ฉบับที่ ๖๘ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย paang, 23 พฤศจิกายน 2009.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    name68.jpg page1.jpg <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD>
    ช่วงแรกของเล่ม "จารชนในสายฝน" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนมกราคม ๒๕๔๖(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: แล้วอย่างที่ท่านต้องการคืออะไรครับ ?

    ตอบ: คือกำลังใจที่ว่า หลับและตื่น ความรู้สึกมันจะเท่ากัน เคยได้ยินเขาแปลบทสวด อิติปิโสฯ มั้ย ? อิติปิโส ภะคะวา องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานั้น อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดยชอบ มันไปสำคัญตรง พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จริง ๆ ทุกอย่างก็คือ เป็นความสำคัญเป็นพระนามของท่านทั้่่งหมด แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงตรงจุดคำว่า "พุทโธ" ผู้รู้ ผู้ตื่น ก็เห็นท่านนอนเหมือนคนอื่น ตื่นได้อย่างไร ? คือกำลังใจของท่านจะทรงตัวอยู่เสมอ มีสติอยู่ตลอด จะหลับ จะตื่น จะยืน จะนั่ง กำลังใจทรงอยู่ในสติตลอด หลับก็เหมือนตื่น

    ถาม : ถ้าอย่างนี้ผมก็ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ?

    ตอบ: ไม่แน่ บางทีก็ได้แค่นั้นไปตลอด มันต้องซ้อม ตั้งใจทำ ทำอย่างไร เราจะไม่หลับ สังเกตมั้ยว่า พอกำลังใจเราพลาดในองค์ภาวนาปุ๊บ มันวูบหลับไปเลย นั่นแหละ ห้ามพลาด! ถ้าเราไม่พลาด กำลังใจมันก้าวสู่ปฐมฌานละเอียด คราวนี้ปีติมันเกิด มันจะโพลงอยู่ คราวนี้มันไม่หลับ สติมันจะรู้ตลอด ทำอย่างไรจะให้กำลังใจของเรา ก้าวข้ามไปเป็นปฐมฌานละเอียดได้เลย โดยไม่ต้องไปผ่านตัวหยาบ ให้มันหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้มากกว่านี้หน่อย ตั้งใจให้มากกว่านี้หน่อย สติต้องตามให้มั่นคงกว่านี้

    ถาม : แสดงว่าไม่ได้นอนทั้งคืน ?
    ตอบ: นอนทั้งคืน แต่จิตตื่นอยู่ ตัวเองกรนยังได้ยินตัวเองกรนเลย แต่จิตมันไม่ได้หลับ ธรรมชาติของจิตของเรา เขาไม่ได้หลับอยู่แล้ว แต่เนื่องจากความหยาบของนิวรณ์มันกดอยู่ มันก็เลยหลับ เพราะว่าสติมันขาด

    ถาม : แล้วนอนไม่รู้สึกตัว ?
    ตอบ: ไม่รู้สึกตัวนี่แหละ จิตมันหยาบไป ถ้าหากว่าจิตมันละเอียด นอนอยู่มันรู้ว่านอน จะตื่นยังต้องถามตัวเองว่า พร้อมจะตื่นหรือยัง

    ถาม : ถูกทางแต่ยังไม่ถูกที่ ?
    ตอบ: ก็บอกว่าทำถูก แต่ยังไม่ได้อย่างที่หลวงพ่อท่านต้องการ อาตมาเอง สมัยก่อนก็เหมือนกัน ถึงเวลาก็หลับ ๆ ก็ช่างมัน เราก็ถือว่าเรากำไร แต่พยายามที่จะฝึก เพื่อให้มันไม่หลับ แล้วในที่สุด พอวันที่ทำได้ แหม...มันมีความสุข ตอนนี้พอจะลุ้นกับกิเลสได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ตอนตื่นอยู่ มันสามารถที่จะควบคุม บังคับกิเลสให้อยู่ในกรอบได้ หลับอยู่ โอ้โห ! มันฝันไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว บางทีฆ่าเขาทีทั้งกองทัพเลยอะไรอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนกลางวัน แหม...คุมอารมณ์ใจ ทรงฌานได้แจ๋วเลยนะ ยังไงกูก็ไม่รัก โลภ โกรธ หลง กับใคร กลางคืนเผลอฝันหน่อยเดียว ฆ่ากระจายเลย (หัวเราะ)

    นั่นแหละ มันกินเราตอนกลางวันไม่ได้ มันก็กินเราตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นหลับกับตื่น กำลังใจต้องเท่ากัน ถึงจะสามารถรบกับกิเลสได้ ไม่อย่างนั้นเสียท่ามันตลอด สรุปว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ของเรา ผู้รู้ ผู้ตื่น ยังไม่ถึงเลย เพราะฉะนั้น อย่าไปหวังเลยว่ามันจะเบิกบาน

    ถาม : แล้วอย่างนี้ผมควรจะเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นนั่้งหรือเปล่าครับ หรือว่าจะนอนอย่างนี้ต่อไป?
    ตอบ: ก็แล้วแต่ ถ้ากลัวหลับก็ลุกนั่ง นั่งเสร็จก็หัวทิ่มต่อ (หัวเราะ)

    สมัยที่เริ่มหัดอยู่ อาศัยอยู่ ๓-๔ เล่ม จะมี คู่มือปฏิบัติกรรมฐาน, กรรมฐาน ๔๐, มหาสติปัฏฐานสูตร แล้วก็ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า มาตอนหลังก็เพิ่ม ธรรมะปกิณกะเข้าไปด้วย ธรรมะปกิณกะ แปลว่า ธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช่มั้ย ที่ไหนได้หลวงพ่อยันเอาออรหันต์ทุกบทเลย(หัวเราะ) อ่านจนจำได้ทุกหน้าเลย บางทีที่คนถาม เราบอกให้ไปอ่านบทนั้นหน้านั้น ไปเปิดดูเถอะตรงตามนั้น ถ้าไม่อ่านจนเปื่อยเป็นเล่ม ๆ จำไม่ได้ขนาดนั้นหรอก

    แต่สมัยที่อ่าน อ่านเพื่ออาศัยโยงใจให้เป็นสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาอ่านก็เท่ากับภาวนาไปด้วย จับลมหายใจเข้า-ออกตามไปทุกคำพูด บังคับตัวเองแทบแย่กว่าจะอ่านจบเรื่องได้ เพราะว่ามันอยากจะวางไปภาวนาเดี๋ยวนั้นเลย ก็เลยใช้วิธีอ่านหนังสือ เพื่อโยงใจให้เป็นสมาธิ

    ถาม : ฟังในเทป ?
    ตอบ: ก็ได้ อะไรก็ได้ให้ใจเขา ได้เห็น ได้ยิน ในสิ่งที่เป็นบุญ เป็นกุศล เพื่อให้จิตมันเยือกเย็น มันน้อมเข้าหาบุญ เข้าหากุศล ได้ง่าย

    ถาม : เวลาฟังนี่ ฟังจนกว่าจะไม่ได้ยินเสียงหรืออย่างไรครับ ? เวลาฟังแล้วนั่งสมาธิไปด้วย
    ตอบ: ตั้งใจฟัง พิจารณาตามไปทุกคำพูด อันไหนที่ทำได้ ให้คิดเดี๋ยวนั้นเลยว่าเราจะทำ

    ถาม : แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะนิ่งไปไหน ?
    ตอบ: แล้วจะนิ่งไปทำอะไร ถ้านิ่งมันเด็กหัดใหม่ จำไว้ ถ้าหากว่าคนที่เขาคล่องตัวชำนาญแล้ว เขาพิจารณาทำ แล้วก็ตัดสินตามไป ตรงไหนทำได้ ก็ตัดสินว่า กูเอาแล้ว ตรงไหนที่ท่านพิจารณาแยกแยะให้เราก็มองตามไปว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงมั้ย ต้องทำอย่างนั้น ถ้าจะเอาแต่นิ่งมันเท่ากับเราหัด นิ่งส่วนใหญ่สติมันขาดแล้ว หรือไม่ก็เข้าถึงฌานระดับสูง แต่จะไม่ละเอียดพอ พอเข้าฌานระดับสูงอย่างฌาน ถ้าจิตไม่ละเอียดพอ มันเหมือนกับหลับไปเฉย ๆ ความรู้สึกมันจะขาดไปเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ขาดหรอก เพียแต่จิตของเราหยาบ มันตามลมไม่ทัน ที่บอกว่าฌาน ๔ ไม่หายใจ จริง ๆ แล้วมันหายใจอยู่ แต่ลมหายใจมันเละเอียดเหลือเกิน มันเหมือนกับเส้นด้ายเล็ก ๆ ใส ๆ ละเอียดนิดเดียวเท่านั้นเอง วิ่งอยู่ระหว่างจมูกกับท้อง ถ้าเส้นนี้ขาดเมื่อไหร่ คือตาย แต่ว่าอาการภายนอก ถ้ามีคนมาจับชีพจร มันว่าเราตายไปแล้ว เพราะลมหายใจมันไม่มี มันเป็นลมละเอียด ฉะนั้นจริง ๆ แล้วมันยังหายใจอยู่ เพียงแต่ว่าเครื่องมือวิทยาศาสตร์มันสัมผัสไม่ถึง

    ถาม : เวลาฟังไปด้วย ภาวนาไปด้วย ?
    ตอบ: ก็ภาวนาไปด้วย กำลังใจจะได้มั่นคงหน่อย กำลังใจถ้ามีฌานควบคุมอยู่ อย่างต่ำปฐมฌาน ถ้าตั้งใจจะติดกิเลส หรือตั้งใจจะทำกรรมฐานกองไหน อารมณ์ใจมันตัดเข้าหาความเป็นอริยเจ้าได้ง่าย ๆ เพราะกำลังมันพอ ปฐมฌานอย่างน้อยเป็นกำลังของพระโสดาบันกับสกิทาคามี ถ้าอนาคามีนี่ต้องฌาน ๔ ไม่ได้ฌาน ๔ เป็นพระอนาคามีไม่ได้หรอก กำลังมันไม่พอที่จะดับรักดับโกรธได้

    ถาม : อย่างบางคน เขารู้สึกว่าพุทโธ ไปแค่ ๕ ครั้ง ๑๐ ครั้งเอง แต่ดูนาฬิกาปรากฎว่าไปตั้งชั่วโมงแล้ว ?
    ตอบ: อาตมาเองแค่ครั้งเดียว ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง ก็มี คือสมาธิมันลึกมาก ละเอียดมาก ทุกอย่างมันเหมือนกับว่า เพิ่งจะผ่านไปนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วมันผ่านไปนานมาก

    มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นอาตมายังอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเกาะพระฤๅษี ตื่นขึ้นมาดูนาฬิกา ก็ อ๋อ ตี ๓ ก็ลุกขึ้นมาล้างหน้า ล้างตาภาวนาไป พอตี ๔ ก็ลุกขึ้นไปเปิดเทป จะมีการเปิดเสียงตามสายตอนตี ๔ ตี ๕ ก็เริ่มทำวัตรเช้า พอทำวัตรเช้าเสร็จ มาดูนาฬิกา ตี ๔ พอดี นาฬิกาตอนนั้นทุกเรือนมันบอกว่า ตี ๕.๓๐ ตั้งนานแล้ว แต่พอเรากลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ มันตี ๔ พอดี เราก็ อ๋อ! ถ้ามีเหตุอย่างนี้ ก็แปลว่าต้องมีเรื่องสำคัญแน่ ก็จริง ๆ พอกลับเข้าถึงกุฏิ หลวงพ่อท่านก็มา ท่านดึงพรวดเดียวไปนิพพานเลย เฮ้ย! ขึ้นมาคุยกันหน่อย ท่านว่า คุยกันไม่กี่ประโยคสว่างโร่แล้ว

    ดังนั้น ถ้ากำลังใจมันยิ่งลึกมากเท่าไหร่ เวลามันจะผ่านไปเร็วเท่านั้น แต่สติเราไม่ได้ขาดนะ มันรู้อยู่ตลอด อาตมาเคยตื่นมาตี ๒.๕๕ เตรียมพร้อมที่จะภาวนาตอน ตี ๓ ก็กะภาวนาคาถาเงินล้านซักจบ แล้วค่อยลุกไปล้างหน้ าแล้วค่อยเจริญกรรมฐาน ปรากฎภาวนาคาถาเงินล้านจบ ลืมตาขึ้นมาฟ้าสว่างโร่ เพื่อนเดินบิณฑบาตแล้ว คว้าบาตรไล่เขาแทบไม่ทัน ก็คิดดูแล้วกันว่า ตี ๓ ยันบิณฑบาตกี่ชั่วโมง คาถาจบเดียว!

    ถาม : แล้วอย่างนี้ไม่ใช่สติขาด ?
    ตอบ: ไม่ใช่ สมาธิมันลึกไป ยิ่งสมาธิลึกเท่าไหร่ เวลามันผ่านไปไม่รู้ตัว ดังนั้นท่านที่เข้านิโรธสมาบัติ ท่านรู้สึกว่าแป๊บเดียวของท่าน แป๊บเดียวของท่านล่อไป ๗ วัน (หัวเราะ) ลองดูมั้ย จะได้แก่ช้าหน่อย ความรู้สึกว่าแป๊บเดียวไง ในเมื่อรู้สึกว่าแป๊บเดียวร่างกายก็ใช้งานหน่อยเดียว

    สมัยที่บวชก็ไม่พร้อม ไม่ได้คิดว่าจะบวช คราวนี้หลวงพ่อท่านขอ เพราะว่าท่านต้องการพระบวชแก้บน ก็ยังถามท่านว่าเอาซักกี่วันครับ หลวงพ่อก็หัวเราะ บวชแก้บนใครเขาเอาเยอะกัน ๗ วันก็พอ เราตอนนั้นก็เป็นโรคกลัวนรก คือมันเห็นนรกมาตั้งแต่ยังไม่ครบ ๒๐ ปีแล้ว มันก็สยองซิ มีแต่นักบวชไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ สถิติน่าจะประเภทบวช ๑๐๐ ลงไป ๙๙ กว่า (หัวเราะ) ก็เลยกลัวไม่กล้าบวช

    คราวนี้พอหลวงพ่อท่านขอ ท่านไม่เคยขออะไรเลย แล้วก็มาคิดว่า สมัยก่อนศีลมันครบ ๆ ๒๒๗ ข้อ พระท่านก็ยังกลายเป็นพระอริยะเจ้าเยอะแยะไป สมัยนี้ศีลที่เราต้องรักษา มันเหลือไม่ถึง ๒๒๗ คำว่าเหลือไม่ถึง ๒๒๗ เพราะว่าศีลเกี่ยวกับภิกษุณีก็ดี เกี่ยวกับการทำข้าวของเครื่องใช้อะไรเองก็ดี ส่วนใหญ่ระยะนี้ไม่ต้องแล้ว โยมเขาถวายเพียงพอ เท่ากับเรามีกำไรอยู่ตั้ง ๕๐-๖๐ ข้อ ในเมื่อกำไรขนาดนั้น ถ้าหากว่ามันยังเอาดีไม่ได้ ก็ให้มันตายไปเลย ว่าแล้วก็รับปากหลวงพ่อว่าบวช แต่ว่าก็ตั้งใจอยู่นั่นแหละว่า ๗ วัน บังเอิญว่าเข้าไปแล้วก็ไปเจอเรื่องสนุกเยอะแยะไปหมด ก็เลยอยู่ไปเรื่อย ๆ จนบัดนี้

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็แสนยาก เป็นมนุษย์แล้วจะได้เป็นผู้ชายก็แสนยาก เป็นผู้ชายแล้วจะมีอาการครบ ๓๒ ก็แสนยาก ครบ ๓๒ แล้วจะได้ฟังธรรมก็แสนยาก ฟังธรรมแล้วจะเลื่อมใสก็แสนยาก เลื่อมใสแล้วจะออกบวชก็แสนยาก ล่อไปกี่แสนแล้วล่ะ ?

    เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอก ปล่อยเขาเถอะ ถึงวาระ ถึงเวลา พอเขาไปก็ขี้มูกโป่งเอง เขารู้ว่าเรายังตัดเขาไม่ขาด เขาเลยไม่ไป ไม่ใช่เขาตัดเราไม่ขาด (หัวเราะ) จำไว้ว่า การที่คนเราเกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน จะเป็นพ่อ เป็นลูก เป็นแม่ เป็นสามีภรรยา อะไรก็ตาม เรื่องจะตัดกันได้จริง ๆ มันไม่มีหรอก มันต้องมีความรัก ความผูกพัน เป็นปกติธรรมดา

    พระพุทธเจ้าถ้าหากท่านไม่รักครอบครัวของท่าน ท่านจะไปโปรดพุทธมารดาทำไม ? จะไปโปรดพุทธบิดา จะไปโปรดพระประยูรญาติ ไปโปรดพระนางพิมพา ไปโปรดพระราหุลทำไม ? เพียงแต่ว่าของท่านเมื่อทำถึงระดับนั้นแล้ว กำลังใจของท่านอยู่ตรงที่ว่า ท่านทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สดุ ถ้าทำดีถึงที่สุดแล้ว ไม่สามารถสงเคราะห์ได้ ท่านจะปล่อยวาง จิตใจท่านไม่ไปกังวลอยู่ตรงนั้น ได้ทำเต็มที่แล้ว

    ดังนั้นท่านเองท่านก็มีรัก เพียงแต่ว่าท่านรักแบบประเภทเมตตา กรุณา หวังการสงเคาราะห์ ถ้าสงเคราะห์แล้ว สงเคราะห์ไม่ได้ ท่านก็จะอุเบกขา เพราะฉะนั้นประเภทคิดว่าจะรอให้ตัดได้ก่อน บอกได้ว่าฝันไปเถอะ อาตมาเคยหวังมาเหมือนกัน คิดว่าปฏิบัติในตอนเป็นฆราวาสให้มันดีไปเลย ให้ได้พระอนาคามียิ่งดี ถึงเวลาบวชไปจะได้สบาย ญาติโยมก็ไหว้ได้เต็มมือ ปรากฏว่าทำไปเท่าไหร่ มันก็คาอยู่แค่นั้น ไม่มีซักที (หัวเราะ) มัน อะ-นา-คา จริง ๆ อะ แปลว่า "ไม่มี" มันคาอยู่อย่างเดียว ไม่มี

    คราวนี้พอบวชไปนี่ สิ่งที่เคยหวังว่าจะได้ ไม่ได้นี่ มันไหลมาเทมา บังเอิญตอนนั้นอยู่กับหลวงปู่มหาอำพันพอดี ก็กราบเรียนถามท่านว่า ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะครับ ? ตอนผมเป็นฆราวาส ผมขยันกว่านี้หลายเท่านะ ทำแบบหัวไม่วาง หางไม่เว้น บางทีทรงฌานเดือนกว่า สองเดือนติดต่อกัน ไม่ยอมหลุดเลย แต่มันไมได้ แล้วทำไมมาได้ตอนบวช ? หลวงปู่ท่านบอก ตอนนี้เธอเป็นเนื้อนาบุญด้วยตัวเองแล้ว บุญใหญ่ที่เกิดขึ้นเสริมส่วนที่ขาดให้เต็ม เป็นพระนี่นะ พระนี่ทำดีก็คูณด้วยแสน ทำชั่วก็คูณด้วยแสน ส่วนที่ขาดอยู่คูณแสนก็เลยเต็ม สิ่งที่อยากได้ ก็ได้ สิ่งที่อยากมีก็มี เพราะฉะนั้นถ้ารอให้ดีก่อน ถ้าดีแล้วไม่ต้องบวชหรอกจ้ะ (หัวเราะ) ดีไม่ต้องบวชหรอกจ้ะ ไปได้เลย

    ถาม : นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง โดยใช้เท้าทำมาหากิน เขาทำบุญอะไรเป็นอานิสงส์พิเศษ ?
    ตอบ: (หัวเราะ) เราไปสรุปอย่างนั้นเอง มันไม่ได้ บุคคลที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในด้านไหนก็ตาม ส่วนใหญ่บุญเก่าของเขา จะมาในทางด้านของพุทธบูชา คือการตั้งใจบูชาต่อพระพุทธเจ้าโดยตรง ส่วนความสามารถพิเศษ มันเป็นวิสัยเฉพาะตัวของแต่ละคน เกิดจากการฝึกหัดก็ได้ ที่เรียกว่า "พรแสวง" และขณะเดียวกันเกิดจากบุญเก่า ที่เรียกว่า "พรสวรรค์" ก็ได้ แล้วเราจะไปสรุปว่า นักฟุตบอลเก่งด้วยเท้า จะต้องทำบุญมาโดยตรง อย่างนั้นไม่ใช่ ถ้าถามว่าทำบุญอะไรมา ? ส่วนใหญ่บุญก็คือ การบูชาพระพุทธเจ้า

    ถาม : การแช่งกันมีผลหรือไม่ ?
    ตอบ: มี มีผลมากเลยนะ ยิ่งถ้ากำลังใจคนแช่งเป็นสมาธิสูงเท่าไหร่นี่ ยุ่งมากเลยล่ะ เพราะฉะนั้นอย่าเผลอ โดยเฉพาะคำพูดของคนทรงศีล ทรงธรรม ถ้าหากว่าท่านเผลอหลุด แล้วเราก็ซวยไปรับเข้าจังหวะนั้นพอดีนี่ ยุ่งเลย เพราะว่าบางทีเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำไปรบกวนท่านขนาดไหนใช่มั้ย ? แล้วยิ่งสมัยก่อนจะถือมาก พ่อแม่อย่าด่าลูกสาดเสียเทเสีย เพราะว่าคำพูดของพ่อแม่ เขาถือว่าเป็นพรหมของลูก เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากว่าไปด่าลูกหลานขนาดนั้น เดี๋ยวมันจะเป็นไปตามปากว่า เขาเลยห้ามพ่อแม่ ด่าลูก แช่งลูก ให้พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ

    ถาม : อย่างที่เขาเผาพริก เผาเกลือแช่ง หรือว่าเผาหุ่นคนที่โดนแช่ง หรือเผาจะมีผลหรือไม่ ?
    ตอบ: การเผาหุ่นนี่ ว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง เผาหุ่นถ้าทำถูกวิธี เขาเรียกว่า "คุณคน" คุณคน เกิดจากการใช้อำนาจไสยศาสตร์ แล้วก็อาจจะมีวันเดือนปีเกิดของคนหรือไม่ก็อาจจะเป็นประเภท ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคน ๆ นั้น หรือว่าเสื้อผ้าของคน ๆ นั้น ถ้าทำตามกรรมวิธีของไสยศาสตร์นี่ มันจะมีการฝังหุ่นอย่างหนึ่ง เผาหุ่นอย่างหนึ่งมันมีผล แต่ว่าเรื่องของการแช่ง มันเป็นการใช้กำลังใจอย่างแน่วแน่ คนเราถ้ามันไม่โกรธกันเกลียดกันขนาดนั้น ถึงขนาดจะไปตั้งกระทะ เผาพริกเผาเกลือแช่งกัน มันก็เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นกำลังใจที่มุ่งร้ายเขาขนาดนั้นนี่ ถ้าหากว่าเขาอยู่ในช่วงที่กฎของกรรม มันมาถึงพอดีนี่ อย่างที่เขาเรียกง่าย ๆ ว่า "ช่วงดวงตก" เป็นเรื่องเลย

    ถาม : เวลาบูชาพระ หรือสวดมนต์ มีจิตใจสงบ ถ้าหากเราเกิดคิดฟุ้งซ่านเรื่องในทางโลก จิตฟุ้งซ่านมีผลต่อการปรามาสพระรัตนตรัยหรือไม่ ?

    ตอบ: จะเรียกว่าปรามาสพระรัตนตรัยก็ไม่ถูกต้อง เพราะเจตนาไม่มี แต่ถือว่า เป็นมโนกรรมก็แล้ว แต่ว่ากำลังใจในระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเอามันดีตลอดอย่างเดียว มันย่อมไม่ได้ ในเมื่อมันเอาดีตลอดอย่างเดียวย่อมไม่ได้ สูงที่สุดแค่ไหนเอาแค่นั้น นี่ตกลงว่าท่านเมตตามากเลยนะ ตอนที่มันลดลงมาท่านไม่นับ นี่เป็นความเมตตาปรานีของพระยายม ท่านเคยบอกเอาไว้ ถ้าหากว่าเป็นของท่าน ท่านจะบันทึกตอนกำลังใจดีที่สุด ได้เท่าไหร่ก็ลงเอาไว้ว่า วันนี้เขาทำความดีกำลังใจสูงสุดแค่นี้ ตอนชั่วไม่นับ ชั่วส่วนชั่ว อีกฝ่ายหนึ่งก็จะบันทึกไปเอง
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15></TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD>ถาม: การเห็นกายในกาย หมายถึง...?
    ตอบ:  มหาสติปัฏฐานสูตร หมายเอาแค่ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจเข้า-ออก เขาตีเอาว่าเป็นกายในเพราะว่าความรู้สึกทั้งหมดของเราต้องอยู่ตรงนั้น ส่วนกายคนอื่นถือเป็นกายภายนอก ไม่ได้หมายความว่าเห็น</B> อทิสมานกาย </B>ของตัวเอง การเห็นอทิสมานกายของตัวเองนั่นแหละ จะเป็นกายในกายอย่างแท้จริง

    กายในกายในมหาสติปัฏฐานสูตรที่กล่าวถึงนั้น จะเป็นตัวอานาปานสติ คือ ลมหายใจเข้า-ออกของเรา เพราะเราต้องควบคุมความรู้สึกทั้งหมดของเราอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ความรู้สึกของเราทั้งหมดนั่นแหละคือ กายในกายหรือภายใน ส่วนร่างกายของเรานี่คือภายนอก และร่างกายของคนอื่นนี่ยิ่งนอกเข้าไปใหญ่

    ถาม : หลวงพ่อบอกว่า การใช้อารมณ์มโนมยิทธิ สามารถเห็นหรือพูดคุยกับพรหมเทวดา หรือบุคคลต่าง ๆ ไม่จำกัดเวลา เวลาที่หลวงพี่บอกว่าหลัง ๑๐.๐๐ น. เทวดาท่านประชุมทุกวัน ท่านจะมาพบหรือพูดคุยกับบุคคลที่ฝึกมโนมยิทธิได้หรือเปล่าครับ ?

    ตอบ:  ได้ เพราะว่าท่านสามารถแยกกายออกได้ร้อยเป็นพัน เพื่อทำงานเป็นร้อยเป็นพันอย่างพร้อม ๆ กันได้ เวลาบรวงสรวงควรจะทำอย่าให้สายมาก เพราะถ้าสายมากท่านจะติดภารกิจเหมือนกัน ก็เหมือนกับคนนั่นแหละ ทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กันแล้วจะเอาผลเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันยาก ก็ควรจะหาช่องจังหวะที่ควรจะดีที่สุด เพราะเราทำให้สิ่งที่ดีที่สุด ก็อยากได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ก็ควรจะให้เวลาที่ท่านว่างดีกว่า

    ถาม : หลวงพ่อท่านบอกว่า บัณฑิตพึงรักษาความลับยิ่งชีวิต ตอนที่ท่านเทศน์สอนเรื่องพระเตมีย์ใบ้ อย่างนี้เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราจะรักษาความลับจนชีวิตตายไปเลยแล้วไม่บอกใคร หากความลับนั้นไม่เป็นผลดีต่อทั้งจิตใจและร่างกายผู้อื่น

    ตอบ:  เยอะแยะไป การรักษาความลับเป็นการพิสูจน์ตัวเองอย่างหนึ่งว่า เรามีสติมั่นคงแค่ไหน เพราะฉะนั้นอย่างพระเตมีย์ใบ้ ไม่ต้องห่วงหรอก ท่านสามารถทรงฌานขนาดนั้น สติท่านยิ่งสมบูรณ์ มีเยอะที่ท่านรักษาความลับของคนอื่นไว้ จนกระทั่งตายไปโดยไม่พูดถึง คือพูดง่าย ๆ ว่าเขาไว้ใจเรา บอกความลับกับเรา เราก็ควรจะรักษาความลับให้เขา เพราะว่าในเพื่อนแท้ มีมิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะประโยชน์ มิตรมีความรักใคร่ เป็นต้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่ารักษาความลับให้เพื่อน อาตมาก็รักษาความลับให้ลูก เขาปรึกษาเรื่องอะไรก็ต้องเงียบ ๆ ไว้

    ถาม : คนที่ดูหมิ่นในความสามารถของบุคคลอื่น ในทางโลกที่ผู้ถูกดูถูกเป็นคนธรรมดา เป็นคนมีศีล เป็นคนที่เจริญฌาน เป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา บำเพ็ญทานรักษาศีล หรือผู้บำเพ็ญตนในวิปัสสนาญาณปรารถนาพระนิพพาน หรือคนที่ได้โมทนาบุญจากบุคคลทุกท่าน และพระทั้งหมดทั้งนิพพาน

    ตอบ:  คนดูถูกนี้ซวยแน่ ๆ สรุปแค่นั้นพอ ความดีของท่านมีผลมหาศาล ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ นางขุชชุตตรา ท่านไม่ทราบว่าเพื่อนท่านเป็นภิกษุณีอรหันต์แล้ว ได้ขอให้เพื่อนช่วยหยิบเครื่องแต่งตัวให้หน่อยเท่านั้นเอง ต้องไปเกิดเป็นคนใช้เขา ๕๐๐ ชาติ ท่านที่ทรงความดีอยู่ก็เหมือนอย่างกับไฟ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องก็เป็นคุณอนันต์ ถ้าปฏิบัติผิดก็โทษมหันต์ ความดท่านยิ่งสูงเท่่าไหร่ ถ้าเราทำไม่ดีกับท่านก็ยิ่งโดนตอบแทนคืนมาแรงเท่านั้น ท่านไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรหรอก แต่ว่ากฎของกรรมกับสิ่งที่เราทำมันจะเล่นเราเอง

    เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าไม่ต้องให้ถึงขนาดที่ว่ามาหรอก ขอให้คนที่มีความดีอยู่บ้างถ้าเราไปล่วงเกินเข้า มีโอกาสก็ขอขมาเสีย ไม่อย่างนั้นเกิดโทษกับตัวแน่ ๆ

    ถาม : ถึงแม้จะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปหรือครับ
    ตอบ:  เรื่องทั่ว ๆ ไปไม่ว่าจะอะไรก็ตาม พระอรหันต์มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ ดังนั้นฆราวาสที่เป็นอรหันต์ท่านเลยต้องจำเป็นให้ตัดให้ตาย อยู่นานไม่ได้หรอก คนไม่รู้ไปล่วงเกินเข้าเป็นโทษแน่ ๆ อย่างเช่นว่าอาจจะเคยเป็นเพื่อนฝูง เป็นลูกไล่กันมาก่อน เตะตูดเขกกบาลเล่นได้ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเราไปทำอย่างนั้นเราก็ซวยไม่จบ หากท่านอยู่ต่อไปจะเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น

    ถาม : การโต้ตอบกับบุคคลที่ด่าเรา ทำไมเราจึงเลวกวว่าเขาสองเท่า และถ้าเราไม่ได้ตอบ คนที่ด่าเราจะได้กลับสองเท่าหรือไม่ ?

    ตอบ:  อันนั้นต้องถามอักโกสกพราหมณ์ ที่ไปด่าพระพุทธเจ้าว่าแย่งชิงลูกศิษย์ท่านไป พระพุทธเจ้าก็นั่งฟังด่าจนจบ หายเหนื่อยแล้วใช่ไหม คราวนี้ก็ถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลที่มาเยือนถึงเคหาของท่าน ๆ ย่อมนำเอาของเคี้ยวของฉัน ตลอดจนถึงน้ำท่ามาให้เขา ถ้าเขาไม่กินไม่ใช้ ของเหล่านั้นจะตกแก่ใคร อักโกสกพราหมณ์ก็บอกว่าย่อมเป็นของข้าพเจ้าอยู่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า นั่นแหละที่ท่านด่ามาว่ามา ตถาคตไม่รับเสียอย่างแล้วจะตกอยู่กับใคร อักโกสกพราหมณ์ได้ฟังก็เลยได้คิด ยอมกราบพระพุทธเจ้า และกล่าวว่า ดูก่อน พระสมณโคดม ภาษิตของท่านแจ่มเจ้งยิ่งนัก เหมือนอย่างกับหงายของที่คว่ำขึ้นมา เหมือนอย่างกับประทานแสงไฟให้ผู้ที่อยู่ในความมืดอย่างนี้ แล้วท่านก็ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมาก เอาตัวอย่างนี้ไปใช้ก็แล้วกัน

    ถาม : การที่กระทำปิตุฆาตหรือมาตุฆาต มีผลในทางอนันตริยกรรม และในทางตรงกันข้ามการฆ่าบุตรตนเองมีผลเท่า หรือมากกว่าการฆ่าสัตว์ในศีลข้อ ๑ หรือครับ ?

    ตอบ:  ไม่ใช่ แต่ว่าการฆ่าคนมีโทษสูงกว่าฆ่าสัตว์อยู่แล้ว เพราะว่าคนอยู่ในมนุษยภูมิที่สูงกว่าเดรัจฉานภูมิซึ่งเป็นภูมิของสัตว์เดรัจฉานมาก เพราะฉะนั้นการฆ่าคนจะมีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์เป็นร้อยเท่า โดยเฉพาะยิ่งเด็ก ๆ ที่กำลังน่ารัก แล้วเราฆ่าเด็กได้มันต้องใช้กำลังใจเท่าไหร่ การจะฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์ก็ตาม ถ้ายิ่งต้องใช้กำลังใจมากเท่าไหร่ โทษยิ่งหนักเท่านั้น ฆ่าสัตว์เล็ก บี้มด บี้ปลวก เราบี้มันได้สบายใช่ไหม เพราะมันเป็นสัตว์เล็ก ๆ โทษก็เบาหน่อย หากฆ่าปลาหรือไก่ก็ต้องใช้กำลังใจมากขึ้น โทษก็หนักขึ้นไปอีก และถ้าหากฆ่าสัตว์ เช่น วัว หรือควาย โทษก็ยิ่งหนักมากขึ้น

    ฉะนั้นการฆ่าสัตว์ใหญ่มากขึ้นก็ได้รับโทษหนักขึ้นเป็นเงาตามตัว การฆ่ามนุษย์ที่อยู่ในภูมิสูงกว่าสัตว์ โทษก็เลยหนักกว่ามาก แต่การที่แม่ฆ่าลูกไม่ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม แต่ก็มีโทษหนักมาก
    ถาม : พระเขี้ยวแก้วเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่ไม่มีโอกาสได้กราบไหว้ แต่มีโอกาสได้เห็นพระในทางมโนมยิทธิ ได้กราบไหว้อยู่ประจำ มีความต่างของอานิสงส์พิเศษหรือไม่ ?

    ตอบ:  ถือว่าเป็นพุทธานุสติเหมือนกัน แต่เรื่องของมโนมยิทธิคือการขึ้นไปข้างบนมีอานิสงส์มากกว่า มากกว่าตรงที่ว่า บุคคลที่ไปกราบพระเขี้ยวแก้วมาอาจจะได้แค่อนุสสติ แต่บุคคลที่ไปกราบพระข้างบนได้ จะต้องเป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ อานิสงส์ของผู้ทรงฌานนี้สูงกว่าหลายเท่า แล้วยิ่งเป็นการทรงฌานในพุทธานุสติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุดแต่ทั้ง ๒ ประการล้วนแล้วแต่เป็นพุทธานุสติด้วยกัน พุทโธ อัปปมาโณ คุณพระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ การทำความดีอย่างเช่น บางคนก็ต้องเดินทางลำบากตรากตรำเพื่อไปไหว้พระเขี้ยวแก้วเพราะศรัทธา ถ้ากำลังใจขนาดนั้นของท่าน หากปรารถนาอะไรก็ไม่น่าจะเกินวิสัยของท่าน เพราะว่าลำบากแค่ไหนก็ยังยอม

    ถาม : การอยู่ในทางโลก เราต้องทำงานคนเดียวไม่มีเพื่อนฝูง กับการที่เราคบเพื่อนฝูงในการทำงานธุรกิจเพื่ออาศัยประโยชน์จากสายสัมพันธ์ เราจะตัดสินใจคบหาเพื่อนที่มีจิตใจมัวหมอง เต็มไปด้วยโลภ โกรธ หลง ทำให้เรามีช่องทางในการทำมาหากินเพิ่มขึ้น อันนี้เราจะต้องตั้งใจแบบกลาง ๆ ดี หรือว่าอยู่คนเดียวพึ่งตนเองอย่างใดจะเหมาะสมกว่า ?

    ตอบ:  ถ้าเราอยู่กับโลก เราไม่ควรฝืนกระแสโลก เพราะจะทำให้ไม่ได้ลำบากแต่ตัวเรา แต่เราสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับคนอื่นด้วย คนที่หมั่นไส้เรา หากเขาคิดก็เกิดมโนกรรมแก่ตัวเอง หากเขาพูดก็เกิดวจีกรรมแก่ตัวเอง และถ้าหากเขาทำยิ่งเกิดทั้่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ครบถ้วนสมบูรณ์
    ดังนั้นจะไม่ใช่แค่เกิดความลำบากแก่ตัวเรา แต่เราสร้างความลำบากให้คนอื่นเขาด้วย ถ้าหากว่าไม่ถึงขนาดล่วงศีลแล้ว ก็คบหาสมาคมเขาไปเถอะ เพียงแต่ให้เรารู้ว่าที่เราคบเขาอยู่นี้เพื่ออะไร อันดับแรก-ถ้าคิดกันอย่างคนกิเลสท่วมหัวคือเพื่อประโยชน์ของเรา อันดับที่สอง-ถ้าคิดกันอย่างผู้ปฏิบัติธรรมก็คือ อย่างน้อย ๆ ก็อย่าสร้างทุกข์เวรภัยให้แก่คนอื่นด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ของเรา การอยู่ในโลกจุดสำคัญอยู่ที่ว่า เราไปตามโลกแต่ไม่คิดโลก เหมือนกับน้ำกลิ้งบนใบบัว บนใบบอน เราไม่ติดในโลก เราต้องมีศีลเป็นฉนวนกั้นอยู่ชั้นหนึ่งไปแค่กรอบของศีลแล้วเราก็ถอยกลับ ถ้านอกเหนือจากนั้นแล้วไม่ไปหาข้ออ้างอะไรให้มันฟังขึ้น ถ้าหากหมดท่าจริงๆ ก็บอกเพื่อนไปว่าผมไม่เอากับคุณด้วยหรอก ตอนนี้หลวงพ่อสั่งผมให้ถือศีลทุกวัน ว่าไปตรง ๆ เลยก็ได้

    ถาม : ทำไมเวลาสวดมนต์ ต้องชุมนุมเทวดาก่อน ตั้งนะโม ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีบารมีสูงสุด
    ตอบ:  การที่เราปฏิบัติความดีย่อมมีสิ่งที่คอยขัดขวาง เรียกว่า มาร การที่เราชุมนุมเทวดาก่อนมีประโยชน์หลายสถาน ได้แก่

    ประการแรก การระลึกถึงเทวดา เป็นเทวดานุสติ เป็นความดีที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราทำอยู่แล้ว

    ประการที่สอง ถ้าหากว่าเกิดมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติความดีของเร าถ้าไม่เกินวิสัยเทวดาท่านจะคุ้มครองป้องกันให้ อย่าลืมว่าเทวดาชั้นต่ำสุดที่อยู่ปลายแถวของเทวดา ยังไง ๆ ก็เหนือกว่าหัวแถวของมนุษย์มาก

    ฉะนั้นถ้าหากว่าท่านมีความรัก มีความเมตตาต่อเรา เห็นว่าเราเองไม่ลืมระลึกถึงท่าน ถึงเวลาทำทุกอย่างก็ทำเพื่อท่าน ถ้ามีอะไรที่ไม่เกินวิสัยที่ท่านสงเคราะห์ได้ ก็ให้ท่านสงเคราะห์ด้วย

    ประการสุดท้าย(สำคัญที่สุด) เราจะทำความดี พรหม เทวดา ท่านพร้อมที่จะโมทนาบุญของเราอยู่แล้ว เป็นการช่วยเสริมกำลังบุญของเราอยู่แล้ว เป็นการช่วยเสริมกำลังบุญของท่านให้สูงขึ้นเพื่อเข้าสู่ภพภูมิที่ท่านปรารถนาได้เร็วยิ่งขึ้น เท่ากับว่าเราทำความดีอย่างมหาศาลไปในตัวด้วย ถ้าเราคิดถึงจุดนี้ได้คือ "พรหมวิหาร" นั่นเอง เท่ากับว่าเราเป็นผู้มีความเมตตา กรุณา เป็นปกติ ตั้งใจสงเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เลือก ไม่ว่าจะอยู่ในภพใด ภูมิใด หมู่ใด เหล่าใด ก็ตามเราตั้งใจสงเคราะห์ทั้งหมด ต่อให้พรหม เทวดา ที่ท่านมีความดีกว่าเราอยู่แล้วก็ตาม เราก็พร้อมจะแบ่งบุญอันนี้ให้ กำลังของพรหมวิหาร ๔ ของเราไม่ว่าจะเป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็จะเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก

    ถาม : การที่มีผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน ในสมัยก่อนมีประวัติเล่าถึงสาวที่ถูกโจรป่าฆ่าตาย บังเอิญมีชาย ๒ คนมาพบ แล้วกลบศพเอาใบไม้วางปิดศพไว้ ท่านกล่าวว่าด้วยเหตุนี้หญิงคนนี้จึงมีสามี ๒ คน และในปัจจุบันก็มีอย่างนี้อยู่มาก เช่น เต็กกอมีเมีย ๗ คน เป็นเหตุเพราะอย่างนี้ทุกคนหรือไม่ ?
    ตอบ:  ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นอย่างนั้น การที่บุคคลจะอยู่ร่วมกันได้ มีสาเหตุหลายสถาน
    อันดับแรก คือ เกื้อกูลกันในปัจจุบันจนเห็นใจกัน ก็เลยทำให้ได้อยู่ร่วมกัน

    อันดับที่สอง คือ บุพเพสันนิวาส บุพเพ คือ แต่ปางก่อน สันนิวาส คือ การอยู่ร่วม แปลว่า เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน

    สองสาเหตุนี้ก็เลยทำให้คนได้อยู่ร่วมกันในชาติปัจจุบันนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสเอาไว้ว่า บุคคลที่มีโอากสได้พบเห็นกันในปัจจุบันนี้ ในอดีตที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมานั้นไม่มี อย่างน้อย ๆ ต้องเคยเป็นในฐานะใดฐานะหนึ่งกันมาก่อน มาชาตินี้ความสัมพันธ์หรือกระแสกรรมเหล่านั้นก็เลยดึงให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมาพบกันอีกวาระหนึ่ง มาเพื่อเกื้อกูลกันก็มี มาเพื่อปรารถนาทวงเอาก็มี แล้วอย่างนี้เต็กกอมี ๖ คนหรือ ๗ คนนั้นไม่ได้ผิดศีลด้วย เพราะว่าเจ้าของคือภรรยาหลวงเป็นคนไปขอให้เอง ถ้าเจ้าของอนุญาตไม่ผิด

    ถาม : หลวงพ่อท่านบอกว่าการที่เราใช้พระ ต้องไปเป็นทาสเขา ๕๐๐ ชาติ และอย่างนี้ผมได้ตั้งคำถามพระเพื่อเพิ่มปัญญาให้พ้นทุกข์ จะเป็นเหตุให้ผมยังต้องเกิดและเป็นทาสอีก ๕๐๐ ชาติหรือเปล่า ?

    ตอบ:  ไม่ต้อง อาจจะเป็นเศรษฐี ๕๐๐ ชาติก็ได้ อันนี้เป็นงานของอาตมาอยู่แล้ว อาตมาทำงานของตัวโยมมาช่วยให้งานนั้นสำเร็จลง ต่างมีผลกันทั้งสองฝ่าย อันนี้ไม่ได้ใช้พระ พระเต็มใจให้ใช้
    ถาม : การที่เราอุทิศส่วนกุศลให้เทพเจ้าทั้งสากลพิภพ และเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้าทุกครั้ง เทวดาก็ไม่มีวันหมดบุญใช่ไม่ ? หรือจะได้เฉพาะเทวดาที่รับโมทนา

    ตอบ:  ได้เฉพาะที่ท่านโมทนา เราอุทิศให้ถ้าท่านไม่ยินดีก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเหมือนกัน เพราะว่ามีหลายท่านที่ขึ้นไปเพลิดเพลินอยู่ข้างบน ใครทำอะไรก็ไม่สนใจ ตัวอย่างของมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร มีอายุแค่เจ็ดวัน มนุษย์แท้ ๆ มัวแต่เพลินอยู่ หากอากาศจารีเทพบุตรไม่ไปเจอคงแย่ไปเลย

    ถาม : พระสงฆ์ ๒ รูป ที่อยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าคือพระสาวกพระองค์ตามเรื่องของมหานิกาย มหายานกล่าวว่าคือพระมหากัสสปะและพระอานนท์เถระ แต่ที่จริงแล้วความตั้งใจของผู้สร้างพระสงฆ์ทั้งซ้ายและขวาหมายถึงพระสาวกพระองค์ใด ?

    ตอบ:  ถ้าหากว่าเป็นของเรา ฝ่ายเถรวาท หินยาน หมายถึงพระโมคัลลาน์ พระสารีบุตร ถือว่าเป็นอัครสาวกซ้ายและขวา แต่ทางด้านมหายานเขาถือว่าพระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดที่สุด และพระมหากัสสปะเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้ามอบหมายให้ทำหน้าที่แทนหลังที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เลยสร้าง ๒ องค์นั้นแทน มหานิกายก็จะเป็นพระอานนท์กับพระมหากัสสปะ ถ้าเป็นหินยานก็เท่ากับพระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตร แล้วแต่ว่าใครสร้าง

    ถาม : พระใช้เท้าเหยียบบางส่วนของร่างกายรักษาได้หรือไม่ ? และถ้าพระใช้เท้าเหยียบพระด้วยกันเองรักษาโรค อย่างนี้ผิดหรือไม่ ?

    ตอบ:  ถ้าหากเป็นตามหลักวิชาของเขาเหยียบรักษาคนได้ เคยเห็นเขาเหยียบไฟรักษาโรคไหม มีวิชาอยู่อันหนึ่ง หัวจอบและต้องเป็นจอบเก่า ๆ ด้วย เผาให้แดงโร่ แล้วท่านก็จะเอาเท้านั้นเหยียบน้ำมนต์ แล้วก็เหยียบลงบนหัวจอบ ควันโขมง แล้วก็มาเหยียบตามร่างกายเพื่อรักษาโรค ซึ่งเป็นหลักวิชาของเขา และมีผลจริง ๆ

    อีกรายหนึ่งคือ ลุงถนอม รวงผึ้ง สมัยอาตมายังเป็นฆราวาสก็สนิทสนมกันดี ลุงถนอมแกภาวนาและได้อภิญญาไม่รู้ตัว แกอธิษฐานว่าใครเป็นครูที่จะสอนแกได้ก็ขอให้พบเห็นคนนั้น และก็เห็นหน้าอาตมา ตามหาจนเจอ คนเก่งมันเก่งจริง ๆ ตามหาจนเจอ ยืนยันคนนี้แน่นอน ผมเห็นรูปร่างอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ ใช่แน่ ลุงถนอมแกเล่าว่าแกรักษาป้า คือตัวเองได้อภิญญา ได้ทิพจักขุญาณ เขาบอกว่าแรงกรรมที่ทำมาทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยแก่ร่างกาย เห็นมันสีดำ ๆ อยู่ พอแกขอบารมีพระแล้วแกก็เหยียบ ปรากฎว่าสีดำ ๆ มันหดหายไปเหมือนอย่างกับโดนเหยียบจมดินไป ถ้าหากว่าจะเป็นไปตามวิธีการที่ว่ามาคือ ตามหลักวิชาของเขาอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็ได้ใช้กำลังบุญที่เหนือกว่าก็ข่มกำลังของกรรมที่มีอยู่ตอนช่วงนั้นให้พ้นไปชั่วขณะหนึ่ง รักษากันได้ และถ้าหากพระเหยียบพระด้วยกัน เขาเต็มใจให้เหยียบไม่เกิดโทษ ได้บุญอีกต่างหาก อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลใดต้องการอานิสงส์ของการอุปัฏฐากตถาคต ต้องอุปัฏฐากภิกษุไข้เถอะ อุปัฏฐาก หมายรวมถึงทกุอย่างทั้งดูแลและรักษา การกินการอยู่ เครื่องใช้ไม้สอย ทุกอย่างถือเป็นการอุปัฏฐากหมด เป็นบุญใหญ่ มิใช่ไปเหยียบเขาแล้วเกิดโทษ อย่าถึงขนาดเหยียบชักคาเท้าก็แล้วกัน
    ถาม : อย่างนี้เราไม่รู้ใช่ไหมครับว่า พระองค์นั้นทำได้จริงหรือว่าหลอกลวง

    ตอบ:  ก็ลองไปให้ท่านรักษาดู ถ้าหายก็แปลว่าจริง ถ้าไม่หายก็หลอกลวง
    ถาม : การดูดวง เชื่อถือได้หรือไม่ และคนที่ดูดวงให้คนอื่น หากินเป็นอาชีพ มีโทษของกรรมพิเศษหรือไม่ ?

    ตอบ:  ถ้าหากดูดวงเป็นโดยตรงไปตรงมาไม่มีโทษ แต่ว่ามีกติกามารยาทบางอย่างของหมอดูอยู่ เช่น ถ้าเด็กอายุไม่ถึง ๑๕ ปี เขาจะไม่ดูดวงให้ เพราะว่าจะมีโทษกับเด็ก บางคนลูกเพิ่งจะเกิดมา เอาดวงไปให้หมอดู หมอดูบอกว่าเป็นกาลกิณี เกิดมาจะเป็นศัตรูกับพ่อกับแม่ พ่อแม่ก็ตีเสียแทบตาย อย่างนี้เกิดโทษกับเด็ก

    ส่วนการดูดวงหากมีความเชี่ยวชาญตามวิธีการต่าง ๆ จริง มีผลได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าดวงเกิดจากการเก็บสถิติ โดยความช่างสังเกตของคนโบราณต่อเนื่องมาเป็นพัน ๆ ปี เขาเก็บสถิติว่าคนที่เกิดวันนั้น เดือนนี้ ปีนี้ เมื่อถึงวาระอายุเท่านี้จะเกิดเหตุดีหรือไม่ดีขึ้น การเก็บสถิติต่อเนื่องมาเป็นพัน ๆ ปี แล้วสรุปรวมมาเป็นศาสตร์คือความรู้ จริง ๆ แล้วก็คือกฎของกรรมธรรมดานั่นเอง

    เรื่องของดวงก็คือเรื่องของบุญของกรรมที่เราทำมา คนที่ได้สร้างบุญสร้างกรรมใกล้เคียงกัน ถึงวาระถึงเวลาก็จะมีวัน เดือน ปีเกิดที่ใกล้เคียงกัน ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงนั้น ก็จะเกิดเหตุดีหรือไม่ดีขึ้นได้ ดังนั้นหากว่าท่านที่มีความรู้จริงในด้านนี้จะสามารถบอกได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นการดูตามตำรา แต่ถ้าหากว่าท่านที่ดูด้วยทิพยจักขุญาณ ถึงเวลาถามพระถามเทวดานี่ ลำบากตรงที่ท่านรู้หมดแต่บางทีบอกได้น้อย คือไม่ควรจะไปฝืนกฎของกรรม บางอย่างก็ได้แค่ใบ้ ๆ เท่านั้น หากตีที่ใบ้ให้ไม่ออกก็ซวยไปเอง ก็ต้องรับกรรมนั้นไป ถ้าเขาตีที่ใบ้ออกก็แก้ไขได้ถือเป็นบุญเก่าของเขายังมีอยู่

    ดังนั้นเรื่องของการดูดวงก็คือเรื่องของการที่เราเอา วัน เดือน ปี เกิด ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่เราทำมา ๆ วิเคราะห์ตามสูตรที่จัดไว้เป็นหมวดหมู่เรียงกันมาเป็นพัน ๆ ปี โดยทั่วไปจะบอกได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ต้องอาศัยฌานสมาบัติ และทิพยจักขุญาณเข้าช่วย อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นพวกทำความดีมากเกิน บุคคลใดก็ตามที่มั่นคงในทาน ศีล ภาวนา เรื่องของดวงจะมีผลไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี เป็นบุญใหญ่สูงสุด ๓ ประการในพุทธศาสนา บุญใหญ่ที่เราทำนั่นแหละจะเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กระแสเมื่อแรงและเข้มแข็งมาก็สามารถพลิกแพลง หรือว่าเปลี่ยนถ่ายกระแสกรรมเก่าซึ่งควรเป็นอย่างนั้นหรือต้องเป็นอย่างนั้น ให้เปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ไปตามการกระทำใหม่ของตัวเอง

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD> ถาม: การบรรลุธรรม ถ้าท่านที่มีบารมีเต็ม จะต้องรอเรื่องของวาระและเวลาในการบรรลุธรรมหรือเปล่า ?

    ตอบ:  วาระและเวลาขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านทำ ถ้าหากว่าขยันทำดี ทำถูก ทำพอเหมาะพอดี ก็บรรลุได้เร็ว ถ้าหากว่าขยันเกินไป ทำมากเกินไป บางทีก็กลายเป็นช้า ดังนั้นเรื่องของการบรรลุธรรมพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

    ประการที่หนึ่ง สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา บุคคลที่ทำง่าย ๆ บรรลุง่าย ๆ
    ประการที่สอง สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ทำง่าย ๆ แต่บรรลุยาก
    ประการที่สาม ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบาก แต่ว่าบรรลุเร็ว
    ประการสุดท้าย ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากบรรลุก็ยาก

    ถาม : ท่านที่ได้รับยันต์เกราะเพชรแล้วไม่ต้องตาย ถ้าหากบรรลุธรรมแล้ว เกิดอุบัติเหตุจะตายได้หรือไม่ ?
    ตอบ:  ไม่ต้องบรรลุธรรมก็ตายได้ อย่าลืมว่าถ้าไม่ถึงอายุขัยจะไม่ตายโหง แต่ถ้าถึงอายุขัยวาระกรรมใหญ่เข้ามาจริง ๆ อย่างเช่น พระโมคคัลลาน์ เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมทิภาทาญาณ เป็นผู้เลิศที่สุดในด้านฤทธิ์ ยังต้องยอมให้โจรทุบตายเลย ถ้ามีอะไรไม่เกินวิสัยท่านก็ช่วยสงเคราะห์ให้ คือช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ช่วยทำเบาให้เป็นหายได้

    ส่วนพระราหูท่านเป็นพระโพธิสัตว์ "นิตยะโพธิสัตว์" คือพระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ท่านจะเกิดในภัทรกัป ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า มีนามว่า นารทะ ท่านเคยไปช่วยงานที่วัดท่าซุง หลวงพ่อถามท่านว่า ทำไมต้องไปอมพระจันทร์ด้วย ท่านบอกว่าจ้างผมก็ไม่อมขี้ดินหรอก ในสายตาของท่าน พระจันทร์ก็คือขี้ดินก้อนหนึ่ง ถามว่าแล้วพวกเราควรจะเรียกท่านว่าอย่างไร ท่านบอกเรียกพี่ก็ได้ พระราหูท่านเป็นเทวดา ที่ขนาดร่างกายเล็กที่สุด เรียกว่ามีอัตภาพสมาคาวุต คาวุตหนึ่งเท่ากับ ๑๐๐ เส้น ๑๐๐ เส้น เท่ากับ ๒๐ วา เป็น ๑ เส้น และ ๑๐๐ เส้น เท่ากับ ๒,๐๐๐ วา ๔,๐๐๐ เมตร ๔ กิโลเมตร เล็กที่สุด และใหญ่กว่านั้นก็เลยบอกว่า พระราหูในธรรมบทมีบอกว่า ท่านอยากไปกราบพระพุทธเจ้ามาก แต่ว่าตัวท่านใหญ่เหลือเกิน

    อรรถกถาท่านบอกว่า แค่รอยต่อระหว่างคิ้วกว้างโยชน์หนึ่ง คือ ๑๖ กิโลเมตร จะตัวใหญ่แค่ไหน ท่านเกรงว่าท่านไปแล้ว ท่านต้องไปค้ำพระพุทธเจ้าอยู่ จะเป็นการไม่เคารพ ก็นั่งกลุ้มอยู่นั่นแหละ อยากไปก็อยากไป กลัวเป็นการปรามาสพระก็กลัว พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบความคิดเลยเสด็จไปโปรดเอง ไปถึงที่อยู่ของท่านแล้วก็เสด็จตะแคงข้างสีหไสยาสน์ กลายเป็นพระราหูต้องเงยหน้ามอง
    ขนาดนอนมีปางไสยาสน์อยู่ปางหนึ่ง ให้สังเกตว่าถ้าพระบาทเสมอกันเขาเรียกว่า ปางพระปรินิพพาน ถ้าเป็นพระบาทซ้อนเหลื่อมพร้อมที่จะลุก เขาเรียกว่า ปางไสยาสน์ หรือบางคนเรียกว่า ปางโปรดอสุรินทราหู ทำให้รู้ว่าพุทโธ อัปปมาโณ คุณพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณ เหมือนกับพระอินทร์ตอนเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ ยาว ๖๐ โยชน์ พระอินทร์ท่านนั่งสภาพร่างกายท่านจะพอดี แต่ถ้าพระพุทธเจ้าเข้าไป สูงแค่ ๘ ศอกของมนุษย์เท่านั้น ในอรรถกถาบอกว่า ๑๘ ศอกเท่ากับ ๑๘ ศอกของมนุษย์ ขึ้นไปนั่งก็เหมือนกับแมลงวันกาะก้อนหิน พระอินทร์ก็ยังแปลกใจว่า พระพุทธเจ้าขึ้นมาทั้งที ที่เราจะรับให้เหมาะสมก็ไม่มี ยกบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่ง แล้วก็มานั่งคิดว่าถ้าพระพุทธเจ้าท่านขึ้นไปนั่ง ก็คงเหมือนกับแมลงวันเกาะอยู่บนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ จะไม่งาม พระพุทธเจ้าท่านทราบความคิด ก็เลยโยนผ้าสังฆาฏิไปให้คลุมบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์พอดี แล้วท่านนั่งลงก็มีขนาดพอดีพอเหมาะพอสมไปหมด

    ถาม : การกินเหล้าที่เป็นเมนูอาหาร เช่น ปีกไก่เหล้าแดง หอยอบไวน์ ผิดศีลหรือไม่ ? เพราะไม่ได้กินให้เมา

    ตอบ:  ไม่ได้กินให้เมาไม่ได้ ถ้าเจตนากินรู้ว่ามีส่วนผสมของเหล้าก็ผิด แต่ถ้าไม่เจตนาสั่งไปโดยไม่รู้ เอามากินไม่ถือว่าผิด ถ้าบอกว่า เฮ้ย วันนี้ไปล่อปีกไก่อบเหล้าแดงกันหน่อย อันนี้ผิดชัดเลย กินเหล้าต่อให้ไม่เมาขนาดไหนก็ตาม จะทำให้ประสาทสั่งงานและสมรรถภาพของร่างกายถดถอยไปมาก ต่อให้กินเหล้าแก้วหนึ่ง ถอยรถเข้าที่ปรากฎว่ามีความผิดพลาดขึ้นประมาณ ๓๘% ที่พระพุทธเจ้าห้ามเพราะว่า ถ้าสมมุติการทำความดีของเราที่ต่อต้านความชั่วเป็นเขื่อน การกินเหล้าเข้าไปก็ทำให้เขื่อนมีริ้วรอยร้าว รอยร้าวต่อให้เล็กขนาดไหนก็ตาม ถ้าแรงน้ำดันมากเข้าตรงนั้นก็จะพังก่อน และจะเป็นเปิดโอกาสให้ความชั่วอื่น ๆ เข้ามาได้ง่าย เพราะสติสัมปชัญญะของเราขาดลง หรือว่าเชื่องช้าลงไปเนื่องจากอำนาจของเหล้าไปกดประสาทอยู่

    ดังนั้นถ้าเจตนาผิดแน่ ๆ แต่ถ้าไม่รู้กินเข้าไป ถ้าเป็นฆราวาสเขาไม่ปรับ ถ้าเป็นพระต้องไม่มีสีไม่มีกลิ่น แล้วถ้าหากเป็นการผสมยา ว่ากันตามสูตรตามจำนวน ส่วนใหญ่ไม่เกินถ้วยตะไล ๑ ข้อนิ้ว ๑ องคุลี อย่าไปใส่ถาด ๑ องคุลี ถาด ๑ องคุลีก็เกือบกลมได้

    ถาม : พระเขี้ยวแก้วที่อยู่บนโลกมนุษย์ ที่อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้มีลักษณะพระทนต์คู่ หลวงพ่อท่านบอกว่า พระอินทร์ท่านนำมาเก็บไว้ที่พระจุฬามณี เพราะเป็นของไม่คู่ควรกับโลกมนุษย์ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ?

    ตอบ:  ฟังให้ดี ๆ ไม่ใช่เป็นของไม่คู่ควรกับโลกมนุษย์ แต่เป็นของที่ไม่คู่ควรกับโทณพราหมณ์ และพระเขี้ยวแก้วแต่ละองค์ท่านจะมี ๔ องค์ด้วยกัน

    พระเขี้ยวแก้ว เบื้องขวาด้านบน อยู่ที่ดาวดึงส์
    พระเขี้ยวแก้ว เบื้องล่างซ้าย อยู่นาคพิภพ

    อีกสององค์ท่านว่า อยู่ที่บนโลกมนุษย์นี่แหละ ทางจีนเขาว่ามีองค์หนึ่ง
    อาตมาไปกราบพระเขี้ยวแก้วที่พุทธมณฑลแล้วมั่นใจว่าน่าจะเป็นฟันกราม เคยไปเจอที่พม่าของหลวงปู่โกณฑัญญะ ไม่ได้มีแต่พระทนต์ ท่านมีพระสารีริกธาตุเป็นสิบ ๆ ถัง เพราะท่านสั่งซื้อโหลแก้วที่ใบใหญ่กว่าถังอีก ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางโน้นเขาใช้ทำอะไร บรรจุใส่โหลแก้วแล้วก็ซ้อน ๆ ไว้ริมผนังสูงท่วมหัว ท่านบอกว่าท่านสวดคาถาสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยอยู่แล้ว ท่านก็ให้มามีหลายบท ส่วนใหญ่เป็นบทในเจ็ดตำนาน ท่านบอกว่าให้สวดทุกวัน ตั้งใจอธิษฐานขอ และถ้าวันไหนเป็นวันตรงกับวันเกิด เช่น เกิดวันอาทิตย์ เกิดวันจันทร์ให้ถวายน้ำสะอาดและผลไม้ทุกวันแล้วสวดตามนั้น พระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จมาเอง ท่านบอกไว้ว่าถ้าคุณจะสร้างเจดีย์ที่ไหนก็ตามมาเอาได้ ท่านให้ไม่อั้น เราดูก็ไม่น่าจะอั้นหรอก รถสิบล้อไม่รู้จะขนหมดหรือเปล่า

    ท่านสร้างเจดีย์ที่วัดโพธิ์พันต้น ขนาดมโหฬาร ทำด้านล่างเป็นห้องสี่เหลี่ยมมโหฬารแล้วใส่กระจก คัดเลือกบรรจุไว้เป็นสี ๆ แล้วติดไว้ว่าสีนี้เป็นพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนไหนสีนี้เป็นส่วนไหน ท่านรู้ละเอียดขนาดนั้น เราไปดูก็ถือว่าเป็นขวัญตามากแล้ว และที่ท่านให้มาก่อนหน้ามีพระบรมสารีริกธาตุหลาย ๆ สี แต่มีคนมาตื๊อเลยยกให้ไป เดี๋ยวไปกราบขอหลวงปู่ใหม่ ถ้าท่านไม่ตายไปซะก่อน แต่ว่าอันที่ใส่ในเซพเอาไว้ถึงเวลาท่านก็ไขและส่องไฟให้ดู มีลักษณะเป็นคู่แบบเดียวกับพระเขี้ยวแก้ว วัดหลินกวง ก็เลยมั่นใจว่าเป็นฟันกรามมากกว่า

    ถาม : ในสมัยพุทธกาลมีพระคาถาที่เหมือนกับพระคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือไม่ ?
    ตอบ:  ในสมัยนั้นไม่น่าจะมี เหตุที่ว่าพระคาถาต่าง ๆ แพร่หลายเกิดมาจากยุคหลังสมัยหลัง สมัยแรก ๆ จะมีพระวังคีสเถระองค์เดียวที่เก่งในทางผูกพระคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้า จนกระทั่งได้เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศในทางผูกบทสาธยายมนต์

    พระวังคีสเถระสมัยก่อนที่จะบวชท่านเป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาก ท่านมีมนต์วิเศษอยู่บทหนึ่งเรียกว่า ฉวสีสมนต์ คือมนต์เคาะกระโหลกชาวบ้าน ใครตายก็ตาม ถ้าท่านไปเคาะกระโหลกคนตาย หรือสัตว์ที่ตาย ท่านจะบอกได้ว่าไปเกิดที่ไหน เมื่อท่านเก่งก็มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด พอคนเขาล่ำลือว่าท่านสมณโคดมเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ ชื่อเสียงเกียรติคุณเต็มสองหู ท่านก็ออกแสดงให้รู้ว่าท่านก็เก่ง ท่านก็เลยไปกราบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามถึงปัญหานี้ว่า "ดูก่อน วังคีสะ ท่านมีฉวสีสมนต์ สามารถบอกได้ใช่ไหมว่าบุคคลผู้ล่วงลับไปอยู่ภพใดภูมิใด" ท่านก็บอกว่า "ได้เจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าก็เลยให้หากระโหลกคนที่ตกนรกมาหนึ่งหัว เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าคนนี้ลงนรก ท่านก็ขอยืมกระโหลกมา คนนี้ไปเกิดเป็นเปรต คนนี้ไปเป็นอสุรกาย คนนี้ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน คนนี้ไปเป็นเทวดา คนนี้ไปเป็นพรหม และกระโหลกพระอรหันต์ก็เอามา วังคีสะพราหมณ์ตอนนั้นร่ายมนต์ของท่านแล้วก็เคาะ อันนี้ตกนรก พระพุทธเจ้าก็สาธุ "ถูก" อันนี้ไปเป็นเปรต อันนี้ไปเป็นอสุรกาย อันนี้ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน อันนี้ไปเป็นเทวดา อันนี้ไปเป็นพรหม พระพุทธเจ้าก็สาธุ "ถูก" พอถึงกระโหลกของพระอรหัสต์ เคาะแล้วก็เงียบ พระพุทธเจ้าก็ถาม "ดูก่อน วังคีสะ เหตุใดถึงไม่บอกว่า กระโหลกศีรษะนี้ไปที่ไหน" ท่านบอกเกินความรู้บอกไม่ถูก ท่านบอกว่า แต่ตถาคตบอกถูก พระพุทธองค์มีมนต์ที่จะบอกได้หรือพระเจ้าข้า ว่ากระโหลกศีรษะนี้ตายแล้วไปไหน พระพุทธองค์บอก "ได้" เขาเรียกว่า "พุทธมนต์" อยากได้ไหมล่ะ ? วังคีสะพราหมณ์อยากได้เพราะสิ้นความรู้ตัวเองแล้วก็อยากได้ ถ้าอยากได้มนต์นี้จะสอนเฉพาะพวกเดียวกัน เธอต้องบวช

    วังคีสะพราหมณ์ก็บอกกับเพื่อนว่า อย่างนั้นพวกท่านกลับไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวเราบวชศึกษามนต์นี้เสร็จแล้วค่อยไปหา พระพุทธเจ้าก็เลยสาธยายธรรมให้เห็นอาการ เกศา โลมา นขา ทันตา ตะโจ สาธยายไปสาธยายมา จนวังคีสะรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นกลายเป็นพระอรหันต์ไปเลย ท่านก็แต่งกลอนเพลงกลอนคาถาขึ้นเพื่อสรรเสริญพระพุทธเจ้าโดยตรงว่า พระพุทธเจ้ามีความสามารถยิ่งใหญ่ อย่างนั้น อย่างนี้ กระทั่งที่มากด้วยทิฏฐิมานะขนาดไหนยังต้องยอมสยบ ยอมลง ถึงเวลาการเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้มีความสุข ความเจริญ การสรรเสริญพระพุทธเจ้าดีอย่างไร พระธรรมดีอย่างไร พระสงฆ์ดีอย่างไร บรรดาคาถาที่ว่านี้ ในสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นของพระวังคีสะเถระ ส่วนพระคาถาพระปัจเจกพระพุทธเจ้านี้มายุคเรานี้ต่างหาก

    ถาม : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่มีครูบาอาจารย์ หรือพระสงฆ์ที่เคารพนับถือหลาย ๆ ท่าน และการยึดถือพระสงฆ์และคำสอนรูปใดรูปหนึ่งเพียงจุดเดียว หรือเราควรศึกษาจากหลาย ๆ ท่าน และนำมาประมวลใช้เอง

    ตอบ:  ถ้าหากว่าพระสงฆ์องค์นั้นท่านสอนถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยึดคำสอนของท่านองค์เดียวก็พอ จะได้ไม่เนิ่นช้า คำว่าไม่เนิ่นช้า คือไม่เสียเวลาปฏิบัติ ซัดตรงไปเลย เข้าถึงพระนิพพานได้ยิ่งดี การที่เราจะศึกษาหลาย ๆ องค์ด้วยกันเพื่อเอามาประยุกต์ใช้ ไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษาหรอก เปิดพระไตรปิฎกอ่านเอาก็ได้ครบ กี่องค์ก็ต้องสอนตามแบบพระพุทธเจ้าเท่านั้น และการที่เราแสวงหาครูอาจารย์ไปเรื่อย ๆ นั่นมีโทษเหมือนกัน จะมีโทษตรงจุดที่ว่า บางทีเรายังถือมงคลตื่นข่าวอยู่ ไปเจอท่านที่ยังไม่ดีจริงเข้า ถ้าท่านปฏิบัติตาม ท่านจะทำให้เราเสียเวลา ถ้าตายตอนนั้นเท่ากับเราจะไม่ได้ความดีอะไรเลย

    ถาม : การยึดถือคุณความดีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ แล้วเกิดน้ำตาไหล ร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งของคุณความดีของท่านทั้งหลาย อารมณ์นี้เป็นอารมณ์หมอง ?

    ตอบ:  คำว่า "ปีติ" ไม่ใช่อารมณ์หมอง เป็นกำลังของสมาธิที่เกิดจากการที่เราน้อมนึกถึงแต่สิ่งที่ดี ใกล้จะเป็นกำลังฌานแล้ว ถ้าก้าวถึงฌานเมื่อไหร่อาการนั้นจะหายไป ใกล้แล้วจวน ๆ จะขึ้นป. ๑ แล้ว

    ถาม : วันที่ ๓๑ และวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี มีความพิเศษอย่างไร แล้วเราร้องไชโยดีใจเพื่ออะไร และจริง ๆ แล้วควรทำความดีพิเศษอย่างอื่นหรือไม่ หรือว่าควรปฏิบัติอย่างไร ?

    ตอบ:  จริง ๆ แล้ว ๓๖๕ วัน ควรทำความดีให้ตลอด ไม่ต้องมาเร่งวันสองวันนี้หรอก ตอนบิณฑบาตปีใหม่จะสาหัสมาก นั่งมองอย่างเดียวก็อิ่มแล้ว ไม่มีปัญญาจะกินจริง ๆ แล้ว ๓๖๓ วันทำไมถึงไม่ใส่อย่างนั้นบ้าง ถ้าถามว่าร้องเพลงไชโยทำไม คงดีใจที่เได้เมาอีกแล้ว การทำความดีควรจะทำให้ต่อเนื่องอยู่ทุกวัน ทุกลมหายใจเข้า-ออกได้ยิ่งดี ไม่ใช่ไปเร่งทำความดีเฉพาะวันสำคัญเท่านั้น ถ้าทำลักษณะนั้นไม่พอกินไม่ว่า ไม่ทันกินด้วย ควรจะทำความดีให้ต่อเนื่องตลอดไป

    ส่วนในวันวาระที่สำคัญสำหรับปุถุชนทั่วไปอย่างนั้น เราเองก็เร่งทำความดีให้มากกว่าปกติซะหน่อย ไม่ถือว่าผิด เรียกว่าดีกับตัวด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ประเภทที่ถึงเวลาทำความดีเช่น เข้าพรรษาอดเหล้า ๓ เดือน อีก ๙ เดือนกินเหล้า อย่างนี้น่าจะอดซะ ๙ เดือน แล้ว ๓ เดือนไปกินโทษยังน้อยกว่า

    ถาม : เมื่อจิตใจมีอารมณ์สบาย มีความสุข เราควรดึงจิตของเราให้อยู่ในอารมณ์กรรมฐานหรือไม่ ? อารมณ์ใจในกรรมฐานที่เป็นอุเบกขากับอารมณ์จิตใจสบาย มีความสุข เราควรอยู่ในอารมณ์ใดดีกว่า
    ตอบ:  ถ้าอยู่ในอารมณ์อุเบกขารมณ์ได้จะดีที่สุด จิตที่ติดสุขเป็นจิตของกามาวจร ถ้าหากว่าติดทุกข์เป็นจิตของอบายภูมิ ต้องเป็นอุเบกขาโดยเฉพาะ สังขารุเปกขาญาณ คือ หยุดการปรุงการแต่งทั้่่งปวง ถึงจะเป็นจิตของพระนิพพาน


    ดังนั้นถ้าหากเราก้าวไปอยู่อุเบกขารมณ์ได้ อย่างน้อย ๆ ก็อยู่ในระดับของพรหม นอกนั้นถือว่าต่ำไป ดังนั้นหากว่าจิตมีปีติอะไรก็ดี มันจะมีแรงกระตุ้นให้เราทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างน้อย ๆ การเกาะความดีก็ดีกว่าสิ่งที่ไม่ดี เป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้นก็รักษาอารมณ์ของอุเบกขา โดยเฉพาะสังขารุเปกขาญาณให้ได้ เพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าไปเลยจะดีกว่า

    ถาม : ในวาระโอกาสขึ้นปีใหม่ คนส่วนมากเฉลิมฉลองในการนับตัวเลขถอยหลังเวลาเริ่มเข้าปีใหม่ แต่มีบุคคลอยู่บางกลุ่มไม่ได้ฉลองด้วยการดื่มสุราหรือสนุกสนานกับปีใหม่ แต่ได้ทำการสวดมนต์ในช่วงรอยต่อของระยะข้ามปี การกระทำอย่างนี้มีอานิสงส์พิเศษหรือเปล่า ?

    ตอบ:  มี คนเราถึงขนาดว่าทนอดตาหลับขับตานอนลุกขึ้นมาทำความดีกำลังใจของเขาต้องเข้มแข็งมาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ คนที่นอนไม่หลับ มี ๕ ประเภท

    ๑. ผู้หญิงผู้ครุ่นคิดถึงชาย
    ๒. ชายผู้ครุ่นคิดถึงหญิง
    ๓. คนร้ายที่ประสงค์ต่อทรัพย์
    ๔. พระราชาผู้ขยันออกปฏิบัติภารกิจ
    ๕. ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ลุกขึ้นปฏิบัติธรรม
    ถ้าถึงขนาดอดตาหลับขับตานอนขนาดนั้นคงไม่หนีพระโยคาวจร คือผู้ที่ตั้งมั่นในการหลุดพ้นแน่นอน การที่ท่านตั้งใจจะทำขนาดนั้น โดยที่ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวพักผ่อนหลับนอน เพื่อมาทำความดี อานิสงส์ก็ต้องมากเป็นพิเศษ ถ้าเปรียบกับพวกที่หลับหูหลับตาแหกปากฉลองไชโย สวัสดีปีใหม่ อย่างนั้นมันต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหวอีก

    เพราะฉะนั้นท่านใดที่ทำได้ขนาดนั้น ควรจะรีบโมทนาความดีของท่านเถอะ เรายังนอนหลับกันก้นโด่งอยู่เลย ท่านทำความดีไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

    ถาม : ทำอย่างไรเราจึงจะถอดจิตออกจากร่างได้อย่างเต็มตัว
    ตอบ:  เดินให้สิบล้อเหยียบ (หัวเราะ) จะถอดจิตออกจากร่างได้อย่างเต็มตัว เดินไปให้สิบล้อเหยียบได้แน่ ก็พยายามฝึกมโนมยิทธิหมวดอภิญญา โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นอภิญญาที่ได้จากกสิณ ๑๐ก็ดี หรือว่าอภิญญาที่ได้มโนมยิทธิก็ดี แต่ว่ามโนมยิทธิจะเป็นตัวที่ถอดจิตออกไปได้ ถ้าหากว่าอภิญญาใหญ่ที่เกิดจากกสิณ ๑๐ เขาไปกันทั้งตัว เขาเอาร่างกายนี้ไปเลย ไม่ว่าจะโลกไหน จักรวาลไหนก็เอาร่างกายนี้ไป

    หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่ชอบ เพราะว่าเอาตัวไปมันเหนื่อย ไม่เหมือนมโนมยิทธิถอดจิตไป ตัวนอนอยู่ตัวมันยังได้พักผ่อน ท่านก็เลยนิยมมโนมยิทธิมากกว่า เพราะฉะนั้น ลักษณะที่เราว่าก็คือฝึกมโนมยิทธิโดยตรงนั่นแหละ โดยอาศัยพื้นฐานของกสิณโดยเฉพาะ อาโลกสิณ-กสิณแสงแสว่าง โอทาตกสิณ-กสิณสีขาว เตโชกสิณ-กสิณไฟ เหล่านี้พอได้ทิพยจักขุญาณและอาศัยกำลังฌานที่ส่งเราไปจุดที่เราเคยเห็น

    ถาม : การแผ่เมตตามีอานิสงส์ต่าง ๆ มากมาย เช่น เป็นที่รักของเทวดา มนุษย์ ก่อนตายจิตไม่หลง อานิสงส์แบบนี้เพียงแต่แผ่เมตตาอย่างเดียว หรือต้องเจริญฌาน แต่ถ้าหากบุคคลสามารถทรงอารมณ์เป็นฌานของพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติอย่างนี้ อานิสงส์ก็คงจะมีมากประมาณไม่ได้ใช่หรือไม่ ?
    ตอบ:  ถ้าหากว่าพรหมวิหาร ๔ ถึงที่สุด คือพระอรหันต์แน่นอน พรหมวิหาร ๔ เขาหวังเอา ๒ จุดเท่านั้นคือ พระอนาคามีกับพระอรหันต์ ที่ว่าต้องทรงฌานหรือไม่นั้น ถ้าตอนท้าย ๆ ใช่แน่ เพราะท่านบอกว่า อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ ตายก็ไม่หลง ตายถ้าไม่ทรงฌานหลงแน่ ๆ คำว่า พรัหมะโลกูปะโค โหติ เกิดขึ้นพรหมโลก คนไม่ทรงฌานเกิดในพรหมโลกไม่ได้ ไปทำวัตรจำได้ไหมอานิสงส์ ๑๑ ประการ สุขังสุปะติ ตื่นก็มีความสุข หลับก็มีความสุข ไล่ไปจนกระทั่งต้องเกิดในพรหมโลก

    ถาม : คือต้องทรงให้เป็นฌาน อานิสงส์จึงจะมากใช่ไหมครับ ?

    ตอบ:  ต้องทรงฌาน ถ้าหากว่าทรงไม่เป็นฌานอานิสงส์น้อยไปหน่อย เท่าที่เคยปล้ำกรรมฐาน ๔๐ กองนี้ พรหมวิหาร ๔ อรูปฌาน ๔ ยากเย็นแสนเข็ญที่สุด พรหมวิหาร ๔ ยากกว่าอรูปฌาน ๔ อีก เพราะเป็นอารมณ์ใจแท้ ๆ ของเรา แต่สำหรับคนอื่นที่ท่านเป็นปกติน่าจะว่าง่าย แต่อาตมาว่าหินจริง ๆ

    สำหรับมีดหมอแล้ว รักษาโรคต่าง ๆ ที่หาสาเหตุไม่ได้ ส่วนใหญ่โรคจากไสยศาสตร์ที่เขาเรียกว่า คุณผีคุณคน แต่ถ้าน้ำมันพรายรักษายากที่สุด มันหายไม่เด็ดขาด อาการมันหมดไป แต่ถ้ากินอาหารที่เป็นน้ำมันเมื่อไหร่มันจะกำเริบใหม่ แล้วใครเลี่ยงการไม่กินน้ำมันได้บ้าง ยิ่งน้ำมันสัตว์ โดยเฉพาะพวกน้ำมันหมู น้ำมันไก่ ยิ่งกำเริบง่าย น้ำมันพรายมันเป็นน้ำมันของผี ซึ่งมันก็คือคนนั่นเองแหละ

    หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านพยายามรักษาแล้วรักษาอีก รักษาไม่หาย แต่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งท่านฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ประมาณปี ๒๕๐๘ ท่านบอกว่ามีโยมคนหนึ่งดิ้นปั้บ ๆ ๆ อยู่ จนกระทั่งเลิกฝึกแล้วไปดูตรงที่ ๆ เขานั่ง ตอนแรกคิดว่าเหงื่อ ปรากฎว่าไม่ใช่ แต่เป็นน้ำมัน หลวงพ่อก็แปลกใจให้เณรมาเช็ดมาล้าง เสร็จแล้วก็เลยสอบถามโยมว่ามันเกิดจากอะไร แกบอกว่าแกโดนน้ำมันพรายมา รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย อาการเป็นอย่างที่ว่านี้ พอวันรุ่งขึ้นมาแกก็ดิ้นอีกแต่ไม่แรงขนาดนี้ น้ำมันก็น้อย พอฝึกอีกวันปรากฏว่าคราวนี้มีนิดเดียว และตั้งแต่นั้นมาหายขาดเลย

    อันนี้มันเกิดจากวาระเวลานี่มันพอดี หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านก็ไม่นึกว่าการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังจะรักษาเรื่องของน้ำมันพรายได้ คงอยู่ในลักษณะที่นึกถึงภาพพระ ภาพพระอยู่ข้างใน ของไม่ดีมันก็อยู่ไม่ได้ มันโดนดันออกหมด

    ส่วนอีกรายหนึ่ง ป้าเจือ พี่สาวของแม่ทองดี แกโดนน้ำมันพรายมา ๓๐ กว่าปี หน้าดำปี๋ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย แกมาเข้าพิธีบวงสรวงที่นี่ แล้วแกเอาเทียนที่พุทธาภิเษกไป แกก็ไปจุดแล้วก็ภาวนาของแก แกโดนถึงขนาดเมียน้อยฝากให้ อันนั้นที่แกทำเขาให้ผีคุมแกไว้ เพื่อไม่ให้ไปอาละวาดกับเมียน้อย แล้วควบคุมผัวไปด้วย ในลักษณะถึงเวลาต้องการอะไรก็จะได้ แกบอกว่าบางทีแกอยากมาทำบุญใจจะขาด แต่มันเบลอนึกอะไรไม่ออกไปเฉย ๆ ทำกันขนาดนั้น ป้าเจือแกเอาเทียนไปด้วยความที่ว่าถึงวาระถึงเวลาของแกก็แล้วแต่ เพราะโดนมาตั้ง ๓๐ กว่าปีแล้ว ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดป้าเจือแกจะดำเป็นถ่าน เพราะไปโดนเข้าโดยที่แกไม่รู้ตัว แกเอาเทียนไปจุดแล้วก็นั่างภาวนา เราก็ไม่ได้สอนแต่แกทำของแกเอง ภาวนาไป อยู่ ๆ เหมือนเทียนระเบิดโป๊ะ แกตกใจสุดขีดจนเหงื่อท่วม

    ปรากฏว่าพอสังเกตดูมันไม่ใช่เงื่อแต่เป็นน้ำมันทั้งนั้น ชุดที่ใส่ต้องทิ้งไปเลยเพราะเหม็นจนทนไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาแกขาวผิดปกติ พอกลับไปไม่นานเขารู้ว่าหายแล้ว เขาก็ทำซ้ำใหม่อีก เจริญไหมล่ะ มันเอาจนได้แหละ

    ถาม : ใช้อย่างไรครับหลวงพี่ ?
    ตอบ:  มีดหมอใช่ไหม มีดหมอหากว่าไล่ผี ให้ใช้คำว่า นะโมพุทธายะ เป็นคาถากำกับ ถ้าหากว่าอยู่กับตัว เราก็แค่นึกถึง ส่วนใหญ่ถ้าเป็นผีทั่ว ๆ ไป แค่เราเหยียบบันไดบ้านหรือเหยียบเท้าเข้าบ้านมันก็เผ่นแล้ว มันไม่อยู่หรอก ถ้าหากว่ามันยังอยู่แสดงว่าเป็นพวกฤทธิ์มาก ดื้อจริง ๆ เอามีดหมอแตะหัว แล้วว่าด้วยคาถานะโมพุทธายะ มันก็จะไป
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...