง ก็อาจจะมาจากแสง ๒ จุด คือ หิมะหรือก้อนน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่รอบ ๆ โลกพระศุกร์ อันนั้นถ้าต้องแสงอาทิตย์เข้าก็แพรวพราวถึงลูกตาเราได้ หรืออีกประการหนึ่งถ้าหากว่าพระอาทิตย์ส่องแสงเข้าถึงโลกพระศุกร์ตอนท้าย เอาแค่แสงแต่ความร้อนไม่ถึงแน่ แสงก็แพรวเป็นระยับเมื่อถูกต้องกระแสน้ำเข้าอย่างนี้เราอาจจะเห็นส่วนสว่างในส่วนนี้ของโลกพระศุกร์ก็ได้ แต่โลกพระศุกร์ที่เรามองจากโลกมนุษย์ หรือโลกชมภูจึงเห็นเป็นแสงสว่างกว่าดาวดวงอื่นทั้งหมด

    ย้อนกลับมาด้านหน้ามองหาแร่ธาตุที่มีความสำคัญ อาศัยตาที่ไม่ใช่เนื้อ ก็มองดูตามจุดต่าง ๆ ส่วนของความร้อนมีแร่ธาตุต่าง ๆ มาก แต่เรื่องแร่ธาตุนี่บรรดาลูกรักทั้งหลายไม่ควรจะคุยกัน เพราะโลกพระศุกร์ก็ดื่นดาษไปด้วยแร่ที่มีประโยชน์ทั้งนั้น คุยไปแล้วเราก็ไม่ได้เอาไป จะเอาทองคำ ๆ ก็มีมาก จะเอาแร่เงิน ๆ ก็มีมาก แร่ทองแดงก็มีมาก แร่ทุกอย่างก็มีและก็ยังมีแร่ที่ไม่เจอะในโลกอื่นมีอีกแร่หนึ่ง จุดนี้มีคุณค่าสูง แข็ง เป็นแร่ธรรมดา แต่ว่ามีสีใสคล้ายกระจก แต่ว่าไม่ใสมากเกินไปนัก เรียกว่าใสมากคล้ายกระจก แต่ไม่ใสมากถึงกับมองด้านหลังทะลุ

    ท่านแม่กับลูกทั้งสองคนเกิดความสงสัยแร่ประเภทนี้ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ดูสภาพของแร่จริง ๆ คล้าย ๆ ไม่มีพิษ แต่เมื่อสงสัยก็ถามพระท่าน (ขอใช้คำว่าพระเฉย ๆ)

    พระท่านยืนอยู่ข้างหน้าท่านก็บอกว่า "แร่ประเภทนี้มีพิษมาก คือในด้านสันติก็มีประโยชน์มาก ในด้านทำลายมีจุดทำลายสูงสุดทีเดียว ถ้าใช้รังสีของแร่ประเภทนี้ในการขับเคลื่อนก็จะมีความเร็วสูง ใช้ได้ทุกอย่างในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ (ถ้ามีความรู้ถึง) และใช้รังสีนี้ในการทำลาย วัตถุธาตุทั้งหลายเมื่อถูกรังสีของแร่ประเภทนี้เข้าจะละลายในทันทีทันใด แม้แต่เหล็กก้อนใหญ่ ๆ ก็ไม่เหลือ มีความแรงสูงสุดกว่าแร่ในโลกอื่น"

    แต่ทั้งสองแม่ลูกก็มองไปไม่เห็นร่องรอยในการใช้ ก็ถามพระท่านว่า "ชนชาวโลกแถวนี้เขาใช้หรือเปล่า"

    พระท่านก็ตอบว่า "โลกพระศุกร์เขาเขียนว่า ศุกระ" (แปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ ท่านบอกว่าอย่างนั้น ท่านคงจะแปลได้ท่านไม่แปล) ท่านบอกว่า "ให้ถือว่าเป็นสุขะ คือ ส. สระอุ ข. เป็นโลกที่มีความสุขจริง ๆ แร่ที่เป็นโทษเขาจึงไม่ใช้ ถ้ากระไรก็ดีเราไปดูในกลุ่มคนกันดีกว่า"

    ท่านนำหน้า แม่ลูกทั้งสองคนก็ตามหลัง เข้าไปถึงแดนที่มีความอบอุ่น มีความร้อนคล้าย ๆ ตะวันออกกลางของเมืองมนุษย์ในแถวนี้มีคนผิวดำเพราะอาศัยความร้อนก็รู้สึกว่าจะดำเป็นหมึก ทุกคนดำไปหมดแต่เครื่องแต่งกายของเขาทุกคนจะมีเหมือนกัน นี่เป็นประเทศ ๆ หนึ่ง คือแต่งกายด้วยผ้าสีฟ้ากางเกงยาว เสื้อแขนยาวกางเกงก็ขายาว แต่มีแถบสีขาวเหมือนกันหมดสำหรับผู้ชาย สำหรับผู้หญิงก็นุ่งเป็นผ้าโสร่ง สำหรับรองเท้าสวมเหมือนกันหมด ผ้าโสร่งที่นิยมใช้คือเป็นผ้าสีมอ ๆ จะขาวก็ไม่ขาว จะเหลืองก็ไม่เหลือง มีเป็นตา ๆ สำหรับเสื้อนิยมเป็นเสื้อสีขาว แล้วก็บาง และใช้แขนยาวเหมือนกัน สำหรับศีรษะทั้ง ๒ พวก คือทั้งผู้ชายและผู้หญิงไม่โพกผ้าเหมือนแขก แต่ว่าจะใช้หมวกประเภทหนึ่ง คล้าย ๆ กับหมวกของทหารพลร่ม แต่ว่าไม่เหมือนนักคลุมศีรษะเหมือนกันทั้งผู้ชายผู้หญิง ผู้หญิงหมวกเขาจะมีจีบสีสันวรรณะสวย ผู้ชายคล้ายกับหมวกของพลร่ม แต่ไม่เหมือนนักมีเชิงยาวกว่านิดหน่อย

    ครั้นดูอาชีพของคนพวกนี้ คนพวกนี้มีความสุข การประกอบอาชีพจริง ๆ เป็นล่ำเป็นสันหายาก มองไปดูขณะนั้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่ดีดสีตีเป่าสนุกสนานกันมีความรื่นเริง ไปมองการประกอบอาชีพจริง ๆ ก็เป็นชาวไร่ มีปลูกต้นหมากรากไม้ สัตว์เลี้ยงก็มี มองไปดูสัตว์เลี้ยง โคก็มี ควายก็มี หมูก็มี ไก่ก็มี มีหลาย ๆ อย่าง นกก็มีเหมือน ๆ กับมนุษย์เราเหมือนกับโลกมนุษย์ แต่ว่าที่นั่นเขาก็มนุษย์เหมือนกัน

    ครั้นพิจารณาไปเดินไปใกล้ ๆ พิจารณาดูอีกทีว่าชาวบ้านนี่เขามีตุลาการศาลตัดสินไหม มีอะไรไหม ก็ปรากฏว่าดูแล้วเห็นเป็นหมู่บ้านธรรมดา แต่บ้านมีความสวยสดงดงามมีความสะอาด คนมีความสุขสำราญมาก ก็รู้สึกว่าเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะทันสมัย อยู่กันแบบไท ๆ คือแบบกันเอง เดินเข้าไปใกล้ด้านถิ่นความหนาวคือกึ่งระหว่างร้อนกับหนาว ไม่มากนัก ก็ไม่ค่อยจะมีความร้อน ความร้อนมีบ้างแต่พอสมควร ในเขตนี้รู้สึกว่าเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต มีไฟฟ้าสว่างไสว บ้านเรือนเป็นระเบียบ ถนนหนทางดี

    รวมความว่าเดินไปรอบ ๆ ในกึ่งกลางของโลกส่วนนี้มีสภาพคล้ายคลึงกัน มีความเจริญรุ่งเรือง มีแม่น้ำ มีทะเล มีมหาสมุทร มีเรือยนต์กลไฟเหมือนกัน ครั้นเข้าไปดูยานพาหนะพิเศษ รถมีแต่รูปร่างของรถยนต์ ไม่เหมือนกับรถของเรา จะเป็นรถคล้าย ๆ รถสมัยเก่าหน้าหม้อสูง และก็ล้อก็โตกว่ารถของเรา สภาพของล้อคล้ายกับกงเกวียน ถ้าพูดจริง ๆ เป็นแบบคล้าย ๆ รถโลกของเราสมัยเก่า

    หลังจากนั้นที่นั่งก็สูงกว้าง หลังคาไม่คลุมเหมือนรถโลกของเรา เขาปล่อยโปร่งนั่งบรรจุคนได้คราวละหลาย ๆ คน เขาไม่มีสภาพเป็นรถเต่าเหมือนบ้านเรา ถนนหนทางมีความราบเรียบ แต่สิ่งที่น่าคิดมองไปในประเทศที่เจริญแล้วไม่มีทหาร คนที่แต่งตัวคล้ายทหารคล้ายตำรวจไม่มี ความจริงแล้วไม่ต้องถือเครื่องแบบของเรา จะเป็นเครื่องแบบประเภทไหนก็ตาม ถืออาวุธอยู่เวรยามรักษาป้องกันภัยอันตรายก็ตาม หรือว่าเป็นการป้องกันเขตประเทศก็ตาม ยามประเภทนี้ไม่มี

    ในเมื่อมีความสงสัย สองแม่ลูกก็ลงไปจากอากาศ ไปเจอะคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาเล็ก ๆ แล้ก็มีตาตะราง มองไปอีกทีก็คล้าย ๆ หมากรุกของเรา แต่หมากรุกของเขาไม่เหมือนของเรา เขาทำเป็นตัวคนบ้าง ทำเป็นตัวสัตว์บ้าง เป็นตัวจริง ๆ แล้วก็ทางด้านใต้ของตัวสัตว์ต่าง ๆ หรือตัวหมากรุกก็มีล้อ เวลาเล่นเขาไม่โขกเหมือนโลกของเรา เขาใช้เลื่อนไป จริง ๆ แล้วก็คิดว่าเขาเล่นหมากรุกนั่นเอง (คิดเอาอย่างนั้นนะเทียบเอา เขาเรียกอะไรก็ไม่ทราบ)

    ในจำนวนคนที่นั่งอยู่ที่นั่นก็มีคนท่าทางเป็นผู้ใหญ่อยู่หลายคน สองคนแม่ลูกเข้าไปก็ตั้งใจคิดว่าร่างกายของเราเขาจงเห็นเพียงเท่านี้ร่างกายทั้งสองคนก็มีสภาพหนา เขาก็เห็นเป็นร่างกายของมนุษย์ธรรมดา แต่ว่าคนพวกนั้นเขามองมาเขาจะแปลกใจนิดหนึ่งเพราะรูปร่างมนุษย์ ของเขากับของเราไม่เหมือนกัน คำว่าไม่เหมือนกันก็หมายความว่ามีแขน มีขา มีหู มีตา มีปากเหมือนกัน แต่ผิวพรรณต่างกัน ของเขาผิวพรรณดีจริง ๆ เป็นคนเนื้อเต็มทั้งหมด (เนื้อนะส่วนร่างกาย) ผิวนวลมาก ไม่ใช่ขาวจั๊ว ขาวนวล ๆ แล้วก็สภาพร่างกายของคนสมบูรณ์แบบทุกอย่าง

    มองไปจุดนั้นก็ดี ใช้ใจมองไปจุดทั่วโลกก็ตาม เขาไม่มีคนผอมกระย่องกระแย่งเหมือนโลกของเรา ร่างกายสมบูรณ์ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เข้าไปใกล้ยกมือไหว้เขาแล้วก็น้อมศีรษะลงเขาก็ทราบว่าทำความเคารพ แต่พวกเขาที่นั่งอยู่ ๔-๕ คน เขาไม่ยกมือรับไหว้ เขายกมือซ้ายข้างเดียวแล้วก็ก้มศีรษะรับนิดหน่อย แสดงว่ารับทำการเคารพ เขาก็ถามเป็นภาษาของเขา แต่ว่าใช้กำลังใจที่เป็นทิพย์ก็ฟังออก

    เขาถามว่า "เธอมาจากไหน"

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ฉันกับลูกมาจากโลกชมภู"

    เขาก็ถามว่า "โลกชมภูอยู่ที่ไหน"

    ทั้งสองคนแม่ลูกก็ชี้ให้ดูโลกชมภูก็ปรากฏว่าเห็นแสงแพรวพราวเป็นระยับ แต่ก็ไม่สุกปลั่งเท่ากับแสงของโลกพระศุกร์ที่เราเห็น เป็นดาวดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งลอยอยู่ด้านทิศตะวันออกของโลกพระศุกร์

    เขาก็ถามว่า "ทั้งสองคนแม่ลูกมาจากโลกชมภูมาได้อย่างไร ชาวโลกชมภูมาที่นี่ต้องใช้ยานพาหนะไหม"

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ฉันไม่ได้ใช้ยานพาหนะ ฉันลอยมาเจ้าค่ะ"

    เขาก็ถามว่า "คนโลกชมภูตัวเบาทุกคนหรือ"

    คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่ทุกคน ชาวโลกชมภูมีตัว ๒ ตัว คือตัวในกับตัวนอก ถ้าจะมาที่นี่ ถ้าคนที่มีกำลังมากคือได้อภิญญาสมาบัติใหญ่ ก็จะมาทั้งตัวในและตัวนอก แต่คนที่มีกำลังน้อย ๆ อย่างฉันกับลูกเอาตัวนอกมาไม่ได้ มาได้เฉพาะตัวใน" พวกเขาก็สงสัยว่าตัวในกับตัวนอกเป็นอย่างไร

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบเขาบอกว่า "คำว่า ตัวนอก ก็ตัวที่มีเนื้อมีหนังอย่างท่าน ถ้าจับแล้วมีความรู้สึกสัมผัส ท่านลองจับตัวของท่านดูทีซิ" เขาก็จับตัวดู

    คุณแม่ของจุไรก็บอกต่อไปอีกว่า "ที่จับถูกนั่นคือตัวนอก มือที่จับก็เป็นมือของตัวนอก ขาของท่านที่ท่านจับนั่นก็เป็นตัวนอก เนื้อก็เนื้อของตัวนอก หนังก็เป็นหนังของตัวนอก แต่ตัวในเราเห็นได้ เคลื่อนไหวได้ ถ้าจับจะไม่มีความสัมผัสเหมือนกับจับอากาศ"

    เขาก็ย้อนถามว่า "เท่าที่เธอมาทั้งสองคนนี่เอาตัวในหรือเอาตัวนอกมา" (เขาย้อนถาม)

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "เอาตัวในมา" เขาถามว่า "จะลองจับได้ไหม"

    คุณแม่ของจุไรก็บอกว่า "ได้"

    เขาก็เอื้อมมือมาจับ เมื่อจับช่วงขาของคุณแม่จุไรและจุไร ก็ปรากฏว่ามือของเขาชนกัน หัวแม่มือกับนิ้วทั้ง ๕ นิ้วของเขาเข้ามาแปะกัน เขาก็ตกใจ

    เขาจึงถามออกไปว่า "เนื้อของเธอไม่มีหรือ เวลาเธอพูดกับฉัน ๆ เห็นเธอมีเนื้อ แต่ว่าเวลาฉันจับฉันไม่รู้สึกว่าเธอมีเนื้อเลย"

    คุณแม่ของจุไรก็บอกว่า "ฉันบอกแล้วว่าฉันเอาตัวในมา"

    เขาก็ถามว่า "คนโลกพระศุกร์จะมีตัวในตัวนอกเหมือนโลกชมภูไหม"

    คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ไม่ว่าโลกไหนก็มีตัวในตัวนอกเหมือนกัน"

    เขาก็ถามว่า "เขาอยากจะศึกษาเรื่องตัวนอกตัวใน อยากจะเอาตัวในไปใช้บ้าง เพราะไปที่ไหนก็ได้"

    เขาก็ถามแม่ของจุไรว่า "ไปโลกไหนมาบ้าง"

    คุณแม่ก็ชี้มาที่จุไร บอก่า "จุไร จงตอบคุณลุงซิ"

    จุไรก็บอกว่า "ไปเที่ยวมาแล้วหลายโลก คือโลกที่ ๑ ที่ไปก็คือโลกอาทิตย์" (เขาฟังแล้วก็ตกใจ)

    เขาถามว่า "ไม่ร้อนหรือ"

    จุไรก็ตอบว่า "ไม่ร้อน เอาตัวในไปไม่ร้อน เข้าไปในใจกลางของ โลกอาทิตย์ ก็ได้ ข้างในก็ไม่ร้อน ไปโลกที่ ๒ ก็โลกพระจันทร์ โลกที่ ๓ ก็โลกพระอังคาร โลกที่ ๔ ก็โลกพระพุธ โลกที่ ๕ ก็โลกพฤหัส แล้วก็มาโลกที่ ๖ ก็คือโลกพระศุกร์"

    เขาก็เลยบอกว่า "คนโลกชมภูนี่เก่งจริง ๆ นะ"

    จุไรก็ถามคุณลุงว่า "คุณลุงเจ้าขา (ฉันขอลัดตัดความเพราะเวลามีน้อยต้องรีบกลับ) อยากจะทราบว่าในประเทศนี้มีทหารไหม" เขาฟังแล้วก็แปลกใจ

    เขาถามว่า "ทหารเป็นอย่างไร"

    จุไรก็กราบเรียนว่า "ทหารเป็นนักรบเจ้าค่ะ"

    เขาก็ถามว่า "หนูน้อย นักรบเป็นอย่างไรจ๊ะ"

    จุไรก็บอกว่า "นักรบเขาถืออาวุธ เวลาไม่ชอบใจขึ้นมาเขารบกัน ยิงกันบ้าง ฆ่ากันบ้าง"

    เขาก็ส่ายหน้าว่า "โลกนี้ไม่มีจ้ะ โลกนี้ไม่รู้กคำว่ารบ"

    จุไรก็ถามว่า "โลกนี้มีเครื่องบินไหมจ๊ะ" เขาก็ตอบว่า "มี"

    จุไรอยากดูเครื่องบิน คุณลุงก็แสนใจดีทั้ง ๕ คน ก็พาไป รู้สึกว่าเขาเดินเร็วมากมีการคล่องแคล่ว ไปถึงกลุ่มเครื่องบินที่เขาจอดอยู่ ไปดูเครื่องบินทั้งหมดไม่มีเครื่องบินรบ มีแต่เครื่องบินซึ่งเป็นยานพาหนะ

    จุไรก็ถามว่า "เครื่องบินมีอาวุธไหมเจ้าคะ"

    เขาก็ตอบว่า "ไม่ทราบจะเอาอาวุธไปทำไม"

    หลังจากนั้นเรื่องแต่ธาตุต่าง ๆ นี่บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายจะไม่ขอพูดกัน แล้วจุไรก็ถามว่า "เครื่องบินของท่านบินไปได้กี่ประเทศ"

    เขาก็ตอบว่า "ในโลกนี้ทั้งโลกมีประเทศจริง ๆ อยู่ ๔๓ ประเทศ เครื่องบินประเภทนี้จะไปกี่ประเทศก็ได้"

    จุไรก็ถามว่า "บ่อน้ำมันมีไหม"

    เขาก็ตอบว่า "แร่ธาตุที่สกัดน้ำให้เป็นน้ำมันนั่นมีอยู่ แต่ว่าโลกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เพราะว่ามีแร่ที่มีรังสีใช้แทนน้ำมันมีมากมาย ฉะนั้นเครื่องบินที่ขับขี่จะบินไปทางไหนก็ได้ไม่มีการหมดน้ำมัน กำลังของแร่ธาตุจะไม่หมด"

    จุไรก็อยากจะนั่งเครื่องบิน เขาก็ให้นั่งเครื่องบินลำใหญ่ แล้วก็บินไปในที่ต่าง ๆ ชมดูโลกพระศุกร์ ส่วนกลางของโลกพระศุกร์ก็ดี ส่วนท้ายของโลกพระศุกร์ก็ดี ก็มีทะเล มีมหาสมุทร มีน้ำใส มีปลาใหญ่ มีนกใหญ่นกเล็กเหมือนกันหมด รวมความว่าส่วนกลางของโลกพระศุกร์นี่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมื่อเที่ยวจบแล้ว (ขอเล่าลัด ๆ เวลามันเหลือนิดเดียว)

    หลังจากนั้นจุไรกับคุณแม่ ทั้งสองก็ลาคุณลุงทั้ง ๕ คุณลุงก็ถามว่า "จะไปทางไหนอีกจะพาไป"

    จุไรกับคุณแม่ก็บอกว่า "ไม่จำเป็นเจ้าคะ จะไปเอง"

    เมื่อลาคุณลุงแล้ว ทั้งสองก็เดินชมถนนหนทาง รู้สึกว่ามีความราบเรียบมาก บ้านช่องมีความรื่นเริง มาทางด้านทิศเหนือใกล้จะสุด ปรากฏว่ามีหิมะหนาวจัด หนาทึบมีความหนาวสูง เจอะบรรดาสัตว์ทั้งหลายมีขนยาวทั้งหมด สัตว์ที่มีขนเกรียนอย่างโลกชมภู หรือโลกมนุษย์ไม่มีเลย ถ้าเจอะควาย ๆ ก็ขนยาว (ควายป่า) เจอะวัวป่าวัวก็ขนยาว ลิงค่างขนยาวหมด แต่รู้สึกว่าสัตว์ทั้งหลายมีความแข็งแรง

    เมื่อเดินเข้าไปในป่าลึกก็ปรากฏว่าพบคนในป่า คนในป่าก็มีสภาพเหมือนกับคนป่าจริง ๆ ความเจริญรุ่งเรืองมีน้อย เขามีผ้าหนา ๆ เนื้อหยาบ ๆ และก็มีอาวุธที่ถือก็ไม่ใช่อาวุธ เป็นจุดแหลม ๆ ด้านหนึ่งมีง่าม อีกด้านหนึ่งมีความแหลม เขาถือเดินไปสำหรับยันพื้นเวลาจะลื่นเพราะถูกหิมะ มองไปดูสัตว์กับคนในป่าเขาเป็นมิตรกันจริง ๆ สัตว์เห็นคน คนเห็นสัตว์ต่างคนก็ต่างเดินเข้าหากัน ที่มองเห็นคนเขาก็ใช้มือคือภาษากลางแล้วก็ส่งเสียงโบ๊โบ๊ ๆ สัตว์ก็มีความเข้าใจ เมื่อสัตว์ตัวใดส่งเสียงอื้ดอ๊าด ๆ ขึ้นมาคนก็มีความเข้าใจความต้องการของสัตว์

    จุไรกับแม่ก็มีความสงสัย ว่าคนกับสัตว์ที่มีความเข้าใจกันอย่างนี้ ก็แสดงว่าคนก็ดีสัตว์ก็ดีไม่มีความเป็นศัตรูกัน จึงยกมือนมัสการพระ ทูลถามท่านว่า "คนโลกนี้เขามีเป็นศัตรูกันไหมเจ้าคะ"

    พระท่านก็ตอบว่า "คำว่าเป็นศัตรูกันสำหรับคนที่มีกิเลสย่อมมี แต่โลกพระศุกร์นี้คนที่เป็นศัตรูกันร้ายแรงถึงกับฆ่ากันทำร้ายร่างกายกันไม่มี จะเป็นศัตรูกันบ้าง เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันเล็กน้อย อาจจะมีความขุ่นข้องหมองใจบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำร้ายกัน ไม่ถึงกับมีการกลั่นแกล้งกัน ชื่อว่าเขายังเป็นคนสะอาดอยู่มากกว่าคนในโลกชมภู"

    ทั้งสองคนแม่ลูกจึงถามท่านว่า "ถ้าอย่างนั้นคนในโลกนี้ก็เป็นคนที่มีบุญมาก กุศลเก่าสนับสนุนอยู่มาก"

    ท่านก็ตรัสว่า "เป็นตามนั้น แต่ว่ายังไม่ดีเท่าของโลกพระพุธ เพราะโลกพระพุธเขาดีกว่านี้ เขาไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ที่นี่มีสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่ามีเมตตาปรานี"

    ก็รวมความว่าคนโลกนี้มีพรหมวิหาร ๔ มาก แต่ว่าขึ้นชื่อว่าคนที่มีกิเลสก็ย่อมมีความเศร้าหมองของจิตบ้างเป็นของธรรมดา แต่ไม่มากนัก ถ้าทะเลาะกันก็ทะเลาะในใจไม่ถึงกับออกปากด่ากัน ถ้าไม่ชอบใจกันบ้างก็อยู่ในใจไม่ถึงกับลงมือลงไม้"

    คุณแม่ของจุไรจึงกราบเรียนถามพระท่านว่า "คนโลกนี้มีอายุขัยเท่าไร เจ้าคะ"

    ท่านก็ตอบว่า "คนโลกนี้จริง ๆ มีอายุ ๒ หมื่นปี ซึ่งโลกพระพุธเขามีความดีกว่านี้มีอายุถึง ๘ หมื่นปี"

    จุไรกับแม่ก็กราบทูลถามท่านว่า "คนที่แก่ที่สุดรูปร่างเป็นอย่างไรเจ้าคะ"

    พระท่านก็นำไปอีกจุดหนึ่ง การไปเป็นของเร็วบรรดาท่านผู้ฟัง กำลังของฤทธิ์ไปเห็นคนที่แก่ที่สุดอายุใกล้ ๒ หมื่นปี เมื่อดูเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าคล้าย ๆ จะสาวกว่าคุณแม่ของจุไร เป็นผู้หญิง

    พระก็บอกว่าให้แม่กับจุไรเข้าไปถามหญิงคนนั้น ถามว่า "ท่านแก่หรือยัง"

    หญิงคนนั้นก็ตอบว่า "ฉันแก่มากแล้วจ้ะ" แล้วก็ถามหญิงคนนั้นว่า "อายุเท่าไร"

    เขาก็ตอบว่า "ใกล้จะ ๒ หมื่นปีเต็มที อีกไม่ถึงพันปีก็ ๒ หมื่นปีแล้ว โลกนี้มีอายุ ๒ หมื่นปีเป็นอายุขัย"

    จุไรอยากจะทราบว่า "คนที่มีอายุเกิน ๒ หมื่นปีมีไหมเจ้าคะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "มี แต่ว่ามีไม่ไกลนัก ไม่เกิน ๓ พันปีก็ต้องตาย"

    เอาละบรรดาลูกรักทั้งหลายและท่านผู้ฟัง เวลาหมดแล้ว ก็รวมความว่า จุไรกับแม่ก็ลาโลกพระศุกร์ไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาลูกรักทั้งหลาย สวัสดี
     
  12. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๒.เที่ยวโลกพระศุกร์ (ตอนที่ ๓)

    ลูกหลานที่รัก วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง มองดูท้องฟ้าใสสว่างเป็นที่สบายใจ วันนี้ก็มาคุยกันหรือเล่านิทานเรื่องของจุไร ก็เป็นการบังเอิญจริง ๆ ที่วันนี้เป็นวันพระ บรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนา ต่างคนต่างก็ตั้งใจไปรักษาอุโบสถศีล ไปที่วัดตอนเช้านำอาหารไปทำบุญถวายพระ รับศีลแล้วก็ตั้งใจสวดมนต์เจริญภาวนา จุไรก็มีโอกาสได้ทำบุญกับแม่

    แต่พอตอนเย็นสวดมนต์เสร็จถึงเวลาค่ำเล็กน้อยออกมาชมพระจันทร์เต็มดวงมีความสว่างมาก เธอก็มีความสุขใจ มองดูดวงดาวทั้งหลายเท่าที่เคยไปเที่ยวมา แต่ทว่าวันนี้จุไรสนใจเรื่อง "ดาวพระศุกร์" เพราะว่าดาวพระศุกร์นี่มองไปทางด้านทิศตะวันตกมีแสงสว่างมาก เธอก็มีความรู้สึกว่าดาวดวงนี้คงจะมีของมีค่ามาก เช่น เพชรนิลจินดา เป็นต้น จิตก็นึกอยากจะไปชมดูดาวพระศุกร์ เวลานั้นจิตของเธอกำลังอยู่ในห้วงของสมาธิเล็กน้อยที่เรียกว่า "อุปจารสมาธิ" จิตก็นึกถึงอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกทั้งหลาย รวมทั้งผู้มีคุณทั้งหลาย โดยคิดว่าถ้ากำลังบุญใดไม่เกินวิสัยที่พระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี เทพเจ้าทั้งหลายหรือท่านผู้มีคุณทั้งหลายก็ดี จะช่วยให้รู้จักคือไปแดนดาวพระศุกร์ได้ก็ขอได้โปรดช่วยเวลานี้

    เธอคิดสั้น ๆ แบบนี้แล้วก็จับอานาปานุสสติกรรมฐาน คือลมหายใจเข้าออกตั้งใจตามที่แม่เคยสอน ในที่สุดอารมณ์ใจของเธอก็เข้าสู่ฌาน ฌานที่เข้าถึงก็เป็นฌาน ๔ อาศัยที่ก่อนภาวนาหรือเข้าฌานจิตตั้งใจจะไปดูดวงดาวพระศุกร์ จิตก็ล่องลอยไปสู่เขตของดวงดาวพระศุกร์ทันที การไปอย่างนี้ลูกหลานที่รักไม่ต้องไปตามลำดับ ตามธรรมดาสภาพของจิตมีการคล่องตัวมาก ถ้าตั้งใจว่าจะไปที่ไหน ก็ไปตรงที่นั่นไม่ต้องเดินตามลำดับ

    พอไปถึงใกล้ดวงดาวพระศุกร์ ยืนอยู่นอกเขตคือในอากาศ ไกลจากดวงดาวพระศุกร์ ก็เรียกว่าหลายร้อยหรือหลายพันโยชน์ แต่อาศัยอารมณ์ในที่เป็นทิพย์มีร่างกายที่เป็นทิพย์ เพราะการไปไม่ได้นำร่างกายเนื้อไปด้วย ก็พิจารณาดูดาวพระศุกร์ ความจริงดาวพระศุกร์นี้อยู่ไกล ๆ สว่างมาก คนหลาย ๆ คนถ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็จะมีความรู้สึกว่าดาวพระศุกร์จะมีความใสเหมือนแก้ว มีการสะท้อนแสงจากพระอาทิตย์ แต่ถ้ามองไปจริงๆ ก็รู้จากความจริงว่าความจริงดาวพระศุกร์ไม่ใช่แก้ว มองด้านไกล ๆ ก็เห็นดาวพระศุกร์ทุกดวง ดาวพระศุกร์ก็คือโลก ๆ หนึ่งนั่นเอง มองไปภายนอกของดาวพระศุกร์เห็นก้อนเมฆมหึมา ลอยเคลื่อนไปเคลื่อนมาเหนือหรือนอกดาวพระศุกร์

    ต่อไปก็มองทะลุเมฆเข้าไปเห็นดวงดาวพระศุกร์ชัด ตอนนี้ถ้าเรียกว่าดาวพระศุกร์ก็ไม่ถูกแล้ว เพราะความแพรวพราวของดาวพระศุกร์ไม่มี หรือถ้าจะมีก็คล้าย ๆ กับหิมะจับอยู่บนยอดหญ้าหรือยอดไม้ต้องแสงอาทิตย์แพรวพราวพอสมควร ทีนี้ส่วนที่มีแสงแพรวพราวนั้นก็เป็นแสงด้านท้ายของดาวพระศุกร์ ดาวพระศุกร์หันหัวเข้าหาพระอาทิตย์ แต่ก็ไม่ใช่อยู่ติดพระอาทิตย์เลยทีเดียว ห่างมาก

    ด้านหัวของดาวพระศุกร์เข้ามาถึงประมาณกึ่งกลาง ในตอนนี้จะมีความรู้สึกว่าเลี่ยนเตียนโล่งเหมือนกับคนหัวล้าน อีกนัยหนึ่งถ้าไม่เคยเห็นคนหัวล้าน ก็ดูเขาหัวโล้นมีความโล้นไม่มีสภาพบ้านเรือน ไม่มีต้นหญ้า ไม่มีต้นไม้ ไม่มีธารน้ำ ถ้าจะเปรียบเทียบกับทะเลทราย ดาวพระศุกร์ตอนนี้ยิ่งกว่าทะเลทรายเสียอีก ต้องมีสภาพคล้าย ๆ กับทะเลเพลิงเพราะมีความร้อนมากด้านหัว เรื่อยเข้าไป ๆ ตอนกลางของดาวพระศุกร์จะรู้สึกจางจากความร้อน มีความร้อนไม่แตกต่างกับตะวันออกกลางเท่าไรนัก

    ในช่วงที่อ่อนจากความร้อนนี่ ลึกเข้าไปหน่อยมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีต้นไม้ มีต้นหญ้า มีธารน้ำ มองไกลออกไปใกล้ ๆ ปลายดาวพระศุกร์ด้านเหนือ ก็รู้สึกว่าในตอนนี้ต้นไม้เขียวชอุ่มจัด มีหิมะมากปกคลุมดาวพระศุกร์ ยิ่งตอนท้ายดาวพระศุกร์ก็มีธารน้ำ มีต้นหญ้า มีน้ำค้าง และมีหิมะต่าง ๆ เกาะใบไม้แข็งตัว ธารน้ำที่เป็นทะเลก็เป็นทะเลแข็ง

    รวมความแล้วดาวพระศุกร์นี้มีสภาพไม่เหมือนกัน ขอทุกคนผู้รับฟังพึงทราบว่านี่เป็นนิทาน ความรู้สึกต่าง ๆ จากนิทานกับความรู้กับนักวิทยาศาสตร์ต้องไม่เหมือนกัน หรือถ้าอาจจะเหมือนกันก็เรียกว่า นิทานเดาไปเหมือนนักวิทยาศาสตร์เข้า เมื่อมองดูแล้วเธอก็ทราบว่าดาวพระศุกร์มีสภาพคล้ายดาวพุธ แต่ว่าดาวพระศุกร์ดวงนี้โตกว่าดาวพุธมาก มองไปดูดาวพฤหัสดาวพระศุกร์ก็เล็กกว่าดาวพฤหัส

    เธอจึงเข้าไปใกล้ดวงดาวพระศุกร์ อยากจะรู้ความจริง ตอนนี้ก็ยังไม่แวะลงพื้นดินของดาวพระศุกร์ ลอยละล่องไปในอากาศดูรอบ ๆ ตอนด้านหน้าใกล้ความร้อน เรียกว่ามีความร้อนอยู่มาก แต่ก็ยังพอเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายได้ ก็ปรากฏว่ามีบ้านช่องเรือนโรงน้อย น้ำก็หายาก บนผิวดินแห้งแกร่งจุดของการมีน้ำน้อย เธอก็เลยไม่ชอบใจ เลื่อนตัวไหลเข้าไปใกล้ ๆ เรียกว่าเข้าไปลึกเข้าไปอีกเกือบจะเป็นศูนย์กลางของความเย็นหรือตอนที่เย็น

    ตอนนี้ก็เห็นต้นไม้งามชอุ่ม มีพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมีผู้คนมาก ในดาวพระศุกร์มีบ้านเรือนโรงสวยสดงดงาม ไปดูถนน ๆ เขาก็เรียบดี ไปดูคนก็มีความเรียบร้อย คนทุกคนเท่าที่มองเห็นจากอากาศมีสภาพเรียบร้อย รู้สึกว่าความอันธพาลเกเรอาจจะไม่มีหรืออาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่มาก มองดูไปรอบ ๆ อยากจะทราบว่ามีตำรวจไหม มีทหารไหม มีคนถืออาวุธเพื่อป้องกันอันตรายไหม มองดูจากอากาศลงไปดูภาคพื้นก็ไม่พบคนที่ถืออาวุธ ไม่พบคนที่แต่งตัวพิเศษเหมือนตำรวจทหาร ไม่พบการยืนยาม ไม่พบการอยู่เวร ไม่เห็นสภาพของกองทัพ

    เธอก็ดูต่อไปว่าดวงดาวพระศุกร์นี่มีอะไรเป็นที่น่าสังเกตบ้าง ยวดยานพาหนะของดาวพระศุกร์มีรถ รถยนต์มี แต่ว่าสภาพของรถยนต์มีสภาพไม่คล้ายคลึงกับรถของเราเท่าไรนัก คือล้อมีเหมือนกัน เครื่องยนต์มีเหมือนกัน แต่สภาพของรถจริง ๆ มีสภาพโปร่ง มีหลังคาสูงมีที่นั่งสูง ขณะที่นั่งไปเรียกว่าโชยกับอากาศได้ดี ไปมองดูความเร็วของรถอาจจะมีมาก แต่ทว่าคนในดาวพระศุกร์เวลาขับรถขับไม่เร็วเกินไป ถ้าเทียบกับโลกชมภูคือโลกที่เธออยู่ ก็จะมีความรู้สึกว่าชาวโลกพระศุกร์ใช้ความเร็วจริง ๆ ของรถไม่เกิน ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เขาไปกันเรียบ ๆ ถนนก็โล่งไม่เบียดเสียดกัน การขับรถมีระเบียบ คนที่แต่งตัวสวยยิ้มแย้มแจ่มใส

    ครั้นไปดูในน่านน้ำ ๆ มีมาก มีทะเล มีมหาสมุทร มีคลอง ในคลองในน่านน้ำเขาก็มีเรือยนต์ และก็มีเรือพาย (ประเภทเรือกรรเชียง) ใช้พายธรรมดาไม่เห็นมี หรือไม่มีก็ไม่ทราบแต่ไม่เห็น มองดูเท่าไรก็ไม่เห็น เรือพายธรรมดาก็ไม่เห็น เรือถ่อก็ไม่เห็น จะมีก็มีประเภทเรือกรรเชียงจับพาย ๒ ใบกรรเชียงถอยไปข้างหลังแล้วก็น่านน้ำก็มีความราบเรียบสวยสดงดงามสะอาด

    ทางท่าน้ำก็รู้สึกว่ามีความราบรื่นมองดูไปในอีกด้านหนึ่ง เธอก็อยากจะทราบว่ากองทัพอากาศของโลกพระศุกร์มีหรือเปล่า มองไปแล้วก็ลอยไปรอบ ๆ ไม่ใช่มองที่เดียว มองแล้วก็ลอยไปรอบ ๆ ของด้านใกล้จะกึ่งความร้อนกับความเย็นก็ปรากฏมีเครื่องบิน ๆ มาตามสถานีต่าง ๆ มาก สถานีหรือท่าอากาศหนึ่งก็มีเครื่องบินมาก แต่มองไปดูอีกทีว่าเครื่องบินรบที่มีสภาพเหมือนเครื่องบินรบของเรามีการติดอาวุธติดจรวดมีไหม มองไปดูจริงๆ เท่าไรก็ไม่พบว่าเป็นเครื่องบินรบ

    เธอก็สงสัยว่าบ้านเมืองนี้ขาดตำรวจ ถ้าขโมยมีมาก ๆ อย่างโลกชมภูก็เป็นอันว่าชาวบ้านทั้งหลายไม่มีของจะใช้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะขโมยเก็บหมด ไม่มีตำรวจปราบปราม และขอบเขตต่าง ๆ ไม่มีทหารระวัง ถ้าเกิดมีการรุกรานขึ้นมาก็จะถูกยึดประเทศเปล่า ๆ เธอก็คิดด้วยเหตุผลว่าในเมื่อคนทุกคนไม่มีใครเป็นตำรวจ คนทุกคนไม่มีใครเป็นทหารการขโมยกันการข่มเหงกันอาจจะไม่มี และการรุกรานกันด้านชายแดนก็คงจะไม่มี การยื้อแย่งดินแดนก็คงจะไม่มี

    รวมความว่าตอนนี้เห็นบ้านเมืองสวยสดงดงาม มีถนนหนทางมากติดต่อกันเป็นสายตลอดโลกพระศุกร์ ความจริงมองแล้วมีความสุขใจมาก ตอนใดที่มีแม่น้ำขวางก็มีสะพานลอยสูง เรือก็วิ่งไปราบเรียบ คนก็แต่งกายผ้าไม่หนาถ้าจะเทียบกันไปก็เหมือนกับคนในประเทศไทย แต่งผ้าบาง ๆ แบบธรรมดา ๆ เธอก็คิดว่าตอนกลางส่วนนี้ระหว่างความร้อนกับความเย็น หมายความว่าร้อนเข้ามาถึงประเภทเกือบอุ่น ในตอนที่เห็นนี้ก็เป็นส่วนกลาง ๆ คงจะมีความรอ้นไม่มาก มีความเย็นไม่มากเกินไป ฉะนั้นคนจึงมีผ้าบาง ๆ แบบประเทศไทย

    เธอก็สงสัยคิดว่าตอนปลายของโลกพระศุกร์จะเป็นอย่างไร ก็ลอยต่อไปอีก ตอนนี้ก็พบว่าน้ำที่ติดกับใบไม้ยอดไม้มีมาก และยอดหญ้าก็ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ เป็นเขตที่มีความหนาวมาก ผู้คนต่าง ๆ ก็แต่งกายด้วยผ้าหนา ๆ เหมือนกับในอเมริกาหรือในยุโรปบางประเทศ เธอก็มีความรู้สึกว่าตอนนี้คงจะหนาวจัด มองดูโลกแถวนี้ก็ปรากฏว่ามีตึกสูงและก็มีโรงงานต่าง ๆ มาก พืชพันธุ์ธัญญาหารก็มาก แต่โลกนี้มองดูกันจริง ๆ ถ้าจะเทียบกับโลกชมภู ดาวพระศุกร์ก็มีเนื้อที่มากกว่าโลกชมภูเกือบเท่าตัว แต่ว่าส่วนที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ก็ดูเหมือนว่าจะน้อยกว่าโลกชมภูเพราะตอนหน้าร้อนมากเกินไป

    อันนี้ก็มองดูไปว่าตอนที่มีความหนาวมีอะไรเป็นพิเศษไหม ก็พบว่ามีโรงงานใหญ่ ๆ มีควันโขมง แสดงว่าคนทำงาน

    คนออกจากโรงงานก็มาก ในดินแดนแถบนี้รู้สึกว่าจะเป็นคนมีความร่ำรวยมาก ยานพาหนะก็มาก สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือมีลูกกลม ๆ ที่อัดลมข้างในหรืออัดแก๊สข้างใน คือ "ลูกบอลลูน" มีลอยอยู่มาก สำหรับลูกบอลลูนนี้ด้านหน้าส่วนที่ห้อยหมายความว่าตัวอาคารที่ห้อยกับลูกบอลลูนมีใบพัด ด้านหางก็มีหางคล้าย ๆ เครื่องบิน แต่สภาพแตกต่างกันนิดหน่อย เวลาที่เขาต้องการจะบังคับให้เครื่องไปไหนก็เห็นหันหัวไปทางนั้น ใช้เครื่องเอาบอลลูนถ่วงข้างบนเป็นเครื่องเล่นสำหรับชาวบ้าน

    ก็รวมความว่าเครื่องบินประเภทนี้เรียกว่าเครื่องบินก็ได้ แต่จะเรียกให้ถูกจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า "เครื่องเกาะบอลลูน" หรือ "เรือเกาะบอลลูน" เรือประเภทนี้ไม่มีการตกถึงกับเสียชีวิต เพราะบอลลูนมีสภาพถ่วง เวลาที่เขาจะขึ้นก็ปล่อยแก๊สหรือลมเข้าไปจนกระทั่งบอลลูนขยายเต็มตัวพาลอยขึ้นไป หลังจากนั้นก็มีเครื่องบินใบพัดที่เกาะอยู่ด้านล่างพ่วงอยู่ บอลลูนยกเครื่องก็พาบินไปตามทิศทางที่ต้องการ

    ความจริงก็รู้สึกว่าดีปลอดภัยเป็นที่ใช้ของบรรดาชาวบ้าน ชาวบ้านใช้กันมาก รู้สึกว่ามีความสะดวก ความจริงถ้าประเทศไทยเรามีก็ต้องคิดเหมือนกัน ต้องตั้งตำรวจจราจรในอากาศละมั้ง ดีไม่ดีเครื่องบินบอลลูนอาจจะชนกันบนอากาศก็ได้ เพราะอาจจะมีมากเกินไป ของเขาถิ่นนี้มีมาก แต่ไม่มากถึงกับต้องชนกัน รู้สึกว่าเครื่องบอกสัญญาณหลีกกันของเขาก็ชัดเจนแจ่มใส ใช้เป็นกระแสไฟสี ถ้าเปิดสีแดงเลี้ยวไปทางไหน เปิดสีเขียวไปทางไหน เปิดสีเหลืองขึ้นบน เปิดสีใสลงล่าง อันนี้เป็นต้น แสดงว่าเวลาบอลลูนหรือเครื่องที่เกาะบอลลูนสวนกันเขาจะให้สัญญาณว่าใครจะเลี้ยวทางไหน เปิดไฟด้านไหนไปด้านนั้น ก็รู้สึกว่าน่าจะมีความสุข

    ต่อไปเธอก็ลอยมาด้านท้ายสุด ด้านท้ายสุดนี่มหาสมุทรเป็นน้ำแข็ง ทุกสิ่งทุกอย่างหนาวจัด เย็นมาก แต่ก็มองไปเห็นกลุ่มสุนัขคล้าย ๆ กับสุนัขจิ้งจอก หรืออีกประการหนึ่งถ้าเรียกกันชัด ๆ ง่าย ๆ คล้าย ๆ "หมาจู" จะเรียกสุนัขจูเขาก็ไม่เรียก เขาเรียกกัน หมาจู ชาวบ้านเรียกอย่างนั้น มีขนยาวมากเกือบจะปิดตาทั้งหมด เดินไปเดินมาบนก้อนน้ำแข็งแบบสบาย ๆ รู้สึกว่าหนาวขนาดไหนก็ตามเธอมีความสุข ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเธอเกิดในเขตของน้ำแข็ง เป็นของไม่แปลกที่จะเดินประเภทนั้น

    ต่อมาเธอก็เลื่อนเข้าไปใกล้ในพื้นดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ตอนนี้ก็เห็นมีคน แต่ก็น่าแปลกใจว่า คนถิ่นนี้แทนที่จะใส่เสื้อหนา ๆ แล้วก็เทอะทะกันความหนาว กลับกลายเป็นแต่งเสื้อผ้า

    บาง ๆ แต่มีรองเท้า มีพันแข้ง มีผ้าโพกหัสแต่ก็บาง เธอก็มีความสงสัยว่าผ้าบาง ๆ ของเขาอาจจะเป็นประเภทผ้าบางเนื้อแน่น ป้องกันความหนาวได้ดี อาจจะเป็นอย่างนั้น แล้วก็มองดูอีกทีบรรดาสัตว์ทั้งหลายในเขตนั้นก็มีขนยาว อย่างลิงหรือค่าง เป็นต้น นี่ขนยาวเป็นกรณีพิเศษ ยาวกว่าที่โลกมนุษย์เรามีมาก

    เธอก็ลอยลงไปต่ำอยากจะทราบพื้นความเป็นจริงว่าดินแดนแห่งนี้มีบ้านใหญ่ ๆ ไหม เธอก็พบความเป็นจริงว่าดินแดนแห่งนี้บ้านใหญ่ ๆ ไม่มี โดยมากจะมีบ้านประเภทอยู่ในถ้ำหรือว่าขุดดินทำเป็นหลังคาอยู่ เข้าใจว่าจะมีความอบอุ่นดีกว่าอยู่บนพื้นดินมาก ครั้นไปดูคน คนกับสัตว์มีความเชื่องกันมาก พบคนเดินในป่าสัตว์ป่าเห็นเข้าสัตว์ป่าไม่หนี คนก็ไม่หนีสัตว์ป่า ต่างคนต่างเดินเข้าหากัน คนตีใบ้ยกมือปล่อยเสียงโบ๊เบ๊ ๆ สัตว์ก็ทำหน้าเลิ่กลั่กมองไปมองมาก็เข้าใจกันวิ่งเข้ามาหาคน รวมความว่าคนกับสัตว์รู้ภาษากันคือเข้าใจในภาษาซึ่งกันและกัน

    ทีนี้เธอก็มีความสงสัยว่าถ้าขืนลอยอยู่อย่างนี้คงไม่ทราบเรื่องดีอะไรกันแน่ อยากจะลงดูพื้นดิน ก็ลอยลงไปด้านหน้าด้านกลาง ๆ ที่ว่าเห็นคนใส่เสื้อผ้าบาง ๆ ทีแรกแต่งตัวบาง ๆ คล้ายประเทศไทย ลอยลงไปใกล้ไม่ถึงพื้นดินนัก เพื่อความเร็วก็ตรวจดูเขตก็รู้สึกว่ามีป้ายบอกชื่อประเทศเป็นจุด ๆ เป็นแห่ง ๆ อาณาเขตเขาราบเรียบมาก ไม่มีทหารรักษาการณ์ มีถนนติดต่อกันมีสายไฟฟ้าพ่วงถึงกัน การเดินทางไปมาหาสู่กันไม่มีด่าน ไม่เหมือนกับประเทศไทยไปมาเลเซีย ก็ต้องไปกักอยู่ที่ด่านนานแสนนาน แขกพูดนานกว่าจะรู้เรื่อง หรือดีไม่ดีแขกก็แอ๊คท่ายังไม่ยอมให้ไป แต่ว่าไปดูของเขาเข้าโลกพระศุกร์เขาจะไปประเทศไหนรู้สึกว่าไปแบบสบาย ๆ ไม่มีใครกั้นไม่มีใครกาง ไปแบบมีอิสรภาพ แต่ละเขตเข้าไป ก็รู้สึกว่าทุกคนต่างคนต่างเป็นมิตรคิดว่าคนที่คิดเป็นศัตรูซึ่งกันและกันคงจะหายาก อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่จะต้องพิจารณาว่าโลกนี้มีความสุข

    ต่อไปเธอเห็นคนกลุ่มหนึ่งแต่งตัวสวย เข้าใจว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ผู้ชายก็แต่งตัวสวย ผู้หญิงก็แต่งตัวสวย โลกนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยเพชรนิลจินดา มีเครื่องประดับแพราวพราว รู้สึกว่าเขาจะประดับมาก แม้แต่กำไลข้อเท้าของเขา ก็มีเพชร กำไลมือของเขาก็มีเพชร ที่คอแทนที่จะเป็นสร้อยก็เป็นกำไลแท่งใหญ่แต่รู้สึกจะมีทองบางก็ประดับเพชร เพชรรูปร่างประดับลวดลายต่าง ๆ น่าเรียกว่าเขาทำสวยมาก เธอก็เข้าไปหาท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่าทีเป็นผู้ใหญ่มากในคนกลุ่มนั้น เธอก็ถามว่า “ประเทศนี้ ในโลกนี้มีทหารไหม”

    ชายคนนั้นเห็นเธอเข้าก็แปลกใจ เขาถามว่า “หนูมาจากไหน” จุไรตอบว่า “หนูมากจากโลกชมพู” เขาก็นั่งนิ่งนึกระเดี๋ยวหนึ่งก็ถามว่า “โลกชมพูอยู่ที่ไหน?” เธอก็ชี้ให้ดูดาวดวงหนึ่ง

    ซึ่งอยู่ไกลแสนไกลจากดาวพระศุกร์ เธอบอกว่า “นั่นคือโลกชมพูที่หนูอยู่” เขาถามว่า “หนูมาได้อย่างไร” จุไร ก็ตอบว่า “หนูลอยมา” เขาก็ถามว่า “คนโลกชมพูลอยเก่งอย่างนี้ทุกคนหรือ”

    จุไรก็บอกว่า “หนูลอยไม่เก่ง หนูนะลอยสู้แม่หนูไม่ได้ และในโลกชมภูทุกคนจะลอยเก่งเหมือนกันหรือไม่หนูก็ไม่ทราบ แต่ที่บ้านหนูลอยได้ทั้งพ่อทั้งแม่และลูกลอยได้หมดทุกคน”

    เขาก็แปลกใจ เขาถามว่า “โลกชมพูมีทหารตำรวจหรือ?” เธอตอบว่า “มี” เขาก็ถามว่า“ทหารตำรวจมีไว้ทำไม” เธอก็ตอบว่า “ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ กันการรุกรานของข้าศึก ตำรวจมีไว้ปราบโจรผู้ร้าย” เขาก็แปลกใจ เขาถามว่า “ข้าศึกหมายถึงอะไร?” เธอก็ตอบว่า “มีการรบกัน” เขาถามว่า “รบกันเป็นอย่างไร?”

    รวมความว่าจุไรงง จึงถามเขาว่า “ที่นี่ไม่มีเครื่องบินรบหรือ?” เขาก็ตอบว่า “คำว่า รบ ไม่รู้จัก มีแต่เครื่องบินที่เหาะไปเหาะมา ไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ถ้าไปไกลเกินไปนั่งรถเหนื่อยก็นั่งเครื่องบินไป แต่โลกที่มีความศิวิไลซ์กว่า คือด้านเหนือ (เขาชี้ไป) ที่นั่นเขามีบอลลูนสำหรับเที่ยว” เธอบอกว่า “ทราบแล้ว”

    เขาก็ถามเธอว่า “ผมข้างหน้านี้หมายถึงอะไร” (ผมจุกของเธอมีปิ่น) เธอก็ตอบว่า “นี่เขาเรียกจุก” เขาก็ถามว่า “จุกมีไว้ทำไม” เธอก็ตอบว่า “ จุกมีไว้เพื่อแสดงความเป็นเด็ก” เขาก็ถามว่า “เธอเป็นเด็กหรือ?” เธอก็ตอบว่า “ เป็นเด็ก”

    ก็รวมความว่าโลกพระศุกร์เต็มไปด้วยความโง่ของคนในโลกมนุษย์ แต่ว่าเป็นโลกที่มีความสุขที่สุดดีกว่าโลกมนุษย์มาก

    เอาล่ะ บรรดาลูกรักทั้งหลาย มองดูเวลาเหลือนาทีกว่า ๆ ก็ขอจบโลกพระศุกร์แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาลูกรักทุกคน สวัสดี

    ot;ฉันแก่มากแล้วจ้ะ" แล้วก็ถามหญิงคนนั้นว่า "อายุเท่าไร"

    เขาก็ตอบว่า "ใกล้จะ ๒ หมื่นปีเต็มที อีกไม่ถึงพันปีก็ ๒ หมื่นปีแล้ว โลกนี้มีอายุ ๒ หมื่นปีเป็นอายุขัย"

    จุไรอยากจะทราบว่า "คนที่มีอายุเกิน ๒ หมื่นปีมีไหมเจ้าคะ"

    คุณยายก็ตอบว่า "มี แต่ว่ามีไม่ไกลนัก ไม่เกิน ๓ พันปีก็ต้องตาย"

    เอาละบรรดาลูกรักทั้งหลายและท่านผู้ฟัง เวลาหมดแล้ว ก็รวมความว่า จุไรกับแม่ก็ลาโลกพระศุกร์ไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาลูกรักทั้งหลาย สวัสดี
     
  13. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๓.จุไรท่องเที่ยวดาวเสาร์และดาวสูตู
    โดยส.ธ.

    ลูกหลานที่รักทุกคน วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๐ เป็นวันจันทร์ตอนที่แล้วมาเสียงพูดแหบแห้งเต็มที เพราะเวลาพูดเกิดอาการเสียดท้องมีความร้อนภายใน เสมหะขึ้นบังหลอดลมเกือบจะทนไม่ไหวแต่ก็ต้องทำ

    ถ้าลูกรักและหลานรักทุกคนถามว่า “ทำทำไมๆ จึงไม่หยุด” ก็ต้องขอตอบว่าขอบรรดาลูกรัก หลานรักทุกคนจงจำไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

    "อุนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" ท่านบอกว่า บุคคลที่มีการงานไม่คั่งค้างเป็นอุดมมงคล นั่นก็หายความว่างานสิ่งใดที่ตั้งใจจะทำ จะมีอุปสรรคใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ถ้าไม่เกินวิสัยจริงๆ ต้องทำให้แล้วเสร็จ ถ้าไปยับยั้งไม่ทำให้แล้วเสร็จต่อไปจะเคยตัวในความขี้เกียจ การงานต่างๆ ที่ทำจำเป็นต้องมีอุปสรรค ในเมื่อมีอุปสรรคเราไม่ต่อต้านอุปสรรคต่อไปเราก็แพ้เรื่อย เป็นคนนี้แพ้ไม่ดี เป็นอัปมงคล

    วันนี้ก็รู้สึกว่าร่างกายไม่ดีมาก ตอนนี้ร่างกายทรุดโทรมมากแล้วก็ป่วยไข้ไม่หาย เรื่องของดวงดาวต่างๆ ก็สงสัยว่าลูกหลานทุกคนคงจะเบื่อ โผล่มาก็ดาวๆ ต่อนี้ไปวันนี้จะลุยดาวให้หมดจะเล่าเรื่องแต่เพียงย่อ เมื่อวันก่อนมาหยุดอยู่ที่ดาวจามร ก็เป็นเรื่องของ จุไร เหมือนกันอย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นนิทาน แต่ว่าก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่บอกว่าเป็นนิทานบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องจริง มันอาจจะตรงกับเรื่องจริงก็ได้เพราะเป็นการบังเอิญ

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เวลานี้ จุไร กับแม่ยังไม่กลับบ้านจวนจะออกจากดาวจามรเธอก็ปรารภกับแม่ว่า “คนที่ดาวจามรหรือโลกจามรนี่สวยจริงๆ ผู้หญิงก็สวย ผู้ชายก็สวย ทุกคนมีเนื้อขาวเกลี้ยง สีขาวนวล ๆ ไม่ขาวซีด จะเหลืองก็ไม่เหลือง ขาวซีดก็ไม่ซีด ขาวนวล ๆ ทุกคนเป็นคนเนื้อเต็มไม่ใช่คนอ้วนทึบ กริยาวาจาก็เรียบร้อยหน้าตานิ่มนวลยิ้มแย้มแจ่มใสทุกคน ทุกคนเลิกจากงานแม้จะมีอาการเครียด แต่หน้าตาก็ยิ้มแย้มเหมืนอกันทุกคน) (รวมความว่าโลกนี้น่าจะมีความสุข)

    ต่อไป จุไร เธอก็กราบเรียนคุณแม่ว่า “ต่อไปนี้จะไปโลกอะไร?”

    แม่ก็ตอบว่า “ควรจะย้อนไปโลกเสาร์ หรือที่เรียกกันว่า ดาวพระเสาร์”
    “ดาวพระเสาร์” นี่บรรดาลูกรักหลานรักทั้งหลาย เขาเรียกว่า “เทพเจ้าแห่งอันธพาล”เพราะว่าในมนุษยโลกในมหาทักษาท่านบอกว่า “ถ้าบุคคลใดพระเสาร์เข้าแทรก หรือพระเสาร์เสวยอายุบุคคลนั้นจะมีความสุขไม่ได้”

    ต่อจากนั้นไปสองแม่ลูกก็ตัดสินใจตรงไปดาวพระเสาร์ ในวันที่พูดดาวพระเสาร์อยู่ตรงกับดาวพระพุธ แต่ดาวพระเสาร์อยู่ทางด้านทิศเหนือ ดาวพระเสาร์อยู่ในมุมอับ รู้สึกว่าดินแดนที่นี้ความสว่างไสวก็น้อยมาก เกือบจะเรียกกันว่า โลกมืด ก็คงจะไม่มืดมาก มากหรือไม่มากสภาพความเป็นทิพย์ของสองแม่ลูกก็เห็นสว่าง เมื่อเธอทั้งสองลอยมาถึงดาวเสาร์ ก่อนจะเข้าไปถึงจุดดาวพระเสาร์ก็อยู่ไกลๆ ก่อน

    เพราะการอยู่ไกลมองเห็นได้ชัดแล้วก็มองดูได้รอบตัว จะดูทิศไหนก็ได้ มองไปเบื้องหน้าเห็นเมฆสีดำลอยทมึนอยู่เหนือดาวเสาร์ ต่ำลงมาข้างๆ เป็นเมฆสีขาว แล้วต่อไปด้านหัวด้านท้ายเป็นเมฆมีน้ำฉ่ำ ก็มองเข้าไปถึงดาสพระเสาร์จริงๆ ดาวพระเสาร์นี่ความจริงไม่มีพระ มีแต่เสาร์ หรือมีแต่ดาวหรือว่าโลกของดาว (โลกของเสาร์) ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะมองลงไปเท่าไรก็ไม่เจอสิ่งมีชีวิต ในข้อนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท ผู้รับฟังจงอย่าเอานิทานไปเทียบกับวิทยาศาสตร์ นิทานย่อมพูดอะไรตามชอบใจอยู่เสมอ คำว่าผิดหรือคำว่าไม่จริงของนิทานไม่มี ถ้าไม่ผิดหรือจริงต้องไม่ใช่นิทาน เป็นสัจจธรรมหรือวิทยาศาสตร์

    ก็รวมความว่านิทานมองเห็นสัตว์ไม่มีที่โลกพระเสาร์ มองไปมุมทุกมุมของโลกรู้สึกว่าเป็นแดนอับ เป็นโขดเป็นหินบ้างเป็นที่เรียบบ้างแต่พื้นเขาแกร่งมาก ดูรอบๆ ดาวเสาร์ไม่น่าชม แต่สิ่งที่สะดุดใจมีจุดหนึ่งนั่นคือดาวเสาร์มีแร่ประหลาดมองดูแล้วเห็นความใสคล้ายแก้ว ก็สงสัยว่าแร่ประเภทนี้จะมีประโยชน์อะไร

    ทั้งสองแม่ลูกมองมามองไปก็ไม่สามารถจะคลายความสงสัยได้ ทั้งสองคนจึงนึกถึงองค์สมเด็จพระจอมไตร คือพระพุทธเจ้า แต่ความจริงผู้ทรงฌานก็ดี ทรงฌาณก็ตาม ทุกอย่างถ้ามีอะไรสงสัยเข้าต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคนเพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ย่อมรู้ทุกอย่าง เมื่อนึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วความรู้สึกก็เกิดว่า แร่นี้เป็นแร่ที่มีอานุภาพมาก สามารถจะยันดาลสิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้ ของที่อยู่ไกลแสนไกลที่ใครไม่สามารถจะเห็นได้ ถ้าได้แร่ประเภทนี้สามารถจะเห็นได้ในแดนไกล นี้สมมุติว่าฝรั่งมาที่นี่ได้ ถ้าได้แร่นี้ไปเขาจะมีสายตาไกลกว่าเท่าๆ ที่เป็นอยู่แล้วมาก เพราะแร่ประเภทนี้ในโลกชมภูไม่มี โลกอื่นที่ผ่านมาแล้วก็ไม่เหมือนกัน ไปมีจุดเดียวที่โลกเสาร์หรือดาวพระเสาร์ ก็รวมความว่าดาวพระเสาร์ไม่มีอะไรจะชม การชมหินการชมแร่ชมมากๆ ก็รำคาญ

    หลักจากนั้นสองแม่ลูกก็ปรึกษากันว่าต่อนี้จะไปดาวดวงไหนดี (วันนี้ลุยดาวว่ากันเรื่องดาวอย่างเดียว ลุยสั้นๆ ตีไม้สั้นกัน) แม่กับลูกทั้งสองก็ปรึกษากันว่าดาวดวงหนึ่งที่เราน่าจะรู้นั่นคือ “ดาวสูตู”ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของโลกมนุษย์หรือโลกชมภู ที่ชาวโลกจามรเขาบอกว่า “โลกนี้หรือดาวดวงนี้เป็นดาวอันธพาลหรือเทพเจ้าแห่งอันธพาล” คือว่าความอันธพาลต่างๆ ดาวโลกนี้มีคนประเภทอันธพาลมก สองแม่ลูกก็ตั้งใจไปที่นั่นความจริงการตั้งใจไปไหนย่อมถึงที่นั่นทันทีทันใด เพราะกำลังเป็นทิพย์ กำลังเป็นทิพย์นี่ไปเร็วไปช้าตามกำลังของใจ ถ้าใจต้องการเร็วนึกปั๊บก็ถึงปุ๊บ ถ้าใจต้องการไปช้าก็ไปเรื่อยๆ ตามกำลังของใจ ทั้งสองแม่ลูกเห็นว่าดวงดาวดวงนี้อยู่ไกลตั้งใจไปเร็ว ไปแล้วก็ถึง แต่ก่อนที่จะถึงผิวโลกต่างคนต่างก็ยับยั้งมองดูดาวสูตูว่ามีสภาพเป็นอย่างไร

    ดาวสูตูจริงๆ ขณะที่อยู่โลกชมภูมองไม่เห็น ไม่เห็นประกายของดาวสูตู มองไม่เห็น ไม่เห็นประกายของดาวสูตูด้วยสายตาเนื้อ แต่ว่าถ้าใช้กล้องอาจจะมองเห็น อาจจะต้องเป็นกล้องดูดาว กล้องดูดาวเขาเป็นอย่างไรสองแม่ลูกก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฟังข่าวว่าเยอรมันดูโลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารมาตั้งแต่สองแม่ลูกเป็นเด็กก็สามารถดูเห็น (การมองด้วยตาเปล่านี้จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่ทราบเพราะไม่รู้จัก) โลกนี้ก็อยู่ไกลแสนไกล มองเข้าไปความแพรวพราวของโลกนี้หาได้น้อย มองดูจริงๆ แล้วสองแม่ลูกหญิงก็มีความรู้สึกว่าดาวดวงนี้หนักในด้านของความร้อน แต่ก็ไม่ใช่ร้อนเหมือนด้านหัวของดาวพระศุกร์ แต่อากาศรู้สึกมีการกร้านมากอยู่ แต่คนที่เขาอยู่ที่นี่ที่มีความชินก็ไม่เป็นไร

    สองแม่ลูกจึงเคลื่อนตัวลงไปให้ต่ำ ดูรอบๆ ของดวงดาว ดาวดวงนี้จริงๆ เข้าใกล้ก็คือโลก เป็นโลกที่มีสัตว์ เป็นโลกที่มีคนเป็นโลกที่มีแม่น้ำลำคลอง มีทะเล มีมหาสมุทร เป็นโลกที่มีต้นไม้ต้นหญ้า ก็รวมความว่าเป็นโลกที่เหมือนโลกทั้งหมดพรรณาไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ฟังแล้วรำคาญ

    ต่อมาก็ดูเขตของคนในประเทศนั้นๆ ในดวงดาวนั้นๆ หรือโลกนั้นๆ ก็ปรากฏว่ามีเขตประเทศมาก แต่ละประเทศมีความเจริญหรือความเสื่อมไม่เสมอกัน บางประเทศก็มีความรุ่งเรืองมาก บางประเทศก็มีความเสื่อม โทรมมาก บางประเทศก็เป็นป่ารกชัฎ บางประเทศก็มีการเกษตรหนัก บางประเทศก็หนักในการประมง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกชาวเกาะ พวกชาวเกาะนี่มีความสามารถเป็นพิเศษ มองดูชาวเกาะก็เพลิดเพลินในการหาปลาของเขา การประมงเขาเก่งมาก วิธีการหาปลาประเทศเรานิยมใช้อวนลาก หรืออะไรบ้างก็ไม่ทราบ ใช้โป๊ะใช้อวน อวนตั้งที่บ้าง ใช้ที่ลากบ้าง แล้วก็เรือตังเกของเขา จะอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ว่าชาวประมงโลกนี้เขาใช้ระบบวิทยาศาสตร์เบาๆ ขณะที่เจอะปลาเข้าเขาใช้ปืนยิงแต่ปืนนั้นไม่มีกระสุนแข็ง เป็นกระสุนแสง เขาเรียกว่าแสงอะไรก็ไม่ทราบ ก็รวมความว่าแสงปืนก็แล้วกัน เป็นแสงเป็นสายยิงไปพอยิงไปกระทบกับน้ำจะมีรัศมีเรียกว่ากระจายไปกว้างขวางมาก บรรดาปลาที่กระทบกระทั่งกับรังสีเข้าก็จะตาย ตายแล้วก็ไม่จม (ลอย) เขาก็เข้าไปช้อนเอาตามสบาย ก็รู้สึกว่าชาวประมงของเมืองนี้หากินทำบาปแบบง่ายๆ

    ก็รวมความว่าวิทยาศาสตร์แบบนี้ยังไม่เคยเห็นมาจากโลกอื่น เข้าใจว่าโลกนี้จะเก่งด้านรังสีมาก ก็ดูต่อไปเข้าถึงแผ่นดินใหญ่ ประเทศใดๆ ที่ยังไม่เจริญก็มีมากที่นักในวิทยาศาสตร์ก็มีมาก จิตรใจก็นึกว่า “จอมสูตู”อยู่ที่ไหน นั่นหมายความว่าประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชาวจามรเขาบอกว่า “สูตูเป็นจอมอันธพาล”มียานพาหนะพิเศษสามารถไปโลกมนุษย์ได้ (อยากจะรู้) ในเมื่อจิตอยากจะรู้ตามกำลังของจิตไม่มีใครต้องบอก ไม่มีใครต้องนำ สภาพกายที่เบาก็เลื่อนไปสู่ประเทศนั้นทันที (ไปลอยอยู่เบื้องบน) มองดูคนที่นั่นไม่นารักเหมือนในโลกพระศุกร์ หรือโลกจามร ชาวสูตูนี้มีรูปร่างเหมือนแขก ผู้ชายค่อนข้างสูงผิวดำแล้วเกร็ง ไม่ใช่เนื้อเต็มเหมือนชาวโลกจามร หรือโลกพระศุกร์หน้าเหี้ยมๆ แสดงถึงค่อนข้างจะมีอารมณ์ดุร้าย

    สำหรับผู้หญิงก็ผิวคล้ายกัน ร่างท้วมๆ นิดๆ ไม่อ้วนมาก มีเนื้อมากกว่าผู้ชายนิดหน่อย สภาพของอาหารในประเทศนี้รู้สึกว่าชอบของดิบๆ กินผักก็กินผักดิบๆ ไม่ค่อยจะนิยมของสุก ปลาก็ชอบปลาพล่า หมูพล่า เนื้อพล่ามากกว่าของสุก ดูอาหารในสำรับของที่ทำสุกด้วยไฟหายากเต็มที แต่อาหารประเภทที่สุกด้วยส้มก็ดี หรือน้ำอย่างอื่นก็ดีมีมาก มิเช่นนั้นก็เป็นพล่าเป็นยำไปเลยก็คิดไปอีกทีว่าชาวโลกนี้มีความเป็นอยู่สะดวกอาศัยไฟน้อย ในเมื่ออาหารที่เป็นกับข้าวมีแล้วก็ดูข้าว อาหารที่กินเป็นข้าวมองแล้วไม่ใช่ข้าว มองแล้วเป็นถั่วดิบ มีถั่วคล้ายๆ สภาพถั่วฝักยาวบ้าง คล้ายๆ ถั่วแปปบ้าง เป็นต้น (เขากินถั่วกัน) แต่ว่าข้าวก็มีเหมือนกัน ข้าวสุกเขาก็มีแต่รู้สึกว่าเฉพาะประเทศนี้จะนิยมข้าวสุกน้อย กินผักดิบๆ มากกว่ากินกับกับ โดยมากกินกับเนื้อพล่า ปลาพล่า ปลายำ มีกับข้าวอีกอย่างหนึ่งคือเนื้อเค็ม เขาหั่นจากเนื้อดิบๆ ปลาเค็มจากปลาดิบๆ ก็นำมากิน (สงสัยว่าเขาจะทำให้หมดความคาวแล้ว)

    มองไปอีกทีสองแม่ลูกมีความรู้สึกว่าคนโลกนี้ขากรรไกรแข็ง ฟันก็แข็งของเหนียวๆ กัดได้สะดวก อย่างนี้ถ้าอยู่โลกชมภูคงจะกัดหิน กัดจอบ กัดเสียมได้แบบสบายๆ เรื่องอาการการบริโภคปล่อยไป เครื่องแต่งกายของคนโลกนี้ก็เหมือนแขก ผู้หญิงก็มีผ้าห่มคลุมจนถึงส้นแต่ก็บาง ผู้ชายก็นุ่งกางเกงๆ ของเขาดูเหมือนจะไม่เหมือนกางเกงของเรา เป็นผ้าเนื้อเล่นรีบๆ เหมือนคล้ายๆ กางเกงที่นิยมใช้ตามธรรมดา แต่ปลายขากางเกงบานๆ คลุมเท้าทั้งหมด ก็ไม่ทราบความหมายไม่มีความจำเป็นต้องอธิบาย

    ต่อไปก็เข้าไปดูในระบบวิทยาศาสตร์ไปดูแล้วระบบวิทยาศาสตร์ประเทศนี้เจริญมากไม่แพ้จามร สิ่งต่างๆ ที่เขาทำเรื่องวิทยาศาสตร์นี่ก็ไม่อยากอธิบายไม่รู้จักชื่อ ดูคราวเดียวแพรวพราวไปหมดการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบง่ายๆ สิ่งที่อยากจะดูคือยานอวกาศ ที่เขาเรียกว่ายานอวกาศเป็นความจริงเพียงใด เมื่อใจนึกก็ไปถึง

    ยานอวกาศลำแรกที่เข้าไปถึงก็มีความแปลกใจ แต่ละโลกทำอะไรไม่ค่อยจะเหมือนกัน ลำแรกมีสภาพคล้ายเรือสำเภาก็คล้าย คล้ายเรือต่อที่เขาบรรทุกข้าวก็คล้าย คือหัวปุ้มปู้แต่มีสภาพยาวคล้ายเรือสำเภา มีเสากระโดงสูง ๓ เสา มีสภาพเหมือนมีใบแต่ไม่ใช่ใบมันเป็นโลหะ เมื่อพิจารณาไปแล้วใจก็นึกว่า ใบนี่เขาใช้ทำอะไร แต่ปรากฏว่าทราบตามกำลังใจและอาศัยกำลังพระช่วยว่า ใบนี่ก็คือสื่อการติดต่อเหมือนกับเสาอากาศเขาจะดูได้ทั้งภาพและฟังดูได้ทั้งเสียงดูอากาศต่างๆ ความเป็นมา ๓ เสาด้วยกัน ว่าถึงเรื่องอวกาศ หรืออุตุนิยมวิทยาเสียเสาหนึ่ง ไปดูสายของเขาไม่โยงเกะกะมีคล้ายๆ ทำเป็นตุ่มๆ ออกมาจากเสาและขอบๆ ของใบ เขาถือว่าเป็นสื่อติดต่อ

    แต่คำว่า “ใบ”นี้ไม่ใช่ว่าสูงเหมือนเรือใบธรรมดา ไม่ใช่เหมือนเรือสำเภาเป็นใบขึ้นพ้นจากพื้นของเรือไม่เกิน ๒ เมตร ใบก็เป็นแผงไม่โต ยานอวกาศลำนี้ใหญ่มาก เข้าไปแล้วมีที่นั่งที่นอนสบายเต็มไปด้วยรังสี มีอาวุธ อยากจะดูอาวุธที่พวกจามรบอกว่ามนุษย์ก็ดี ยานพาหนะก็ดี ที่สูญหายไปในโลกชมภูเจ้าพวกนี้เป็นคนจัดการ อยากจะดูอาวุธของเขานั้นเป็นอย่างไร ตอนนี้เดินไปก็พบสภาพต่างๆ

    ก็รวมความว่าอาวุธของเขาก็ไม่มีกระสุนปืน มีสภาพคล้าย ๆ กับลำกล้องแต่ลำกล้องก็ไม่ยาว และมีสภาพเหมือนกับปุ่มกด (ปุ่มจิ้มน่ะ จิ้มเบาๆ) เป็นสีต่างๆ กัน ก็มีความเข้าใจว่าอาวุธนี้คงจะใช้ได้หลายแบบหลายอย่าง

    ก็รวมความว่าชมไปแล้วยานอวกาศก็มีหลายรูปแบบ เมืองนี้ก็ไม่อยากจะชมมากเพราะว่าเป็นเมืองที่มีแต่ความแกร่ง มองไปทางไหนไม่มีความสุขใจเลย มองดูคนก็หาความชื่นใจไม่ได้ หน้านิ่วคิ้วขมวดบึ้งตึง ทำท่าเหมือนดุอยู่เสมอ ทั้งผู้ชายผู้หญิงก็หาทางยิ้มยาก อากาศก็ไม่ค่อยสดชื่นเหมือนโลกพระศุกร์หรือโลกจามรอย่างนี้เรียกว่า “โลกสูตู”

    จุไร จึงชวนคุณแม่บอกว่า “ไปจากที่นี่ดีกว่าโลกนี้ไม่มีความสุข”

    คุณแม่ก็บอกว่า “ก่อนที่จะไปเราควรจะพบใครสักคนหนึ่งดีกว่าไหม”
    จุไร ก็บอกว่า “เขาดุขนาดนั้นจะคุยกับเขาได้อย่างไร”

    คุณแม่ก็บอกว่า “ในเมื่อเราเป็นคนมาจากที่อื่นเหมือนแขก ๆ ผู้มาบ้านเขาเราไม่ใช่ศัตรูก็คิดว่าคงจะคุยกันได้ ถ้ากำลังใจของเขาเครียดเกินไปเราก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคงจะช่วยเราได้เราต้องเชื่อบารมีของพระพุทธเจ้า”

    ฉะนั้นสองแม่ลูกจึงลงไปในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคนยืนอยู่เป็นกลุ่ม แล้วในที่นั้นก็มีผู้ชายเหมือนแขกแต่งตัวสวยกว่าทุกคน ยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาบริษัทของเขา เขากำลังให้โอวาท หลังจากเขาเสร็จจากการให้โอวาท หรือสั่งการก็ไม่ทราบเขาก็ไปนั่งที่พักตามลำพังคนเดียวในห้อง ในห้องของเขารู้สึกมีเครื่องทำความเย็น ๆ มาก มีเครื่องทำแสงสว่างมาก อุปกรณ์จับภาพจับเสียงมีเยอะ สิ่งที่อยู่ต่างๆ ในโลกภายนอกปรากฏในจอภาพของเขา เขาตั้งไว้เฉพาะจุดต่างๆ ที่เป็นโลกแต่ละจุด

    รวมความว่าโลกต่างๆ ไม่เป็นความลับสำหรับเขา การเคลื่อนย้ายต่างๆ อยู่ในจอนั้นหมดมีภาพปรากฏเสียงก็ปรากฏ มีเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละจอๆ และจุดกลางจอเป็นจอใหญ่แบ่งเขต หมายความว่าภาพทุกๆ จอจะเข้ามาอยู่ในจอใหญ่เป็นจุดๆ ผู้อำนวยการหรือผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่สามารถจะรู้อะไรได้ทันทีทันใดโดยที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ต้องรายงานเขาเห็นภาพได้เลย (ไม่ต้องรอรายงานอย่างเดียวรู้ทั้งภาพ รู้ทั้งเสียง รู้จักการเคลื่อนไหวทั้งหมด)

    เมื่อเห็นเขาสบายแล้วแม่กับลูกก็เข้าไป เขาเห็นสองแม่ลูกเขาก็แปลกใจ เพราะเธอสองคนแสดงร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดา แม่ตัวใหญ่ลูกตัวเล็ก แม่มีผิวขาวนวลหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสผิวเนื้อเต็มๆ ค่อนข้างท้วม ลูกสาวมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ตัวเล็กมีหัวจุก

    พอเข้าไปแขกผู้ใหญ่ก็มองหน้าถามว่า “เธอมาจากไหน?”

    คุณแม่ของ จุไร ก็ตอบว่า “ฉันมาจากโลกชมภู”
    เขาก็ถามว่า “โลกชมภูอยู่ที่ไหน”

    คุณแม่ จุไร ก็บอกว่า “อยู่ทางด้านทิศนี้ ถ้าอยู่ที่โลกของท่านมองไปโลกสีชมภู แล้วจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตก”

    เขาก็ชี้ไปที่จอภาพว่า “นี่ใช่ไหม?”

    คุณแม่ จุไร ก็มองดู ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่เห็นภาพวัดพระแก้ว เห็นภาพพระบรมมหาราชวัง เธอก็ตอบว่า “ใช่” โลกนี้ แล้วก็ฉันอยู่ที่ประเทศนี้”

    ชายคนนั้นก็ยิ้ม เขาบอกว่า “เขาสนใจประเทศนี้ แล้วก็สนใจหลายๆ ประเทศ”

    คุณแม่ จุไร ก็ถามเขา บอกว่า “จากที่นี่ไปโลกชมภูใช้เวลาเท่าไร?”

    เขาก็ตอบว่า “ถ้าเวลาของโลกชมภู จากที่นี้ไปโลกชมภู เวลาของโลกชมภูบอกว่า ๑๗ ชั่วโมง”

    คุณแม่ของ จุไร ถามว่า “ยานอวกาศของท่านเคยสังหารเครื่องบิน เคยสังหารเรือรบในโลกชมภูบ้างไหม?”

    เขายิ้มแล้วก็ตอบว่า “เจตนาเพื่อสังหารไม่เคยมี เพราะโลกชมภูไม่ได้เป็นศัตรูกับโลกสูตู แต่ก็มีบางกรณีเท่านั้นที่พิสูจน์อาวุธเป็นการทดลอง อย่างเห็นเหล็กโปร่งลอยน้ำมา

    คำว่า “เหล็กโปร่ง”คือเรือรบ ก็ลองยิงอาวุธไปแป๊บเดียวก็ละลาย หรือบางครั้งเห็นเหล็กโปร่งลอยมาในอากาศ ลองยิงอาวุธไปเหล็กโปร่งนั้นก็ละลาย เราทำการพิสูจน์เพียงเท่านี้ไม่เคยรบกับใคร” (ก็รวมความว่าความเป็นผู้ใจร้ายแสนโหดปรากฏแล้วกับชาวโลกสูตู)

    เอาละบรรดาลูกรักทั้งหลาย มองดูเวลาหมดเสียแล้ว สำหรับตอนนี้ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรัก หลานรักทุกคน สวัสดี
     
  14. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๔.จุไรท่องเที่ยวดาวกุรุและดาวสิบปัง
    โดย ส.ธ.

    ลูกหลานที่รัก วันนี้ก็มาฟังนิทานเรื่องของ จุไร กันใหม่ สำหรับวันนี้หรือตอนนี้ก็ถือว่าจะเป็นการลุยเรื่องดาวกันให้หมดไป ความจริงดาวไม่หมดแต่ก็จะหยุดคุยเรื่องดาว เราจะคุยกันอีก ๒ ดาว

    หลังจากแม่และลูกสองคนออกจากดาวสูตูแล้ว ทั้งสองคนก็ตรงแน่วไปดาวกุรุ “ดาวกุรุ”นี่ท่านเรียกว่า “อุตรกุรุ”คำว่า “อุตร”คือเหนือ“กุรุ”ท่านแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ

    รวมความว่าดาวกุรุนี่อยู่ด้านเหนือของโลกชมภู ถ้าจะดูทิศทางกันจริงๆ ระยะห่างก็ไม่ไกลจากโลกชมภูไปดวงจันทร์เท่าไรนัก แต่ว่าทิศทางเยื้องๆ กันไป ดวงจันทร์เยื้องไปทางด้านทิศเหนือ (เฉียงเหนือ) แต่ว่าดาวอุตรกุรุนี่อยู่เหนือจริงๆ ไปทางด้านทิศเหนือของโลกชมภูคือโลกที่เราอยู่ ดาวดวงนี้เป็นดาวที่มีความศิวิไลซ์มาก เป็นดินแดนของบุคคลผู้มีบุญ

    อุตรกุรุ”แปลว่าโลกกุรุ อยู่ทางทิศเหนือของโลกมนุษย์คือโลกที่เราอยู่ถ้าถามว่าทางจะไปไกลไหม ถ้าเทียบระยะกันจริงๆ จากโลกที่เราอยู่นี้ไปโลกพระอังคารกับโลกเรา ไปโลกกุรุระยะทางพอกัน แต่ว่าอยู่กันคนละทิศ อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่ถึงแต่โลกนี้ก็มีความสว่างไสวทั่วโลก เพราะมีแก้วมณีทั่วโลก จะไปที่ไหนก็ตามมีภูเขา แก้วมณีตลอดไป แก้วมณีทำแสงสว่างให้เกิด

    รวมความว่าโลกนี้ถ้าเราจะเรียกว่าโลกแก้วมณีคงจะไม่ผิด แต่อย่าเรียกกันเลยนะ จะเป็นการแปลงศัพท์ (วันนี้ก็ชักจะเสียงไม่ดีอีกแล้ว คอไม่ดี) โลกนี้มองดูอีกทีมีความสวยสดงดงามมาก คนทุกคนก็แลดูสวย แล้วคนทุกคนมีแก้วมณีติดตัว แสงสว่างจากแก้วมณีเหมือนรัศมีเป็นประกายออกจากร่างกาย

    หญิงและชายทั้งหมดแลดูสวยงาม ร่างผู้หญิงเป็นร่างพื้นผิวขาวนวล หรือค่อนข้างเหลืองหน่อย ๆ

    หน้ากลม ๆ มีรูปไข่นิด ๆ ผมสลวย ตาสวย แล้วก็หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เต็มไปด้วยความสุข

    ผู้ชายก็มีความสุภาพราบเรียบ เรียกว่าเป็นบุรุษชั้นดี เรียก “สุภาพบุรุษ” มองไปที่ไหนไม่เห็นมีใครถืออาวุธ มีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน จะดูพื้นฐานของโลกมีลำน้ำ มีต้นไม้ มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นข้าวเต็มไปหมด และข้าที่เขาจะนำมาบริโภคก็ไม่ต้องซ้อกมไม่ต้องสี ไม่ต้องดำ นำมาทั้ง ๆ ที่เป็นข้าวสารจากต้น เมล็ดข้าวก็รู้สึกจะใหญ่กว่าเมล็ดข้าวของเรานิดหน่อย เป็นเมล็ดข้าวสีสวยเนื้อนุ่มรับประทานอร่อย ท่านโชติกเศรษฐีซึ่งมีบุญมากจนกระทั่งบ้านของตัวเองมนุษย์ก็ไม่สามารถจะสร้างให้ได้ ต้องพระอินทร์สร้าง กำแพง ๗ ชั้น ก็เป็นกำแพงแก้ว ๗ ประการ ประตูแต่ละประตูก็มีเทวดายืนยาม (เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช) อำนาจของพระอินทร์สั่ง ท่านโชติกเศรษฐี ต่อมาก็เป็นพระอรหันต์ เป็นโชติกเถระ

    เป็นคนมีบุญมากก็เลยรวมความว่าโลกนี้มีแต่ความสวยสดงดงาม หาสิ่งที่สุดุดตาสะดุดใจในด้าน

    ไม่ดีไม่ได้เลย ก็รวมความว่า มีดีทุกมุมของโลก ถ้าจะไปดูอาหาร คือการบริโภคปรากฏว่าชาว

    โลกนี้หุงข้าวเป็นอย่างเดียว ทำกับข้าวกินไม่เป็น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเวลาจะหุงข้าวกิน ก็นำเมล็ดข้าวสารที่นำมาจากต้น แต่ความจริงเขาก็นำมาสำรองไว้นิดหน่อย ไม่ต้องมียุ้ง ไม่ต้องมีฉางอย่างโลกของเรา เพราะว่า ต้นข้าวใกล้บ้านเต็มไปหมด ต้องการเมื่อไรก็ไปเด็ดเมล็ดข้าวเอามารับประทานกัน

    วิธีเด็ดขอดูของเขาหน่อย เขาทำอย่างไร เขาเกี่ยวข้าวเป็นรวงมาเป็นกำมือแล้วก็เคาะกับขัน หรือว่าเคาะกับโตก โตกก็ดีขันก็ดี เป็นทองคำที่ประดับประดาลวดลายเต็มไปด้วยแก้วมณีมีแสงสว่างสวยมาก เขาเคาะเบา ๆ เมล็ดข้าวสารก็หล่นก็ไม่มีเปลือกติดมา หลังจากนั้นก็นำมาบ้าน นำหม้อทองคำ โอ้โฮ บ้านนี้เมืองนี้มีทองคำเป็นภาชนะใช้ นำหม้อทองทำมีฝาปิดสวยก็เหมือน ๆ กับหม้อบ้านเราแต่ก็สวยงามมากประดับประดาสวยสดงดงาม เอาไปวางบนแก้วมณี เอาข้าวสารใส่ เอาน้ำใส่ แล้วก็ปิดฝา

    หลังจากนั้นแก้วมณีก็ทำหน้าที่เหมือนไฟฟ้า (เหมือนกับหม้อไฟฟ้าบ้านเรา) ทำการหุงข้าวให้สุก เมื่อสุกแล้วก็ระงับความร้อน การร้อนมากหมดไปเหลือแต่ไออุ่น ทำให้ข้าวมีความอุ่นอยู่เสมอ เจ้าของผู้บริโภคจะมารับบริโภคเมื่อไร เปิดขึ้นมาเมื่อไรก็มีไอน้ำปรากฏขึ้น หมายความว่า ข้าวยังร้อนอยู่ เมื่อตักข้าวใส่จาน ก็นำภาชนะ

    เปล่า ๆ มาวางข้างหน้า ต้องการรับประเภทใด นึกด้วยกำลังใจ กับประเภทนั้นก็ปรากฏในจาน กับข้าวก็เหมือนกับกับข้าวบ้านเรากับใครปรุงดีแล้ว ถ้าจะถามว่าแลงอะไรบ้างก็จ้าจะไม่ต้องถาม มันเป็นกับข้าวตามใจชอบของเขา แล้วเขาก็บริโภค ร่างกายคนในโลกกุรุก็เหมือนกับร่างกายคนธรรมดา แต่ว่าอาการป่วยไข้ไม่สบายอย่างเราเขาอาจจะมีบ้าง ก็คงมีน้อยเต็มที ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะชาวกุรุเป็นคนที่มีบุญมาก

    ก็รวมความว่าคนที่มีเศษบาปติดอยู่ที่จะเป็นเหตุให้ต้องป่วยไข้ไม่สบายก็ดีของหายก็ดี ว่ายากสอนยากก็ดี แล้วก็พูดไม่รู้ประสาคนก็ดี เป็นคนโรคเส้นประสาทเป็นโรคบ้าโรค

    ปวดศีรษะก็ดี ไม่มีในโลกกุรุ รวมความว่าโลกกุรุเป็นโลกที่มีความสุขสบายมาก ฉะนั้นอาหาร

    การบริโภคจึงเกิดตามใจเขาถ้าจะถามว่า “ชาวโลกกุรุเขาดีกว่าโลกชมพูอย่างไร” ก็ต้องตอบว่า “สิ่งแวดล้อมทั้งหมดดีกว่าโลกชมพูมาก”

    ประการแรก เราจะไม่พบโรงพยาบาล เขาไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล และคนที่แก่จริง ๆ ก็มองไม่เห็น คนทุกคนมองดูแล้วเต็มไปด้วยความเป็นคนหนุ่มคนสาว มีร่างกายพริ้งเพรามีความคล่องตัว อาการทุพพลภาพทางกายไม่ปรากฏในสายตาที่มองเห็น

    สองแม่ลูกก็แปลกใจต่างก็มีความสงสัยว่าชาวกุรุก็เป็นคนเหมือนกัน ทำไม จึงหาคนแก่หง่อมไม่ได้ จะพบคนแก่หง่อมจริง ๆ ถ้าจะเทียบกับคนทีอยู่ในโลกชมพูหรือโลกของเรานี้ก็จะเหมือนกับคนที่อายุ ๒๘ ปีเป็นอย่างมาก (คนแก่ที่สุดของเขาขนาดนั้น) จะไปดูคนป่วย ๆ ก็มีบ้างแต่รู้สึกว่าป่วยเล็กน้อย อาการป่วยของเขาแค่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ลุกขึ้นมาบิดไปบิดมากประเดี๋ยวหนึ่งเขาก็ไปได้ ทั้งสองคนก็มีการแปลกใจว่า คนโลกกุรุทำบุญฯอะไรมา จึงตั้งใจนึกถึงองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะเปลื้องความสงสัยของสองแม่ลูกเอง เมื่อนึกถึงพระพุทธเจ้า

    อารมณ์ใจก็เกิด ความรู้สึกที่เกิดด้วยปัญญา ก็ทราบด้วยกำลังญาณที่กล้า ญาณนี่เกิดจากกำลังญาณที่มาได้เพราะอาศัยญาณ (ญาณและญาณประจำใจอยู่แล้ว) เมื่อนึกถึงองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว บารมีของพระพุทธเจ้าก็เข้าท่วมใจ หรือเข้าประทับใจ เวลานั้นก็มีความรู้สึกทางใจทันที เห็นภาพในอดีตของชาวกุรุว่า คนชาวกุรุนั้น ในสมัยที่เกิดในโลกชมพู (แต่ความจริงเขาก็เป็นคนโลกชมพูเหมือนกัน) ทุกคนมีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญบุญบารมี
    ๑. ทานบารมี ของเขาไม่เคยขาด จิตใจของเขาหนักในจาคานุสสติกรรมฐาน แล้วก็หนักในพรหมวิหาร ๔ ข้อ คือ

    ๑. มีเมตตา ความรัก

    ๒. กรุณา ความสงสาร

    ๓. มุทิตา มีจิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร ยินดีกับความดีของคนอื่น

    ๔. อุเบกขา วางเฉยเห็นใครเพลี่ยงพล้ำไม่ซ้ำเติม ไม่ทำให้ใครมีทุกข์ จิตคิดอย่างเดียวว่าเราเป็นที่รักของคนทั้งหลาย แล้วคนทั้งหลายก็เป็นที่รักสำหรับเรา ทั้งคนและสัตว์เรารักหมด

    ฉะนั้นชาวกุรุเกิดมาจึงเป็นคนมีรูปร่างหน้าตาสละสลวยหมดจดด้วยกันทุกคน การมีรูปร่างอัปลักษณ์ไม่มีในชาวกุรุประการที่หนึ่ง

    ประการที่ ๒ โรคภัยไข้เจ็บไม่มี (หายาก)

    ประการที่ ๓ ร่างกายถูกทรมานด้วยทุกขเวทนาหายาก เพราะทรงศีลข้อที่ ๑ มีเมตตากรุณาเป็นเหตุ

    ทรัพย์สมบัติของชาวกุรุไม่ต้องการระวัง คือไม่มีใครมาลักขโมย ทุกคนอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน ทรัพย์สินในโลกนี้ความจริงไม่จำเป็นต้องหา สิ่งที่มีความจำเป็นต้องหาจริง ๆ อย่างเดียวคือเม็ดข้าว เมล็ดข้าวก็หาไม่ไกลหาติด ๆ กับบ้าน ข้าวที่ถูกเกี่ยวไปตายแล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่ทันกินทันใช้ แล้วก็มีดื่นดาษมาก ความจริงกินเท่าไรใช้เท่าไรก็ไม่หมด อันนี้เขามีความสุขเรื่องทรัพย์สิน ความต้องการในสิ่งต่าง ๆไม่มี ขนาดเอาทองคำมาทำหม้อข้าว เอาทองคำมาทำจานข้าว เอาทองคำมาทำกระโถน ก็น่าสงสัยว่า ในส้วมโถส้วมเขาทำด้วยทองคำหรือเปล่าอันนี้สงสัยไม่ได้เข้าไปดู ก็มีความรู้สึกว่าโลกนี้อาจะใช้โถส้วมทองคำก็ได้เพราะอะไร

    เพราะว่าเขาเป็นทองคำเหมือนกับดินเหนียว สิ่งที่เขามีความต้องการอย่างเดียวก็คือแก้วมณี แก้วมณีก็ไม่ต้องไปหาจากที่ใด ข้าง ๆ บ้านเกลี่ยนกลาดไป ภูเขาลูกใหญ่ ภูเขาลูกเล็กเป็นภูเขาแกวมณี เกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่า ภูเขาทั้งหมดในโลกนี้เกือบจะเป็นแก้วมณี ใกล้ หมู่บ้านทั้งหมดก็มีภูเขาใหญ่บ้างเล็กบ้าง ภูเขาก็ส่องแสง ให้ความสว่างต้องการแก้วมณีก้อนเล็ก ๆ ก็ไปหยิบมาตามใจชอบเหมือนกับเศษหิน คนโลกนี้มีบุญที่ไม่จนเพราะมี จาคานุสสติกรรมฐาน ตั้งใจคิดจะให้อยู่เสมอในสมัยที่เป็นชาวโลกชมพู โอกาสมีก็ให้ ให้อภัยแก่ชีวิตสัตว์ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักทรัพย์ของใคร ไม่ทำชู้ลูกเขาเมียใคร ไม่พูดวาจามุสาวาท ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ ไม่พูด

    วาจาไร้ประโยชน์ และก็ไม่ดื่มสุราเมรัย กำลังใจเต็มไปด้วยความเมตตาปราณี คิดจะพิฆาตเช่นฆ่าใครไม่มี กำลังใจพร้อมไปด้วยความกรุณา คือความสงสารอยากให้เสมอ รักษากำลังใจตรงกับคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่กำลังจิตของบรรดาลูกและแม่ทั้งสองคน เมื่อคิดถึงพระพุทธเจ้า กำลังใจก็เกิดขึ้นตามนี้

    ก็รวมความว่า กำลังใจที่คิดนี้เป็นกำลังใจจากบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสงเคราะห์ เมื่อชมโลกกุรุแล้ว (เหลือเวลาอีก ๑๒ นาที) ก็ขอย้ายจากโลกนี้ไปโลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกนี้เป็นโลกอาบังเหมือนกัน เป็นโลกแขก แต่แขกแปลก เป็นแขกที่มีแต่ความชอบความสวยสดงดงาม ไม่ใจเหี้ยมเหมือนแขกสูตู โลกนี้ถ้าวัดจากโลกกุรุมาโลกชมพูจะต้องเดินทาง ๒ เที่ยว ไปเที่ยวมาเที่ยวหนึ่งจึงจะพอดีกับโลกกุรุไปโลกสิบปัง โลกนี้เรียกว่าโลกสิบปัง “สิบปัง” ท่านอธิบายว่า “ศิลปะ” (เสียงไปอีกแล้ว)

    รวมความว่า สองแม่ลูกออกจากโลกกุรุตรงไปโลกสิบปังซึ่งเป็นดาวดวงใหญ่ เห็นจากโลกกุรุไกลแสนไกล ก็อยู่ในมุมมืดเหมือนกัน แต่อาศัยกำลังใจที่เป็นทิพย์สามารถมองเห็นได้ แต่คำว่า “มืด” ในที่นี้ไม่ใช่ มืดตื๋อ มีสภาพเหมือนเวลากลางคืน แต่ถ้าเราอยู่ในที่ห้องปิดประตูหน้าต่าง ๆ ทำด้วยไม้ ปิดทั้งหมดมีสภาพมืดขนาดนั้น ท่านทั้งหลายที่ฟังก็ดีอ่านก็ดี ถ้าไม่แน่ใจว่ามืดหรือสว่างขนาดไหน ถ้าบ้านของท่านมีประตูหน้าต่างทำด้วยไม้ลองปิดดูให้หมด จะปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรามองเห็น

    แต่มันไม่สว่างเหมือนกับเปิดประตูหน้าต่างเท่านั้นเอง คนในโลกนี้นิยม แก้ว ก็ปรากฏว่าโลกนี้ก็มีแก้วเหมือนกัน แก้วที่ทำให้โลกนี้สว่างก็คือภูเขาแก้วมณี มีเป็นจุด ๆ มีเป็นหย่อม ๆ ไม่หนาแน่นเหมือนโลกกุรุ แต่ว่าแสงสว่างของแก้วมณีสาดถึงกัน โลกทั้งโลกนี้จึงมีสภาพเหมือนกับกลางวันแต่ก็มีแสงไม่แก่กล้า ไม่มีความร้อนเหมือนกับแสงพระอาทิตย์ มีความสุข มีความเยือกเย็นสบาย (ลืมบอกไปว่าโลกกุรุมีแต่ความเยือกเย็น ร้อนรุ่มกลุ้มใจไม่มี ร้อนกายก็ไม่มี)

    ก็รวมความว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความสุขสำราญ มาโลกสิบปังนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความสุข ครั้นไปดูอาหารโลกนี้ต้องทำอาหารกิน นั้นคือต้องปลูกข้าว แต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร เช่น แตงก็ดี ผักหญ้าก็ดี เขามีเต็มหมด ก็มีข้าวเท่านั้น ที่บรรดามนุษย์ทั้งหลายต้องทำ ต้องสร้าง ต้องปลูก แต่การปลูกของเขาปลูกไม่มากเหมือนประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศเจ๊ก ประเทศฝรั่ง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายใคร ทำไว้แค่พอกิน ถ้าเผอิญข้าวขาดไปผลไม้ก็พอ เยอะแยะดื่นดาษไปหมด ดูแล้วโลกนี้ช่างมีความสุข

    ครั้นไปดูร่างกายของมนุษย์ในโลกนี้ ก็ปรากฏว่ามนุษย์โลกนี้มีรูปร่างเหมือนแขก แต่เป็นแขกที่มีเนื้อ สองสี จะขาวก็ไม่ใช่ ดำก็ไม่เชิง แดงก็ไม่สนิทนัก รวมความว่ามีผิวดำแดงแกมขาว มีทรวดทรงดีเนื้อเต็มค่อนข้างผอมชะลูด เป็นประเภทเพรียว ผู้ชายก็เหมือนกัน ผู้หญิงก็เหมือนกัน หน้าตาไม่เหี้ยมเหมือนกับชาวโลกสูตู ชาวโลกสูตูหน้าแกร่งมาก หน้าเหี้ยมหน้าดุ แต่โลกนี้เต็มไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน ไปดูเครื่องแต่งกาย บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย หรือลูกหลานที่รัก มองเครื่องแต่งกายของเขาแล้วก็ตกใจที่ว่าตกใจเพราะอะไร เพราะว่า พวกนี้หนักกว่าโลกกุรุมาก

    เครื่องแต่งกายของเขาเป็นแก้วจะพูดว่าเป็นแก้วล้วนก็ไม่ผิดเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเสื้อผ้าของเขา เขามีเสื้อ เขามีผ้าเป็นพื้นฐานรองรับ แต่ประดับประดาไปด้วยแก้วและเพชรนิลจินดา ร่างกายทั้งหมดเต็มแพรวพราวไปด้วยแก้วมีเพชรนิลจินดาประดับ (น่าสงสัยเหมือนกัน) ด้านหน้าก็มีแก้ว ด้านข้างก็เป็นแก้ว ด้านหลังก็แก้ว ๆ คือเพชร บางรายก็มีสีต่าง ๆ อีตอนที่แกนั่งตูดแกนั่งทับแก้วนะ แกเจ็บหรือไม่เจ็บก็ไม่ทราบ อย่างนี้ต้องพิสูจน์ดู หรือว่าเวลาที่แกนั่งแกอาจจะแก้กางเกงออกให้เลยตูดไปก็ได้

    ก็รวมความว่า กางเกงทั้งตัวเต็มไปด้วยแก้วมณีบ้าง เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาบ้าง แพรวพราวไปหมด ขอดูต่ำก่อน มาดูรองเท้า ทั้งชายทั้งหญิงประดับเพชรในด้านศิลปะต่าง ๆ มีสวดลายต่าง ๆ กัน น่ารักน่าชมมาก สำหรับผู้หญิงนุ่งผ้าคล้าย ๆ กระโปรงแต่ไม่ใช่กระโปรง เขาเรียกอะไรก็ไม่ทราบ ตอนบนลีบ ๆ ตอนปลายบาน ๆ เห็นผู้หญิงเขานุ่งเหมือนกันในโลกของเรา แต่จำไม่ได้เรียกชื่อกับเขาไม่ถูก แต่ว่า ผ้าทั้งผืนก็ประดับประดาเหมือนกับผู้ชายเหมือนกัน แต่มีสีแตกต่างกันไป แพรวพราวผู้หญิงชอบสวย ผู้หญิงนอกจากผ้ามีเพชรเต็ม รองเท้ามีเพชรเต็ม ข้อเท้าเขาก็มีกำไล บางรายก็มีกำไลกลม ๆ บางรายก็มีกำไลแบน ๆ เป็นปื้นใหญ่ ประดับประดาเพชรสีสันวรรณะต่างกัน

    ขึ้นมาดูที่นิ้วไม่ต้องว่ากัน เว้นไว้แต่นิ้วเท้านั้นที่ไม่มีแหวน ความจริงแกน่าจะใส่นิ้วเท้าด้วย แต่ความจริงสวมรองเท้าแล้วก็ไม่ต้องใส่แหวน ก็ได้ เพราะรองเท้าเป็นเพชรประดับ นิ้วแพรวพราวไปด้วยแก้วมณี และก็เพชรพลอย ข้อมือของผู้หญิงเต็มไปหมด ปื้นใหญ่ บางคนก็หลายเส้น บางคนก็เส้นเดียว แต่เส้นใหญ่ประดับประดา ดูตามตัวก็แพรวพราวเป็นระยับเช่นเดียวกัน ครั้นมาดูที่คอ ก็เหมือนกัน ผู้หญิงมีต่างหู แต่น่าเสียดาที่คานจมูกน่าจะมีตุ้มหูด้วย ที่คานจมูกไม่ยักมี น่าจะมีแหวนใส่ หนังตาแกก็

    ไม่ได้เลี่ยมทอง เลี่ยมแก้วมณี (น่าเสียดาย) บนหัวไม่ต้องพูดถึง ประดับประดาใหญ่ ผู้ชายใช้เหมือนกับแผ่นใบลานตั้ง ๆ รอบหัวประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา ผู้หญิงก็มีหลากหลาย ตั้งบ้าง ทรงเรียบ เหมือนกับมงกุฏบ้าง ทำหลายแบบ หลายแผ่น

    ก็รวมความว่าเมืองนี้ประดับประดาแพรวพราวไปหมด เมื่อสองแม่ลูกมองดูแล้วก็งงว่า คนเมืองนี้อยากจะทราบว่าใครสวย เพราะทุกคนรูปร่างหน้าตาก็สวยมีความยิ้มแย้มแจ่มในดี คนยิ้มมากสวยมาก ยิ้มน้อยสวยน้อย แต่ทว่าเครื่องประดับไม่มี

    ใครแพ้ใคร ถ้าประกวดความงามด้วยร่างกาย อาจจะเฉียดกันบ้างเฉือนกันบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าเครื่องประดับทางกายแล้วไม่มีใครแพ้ใครแน่ กำลังเขาดี นึกถึงองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า คนโลกนี้กับโลกกุรุใครมีบุญมากกว่ากัน ก็ทราบจากกำลังญาณว่า โลกนี้มีบุญน้อยกว่าชาวโลกกุรุ เพราะว่า

    ๑. ข้าวก็ต้องปลูก

    ๒. กับข้าวก็ต้องหา (ประกอบด้วยข้าว)

    ก็รวมความว่าโลกนี้มีบุญก็จริงแหล่ แต่ทว่าสู้โลกกุรุไม่ได้ เอาละบรรดาทั้ง

    หลาย หลานรักทุกคน พูดกันมาทั้งสองรายการนี่มันแย่จริง ๆ คอก็เจ็บ ท้องก็ร้อน ร่างกายก็ซวน เรื่องดวงดาวต่าง ๆ จริง ๆ แล้วพูดกันไปสัก ๓๐ ปีมันก็ไม่จบ เพราะดาวในโลกนี้มีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวกุรุดาวเดียวเราจะคุยถึงความเป็นมาของดาวกุรุสักหนึ่งปีก็ไม่จบ

    ก็รวมความว่า เวลานี้มองดูนาฬิกาเหลือเวลาไม่ถึง ๑ นาที ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ของความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาลูกหลานที่รัก สวัสดี
     
  15. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๕.จุไรท่องเที่ยวดาวจามร
    โดย ส.ธ.

    ลูกหลานรักทั้งหลาย ตอนนี้เรื่อง จุไร ยังไม่จบ เพราะว่าวันนี้เป็นวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๐ เป็นวันหยุดทั้งฝ่ายฆราวาสและฝ่ายพระ นั่นหมายความว่า วันพระวันนี้หยุดเที่ยวเพราะเป็นวันสังฆกรรมลงอุโบสถ ฆราวาสก็หยุดทำบาปสร้างความดีคือบุญ ในเมื่อจุไรออกจากโลกพระศุกร์ ก็คิดในใจว่าจะไปโลกไหนดี หรือกลับโลกชมพูดี ครั้นมองหาทางโลกชมพูที่ศาลาก็เห็นว่า คุณย่า คุณยาย คุณปู่ คุณตา และคุณแม่ ทุกคนกำลังนั่งเจริญกรรมฐาน

    บางท่านก็นั่งตรงเจริญกรรมฐานบ้าง บางท่านก็นอนภาวนาบ้าง บางท่านก็นั่งโยกไปโยกมาบ้าง บางท่านก็กรนภาวนาบ้าง บางท่านก็ละเมอภาวนาบ้าง ก็มีความรู้สึกว่ายังไม่ดึก เพราะจุไรขึ้นมาโลกพระศุกร์ตั้งแต่เวลาหลังจาก ๖ โมงเย็นกว่า ๆ มองไปก็ยังไม่ดึก ไฟฟ้าก็ยังสว่าง คุณแม่ก็ยังนั่งคุยกับรูปร่างของจุไรอยู่ หน้าพระพุทธรูป จุไรก็ไปนั่งกรรมฐาน ควบกับคุณแม่ใกล้ ๆ นั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะถือว่าคุณแม่เป็นครู ถ้ามีอะไรข้องใจก็ถามคุณแม่ได้ คุณแม่ก็ดีแสนดีลูกต้องการรู้อะไรแม่บอกได้ทุกอย่าง

    ก็รวมความว่าเมื่อมองเห็นคุณแม่ยังไม่เลิกจาการเจริญกรรมฐาน ก็เข้าใจว่า ยังไม่ดึก ถ้ายังไม่กลับลงไปจะเที่ยวดาวดวงอื่นต่อไปก็คงจะไม่เป็นไร เธอก็มองขึ้นไปวันนี้เวลานี้อยู่ที่ดาวพระศุกร์ เราจะไปดาวพระเสาร์ดีไหม ก็คิดว่าไปดาวพระเสาร์ก็ต้องย้อนกลับไปอีก ย้อนกลับไปใกล้กับดวงดาวพุธ แล้วขึ้นไปทางด้านเหนือ เฉียงไปด้านเหนือจึงเจอะดาวเสาร์ นี่ถ้าเราไปดาวเสาร์ก็จะมีอีกหลายดาวที่ใกล้ ๆ กันน่าจะไป แต่ดาวที่มีความข้องใจอยู่ดาวหนึ่งนั่นคือดาวดวงเล็ก ๆ ถ้าแหงนจากดาวพระศุกร์ คือถ้าอยู่ที่โลกชมพู มองไปที่ดาวพระศุกร์ และเหนือขึ้นไปจากดาวพระศุกร์จะเห็นดวงดาวเล็ก ๆ ดวงหนึ่งริบหรี่ ๆ ไม่โตนัก ดวงดาวลูกนั้น มองจากดาวพระศุกร์ก็ใสสว่างมากเป็นพิเศษ

    เธอก็สังเกตเห็นในอารมณ์ใจมันเป็นสุขว่า ดวงดาวนี้น่าจะมีสิ่งมีชีวิต เพราะใช้กำลังตาเป็นทิพย์หรือใจเป็นทิพย์ เห็นว่าสิ่งที่มีชีวิตมีอยู่มาก และดาวดวงนี้ไกลจากดวงอาทิตย์มากกว่าดาวพระศุกร์ แต่ก็ยังอยู่ในเขตของดาวอาทิตย์ จิตก็คิดว่าถ้าเราไม่กลับไปเวลานี้ ถ้าจะไปดาวดวงนั้นคุณแม่คงไม่ว่าอะไร คงไม่ดึกนัก ที่เราจะกลับไปโลกมนุษย์หรือโลกชมพู

    เมื่อตัดสินใจแบบนี้แล้วจึงนึกถึงบารมีของสมเด็จพระประทีปแก้ว คือพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย เทวดาและพรหมทั้งหลาย ตลอดจนท่านผู้มีคุณคิดว่าดวงดาวดวงนั้นอยู่ที่ไหนขอบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตร เป็นต้น ได้โปรดดลบันดาลให้ลูกได้มีโอกาสไปที่ดวงดาวดวงนั้นด้วยเถิด พอตัดสินใจเพียงเท่านั้นเธอก็ลอยเข้าไปใกล้ดวงดาวดวงนั้นทันที ด้วยกำลังของกระแสจิต ลูกรักหรือลูกหลานทุกคนจงจำไว้ว่า จิตมีสภาพไม่ช้า ถ้าคิดจะไปที่ไหนคิดเมื่อไหร่ถึงเมื่อนั้น

    คราวนี้เธอก็ลอยมาอยู่ใกล้ดวงดาวที่มองเห็นเล็ก ๆ แต่เข้ามาใกล้จริง ๆ ดวงดาวดวงนี้ก็ไม่เล็ก จะว่าเล็กกว่าดาวพระศุกร์ก็เล็กกว่านิดหน่อยเท่า ๆ กับมองไปอีกทีดวงดาวดวงนี้ไม่มีหัวโล้นเหมือนดาวพระศุกร์ รอบ ๆ ดาวมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีมหาสมุทรกว้างขวางมาก มีเกาะแก่ง ความหนาวก็ไม่มาก ความร้อนก็ไม่มาก ด้านใดที่ถูกพระอาทิตย์ก็มีความร้อนพอสมควร ไม่เหมือนกับตะวันออกกลางของโลกชมพู ด้านใดที่มีความหนาวก็ไม่หนาวเยือกจนกระทั่งเป็นน้ำแข็ง

    รวมความว่าดวงดาวนี้แปลกกว่าดวงอื่น แต่ก็มีการหมุนตัวคล้าย ๆ กับโลกชมพู เธอมองไปมองมาก็มีความรู้สึกแปลกใจ ว่า ดาวดวงนี้ใหญ่แต่สภาพการณ์ต่าง ๆ มีความเป็นอยู่ดีมาก ก็อยากจะดูรอบ ๆ ว่าดาวดวงนี้มีอะไรบ้าง ดูไปอันดับแรก เข้าไปเจอะมหาสมุทรใหญ่ น้ำบางจุดเป็นน้ำสีเขียว บางจุดเป็นน้ำสีใสธรรมดา บางจุดน้ำสีแดงเป็นสีส้ม เธอก็แปลกใจคิดในใจว่ามหาสมุทรนี้คงมีแร่ธาตุที่ทำให้น้ำต่างสีแตกต่างกัน แต่ว่านั่นเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เด็กชั้นประถมปีที่ ๑ อย่างเธอจะข้าไปรู้เรื่องวิทยาศาสตร์

    เธอไม่สนใจวิชาการวิทยาศาสตร์ ถ้าขืนเธอสนใจก็สนใจไม่ได้เพราะไม่มีความรู้ มีความรู้มีความสามารถอย่างเดียว คือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่แม่สอน และเป็นความรู้ที่ไม่มากพอช่วยตัวเองได้บ้างเล็กน้อยเท่านั้นเอง เธอก็มองไปในโลกนี้ดูสิ่งที่มีความสำคัญ อันดับแรก ธรรมดาผู้หญิง ๆ แม้จะเป็นตัวเล็กก็ตาม ตัวใหญ่ก็ตาม สิ่งที่สะดุดใจมากที่สุดก็คือ เครื่องประดับ เธอมองลงไปใกล้ ๆ เข้าไปใกล้พื้นดิน รวมความว่าสูงจากพื้นดินไม่เกิน หมื่นฟิต ลอยดูรอบ ๆ เพื่อความสะดวก เธอก็เห็นชัดว่า ในลานนั่งเล่น ในสวนสาธารณะต่าง ๆ ก็ดี ข้างถนนก็ดี หน้าบริเวณบ้านก็ดี รู้สึกว่าม้านั่งของเขามีพนักพิง บางตัวพนักพิงบ้าง บางตัวม้านั่งไม่มีพนักพิงบ้าง บางตัวก็เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมบ้าง บางตัวก็เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าบ้าง

    ก็รวมความว่าดูไปรอบ ๆ เห็นเขตประเทศมี ประเทศนี้มีทหาร ประเทศนี้มีตำรวจ ประเทศนี้มีการยืนยาม ประเทศนี้มีการรักษาการณ์ มองดูแล้วประเทศนี้มีกองทัพ ประเทศนี้มีศาลาว่าการต่าง ๆ เธอก็แน่ใจว่าประเทศนี้ต้องมีเครื่องมือรบ ต้องการรู้จักเบียดเบียนซึ่งกันและกันพอสมควร ที่ว่าพอสมควรก็เพราะว่ากองทหารดูไม่โตนัก กำลังกองทัพที่ตั้งต่างๆ ไม่โต ถ้าจะเทียบกับประเทศไทยจุดใหญ่ ๆ ก็ขนาดกรม ไม่ใช่ขนาดกองทัพ ทหารยาในที่ต่าง ๆ ก็มีเฉพาะจุดที่มีความสำคัญมีทรัพย์สินมาก ๆ

    ตำรวจก็มีไม่มาก มองลงไปในเขตตำบลหนึ่ง หรือสองตำบลน่าจะมีตำรวจไม่เกิน ๓ คน นั่งอยู่เป็นจุด ๆ บางรายก็เดินไปเดินมา อาวุธติดการของตำรวจเห็นมีกระบองบ้าง (กระบองสั้น ๆ ติดเอว) บางรายก็มีเป็นดาบปลายปืน แต่ปืนจริง ๆ ตำรวจไม่เห็นมี ถ้าคิดไปอีกที โลกนี้ถ้าหากว่าจะมีการทะเลาะวิวาทกันก็คงไม่รุนแรง ถ้าไม่เช่นนั้นตำรวจต้องใช้ปืน อย่างโลกมนุษย์ตำรวจมีปืนยังไม่ไหว ดีไม่ดีผู้ร้ายมีปืนสำคัญกว่า รวมความว่า ตำรวจมีปืนเฉพาะทางราชการจัดให้ ผู้ร้ายจัดหาอาวุธได้ตามใจชอบของตัว

    ก็รวมความว่า โลกมนุษย์นี่มีความร่ายกาจกว่าโลกนี้มาก ความจริงโลกนี้ก็เป็นโลกมนุษย์เหมือนกัน เธอก็ดูต่อไปถึงถนนหนทาง ถนนหนทางสวยเหมือนกับโลกพระศุกร์ มีการติดต่อกันระหว่างประเทศ แต่เขตของประเทศมีด่าน แต่ด่านของเขาดีรู้สึกไม่เคร่งเครียดนัก เข้าไปแล้วก็มีการแจ้งแก่เจ้าหน้าที่มานับคนแล้วก็มีคนส่งบัตรให้ เจ้าหน้าที่รับบัตรเอาไปบันทึกแล้วก็ส่งกลับ การบันทึกของเขาก็ไม่ได้เขียน ถ้ามองไปอีกทีก็คล้าย ๆ สนามบินในประเทศของอเมริกา เขาแหย่แกร้กเข้าทางนี้โผล่ทางโน้นก็ใช้ได้เลย เข้าใจว่าโลกนี้วิทยาศาสตร์ต้องเจริญมาก

    เธอก็มองดูต่อไปว่า โลกนี้ตอนปลายสุดจะความหมายอย่างไร หนาวมากไหม ดูไปแล้วจริง ๆ สัตว์ขนไม่ยาวเหมือนโลกพระศุกร์ คล้าย ๆ กับโลกมนุษย์ แต่จุดที่เป็นน้ำแข็งปลายโลกไม่มี โลกทั้งโลก ไม่มีแหล่งที่เป็นน้ำแข็งเลย โลกนี้ถ้าจะกินน้ำแข็ง ต้องกินน้ำแข็งจากโรง จะไปทุบน้ำแข็งจากมหาสมุทรมากินไม่ได้ แต่โลกมนุษย์ของเรามีน้ำแข็งที่มหาสมุทร ปลายโลกด้านเหนือ ก็ไม่ทราบว่ามีใครเขาไปทุบมากินหรือเปล่า

    ในเมื่อเธอเที่ยวไปตลอด สิ่งที่แปลกใจคือความแพรวพราวของม้าหิน เป็นที่สะดุดใจมาก จึงได้ลงไปที่พื้นดินแห่งหนึ่ง ในที่แห่งนี้รู้สึกว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญมาก มีโรงงานเยอะ และก็มีคนในโรงงานสำคัญ มีบุคคลขวักไขว่ คำว่า “ขวักไขว่” แต่ก็ไม่เกลื่อนกลาดเท่าประเทศไทย มากกว่าทุกจุด แต่จุดนี้ก็ไม่ค่อยแออัดอย่างประเทศไทย ไม่เหมือนในกรุงเทพ ฯ มีเส้นทางก็โปร่ง แบบสบาย ๆ ไปดูเครื่องแต่งกายของคน ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายจะหาแหวนทองคำประดับสักวงหนึ่งก็ไม่มี จะมีสร้อยสักเส้นหนึ่งก็ไม่มี เพชรนิลจินดาไม่มีติดตัว

    เธอก็เลยสงสัยในใจว่า ประเทศนี้คงมีนักจี้นักปล้นมาก คนจึงไม่กล้าเอาเครื่องเพชรหรือทองคำมาติดตัว เพราะดีไม่ดีก็จะถูกจี้ถูกปล้น ถูกฆ่าตายก็ได้ แต่คิดไปแล้วก็แปลกใจอีกอย่างหนึ่งที่ตำรวจนาน ๆ จะเห็นสักคน คิดว่า ถ้ามีนักจี้นักปล้นมาก ก็ต้องเห็นตำรวจมาก ๆ นี่ก็ไม่มี

    ในที่สุดเธอแปลกใจอย่างนี้ก็ลงไปที่พื้นดิน ไปที่ม้าที่เห็นแพรวพราวเป็นระยับ ม้านั่งทุกตัว แพรวพราวเหมือนกัน โต๊ะอาหารทุกตัวแพรวพราวเหมือนกัน ตั้งแต่ที่ตั้งจากพื้นดินมาก็มีแต่แพรวพราวเป็นแก้ว ก็คิดในใจว่า เขาคงจะเอาแก้วมาทำโต๊ะ เอาแก้วมาทำม้านั่งหรือเอาแก้วมาประดับหิน ไปดูแล้วจริงๆ ปัดโธ่เอ๋ยใจหายวาบ ที่ใจหายไม่ใช่อะไร ถ้าเป็นประเทศไทย กลัวกันตายไม่กล้าวางไว้นั่นคือ “เพชร” เขาเอาเพชรมาติดม้าหิน เอาเพชรมาติดโต๊ะ มันเพชรจริง ๆ มองดูแล้วแพรวพราว มองดูอีกทีว่าเพชรอย่างดี หรือว่าเพชรรัสเซีย

    เพราะว่า ในประเทศไทยก็ดี ประเทศอื่น ๆ ก็ดี เขาบอกว่า “เวลานี้เพชรรัสเซียสวยกว่าเพชรธรรมดา” มองลงไปแล้วรู้สึกว่าใสกว่าเพชรรัสเซีย มีน้ำลึกกว่ามีประกายสูงขึ้น มองเข้าไปลึก ๆ เหมือนกับแสงรุ้ง ก็เข้าแน่ใจว่าไม่ใช่เพชรรัสเซียแน่ นึกในใจว่าเราจะปรึกษาใครนะ เวลานี้ถ้าแม่มาด้วยจะได้ปรึกษาแม่ ๆ จะได้บอกว่ามันเป็นเพชรจริงหรือเพชรปลอม

    พอนึกว่าถ้าแม่มาด้วยจะได้ปรึกษา เพียงเท่านั้นปรากฏว่า ได้ยินเสียงของคุณแม่บอกว่า จุไรลูกรัก แม่มาแล้วจ้ะ” ได้ยินเสียงมองเห็นแม่ก็ตกใจ ถามว่า “ คุณแม่มาเมื่อไหร่เจ้าคะ” คุณแม่ก็ตอบว่า “แม่มาพร้อม ๆ กับลูก ที่ลูกไปเที่ยวดาวพระศุกร์แม่ก็ไปด้วย แม่อยู่ข้างหลัง ดาวนี้ลูกรู้จักไหมว่าเป็นดาวอะไร ?” จุไร ก็บอกว่า “ไม่รู้จัก” คุณแม่ก็บอกว่า “อันนี้เขาเรียกว่า ดาวจามร”

    จุไรก็ถามว่า “จามรแปลว่าอะไร?” คุณแม่ก็ตอบว่า “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน จำชื่อไว้ก็แล้วกัน ว่าเขาเรียกว่า ดาวจามร” (ศัพท์ว่าจามรนี่ไม่แน่ว่าจะเป็นภาษาลีหรือภาษาไทยก็ไม่ใช่ อาจจะเป็นภาษาของเขา แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เขามาเขาจะเปลี่ยนชื่อใหม่ตามใจนักวิทยาศาสตร์ เราเข้าใจว่าโลกจามรก็แล้วกัน)

    จุไร ถามคุณแม่ว่า “ความร้อนก็ดี ความหนาวก็ดี ไม่เหมือนกับโลกอื่น” คุณแม่ก็บอกว่า ดาวดาวงนี้อยู่ใกล้พระอาทิตย์มาก แต่ว่าอยู่ในเขตส่องแสงของพระอาทิตย์ ฉะนั้นความร้อนจึงไม่มาก ความหมุนเร็วกว่าโลกชมพูของเรา ฉะนั้น ความเย็นก็ไม่มากเกินไป เหมือนกัน” จุไรจึงถามคุณแม่ว่า “แก้วที่ประดับโต๊ะ เขาใช้แก้วหรือใช้เพชร ถ้าเป็นเพชรจะเป็นเพชรรัสเซียหรือเป็นเพชรแท้”

    คุณแม่ก็บอกว่า “ลูกควรใช้กำลังใจคราวหลังจงจำไว้ว่า ถ้าเห็นอะไรสงสัยให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทันที ถ้าถามสิ่งทั้งหลายเหล่านี้คืออะไรท่านจะบอก” จุไรก็อดใจนิดหนึ่ง นึกถึงพระพุทธเจ้า ก็เกิดความรู้สึกว่า แก้วก็ดี หรือเพชรก็ตาม ที่เห็นนี่เป็นเพชรจริง ๆ เป็นเพชรน้ำหนึ่งยิ่งกว่าเพชรในโลกมนุษย์มาก มีความใส มีประกายสวยกว่ากันมาก มีรุ้งจัดสีสวยแพรวพราว แต่ว่าทำไมคนโลกนี้จึงเอาเพชรมาประดับหิน เอามารองนั่งบ้าง เอามารองอาหารกินบ้าง(น่าแปลก)

    คุณแม่บอกก็บอกว่า “โลกนี้เขามีความศิวิไลซ์มาก เห็นว่าเพชรเป็นของไม่มีค่า แต่สิ่งที่มีค่าเหมือนกันทุกโลกนั่นก็คือ ทองคำ ทองคำเขาต้องการ แต่ชาวโลกนี้เขาไม่ต้องการประดับด้วยทองคำ เพียงว่าเอาทองคำไปใช้แลกกับของ”

    คุณแม่ก็พาจุไรเดินมา คือเดินเหนือผิวดินลอย ๆ มา (ถ้าเดินจริง ๆ มันช้า) มาถึงจุด ๆ หนึ่ง จุดนั้นมีต้นไม้ต้นหนึ่งมีใบคล้าย ๆ ใบโพธิ์ แต่หนังสือที่เขาเขียนไว้เขาเขียนว่า “ต้นจิก” (“จิก” จ.สระ อิ ก.) แต่ดูใบแล้วไม่เหมือนต้นจิกในโลกชมพู เป็นจิกของเขาก็แล้วกัน ต้นใหญ่มีเปลือกขาวคล้าย ต้นโพธิ์ ตอนกลางมีช่วงเปราขึ้นไปประมาณ ๕ สาย เป็นเปราใหญ่ มีใบที่ยอด กลาง ๆ ไม่ค่อยมีใบ มีสาขาแตกไสวออก ๗ ด้าน มีใบหนามาก มองแล้วคล้ายฉัตร

    เธอก็มีความรู้สึกในใจว่าต้นไม้นี้สวยเขาเรียกว่า “ต้นจิก” ที่นั่นก็มีม้าหิน เธอกับแม่ก็นั่งลงไปที่ม้าหิน ข้างหน้าของเธอเป็นโรงงานที่มีความสำคัญ เขาเขียนว่า “โรงงานปรมาณู” เป็นโรงงานวิทยาศาสตร์ ในขณะนั้นเธอก็มองดูหญิงและชายที่เดินออกมาจากโรงงานบ้าง มาจากที่ทำการต่าง ๆ บ้าง ก็มีความรู้สึกว่า คนทุกคนไม่มีแม้แต่แหวนเครื่องประดับ เหมือนกันหมด ตามที่เห็นก่อนไม่ผิด แต่ว่าสิ่งที่มีติดตัวก็คือนาฬิกา บางคนก็ใช้นาฬิกาข้อมือ บางคนก็ใช้นาฬิกาติดอกเสื้อบาง ๆ คงไม่ใช่นาฬิกาไขลาน บางคล้าย กระดาษ แต่มีเลขบอกชั่วโมง นาที และวินาทีเสร็จ (ของเขาแปลก) ที่ติดข้อมือ ก็บางๆ สายก็เล็ก ๆ ไม่ใหญ่เหมือนของเรา แต่ว่าหน้าปัดแพรวพราวเป็นประกายไฟฟ้า เลขที่ขึ้นก็แพรวพราวสวยมาก

    ก็รวมความว่า วิทยาศาสตร์ที่นี่เขามีความเจริญมาก มองดูแล้วคุณแม่ก็บอกว่า “อยากดูอะไรข้างในไหม?” จุไรก็บอกว่า อยากจะเข้าไปเห็น ก็เข้าไปในเขตนั้น ไปดูอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เครื่องใช้วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ของเขาทำสวยสดงดงามมาก

    รวมความว่า เครื่องจักรกลต่าง ๆ มีผิดแผกแตกต่างกับโลกเราเยอะ เขาศิวิไลซ์มากมาย ไปดูรถที่เขาขึ้นกัน เห็นรถไม่มีสายไฟฟ้าโยง แต่ก็ไม่มีเครื่องมาก รถคันใหญ่ ๆ มีเครื่องอุปกรณ์ปุกลุกนิดเดียว ขับเคลื่อนได้รวดเร็ว

    เธอก็แปลกใจ จึงถามคุณแม่ว่า “นี่เขาทำด้วยอะไร” คุณแม่ก็บอกว่า “เครื่องยนต์ต่าง ๆ เขาใช้รังสีขับเคลื่อน เขาไม่ใช้จักรกลขับเคลื่อนอย่างของเรา” คุณแม่พาไปดูยายพาหนะอันหนึ่งกลุ่มยานพาหนะเป็นลานกว้างมากเป็นพิเศษ ยานพาหนะมีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งมีสภาพเหมือนจานซ้อนจาน จานข้างบนมีสภาพหมุนได้คล้ายปีกหมุนมีหรืบลม และก็มีท่อเบื้องหลัง มีท่อดูดเบื้องหน้า มีท่อพ่นออกเบื้องหลัง

    เธอมองแล้วก็แปลกใจ ถามคุณแม่ว่า “ นี่เขาเรียกว่าอะไร ? ” คุณแม่บอกว่า “นี่เขาเรียกว่า จานบิน” แล้วไปดูยานพาหนะอันหนึ่งมีรูปร่างคล้ายเรือในทะเล แต่ว่าด้านล่างมีที่ว่างคล้ายกับเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ไม่มีล้อ ลงปั๊บอยู่ปุ๊บตรงนั้นเลยไม่ต้องวิ่งไป

    เธอก็ถามคุณแม่ว่า “นี่อะไร?” คุณแม่ก็บอกว่า “นี่เป็นยานอวกาศเหมือนกัน แต่รูปร่างใหญ่มากมีที่หลับที่นอนสบาย บางรูปก็มีสภาพคล้ายเครื่องบินแต่ก็ไม่มีใบพัด จะว่ามีไอพ่นอย่างเครื่องเจ๊ทของเราก็ไม่เหมือนกัน สภาพต่าง ๆ ของเขาเล็กหมด เครื่องเครา แต่ตัวใหญ่

    แต่ละเครื่องไปดูมีความสุข มีความสบายมาก” เมื่อเข้าไปในที่นั่นก็เข้าไปดูจานบิน ๆ ก็มีที่นั่ง มีที่หลับ ที่นอน ที่กิน ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะครบถ้วนบริบูรณ์ ที่ไหนนั่งได้ นอนได้ เดินเล่นได้อย่างสบายๆ กว้างขวางมาก

    รวมความว่าโลกนี้มีความศิวิไลซ์มากขณะที่เดินท่องเที่ยวไปในยานต่างๆ ชม ความงามของยาน ชมอุปกรณ์เครื่องใช้ก็เจอชายคนหนึ่ง ชายคนนี้ท่าทีเป็นนักวิทยาศาสตร์มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ติดมือมา แล้วก็มีลูกน้องหิ้วของกระเป๋าเล็กๆ ซึ่งเป็นระบบตรวจต่างๆ เดินตามมาด้วยเมื่อเขามาเจอะสองแม่ลูกเขาก็ตกใจ
    เขาก็ถามว่า “เธอเข้ามาได้อย่างไร? ในที่นี้มีประตูก็ปิดลงกลอนใส่กุญแจแน่นหนามาก แม้แต่หนูก็เข้ามาไม่ได้ เธอเป็นคนเข้ามาได้อย่างไร?”

    ทั้งสองแม่ลูกก็ตอบว่า “ฉันเป็นชาวโลกชมพู สิ่งต่างๆ ที่ปิดบังไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์กับชาวโลกชมพู ชาวโลกชมพูถ้าอยากจะเข้าไปที่ไหนไปได้ทุกแห่ง”

    เขาก็บอกว่า “ที่นี่มีรังสีมาก ดูแต่ฉันซิ ฉันมาที่นี่ยังต้องมีก้อนประเภทนี้ติดตัวมา” (เขามีแท่งเหล็กแร่แท่งหนึ่ง โตประมาณกว้าง ๑ นิ้วฟุต ยาว ๒ นิ้วฟุต เขาห้อยคอติดมาทั้งสองคนมีสภาพเหมือนกัน)

    เขาบอกว่า “แร่ประเภทนี้เป็นแร่ที่นักวิทยาศาสตร์ผสมแล้ว ถ้ารังสีเข้ามาถึงตัวแร่นี้จะผลักออกไป ไม่ใช่ดูดเข้ามาจะไม่มีอันตรายแก่ชีวิต แต่เธอสองคนเข้ามาที่นี่ไม่มีแร่ ทำไมจึงไม่มีอันตราย”

    คุณแม่ของ จุไร ก็ตอบว่า “ฉันกับลูกเป็นชาวพุทธศาสนา ในเมื่อเคารพพระพุทธเจ้าแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำอันตรายไม่ได้”

    เขาถามว่า “พวกเธอมาได้อย่างไร? และโลกที่เธออยู่ๆ ที่ไหน”

    ทั้งแม่และลูกก็ชี้ให้ดู ในตอนนั้นโลกของเราเกือบจะมองไม่เห็นริบหรี่มากเหลือเกินเล็กมาก มีแสงสว่างน้อยกว่าโลกเล็กๆ ที่เรายืนอยู่เวลานี้ เรามองไปเวลานี้จากโลกเราเห็นโลกนี้เล็กริบหรี่ถ้ามองจากโลกนั้นมาดูโลกมนุษย์กลับริบหรี่มากกว่านั้น

    ทั้งสองก็ตอบว่า “เหาะมา”

    เขาก็ถามว่า “การเหาะใช้ระบบวิทยาศาสตร์แบบไหนจึงมาด้วยตัวเปล่าๆ”

    ทั้งสองแม่ลูกก็บอกว่า “ไม่ใช่ เป็นหลักพุทธศาสนาไม่ใช่วิทยาศาสตร์เป็นหลักสูตรพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอน” (พอฟังคำว่าพระพุทธเจ้าเขาก็แปลกใจ)
    คุณแม่ก็ถามว่า “ยานพาหนะมีอาวุธไหม”

    เขาก็ตอบว่า “มี” (เวลามันเหลือนาทีกว่าๆ ลูกรัก ขอรัดความ) ก็ไปดูอาวุธ อาวุธของเขาแปลกใช้รังสีใช้แสงพ่นไปเหล็กก้อนใหญ่ๆ ถูกแป๊บเดียวละลายทันที
    เขาบอกว่า “อาวุธประเภทนี้มีไว้ป้องกันโลกสูตูตะวันออก เพราะว่ามีความเป็นอันธพาลมาก ชอบรังแกมนุษย์ ชอบรังแกสัตว์ ชอบรังแกยานพาหนะในโลกชมภู ฉันก็เคยไปเที่ยวโลกชมภู” (เขาชี้มาที่โลกชมพู)
    เขาบอกว่า “จากที่นั่นมาโลกชมภู เขาใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงประเทศไทย” (เขารู้เวลาของไทย รู้เวลาในโลกนี้) เขาบอก “ใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงมาถึง มา ๑๐ ชั่วโมง กลับ ๑๐ ชั่วโมง”

    เป็นอันว่าลูกหลานที่รักทุกคน เวลามันหมด ก็ของดไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอสรุปว่าแม่และลูกทั้งสองต่างคนต่างก็พากันกลับโลกชมภู

    ก็เป็นอันว่าหมดเวลาพอดี ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักหลานรักทุกคน สวัสดี...
     
  16. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๖.จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ ตอนที่ ๑

    ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกนี้ เป็น วันที่ ๑๔ มกราคม ๑๔๓๓ ที่บอกวันเดือนปี ไว้ก็เพราะว่า จะได้ทราบว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องของความสับสนของสมอง แต่ก็เป็นเรื่องความจริงใจของบุคคลพวกหนึ่ง ที่เยกว่า ท่านคณะจิตวิทยา สำหรับคณะจิตวิทยานี้ ใช้จิตเป็นกำลังงาน ทำงานด้วยกำลังของจิต จิตมีสภาพรวด เร็ว และไปได้ทุกแห่ง แม่แต่ในที่ปิดบังลี้ลับ ก็สามารถจะไปได้ เรื่องนี้ไม่ขออธิบาย ขืนอธิบายก็เฟ้อ รวมความว่า วันนี้จะคุยกันเรื่องดาวหลุมดำ

    คำว่า ดาวหลุมดำ ความเป็นมาก็เป็นอย่างนี้ ผู้พูดหรือผู้เขียนเองก็ไม่ทราบมาก่อน เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๓ เดิน ทางเข้าไปกรุงเทพฯไปแวะที่บ้าน ท่าน พล.อ.อ. อาทร โรจนวิภาต อดีตรองเสนาธิการทหารแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุด ในตอนหนึ่งท่านคุยให้ฟังว่า เวลานี้ฝรั่งเขากำลังสนใจ เรื่องถุงดำ คำว่าถุงดำ ก็หมายความว่าเป็นดวงดาวดวงหนึ่งในอากาศ มีสภาพเป็นถุง

    บรรดาดาวทั้งหลาย เข้าไปดูใกล้ มันก็ดูดเข้าไป ก็หายเข้าไปเลย เมื่อท่านพูดอย่างนี้ ความรู้สึกเวลานั้นก็มีความรู้สึกว่า ผิวของดวงดาวดวงนี้ ด้านหน้ากร้านมาก แล้วก็มีความร้อนพอสมควร ไม่ใช่มีความร้อนอย่างแสงอาทิตย์คือเรียกว่าร้อน ถ้าหากว่าสัตว์ที่มีชีวิต สามารถทนความร้อนนั้นได้ ถ้าจะเปรียบเทียบกันจริง ๆ ความร้อนด้านหน้าของดวงดาวดวงนี้ ถ้าจะเทียบกับตะวันออกกลางนิดหน่อย ร้อนกว่าไม่เกิน ๑๐ องศาเซนติเกรด เทียบกับตะวันออกกลางนะ เอาเฉพาะอย่างยิ่ง อียิปต์ ก็แล้วกัน จะร้อนกว่าอียิปต์ไม่เกิน ๑๐ องศาเซนติเกรด ก็เรียกว่าพอทนกันได้

    ต่อมาเมื่อเดินทางไปถึงที่ซอยสายลม บ้านท่านพล.อ.ท.ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ ผู้พูดเองก็ป่วย รอรับการให้น้ำเกลือจากแพทย์ เวลานั้นก็มีแพทย์ คือมี หมอมนตรี นามสกุลว่าอย่างไรก็จำไม่ค่อยได้แล้วนะ อ้อ.. หมอมนตรี อมรพิเชษฐ์กูล นี่ พรนุช คืนคงดี เขาจดไว้ให้ มีหมอมนตรี มาคอยก่อน และต่อมาก็มีหมอแสงโสม คือ พญ.แสงโสม ปิรยะวราภรณ์ มา ต่อมาก็มี นพ.จรูญ ปิรยะวราภรณ์ ผู้สามี ของพญ. แสงโสม มา คือแสงโสมนี่ผู้พูดไม่ค่อยถนัด มักจะเรียกว่า อิ๋งๆ เป็นอันว่า หมอที่รักษาตัวอยู่จริง ๆ ก็คือ นพ.จรูญ ปิรยะวราภรณ์ พญ. แสงโสม ปิรยะวราภรณ์ ภรรยา และนพ.ชนะ สิริยานนท์ สำหรับหมอจรูญกับแสงโสมนี่ เป็นหมอประจำ ให้ยาเป็นปกติ หมอชนะนี่เรียกว่า หมอญี่ปุ่น ไปเรียนญี่ปุ่นมา ตอนหลังไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น นี่เป็น

    หมอ คอ จมูก หู ลูกตาด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ กับท่าน นภ. วัฒนะ หิตะดิลก สองคนนี้เป็นลูกศิษย์อาจารย์กัน หมายความว่า เป็นหมอที่ศิริราชเหมือนกัน แต่ฝ่ายคอ จมูก หู สำหรับนพ.มนตรีนี่ เดิมประจำอยู่ที่ปากคลองสาน คงจะทราบว่าเป็นหมอชนิดไหน แต่เวลานี่มาอยู่

    ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา รวมความว่า ถ้าใครคิดว่าผู้พูดหรือผู้เขียนจะบ้าก็ไม่เป็นไร เพราะมีหมอบ้าประจำอยู่แล้ว หมอรักษาบ้านะไม่ใช่หมอบ้านะ แล้วก็ พญ.พงศ์ภารดี (ปุ๊) เจาฑะเกษตริน คนนี้ตามปกติเป็นหมอนวด แต่ไม่ใช่นวดด้วยมือ เขาเป็นแพทย์ เป็นหมอดมยาเหมือนกัน เช่นเดียวกับหมอแสงโสม แต่ว่าใช้เข็มนวด คือเข็มจิ้ม เป็นหมอฝังเข็ม อาตมาเลยใช้สมญาว่า หมอนวด เพราะว่าปวดเมื่อยที่ไหน ถ้าหมอคนนี้มาปักเข็มให้ เป็นหายทันที ใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที แล้วก็มี พ.ต.นพพร กับพญ.เตือนใจ กลั่นสุภา นครสวรรค์ นี่เป็นกองทหารนครสวรรค์อีก ๒ คน ประจำ แล้วก็มีหมอโอ๋ คำว่า หมอโอ๋ นี่ อาตมาเรียก หมอโอ๋ แต่ชื่อจริง อ. บุปผาชาติ พงษ์ประดิษฐ์ เป็นคนขับรถให้ และก็เป็นหมอยาไทย

    ทีนี้ในเมื่อไปพลหมอมนตรีกับหมอทุกคนแล้ว ก็เป็นอันว่าสำหรับหมอหมอนี่คนขนยามามากที่สุดก็คือหมอวัฒนะ แต่อาตมาชอบเรียกว่า ญี่ปุ่น ก็เป็นอันว่ายาอะไรขาดก็ตาม หมอวัฒนะก็ขนมา หมอคนอื่นก็เอามาให้ แต่หมอวัฒนะขนมากหน่อย เมื่อพบหมอมนตรี ก็คุยกันถึงเรื่องเจ้าถุงดำในอากาศ หมอมนตรีก็อธิบายตามลักษณะที่ว่ามา ที่ท่านพล.อ.อาทรพูดมาเหมือนกัน

    หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจ ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๓ ฟันมาเป็นหนองที่รากฟัน หมอเตือนใจรักษามานาน ทำมาเกือบ ๑๐ เที่ยว เขาค่อย ๆ ขูด ค่อย ๆ ดูดเอาหนอง ค่อย ๆ แคะเอาหนองออก ความจริงผู้พูดอยากจะให้เขาถอนทิ้งไป เพราะของไม่ดีไม่อยากได้ แต่หมอบอกว่า เสียดายฟัน ถ้าเกินวิสัยจริง ๆ จึงจะถอนทิ้ง นี่เป็นลีลาของหมอ เพราะปกติเป็นอย่างนั้น หมอต้องรักษาของเดิมไว้ให้ได้ แต่เจ้าของของไม่อยากจะเก็บไว้ เราะมันปวด หมอเตือนใจทำให้เกือบ ๑๐ เที่ยว เธอนั่งรถหมอโอ๋มา และทุกสิ่งทุกอย่าง หมอก็ออกทั้งหมด โอ๋ออกเองทั้งหมด ผู้พูด หรือผู้บันทึก หรือผู้เขียนไม่ได้ออกสตางค์เลย

    ก็เป็นอันว่า สำหรับแพทย์ฟันก็มีหมอจำนูน อีกคนหนึ่ง หมอจำนูนนี่ก็สำคัญมาก ช่วยเหลือมาในกาลก่อน เวลานี้ยังเป็นปกติ และยกขบวนมาช่วยบรรดาฟันเด็ก และฟันคนแก่คนหนุ่ม คนสาวก็ตาม ยกมาครั้งหนึ่งก็ฟรีทุกอย่าง ฟรีเหมือนกัน นอกจากฟรี หมอที่มาสงเคราะห์คณะผู้พูดมากนี่ คนฟุ้งนี่นะ โดยมากเขาไม่รักษาเฉย ๆ เขาให้สตางค์ด้วยก็เลยเอา หมอประเภทนี้ชอบและก็ชอบมาก ความจริงหมอที่ช่วยเหลือนั้นมีมาก ตั้งแต่เริ่มต้น พล.อ.ต. นพ.โกศล มณีจักร แล้วก็ต่อมา พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน ท่านก็การรักษาเรื่อยมาก หลายระยะ มามากด้วยกันหลายคน เยอะ

    ก็รวมความว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พูดมากไปแล้ว หมดเวลาไปตั้ง ๑๐ นาที เมือวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๓ ขณะที่หมอเตือนใจกำลังขูดฟันอยู่ ดูดเอาหนอง ขณะที่เขาขูดฟันอยู่เขาดูดหนอง ก็มีความรู้สึกว่า ขึ้นชื่อว่าความตาย มันเป้นของหาไม่ยาก ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง บางคนก็ตามด้วยเหตุที่ไม่ควรจะตาย แตะนิดต้องหน่อยก็ตาย ถึงวาระมันมา เวลานี้การทำฟันดูดหนองมันปวด มันเสียว ดีไม่ดีระบบประสาทอาจจะตัดชีวิตของเราก็ได้ ก็คิดขึ้นมาในใจว่า ขึ้นชื่อว่าชีวิตมันต้องตาย จะตายเวลานี้ก็ตายจะตายเวลาอื่นก็ตาย ทำท่าเก่งไปอย่างนั้นเอง ความจริงแล้ว กลัวตาย แต่ในเมื่อคิดว่า เวลานี้ถ้ามันจะตาย เราก็ไปก่อน ร่างกายตายทีหลังเราจะไปก่อน

    ก็รวบรวมกำลังใจจับ อานาปานุสสติ กับอุปสมานุสสติกรรมฐาน คำว่าอุปสมานุสสติ นั้นหมายถึง นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ จะไปนิพพาน ได้หรือไม่ได้ เราก็ไป อย่างคนอยากไปนิพพาน ในเมื่อเราเป็นคนอยาก เมื่ออยากหนัก ๆ เข้า มันก็ต้องถึงเอง ไม่ละความอยาก ใครเขาจะบอกว่า ความอยากเป็นกิเลส ก็เป็นเรื่องของเขา กิเลสของเขา เป็นธรรมะของเรา เราอยากไปนิพพาน แต่บรรดานักเทศน์ ท่านเทศน์บอกว่า การอยากไปนิพพาน ถือว่าเป็นธรรมฉันทะ คือมีความพอใจในธรรม ไม่ใช่กิเลส คนฟังแล้วก็ถึงกันเอง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง

    นี่คนพูด คนเขียน พูดตามความพอใจของตนเอง ไปรอคนอื่นไม่ได้ รอคนอื่นมันไม่ได้พูดไม่ได้เขียน

    ขณะที่รวบรวมกำลังใจ เวลานั้นจิตก็ตกวูบ เข้าสู่อารมณ์สงัด จิตมีอารมณ์เยือกเย็น เห็นท่านผู้มีคุณมากมาย แพรวพราว เป็นระยับก็ปรากฏล้อมอยู่ ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านบอกยังไม่ตาม คุณ ยังไม่ตาย ก็บอกท่านว่า จะตายหรือไม่ตายก็ไม่ทราบขอไปที่อยู่ก่อน ท่านก็บอก ตามใจ เรื่องของคนขี้ขลาด ขัดคอไม่ได้ อยากไปก็เชิญไปเถิด ก็เป็นอันว่า ท่านจะเชิญหรือไม่เชิญ ผู้พูดก็ไปแล้วนึกแว๊บเดียว แวะไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ ประเดี๋ยวเดียว กาบท่านบอกว่าเดี๋ยว ขอไปบ้านพักหนึ่ง หมอกำลังทำฟัน แม่ท่านก็บอกว่า ทำไมขลาดแบบนี้ล่ะ ก็เลยบอกท่านว่า คนที่อยากไปนิพพานเป็นคนขี้ขลาดหรือท่านก็เลยบอกว่า ไอ้เรื่องปากแข็งเถียงเก่ง เป็นเรื่องของคุณ ไป ๆๆ ไปไหนก็ได้

    ไปเถิด ไปได้ ถ้าอยู่ที่นี่เดี๋ยวก็ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา หมอเขาทำเสร็จไม่ได้ไปนิพพาน แล้วท่านพ่อก็ถาม จะไปนิพพานหรือ ก็บอก เปล่า ใจมันอยากไปนิพพานแต่ว่าจริง ๆ มันจะไปได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบก็ช่างหัวมัน แล้วท่านถามว่าจะไปไหน ก็บอกกับท่าน บอกว่าจะไปบ้าน ถ้าเจอะบ้านเขาสร้างไว้ที่ไหน จะไปที่นั่น ท่านก็ยิ้ม ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปด้วย ชวนแม่เขาด้วยซิ ก็เลยยกมือไหว้แม่ท่าน แม่ท่านบอกว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้น แม่ก็ไปด้วย ในเมื่อไปถึง ก็มีบ้านอยู่ ๓ หลัง แพรวพราวเป็นระยับ มีกำแพง แก้วผสมทอง ไม่อธิบายละ มันสวยก็แล้วกัน เข้าไปนั่ง ก็คิดในใจ ก็บอกท่านพ่อท่านแม่ บอกว่า เวลานี้ฉันอยากนั่งคนเดียว ให้อารมณ์มีความสงัด คำว่า สงัดไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้คิดอะไรเลย มันคิดเฉพาะนิพพานอย่างเดียว ตัดทุกอย่าง ทรัพย์สมบัติไม่คิด อย่างนี้เรียกว่า สงัด สงัดจากกิเลส เฉพาะอารมณ์เวลานี้

    ท่านก็บอกว่า ถ้าเป็นความประสงค์ของคุณ คุณนั่งตรงนี้ บ้านหลังนี้นะ พ่อท่านบอกว่า พ่อก็จะไปนั่งที่โน่น ที่แทนแก้วของสระ ท่านก็เรียกแม่ บอกมาด้วยกันเถิดแล้วปล่อยเขา ลูกชายคนนี้นิสัยเป็นอย่างไรแม่เลี้ยงมาก็ย่อมรู้อยู่แล้ว ท่านแม่ก็เลยบอกว่า แค่นี้แหละ เด็กก็แค่นั้นแหละ หนุ่มก็แค่นั้นแหละ แก่ก็แค่นั้นแหละ ลีลาไม่ต่างจากเดิม นั่งตามสบายนะจ๊ะ แม่จะไปละ แล้วแม่ท่านก็ไป พอแม่ไปประเดี๋ยวเดียว สักอึดใจ ไม่ถึงดี คนแก่ไป สองแก่ พ่อก็แก่ แม่ก็แก่ ความจริง แก่ตามลักษณะที่เราเรียกกันนะ แต่ที่จริงท่านไม่แก่

    ทีนี้มากลุ่มสาว ๆ มาหนักกว่านั้น กว่า ๑๐ คน แต่งตัวแพรวกพราวเป็นระยับมาถึง ต้องไม่รีรอ ไม่ต้องขออนุญาต ย่องเข้ามาเลย ถึงปั๊บ นั่งบนที่นั่ง ก็เลยบอกว่านี้เป็นผู้หญิง บ้านนี้ไม่รับผู้หญิงนะจ๊ะ เธอที่เป็นหัวหน้าก็บอกว่า ถ้าไม่รับผู้หญิงก็ไม่เป็นไร พวกฉันไม่ใช่ผู้หญิง ก็ถามว่าเธอเป็นกะเทยหรือ เธอก็ตอบว่า ฉันไม่ใช่กะเทย ถามว่า เป็นบัณเฑาะก์หรือ ได้บัณเฑาะก์มันมีสองเพศ ทั้งเพศผู้หญิง และเพศผู้ชาย

    เธอก็บอกว่าไม่ใช่ ก็ถามว่าเป็นผู้ชายหรือ เธอก็บอกว่าว่าไม่ใช่ ถามว่าเป็นอะไร เธอตอบว่า คนพวกฉัน ทั้งหมดที่มา ไม่มีอะไรเป็นเพศ ไม่มีทั้งผู้หญิง ไม่มีทั้งผู้ชาย ไม่มีทั้งกะเทย ไม่มีทั้งบัณเฑาะก์ ไม่มีทั้งหมด ก็เลยถามเธอว่า ถ้าเธอไม่เป็นกะเทย อย่างนี้เขาเรียกกะทุยใช่ไหม เธอหันมายิ้มถาม กะทุย เป็นอย่างไร ก็เปรียบเทียบให้ฟัง บอก เหมือนกับควาย

    ควายเขามันกางออก เขาเรียกเจ้ากาง ถ้าเขาลอมเข้ามา เขาเรียกว่า ลอม ถ้าหลุบลงข้างล่าง เขาใช้อะไรไม่ได้ เขาเรียก ทุย พวกเธอก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรจะใช้เลย เรื่องเพศ ก็เรียกเป็นพวกกะทุยก็แล้วกัน เธอก็ตอบว่าช่างเป็นไร เรียกอย่างไรก็ช่าง ร่างของฉันไม่เปลี่ยนก็จบ

    เมื่อขณะนั่งคุยกันประเดี๋ยวหนึ่ง เธอก็ถามว่า เห็นพรหมโลกไหม มองลงต่ำ ก็มองลงดูตามเธอ เห็นพรหมโลก เธอถามต่อไปว่า เห็นสวรรค์ไหม ก็มองลงต่ำลงไป ก็เห็นสวรรค์ หลังจากนั้นเธอถามว่า เห็นจักรวาลต่าง ๆ ไหม ที่เรียกกันว่า จักรวาลมนุษย์ มีมนุษย์อยู่ แต่มีอยู่ไม่ทุกจุด มองลงมาเกลื่อนกลาดไปหมด เหมือนกับผลส้มลอยเกลื่อนกลาดไปหมด เหมือนกับผลส้มลอยเกลื่อนในอากาศ ถ้านับ ก็คงจะนับได้ แต่ไม่กล้านับ ไม่มีเวลาจะนับ มันมากเหลือเกิน ลอยห่างกันไปบ้าง ใกล้กันบ้าง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอก็ชี้ให้ดูว่า จุดเล็ก ๆ จุดโน้นไกลสุดลงไป มันเป็นจุดที่คุณมีชีวิตอยู่ที่นั่น นั่นหมอกำลังทำร่างกายคุณอยู่ กำลังแคะฟัน กำลังดูดหนอง คุณเห็นไหม ก็ตอบกับเธอบอกว่า เห็น บอกไกลมาก แล้วกลุ่มที่ลอยมาใกล้ ๆ อย่างโลกพระจันทร์ก็ดี โลกพระอังคารก็ดี โลกพระศุกร์ โลกพฤหัสก็ตาม มีนอยู่ใกล้ ๆ กลุ่มนั้น แต่เหนือขึ้นมา อีกมากมาย สูงสุด มีโลกเกลื่อนกลาด ที่เรียกกันว่า ดวงดาว มันเกลื่อนกลาดไปหมด มันสูงกว่านั้นมาก แต่สิ่งที่จะทำให้คุณดูวันนี้ จะให้ดูดวงดาวสักดวงหนึ่ง มันไม่ใช่ดาว มันเป็นโลก

    แต่นักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า เขาเรียกถุง มันเป็นถุงดำ ลอยอยู่เกือบจะเป็นผิวอากาศ เกือบเป็นผิวจักรวาลน่ะ สูงสุด มันดวงใหญ่มาก เธอก็เปรียบเทียบให้ฟังว่าโลกมนุษย์ มีสภาพเหมือนกับผลส้ม ไอ้เจ้าโลกถุงดำนี่ก็มีสภาพเหมือนกับพ้อมใหญ่ๆ พ้อมใส่ข้าว ฉะนั้น ความใหญ่ของมัน ถ้าจะเอาโลกมนุษย์เข้ามาลอยภายในท้องของมัน ประมาณสักพันดวง ยังไม่ถึงไหนหรอก มันใหญ่โตมาก ก็ถามเธอว่า นั่นมันเป็นเรื่องของอนิจจังใช่ไหม เธอตอบว่าใช่

    ก็ถามว่า ให้ฉันดูทำไม เธอบอกเวลานี้นักวิทยาศาสตร์เขาสนใจเจ้าถุงดำนี้ เขาเรียกถุงดำ แต่ความจริงมันไม่ใช่ถุงธรรมดา มันเป็นโลก คล้ายกับส้มฝานกลางทิ้งไป ส่วยหนึ่งทิ้งไป อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ มีสภาพเหมือนกระทะคว่ำลงกลางมันโบ๋ขึ้น เป็นช่องใหญ่มาก ด้านหน้ามันแกร่ง ด้านข้างบนนี้เป็นพื้นพิภพของคนอยู่มีมหาสมุทร มีประเทศชาติ มีทุกอย่างอย่างโลกเขามีกัน แต่ชาวโลกนี้รู้สึกว่าแปลกกว่ามนุษยโลกที่เรามีชีวิตอยู่ เพราะมนุษยโลก ศีล๕ ไม่ค่อยครบ หาคนครบศีล ๕ ยาก
    แต่โลกนี้เป็น.โลกของกรรมบถ ๑๐ เขารักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วน

    พอเธอพูดจบเท่านี้ปรากฏว่า พระท่านมา พระนี้เป็นพระใหญ่มาก มีความเคารพนับถือท่านมาก ท่านก็ถามว่า อยากจะไปชมโลกนี้ไหม ก็กราบเรียนกับท่านบอกว่าอยากชม เพราะว่าน้องสาวเพิ่งพูดให้ฟังเดี๋ยวนี้เอง ความจริงไม่รู้มาก่อน ท่านก็บอกว่า เธอเวลานี้ไม่มีความสนใจอะไรแล้วใช่ไหม สวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี อะไรก็ตามเงียบหมด หยุดหมด ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนมันอยากทุกอย่าง อยากรู้นั่น อยากรู้นี่ ไปโลกนั้น ไปโลกนี้ ไปโลกโน้น เวลานี้เงียบสงัด ถ้าไม่จวนตัวแล้ว จนใจจริง ๆ ก็ไม่ไป ไม่อยากรู้ใช่ไหม ก็ตอบท่านว่า ใช่

    ก็กราบเรียนท่านบอกว่า มันไม่เกิดประโยชน์ รู้ไปก็แค่นั้น มันก็แก่ทุกวัน ร่างกายก็เต็มไปด้วยทุกขเวทนา ท่านบอกว่า ก่อนที่มันจะตาย รู้เสียหน่อยซิ จักรวาลทั้งหมด น่าจะรู้ ก็เลยบอกท่านว่า ไม่เอาแล้ว ขอถวายบังคมลา เรื่องรู้แบบนี้ เอาเฉพาะจุด ถ้าท่านเห็นว่าควร ก็อาจะรู้ ท่านบอกว่าโลกนี้ คน แล้วก็ยังมีอีกหลายโลก อยู่ระดับเดียวกัน ควรจะรู้อย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นโลกทั้ง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่รู้อะไรเลย ความจริงเขาเข้าใจว่าเป็นถุงดำ และกลืนดวงดาวต่าง ๆ แม้แต่แสงสีเข้าไปก็มองไม่เห็น อันนั้นความจริงมันไม่ได้กลืน สภาวะจริง ๆ ของมัน เดี๋ยวไปดูกันแล้วกัน

    เมื่อท่านพูดจบ ท่านก็ลุกขึ้น ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ท่านพ่อ ท่านแม่ก็มาด้วย พอท่านก้าวนำหน้า ทุกคนก็ก้าวตาม ก้าวเดียวก็ถึง พอถึงที่แล้วก็ไปยืนอยู่หลังโลก ขอบ ๆ เกือบริม หมายความว่าห่างจากปากช่อง ปากทางเข้าข้างล่างจริง ๆ ไม่เกิน ๑ โยชน์ ก็พยายามเดินไปเดินมามันขรุขระ ทุกอย่าง ขรุขระเป็นโขด โขดสูง ๆ โขดต่ำ ๆ พื้นพิภพ เหมือนกับดินไหม้ สภาพเหมือนกับดินไหม้ แต่มันเข็งจัด ดูแล้วมันแข็ง เหมือนกับดิน ผสมเหล็ก พอเดินไปได้หน่อยหนึ่ง พระท่านก็บอกว่า คุณ ถ้าคุณขืนอย่างนี้นะ อย่าลืมว่าโลกนี้มันโตกว่าโลกมนุษย์หลายพันเท่า ถ้าคุณเดินอย่างนี้ กี่ชีวิตของคุณมันก็เดินไม่จบ เราเดินแบบที่เราเดินมาแล้วก็แล้วกัน ก็ถามท่านว่าจะไปที่ไหน

    ท่านบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปดูกันเสียก่อนเลย เรื่องจริงๆ เราเลี้ยงไปที่อื่นก่อน วันนี้ขอตัดเข้าไปหาเลย ไปหาจุดนี้ ซึ่งเป็นจุดเดิม จุดจริง ๆ แล้วก็เป็นจุดที่พูดได้เต็มปากเต็มคอ แล้วต่อไปก็ไม่เรื่องใหม่ ไม่ค่อยจริง เป็นนิทาน ตอนนี้เป็นตอนที่เล่าให้ฟังธรรมดา ๆ ไม่ใช่นิทาน เป็นอารมณ์เคลิ้มดี ก็ดีไม่ดีก็บ้าไปเลย แต่ไม่กลัวบ้าหรอก เพราะมีหมอมนตรีรักษา หมอโรงพยาลบาลบ้ามีรักษาอยู่ เขาอยู่ตั้ง ๒ โรงพยาบาล เขาเก่ง เมื่อปราบโรงพยาบาลปากคลองสานมาได้แล้ว ก็มาปราบที่ศรีธัญญา ก็ยังจะปราบคนวัดท่าซุงอีกคนหนึ่ง คือคนพูด ไม่เป็นไรไม่ต้องกลัวบ้า ก็เดินอีกก้าวเดียวก็ไปถึงปากโลก มันมีสภาพเหมือนกระทะคว่ำ หรือมีสภาพเหมือนผลส้ม หรือผลส้มโอถูกตัดกลาง ตัดเอาส่วนหัวทิ้งไป ส่วนของหางไว้ หรือส่วนของหางทิ้งไป เหลือส่วนหัวก็ได้ มันคว่ำแบบนั้น ข้างในโบ๋ แต่อย่านึกว่า ความกลวงผิวมันจะบางนะ ผิวมันเป็นแผ่นดินหนาเป็นโยชน์ พระอธิบายให้ฟัง

    ท่านบอกว่าเข้าไปดูไหม ท่านบอกที่เขาเรียกว่า หลุมดำ เพราะว่าสีมันดำ ความไหม้ของดินนี่มันดำจริง ๆ สภาพดำเป็นดินไหม้ และแข็งจัด ก็มองไปดูรอบ ๆ มองไปทางซ้าย เวลานั้น หันหน้าไปทาวทิศตจะวันตก มองไปดูทางซ้าย พระท่านก็ชี้บอกว่า โน่นอีกโลกหนึ่ง เลยไป

    อีกโลกหนึ่ง แต่ทั้ง ๒ โลกนี้ เขามีสภาพเต็มไม่ใช่ครึ่งโลก หรือโบ๋กลางเหมือนโลกนี้แต่ว่า เราจะไปกันทีหลัง วันนี้คุยกันเรื่องโลกนี้ก่อน

    ท่านก็บอกว่า โลกนี้ตรงกลางมันโบ๋ มันมีความร้อนพอสมควร เข้าไปดูไหม ก็เลยบอกกับท่านว่า ขอเข้าไปดู ทั้งหมดก็เข้าไปพร้อมกัน พอเข้าไปภายในโลกนั้นตกใจ มันเวิ้งว้างเหมือนกับฟ้า เฉพาะถ้าตาเนื้อธรรมดา ไม่มีโอกาสจะเห็นขอบฟ้าเลย อันนี้เยกว่า เป็นตาลม ลมก็หยาบไป เป็นตาอากาศ อากาศก็หยาบไป เป็นตาละเอียด สามารถจะมองอะไรถึงไหนก็ได้ จักรวาลนี้จักรวาลไหน จากนรกถึงนิพพานก็สามารถจะมองได้ เพราะเวลาที่พูดนั้น เป็นเวลาเป็นผี เพราะภาพ นั้น เป็นภาพของผี ไม่ใช่คน ทิ้งคนไว้ข้างล่าง ที่ขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองลงมาก็ไม่พบอะไร เข้าไปภายใน เข้าไปภายใน อากาศก็ดี ท่านบอกสภาพดีมาก มีอาการดึงดูดของแผ่นดินเหมือนกับโลกธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรผิด จะเรียกว่าสุญญากาศไม่ได้ ยังมีอากาศอยู่

    แล้วภายในนั้นมีอะไร ทราบไหม ในนั้น ปรากฏว่า ดวงดาวต่างๆ เท่าที่มองเห็นที่มองไม่เห็นก็ไม่ทราบ มันมีอยู่เกิน ๓๐๐ ดวง ไอ้เจ้าดวงดาวนั้น มันก็คล้าย ๆ กับผลมะนาวเล็ก ๆ อยู่ในพ้อมใหญ่ ๆ นั่นเอง มันก็ลอยอยู่ในนั้น ดวงดาวบางดวงก็มีแสงสว่างจ้า ทำให้ในพ้อมของโลกดำ หรือถุงดำนี่ เรียกว่า โลกดำ ดีกว่า ในท้องของโลกดำมันก็สว่าง บางจุดก็สว่างจ้า เหมือนกับแสงไฟฟ้าที่สว่าง บางจุดที่ไกลออกไปก็เป็นแสงสว่างสลัว ๆ ก็รวมความว่า ทั้งท้องของดวงดาวดวงนี้ ภายในสว่างจริง ๆ ไม่ใช่มืด แต่ที่ฝรั่งบอกว่ามืด เพราะมันสุดสายตาของฝรั่ง สุดสายตาของกล้อง ระยะของกล้อง คือกล้องไม่สามารถจะมองเข้าไปข้างในได้ ถ้าเปรียบเทียบ เหมือนกับถ้ำ ถ้ำใหญ่ๆ ของภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง ที่อยู่ข้างหน้าเรา ถ้าเรายืนอยู่ไกลจากภูเขาลูกนั้นประมาณสัก ๑๐ กิโลเมตร เราจะมองเห็นปากถ้ำ รู้สึกว่ามันมืดภายใน เราไม่เห็นแสงสว่าง ถ้าเข้าไปใกล้ ถึงถ้ำนั้น จะทราบว่าภายในถ้ำนั้นมีแสงสว่าง

    ทีนี้พระท่านก็อธิบายให้ฟัง บอกว่าเท่าที่ฝรั่งมีความเข้าใจ มีความรู้สึก หรือเชื่อมั่นว่า ดวงดาวต่าง ๆ ที่เข้ามาในท้องของโลกนี้ในถุง ความจริงไม่ใช่ถุง มันท้องแบบโลก เข้ามาในท้องนี้ของโลกนี้ มันกลืนหายไปหมด แล้วแสงต่าง ๆ ก็กลืนหายหมด มองไม่เห็น แต่ความจริงมันไม่ได้กลืน เจ้าดวงดาวต่าง ๆ ที่เข้ามา มันมีโอกาสออก ไม่ใช่เข้าแล้วอยู่เลย เพราะว่าดวงดาวต่าง ๆ หรือโลกก็ตาม

    มันไม่มีกำลังขับเคลื่อนของมันเอง มันลอยไปตรมกำลังของอากาศ ที่ดันมันเข้าไปก็ถามว่าถ้าดวงดาวนี้ไม่ดูดเขา เขาจะเข้ามาอย่างไร ท่านก็บอกว่า ก็ดู เหมือนแม่น้ำที่มีน้ำไหลเชี่ยว แต่ว่ามีถ้ำจระเข้ลึกเข้ามาข้างในเป็นกิโล และเป็นถ้ำใหญ่มากอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง ด้านนั้นจะมีน้ำวน เพราะน้ำที่ไหลมาจะไหลเข้าไปในถ้ำก่อน แล้วก็วนออกมา ด้านหน้าถ้ำจะเป็น
    น้ำวน เมื่อเป็นน้ำวนแล้ว หญ้าต่าง ๆ ก็จะไม่ไหลไปไหน จะวนอยู่ด้านหน้าถ้ำบ้าง จะผลุบเข้าไปในถ้ำบ้าง ส่วนที่ไหลเข้าไปในถ้ำแล้ว จะไหลออกมาในภายหลังมันก็ใช้เวลาหน่อย

    เอาล่ะบรรดาท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่าน จะว่าไปอีกนิดก็ไม่ไหวแล้ว เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งนาที ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้ฟัง และผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี
     
  17. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๘.จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ ตอนที่ ๒

    ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องดาวถุงดำ คำว่าดาวถุงดำ หรือว่าโลกถุงดำ ก็ตามใจชอบ แต่ว่าวันก่อนก็ลืมอธิบายไปว่า เมื่อมาถึงโลกนี้แล้ว พระท่านอธิบาย บอกว่า โลกนี้ เขาเรียกว่า ชินโลก คือ โลกที่มีความชนะ ชนะโลกต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะโลกต่าง ๆ ที่เป็นโลกทีมีความเล็กกว่า ก็ไหลเข้าท้องเจ้านี่เป็นแถว ๆ แล้วเจ้าโลกทั้งหลายเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะท้ายเจ้าโลกใหญ่นี้ได้ มันลอยวนไปเวียนมา เป็นอาหารอยู่ พักหนึ่งใช้เวลาไม่นานนัก ๗ปี ๘ ปี มันก็ไหลออกมา พระท่านอธิบาย บอกว่า ตามที่ฝรั่งเขามีความรู้สึกว่า โลกนี้มันกินโลกกินดาว และแสงสีที่ไหลเข้ามาก็หายไปหมด

    ท่านบอกว่าความจริงมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันไม่ได้กิน มันวิ่งเข้ามาในท้องมันเอง แล้วฝรั่งก็ไม่มีเวลาดูว่า โลกที่ไหลเข้าไปมันไหลออกมาเมื่อไหร่ ก็ใช้เวลาแรมปี อย่างเร็วที่สุดมันก็ต้องใช้เวลา ถึง ๓ปี อย่างเร็ว และ อย่างช้าที่สุด มันอาจจะใช้เวลา ถึง ๑๐๐ ปี ถ้ามันติดอยู่วงใน ก็รวมความว่า โลกนี้ไม่ใช่ดุร้าย หรือว่าเจ้าถุงนี้ไม่ใช่ดุร้าย ตามความเข้าใจของฝรั่งนักวิทยาศาสตร์ เป็นโลกที่ใจดีมาก ความจริงต้องคิดว่าใจดี เพราะว่า ถ้าโลกไหนวนไปเวียนมาในอากาศชักเมื่อยเข้า ก็มาพักที่ท้องเจ้านี่ แสงดาว ต่าง ๆ แสงสีต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน

    ทีนี้ก็มาคุยกัน ถึงวัตถุที่มีอยู่ในท้องของโลกนี้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ผิวของโลกนี้ ที่เป็นท้อง ตั้งแต่ปากเข้าไปถึงท้อง มันมีความแข็งและหนาเป็นสิบ ๆ เกือบจะถึงร้อยโยชน์ แข็งจัด

    และก็หนาจัด แกร่งจัด เพราะถูกเผาผลาญจากแสงอาทิตย์ ถ้าพิสูจน์กันจริง ๆ มองไม่เห็นดวงพระอาทิตย์ภายนอกข้างบนไม่มี มีแต่แสงสว่าง แต่ว่าแสงอาทิตย์ขึ้นไปจากข้างล่าง กระทบถึงท้องเจ้านี่ก่อนแล้ว จึงได้ไหลเข้าไปคลุมหลังโลกนี้ ฟังแล้วคิดตามไป แต่ความจริงอย่าลืมว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิทาน ที่ว่าจริง ๆ นั่น ก็ขอยืนยันว่าเป็นนิทานจริง ๆ เรื่องทั้งหมดจริงตามเรื่องของนิทาน

    ถ้าหากว่าท่านผู้ใด มีความคล่องตัวในหลักสูตรที่ ๒ และที่ ๓ ของหมวดกรรมฐานจะลองใช้พิสูจน์ดูก็ได้ อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากว่าต้องการความจริง หรือไม่จริง แต่ที่พูดให้ฟังนี่ ไม่ได้พูดให้ใครเชื่อ ต้องการมาคุยกันแบบประเภทที่เรียกว่า เอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง แทนที่จะคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ ถ้าคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ อย่างนี้มันง่วง ถ้าไม่ง่วงก็รำคาญ ถ้าคุยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างนี้ มันเพลินดี เพลินบ้าง รำคาญบ้าง ตามใจชอบ

    ก็รวมความว่า มาคุยกันต่อไป ทีนี้พระท่านก็ชวนชม บอกเราไปชมดวงดาวต่าง ๆ ข้างในดีไหม ความจริงเวลานี้อยู่ช่วงช่องปาก มองดูรอบ ๆ เจ้าดวงดาวต่าง ๆ คือโลกต่าง ๆ ขอให้ศัพท์ว่าโลก หรือดวงดาวตามเขาก็ได้ ตามใจชอบ เจ้าโลกต่างๆ หรือดวงดาวต่างๆ ที่มันลอยอยู่ข้างใน มันลอยอยู่ห่างกัน ไม่มีการกระทบกัน ทีนี้นอกจากดวงดาวหรือโลก มันก็มีสิ่งหนึ่งเล็ก ๆ มองดูแล้วมันเป็นเครื่องบิน มันเป็นเครื่องบินของคนกลุ่มหนึ่ง บินไปมากคนบ้าง น้อยคนบ้าง ส่วนใหญ่ไปมาก และตัวเครื่องบินจริงๆ ด้านข้างเป็นกระจกทั้งหมด เห็นคนชัด เจ้าเครื่องบินประเภทนี้มักจะมีกล้องส่องสังเกตแล้วเป็นกล้องถ่ายรูป อาจจะเป็นกล้องโทรทัศน์ก็ได้ อะไรก็ตามใจ ไม่ได้ถามเขา เขาอยู่ในประทุน ไม่มีโอกาสได้พูดกัน เขาก็ส่องดูด้วยความพอใจ วิ่งไปใกล้ดวงดาวดวงโน้นบ้าง ใกล้ดวงดาวดวงนี้บ้าง แต่ รู้สึกว่า ไปไม่ไกลนักก็กลับ ถ้าจะถามว่าการใช้น้ำมันเชื่อเพลิง ประเดี๋ยวก็คุยกันได้ ที่โน่นนะ ไปบนผิวโลกเสียก่อน ค่อยคุยกัน ตอนนี้มาคุยกันถึงการเข้าชมดวงดาว

    ดาวบางดวงก็มีสภาพขรุขระ มีสภาพแกร่ง มีผิวขรุขระคล้ายหิน แล้วก็มีรังสี มันมีออกามาร้อน ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นของที่ไม่น่าดู แต่บางดวงก็ต้องคิด บางดวงมีแสงสว่างในตัวจ้าดาวที่มีแสงสว่างนี่สิ มันช่วยบันดาลให้ช่องท้องของเข้าโลกดำนี่ หรือเจ้าถุงดำ มันเกิดแสงสว่างขึ้น แสงสว่างจากดวงดาวก็มีอยู่หลายจุด ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง มันมีแสงสว่างในตัวของมันเอง เป็นเหตุให้เจ้าท้องของโลกดำนี่สว่าง บางทีก็สว่างมาก บางทีก็สลัว ๆ ตามแสงที่ส่งมา ทีนี้ขณะที่แสงของดวงดาวมันส่อง สาดเข้าไปติดผิวของโลกดำ โลกถุงสีดำ หรือดาวถุงดำ ดาวถุงดำนี้ ในท้องของมันบางจุด ก็เป็นแสงแพรวพราว ทำให้เป็นแสงสะท้อนกลับมา เกิดแสงสว่าง แต่ก็แปลกกว่า ดาวที่อยู่ไกล ๆ เห็นแสงสว่างจ้าเหมือนกับดวงโคมไฟฟ้า แต่เข้าไปใกล้ดวงดาวนั้นจริง ๆ มันก็เป็นหิน เป็นดินธรรมดา ก็ไม่เห็นมีแสงสว่าง แต่ถอยออกมาไกลพอสมควร เห็นแสงสว่างของมัน อันนี้แปลก มันไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แสงสว่าง จริง ๆ น่ากลัว จะอยู่ข้างนอกดวงดาว อาศัยการเสียดสีจากอากาศให้เป็นแสงสว่าง หรืออย่างไรก็ไม่ทราบอันนี้ไม่เถียงวิทยาศาสตร์ ให้นักวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์เอง

    ทีนี้ดวงดาวบางดวงก็มีทรัพย์สินมาก เมื่อลอยเข้าไปแล้ว พระท่านก็บอก ลงดวงดาวดวงนี้ เราเดินเที่ยวกัน ก็เป็นอันว่า ดาวทุกดวงที่เข้าไปนั้น ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต พระท่านก็บอกว่า ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตติดเข้ามา สิ่งที่มีชีวิตมันก็ไม่ตาย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า อากาศมันพอจะสู้กันได้ ความเป็นอยู่พอสู้กันได้ แต่เท่าที่ลงไปเป็นดวงดาวแกร่ง เดินไปสัมผัสกับหินบ้าง สัมผัสกับ

    ดินบ้าง สัมผัสกับทรายบ้าง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ท่านบอกว่า เอามือล้วงลงไปซิ พอล้วงลงไปใต้ทราย

    งัดขึ้นมามันเป็นแก้วติดมือมาท่านก็บอกว่าที่ใส ๆ นั่นคือ เพชร แล้วก็บางจุดก็ต้องทุบ บางจุดไม่ต้องทุบ บางจุดถ้าทุบแล้ว มันเห็นเป็นเพชร แต่ก็เป็นเพชรประเภทที่เขาต้องสกัด หรือเจียระไน แต่บางจุดมันก็เป็นเพชรใส ๆ เป็นเม็ดใหญ่ ๆ แพรวพราวเป็นระยับ

    ก็ถามท่านว่า อันนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของคน เขวฝังไว้หรือไร ท่านบอกว่าไม่ใช่ หินที่คุณเห็นเมื่อกี้นี้น่ะ ความจริงมันไม่ใช่เพชรทั้งก้อน มันเป็นหินประกอบไปด้วยรังสี ใช้งานได้ ใช้งานทั้งในด้านสันติ และการรบ ราฆ่าฟัน แต่ว่าร่างกายของเรานี้ ที่เรามากันนี่ มันเป็นร่างกายประเภทที่รังสีทำอันตรายไม่ได้ และขณะที่มันมีเปลือกหุ้มอยู่ ท่านก็ชี้ให้ดูว่า ก่อนนี้นะ มันทีสี

    เคลือบอยู่ข้างนอก สีมัวมาก ไอ้ตัวเคลือบนี่ มันหุ้มรังสีอยู่ ถ้าจะใช้งานให้เป็นประโยชน์ เป็นพลังงานต้องทำลายตัวเคลือบนี้ให้หมดไป แล้วก็จัดสิ่งหนึ่งเข้ามาเคลือบแทน รังสีจะไม่กระจายออก จะออกไปตามที่เราจะใช้ ก็ถามท่านบอกว่า ในเมื่อมันมีรังสีแบบนั้น แล้วที่ท่านบอกว่า เพราะอาศัยหินประเภทนั้น แล้วที่นำมาเจียระไนเป็นเพชร มันใน ๆชอบกล ทำไมถึงจะเกี่ยวของกับเพชรชุดนี้ ท่านก็บอก อันนี้มันไม่ยาก ในเมืองไทยที่เธออยู่ มันก็มีอยู่แล้ว อย่างที่ภูเก็ต หินประเภทนี้ใช้อาศัยแรงงานได้ดี แต่ในเมื่อสภาพมันตายแล้ว มันจะกลายเป็นเพชร หลังจากที่เธอเขียน หนังสือพระเมตตา เสร็จ ไม่เกิน 2 เดือน ที่ตรงนั้นเขามีคนได้เพชร คนหน้าตะแกรงของแร่ดีบุก เขาเรียกกันว่า เพชรซีก แต่มีน้ำสวยมาก พวกเขานำมาขายที่ร้านค้า ที่นั่นมีได้ฉันใด เพชรพวกนี้ก็เช่นเดียวกัน

    ถ้าแร่ประเภทนี้มันกลายสภาพหมดฤทธิ์ ตาย มันก็จะกลายเป็นเพชร ตามที่เธอหยิบขึ้นมาเมื่อกี้นี้ พอฟังท่านอธิบายแล้ว ก็ดูเพชรพวกนั้น มันสวยจริง ๆ ถ้าเราเอามาแล้ว ก็มีอย่างเดียว คือ ทำให้เป็นเป็นหัวขึ้นมา จะทำหัวประเภทไหน ๆ ได้หมด แพรวพราวเป็นระยับ

    ยกขี้นมาส่องนี่ มันติดอกติดใจ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย มาพบไม้งามเมื่อขวานบิ่น เพราะอะไร เพราะเวลานี้ตัวอยาก มันก็อยาก แต่ไม่ใช่อยากได้เพชร มันอยากจะมีความสุข ชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องมีอะไรเข้ามาช่วย ไม่ต้องมีข้าวมาช่วย ไม่ต้องมีกับข้าวมาช่วย ไม่ต้องมีขนมมาช่วย ไม่ต้องมีเพชรนิลจินดาทองหยองมาช่วย ถ้ามันจะอยู่เฉย ๆ อย่างมีความสุข อันนี้ชอบอยากตัวนี้มันอยากกันคนละตัว เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อสมัยที่ยังหนุ่ม ๆ มีแรง ถ้าพบอย่างนี้แล้ว ได้เพชรก็เพชรเถิด ทองก็ทองเถิด ขนกันแน่

    แล้วต่อมา ท่านก็พาเดินต่อไป แล้วชี้ให้ดูว่า จุดทั้งหลายนี้ มีทรัพย์สิน มีแร่ที่มีคุณค่ามาก ก็กราบเรียนถามท่านว่า อย่างนี้โลกมนุษย์มีไหม ท่านบอกว่า มีหลายจุด มีเหมือนกันแต่ว่าที่นี่เขามีอายุยืนยาวกว่า เขาแกร่งกว่า ใช้ได้ประโยชน์ดีกว่า ก็ถามท่านบอกว่า แร่อีกประเภทหนึ่ง คือ แร่ทองคำ มีไหม ท่านบอกว่า มี แต่ว่าโลกที่เรายืนอยู่นี้มีเป็นจุด มีเป็นจุด ๆ มีเป็นหย่อม ๆ ไปดูโบกที่เป็นทองคำล้วนดีไหม แหม..น้ำลายหก ไม่ใช่ไหลหกจ๊อก ป๊อกลงไปเลย พอท่านบอกแบบนั้น ยอมรับ ทุกท่านยอมรับ ก็ออกจากโลกนั้นไปโลกเล็กๆ ที่อยู่ในท้องโลกดำ

    ออกจากโลกนั้นไป ไปด้านหน้านิดหนึ่ง ไม่ไกลนัก ข้ามโลกต่าง ๆ ที่ขวางหน้าไปประมาณสัก 3 โลก โลกนี้มีสภาพปุ่มลงไป มันมีแสงขึ้น แสงเรืองเหลืองอร่ามเป็นประกาย เพราะกระทบกับแสงสว่างของดวงดาวที่ไม่ไกลนัก ข้าไปไกล้ ๆ พอลงไปแล้ว ทองที่มองเห็นมันเป็นเม็ดทราย มันไม่ได้เป็นแท่ง หยิบขึ้นมาได้ทันที เหมือนกับกองทรายที่เรามีอยู่ ก็ถามท่านว่า โลกนี้มันเป็นทรายทั้งโลกเลยใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่ใช่ มันเป็นเฉพาะผิว จากผิวนี่ลึกลงไป ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นทรายทองทั้งหมด ถามท่านว่าบริเวณ ท่านบอกว่า บริเวณรัศมีของมันที่อยู่ของมันจริง ๆ เฉพาะจุดนี้ ประมาณ 10 กิโลเมตร ระยะยาว ระยะกว้าง กว้างประมาณ 1 กิโลครึ่ง แล้วถามท่านว่า ที่อื่น ท่านก็บอกว่า ที่อื่นก็มีเป็นจุด ๆ อย่างนี้แหละ ก็เดินกันเรื่อย ๆ ไป ดูไปรอบ ๆ

    เป็นอันว่า โลกนี้มีทองคำมาก เป็นโลกกิเลส เวลานี้ตำหนิว่าทองคำเป็นกิเลสหรือเวลาที่อยู่ที่ดวงดาวนี้ก็ตำหนิว่า ทองคำเป็นกิเลสเพราะอะไร เพราะว่า แบกหาม หยิบเอามาไม่ได้จะใช้คำศัพท์แบบชักผ้าบังสุกุล อิมํ วตถํ อสุสามิกํ อุปเปมิ แปลว่า ผ้านี้ไม่มีเจ้าของ เราจะถือเอาหรือว่า อิมํ สุวณณํ อสุสามิกํ อุปุเปมิ เขาแปลว่า ทองคำนี้ไม่มีเจ้าของ เราจะถือเอา จะถือว่าของนี้ไม่มีเจ้าของหรือทองไม่มีเจ้าของ แล้วถือเอา มันก็ไม่แน่ เขาอาจจะมีเจ้าของก็ได้ ถ้าไม่มีเจ้าของจริง ๆ เราก็เอามาไม่ได้ มือที่จะหยิบของที่เป็นวัตถุ มันก็ไม่ได้เอาไปเป็นที่น่าเสียดาย ที่ปล่อยให้หมอท่านรักษาแต่แค่ฟัน เราดันลืมมือไปเสียนี่ ทีหลังถ้าจะไปใหม่ต้องเอามือไปด้วย บอก หมอมีหน้าที่รักษาฟันก็รักษาไปเถิด ฉันจะเอามือไปด้วย ช่วยหยิบทองคำ และเพชรมาให้หมอ หมอจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบ ถ้าหมอไม่เอาก็ไม่เป็นไร

    ก็เอามาแจกเด็ก ๆ เด็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้เวลานี้เกือบ 300 คน เลี้ยงด้วย ให้เสื้อผ้าผ่อนท่อนสไบเสร็จ เหมือนกับพ่อแม่เลี้ยงให้อาหารการบริโภค ให้วิชาความรู้ถึง ม.6 แล้วภาระต่าง ๆ ก็มีเยอะ วัด ก็มีพระ ก็มีคน การก่อสร้างก็มี ฉะนั้นถ้าบังเอิญเอามือไปได้ทองคำมา ได้เพชรมา ก็ขายสร้างวัด แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่า ร่างการมันก็มาก อายุมากสำหรับคนโลกชมพู มันคงจะแบกมาได้ไม่มาก ฉะนั้นใครที่เป็นหนุ่มเป็นสาว มีกำลังมาก ๆ เพราะร่างกายดี ช่วยไปโลกนี้ทีเถิด ไปขนทองมา แล้วขอแบ่งส่วนแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ตามน้ำหนัก เอ้า....กิเลสท่วมหัวคนเดียวไม่พอยุชาวบ้านเขามีกิเลสอีก นี่คำว่า คน มีนแปลว่ายุ่ง ไม่ดีแบบนี้

    หลังจากนั้นไป ท่านก็พาไปชมสถานที่ต่าง ๆ ไปถึงก้นของโลก มันไกลจริง ๆ ถ้าใช้กำลังตาหลบมานิดว่า เวลานี้ใช้กำลังตาเท่าเนื้อ ไม่มีความหมายเลย มันมืดตื้อ หมายความว่า มองไปแล้วสุดสายตา มันยังไม่หมดสถานที่ สถานที่มันกว้างจริง ๆ การเข้าไปอยู่ที่นั่น ก็มีสภายเหมือนเข้าไปอยู่ท้องฟ้า มองดูจากปากไปหาก้นมัน ด้านบนก็เหมือนฟ้าเราดีดี ไกลมาก มองไปข้างหน้าเจอะเป็นฝ้า มองตัดหน้าไปถึงฝ้า ก็มีฝ้าต่อขึ้นไป แล้วขึ้นไปที่เห็นเป็นท้องฟ้า พอเห็นแล้วสูง แต่ขึ้นไปแล้วมันก็ไม่สูง เลยเมฆไปก็มีฟ้า สูงไปเท่าไรอีก เลยฟ้าขึ้นไปอีก มันก็มีฟ้า ซ้อนฟ้า หรือฟ้าเหนือฟ้า อันนี้มีสภาพฉันใด แม้ในโลกนี้ มันก็เช่นเดียวกัน

    เมื่อวนไปเวียนมา ๆ อยู่พักหนึ่ง ก็ถามพระท่านบอกว่า ยานพาหนะที่มีลักษณะกลม ๆ แล้วบินร่อนไป ร่อนมานี่เขาเรียก จานบิน ใช่ไหม พระท่านก็บกว่า จานข้าวเอามาบินไม่ได้ มันต้องร่อน แต่นี่ลักษณะมันคล้ายกับยาน เป็นยานพาหนะของคน มองไปทางด้านซ้ายมือ เห็นเหมือนกับเรือยนต์วิ่งมา ลักษณะมันก็เหมือนๆ คล้าย ๆ กับเรือบินของเรา แต่รูปร่างหน้าตามันโตกว่า มันใหญ่กว่าเยอะ เทอะทะ แล้วก็มีปีก ท่านบอกว่า นี่เครื่องบินของเขา บรรทุกคนมามาก ก็ถามพระท่านบอกว่า คนพวกนี้มาจากโลกไหน ท่านบอกว่า ที่เป็นเรือยนต์ เป็นเครื่องบินเป็นคนของโลกนี้เอง บนผิวโลกโน้นเขามากันแล้วเครื่องยนต์ของเขา เขาไม่ได้ใช้น้ำมัน เขาใช้แร่ ใช้รังสีของแร่ขับเคลื่อน เหมือนกับนิวเคลียร์กระมัง แบบนั้น ถ้าใช้เป็นน้ำมันก็บรรทุกไม่ไหว ต้องใช้น้ำมันกันมาก

    ก็ชมกันไปชมกันมาอยู่พักหนึ่ง เห็นว่า ทั่ว ไปรอบทั่วแน่ๆ ดูไปดูมาก็นึกสงสารดาวพวกนั้นว่า ดาวพวกนี้มีนจะกินข้าวที่ไหน แต่นึกในใจว่า ดาวมันเป็นวัตถุ มันลอยเข้ามาไม่ใช่กลืน ไม่ใช่ดูด เขาลือกันว่า มันกำลังดูดที่ดูดแม้แต่ดวงดาวเข้าไปน่ะ ไม่ใช่มันเหมือนกับผักที่ลอยผ่านหน้าถ้ำจระเข้ฉันใด ดาวพวกนี้ก็เหมือนกัน อากาศที่มันเคลื่อนที่เข้ามา มันก็ดันดาวพวกนี้เข้ามาใกล้ เมื่ออากาศไหลไปทางไหน ดาวก็ไหลไปตามไป มันไม่มีเครื่องขับเคลื่อนไม่สามารถจะฝืนได้ แต่บางดวงก็ใหญ่ บางดวงก็ไม่ใหญ่นัก แต่ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเรียกว่า โลกก็ไม่เล็กว่าโลกมนุษย์ที่เราอยู่กัน เปรียบเทียบกันแล้ว แต่ละดวงนั้นไม่เล็กกว่า มีแต่โตกว่าบ้าง มีเสมอกันบ้าง เสมอกันนั้นก็น้อย แต่โตกว่านั้นมีมาก

    เมื่อชมกันพอสมควร พระท่านก็ชวนบอกว่า ขึ้นไปผิวโลกดีไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ดี ตอนนี้อออกมาทางปาก มันก็ไม่ยาว ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึง อย่าลืมนะว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน คนฟังทุกคนอย่าลืม สติสัมปชัญญะอย่าลืมว่า เรื่องนี้เป็นนิทาน นิทาน นี่คุยแบบไหนก็ได้ แบบยาขอบเขียนเรื่องผู้ชนะสิบทิศ เขาบอกว่า เรื่องราว จริง ๆ ท้องเรื่องจริง ๆ ประมาณ 2-3 บรรทัด หรือกี่บรรทัดก็ไม่ทราบ ไม่กี่บรรทัดหรอกน้อย แต่ยาขอบแต่งไม่รู้กี่พันหน้า ก็เป็นเรื่องนิทานเหมือนกัน เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เรื่องจริง ๆมีแค่ดวงดาวดวงดำ ๆ เรื่องนิดเดียว มีดวงดาวถุงดำนี่แหละ ก็ลือกันไปลือกันมาว่า ฝรั่งส่องกล้องเห็นดาวดูดอะไรต่าง ๆ ดูดแสงเข้าไปแล้วก็ไม่สามารถจะไหนออกมาได้ มันหายเข้าไปหมด ดูสภาพแล้วมันดุดัน น่ากลัวเหลือเกิน

    แต่ความจริง โลกนี้ก็มีสภาพเหมือนกับพระพุทธรูป พระพุทธรูปท่านั่งเฉย ๆ และก็ยิ้มตลอดเวลา แต่บางคนไปบนบานศาลกล่าว เมื่อบุญบารมีของตัวเองมี กำลังความดีของพระช่วยได้ ก็ช่วย ถ้าบุญบารมีของตัวไม่ดี มีแต่ความชั่ว พระก็ช่วยไม่ได้ คนชั่ว ทีนี้บนให้ถูกหวย หวยไม่ถูก บางคนถูกหวยไปแก้บนพระ พระพุทธนะ ถ้าพระสงฆ์นี่ไม่แน่ พระบอกหวยไม่ได้รวยทุกองค์หรอก จน พวกถูกหวยนี่ไม่เคยแบ่งให้ ถ้าไม่ถูก ด่า ไม่ถูกเมื่อไร ด่าเมื่อนั้น ถ้าถูกเมื่อไร เงียบ มีขันติ อดทนมาก มีอุเบกขาวางเฉย ไม่แบ่งไม่ปันให้ พระที่ให้หวยทุกองค์นะ ซวย

    ก็แบบเดียวกับที่เจ้าโลกดำนี้ เมื่อเข้าไปแล้ว ให้เขามีความสุข พัก ให้มีการไหลอยู่เฉพาะในขอบเขต ไม่ต้องไหลไปกว้างนัก แต่ว่าดวงดาวต่าง ๆ มันจะขอบใจบ้างหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ แต่ความจริง มันเฉย แต่ดวงดาวก็คงไม่บ่น ที่เข้าไปแล้วออกมา หรือเข้าไปยังไม่ออกมันก็ไม่บ่นแต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง มันบ่น มันหาว่า ดวงดาวนี้ดุร้าย ดูดไม่ว่าอะไร ดูดแล้วเข้าเก็บหมด แต่ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างไหลออกมาตามสภาพเดิม ดวงที่ออกไวที่สุด เข้าไปได้แค่ปาก ไม่ลึกนัก กระทบนั่น กระทบนี้ เข้ากลาไม่ได้ เข้าลึกไม่ได้ อย่างเร็ว 3 ปี ออก แต่ดวงที่เข้าไปลึกจริง ๆ 100 ปี ยังไม่ออก รอมันออก นั่งจ้องอย่างนั้น อย่างเลิก จะเห็นว่า ดาวมันไหลออกมาได้

    ก็รวมความว่า คุยมากเกินไป เขาขยับขยายมาทางปากทางออกบากช่องล่องมาข้างนอก ลอยมานิดหนึ่ง แป๊บเดียวถึง ไปทางด้านใต้ของโลกนี้ ขึ้นไป ๆ เห็นสีดำ ๆ ๆ เข้ม ๆ แล้วก็แข็ง เครียด ยังไม่มีต้นหญ้า ต่อไปไม่ช้าไม่นานนัก ประเดี๋ยวก็เจอะต้นหญ้าหรอมแหรม ๆ แสดงว่า ความชุ่มชื่นเริ่มจะมี ต่อไปก็เจอะป่า ป่าเขียวชอุ่มไม่เหมือนป่าประเทศไทย ประเทศไทยป่าไม้แห้ง แต่ป่าทรายชอุ่ม เขียว หรือไม่เขียวก็ไม่ทราบ ถ้าป่าไม่เขียว คนที่อยู่กลางป่าก็หน้าเขียว เพราะมันอด ป่าเขียวชอุ่ม มีความชุ่มชื่น ต้องลอยข้ามป่าระยะไกลมาก

    ต่อมาก็มองเห็นมหาสมุทร เป็นน้ำเขียวอ่อน ๆ มองแล้วชื่นตาชื่นใจ ไม่เขียวเข้มเหมือนทะเลของเรา เป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลมาก ขึ้นไปทางทิศใต้นะ แล้วมองไปรอบๆ ไกลออกไปจากฝั่งมหาสมุทรพอสมควร มีเมืองอยู่หลายเมืองตั้งเป็นระยะ ๆ มันก็ไกลกันนะ ระยะแต่ละเมืองไกลกันไม่น้อยกว่าร้อยโยชน์ แล้วก็มีเส้นทางถี่ยิบ มีถนนถี่ยิบ มียานพาหนะพอสมควร แต่เรื่องรถนี่แพ้ประเทศไทย รถยนต์เขามีน้อย นาน ๆ ถึงจะผ่านมาสักคัน ทุก ๆ สาย มองไปกลางเมืองเช่นเดียวกัน มองไปแล้วก็ เอ๊ะ...รถมันไม่มาก นาน ๆ จะมีสักคัน อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ สัก 10 นาที ผ่านมาคันหนึ่ง 20 นาทีผ่านมาคันหนึ่ง คนเดินกันเกลื่อนกลาดหมายความว่า คนเดินแต่ไม่เบียดเสียดเหมือนกรุงเทพ ฯ แม้จะเป็นเมืองหลวง ก็ลอยไปลอยมาต่ำ ๆ มันเห็นได้ชัด พระท่านบอกว่า อย่าเพิ่งเดิน ลอยไปลอยมาก่อน ดูมันเสียก่อน ดูด้ายผิวก็ลอยไปอยู่ไกลๆ มันเห็นชัดดี เหมือนกับนั่งเครื่องบินลอยไปลอยมา ลอยมาลอยไป เห็นบ้านเมืองเขามีความสวยงดงาม เขียวชอุ่มเหมือนกับต้นไม้ แต่มีตึกรามสวยงามมาก มีทางก็กว้างขวาง บ้านเมืองก็มีแต่ความสะอาด ชื่นใจ ทีนี้กิเลสมันยังมีในใจ ความอยากปรากฏ

    ก็กราบเรียนพระทานบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอลงไกล้ ๆ ที่ผั่งมหาสมุทรได้ไหม ท่านบอกว่า ได้ ท่านถามว่า เธอจะลงตรงไหน ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ถ้าหากว่าท่านเห็นสมควรตรงไป ก็ลงตรงนั้น ท่านบอกว่าไปตอนโน้นสิ หันหลังนิดหนึ่ง ไปจากนี้ประมาณ 10 โยชน์ จะเข้าเขตเมืองท่า 3 เมืองติดต่อกัน เป็นเมืองท่าของเมืองใหญ่ที่ขนของลงเรือทะเล เป็นอันว่า เมื่อท่านสั่งดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เคลื่อนไปตามท่าน

    เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ผู้รับฟังและผู้อ่าน พอขยับกายจะไปเมืองท่า ก็พอดีหมดเวลา ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคงสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่าน ทุกท่าน สวัสดี
     
  18. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๑๙.จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ ตอนที่ 3

    ท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่านทั้งหลาย สำหรับตอนนี้ก็ทุกท่านฟังหรืออ่าน เรื่อง นิทาน 100 เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่า เป็นนิทาน 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่า เรื่องราวต่างๆ ที่นำมาพูดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักบุญนักกุศลพูด มักจะนำเอาเรื่องพระสูตร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนมา มาพูดกัน เป็นการแนะนำในเรื่องการบุญการกุศล แต่ทว่าเรื่อราวต่างๆ ของดาวทั้งหมดที่กล่าวมาจากเล่มที่ 11 ก็ตาม เล่มที่ 12 นี้ก็ตามเป็นเรื่องนิทานจริง ๆ ฉะนั้นความเป็นมาของนิทานก็ถือว่า เรื่องต่างๆ จะจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เพราะว่า เรื่องจริงไม่มารถสอบสวนได้ก็เป็นนิทาน แต่เรื่องนิทานที่เป็นความจริงที่ไม่สามารถสอบสวนได้ ก็ต้องเป็นนิทานเหมือนกัน รวมความว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของนิทาน ทีนี้ก็มาคุยกันว่า

    หลังจากที่ขึ้นมาจากท้องของดวงดาวนี้แล้ว ดวงดาวนี้ดุร่านมาก อะไรก็ตามถ้าเข้าไปมันจะดูดหมด และดูดหายเข้าไปหมด โลกต่าง ๆ ดาวต่าง ๆ ก็ถูกหายเข้าไปในท้อบง แม้แต่แสงสีต่างๆ ก็สามารถดูดหายเข้าไปในท้องได้หมด มองไม่เห็นแสง ความจริงจะว่าดูดก็ถูก หรือจะว่าสิ่งทั้งหลายไหลเข้าไปจากอากาศที่ดัน ก็ถูกอีกเหมือนกัน ถ้าพูดว่าดูด เป็นศัพท์ที่นิยมของชาวโลกพูดกัน เช่น น้ำดูดเข้าไปในโพรง น้ำดูดเข้าไปในถ้ำ น้ำดูดเข้าไปในวน ความจริงจะว่าน้ำดูดก็ไม่ถูกนัก น้ำข้างหลังดันมา ข้างหน้าไหลเข้าไปในโพรง จะเรียกว่าน้ำดันก็ไม่ผิดเหมือนกัน

    เรื่องนี้ก็เหมือนกัน จะขอกล่าวว่า เป็นเองของอากาศดันเข่าไปและก็หายเข้าไป ความจริงการหายนี่ หายเข้าไปนาน ถ้าจะใช้เวลาดูกัน จะให้เวลาแรมปี ถ้าหากว่า เราจะสังเกตว่า ดวงดาวนี้ถูกดาวถุงดำดูดเข้าไป และตั้งหน้าตั้งตาสังเกตไว้ว่ามีตำหนิอะไร สีสันวรรณะเป็นอย่างไร ลักษณะเป็นอย่างไร สังเกตไว้ และก็ต้องถ่างตาดูกันเป็นปี ๆ ไม่ใช่ดูกันเป็นชั่วโง หรือไม่ใช่ดูกันเป็นวัน ใช้เวลาอย่างน้อย ๆ ที่สุดก็ต้อง 3 ปี หรือ7 ปี หรือ30 ปี หรือ 100 ปี บางที 100 ปียังไม่ออกมาก็มี ถ้าหากว่าจะมีใครตะโกนถามมาว่า รู้ได้อย่างไร ก็ขอตอบแบบไม่ต้องตะโกน กระซิบตอบว่ารู้ได้เพราะเป็นนิทาน เรื่องนิทาน พูดกันอย่างไรก็พูดได้

    เมื่อออกมาจากท้องดาวเสร็จ ก็เหินตามอากาศ ไกล้ ๆ กับ พื้นแผ่นดิน วันนี้คุยกันให้เต็มที่ ใช้คำว่าเหิน คือไม่ใช่ เหาะ เหาะสูง เหินต่ำ นี่เป็นศัพท์ของคนสร้างนิทานเหมือนกันไม่ใช่ศัพท์ที่นิยมกันทั่ว ๆ ไป ครั้นเมื่อมาถึงสถานที่ที่มีบ้านเมืองอยู่ ด้านทิศใต้ของดวงดาว คือ

    ด้านทิศใต้ของมหาสมุทร เห็นมหาสมุทรเข้าก็ลงต่ำ แล้วก็เหินเรื่อย ๆ ไป ชมเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ลึกมาก เป็นเมืองที่มีความสวยสดงดงามมาก มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม บางทีก็พร้อมกว่าโลกของเรา บางอย่างโลกของเราไม่มี แต่เขามีพร้อม มีอะไรบ้างก็ช่าง และต่อมา ในเมื่อจิตใจมีความพอใจในมหาสมุทร มหาสมุทรที่เห็นนี่สีเขียว มีความสวยสดงดงามมาก จึงย่องเข้าไปไกล้ ๆ ไหลเข้าไปชิด

    เมื่อเข้ามาถึงแถวไกล้ฝั่งมหาสมุทร ก็เห็นเมือง 3 เมืองด้วยกัน มี 3 เมืองที่ตั้งอยู่ที่นั่น สวยสดงดงาม ห่างกันไม่ไกลนัก ก็ลงมาที่พื้นแผ่นดิน เมื่อลงมาที่พื้นแผ่นดินแล้วก็ตั้งอกตั้งใจว่าดูกันละ เอาให้เต็มที่ก็คิดว่า เมืองนี้มีความสวยงดงามดี หาทางลง การลงไม่ต้องลงหาสนามบินไม่ต้องมีรันเวย์ เพราะว่าผู้พูด และคณะไม่มีล้อ มีแต่ขา มองไปมองมา ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่ง ยืนอยู่ กลุ่มใหญ่ หลายคน แต่กลุ่มเล็ก ๆ ก็มี 2-3 คน อีกจุดหนึ่งมีคนเดียว ห่างจากกันประมาณ สัก 10 เมตร

    คนนี้ยืนอยู่คนเดียว กำลังเอามือจิ้มโน่นจิ้มนี่ อาการของเขาแสดงว่าเป็นคนบอกสัญญาณอะไรสักอย่างหนึ่ง จึงลงไปที่นั่น เมื่อลงไปที่นั่นแล้ว ก็เดินเข้าไปหาคนคนนั้น ก็พอดีถึงเวลาเขาว่างพอดี พอเข่าไปไกล้ ๆ โผล่หน้าไปหน้าประตู เขาก็ยกมือร้อง อีโละโก๊ะเก๊ะอะไรก็ไม่ทราบ ภาษาของเขา พูดเสียงสั้น ๆ หนัก ๆ คล้าย ๆ ภาษาญี่ปุ่น ถ้าฟังเป็นภาษาของเรา ก็ฟังได้ว่า เชิญขอรับ เชิญท่านผู้มีเกียรติซึ่งมาจากโลกอื่น เชิญท่านนั่งบนเก้าอี้ซิขอรับ นี่ฟังเป็นภาษาของเรา เขาพูดยาว ทั้งหมดประมาณ 10 ท่านก็เข้าไปในอาคารของเขา

    อาคารของเขาเรียบร้อย มีเก้าอี้ มีโต๊ะรับแขก มีทุกสิ่งทุกอย่างหมด เขาชี้ให้นั่ง พอนั่งเสร็จก็มีคน เจ้าหน้าที่ของเขา จะถือว่าเป็นคนรับใช้ก็ไม่ถูกนัก มีเจ้าหน้าที่ของเขานำเอาน้ำเย็นมาให้ และก็ส่งออกไม้ให้คนละดอก เขาบอกว่าเป็นอากรแสดงอากรต้อนรับท่านผู้มีเกียรติที่มาจากโลกอื่น เขาพูดเป็นครั้งที่ 2 จึงถามว่า ท่านทราบได้อย่างไรว่าคณะของข้าพเจ้ามาจากโลกอื่น เขาบอกว่า อันดับแรกที่จะมองเห็นคือ เครื่องแต่งตัวไม่เหมือนกัน ก็ถามเขาว่าก็มีผ้า มีเสื้อเหมือนกัน เขาบอกว่า เสื้อผ้า แต่ไม่เหมือนกัน เสื้อผ้าของท่าน ท่านจะเผลอไปกระมัง คณะของข้าพเจ้าใช้ผ้าธรรมดา แต่คุณของท่านใช้ผ้าประดับไปด้วยเพชร พอเขาพูดอย่างนั้นก็ตกใจ เพราะพวกเราลืมแปลงกาย ลืมเอาเครื่องแต่งกายเปลี่ยนตัวมา เรียกว่าลืมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก็แล้วกัน

    ก็ลืมบอกไปว่า เครื่องแบบอย่างนี้เป็นปกติธรรมดาของคนไม่ใช่หรือ เขาบอกว่าใช่ แต่คนบางพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนี้ ในประเทศทั้งหลายเหล่านี้ หลาย ๆ ประเทศไม่มีเครื่องแต่งกายอย่างนี้ เพราะว่าแก้วที่ประดับเสื้อผ้าของท่านมีราคาแพงมาก ซึ่งไม่มีใครเขาแต่งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนแถวนี้ถ้าจะมี ก็ใส่คอนิดหนึ่ง คล้องสร้อยหรือว่าทำแหวน หรือทำสร้อยข้อมือ อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่ติดผ้าทั้งผืน ไม่มีใครเขาทำกัน ฟังแล้วเขาก็ยิ้ม

    แล้วก็นึกในใจว่า ขอเครื่องแต่งกายสภาพที่ปกติ ให้หายไป มีเสื้อผ้าธรรมดา มันควรจะเป็นกางเกง กับ เสื้อ กลับเป็นผ้าธรรมดา เป็นผ้าถุง มีผ้าคลุมตัว แล้วสีสันมันก็เป็นสีส้ม ๆ สีเหลืองๆ พอเขาเห็นเข้าเขาก็ตกใจ แสดงท่าตกใจ พอตกใจเขาทำอย่างไร เขาลงจากเก้าอี้ ก้มลงกราบว่า ท่านกราบทำไม คณะของข้าพเจ้า ทั้งหมดก็มีสภาพเหมือนท่าน เป็นคนเช่นเดียวกัน และเป็นแขกผู้มา เขาบอกว่า แขกประเภทนี้ เขารู้จัก มาเป็นครั้งคราว คือไม่ได้มาบ่อยนัก ถ้ามาทีไร ทุกอย่างที่นำมาให้ก็คือความสุข พอดีพระท่านเตือน ท่านบอกว่าคุณ คุณนึกอย่างนี้มันไม่ถูก เขาก็จับได้นะสิว่า คณะของเราเป็นใคร คุณนึกใหม่ดีกว่า นึกว่าให้เป็นเสื้อ เป็นกางเกงอย่างเขา ก็เลยนึกตามนั้น เขาเห็นเข้า เขาก็แปลกใจอีกว่า เมื่อกี้แต่งตัวชุดที่ 2 หายไปไหนอีก ทำไมถึงกลายเป็นเสื้อ กางเกง

    ก็บอกเขาว่า ในเมื่อเรามีเสื้อ มีกางเกงเหมือนกันก็นั่งเสมอกัน ก็แล้วกัน เขาบอกว่า ยังนั่งไม่ได้ เพราะอาการอย่างนี้ พระใหญ่เคยมาแสดง ถามเขาว่า พระใหญ่ ของท่านคือใครท่านจำชื่อได้ไหม เขาบอกว่า จำได้ ถามว่า ใคร เขาบอกว่า พระใหญ่ของเขา คือ พระโมคคัลลาน์ พอฟังแล้วก็ตกใจ ถามว่า พระโมคคัลลาน์เคยมาที่นี่หรอ ท่านรู้จักพระโมคคัลลาน์หรือ เขาตอบ

    ว่าท่านมาเป็นครั้งเป็นคราว แต่ว่าระยะนี้ห่างไปหน่อย ไม่เห็นท่านมา ถามว่า เวลาที่ห่างไปจากระยะนี้ ที่ท่านเคยมา เป็นช่วงนับตามปีของจักรวาลมนุษย์

    พอพูดว่า จักรวาลมนุษย์ เขาก็ยิ้ม เขาบอกว่า จะถามจักรวาลไหน จักรวาลนี้ที่คุยนี่ก็เป็น จักรวาลมนุษย์เหมือนกัน พวกข้าพเจ้าทั้งทั้งหมดก็เป็นมนุษย์ ก็เลยตกใจว่าพูดผิดอีกแล้ว คนขาสติสัมปชัญญะมันเป็นอย่างนี้ ก็เลยบอกว่า จักรวาลมนุษย์มีมากใช่ไหม เขาบอกว่ามาก เท่าที่พวกเขารู้จักกันดี มี 4 จักรวาล คือ จักรวาลของเขานี่หนึ่ง เวลาคุยที่นี่หันหน้าไปทางทิศใต้

    จักรวาลที่ สองก็เป็นจักรวารที่มองเห็น ถ้าใช้กล้องระยะไกล ๆ ก็จะมองเห็นจักรวาลใหญ่ ลอยอยู่ด้านซ้าย แล้วต้อไป อีกช่วงระยะหนึ่ง ก็มีอีกจักรวาลหนึ่ง อยู่ทางด้านเหนือ เป็นจักรวาลเหมือนกัน ลอยอยู่ในผิวเดียวกันของจักรวาล ก็ถามเขาว่า จักรวาลนอกจากนี้มีที่ไหนอีก เขาบอกว่า เขาไม่ทราบ คิดว่าดวงดาวต่าง ๆ ทั้งหมดในจักรวาลเป็นจักรวาลที่อยู่ของคนบ้าง ปราศจากผู้คนบ้าง

    เป็นจักรวาลว่างบ้าง แต่เท่าที่เขารู้จักจริง ๆ ก็มี 4 จักรวาล รวมทั้งจักรวาลนี้ด้วย ก็ถามความเป็นมาว่า คนบนจักรวาลนี้ทั้งหมด หรือทุก ๆ จักรวาล ท่านรู้จักคนไหม เขาตอบว่ารู้จัก ถามว่ารู้จักกันอย่างไร ท่านติดต่อทางวิทยุหรือทางไหน

    เขาบอกว่า เมื่อกี้นี้ก็ลองติดต่อกันเพราะว่ามนุษย์จักรวาลต่าง ๆ เขาจะมากัน เขาจะมาเที่ยวกัน มีซานเป็นที่ลง มีสนามบินเป็นที่ลง ก็เลยถามเขาว่า ในเมื่อจักรวาลต่างๆ มีมาก เวลาเท่ากันไหม เขาบอกว่าไม่เท่ากัน ก็เลยยกนาฬิกาให้ดู ว่านาฬิกาเดินแบบนี้ วนไปรอบหนึ่งถือว่าเป็นครึ่งวัน ของจักรวาลโลกชมพู ถ้าหมุนไปอีกรอบหนึ่งแสดงว่าเป็นเวลาเต็มวัน เวลากลางคืนและเวลากลางวันรวมเวลา 24 ชั่วโมง เป็น 1 วัน เขาก็มีนาฬิกาเหมือนกัน มันเดินเหมือนกัน ถ้านับเวลาอย่างนี้นะ ต้องถอยหลังไปประมาณ 2,000 ปีเศษ ที่พระโมคคัลลาน์ ท่านแวะมาบ่อย ๆ แต่ว่าระยะหลังจากนั้น ท่านก็มาบ้างเหมือนกัน แต่มานาน ๆ ครั้ง ถ้าจะเทียบตามเวลาของจักรวาล ที่ยกนาฬิกาขึ้นดูนี้ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จะมาครั้งหนึ่ง

    ก็ถามเขาบอกว่า เวลาตั้ง 2,000 ปีเศษ คนที่นี่อยู่ได้อย่างไร จะมีใครมีชีวิตอยู่ เขาก็ตอบว่า ข้าพเจ้านี่ เวลา 2,000 ปีเศษของท่าน มันเป็นเวลาเล็กน้อยเท่านั้นเอง ถ้านับเวลาตามนี้ คนในโลกนี้ทั้งหมด จะมีอายุถึง 12.000 ปี เลยถามว่า เวลานี้ท่านมีอายุเท่าไร เขาก็บอกว่า เวลานี้อายุของเขาตั้งแต่เกิดมา ประมาณ 8,000 ปี ก็เลยนึกสงสัยว่าคน 8,000 ปี นี่หนุ่มมาก ดูหน้าตาแล้วคล้าย ๆ กับคนอายุสัก 28 ปีของเรา ก็เลยถามเขาต่อไปว่า ในเมื่อพระโมคคัลลาน์ ท่านมาแล้วท่านทำอะไร ท่านเอาอะไรมาให้ เขาบอกว่า อันดับรากที่ท่านมา ท่านเอา ความดีมาให้ และทุกครั้ง ท่านก็มาย้ำความดีที่ท่านให้ไว้ ถามว่า ความดีที่พระโมคคัลลาน์ให้มีอะไร

    เขาตอบว่า หนึ่ง พรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครได้ดี พลอยยินดีด้วย แล้วก็อุเบกขา วางเฉย ในเมื่อความไม่สบายใจเกิดขึ้นหลังจากนั้นท่านก็ให้ทรง กรรมบถ 10 คือ

    ทางกาย 1 .ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่ลักทรัพย์ 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม

    ทางวาจา 4 คือไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

    ทางด้านจิตใจ 3 คือ ไม่โลภอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นโดยไม่ชอบธรรม คือไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร ไม่จองล้างจองผลาญใคร มีความเห็นตรงตาม คติทั้งหมดที่สอนมาแล้วให้ปฏิบัติตรงตามนั้น ก็ถามว่า คนในโลกนี้ปฏิบัติตามนี้หรือ เขาบอกว่าคนทุกประเภทในประเทศนี้ รัฐบาลตั้งกฎนี้เป็นธรรมนูญการปกครอง การปกครองของประเทศนี้จะต้องมี พรหมวิหาร 4 กับ กรรม บท 10 เป็นพื้นฐานจริง ๆ ทุคนปฏิบัติตามนี้

    เมื่อคุยกับเขาแล้ว ก็หันไปหาพระท่าน ท่านก็ยิ้ม แล้วท่านมองหน้า มีความเข้าใจว่า เท่าที่เขาพูดนี้เป็นความจริง ก็เลยถามว่า พระโมคคัลลาน์เคยแนะนำ พระที่มีความใหญ่กว่าท่านมีไหม เขาก็ตอบว่า มีองค์เดียว ถามว่า พระอะไร เขาตอบว่า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใหญ่ที่สุด

    จึงถามว่า เขาเคยเห็นพระพุทธเจ้าไหม เขาตอบว่า ถ้าตามปกติ ด้วยตาเนื้อนี่ไม่เคยเห็น แต่ทางตาใจนี่เคยเห็น เลยถามว่า ตาใจอยู่ไหน เขาบอกว่าอยู่ที่อารมณ์ ก็ถามเขาบอกว่า มีความเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ พระอริยสงฆ์ นี่มีพระโมคคัลลาน์ เป็นประธานแน่

    เขายึดแน่นอน เพราะทุกคนที่นี่ต้องปฏิบัติตามนั้น ถ้าใครละเมิดกฎ 4 ประการ คือ พรหมวิหาร 4 หรือกฎ 10 ประการ คือ กรรมบถ 10 คนนั้นมีโทษหนัก ก็ถามว่า ในประเทศนี้มีการสั่งประหารชีวิตไหม เขาก็เลยตอบว่า ถ้ามีการสั่งประหารชีวิตก็ผิดจากปาณาติบาติ ไม่มีการสั่งประหารชีวิต ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำอย่างไร เขาก็บอกว่า ก็ลงโทษไม่คบหาสมาคม ให้อยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ (กักบริเวณ) กับบริเวณอยู่กว้าง ๆ หน่อย แต่ห้ามออกจากเขตนั้นเป็นการทรมานใจ

    เมื่อคุยมาถึงตรงนี้ บรรดาท่านผู้ฟังหรือท่านผู้อ่าน สำหรับคนที่พูดมาก มันก็พูดมากไปเรื่อย ๆ พูดกันไป มันก็จบ เขาคุยไปเขาก็มองมา เขาสงสัย เขาหันมาถามว่า ขอประทานโทษ พูดภาษาเขา แต่เรานึกเอาเป็นภาษาของเรา และเวลาที่เราพูด ภาษาของเรา ก็นึกให้เป็นภาษาของเขา อย่าลืมนะท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน นี่เป็นเรื่องนิทาน นิทานจะพูดอย่างไรก็ได้ เอาอย่างไรก็ได้ทุกเรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องไม่จริง

    เขาถามว่า คณะท่านที่มาทั้งหมดนี่ประมาณ 10 ท่าน ท่านอาจจะมายานพาหนะ เวลานี้ยานพาหนะของท่าน จอดที่ไหน ก็ถามเขาบอกว่า ทำไมท่านสงสัยแบบนี้ เขาบอกว่ายานพาหนะต่างๆ อยู่ในสายตาของผม ผมเป็นเจ้าหน้าที่ดูยานพาหนะที่จะไปหรือจะมา ถ้าเครื่องบินมาถึงแล้วจะเลี้ยว

    ทางไหน จะจอดที่ไหน จะมีอะไรที่ไหน มันเป็นการแนะนำจากผมทั้งหมด ต้องผ่านผม แต่ว่ายานพานหะที่ท่านมานี้ รุ้สึกว่าไม่กระทบเครื่องสัญญาณของผม เมื่อสักครู่นี้ผมเป็นบรรดาท่านทั้งหลาย ลอยใจอากาศผมก็มีความรู้สึกว่า ท่านจะมีเครื่องทำกายให้เบา ช่วยพยุงกายลงมา ถ้ามันเป็นระบบวิทยาศาสตร์ มันต้องเข้าคลื่นของผม แต่ว่าของทายไม่ผ่านคลื่นผมเลย ผมก็สงสัย ท่านผลักคลื่นหรืออย่างไร เอาอีกแล้ว

    ก็เลยตอบเขาบอก ว่าคณะของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มาที่นี่ ไม่ได้มาด้วยยานพาหนะ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีเครื่องพยุงตัวให้ลอย แล้วก็ไม่มีการขับเคลื่อน ลอยมาเองเฉย ๆ เขาถามว่า ลอยมาอย่างไร ฝึกการลอยได้อย่างไร ก็ตอบว่านี่เป็นเรื่องทางใจ ถ้าคณะท่านทั้งหลาย มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสนใจในพระธรรม คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีความเลื่อมใสเคารพในพระสงฆ์ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง

    เวลาที่พระโมคคัลลาน์ ท่านมา พระโมคคัลลาน์ท่านก็ไม่มีเครื่องหมายพาหนะมาเหมือนกัน เขาก็ยอมรับว่าใช่ ก็ถามท่าน ศึกษาจากท่าน ท่านจะสอนให้ เขาหันมาถามว่า ถ้าอย่างนั้น คณะของท่านจะสอนข้าพเจ้าได้ไหม จึงหันไปหาพระท่าน พระท่านก็มองดูหน้าก็แสองว่า ไม่ใช่โอกาสที่จะสอนกันก็เลยบอกเขาว่า เวลาที่สอนมันไม่มี เวลานี้ยังไม่ต้องการเป็นครูของใคร เพราะยังไม่มีความเข้าใจในศรัทธา และ ปสาทะของทุกคน

    ตอนนี้ขอชมสถานที่ก่อนเขาก็ถามบอกว่า จะชมที่ไหน ก็เลยบอกเขาว่า อันดับแรก ขอชมในคัว เขาก็ยิ้ม และทุกคนที่ไปด้วยกันยิ้ม เขาก็หันมาถามว่า ท่านหิวหรือ ก็ตอบเขาบอกว่า ไม่ได้หิว แต่อยากดูอาหาร เขาถามว่า ทำไมจะดูอาหาร ก็ตอบเขาว่า ในฐานะที่พวกท่าน มีพรหมวิหาร 4 และมีกรรมบถ 10

    ก็อยากจะดูอาหารของท่านว่า มีเนื้อสัตว์ไหม เขาก็บอกว่า แปลกใจหรือ คิดว่าพวกเขาจะกินหญ้าเหมือนวัวเหมือนควายใช่ไหม ผู้พูดก็ยิ้ม แล้วบอกว่า คิดว่าอาจะกินผัก ไม่ใช่หญ้า หญ้ากับผัก มีสภาพไม่เหมือนกัน เพราะหญ้าเป็นอาหารของคนไม่ได้ มันต้องเป็นอาหารของวัวของควาย ของม้า ของช้าง แต่ผักเป็นอาหารของสัตว์ก็ได้ เป็นอาหารของคนก็ได้ คนกินผักแต่ไม่กินหญ้า วัวควาย กินหญ้าด้วย กินผักด้วย อยากทราบว่า คณะของท่านกินเนื้อสัตว์ได้ไหม

    เขาก็ตอบว่า ปรกติก็กินกัน ก็ถามว่า ปกติท่านจะเอาเนื้อสัตว์ที่ไหนมากิน เขาบอกว่า สัตว์ที่หมดอายุขัยมันมีอยู่ และเวลาที่พบสัตว์ตาย เนื้อยังสด ก็เอามากินกันได้ ไม่แปลกไม่มีอะไรแปลก แต่ทว่า ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์ พวกข้าพเจ้าก็ชอบกินผัก แต่การปรุงอาหารด้วยผัก จะเอารสอะไรก็ได้ ให้เหมือนกับสัตว์ประเภทไหนก็ได้ ก็เลยบอกเขาว่าขอชมหน่อยได้ไหม อาหารมีไหม เขาก็บอกว่า มี เขาก็ให้สัญญาณกดออด ออดของเขากดเป็น 3 ระยะ อ๊อด อ๊อด.. อ๊อด.. แล้วแถมท้ายอีกหนึ่งอ๊อด สั้น ๆ ถามเขาบอกว่า การกดออดแบบนี้ เป็นสัญญาณอะไร เขาบอกว่า เป็นสัญญาณนำอาหารมา คือจะนำอาหารมาเลี้ยงแขก

    ถามเขาบอกว่า อาหารมีพร้อมอยู่แล้วหรือ เขาบอกว่า ที่นี่ต้องพร้อมทุกเวลาเพราะเป็นสถานที่รับรองแขกผู้มาจากต่างประเทศอื่นด้วย เป็นสถานที่รับรองแขกผู้มาจากโลกอื่นด้วย พอ เขาพูดก็ตกใจว่า เรานึกจะปลอมตัว ก็แบกความโง่เข้าไปทุกอย่าง อันดับที่สอง พอเขารู้ตัว แบกเอาความสีเหลืองรุ่มร่าม ห่มจีวรเข้าไปอีก นุ่งสบง ทรงจีวรเขาก็จับได้ มาระยะที่ 3 แม้จะทรงกายแบบนี้ แต่ลักษณะท่าทาง ลีลาวาจา มันไม่เหมือนเขา เขาก็จับได้อีก ในเมื่อเขาจับได้ ก็ยอมให้เขาจับ มันเรื่องไม่แปลก ปฏิเสธไม่ไหว

    พอเขานำอาหารมาให้ดู ดูแล้วอาหารทั้งหมดมีอยู่ 7 อย่าง เขาชี้ว่า อาหารถ้วยนี้เป็นอาหารที่มีการปรุงคล้ายกับเนื้อสัตว์ มีรสชาติอันนี้คล้ายเนื้อหมู อันนี้คล้ายเนื้อเก้ง อันนี้คล้ายเนื้อวัว ก็ลอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลองกิน ก็ลองกินเข้าไป มันคล้ายคลึงจริง ๆ เขาบอกว่าประเภทนี้มีรสชาติเป็นผัก ผักโดยตรง

    แต่ว่าเขาไม่บอกว่า มังสวิรัติเพราะคณะของเขาไม่ได้บอกว่า มังสวิรัติ ถือแค่มีเป็นสำคัญ ถ้าได้เนื้อมาโดยไม่บาป เขาก็กิน ก็ถามเขาว่าปกติเขาอยากกินเนื้อสัตว์ไหม ถ้าบังเอิญมันไม่มี เขาบอกว่าไม่อยากกิน เพราะอาหารทุกอย่างมันเหมือนกันหมด จะปรุงให้คล้ายเนื้ออะไรก็ได้ ลักษณะสีสันวรรณะจะให้เหมือนเนื้อทุกอย่างได้หมด ความนิ่มนวลก็เหมือนกัน ดูแล้วก็เหมือนเนื้อ

    เขาก็ให้สัญญาณกับลูกน้องเขาว่า ยกมาอีกจานหนึ่ง จานนี้มันเหมือนเนื้อหมูซีกหนึ่ง เหมือนเนื้อวัวอีกซีกหนึ่ง เหมือนจริง ๆ เห็นเข้าแล้วก็คิดว่า เนื้อหมูหรือเนื้อวัว พอชี้ไปถาม เขาบอกว่า นี่ ผักล้วน ๆเขาให้เจ้าหน้าที่ของเขามาทำการปรุงให้ดู เอาผักธรรมดา ๆ มีเครื่องอะไรต่ออะไร ก็ไม่ทราบ ใส่กร๊อกแกร๊ก ๆ มันโผล่ออกมาเป็นเนื้อเสร็จ มีความนิ่มนวลเหมือนกัน มีสีสันวรรณะเหมือนกัน มีกลิ่น เหมือนกัน มีรสเหมือนกัน

    เอาละ บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายและท่านผู้อ่าน เวลานี้ ถ้ามองสัญญาณไม่ผิด ก็หมดเวลาเสียทีแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้อ่าน และผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
     
  19. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๒๐.จุไรท่องเที่ยวหลุมดำ ตอนที่ 4

    ท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟังทั้งหลาย ต่อไปนี้ก็อ่านหรือฟังเรื่องราวของโลกดำ หรือ ดาวหลุมดำ ต่อไป แต่ท่านทุกคน จงอย่าลืมว่าดาวหลุมดำ เป็นนิทาน

    แต่ว่าถ้าบังเอิญจะเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์เขาเห็นกัน แต่ว่านักวิทยาศาสตร์เขาเป็นของจริง แต่เวลานี้ท่านกำลังอ่าน หรือกำลังฟังเรื่องนิทาน นิทานกับของจริงจะต่างกัน

    เมื่อชมอาหาร และลองชิมรสอาหารของเขาแล้ว ก็รู้สึกว่า รสอาหารของเขาน่าจะติดใจ ก็มาคิดในใจว่าถ้าโลกของเราในชมพู ถ้าหากว่าสามารถปรุงอาหารจากผักได้ มีรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์ คนที่ชอบเนื้อสัตว์ ก็ให้กินเหมือนเนื้อสัตว์ คนที่ไม่ชอบเนื้อสัตว์ ก็กินเหมือนผัก อันนี้จะมีประโยชน์มาก และก็จะไม่ต้องทำบาปอกุศล และอีกประการหนึ่ง ถ้าทุกคนอยู่ในเขตของพรหมวิหาร 4 ถ้า ทรงพรหมวิหาร 4 ได้ และประการที่สอง ทรง กรรมบถ 10 ได้ โลกก็จะเต็มไปด้วยความสุข ก็ถามเขาต่อไปว่า หลังจากท่านรับคำแนะนำจากพระโมคคัลลาน์แล้ว หลังจากนั้น คิดว่า พระโมคคัลลาน์คงจะสอนคนไม่ทุกคน แล้วมีคนสอนสืบต่อไหม ท่านบอกว่า มีสำนักเรียนเต็มประเทศ และหลาย ๆ ประเทศก็มีสำนักเรียนเหมือนกัน

    สอนวิชาที่พระโมคคัลลาน์สอน และให้ปฏิบัติตาม ฉะนั้นโลกนี้จึงมีความสุข ก็ถามเขาว่า โลกนี้มีคนจนไหม เขาบอกว่า โลกนี้และอีกหลายๆ โลก โลก 3-4 โลก ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่มีใครจน ถามเขาว่า ทำไมจึงไม่จน เขาบอกว่า คนจนไม่มี เพราะที่นี่มีแต่คนรวย ทุกคนพอกินพอใช้ ไม่มีการลำบากยากแค้น ไม่มีการเบียดเบียนกัน ค่าใช้จ่ายจ่ายก็ต่ำ อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ต้องสร้าง ก็ถามว่าเรื่องของคน ไม่ต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์

    แต่เรื่องของประเทศชาติ ถ้าไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ละก็ บางทีชาติ อื่นที่จะรุกราน เขาก็ถามว่า ที่ไหนมีการรุกรานกัน อันนี้แปลกอีกแล้วบอกว่า ที่นี่ไม่มีการรุกรานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ที่ตัดตรงหมด ที่ของใครเดิมจะมีการลดคดเคี้ยวบ้าง อาณาเขตชายแดน แต่ว่าทั้งสองฝ่ายตัดสินใจว่า ทำให้ตรงดีกว่า เมื่อทำให้ตรง ก็ทำถนนทั้งสองข้าง ประเทศโน้นทำถนนข้างโน้น ประเทศนี้ทำถนนข้างนี้ ส่วนจุดกลาง ทำเป็นทางรถไฟ 2 รางคู่ จึงบอกเขาว่า ถ้าอย่างนั้น พาไปดูได้ไหมเขาบอกว่า ได้ เขาถามว่า ท่านจะไปยานพาหนะไหม ก็บอกว่า ไปสิ ท่านมีเราก็ไป ถ้ามีฟรีไปทุกอย่าง

    เขาบอกว่าในฐานะที่ท่านเป็นแขกบ้านแขกเมือง นี่โตไม่ใช่เล่นนะ เขาถือว่าเป็นแขกบ้านแขกเมือง ก็ต้องมียานพาหนะพิเศษ เขาก็นำไปข้างนอก บอกว่า คณะของท่านมาทั้งหมด 14 ท่าน แต่ความจริง คนพูดยังไม่ได้นับ ลืม หันไปลองนับดู นอกจากตัวคนพูดเอง 13 ท่าน แล้วก็ต้องเป็นตัวเอง 14 ท่าน เขาเก่ง เขาเรียบร้อยจริง ๆ เขาถามว่า ท่านต้องการไปรถ หรือต้องการเครื่องร่อน คำว่า เครื่องร่อน ก็หมายความว่า มันเป็นตัวกลม ๆ ที่เรานิยมเรียกกันว่า จานบิน หรือจะว่ากันไปเครื่องบิน เครื่องบินนี่มันยาว ๆ คล้าย ๆ เครื่องบินของเราแต่ลักษณะหัวของเครื่องบินจะมีสภาพสูงกว่าเครื่องบินของเรา ของเราหัวลู่ลง ของเขาหัวตั้งและมีด้านมุมหัวแหลม ๆ คล้าย ๆ กับเรือเมล์ แต่ไม่เหมือนนัก

    ก็รวมความว่า ก็บอกเขาว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านเห็นว่า อย่างไหนดี เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน เขาบอกว่า ไปเครื่องร่อนดีกว่า ข้างล่างเป็นกระจกมองเห็นทุกอย่างนั่นแน่ ของเขาดีด้วย ทุกคนก็นั่งเครื่องร่อนเขาไป เขาร่อนไปนิดเดียว ไปชั่วขณะเดียวมองดูข้างล่าง มันก็เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม พอถึงเส้นระหว่างประเทศ เขาก็ลง เขาบอกว่า ถนนฝั่งนี้ ถนนรถยนต์ มีเลนที่วิ่ง 8 เลน ถนนฝั่งโน้น ถนนรถยนต์ มีเลนที่วิ่ง 8 เลนเหมือนกัน เป็นถนนคอนกรีต นี่ไม่ใช่เมืองทิพย์นะ มันเป็นเมืองมนุษย์ จะว่าคอนกรีตก็ไม่เชิง มันมีสภาพเหมือนหิน เรียกว่าคอนกรีตก็แล้วกัน ของเราแข็งที่สุด คือคอนกรีต และก็ส่วนตรงกลาง เป็นทางรถไฟ

    เขาบอกว่ารถไฟนี่ใช้รถไฟร่วมกันได้ทั้ง สองประเทศ รถไฟขบวนเดียว ใครจะลงประเทศโน้นก็ได้ ลงประเทศนี้ก็ได้ มีสถานีตรงกันหมดไปถึงสถานีปั๊บ ก็ลงได้ทั้ง 2 ข้าง ใครจะลงประเทศไหนก็ตาม ก็ถามว่า ผืนแผ่นดินที่จับจองกันในตอนก่อน มันมีการคดเคี้ยวแต่เวลานี้ทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างตัดให้ตรง อาศัยอะไรเป็นเหตุ เพราะบางประเทศต้องเสียเนื้อที่ไป อาจจะขาดทุน เขาก็ยิ้ม เขาบอกว่า คำว่าขาดทุน ในเมืองนี้ไม่มีเมืองนี้มีความต้องการอย่างเดียวคือ ความมีไมตรีซึ่งกันและกัน มีความรัก อะไรก็ตามจะเป็นจุดของความรักได้ ถ้าเหตุขอความรัก หรือการปฏิบัติกฎต่าง ๆ ไม่เกินกรรมบถ 10 หรือว่าไม่เกินพรหมวิหาร 4 ไม่นอกเหนือ ไปจากนั้น ไม่เป็นการรุก คือสร้างความเดือดร้อน ประเทศนี้เอาและประเทศทั้งหมดนี้ เอาทั้งหมด ฉะนั้น ประเทศทุกประเทศจึงไม่มีอาวุธรบ ในเมื่อไม่มีทหาร ไม่มีตำรวจ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ไม่ต้องจ่ายเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมันมีราคาแพงมาก แล้วก็ไม่ต้องจ้างตุลาการ ตุลาการคนตัดสินก็ไม่มี มีเจ้าหน้าที่คล้าย ๆ กำนัน ในเขตหนึ่ง ๆ ก็มีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนันเหมือนกัน ก็มีแค่นี้ ต่อจากนั้นก็มีเมืองลูกหลวง เป็นเมือง ในเมืองแต่ละเมืองก็มีเจ้าหน้าที่ ก็มีเจ้าหน้าที่ไม่กี่คนนัก งานที่เขาจะทำกัน ส่วนใหญ่เห็นคนรับภาษี

    ก็เลยถามเขาว่าเมืองนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก รัฐบาลมีรายได้จากภาษีเยอะหรือย่างไร เขาบอกว่ามากอยู่ ถามว่ารัฐบาลเก็บภาษีแพงไหม เขาบอกว่า ถ้าจะใช้ศัพท์ว่าแพง มันก็ไม่ใช่ของค้าขายกัน แต่ถ้าจะถือว่าน้อย หรือมาก ต้องถือว่ารัฐบาลเขาเก็บมาก แต่คนที่เสียภาษีไม่เดือดร้อน ถามเขาบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ภาษีที่เก็บสูงสุดของที่จำหน่ายจ่ายแจก ต้องเสียให้รัฐบาล ต้องเสียร้อยละเท่าไร เขาบกว่า อย่างคนต่อรถยนต์ขาย ต่อเครื่องบินขาย ต่อเรือเมล์ขาย เป็นต้น ของหนัก ๆ ประเภทนี้ ต้องเสียภาษีร้อยละสาม ฟังแล้วงง ทำไมว่างง เพราะร้อยละสาม มันนิดเดียว ของต่ำไปจากนั้น อย่างเครื่องอุปโภคบริโภค อย่างของกินของใช้ทั้งหมดไม่ต้องเสียภาษี เสื้อผ้าที่ขายส่งไปให้กันและกัน ของใช้ตามธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ก็อาศัยโรงเรียน หมายถึงช่างที่รับเหมาทำโรง ทำเรือน อย่างนี้รัฐบาลเก็บ ร้อยละหนึ่ง

    ก็ถามเขาว่า เมื่อรัฐบาล เก็บน้อย ๆ อย่างนี้ จะมีเงินไปจ้างข้าราชาการหรือ เขาก็ตอบว่ า ข้าราชการที่นี่ไม่ต้องจ้าง ทุกคนมีกินมีใช้ แต่ปีหนึ่งรัฐบาลจะมีรางวัลให้ จากผลประโยชน์ที่รัฐบาลจะพึงได้จากภาษีอากรร้อยละสิบ แล้วก็เฉลี่ยกันไป ระดับของพ่อเมืองได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ระดับของลูกเมืองก็ว่ากันเป็นเปอร์เซ็นต์ ๆ ไป แบ่งเป็นร้อยละสิบ ออกมา ถ้าก็เฉลี่ยเป็นรางวัลต่อปี ก็คิดในใจว่า เมืองนี้มีความสุขดีจริง ๆ ภาษีก็ไม่มีเดือดร้อน แล้วบ้านเมืองก็มีแต่ความสงบ ก็ถามเขาว่าอย่างนั้น ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มี ตุลาการไม่มี แล้วจะใครจะไปจับ เขาบอกว่าไม่มีใครต้องจับใคร ทุกคนรู้ตัว ถ้าทำความผิดก็มาสารภาพผิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ตนขึ้นการปกครองของเขา เท่านั้นก็เลิกกัน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสั่ง การออกมาอย่างไร ปฏิบัติตามนั้น เป็นผู้พิพากษาไปในตัวเสร็จ นี่เป็นเรื่องนิทานนะ อย่าลืม ประเทศไหน ๆ ที่จะมีความสุขอย่างนี้ มันไม่มีหรอก

    ก็รวมความว่า เป็นประเทศที่มีความสุขมาก ภาษีอากรก็เสียน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่จริง ๆ ไม่มีใครต้องเสียภาษี ก็ถามเขาว่าถนนหนทางก็ดี ตึกรามก็ดี โอ่โถง ใหญ่โตมาก ในเมื่อรัฐบาลมีรายได้น้อย แล้วสร้างได้อย่างไรเขาก็บอกว่า ไม่ใช่ของแปลก เขตไหนก็ตาม คนจะร่วมมือกัน ถ้าในตำบลนี้ต้องการถนน เขาก็ร่วมทุนกันสร้างถนน ที่นี้ต้องการจะสร้างตึกที่ทำการ ต้องการสร้างอะไรที่เป็นส่วนกลาง ก็รวมทุนเข้ามา นอกจากนั้นก็เป็นเงินส่วนตัว ถามถึงราคาของ ตกใจ สิ่งที่จะเปรียบเทียบกับท่านผู้ฟังได้ ก็คือ ก๋วยเตี๋ยว อาหาร หรือก๋วยเตี๋ยว เอาธรรมดา ๆ ข้างถนนเหมือนกับของเรา ก๋วยเตี๋ยวอย่างดี ราคา 10 บาท อย่างต่ำลงมาก็ 5 บาท ต่ำมากกว่านั้นอีกนิดก็ประมาณ 4 บาท แต่ก๋วยเตี๋ยวของเขา ชามหนึ่งราคาประมาณ 10 สตางค์ของเรา เปรียบเทียบกับเงินเราก็เป็นการอัศจรรย์มาก และรู้สึกว่าทุกอย่างถูกหมด ไปดูของซื้อของขาย ราคาเขาก็ถูก

    ก็รวมความว่า เป็นเมืองที่ทรงกรรมบถ 10 และพรหมวิหาร 4 ครบถ้วนจะเจอหน้าใครก็ตาม มีแต่อาการยิ้มแย้มแจ่มใส ก็บอกเขาว่า ถ้าอย่างนั้น ลอยไปดูรอบ ๆ ลอยมาดูที่เมืองท่าก่อน มีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นเมืองท่าของประเทศไหน ๆ เขาก็บอกหมด ก็ถามบอกว่า เมืองท่าของแต่ละประเทศ เวลาส่งของขายออกนอกประเทศจะต้องเสียภาษีไหม เขาบอกว่า เรื่องภาษีออกกับเข้านี่ไม่มี ขนของออกไปเท่าไร ไม่ต้องเสียภาษี เสียภาษีตามจำเป็นต้องเสียตามกฎธรรมดา แต่การเสียภาษีเพื่อเป็นการส่งออกไม่มี ก็ถามว่าแล้วภาษีเข้าละ เขาก็บอกไม่มีเหมือนกัน ฉะนั้น ของในประเทศนี้จึงมีราคาถูก รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เขาบอกว่าค่าจ้างแรงงานก็มีเป็นของธรรมดา มีเป็นเปอร์เซ็นต์ การขนของทุกอย่างราคาเท่าไร ว่ากันมา เขาดูราคาแล้วคิดเปอร์เซ็นต์ ราคาค่าขนตั้งแต่เริ่มเข้าลาน จากลานบรรจุกลิ่ง จากกล่องก็บรรจุเรือ นำลงเรือทั้งหมด อย่างนี้ก็ นับร้อยละหนึ่ง ก็ถามเขาว่า พอไหม เขาบิกว่า ไม่เห็นใครเขาบ่นนี่ เขายิ้มแย้มแจ่มใสกัน ก็รวมความว่า ประเทศนี้มีความสุขทุกอย่า เพราะอาศัยพระโมคคัลลาน์ เป็นผู้นำ

    หลังจากนั้น ก็ถามเขาว่า ถ้าต้องการ ไปเมืองหลวง จะพาไปได้ไหม เขาบอกว่าเมืองหลวงอยู่ใกล้ ๆ การเคลื่อนไปจากที่นี่ด้วยยานพาหนะประเภทนี้ ไปเพียงแค่ 5 นาทีก็ถึง เขาตอบว่า เวลาของท่านนะ ก็เลยตามใจ บอก ถ้าอย่างนั้นไป ไปเมืองหลวงกัน พอไปถึงเมืองหลวง เมืองหลวงมีความสวยสดงดงามจริง ๆ มีตึกราม มีถนนหนทาง มีผู้คนแต่งตัวสวยสดงดงาม ผิวคนทุกคนจะเหมือนกัน คือเป็นคนเนื้อละเอียด ผิวเหลือง หน้าอิ่ม เนื้ออิ่มทั้งกายเรียกว่าคนเนื้อเต็ม ทั้งรูปร่างไม่เว้าแหว่งไม่นูน เหมือนอย่างพวกเรา คำว่าเว้าแหว่ง หมายความว่าผอมเกินไป บางจุดก็ลีบ บางจุดก็มีเนื้อ อย่างนี้เว้าหรือแหว่ง และก็ไม่อ้วนเกินไป คนอ้วนเกินไปไม่มี ลักษณะสมส่วนทั้งหมด ถือว่าเป็นคนสวยทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย

    ยิ่งไปกว่านั้นสวยมากขึ้นไปคือ เห็นหน้ากันก็ยิ้ม เขาเจอะหน้าพวกเขากันเองก็ยิ้ม เขาเห็นพวกเรา ก็ยิ้ม ก็รู้สึกว่า ไปที่นี่มีแต่ความสดชื่น ก็ไม่ชอบชมบ้านชมเมืองให้ฟัง รถราไม่ติดเหมือนกรุงเทพ ฯและเขาก็แพ้กรุงเทพ ฯ เราอยู่อย่างคือรถไม่ติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนนอกเมืองของเรายังมีรถมากกว่าของเขา แต่ที่เขานิยมใช้จริง ๆ คือ เครื่องร่อน เครื่องร่อน หรือจานบิน ที่เราเรียกว่าจานบินนั้นแหละ เป็นที่นิยมของเขา รถยนต์เขาไม่นิยมใช้กัน แต่รถยนต์เขาก็ใช้ ถ้าไปสถานที่ใกล้ ๆ เขาใช้รถยนต์ถ้าไปไกล ๆ เขาก็ใช้เครื่องร่อน

    ถ้าถามว่าเครื่องร่อน หรือรถยนต์มีทุกบ้านไหม ก็ตอบว่าเขาไม่นิยมเหมือนกัน บางบ้านก็นิยมรถยนต์ บางบ้านก็นิยมเครื่องร่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยนิยมมี เพราะใช้เครื่องร่อนขนาดกลาง ราคาถูกกว่า คือค่าพาหนะก็ถูก มีความสะดวกสบาย รถยนต์กับ เครื่องร่อนในเมือง มีสถานที่จอดอยู่ร่วมกัน แบ่งซีกกัน ซีกนี้เป็นของเครื่องร่อน ซึกนี้เป็นของรถยนต์ เป็นรถยนต์รับจ้าง เครื่องร่อนรับจ้าง ให้ความสะดวกสบาย เสียค่าพาหนะไม่มาก

    จึงหันมาถามเขาว่า ที่นี่มีพระราชา หรือมีประธานาธิบดี เขาฟังแล้วเลยงง ทั้ง สองอย่าง เขาบอกว่าไม่รู้จักคำว่าพระราชา ไม่รู้จักคำว่าประธานาธิบดี ก็ถามว่าที่นี่ปกครองกันอย่างไร เขาก็บอกว่ามีพ่อเมือง ก็ถามว่าพ่อเมืองตามตระกูลรัชทายาทกันหรือ สืบต่อกันมาจากตระกูลต่าง ๆ หรืออย่างไร หรือเลือกตั้ง เขาบอกว่า ไม่มีตระกูลเป็นรัชทายาท ไม่ใช่สืบต่อตามตระกูล แล้วไม่มีการเลือกตั้ง มีแต่การแต่งตั้ง ถามเขาว่า การแต่งตั้งเป็นอย่างไร เขาก็เลยบอกว่า จะต้องการคนที่มีคุณสมบัติสูงจริง ๆ สมกับตำแหน่งพ่อเมืองคือเป็นพ่อของคนทั้งประเทศเอามาเป็นพ่อเมือง ก็ถามเขาว่าลักษณะขอคนมาเป็นพ่อเมืองเขาทำอย่างไร เขาบอกว่า ทุกจุดจะต้องสังเกตคนไว้ สังเกตลักษณะของคน คนเกิดลักษณะนี้ เขามีตำราดู คล้าย ๆ ลักษณะของธิเบต

    ปัจจุบัน คำว่าปัจจุบันก็หมายความว่า อดีตไกล้ปัจจุบัน ปัจจุบัน เวลานี้ ธิเบตก็คงไม่ได้ใช้หรือใช้ก็ไม่ทราบ เขาจะดูกันมาตั้งแต่เด็ก ดูลักษณะท่าทาง และดูความประพฤติ ดูความทรงธรรม และแต่ละหน่วยก็ตั้ง ต่างคนต่างตั้ง ต่างคนต่างมีไว้เลือกคนไว้ แต่ละจุด

    ในที่สุด เมื่อพ่อเมืองของบ้านเมืองนี้ต้องตายไป จากไป เขาก็จำคนทั้งหลายนั้นมาแข่งกันอีกคำว่าแข่งขันกัน ก็คือรายงานลักษณะอาการ จริยา ความทรงธรรมของบุคคลนั้น แล้วมาไล่เบี้ยดูลักษณะให้ครบถ้วน ดูความประพฤติปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่เขาต้องการ เขาก็เชิญท่านผู้นั้นขึ้นครองเมือง เรียกว่าพ่อเมือง คนทุกคนมีความเคารพ ก็ถามว่า เขาว่า ถ้าใช้เวลา สมมติว่า ถ้าเวลาผ่านไป 2,000 ปีเศษ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นมา จนบัดนี้ 2,500 ปีเศษ

    เขาก็ยิ้ม เขาก็บอกว่า ตั้งแต่เขาเกิดมา เพิ่งมีพ่อเมืองคนเดียว 2,000 ปีเศษนี่ มีพ่อเมืองคนเดียว แต่เขาบอกว่าเขามีอายุ 8,000 ปีเศษ เขาเพิ่งพบพ่อเมืองคนเดียว ก็ถามเขาว่า ทำไมคนอายุยืนนัก เขาก็ตอบว่า ที่นี่ต้องมีอายุ 12,000 ปี ของจักรวาลโลกชมพู จึงจะตายกัน ทุกคนต้องอยู่เต็มอายุขัย ทั้งนี้เพราะอาศัยพรหมหาร 4 กับ กรรมบถ 10 คุ้มครอง แหม.. เขาช่างมีความสุขจริง ๆ เหลือเวลานิดหน่อย

    ขอให้เขาพาไปสนามบิน เขาบอกว่า สนามบินระหว่างในประเทศหรือต่างประเทศหรือต่างโลก แหม.. ในประเทศเราก็เคยเห็น ต่างประเทศเราก็เคยเห็น แต่ต่างโลก นี่ไม่เคยเห็น ก็ถามว่า คนต่างโลกมาที่นี่กี่โลก เขาบอกว่าที่มาประจำจริง ๆ คือ 3 โลก โลกทางทิศเบ้องซ้าย ถ้าหันหน้าไปทิศใต้ อยู่ด้ายซ้ายมือถึง 2 โลก และโลกอยู่หลัง คือ

    ทิศเหนืออีก 1 โลก ก็ถามว่าทั้ง 3 โลก นี้ลงสนามบินเดียวกันหรือ เขาก็ตาอบว่า ลงคนละสนาม ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นขอไปชม แล้วในระหว่างทางก็ถามเขาว่า แต่ละสนามมีลักษณะท่าทางแตกต่างกันไหม เขาบอกว่าไม่แตกต่างกัน เหมือนกันทั้งหมด ก็เลย บอกว่า ถ้าอย่างนั้น

    ขอชมสนามเดียว เขาก็พาไปชม ในที่นั้น ก็มีเครื่องบินในประเทศอยู่ด้วย ก็เพราะว่ามีทั้งเครื่องบิน มีทั้งเครื่องร่อน เครื่องร่อนคือจานหมุน ๆ นั่นแหละ มีทั้งเครื่องบิน มีทั้งจานบินก็ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ฟังง่ายดี ลักษณะมันเหมือนจาน เพื่อรองรับชาวต่างโลกที่มาลง แล้วเขาต้องการไปที่ไหน ก็พาไปที่นั่น

    ในขณะที่ไป ก็พบเครื่องร่อนมาจากต่างโลก แต่ว่าเครื่องร่อน หรือเครื่องบินลักษณะมันไม่เหมือนกัน บางลักษณะมาจากโลกเดียวกัน คือรูปร่างคล้าย ๆ เรือเมล์ แต่มีปีกก็มี รูปร่างลักษณะคล้าย ๆ กับจานบินก็มี และต่างคนต่างมี พอเครื่องร่อนนั่นลงปั๊บรู้สึกว่า เรียบร้อยดีมาก เขาเปิดเครื่องขึ้นมาคนก็ลงมา การแต่งกายมีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงเข้าไปถามคนที่มาจากต่างโลก ถามว่า ท่านมาจากโลกไหน เขาก็ตอบให้ทราบว่า มาจากโลกนั้น ๆ ตอนนี้ท่าน
    ผู้ฟัง หรือท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่ารู้ภาษาเขาได้อย่างไร ก็ตอบว่ารู้ภาษาจากอารมณ์ คือคิดว่าภาษาเขาเป็นอย่างไร ให้เราฟังเข้าใจ รู้เรื่องเหมือนภาษาของเรา แล้วภาษาที่เราพูดไป มันอาจจะไม่เหมือนภาษาของเขา แต่ตั้งใจคิดว่า ให้เขาฟังแล้วเข้าใจเหมือนภาษาของเขา ให้เขามีความรู้สึกว่า เราพูดภาษาของเขา เขาก็ตอบภาษาของเขามา เราก็ตอบภาษาของเราไป มันก็ลงตัวกันได้

    ในเมื่อทุกอย่างลงตัวกันได้ ก็ถามความเป็นมาของเขา เขาก็เล่าความเป็นมา ถามว่า การที่เขาเคลื่อนที่มาจากโลกโดยต้องใช้ระยะเวลาบินกี่ชั่วโมง เขาถามว่าเป็นเวลาของโลกชมพูใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่ ที่ถามนั้นก็เป็นพวกที่มาจากโลกทิศตะวันออก เป็นโลกใหญ่ ใกล้ ๆ หน่อย ไม่ไกลนัก แต่ไกลกว่าโลกของเราไปดวงจันทร์ เขาก็บอกว่า การใช้เวลาเดินทางมาที่นี่ ถ้าใช้เวลาของโลกชมพู ก็ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ก็ถามเขาว่า โลกของท่านจริง ๆ อยากจะทราบว่า มันมีมืด มีสว่าง เหมือนกับโลกชมพูไหม เขาก็ตอบว่าโลกของเขาไม่มีมืด มีแต่สว่าง

    ถามเขาว่า เวลาการนอน การพักผ่อนจะมีไหม เขาบอกว่ามี แต่การพักผ่อนไม่เสมอกัน คนนี้นอนเวลานี้ ตื่นเวลานั้น คนนั้นนอนเวลานี้ ตื่นเวลานั้น ก็เรียกว่า ทั้งเมือง ทั้งบ้านจะมีคนตื่น และคนหลับอยู่ตลอดเวลา การงานที่เขาทำทั้งหมด จะไม่มีอะไรคั่งค้าง ฟังแล้วน่าก็น่าปลื้มใจ นอนต่างเวลากัน ทำงานต่างเวลากัน ของเขามีสงว่างตลอด ก็ถามถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เขาบอกว่า เขามีครบครัน อันนี้ไม่ต้องอธิบาย ก็รวมความว่า ที่นี่มีความสะดวก ไม่ต่างไปจากโลกก็ได้ คนละโลกก็พูดรู้เรื่องกัน หันไปดูเจ้าหน้าที่เขาทักทายปราศรัยกันแบบกันเองทุกอย่าง พูดก็เหมือนกัน คล้าย กับว่า เขาจะมีภาษากลางของเขาแต่ถ้าเราฟังภาษากลางของเขาแล้ว มันเหมือน คล้าย ๆ ภาษาญี่ปุ่น สั้น ๆ อีโละโก๊เก๊ะเสียงหนัก ๆ เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น

    ในเมื่อถึงจุดนี้แล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่นำไป ถามว่า นอกจาพาหนะบนผิวดิน คือรถยนต์ แล้วก็บนอากาศ คือเครื่องบิน หรือเครื่องร่อน นอกจากนั้น พานหะของท่านมีที่ ไหนบ้าง เขาบอกว่า นอกจากบนผิวดิน และนอกจากอากาศ ก็มีใต้ดิน ก็ถามว่า มีอะไร บอกว่า มีรถไฟ มีรถยนต์ มีเมืองใต้ดิน แต่ความจริง เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะโลกชมพูเรามีอยู่แล้ว ใต้ดินหลาย ๆ ประเทศ อย่างที่ประเทศอเมริกาก็มี ประเทศญี่ปุ่นก็มี หลาย ๆ ประเทศ เขาก็มีรถไฟใต้ดิน มีรถยนต์ใต้ดิน มีสถานอาคารใต้ดิน เขาก็มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ของแปลก โลกเราก็มี โลกเขาก็มี แต่ว่า อยากจะถามเขาว่า เมืองใต้ดิน เป็นเมืองใหญ่ไหม เขาก็บอกว่า ใหญ่พอดู ถามว่า เส้นทางของเมืองใต้ดิน ใช้ความกว้างประมาณเท่าไร เอาเฉพาะเส้นทาง เขาบอกว่า เส้นทางเมืองใต้ดิน มี คือ รถยนต์ใต้ดิน รถไฟใต้ดินก็ตาม เป็นเส้นทางเดิน ก็มีความกว้างถ้าจะเทียบกับของเราก็ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นความกว้าง ถามเขาว่า เวลาขุดทางมันผ่านภูเขา ผ่านหินไหม เขาบิกว่า ผ่าน ก็ถามว่า ทำได้อย่างไร เขาบอกว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนสร้างเครื่องจักร บริษัทสร้างเครื่องจักรเขามีความรู้ ความสามารถ เขาทำได้

    เอาละท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟัง คุยกันไปคุยกันมามองดูเวลา เหลือ นาทีเศษ ๆ ก็คงต้องลาก่อน เพราะจะหมดเวลา ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคงสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟัง และผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี
     
  20. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +89
    ๒๑.จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ ตอนที่ 5

    ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายและท่านผู้อ่านทั้งหลายต่อนี้ไปก็มาพบกับเรื่องของดาวถุงดำขอท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังทั้งหลายโปรดทราบและจงอย่าลืมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนิทานเรื่องจริงๆก็มีอยู่ว่านักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเขาส่องกล้องเห็นดาวถุงดำใช้ศัพท์ว่าอย่างนี้ไอ้เจ้าดาวถุงดำนี้พฤติการณ์มีอยู่ว่าอะไรก็ตามถ้าเข้าไปใกล้มันมันดูดเข้าไปหมดแม้แต่แสงต่างๆก็ดูดเข้าไปจนกระทั่งมองไม่เห็นมีแค่นี้

    ต่อมาก็นำเอาเรื่องดาวถุงดำมาตั้งต้นเป็นนิทานเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาแล้วก็ตามที่จะว่ากันต่อไปก็ตามเป็นนิทานทั้งหมดและเรื่องของนิทานอาจจะพาดพิงธรรมะบางก็เป็นของธรรมดาก็รวมความว่าต่อไปนี้ก็มาฟังกัน

    หลังจากได้ติดตามท่านเจ้าของถิ่นไปชมสถานที่เมืองต่างๆและยานพาหนะต่างๆตลอดจนกระทั่งยานไปโลกต่างๆด้วยได้ชมยานพาหนะที่โลกต่างๆมาสู่โลกนี้ความจริงฟังแล้วก็ครึ้มดีแต่ถ้าเป็นจริงตามนั้นจะดีมากเลยหลังจากนั้นก็ลงมาที่เกาะขอโทษยังไม่ถึงเกาะที่ชายมหาสมุทรที่เมืองท่าก็ให้ท่านเจ้าของถิ่นพาชมเมืองต่างๆก็รวมความว่าความเป็นมาทุกสิ่งทุกอย่างของเรากับของเขาคล้ายคลึงกันแต่ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกชมพูนี้เองคนพูดก็ไม่รู้ทั้งหมดว่ามีอะไรมาบ้างแต่เรื่องราวของวิทยาศาสตร์เราต้องยอมรับ

    เป็นอันว่าเขามีการคล่องตัวทุกอย่างทั้งค้าและทั้งขายคล่องตัวทั้งหมดสิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่าทางใต้ดินที่เรียกกันว่าอุโมงค์หรือเมืองใต้ดินที่เขาบอกว่าของเขามีแต่ความจริงที่โลกสีชมพูเราก็มีเท่าที่ทราบอย่างอเมริกาเขาก็มีอย่างญี่ปุ่นก็มีและมีหลายๆประเทศมันก็เป็นของไม่แปลกสำหรับคนผู้ฟังแต่สำหรับผู้พูดเองก็รู้สึกว่าแปลกเพราะไม่เคยไปเคยแต่ลงอุโมงค์ที่ฮ่องกงมันก็เป็นอุโมงค์ใต้น้ำเฉยๆ

    ก็เลยตามเข้าไปดูก็ปรากฏว่าทางใต้ดินของเขามีความกว้างประมาณ๔กิโลเมตรจริงมันกว้างมากไม่ใช้เฉพาะรถรถก็มีสองทางทางไปและทางมารถไม่สวนกันเดินกันคนละทางและก็เลนที่สำหรับใช้วิ่งรถก็หลายเลนด้วยกันรถมีมากแต่ว่าใต้ดินนี้ถามเขาว่ายานเหาะมีไหมเขาบอกว่าสถานที่มันต่ำยายเหาะไม่มีแต่ว่ารถของเขาก็ดีมีทั้งรถไฟมีทั้งรถรางมีทั้งรถยนต์แต่ก็ขาดรถเจ๊กกับรถม้าของเขาไม่มีของเราเคยมีทั้งสองข้างทางไม่เปลี่ยวมีบ้านเรือนโรงมีตึกมีห้องแถวเป็นแถวๆไปก็มีคนมากบ้างน้อยบ้างไม่มากนักแต่พอนั่งรถไปประมาณสัก๓๐กิโลเมตรก็จะเจอะเมืองใหญ่ๆ

    ในเมืองนี้ท่านเจ้าของถิ่นบอกว่าจะมีพลเมืองในเมืองนี้ประมาณ๒แสนคนมันก็ไม่เล็กคือว่าเขาขุดอุโมงค์ลึกออกไปข้างๆตั้งตึกแถวบ้านช่องเรือนโรงคนจริงๆที่อยู่รู้สึกว่าทุกคนมีความสดชื่นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสถ้าจะถามว่ามีอะไรบ้างถ้าบอกไปเมืองเราก็มีหมดแล้วเพียงแต่บอกว่าที่นี่เขามีตุ๊กตาตุ๊กตาบ้านเราก็มีมีผู้ชายกับผู้หญิงผู้ชายกับผู้หญิงบ้านเราก็มีแต่ก็ไม่ได้ถามเขาว่าเมืองนี้มีกระเทยหรือเปล่าและหลังจากนั้นก็จะถามเขาอีกว่ามีอะไรบ้างก็ไม่น่าแปลกไม่น่าถาม

    แต่ว่าสิ่งที่ถามก็คือว่าเมืองนี้ขุดลงลึกใต้ดินประมาณเท่าไรเจ้าหน้าที่ที่นำไปเขาบอกว่าเขาก็ไม่ได้ถามช่างเหมือนกันแต่รู้สึกว่ามันลึกมากถามเขาว่าเวลานี้อยู่ใต้ระดับน้ำทะเลไหมเขาบอกว่าไม่ใช่ใต้ระดับน้ำทะเลใต้ท้องทะเลลึกลึกกว่าท้องทะเลลงไปอีกเส้นทางนี้ทั้งหมดลอดมหาสมุทรลอดใต้เมืองพื้นแผ่นดินด้วยแล้วก็ลอดมหาสมุทรด้วยไปตามเมืองเกาะกลางน้ำต่างๆซึ่งมีหลายเมืองก็ถามเขาว่าเมืองทั้งหลายเหล่านั้นมันเป็นเมืองขึ้นหรือเปล่าเขาบอกว่าเปล่าไม่ใช่เป็นเอกราชเขาเป็นเมืองปกครองกันเอง

    ก็เลขบอกเขาว่าอยากจะไปในเมืองนั้นเขาบอกไปได้จะนำไปแล้วก็นั่งรถไปชมทิวทัศน์ทั้งสองข้างอย่างสะดวกสบายมีความสุขพอไปถึงบริเวณอีกเมืองเมืองหนึ่งใต้บาดาลเมืองนี้ไม่โตนักเป็นเมืองเล็กๆเขาบอกว่ามีพลเมืองประมาณ๒หมื่นคนเขาบอกว่าที่เมืองเมืองนี้แหละเป็นทางมีทางขึ้นเมืองในเกาะในทะเลเมืองที่อยู่กลางมหาสมุทรหรืออยู่กลางทะเลเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์แบบนี้แหละ

    แต่ก็มีทางขึ้นบกก็บอกเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบกก็บอกเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบกเขาก็นำวิ่งรถไปเรื่อยๆรู้สึกว่าความเป็นเนินขึ้นทีละน้อยๆขึ้นสะดวกมากลาดชันน้อยๆถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้สึกสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ปรากฏว่าขึ้นเหนือพื้นแผ่นดินก็ปรากฏว่าไอ้ที่ตรงนั้นเป็นเมืองเกาะมีเกาะน้ำล้อมรอบแต่ไม่ใช่เกาะเล็กๆที่ทราบว่าเป็นเกาะน้ำล้อมรอบก็เพราะว่าขึ้นชายเกาะเห็นน้ำเป็นแนวไกลแต่ว่าถ้าจะมองตัดผ่านศูนย์กลางให้ดูด้านเกาะทางโน้นไม่เห็นกันแน่มันไกลมาก

    ถามเขาว่าเกาะนี้มีเนื้อที่กี่ตารางกิโลเมตรเขาบอกว่ามีเนื้อที่ประมาณ๒แสนตารางกิโลเมตรก็เป็นเมืองใหญ่มากก็เป็นประเทศประเทศหนึ่งและก็ถามเขาบอกว่าถ้าหากว่าเมืองนี้อยู่กลางเกาะลมพายุหนักๆจะมีไหมเขาก็บอกว่าถ้าหากว่าลมพายุหนักๆเข้ามาเมืองนี้มันไม่กลางเป็นเมืองใต้น้ำหรือเขาก็บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่เขาอยู่กลางทะเลมาเป็นประจำเขามีการป้องกันกระแสน้ำไม่ให้น้ำมีกำลังแรงนักเมื่อขึ้นไปบนเกาะของเขาแล้วผู้นำเขาก็พาไปชายทะเลไปไกลห่างกันประมาณ๓กิโลเมตรก็เห็นกำแพงสูงตระหง่าน

    กำแพงมีความสูงมากก็ลืมไปไม่ได้ถามเขาว่ากำแพงที่เห็นมันสูงกี่เมตรกันแน่มันสูงกว่าศรีษะหลายๆเท่าเป็นกำแพงกั้นรอบๆเท่าที่ตาเห็นเป็นกำแพงกันรอบชายน้ำทั้งหมดเขาจึงพาเข้าไปทางประตูที่ออกพอถึงทางออกก็มีทางออกใหญ่ที่เรียกว่ารถขนาด๕-๖คันเรียงเข้าไปยังไม่เต็มทางเมื่อออกทางนั้นแล้วก็ไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะกำแพงอีกด้านหนึ่งอีกชั้นหนึ่งหรืออีกตอนหนึ่งเป็นกำแพงกั้นตรงเลี้ยวซ้ายไปนิดหนึ่งเดินไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะประตูทางออกต่อไปเมื่อเดินตรงไปแล้วก็ไปเจอกำแพงอีกชั้นหนึ่งเป็นกำแพงสูงเหมือนกัน

    ถามเขาบอกว่ากำแพงนี้เขาทำไว้ทำไมผู้นำก็บอกว่ากำแพงนี้ชาวเกาะเขามีความฉลาดคลื่นลมตามธรรมดาถ้าธรรมดาๆแล้วเขาไม่กลัวกันแต่ก็เป็นธรรมดาอยู่เองคลื่นลมที่มีความแรงมากมีอยู่แต่คลื่นลมจะแรงมากจะขนาดไหนก็ตามจะทำลายบ้านเรือนเขาไม่ได้เพราะว่าเขาชินต่อการป้องกันแต่ทว่ากระแสน้ำอาจจะตีขึ้นเกาะเขาได้ฉะนั้นเขาจึงหาทางป้องกันแระแสน้ำน้ำส่วนที่กระแทกกำแพงจะต้องสะท้อนกลับไปมหาสมุทรส่วนที่เหนือขึ้นไปนั้นเหนือกำแพงขึ้นไปก็จะตกลงในช่วงช่องของกำแพงถ้าคลื่นมาอีกก็เป็นแบบนี้จะทำให้กระแสน้ำมีกำลังอ่อนก่อนที่ไหลเข้าเกาะ

    การจะไหลเข้าก็ไหลลำบากเพราะช่องไม่ตรงกันมันเยื้องกันกระแสน้ำที่ไหลเข้าแล้วและตกแล้วก็ไหลออกมหาสมุทรเขาทำแบบนี้เขาบอกว่าเป็นการป้องกันแผ่นดินเขาเปียกน้ำได้ดีมากคือว่าน้ำจะไม่เข้าถึงแผ่นดินใหญ่ถ้าเข้าถึงบ้างก็มีเล็กน้อยมีแต่กระแสน้ำฝนกระแสน้ำของคลื่นจริงๆไม่สามารถจะเข้าถึงเพราะกำลังของคลื่นจะตกลงในระหว่ากำแพงที่เขากั้นไว้มองดูเขาก็ชื่นในในความฉลาดแต่ความจริงเรื่องความฉลาดอย่างนี้ก็ถือว่าไม่ใช่ความฉลาดเป็นพิเศษทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนทุกคนย่อมคิดได้คนทุกคนสามารถสั่งการได้แต่ทุนทรัพย์ที่จะพึงทำมันไม่มี

    หลังจากนั้นก็ชวนเขาเข้าไปในเขตตลาดเข้าไปในเมืองเข้าไปในเมืองก็มีสภาพเช่นเดียวกันมีของทุกอย่างพร้อมมูลบริบูรณ์ทั้งหมดคนก็รูปร่างลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกันทั้งบนบกและในทะเลคล้ายคลึงกันมากไม่แตกต่างกันอย่างคนไทยกับฟิลิปปินส์ก็มองยากเหมือนกันคล้ายคลึงกันมากคนของเขาก็มีสภาพแบบนี้ไม่เหมือนเช่นเรากับญี่ปุ่นของเราพอถึงญี่ปุ่นแตกต่างไปเยอะแล้วพอเข้าไปในอินโดนีเซียก็รู้สึกว่าแตกต่างกันมากสังเกตง่ายแต่คนไทยกับฟิลิปปินส์สังเกตยากเว้นไว้แต่พูดถ้าไม่พูดจะไม่รู้ว่าใครเป็นใครสังเกตกันยากข้อนี้ฉันใดเมืองของเขาเมืองนี้กับเมืองบนบกที่ผ่านมาแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน

    ในเมื่อเขาชวนเดินไปบ้างนั่งรถไปบ้างชนตลาดของเขาก็ไม่หนาแน่นเหมือนของเราคนไม่มากเท่าเราแต่สิ่งของที่ส่งมาทางเรือก็มีมากโดยมากที่มาจากบนบกมักจะเป็นพืชไร่และของป่าแต่ของที่ชาวเกาะส่งไปขายบนบกเป็นของที่ประดิษฐ์ขึ้นทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ก็รวมความว่าก็เป็นของธรรมดาอีกจึงเดินเข้าไปในจุดๆหนึ่งในที่นั้นมีสถานที่แปลกที่ว่าแปลกก็เพราะว่าเป็นตึกไม่สูงเท่าตึกอื่นตึกเขาสร้างสูงๆกว้างขวางใหญ่โตสวดสดงดงามมากมีแสงสว่างแพราวพราวไปด้วยไฟฟ้าเครื่องไฟฟ้าไม่ต้องห่วงของเขาดีแน่

    แต่ว่าสิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าสถานที่นั้นสร้างไม่เหมือนบ้านทุกหลังที่มีอยู่ที่เคยเห็นมามียอดแหลมๆและก็มีหลังคาคล้ายๆกับช่อฟ้ามีทรงแปลกๆรู้สึกว่าสวยสะดุดตาจึงถามเขาว่าสถานที่นั้นเป็นอะไรเขาบอกว่าที่ตรงนั้นเป็นศูนย์ศึกษาพระศาสนาก็ถามเขาว่าศาสนาที่เขานับถือเป็นศาสนาอะไรเขาบอกว่าเรื่องศาสนาทีนี้ไม่บังคับกันใครจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้แต่ว่าทุกคนต้องปฏิบัติให้เหมือนกันหมดนั่นคือพรหมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐อันนี้ต้องเหมือนกันทุกคนในประเทศนี้และทุกๆประเทศเรียกว่าในโลกนี้ต้องปฏิบัติเหมือนกันหมดนอกจากนั้นคำสอนของท่านผู้ใดจะสอนไปแบบไหนก็ช่างเถิดแต่ว่าจะละเมิดพรมวิหาร๔กับกรรมบถ๑๐ไม่ได้

    ก็ถามเขาว่านั้นเป็นเรื่องทั่วๆไปแต่ศาสนาจริงๆที่ยอดรับนับถือกันส่วนใหญ่เขาบอกว่านั่นก็คือพระพุทธศาสนาก็ถามเขาว่าพระพุทธศาสนายอรับนับถือกันมาตั้งแต่เมื่อไรเขาบอกว่าบรรพบุรุษบอกมาว่านับถือพุทธศาสนากันจริงจังเมื่อ๒,๕๐๐ปีเศษนับอายุหรือนับปีในจักรวาลของโลกชมพูแต่จักรวาลของโลกเขาเขาไม่ได้บอกแต่คนของเขาจริงๆถ้านับอายุในโลกสีชมพูแล้วจะมีอายุถึง๑๒,๐๐๐ปีเป็นอายุขัยฉะนั้นเวลานี้คนที่นำทางเขานับอายุในโลกของเราได้๘,๐๐๐ปีในเมื่อเขามีอายุตั้ง๘,๐๐๐ปีเขาก็ต้องพบพระพุทธศาสนาแน่เลยถามเขาบอกว่าพระที่มาเทศส่วนใหญ่เป็นใครเขาบอกว่าในสมัยนั้นจริงๆส่วนใหญ่เป็นพระโมคคัลลาน์

    แล้วก็ถามว่าพระองค์อื่นมาบ้างไหมเขาก็บอกว่ามาถามว่าการมาของท่านท่านมาอย่างไรเขาบอกว่าท่านก็ลอยมาแบบนี้แหละเป็นพระที่ลอยได้ก็บอกับเขาว่าเวลานี้พระโมคคัลลาน์นิพพานไปแล้วเขาทราบไหมเขาบอกว่าเขาทราบถามเขาว่าเขารู้จักพระพุทธเจ้าไหมเขาบอกว่าเขารู้จักถามว่าเคยเห็นตัวไหมเขาบอกว่าเขาไม่เคยเห็นตัวไม่เคยเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารูปร่างลักษณะอย่างไรเอาตัวจริงๆกันแต่พระโมคคัลลาน์เคยทำปาฏิหาริย์ให้เห็นให้เห็นพระพุทธเจ้ามีรูปร่างลักษณะสวดสดงดงามมากก็ถามเขาว่าเวลานี้พระอรหันต์ทั้งหลายท่านนิพพานไปแล้วยังจะมีพระอะไรมาสอนบ้างไหมเขาก็บอกว่ามี

    ถามเขาว่าท่านมาบ่อยๆหรือนานๆมาครั้งเขาบอกว่าถ้าจะนับเวลาในโลกชมพูกันจริงๆก็จะประมาณ๓เดือนมีมาครั้งหนึ่งก็ถามเขาว่า๓เดือนท่านมาครั้งหนึ่งรู้สึกว่านานไปไหมเขาก็ตอบว่าไม่นานเพราะคำสอนของท่านแต่ละอย่างท่านสอนไว้แม้จะน้อยแต่ว่าเราก็ปฏิบัติกันไม่ค่อยได้ถ้าจะใช้คำว่านานก็หมายความว่าปฏิบัติได้แล้วนานแล้วท่านไม่มาต่อให้อันนี้ควรจะว่านานและความรู้การปฏิบัติที่ท่านสอนพวกเราพวกเราปฏิบัติไม่ค่อยจะถึง

    ท่านจึงถามเขาว่าในเมื่อทุกคนที่นี่ตั้งอยู่ในพรมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐และคำสอนของพระโมคคัลลาน์ท่านสอนอย่างไรต่อไปอีกเขาบอกว่าท่านก็แนะนำให้ละสังโยชน์สังโยชน์มี๑๐อย่างถ้าพูดไปแล้วก็เหมือนของเราก็บอกว่าการละสังโยชน์๑๐โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังโยชน์๓เบื้องต้นท่านทำได้ไหมเขาบอกว่าเขาทำได้แต่มันไม่หมดการทรงตัวยังไม่แน่แท้นักก็ถามว่าข้อไหนที่ถือว่ายากที่สุดเขาบอกว่าทุกข้อไม่ยากแต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่าทำได้จริงๆอันนี้เขาไม่ประมาทจริงๆ

    ก็เลยบอกว่าในเมืองโลกนี้ทั้งโลกบังคับว่าต้องปฏิบัติในพรหมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐ในเมื่อสองอย่างนี้ครบถ้วนทุกคนก็เป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามีได้แล้วคือว่าทุกคนยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆฺ์และถ้าปฏิบัติในศีลและกรรมบถ๑๐ได้ครบถ้วนก็เป็นพระอริยะเบื้องต้นคือพระโสดาบันหรือสกิทาคามีเขาบอกว่า๒อย่างนี้ไม่หนักแต่มันหนักอีกอย่างหนึ่งถามว่าหนักอะไรเขาก็ตอบว่าหนักในการเห็นตัวทุกข์คนโลกนี้จริงๆไม่ค่อยจะเห็นทุกข์ทุกอย่างมันสุขหมดจะกินเมื่อไหร่ก็มีกินจะนอนเมื่อไหร่ก็ได้อันตรายๆก็ไม่มีการระมัดระวังต่างๆก็ไม่มีนอนหลับตื่นขึ้นมาของหายแบบโลกชมพูก็ไม่มีนั่งอยู่ดีๆถูกจี้เอาเงินเอาทองไปแบบโลกชมพูนี้เขาสรรเสริญโลกชมพูเราน่ะ

    เป็นอันว่าโลกชมพูของเราเขาสรรเสริญมากกว่านักจี้ก็มีนักปล้นก็มีนักล้วงกระเป๋าก็มีมีทุกอย่างเขาบอกว่ายิ่งไปกว่านั้นโลกชมพูยังมีความรู้พิเศษคือความรู้บวกคำว่าบวกหมายถึงว่าหากำไรของอย่างนี้ซื้อมาเท่านี้บอกราคาเท่าโน้นแล้วขายเท่าโน้นต่อไปอีกของซื้อมาหนึ่งบาทบอกว่าหกสลึงขายสองบาทในขณะที่บอกราคานี้เป็นกำไรในตัวอย่างนี้เขาเรียกว่าบวกอย่างนี้โลกชมพูก็มีแต่ว่าชินโลกนี้ไม่มีพอเขาพูดให้ฟังก็มีความเข้าใจว่าคนโลกนี้ไม่เข้าใจในทุกข์

    และเขาพูดต่อไปว่าข้อหนึ่งของสังโยชน์นั้นคือสักกายทิฏฐิที่พระโมคคัลลาน์สอนให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีในเราคือเรากับร่างกายแยกกันออกไปร่างกายถ้ามันตายแล้วเราไม่ตายเรามีความดีคือบุญทำไว้ไปสวรรค์บ้างพรหมโลกบ้างไปนิพพานบ้างถ้าเรามีความชั่วมีบาปเช่นปาณาติบาตเป็นต้นก็ไปเกิดเป็นเปรตบ้างอสุรกายบ้างสัตว์เดรัชฉานบ้างลงนรกไปบ้างและให้ถือว่าว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยงความตายเป็นของเที่ยงความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ได้อย่างนี้คนโลกนี้ไม่เข้าใจ

    ก็ถามเขาว่าทำไมถึงไม่เข้าใจเขาก็บอกว่าคนโลกนี้จริงๆจะต้องมีอายุ๑๒,๐๐๐ปีมันไม่ตายจะถือว่าความตายจะเข้าถึงเราเมื่อไรก็ได้มันก็นึกไม่ออกนึกได้แต่เพียงว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความตายเป็นที่สุดแต่ก็มองไม่เห็นทุกข์คิดว่าถ้าเราเกิดมาเป็นคนต่อไปอีกเราก็มีความสุขอย่างนี้เวลานี้มีความสุขเราไม่มีรถใช้เราก็โดยสารรถได้ราคารถก็ไม่แพงเราไม่มีเครื่องบินใช้เราก็โดยสารเครื่องบินได้จะไปเมื่อไรก็ได้เครื่องบินมีเยอะค่าพาหนาะก็ถูกคือว่าประเทศนี้ไม่ได้ใช้น้ำมัน

    ก็รวมความว่าคุยกันไปคุยกันมาเวลามันก็มากคนฟังรำคาญหรือเปล่าก็ไม่ทราบเมื่อสรุปแล้วคนโลกนี้คิดว่าพระโสดาบันเป็นของยากและยากข้อเดียวคือสักกายทิฏฐิก็น่าเห็นใจเขาแต่ความเคารพในพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระอริยสงฆ์เขามีจริงหลังจากนั้นก็ชวนบอกว่าถ้าอย่างนั้นอาคารหลังนี้เป็นอาคารสอนศาสนาใช่ไหมเขาบอกว่าใช่ถามเขาว่าเวลานี้มีพระมาไหมเขาแลเห็นธงสีเหลืองยกขึ้น

    เขาบอกว่าเวลานี้พระกำลังเทศน์แล้วก็บอกเขาว่าถ้าอย่างนั้นต้องขออภัยที่รบกวนท่านทำให้ท่านไม่มีโอกาสได้ฟังเทศน์เขาก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรที่นี่เป็นเมืองเกาะสำหรับเขาเขาฟังมาแล้วจากเมืองบนพื้นดินพระท่านเทศน์ที่โน่นแล้วก็มาเทศน์ที่เมืองบนเกาะนี้ก็ถามเขาว่าเวลาที่พระเทศน์เราจะเข้าไปได้ไหมเขาบอกว่าพระท่านเทศน์ความจริงท่านไม่ได้พูดคนเดียวท่านพูดกับคนเป็นแบบสนทนากันเรียกว่าเทศน์ท่านถามถึงความเข้าใจในเรื่องที่ท่านพูดไหมอย่างนี้เข้าใจไหมอย่างนั้นเข้าใจไหมเรียกว่ารู้เรื่องกันเราเข้าไปได้มาถึงเมื่อไรก็ฟังเทศน์ได้คุยเทศน์ได้คำว่าคุยเทศน์ก็หมายความว่าเราถามได้จึงชวนให้เขานำเข้าไปในสถานที่สอนศาสนา


    พอเข้าไปในสถานที่นั้นก็ปรากฏว่าที่บริเวณกว้างขวางจริงๆตึกด้านหน้าที่มองเห็นด้านหน้าเป็นมุขแสดงว่าที่นี่เป็นที่สอนศาสนาแต่เข้าไปข้างในเป็นตึกใหญ่มากบริเวณกว้างขวางมากมาแสงสว่างมีความเย็นดีมากและเครื่องขยายเสียงเขาก็ดีมากจริงๆใครจะพูดเมื่อไรก็ได้ยินกันทั่วเมื่อนั้นไมโครโฟนเขาก็ไม่ต้องตั้งให้ชูสูงอย่างไมโครโฟนของเราอย่างที่คนพูดนี้ไมโครโฟนตั้งสูงของเขามองไม่เห็นอยู่กับพื้นนั่งโต๊ะปุ๊บเป็นพบไมโครโฟนคือช่องเล็กๆและก็พูดได้ทันทีใครพูดขึ้นมาคนอื่นได้ยินหมด


    เมื่อเข้าไปในที่นั้นเจอะพระท่านกำลังนั่งอยู่บนธรรมาสน์งามสง่ามากองค์โตกว่าคนธรรมดามากใหญ่มากก็ทราบได้ทันทีว่าการแสดงองค์แบบนั้นต้องเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ก็ถามคนที่เขานำว่าองค์นี้พระอะไรเขาบอกว่าองค์นี้คือพระโมคคัลลาน์ที่ท่านบอกว่าพระโมคคัลลาน์นิพพานแล้วสำหรับโลกโน้นแต่โลกนี้พระโมคคัลลาน์ไม่เคยนิพพานท่านมาตามเวลาของท่านจริงๆองค์ใหญ่ขนาดนี้คนในพื้นพิภพนี้ทั้งหมดเรียกว่าโลกนี้

    ทั้งหมดเขาเรียกองค์นี้ว่าเป็นพระใหญ่ที่บางคนในโลกชมพูเขามีคนมาแล้วนะไม่ใช่มีแต่เฉพาะคณะของท่านเขามีคนมาแล้วเขาเคยถามว่าโลกนี้มีพระพุทธศาสนาไหมก็บอกเขาว่ามีเขาถามว่าพระอะไรมาสอนก็บอกเขาว่าส่วนใหญ่พระองค์ใหญ่มาสอนคำว่าพระองค์ใหญ่ก็หมายถึงพระโมคคัลลาน์เวลานั้นท่านกำลังเทศเข้าไปด้านนั้นรู้สึกว่าท่านหันมาข้างหน้าแต่คนนั่งทุกๆด้านก็มีความรู้สึกว่านั่งข้างหน้าท่านทั้งหมดอันนี้เป็นปาฏิหาริย์ใหญ่ตามบาลีบอกว่าอาการอย่างนี้จะแสดงได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่นั่นก็หมายความว่าทุกองค์ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่เวลานี้อัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูคือพระโมคคัลลาน์ท่านนิพพานไปแล้ว


    คำว่านิพพานแปลว่าสูญเมื่อวันที่๑๖เด็กนักเรียนสตรีวิทยามาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดท่าซุงเธอถามว่านิพพานเขาบอกว่าสูญใช่ไหมก็ตอบว่าเขาแปลว่าสูญเธอก็ถามว่าสูญหมายถึงสลายไปเลยหารไปเลยใช่ไหมก็ตอบว่าใช่เธอก็ถามว่าเวลาปฏิบัติกรรมฐานจริงๆทำไมจึงมีความรู้สึกสัมผัสนี่เป็นอันว่าเด็กนักเรียนเธอบอกว่านิพพานมีความรู้สึกสัมผัสสัมผัสรู้ว่านี่เป็นนิพพาน

    จะพูดกันง่ายๆก็หมายความว่านิพพานนี่เธอสัมผัสมีตัวมีตนก็เลยบอกกับเธอว่านิพพานก็ดีสวรรค์ก็ดีพรหมโลกก็ดีเป็นต้นเขาเรียกว่านามธรรมแต่สิ่งที่ประสบของเธอเป็นรูปขึ้นมาเขาเรียกว่ารูปในนามคือส่วนที่เป็นนามก็มีรูปของนามเราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อก็ต้องใช้กำลังจิตสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกล่าวว่าต้องใช้ทิพพจักขุญาณสัมผัสใช้ตาเนื้อไม่ได้ต้องใช้ตาใจคือตาเป็นทิพย์


    เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูเวลาเหลือนาทีเศษๆก็จะหมดเวลาแล้วขอลาก่อน
    ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่านสวัสดี
     

แชร์หน้านี้

Loading...