ฉบับที่ ๗๕ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย MBNY, 23 กรกฎาคม 2010.

แท็ก:
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,800
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,286
    ช่วงแรกของเล่ม "งานฉลองวัดหนองบัว" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: ไม่ได้หมายถึงว่า จะต้องไปนั่งใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ไม่ต้อง คล่องตัวแล้วจะเป็นเลย แค่นึกก็เป็นแล้ว มีสุภาพสตรีอยู่คนหนึ่ง ตลกมากเลย อยู่ตำบลวังปริง อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา รายนี้เชื่อว่าเป็นพุทธภูมิแหง ๆ เลย เพราะว่าพอเขาขึ้นสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ปุ๊บ ตัวจะแข็ง เขาจะต้องเขย่าให้หลุด แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปได้อีกหน่อยก็แข็ง แล้วก็เขย่าให้หลุด ลักษณะนี้แหละก็คือว่า เป็นการถอนกำลังใจจากในระดับฌาน ๓ ไปสู่อุปจารสมาธิ นี่เขาทำจนชิน ต่อไปจะเข้าฌานได้เร็วมาก แล้วถอนได้เร็วมากเลย จะคล่องตัวกว่าเขา แต่เขาแปลกใจว่าเขาเป็นอะไร ? ทำไมอยู่ ๆ เป็นอย่างนั้น ? คือเขาลืมว่า การขับรถต้องใช้สมาธิ พอเริ่มตั้งใจขับปุ๊บ ตัวแข็งเป๊กไปแล้ว ก็ต้องเขย่าให้หลุด เพื่อที่จะบังคับรถให้ได้ แล้วพอตั้งใจบังคับรถ ก็แข็งกลับเข้าไปอีก เพราะจิตคล่องตัวอยู่ตรงจุดนั้นแล้ว
    รายนี้สนุกมากเลย ตอนแรกเขาคิดว่าเขาไม่สบาย ไปหาหมอ หมอก็หาสาเหตุไม่ได้ ความจริงเป็นสมาธิ ที่เชื่อเป็นพุทธภูมิเพราะว่าเขาต้องทำจนกว่าจะคล่องตัว เมื่อถืงเวลาจะได้สอนคนอื่นได้ ก็เลยต้องเขย่าตัวเองอยู่อย่างนั้นแหละ หลายปีเลยกว่าจะเจออาตมา
    ถาม : ผมก็ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ผมไม่เขย่า ?
    ตอบ : ไม่ต้อง ของเราตอนนี้เป็นอย่างนี้ แล้วจะเป็นมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับของมัน แต่ละขั้นตอนกว่าจะผ่านจะช้า ช้าเพราะว่าวิสัยเดิมของเราต้องการจะเป็นครูเขา คนที่จะเป็นครูเขา ถ้ารู้ไม่รอบคอบรู้ไม่ครบ สอนเขาไม่ได้ เจอคนนอกทุ่งนอกท่านอกทางที่เราเคยเป็น เราจะบอกเขาไม่ถูก
    เพราะฉะนั้นคนที่ปรารถนาพุทธภูมิอย่างคุณ กว่าจะข้ามแต่ละขั้นตอนจะช้ากว่าเขา คนอื่นเขาขึ้นบันไดมา แค่รู้ว่ามีบันไดก็พอ กี่ขั้นไม่ต้องสนใจเสียด้วยซ้ำไป แต่พุทธภูมินอกจากจะรู้ว่ากี่ขั้นแล้ว ยังต้องรู้ว่ากว้างเท่าไหร่ ? ยาวเท่าไหร่ ? ทำด้วยวัสดุอะไรบ้าง ? ใช้วิธีอย่างไร ? จะก่อมันขึ้นมา สร้างมันขึ้นมา คนเป็นพุทธภูมิต้องพร้อมที่จะสร้างบันไดเลย ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีบันได้ให้ขึ้น เพราะฉะนั้นกว่าจะได้แต่ละอย่างนี่สาหัส...! ของอาตมากว่าจะผ่านปีติแต่ละตัว ติดอยู่เป็นเดือน ๆ ติดอยู่เป็นปี ๆ อยากจะสั่นก็สั่นอยู่นั่นแหละ
    ถาม : แต่สั่นแล้วก็มันนะครับ เบาสบาย
    ตอบ : ใช่ เพราะว่าจิตของเราปักมั่นอยู่ อาการสั่นเป็นตัวปีติ เป็นการแสดงออกเท่านั้นเอง ปล่อยเต็มที่ไปเลย
    ถาม : เรื่อง " คาถา" ตอนนั้นผมใช้ คาถาอะไรก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือครับ ? พอสักพักก็จะลืมไป แล้วก็จะทรงอยู่อย่างนั้น ?
    ตอบ : ใช่ ถ้าจิตเป็นสมาธิแล้ว คาถาอะไรก็ได้ เพราะเราแค่นึกก็เป็นไปตามที่ต้องการแล้ว แรก ๆ คาถาเป็นเครื่องโยงใจให้เป็นสมาธิเท่านั้น พอเป็นสมาธิแล้ว เราจะตั้งใจให้เป็นอย่างไรต่างหากล่ะที่สำคัญ คุณจะใช้ พุท-โธ ธรรมดา แล้วก็เสกหินให้กลายเป็นขนม ไปนั่งกินก็ได้ ขอให้สมาธิถึงกำลังพอ
    ถาม : ในกรณีนั้น หลักสูตรบังคับต้องฌาน ๔
    ตอบ : ถ้าหากว่าไม่คล่องตัว ไม่ได้ด้วย ไม่ใช่ฌาน ๔ เฉย ๆ นะ ต้องหัดใช้งานให้คล่องตัวด้วย
    ถาม : แต่เราใช้ก่อนก็ได้ไหรือไม่ครับ ? อย่างเช่นว่า จะสีอย่างไรไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าเป็นแก้วใส ๆ
    ตอบ : ใช้ก่อนได้ แต่ผลจะน้อยกว่า
    ถาม : แล้วอย่างรถเมล์วิ่งช้า ผมก็ลองเล่นสนุก ก็อยากให้มันเร็วสุดชีวิตของมัน ผมก็ลองเพ่งมันอยู่อย่างนั้น ผมก็ยืนอยู่
    ตอบ : ระวังเอาไว้...! อันตรายอาจเกิดขึ้นได้ อาตมาเก็บเอาไว้ตอนจำเป็นเท่านั้น เคยขึ้นตองยี ตองยีจะอยู่รัฐฌานของพม่า จากมัณฑะเลย์ พอข้ามเขาชานโยมาแล้วจะขึ้นเขาตลอด ชานโยมา คือบรรพตสยาม แสดงว่าาก่อนหน้านั้นเขตไทยจะต้องถึงตรงจุดนั้น ใช้เขาลูกนั้นเป็นเขตจะคดเคี้ยวแล้วก็สูงชันมาก รถกำลังไต่ขึ้นเขา ๆ แล้วเครื่องดับ แล้วสตาร์ทไม่ติดด้วย ก็เลยหันไปถามครูบาน้อยว่า เฮ้ย...! ช่วยมันไหม ? ครูบาน้อยบอกว่า ช่วยมันหน่อยเถอะครับอาจารย์ คนเยอะเหลือเกิน เดี๋ยวคนอื่นตายด้วย เออ...อย่างนั้นบอกมันสตาร์ทใหม่ พอสตาร์ทใหม่ติดก็ไปต่อได้ เอาไว้จำเป็นจริง ๆ แล้วค่อยใช้ ไม่ใช่ไปลองมันอย่างนั้น ถ้าไปเอามันอย่างนั้น เกิดคนตายห่าไปทั้งคันรถแล้วยุ่งเลย
    ลักษณะอย่างนี้แหละที่อภิญญาขึ้นเต็มที่ไม่ได้ ยังไปสนุกไม่ดูตาม้าตาเรือ ขืนให้ได้เต็มที่รับรองได้ว่าประเทศชาติบรรลัยหมด (หัวเราะ) ค่อย ๆ ทำไป พอกำลังใจทรงตัวแล้ว สมาธิตั้งมั่น เดี๋ยวจะรู้เองว่าทำได้แค่ไหน เพราะว่าพอพ้นเขตนั้นปุ๊บ...! จะเหมือนกับเสื่อม จะเหมือนกับรถเร่งไม่ขึ้น จะได้แค่นั้น จนกว่าเราจะทำกำลังใจได้สูงกว่านั้น กำลังที่สูงกว่านั้นถึงจะมา กำลังใจสูงขึ้นคือ ปล่อยวางยอมรับกฎของกรรมได้มากขึ้น ไม่ไปยุ่งกับชีวิตและอนาคตของคนอื่นเขามากนัก ก็จะได้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้ายุ่งมากก็จะโดนล็อกอยู่แค่นั้น เหมือนรถที่โดนล็อกความเร็ว เหยียบถึง ๑๒๐ ก็ฟอด ไปต่อไม่ได้
    ถาม : ถ้าเราไม่รู้ว่าเราปรารถนาอะไร ? ถ้าเราอยากจะลาพุทธภูมิ เราจะลาอย่างไร ?
    ตอบ : ลาหน้าหิ้งพระ ดอกบัวขาว ๕ ดอก เทียนขาว ๕ ดอก ธูป ๕ ดอก ตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย ว่านะโม ๓ จบ ประกาศต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้า เคยปรารถนาพระโพธิญาณตั้งแต่ชาติใดก็ตาม ตอนนี้ขอละซึ่งความปรารถนาอันนั้น ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเข้าสู่นิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ตั้งใจทำแค่นี้แหละ ถ้าพระพุทธเจ้าท่านบอก เฮ้ย...ลาไม่ได้ ก็เป็นอันว่าลาไม่ได้ ถ้าท่านไม่ปฏิเสธก็เป็นอันว่าลาได้
    ถาม : คำว่า "มอบกายถวายชีวิต" หมายถึงอย่างไร ?
    ตอบ : หมายถึงว่า ถ้าหากว่าเราปฏิบัติไม่ได้ตามที่ต้องการ ถึงเราจะตายไป เราก็ยอม
    ถาม : ....................................
    ตอบ : ทุกอย่างจะเริ่มจากอายตนะสัมผัสกระทบ ถ้าพอตา ก็แปลว่าจะพอใจ ฉะนั้นถ้าสักแต่ว่าเห็น ไม่เป็นอันตรายแก่เรา แต่ถ้าเห็นแล้วเราไปคิดต่อ จะเริ่มทำอันตรายเราได้ทันที แปลว่าเรารับเข้ามาในใจเรา ต้องกันมันไว้ตรงนั้น ตาเห็น สักแต่ว่าเห็น หูได้ยิน สักแต่ว่าได้ยิน จมูกได้กลิ่น สักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้นได้รส สักแต่ว่าได้รส กายสัมผัส สักแต่ว่าสัมผัส ต้องระวังให้ทัน แรก ๆ สติสมาธิยังไม่พอ กันมันยาก ถ้ารู้ตัวว่าหลุดเมื่อไหร่ ? รีบดึงกลับมา ไม่อย่างนั้นปรุงแต่งไปมาก พาเรารัก โลภ โกรธ หลง ทุกข์ไปอีกนาน
    ถาม : ตอนนั่งมอบกายถวายชีวิต ผมก็นั่งหน้าพระพุทธรูป แล้วก็เมื่อย พอเมื่อยผมก็คลายออก ?
    ตอบ : ก็คุณไปสนใจกับความเมื่อย เขาไม่ให้ไปสนใจ เขาให้สนใจกับอารมณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น
    ถาม : แล้วถ้าหลุดนิดหนึ่ง ?
    ตอบ : หลุดนิดหนึ่ง เวทนากินทันที มันตั้งใจจะกวนไม่ให้คุณทำได้อยู่แล้ว
    ถาม : อากาสานัญจายตนะ กับ วิญญาณัญจายตนะ จับความว่างจับอย่างไร ?
    ตอบ : อากาสานัญจายตนะ เขารู้สึกว่า อากาศกว้างใหญ่ไพศาลดี ไม่มีขอบเขตเป็นเครื่องบังคับ เลยเปลี่ยนจากรูป ซึ่งมีขอบเขตกำหนด ขอบเขตบังคับ ไปจับความกว้างขวาง ไร้ขอบเขตของอากาศแทน ถ้าคำภาวนาเขาใช้ว่า "อากาสาอนันตา" นึกถึงความว่างของอากาศไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกำลังใจทรงเป็นฌาน ๔ เต็มระดับ แล้วก็ลดลงมาจับภาพใหม่ แล้วก็เพิกภาพนั้นเสีย ตั้งใจภาวนาจับอารมณ์อย่างนั้นใหม่ ทำบ่อย ๆ จนอารมณ์ใจคล่องตัว นึกเมื่อไหร่ ? ได้เมื่อนั้น
    แล้วก็เลื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือ วิญญานัญจายตนฌาน เขาให้กำหนดภาพขึ้นเหมือนเดิม แล้วก็ตั้งใจว่า ถึงแม้ว่าอากาศจะกว้างขวางไร้ขอบเขตก็ตาม แต่ยังมีวิญญาณคือความรู้สึกของเรา ที่ไปกำหนดขอบเขตของมันได้ ดังนั้นแม้แต่ความรู้สึกเช่นนั้นเราก็ไม่เอา แล้วก็ตั้งใจภาวนาว่า "วิญญาณังอนันนตัง" ไปเรื่อยจนกำลังทรงเข้าฌาน ๔ เต็มระดับ แล้วก็ถอยกำลัง จับรูปใหม่ เพิกรูปเสีย ภาวนาใหม่ลักษณะนั้นจนคล่องตัว
    แล้วค่อยขยับขึ้นไปจับ อากิญจัญญายตนฌาน ลักษณะเดียวกันคือ กำหนดรูปขึ้นมา แล้วก็เพิกรูปนั้นเสีย ตั้งใจไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของทั้งหลายทั้งปวง ในที่สุดก็สลายตายพังไป อะไรสักนิดหนึ่งก็ไม่มีเหลืออยู่ แล้วภาวนาว่า "นัตจิกิญจิ" ไปเรื่อย จนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัวเท่ากับฌาน ๔ เต็มกำลัง แล้วถอยออกมา ตั้งภาพขึ้นแล้วภาวนา คิดอย่างนั้นใหม่ ทำอย่างนั้นใหม่ จนคล่องตัว นึกเมื่อไหร่ ? ได้เมื่อนั้น
    แล้วถึงไปจับ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ลักษณะเดียวกันคือว่า พอถึงตั้งภาพขึ้นมา แล้วก็ตั้งใจนึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา มันเกิดกับรูป คือร่างกายนี้ อยากจะเกิดขึ้นก็ให้เกิดขึ้นไป เราจะไม่ไปสนใจมัน พออารมณ์ใจตั้งมั่นก็ให้ภาวนา "เอตังสัญตัง เอตังปะนีตัง" ไปเรื่อย จนอารมณ์ใจทรงตัวเต็มที่ ตอนนั้นจะไม่สนใจอะไรเลย อยู่กลางแดดก็ไม่รู้สึก อยู่กลางฝนก็ไม่รู้สึก จนกระทั่งนึกเมื่อไหร่ ? ได้เมื่อนั้น แล้วก็พยายามทำให้มันสลับกัน จะขึ้น ๔,๕,๖ หรือ ๖,๔,๕ หรือ ๕,๔,๖ หรือ ๖,๗,๘ ก็ว่าไป จนคล่องตัวจริง ๆ อาศัยได้จริง ๆ แล้วก็ซ้อมสลับกันไปสลับกันมา ระหว่างรูปฌาน ๑,๒,๓,๔ อรูปฌาน ๑,๒,๓,๔ ไปเรื่อย พอคล่องตัวจริง ๆ คราวนี้จะจับอะไรก็สะดวกง่ายไปหมด พูดอย่างกับเปิดตำรา (หัวเราะ)
    ถาม : ตอนแรกจับความว่างของอากาศ แล้วก็จับความรู้สึก แล้วก็จับเรื่องของ (ไม่ชัด)
    ตอบ : ทุกสิ่งทุกอย่างสลายหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่ น้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้วหลังจากนั้นทำรู้สึกก็ไม่รู้สึก กระทบก็ไม่รู้สึก ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว พูดง่าย ๆ ว่าช่วยได้ก็ช่วยร่างกายนี้ ช่วยไม่ได้ก็ไม่ต้องช่วย
    เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม โดนทหารกะเหรี่ยงคริสต์ เขาเรียกทหารป่า กักอยู่กลางป่า โอ้โฮ...ตอนนั้นในเมืองแค่ ๑๑ องศา แล้วในป่าเท่าไหร่ ? แค่ ๒ ทุ่มเท่านั้น เขาลุกไปผิงไฟกันแล้ว อาตมานอนสบายอยู่คนเดียว อยากหนาวก่อนก็หนาวไป กูไม่หนาวกับมึงหรอก (หัวเราะ) นอนไปเรื่อย ๆ ถึงตี ๔ ก็ลุกไปสรงน้ำ บ้าไหม ?
    ถาม : อย่างคนที่ลาพุทธภูมิแล้ว เรื่องของการปฏิบัติ ?
    ตอบ : ยังยากเหมือนเดิม เพราะวิสัยเก่าเป็นอย่างนั้น ยังรู้ละเอียดเหมือนเดิม แต่เพียงว่ากำลังที่สูง ทำให้เข้านิพพานได้ง่าย
    ถาม : ก็ยังต้องผ่านยาก ?
    ตอบ : เท่าที่อาตมาลองทำดู ก็ยังยากฉิบหายเหมือนเดิม
    ถาม : ถ้าเรามีชีวิตอยู่นี่ เราทำบุญ เราภาวนาให้เก่ง (ไม่ชัด)
    ตอบ : ภาวนา ถ้าอาารมณ์ใจทรงตัวเป็นฌาน คุณให้ทานจนเคยชิน ก็เป็นฌาน ไม่ใช่ต้องไปนั่งภาวนา คนนั่งภาวนาน่ะ เด็กหัดใหม่ คนที่เขาทำกันจนชิน อิริยาบถใดเขาก็ทำได้นั่นน่ะ ถึงจะใช้งานได้จริง ๆ นี่ถึงจะเป็น Professional มืออาชีพ ลักษณะที่วาเราเคยใส่บาตรทุกวัน ๆ พอถึงเวลาไม่ได้ใส่ปุ๊บ รู้สึกไม่ดีทันที อย่างไรก็ต้องใส่ให้ได้ นั่นแหละ คุณทำทานจนเป็นฌานแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งภาวนาด้วยคำว่า "ฌาน" แปลว่า เ คยชิน เคยชินระดับแรกเรียก "ปฐมฌาน" เคยชินระดับสองเรียก "ทุติยฌาน" ไล่ไปเรื่อย
    ถาม : ทำอิริยาบถไหนก็ได้ ?
    ตอบ : ใช่ หกคะเมนตีลังกาอย่างไรก็ได้ ยืนยันว่าทำได้แน่นอน เพราะทำมาแล้ว
    ถาม : ถ้าเราถวายสังฆทาน แต่เราไม่ได้สร้างอะไรไว้ก่อนเลย จะไม่ค่อยได้ผล ?
    ตอบ : ก็ได้อยู่ คือเรารู้แล้วเราก็ไปตั้งอธิษฐานเอาได้ สิ่งที่เราทำ ผลนั้นยังอยู่ ในเมื่อผลนั้นยังอยู่ เราต้องการให้ผลนั้นเป็นอย่างไร เราไปตั้งใจใหม่ได้ อธิษฐาน คือความตั้งใจมั่น เป็นธรรมะที่สำคัญมากด้วย เพราะว่าบางคนเขาบอกว่า การทำบุญแล้วอธิษฐานขอโน้นขอนี่ เป็นตัณหา เป็นตัวโลภ ความจริงไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ พอเราทำไปปุ๊บไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลของการกระทำนั้นจะเกิดแน่นอน อธิษฐานบารมี เป็นเพียงกำหนดว่าให้เกิดเมื่อไหร่ ? เกิดอย่างไร ? เราต้องการกินข้าวตอนนี้ ถ้าข้าวไม่อยู่ตรงหน้าของเรา กว่าจะหาเจออีก ๓ วันก็แย่
    ถาม : .................................
    ตอบ : เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาจะใช้ก็ดึงมันออกมา ขอให้ password ถูกต้อง มันหลุดออกมาเองแหละ คำว่า password คือต้องให้มีคนถาม ถ้าคนมาถามเราก็ไปของเราเรื่อย ถ้าไม่ถามไปไม่เป็นหรอก
    ถาม : สังโยชน์ ๑๐ ตัดสักกายทิฏฐิ ถ้าละได้ก็ไปแล้ว
    ตอบ : ถ้าเราทำ ๓ ข้อแรกได้ เขาให้จับข้อสุดท้ายไปเลย สำคัญที่สุด ๓ ข้อแรก ใน ๓ ข้อแรกไม่ใช่ละได้เด็ดขาด ละได้ระดับที่ต้องการก็จะเป็นพระโสดาบัน เสร็จแล้วไปจับตัวท้ายเลย เพราะว่า ต้น กลาง นั่นมันสำคัญที่สุดตรงปลาย ปลายมันเป็นราก แล้วตัดรากแก้วขาดมันตาย ถ้ารากแก้วไม่ขาดมันก็ยังพยายามจะงอกอยู่เรื่อย
    ถาม : ตัวท้ายอะไรครับ ?
    ตอบ : อวิชชา อวิชชา ตามศัพท์เขาแปลว่าไม่รู้ จริง ๆ แล้วต้องแปลว่า รู้ไม่หมด รู้ไม่ครบ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดระฆัง อย่าลืม อาตมาบอกสมเด็จพุฒาจารย์ สมัยก่อนตำแหน่งแค่นั้น มาตอนเหลังเขาเพิ่มเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆัง คือหลวงพ่อโต ท่านบอกว่า มันต้องแปลว่ารู้ไม่หมด อวิชชาแยกเป็นศัพท์ ๒ ตัว คือ ฉันทะ ความพอใจ แล้วก็ราคะ ความยินดี อยากมี อยากได้ เกิดความพอใจก็เลยยินดี อยากมีอยากได้ พอใจปุ๊บก็ยินดี เออ! ถ้าหากว่าเป็นแฟนเราก็ดี อันนี้เป็นราคะ
    ถ้าหากว่าตาเห็น ว่ามันสวยก็เกิดจิตปรุงแต่งอยากจะได้ขึ้นมา หูได้ยิน เออ! มันไพเราะอยากจะฟัง จมูกได้กลิ่น เออ! มันหอม อยากจะดมอีก ลิ้นได้รส เออ! อยากจะกินอีก กายสัมผัส เออ! นุ่มดีอยากสัมผัสอีก
    เพราะฉะนั้นมันอยากละเอียดมากต้องระวังให้ทัน แว่นตา เออ! ชัดดี พอใจมันนี่เสร็จแล้วนะ เครื่องคิดเลข เออ! ตัวใหญ่ดีใช้ง่ายสะดวก เสร็จอีกแล้วนะ ยากไหม ? แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วมันไม่อยาก มันเหมือนกับเรามีกล้องจุลทรรศน์ แรก ๆ พวกสักกายทิฏฐินี่เหมือนกับเราไปฆ่าช้าง ตัวมันใหญ่ยิงง่าย พอไปกลาง ๆ มังเล็กลงมาเท่าหมาเท่าแมวเท่าหมู มันเล็กไปเรื่อย ๆ มันเท่ายุุง เท่ามดเท่านั้น ตอนนี้สติปัญญาของเราทุกอย่าง มันจะแหลมคมและชัดเจนแจ่มใสมากเหมือนกับมีกล้องจุลทรรศน์ เมื่อมีกล้องจุลทรรศน์อยู่ยุงมันตัวใหญ่เกินไปเสียด้วยซ้ำ สอยได้ไม่ยากหรอก
    ถาม : สักกายทิฏฐิกับมานะ ต่างกันตรงไหนครับ ?
    ตอบ : ต่างกัน มานะ เป็นสันดานในใจของเรา เขาเรียกว่า อนุสัย เป็นตัวที่ละเอียดลึกอยู่ สักกายทิฏฐิ เป็นความรู้สึกปกติ ความรู้สึกปกติเหมือนกับเราหวงของอย่างหนึ่ง มันก็เลยรู้สึกว่าหวงร่างกายนี้ แต่ตัวมานะนั้นมันไม่ได้หวงเฉย ๆ มันคิดว่ากูดีกว่าด้วย ของชิ้นนี้ของกู กูรักกูหวงอย่างเดียวไม่พอ ของกูดีกว่าของมันด้วย ต่างกันไหม ? ต่างกันอยู่หน่อยเดียวแหละ
    ถาม : ตัดมานะได้ก็แปลว่า ตัดสักกายทิฏฐิได้แล้วหรือครับ
    ตอบ : ถ้าตัดสักกายทิฏฐิได้ มานะมันเหลือกำลังน้อยเต็มที อธิบายง่ายเกินไปหรือเปล่า
    ถาม : บารมี ๑๐ ถามว่าเนกขัมมะ ตอนเป็นฆราวาสจะปฏิบัติอย่างไร ?
    ตอบ : เนกขัมมะ ตอนเป็นฆราวาสเราถือได้ด้วยการไม่ละเมิดลูกเมียคนอื่นเขา คือทำทุกอย่างให้อยู่ในกรอบของศีล ถ้าหากว่าทำได้แค่ศีล ๕ เอาแค่ ศีล ๕ ทำกรรบถ ๑๐ ได้เอากรรมบถ ๑๐ ทำศีล ๘ ได้เอาศีล ๘ ถ้าถึงศีล ๘ อันนั้นเริ่มเป็นเนกขัมมะที่แท้จริงแล้ว พอศีล ๘ มันจะลาจากการยุ่งเกี่ยวกับเพศตรงข้ามเป็นการถือพรหมจรรย์ ตัวเนกขัมมะ ก็คือ ละออกจากความหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บางคนเขาแปลว่าการถือบวชไปเลย ก็คือการปฏิบัติเหมือนกับนักบวชนั่นแหละ เพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพศตรงข้ามไปเลย
    ถาม : เมื่อสักครู่หลวงพ่อบอกให้ละนิวรณ์ ๕
    ตอบ : นั่นแหละนิวรณ์ ๕ ก็อยู่ในนั้นเพราะขึ้นด้วยกามฉันทะ-ความพอใจในระหว่างเพศ ปฏิฆะ-พยาบาท ความโกรธ เกลียด ถีนมิทธะ-ง่วงเหงาหาวนอนไม่พอ ขี้เกียจทำด้วย อุทธัจจะ-อารมณ์ใจไม่ตั้งมั่น ฟุ้งซ่านไปที่อื่นอยู่เรื่อย ๆ วิจิกิจฉา-ลังเลสังสัยอยู่นั่นแหละ ทำแล้วจะได้ผลจริงหรือเปล่า ทำไม่ถึงสักทีแล้วเมื่อไหร่จะได้ผล ดังนั้นจริง ๆ แล้วหน้าตามันจะคล้าย ๆ กัน เรื่องของธรรมะเรารู้ว่าพอดีสำหรับเราแล้วก็ไปตั้งหน้าตั้งตาทำ ไม่ใช่โกยไปเรื่อย ๆ กินมากอาหารมันยังไม่ย่อย ฟังมากบางทีมันก็ฟุ้งมันก็เฟ้อมันเฝือไปเลย
    ถาม : พอดีมันไม่ย่อยมานานแล้ว วันนี้ได้ยืดไส้ย่อยมันก็หายง่วงไปเยอะ ก็จะได้ไม่งง ไม่อย่างนั้นก็จะลังเลแล้วก็สงสัย แล้วก็ติ๊งต๊องไปแล้ว


    http://www.grathonbook.net/book/75.html
     
  2. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,800
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,286
    ถาม: เรื่องของการลังเลสงสัย ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติไม่ถือว่าลังเล ถ้าลังเลมันไม่ทำหรอก เพียงแต่ว่ามันยังมีอยู่ตรงจุดที่ว่าทำแล้ว มันจะเป็นอย่างนั้นไหมหนอ ตัวนี้ถือว่าเป็นเบาแล้ว ถ้าคนลังเลจริง ๆ มันไม่ทำเลย
    ถาม : วันที่ ๑๗ นี้บวชเยอะหรือครับ ?
    ตอบ : ก็แล้วแต่ ตอนนี้สมัครเท่าไหร่ก็รับเท่านั้น ของเราบวชให้ง่ายมาก แต่ว่าอยู่ยากมาก ยากตรงที่ว่าผิดแล้วไล่เลย พรรษาที่ผ่านมาว่าไปเสีย ๕ รูป โดยเฉพาะอาจารย์อู อาจารย์อูบวชมานานแล้ว รองจากเจ้าอาวาสกับเลขาแล้วแกอาวุโสที่สุด อาตมาไล่ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่แกเคยอยู่กับอาตมาตั้งแต่เป็นเณร ตัวท่านเองอยู่ในลักษณะที่ว่ากลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับรุ่นน้อง จะอยู่ในจุดที่ว่าถ้าวันไหนเซ็ง ๆ ขึ้นมาก็ไม่บิณฑบาต เบื่อขึ้นมาก็ไม่ทำกรรมฐาน สวดมนต์ทำวัตร ของวัดเป็นงานส่วนรวมต้องมาทำด้วยกัน เขาอาจจะคิดผิดว่าเป็นเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทำมั่งไม่ทำมั่งก็ได้ แต่ความจริงไม่ใช่
    อะไรที่เราต้องทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ทุกวันนอกจากจะทดสอบขันติ-ความอดทน สัจจะ-ความตั้งใจของเราแล้ว ยังอยู่ตรงจุดที่ว่าเราาทำอยู่ทุกวันเราสามารถทำของวันนี้ให้ดีกว่าวันที่แล้วได้ไหม วันนี้เราทำให้ดีกว่าเมื่อวานได้หรือเปล่า หมั่นสำรวจอย่างนี้แล้วทำให้มันดีขึ้นทุกวัน ไม่ใช่ทุกวันก็ซังกะตายทำไปเหมือนกัน แล้วท่านก็ประเภทที่ว่าพอรุ่นน้องถามก็ดันไปบอกเขาเสียอีกว่า ถ้าเราไม่กินเราไม่ต้องบิณฑบาตก็ได้ ก็บรรลัยล่ะสิ แล้ววัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านจัดเป็นอริยประเพณีมามันไปอยู่ที่ไหน อย่าลืมว่าพุทธกิจ ๕ ประการคือ
    ปุพพัณ เหปิณฑปาตัญจะ เช้าขึ้นมาบิณฑบาต
    สายัณเหธัมมเทสนัง บ่ายก็เทศน์โปรดชาวบ้าน
    ปโทเสภิกขุโอวาทัง พอค่ำลงให้โอวาทพระภิกษุ สามเณร
    อัฑฒรัตเตเทวปัญหานัง พอกลางคืน ครึ่งคืนไปแล้วก็แก้ปัญหาให้เทวดา พรหม
    ปัจจูเสวตเตกาเล ภัพพาภัพเพวิโลกนัง พอเวลาใกล้รุ่งตรวจอุปนิสัยสัตว์โลกเพื่อจะได้รู้ว่าใครจะเสด็จไปโปรดผู้ใด

    สรุปแล้วพระพุทธเจ้าบรรทมอย่างเก่งคืนหนึ่งคงไม่เกิน ๓-๔ ชั่วโมง เพราะเวลาเหลือนิดเดียว แล้วพระพุทธเจ้าท่านบิณฑบาตตลอดชีวิต จัดเป็นอริยประเพณี คือ ระเบียบปฏิบัติที่พ่อใหญ่ท่านทำเป็นตัวอย่างเอาไว้
    หลวงตาปรีชา เคยถามว่า อาจารย์ครับ อาจารย์อยากได้อะไรคนเขาก็ให้อยู่แล้ว แล้วทำไมถึงทำตัวเหมือนคนเจียมตัว ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา บอกว่าหลวงตาครับเราเป็นขอทาน พ่อใหญ่สอนให้เราขอเขากิน คนที่ขอคนอื่นเขาถ้าขอไม่บันยะบันยังคนให้ก็ไม่อยากจะให้ ท่านบอกว่าพระภิกษุสงฆ์ต้องทำตัวเหมือนกับผึ้ง เมื่อถึงเวลานำน้ำหวานไปจากดอกไม้ก็ไม่ทำให้กลีบดอกไม้ต้องชอกช้ำ
    เพราะฉะนั้นเขาจะสงเคราะห์อะไร ให้สงเคราะห์ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เที่ยวไปไล่ขอเขา หลวงพ่อสอนผมมาว่า ถ้าหากว่าไม่จำเป็นอย่าขอใคร ถึงจำเป็นก็ไม่ควรขอ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไป ถ้าชาวบ้านเขาไม่สงเคราะห์เราก็ยอมอดตายไปเลย
    คราวนี้เป็นอย่างไร ถึงเวลาไปบอกเขา ถ้าไม่กินบิณฑ์ก็ได้ ไม่บิณฑ์ก็ได้ก็บรรลัยสิจ๊ะ เพราะฉะนั้นที่วัดบวชง่ายมาก ใครจะไปบวชถ้าหากว่คุณไปโดยถูกกติกา คือไปถึงแสดงตนสามารถกล่าวคำขานนาคได้ เขียนใบขอบรรพชาอุปสมบทมีผู้เซ็นต์รับรองเรียบร้อยบวชได้ทุกคน แต่ว่าบวชแล้วจะอยู่ได้ไหมอีกเรื่องหนึ่ง อาจารย์สมพงษ์ เขาใจอ่อนเขาไม่ค่อยไล่ใครหรอก ๕ รูป อาตมาจัดการรวด
    ถาม : บวชง่าย ตกนรกง่ายมากเลย
    ตอบ : บวชง่ายที่นั่นแล้วขณะเดียวกันอยู่ยาก ชุดสุดท้ายที่ไล่ไปมีอยู่ท่านหนึงเขามีพี่ชายก็เป็นลูกศิษย์ อาตมามาก่อน พี่ชายก็บอกว่าเขาโทรคุยกับเพื่อนเขา บอกว่าเจ้าอาวาสเขาบอกว่า ภาคทัณฑ์ไม่ใช่หรือ ไอ้เพื่อนบอกว่าใช่ครับ เจ้าอาวาสบอกภาคทัณฑ์ แต่อาจารย์เจ้าอาวาสไล่ไปเรียบร้อยแล้ว (เจริญไหมล่ะ ดุไปหน่อย) ถ้าอะไรเราทำแล้วมัวแต่ไปเห็นแก่หน้าค่าชื่อ มัวแต่ไปอคติอยู่มันยุ่ง
    ถาม : ...............................
    ตอบ : การทำบุญไม่มีมากไม่มีน้อย สำคัญตรงกำลังใจสละออก ถ้าคนเขามี ๑๐๐ บาท เขาทำ ๒๐ บาท ก็ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนมี ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทำมา ๑ ล้านบาท เป็นเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่มากไม่ใช่น้อย สำคัญตรงกำลังใจสละออก การทำบุญที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญก็คือ ทำแล้วตัวเองและคนรอบข้างไม่เดือดร้อน
    เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย มันถึงจะเป็นทางสายกลาง การทำบุญ ถ้าทำแต่น้อยและทำบ่อย ๆ กำลังใจมันจะเคยชินในการสละออก อานิสงส์จะมากกว่า ๆ เพราะได้ทำบ่อย ขณะเดียวกันคนที่มี ๑๐๐ ควัก ๕๐ โห!คิดมากเลยที่เหลือพอใช้ไหมวะ
    เรื่องเงินต้องหลวงปู่บุดดา หลวงปู่ท่านเป็นพระธรรมยุต พระธรรมยุตเขาไม่จับเงิน แต่หลวงปู่บุดดาจับเงินหน้าตาเฉย เพราะว่าหลวงปู่ไปวัดท่าซุง ลูกศิษย์สายวัดท่าซุงนี่มันเคยชินในการถึงเวลาแล้วถวายเงิน เอาไปแล้วก็กอง ๆ ตรงหน้าหลวงปู่เยอะแยะไปหมด คนทนไม่ได้เอาถุงก๊อบแก๊บมาใบหนึ่งวางไว้แล้วก็กวาดเงินใส่ถุง คนต่อไปก็ใส่ถุง ๆ ถึงเวลาหลวงปู่จะกลับลูกศิษย์ก็จัดแจงผูกปากถุง แล้วก็หลวงปู่ครับ หลวงปู่ท่านก็แหวกย่ามเสียกว้างเลยกลัวถุงเงินถูกมือ พอลูกศิษย์หย่อนลงไป หลวงพ่อถาม อ๋อ! กลัวเงินใช่ไหม ไม่ใช้เหรอ แล้วก็ดึงมาเลย หลวงปู่บุดดาตะครุบสองมือเลย บอกจับแล้วครับ เออ! มันต้องอย่างนั้นสิ มันก็แค่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่นั้น ถ้ายังให้มันเป็นอันตรายกับใจตัวเองได้อย่าเอาเลย เดี๋ยวผมใช้แทนเอง
    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลวงปู่บุดดาจับเงินตลอด หลวงปู่บุดดานี่เป็นเรื่องอัศจรรย์มากคือจะเรียกว่า ท่านเป็นปาปมุตก็ได้ คำว่า ปาปมุต คือผู้พ้นจากบาปโดยสิ้นเชิง ในสมัยก่อนตามพระวินัยท่านบัญญัติไว้ว่า บุคคลที่เป็นพระอรหันต์แล้วถ้าทำอะไรคนจะตำหนิได้ นี่เขาให้สวดประกาศว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วเรียกว่า สติวินัย คือประกาศว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เริ่องอาบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ คนจะได้ไม่ไปกล่าวโทษท่าน หลวงปู่บุดดาท่านเป็นพระธรรมยุต ผู้หญิงอยากจะนวดท่านก็ให้เขานวด เขาถวายเงินมาท่านก็จับเงิน ไม่มีพระธรรมยุตองค์ไหนกล้าว่าสักคำ มีแต่เห็นด้วย
    เพราะว่าตั้งแต่ต้นจนปลายหลวงปู่ท่านปฏิบัติบริสุทธิ์จริง ๆ บริสุทธิ์ชนิดที่ไม่มีใครกล้าตำหนิ หรือไม่มีใครระแวงสงสัยท่านแม้แต่นิดเดียว อัศจรรย์ไหม ปกติพระธรรมยุตใครจับเงินนี่กัดตายเลย อันนี้ไม่ได้ตำหนิท่านนะ เพียงแต่ท่านอยากให้เราดีตามท่าน แต่ท่านเอาความหวังดีมาขายผิดที่ อาตมาไม่ค่อยจะดีด้วยหรอก
    สมัยไปอยู่กับหลวงปู่มหาอำพัน ที่วัดเทพศิริรนทร์ ถึงเวลาโยมมาถวายเงิน เราอยู่วัดเทพศิรินทร์นี่ ท่านเป็นวัดธรรมยุต เราก็ต้องรักษาระเบียบให้ท่านใช่ไหม พอโยมถวายเงินก็บอกว่า เอาวางไว้นั่นนะจ๊ะโยม เดี๋ยวลูกศิษย์มาจะให้ลูกศิษย์เขาหยิบเอง โยมก็เขียนใบปวารณาแล้วเอาสตางค์ทับไว้ พอโยมหันหลังพ้นรั้วอาตมาก็คว้าเลย หลวงปู่ยิ้มแต้เลย คือท่านรู้ว่าต่อหน้าเรารักษาหน้าของท่าน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนจะว่าท่านด้วย
    หลวงพี่มนตรี เป็นพระที่อยู่กับหลวงปู่บุดดา พระธรรยุตไปไหนเขาต้องเอาเด็กวัดหรือเณรไปด้วย เพื่อให้เป็นคนจับสตางค์แทน หลวงพี่มนตรีก็ชวนลูกศิษย์ที่เป็นคนอีสานไปอีสานด้วยกัน ลูกศิษย์ก็ถือกระเป๋าท่าน ถึงเวลาก็จ่ายค่ารถ คราวนี้นั่งรถมันแปลกว่าเขาพยายามจับพระให้นั่งอยู่หลังคนขับ ส่วนฆราวาสนั่งตรงไหนก็ได้ ลุกศิษย์ก็ไปนั่งเบาะหลัง เพราะรถ ๒ ประตู ลูกศิษย์มันเห็นถึงบ้านมัน ๆ ก็กระโดดลงเลย หลวงพี่มนตรีไม่เคยไป ไม่รู้นี่หว่าว่าถึงบ้านมันแล้ว หันมาอีกทีลูกศิษย์หายแล้ว ตัวเองไม่มีสตางค์สักสลึงหนึ่งจะกลับอย่างไร ท่านบอกคุณเอ๋ย! กว่าผมจะบิณฑบาตตั๋วรถขากลับมาได้นี่อายเขาแทบตายเลย มีแต่คนคิดว่าผมไปต้มเขา เป็นอย่างไรผลความลำบากของการเป็นพระธรรมยุต ไปไหนต้องหาลูกศิษย์ไปคนหนึ่ง
    สิกขาบทที่ ๘ แห่งโกสิยวรรค นิสสัคคิยปาจิตตีย์ การกล่าวไว้ว่า ภิกษุรับเงินและทองหรือสิ่งของที่ใช้แทนเงินทองต้องอาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่า ศีลขาดแล้วต้องสละของนั้นทิ้งก่อนถึงจะต่อศีล หมายความว่าแสดงอาบัติคืนได้ สิกขาบทที่ ๙ ท่านบอกว่าภิกษุรับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับแทนก็ดี ซึ่งเงินและทองหรือสิ่งของที่ใช้แทนเงินทองต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ตกลงหยิบเองหรือให้ลูกศิษย์หยิบโดนเท่ากัน อาตมาหยิบเองดีกว่า สะดวกกว่าเยอะเลย เพราะฉะนั้นอาตมาหน้าด้านอยู่หน่อย ๆ ถึงเวลาก็นับเองรับเองสบายใจดี
    ถาม : ไม่ดีเพราะว่าคนเห็นแล้วเกิดเขานึกไม่ดีแล้วปรามาส เขาก็ตกนรกแทน
    ตอบ : ไม่เป็นไร ให้มันตกไป
    ถาม : อ้าว เวรกรรม
    ตอบ : เขาเรียกว่า สวรรค์มีทางเจ้าไม่ไป นรกไร้ประตูกกลับตะกายมา สมควรลง
    ถาม : ไม่รับแบ่งครึ่งหรือครับ ?
    ตอบ : พยายามช่วยเขาอยู่ แต่คราวนี้ตรงนี้มันต้องใช้คำว่าจำเป็น ไม่อย่างนั้นใครจะมาเช็คยอดลงบัญชีให้เราทันล่ะ มันก็ต้องลงเอง
    ถาม : ขอคำอธิษฐานแบบฉลาด ๆ สักข้อหนึ่งได้ไหมครับ ?
    ตอบ : อธิษฐานว่าขอให้เข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ฉลาดที่สุดเลย
    ถาม : ต้องใช้บุญเก่าเราก่อนไหมครับ เป็นตัวตั้งเวลาอธิษฐาน
    ตอบ : ถ้าหากว่าเรามีความต้องการไปนิพพาน แสดงว่าบุญเก่าทำมาพอแล้ว ก็อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้มันไปได้เท่านั้น
    ลืมใส่แว่น ขอโทษที เลยหนุ่มไปชั่วคราวแบบเดียวกับหลวงปู่น้อย หลวงปู่น้อย วัดบ้านปง อายุ ๙๙ ปี ตอนนั้นก็ไปกราบท่าน ปรากฎว่าลูกศิษย์บอกว่าหลวงปู่อยู่ในห้องนั้นแหละ (อาจารย์ไปผ่อเต๊อะ) เขาว่าอย่างงั้น ลูกศิษย์เขาเป็นคนเหนือบอกว่าอาจารย์ไปดูเถอะ เราเปิดห้องเข้าไปไม่มี เปิดดูห้องน้ำไม่มี ก็เลยเปิดประตูหลังออกไปก็ไม่มี ไปเดินหาข้างหลังประตูพักหนึ่ง เห็นลักษณะเหมือนหอระฆังหรือหอกลอง มีบันไดประมาณ ๑๐ กว่าถึง ๒๐ ขั้น ก็เลยเดินขึ้นไปข้งบนเพื่อจะได้ชะโงกดูให้ทั่ว ปรากฎว่าหลวงปู่นอนหลับอยู่ข้างบน กราบท่านแค่นั้นตั้งใจว่าจะไม่กวน ปรากฎว่าพอกราบท่านก็ลืมตาขึ้นมา เออ ๆ มาจากไหนล่ะ บอกว่ามาจากกาญจนบุรีครับ ท่านบอกว่าดี ๆ เดี๋ยวลงไปข้างล่างด้วยกัน ท่านก็ลงมา พอลงมาปรากฎว่าถึงตรงประตูหลังนั้นมันจะยกพื้นอยู่ประมาณฝ่ามือหนึ่ง ท่านบอกว่าช่วยอุ้มหน่อย ก็เลยต้องอุ้มท่านเข้าห้องไป คนแก่อายุ ๙๙ ปี เดินไม่ถนัดถึงเวลาต่อหน้าคนก็ต้องช่วยอุ้มหน่อย แต่ลับหลังคน บันไดยี่สิบกว่าขั้นขึ้นไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ (เป็นเสียอย่างนั้น)
    ถาม : ห้ามทำให้คนเห็นหรือครับ ?
    ตอบ : ห้ามไม่ให้คนเห็น แต่พระด้วยกันไม่เป็นไร พระด้วยกันเขาถือเป็นอุปสัมบัน ท่านปรับแต่ว่า อวดอุตริมนุสธรรม ต่ออนุสัมบัน ถ้ามีจริงต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถ้าไม่มีจริงก็ขาดความเป็นพระไปเลย ก็ต้องปาราชิกไปเลย เพราะว่าคนเราส่วนใหญ่จะไปติดอยู่ตรงนั้น เมื่อไปติดอยู่ตรงฤทธิ์ตรงเดช ศรัทธาที่แท้จริงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่มี
    เมื่อศรัทธาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มี ความเป็นพระอริยเจ้าขั้นแรก กติกาบอกว่าต้องเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จากใจจริง แต่อันนั้นจะไม่ใช่จากใจจริง แต่ว่าไปเลื่อมใสเพราะเรื่องฤทธิ์ของเดช ก็เลยทำให้เขาเข้าไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ห้ามพระสาวกแสดงฤทธิ์ คราวนี้เข้าใจหรือยังจ๊ะ ยังสงสัยห้ามทำไม ถ้าเขาไม่ได้ศรัทธาจากใจจริง เขาจะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้
    ถาม : อาจารย์ครับ บางทีกิเลสมันขี้เกียจมากจนเราไม่อยากทำ
    ตอบ : จ๊ะ ทำไปเถอะ อาตมายืนยันกับคุณได้เลยว่า กิเลสกับความดีหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลย เพียงแต่ว่าถ้าก้าวสุดท้ายความดีดึงเราขึ้นข้างบน แต่กิเลสมันดึงเราลงข้างล่าง อาตมาเคยรบกับมันมาจนประเภทสะใจมากเลย พอเห็นหน้าตามันเหมือนความดีนี่ตกใจเลย ตกใจตรงที่ว่า เฮ้ย! ถ้าหากว่าคนปัญญาไม่เข้าถึงก็เสร็จมันล่ะสิ มันหน้าตาเหมือนกันจริง ๆ อยู่วัดท่าซุงได้เงินทองได้ข้าวได้ของมา เราไปถวายหลวงพ่อเอาอานิสงส์ใส่ตัวไว้ก่อน โยมเขาถวายเงินมาเอาไปถวายสังฆทาน สังฆทานวัดท่าซุงเขาแบ่งเป็นชุดละ ๑๐๐ บาท ชุดละ ๕๐๐ บาท ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ชุดละ ๒,๐๐๐ บาท ตามแต่ปัจจัยมากน้อยไม่เหมือนที่นี่ใช่ไหม เพราะที่นี่ของเราฟรีสไตล์ ใครอยากได้พระองค์เล็ก องค์ใหญ่ไปยกเอา
    คราวนี้โยมเขาถวายมา ๓๐๐ บาท ความจริงพอสังฆทานชุดละ ๑๐๐ บาท ได้ ๓ ชุด ถวายชุดละ ๕๐๐ บาท ให้มันสะใจดีก็รอไว้พักหนึ่ง แทนที่จะได้ ๕๐๐ บาท เปล่าหรอกมาอีกทีกลายเป็น ๗-๘๐๐ บาท เก็บเอาไว้ถวายชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ดีกว่ามันจะได้อยู่แล้ว
    วันนั้นบังเอิญไม่รู้มันเกิดอะไรโดนใจนึกขึ้นมาได้นี่เหงื่อแตกเลย ถ้าตายห่าเสียก่อนบาทเดียวก็ไม่ได้ทำ มันหลอกเราได้ขนาดนั้นนะ เหลือเชื่อไหม นี่ตัวอย่างคร่าว ๆ ของกิเลสที่มันหลอกเรา มาร แปลว่า ผู้ฆ่า หรือผู้ขวางเราจากความดี เขาไม่ใช่ศัตรู แต่เขาเป็นครูที่ขยันออกข้อสอบจริง ๆ เผลอเมื่อไหร่โดนเมื่อนั้น ออกได้ทุกวินาที ข้อสอบหลัก ๆ ก็แค่รัก โลภ โกรธ หลง ๔ ข้อแค่นั้นแหละ แต่มันสามารถแตกข้อย่อยได้เป็นแสนเป็นล้านเลย ข้อที่เราเคยทำได้แล้วมันไม่เคยโผล่มาใหม่เลยเสียเวลา มันก็หาข้อใหม่มาอีก มันก็อยู่แค่ ๔ หัวข้อเท่านั้นแหละ เผลอเมื่อไหร่โดน ๆ จนกว่าสติกับสัมปชัญญะจะสมบูรณ์
    แต่ว่าแรก ๆ ก็พลาดให้มันอยู่ตลอด หลังจากพยายามสู้จนเริ่มชนะ ตอนแพ้ชนะก้ำกึ่งกันนี่จะมันมาก หนังละครอะไรไม่อยากดูหรอก คอยลุ้นว่าคะแนนแต้มต่อไปมันจะได้หรือเราจะได้ หลังจากนั้นก็พยายามต่อไปมันก็จะชนะมากกว่าแพ้ แล้วท้ายสุดมันก็จะไม่แพ้อีก อย่างที่พวกเราทุกคนต้องการ
    ดังนั้นว่ามารไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นครูที่ดีที่สุดของเรา เขามีหน้าที่ขวางมีหน้าที่กันเราจากความดี เขาก็กันไปขวางไป เรามีหน้าที่หนีเขาให้พ้น เราก็หนีของเราไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้นแหละ ไม่ต้องไปโกรธไปแค้นไปเคืองเขา เสียเวลา โกรธเขาเมื่อไหร่เสร็จมัน เอาตัวโกรธมาให้แล้ว
    ถาม : เวลาถวายสังฆทานพระพุทธรูป แบบว่าที่เรายกมาถวายแต่ละรูปมีความหมายต่างกันอย่างไร ?
    ตอบ : จริง ๆ มันอยู่ที่เรา ชอบพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันนั่นแหละ กิเลสคนทำมันต่างกัน เขาชอบแบบนั้น เขาสร้างแบบนี้ขึ้นมา เรื่องของแบบต่าง ๆ ปางต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความชอบของคนทำทีหลัง พระพุทธเจ้าน่าจะองค์เดียว
    ถาม : ถวายสังฆทานกับถวายปัจจัย คือถ้าเราไม่ถวายสังฆทานจะถวายปัจจัยเฉย ๆ
    ตอบ : สิ่งที่เราถวาย ถ้าเขาจัดมาครบปัจจัย ๔ มันอยู่ในนั้นแล้ว อาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ถ้าผ้าไตรจีวรมีอยู่ ยารักษาโรคมีอยู่ ที่อยู่อาศัยอยู่วัดอยู่แล้ว คือถ้าไม่ได้ไปดิ้นรนคิดจะทำอะไรมากนัก ไม่มีสตางค์ก็อยู่ได้
    คราวนี้ส่วนใหญ่ปัจจัยที่ให้มา พอให้มาแล้วไปเกิดโทษตรงที่ว่าไปเห็นว่าเป็นของเรา เมื่อไปเห็นว่าเป็นของเราก็มีการสะสมกัน ประเภทไม่จับเงิน ๆ ดีนักแล ถึงเวลาตะเกียบเขี่ยกว่าจะนับครบล่อไปครึ่งคืน เพราะมือจับไม่ได้นี่ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เจอมาแล้ว ไม่ได้ว่าอะไรท่านหรอก พูดไปตามความจริง
    คราวนี้เมื่อว่าไม่สามารถจะป้องกันตัวเองได้จากความโลภ อันนั้นพอถึงเวลามีเงินมันจะมีทางไป มีเงินเมื่อไหร่ผู้หญิงจะมาแปลกมากเลย เหมือนกับมันจ้องอยู่อย่างนั้น หลวงพ่อถึงได้เตือนไว้นักหนาบอกว่า เงินปีนี้อย่าให้ถึงปีหน้า มีเท่าไหร่ถล่มมันให้หมด แล้วเป็นหนี้เอาไว้พอถึงเวลาพอได้เงินมาปุ๊บมันจะได้รู้สึกว่าไม่ใช่ของเรา ต้องเอาไปใช้เขา ทางพระ สตรีกับสตางค์มันอันตรายทั้งคู่ มีสตางค์เมื่อไหร่ สตรีจะมา ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันเขามีขบวนการเมียพระ ไม่ได้พูดเล่นนะเรื่องจริง ขบวนการเมียพระเขาจะดูว่าพระองค์ไหนมีแววว่าจะใหญ่ขึ้นไป จะเป็นคุณมหาจะได้เป็นพระครู จะได้เป็นเจ้าคุณ เอาลูกสาวไปไว้ใกล้ ๆ แมวกับปลาย่างอยู่ใกล้กันเมื่อไหร่ เผลอเมื่อไหร่ ปลามันก็กินแมว ไม่ใช่แมวกินปลา พอมีสัมพันธ์กันมีอะไรกันไปก็ต้องอุดด้วยเงิน เพื่อไม่ให้เขาไปปูดให้ตัวเองเดือดร้อน ขบวนการนี้แหละสอยเงินจากพระปีหนึ่งเป็นพัน ๆ ล้าน
    แล้วท่านที่อยู่ในเมื่อล่วงละเมิดอาบัติหนักก็ไม่ใช่พระอยู่แล้ว ไปเป็นผ้าเหลืองห่มตอยังดีกว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่เปิดเผยขึ้นมาก็ยังหน้าด้านอยู่ต่อไป บางทีเปิดเผยขึ้นมามันยังเถียงอีก จับไมได้คาหนังคาเขาไม่ยอมรับหรอก เป็นเรื่องอันตราย อาจมาบอกว่ามีแต่หนี้มันได้ยินมันก็เผ่นแล้วไม่มีสตางค์ เปิดบัญชีให้เมื่อไหร่มันก็ท่วมหัวเมื่อนั้น
    ถาม : อย่างนั้นเราไม่ควรถวายปัจจัย
    ตอบ : ถวายไปเถอะ ถ้าถวายพระอย่างหลวงพ่อคูณ เคยเก็บสักบาทสักสตางค์ที่ไหน มีเท่าไหร่กูก็ทำบุญหมด ก็ไม่เอาไว้ดอกลูกเอ๋ยหลานเอ๋ย กูยังอยากเกิดมาสร้างบุญอีกเยอะ ๆ นั่นพุทธภูมิแท้เลย
    ถาม : อานิสงส์ต่างกันไหมครับ การถวายปัจจัยกับถวายสังฆทาน
    ตอบ : ถ้าหากว่าสังฆทาน หมายความเอาพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยมีพระสงฆ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นที่สุด เป็นของคู่ควรแก่สงฆ์ทั้งสังฆมณฑล ถ้าหากว่าถวายเฉพาะเจาะจงเขาเรียกว่า ปาฏิบุคลิกทาน ใคร ๆ ในปัจจุบันนี้ก็คงอยากถวายกับหลวงพ่อคูณ อยากถวายกับหลวงตาบัว อยากถวายกับหลวงพ่ออุตตมะ พระหนุ่มเณรน้อยอดตายกันหมด ศาสนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสังฆทานเมื่อหมายเอาพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่อดีตทั้งหมดจนถึงปัจจุบันนี่ พระหนุ่มเณรน้อยที่ไหนก็มีส่วนในสิ่งนั้น สามารถแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ได้ ในเมื่อมีกินมีใช้สามารถดำรงขันธ์ก็อยู่ได้ การปฏิบัติกิจในศาสนา การศึกษาธรรมะ การสั่งสอนชาวบ้าน ก็สามารถที่จะปฏิบัติสืบเนื่องได้ ศาสนาก็ตั้งมั่นอยู่ได้
    ฉะนั้นสังฆทานอานิสงส์จะสูงกว่ามาก เพราะว่าเป็นอานิสงส์การสืบทอดพระศาสนาอยู่ในตัว ท่านบอกว่ามากกว่าปกฏิบุคลิกทานเป็นแสนเท่า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถวายทานกับท่านร้อยครั้งไม่เท่ากับถวายสังฆทานครั้งหนึ่ง ทำไปเถอะ ถ้าหากว่าพระท่านไม่รู้ว่าจะจัดการมันอย่างไร โทษก็จะเกิดกับท่านเอง ถึงได้บอกว่าให้ลือกเนื้อนาบุญ หว่านนาที่ดอนมันก็แห้งตายหมด หว่านนาน้ำลุ่มมันก็ท่วมตายหมด มันก็เหลืออย่างเดียวว่า หานาที่พอเหมาะพอดี ถึงเวลาดอกผลก็งอกเงยขึ้นมาเอง
    ถาม : เพราะเราเป็นฆราวาสก็ไม่เข้าใจว่าเวลาเราถวายสังฆทาน เราก็ไม่เข้าใจว่าพระน้อยเณรน้อยมีใช่ไหม เราก็ถวายปัจจัยแยกต่างหาก
    ตอบ : อย่างของอาตมา ถ้าหากว่าในสายตานักวิชาการมันไม่เป็นสังฆทาน เพราะเรารับอยู่คนเดียว แต่จริง ๆ มันเป็นสังฆทานเพราะเราเป็นตัวแทนสงฆ์รับไป ไม่ได้กินคนเดียวใช้คนเดียว เอาไปไล่แจกเขา แรก ๆ ไปอยู่ทองผาภูมิใหม่ ๆ วัดอื่นเขางงมากเขาไม่เคยเห็นพระทำบุญ ถึงเวลาเอาไปถวายเขา เขางง มาระยะหลัง ๆ หายงงแล้ว รอเมื่อไหร่เราจะกลับ กินคนเดียวใช้คนเดียวก็ไม่ดี ถ้ามีโอกาสกระจายได้วัดเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น
    ถาม : เรานับหน้าตักอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ อานิสงส์มาก
    ตอบ : แปดศอกขึ้นไปอานิสงส์ชำระหนี้สงฆ์ ถ้าหากว่าขนาดท่านบอกว่าสร้างพระพุทธรูปเล็กเท่าใบหญ้าคาหรือโตเท่าภูเขาก็ดี ท่านบอกว่าไม่ว่าจะเกิดกี่ชาติจะไม่ออกนอกเขตพระพุทธศาสนา พุทธานุสสติถ้าใจยึดมั่นจริง ๆ จะเกิดในเขตพระพุทธศาสนาตลอด แต่คราวนี้ว่าพุทธานุสสติในระดับที่ถึงขนาดตั้งใจสร้างพระจะต้องพุทธานุสสติแน่นมากแล้ว


    http://www.grathonbook.net/book/75.2.html
     
  3. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,800
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,286
    ถาม: จริง ๆ ผมก็อธิษฐานอยู่แล้วล่ะ ว่าถ้าเกิดใหม่ขอเกิดในพระรัตนตรัย
    ตอบ : เดี๋ยวก็กลายเป็นจิ้งจกอยู่ใต้พระประธาน เกิดใต้พระรัตนตรัย
    ถาม : ให้เกิดมาพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ตอบ : เออ! เอาให้ดี เคยไปหรือยังวัดผาทั่ง อยู่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เขาสร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๒๓ เมตร อาตมาตอนแรกไปเดินแล้วก็คำนวณว่ามันเท่าไรก็ได้ ๒๐ เมตรเศษ ไปถามช่างเขาบอกว่า ๒๓ เมตร แสดงว่าเราก็ยังก้าวมาตรฐานเหมือนกับตอนที่เป็นทหาร เพราะว่าทหารเขาจะคำนวณระยะทางด้วยการนับก้าว
    ถาม : สร้างองค์ใหญ่ ๆ กับสร้างองค์ ๔ ศอก ได้บารมีเท่ากันไหมครับ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าสร้างหลายองค์ก็เห็นหลายครั้ง ได้กำไรตรงเห็นหลายครั้ง
    ถาม : อานิสงส์เท่ากันหรือครับ ?
    ตอบ : อานิสงส์จริง ๆ ก็คือว่า ถ้าหากว่าเกิดชาติหนึ่ง คน ๆ นั้นถ้าได้ของหรือได้อะไรมันจะได้เยอะทีเดียว ลักษณะประเภทคลื่นโถมมาตรึม มามันก็หายไป แต่ว่าลักษณะที่เราทำแบบนั้นเราสร้างเยอะ ๆ เราสม่ำเสมอ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไม่ขาด มันต่างกัน อันโน้นอาจจะเจอรางวัลที่ ๑ หกสิบล้านอย่างนั้น
    ถาม : จริง ๆ แล้วเราก็สร้างมาจนนับชาติไม่ถ้วนแล้วนี่
    ตอบ : ก็บอกแล้วว่าหน้าอย่างพวกเราถ้ารวยก็เลว กำลังใจมันมักจะแรงแล้วไปด้านเดียว ถ้าอยู่ในฐานะที่พร้อมทุกอย่างมันจะเลี้ยวเข้าวัดยาก มันต้องรอวาระรอเวลาของมัน ถึงวาระและเวลาที่สมควรประเภทตีก็ไม่ไปไล่ก็ไม่หนี เดี๋ยวมันมาเองแหละ
    ถาม : ถ้าก่อนตายมีเท่าไหร่ สร้างมันสะใจกับชีวิตไปเลย
    ตอบ : สนับสนุนด้วย แต่ไปทำเองนะอย่าเสือกมายัดให้อาตมา ปัจจุบันแค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว มันไม่ได้สนุกเลย ใครเคยได้ยินชื่อหลวงปู่ละไมบ้างไหม หลวงปู่ละไมอายุท่านประมาณ ๑๒๕ หรือ ๑๒๖ ปี คราวนี้อาจารย์ต้าท่านก็ชวนให้ไปหาสมุนไพรที่หลวงปู่บอกว่าจะได้อายุยืน ๆ อย่างหลวงปู่ อาตมาก็บอกว่ามันจะยืนไปทำเกลืออะไร อยู่วันก็ทุกข์วัน อยู่ปีก็ทุกข์ปีหนึ่ง เล่นเอาอาจารย์ต้างอนไปเลย มันคิดคนละอย่างกัน
    ถาม : ผมไปกราบหลวงปู่จันทร์มาแล้วครับ
    ตอบ : นั่นก็อายุร้อยกว่าปีเหมือนกัน
    ถาม : อายุร้อยหกปี แต่ท่านฟังไม่ค่อยได้ยินเลยนะครับ
    ตอบ : หูท่านหนัก ท่านชอบอาตมาเสียงดัง เพราะอยู่กับหลวงปู่มหาอำพันมา หลวงปู่มหาอำพันท่านก็หูหนักเหมือนกัน เราตะโกนกรอกหูคนแก่บ่อย ก็เลยชินกับระดับเสียงอย่างนั้น ถ้าคุยกับท่านแล้วท่านจะชอบมาก ลูกเอ๋ยมานอนกับพ่อบ้างสิจะได้คุยกัน ไปนอนค้างที่ท่านแค่ ๓-๔ ครั้งเท่านั้น นั่นแหละสมัยที่หลวงปู่ยังไม่ล้างมือจากยุทธจักร หลวงปู่ท่านจะต้องทำทองคำปีละครั้งเดียว แล้วก็เอาทองไปขายแล้วสร้างวัด น่าเล่นไหม
    ปรากฎว่าสูตรทองคำของหลวงปู่คือ สูตรทองคำที่หลวงพ่อท่านบอกที่สมัยพระเจ้าพรหมมหาราชต้องส่งส่วยทองคำ ปีละ ๔๐๐ ชั่ง ปรากฎว่าคนไทยเก่งไม่เสียเวลาไปขุดหรอก เอาแร่ ๔ ตัวมารวมกันผสมแล้วเป็นทอง ก็จะมีตั่วป่า ทองแดง สารปากนกแก้ว แร่เพรียงไฟ ของเราก็ตะเกียกตะกายไปจนถึงสถานที่พระเจ้าพรหมมหาราชท่านอยู่กัน พระเจ้าพังคราชท่านอยู่กัน ได้แก่ ๓ อย่างคือ จะได้ตะกั่วป่า (ดีบุก) ทองแดง และสารปากนกแก้ว แร่เพรียงไฟไป ๔ เที่ยว หาไม่เจอทั้ง ๔ เที่ยว เหมือนกับมันยังไม่ถึงวาระ พอได้ข่าวว่าหลวงปู่ทำก็วิ่งแจ้นไป ไปถึงท่านก็ถามมีธุระอะไรล่ะลูก บอกว่าขอดูแร่เพรียงไฟของหลวงปู่หน่อยครับ ท่านบอก แหม! มาช้าไปนิดเดียวหลวงปู่เพิ่งย้ายขึ้นกุฏิใหม่ คือกุฏิหลังปัจจุบันของท่านเพิ่งสร้างเสร็จในวันนั้นแหละ
    ปรากฎว่าลูกศิษย์มันก็ทำความสะอาดกุฏิเก่าของหลวงปู่มันขนทิ้งหมดเลย ไม่รู้เหมือนกันว่ารถขนขยะมันขนไปวันไหน แสดงว่าวาระยังไม่ถึงจริง ๆ ไม่อย่างนั้นอาตมานั่งผลิตทองไปแล้ว
    ถาม : ความคิดปิ๊ง ๆ บางทีมันแวบ
    ตอบ : เราต้องรีบจด ไม่อย่างนั้นมันหายเลย ไอ้ตัวนี้แหละที่หลวงพ่อท่านเตือนประจำเลย ท่านบอกนักปฏิบัติที่ดีกระดาษกับปากกาให้ใกล้มืออยู่เสมอ ถึงเวลาพระหรือเทวดาท่านบอกอะไรต้องรีบจด อาตมาเคยประมาททีหนึ่งเจ๊งเลย
    สมัยก่อนอยู่วัดท่าซุงนี่ก็เคร่งครัดมาก ใกล้พ่อกลัวโดนตีกบาล ขนาดเข้าโบสถ์คนอื่นเขาพึ่งเทปเราพึ่งแต่กระดาษ แล้วในที่สุดเขาก็ต้องมาง้อเราจนได้ เพราะวันนั้นไฟดับเทปอัดไม่ได้ วันนั้นกำลังเพลิน ๆ อยู่ แล้วหลวงพ่อท่านมาทีหลัง ท่านก็บอกว่าจะต้องทำอย่างไร มีหลักอยู่ ๓ ข้อ เราสบายมาก ๓๐ ข้อก็จำได้อยู่แล้วมั่นใจสมองตัวเอง พอสว่างเท่านั้นหายจ้อยเลย หายชนิดแคะหาเงาไม่เจอเลย เหลืออยู่ข้อเดียวตรงที่ว่าท่านบอกให้สวดมนต์ทำวัตรทุกวัน ท่านบอกว่าอานิสงส์ใหญ่มาก เพราะว่าตอนที่เราสวดมนต์ทำวัตรอยู่อย่งเก่งมันก็คิดชั่วได้ มันพูดชั่วไม่ได้หรอก เพราะปากมันสวดมนต์อยู่ แล้วมันทำชั่วไม่ได้หรอก เพราะว่าตัวมันนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าได้กำไรไป ๒ ใน ๓ แล้วเป็นอย่างน้อย ส่วนอีก ๒ ข้อหายเงียบไปเลยแล้วไม่ต้องไปถามนะ ถ้าไปถามใหม่เขาเรียกว่าไปหาที่ตาย
    ถาม : เกี่ยวกับท้าวมหาพรหมชินปัญชระ ?
    ตอบ : อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจในประวัติของเขา เพราะว่าบุคคลถ้าหากว่ายังไม่ถึงอายุขัย ถ้าไม่มีอุปฆาตกรรมมาตัดรอนยังไงมันก็ตายไม่ได้ ต้องใช้คำว่าบุญรักษาหรือกรรมรักษานั่นแหละ แต่คราวนี้ประวัติของท้าวมหาพรหมชินปัญชระนั้นเขาว่าผู้หญิงไปกอดท่าน ท่านรำคาญท่านก็เลยถอดจิตไปเลย ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวาระท่านมาถึงหรือเปล่า ถ้าวาระท่านมาไม่ถึงท่านต้องกลับ แต่นี้ตามประวัติบอกว่าท่านไปเลย ถ้าไปเลยอย่างนั้นมันน่าจะอยู่ในช่วงที่ว่าพอดีจังหวะด้วยกรรมก็เลยทำให้ผู้หญิงเห็นท่านนึกรักก็เลยโดดไปกอด ท่านเองก็เบื่อร่างกายเต็มแก่แล้ว ยังมากอดอีกท่านก็เลยไปเลย
    ถาม : เมื่อวานซืนดูข่าว กษัตริย์ของสวีเดนเสด็จมาและก็พระราชินีด้วย มีการดื่มถวายพระพรกัน ถ้าคนที่เป็นพระโสดาบันแล้วยังมีการดื่มอยู่หรือครับ ?
    ตอบ : ถ้าพระโสดาบนเขาไม่ทำนะ ระดับพระโสดาบันนี้ท่านว่าตัวตายดีกว่าศีลขาด
    ถาม : สงสัยกันจังว่าพระราชินีท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว ?
    ตอบ : อันนั้นไม่แน่ อย่าลืมว่าพระราชินีท่านเป็นคู่บารมีของในหลวง ในหลวงท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าหากว่าเป็นในลักษณะของพระอริยเจ้าจะเป็นในลักษณะของกำลังใจเทียบเท่า ไม่ใช่ตัดเป็นพระอริยเจ้าเลย
    ตัวอย่างชัด ๆ สำหรับอาตมาเองคือหลวงปู่อ่ำเจ้าคุณราชกวีวัดโสมนัส สมัยท่านมีชีวิตอยู่ไปกราบไปคุยกับท่านขอความรู้ท่าน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ก็กราบเรียนว่า หลวงปู่ครับช่วยสงเคราะห์เรื่องสังโยชน์ได้ไหมครับ หลวงปู่ท่านบอกว่า ฌานโลกีย์อย่างคุณอย่างผมพูดไปมันก็ผิด ก็เลยบอกว่า เอาแค่หลวงปู่เข้าใจก็แล้วกันครับ ในเมื่อเอาแค่หลวงปู่เข้าใจท่านก็เทศน์ให้ฟัง ท่านเริ่ม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็ขึ้นต้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ใหม่ แสดงว่ากำลังใจของท่านเทียบเท่าพระอนาคามี เพราะพระอนาคามีนี่กำลังใจละสังโยชน์ ๕ ได้
    แต่ว่ามีอยู่บางองค์เรารู้ชัดว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์แต่ท่านเทศน์สังโยชน์ครบ ๑๐ เลย แล้วละเอียดมากเป็นพิเศษด้วย ถึงได้เข้าใจว่าพระโพธิสัตว์จริง ๆ แล้วจิตใจของท่านสามารถเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้และก็ละเอียดกว่าพระอริยเจ้าปกติด้วย เพราะว่าท่านจำเป็นต้องรู้ให้ครบเพื่อไปสอนคนอื่นเขา แต่ว่ากำลังใจของท่านไม่ได้ตัดขาดเป็นพระอริยเจ้าไปเลย มันก็เลยต้องใช้คำพูดที่มันไม่เคยมีในตำรามาก่อนว่าเทียบเท่า บางองค์ท่านก็จะเทียบเท่าพระโสดาบัน บางองค์ท่านก็จะเทียบเท่าพระสกิทาคามี เทียบเท่าพระอนาคามี เทียบเท่าพระอรหันต์
    แต่คราวนี้ถ้าหากตามที่ว่ามาว่าพระโสดาบันยังจะมีการอยู่ในลักษณะดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพื่อถวายพระพรเพื่ออะไรมั้ย ถ้าว่ากันตามจริงแล้วพระโสดาบันท่านตัวตายดีกว่าศีลขาดท่านต้องไม่ทำแน่ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครไปกล่าวในลักษณะพยากรณ์มรรคผลของท่านว่าเหมือนกับพระโสดาบันหรือว่าเป็นพระโสดาบัน น่าจะเชื่อว่าท่านเป็นในลักษณะเทียบเท่ามากกว่า ลักษณะเทียบเท่าอย่างนั้นจะเกิดใหม่ไม่เกิน ๗ ชาติ
    ถาม : มีคนเขาเถียงกันในเรื่่องการดื่มสุรามีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยว่าจะดื่มสุราได้ก็ยกตัวอย่างสมัยที่สมเด็จโตท่านจะสอนคนเมาท่านจึงดื่มสุราเมาให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าการดื่มสุรา เมาแล้วเป็นอย่างไร ?
    ตอบ : พอ ๆ ๆ ๆ ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ต้องดูอย่างหลวงปู่เจ๊กที่นครปฐม วัน ๆ แบกไหน้ำตาลเมากินหัวทิ่มอยู่คนเดียว คนเขาทนไม่ไหวก็ฟ้องไปทางคณะสงฆ์กรุงเทพฯ คณะสงฆ์ก็ส่งพระสังฆาธิการ ๒ รูปไปเพื่อที่จะจับหลวงปู่เจ๊กสึก ไปถึงก็ปรากฎว่าหลวงปู่เจ๊กครองผ้าเรียบร้อยทั้ง ๆ ที่บางวันนี่ประเภทเอาแค่พาด ๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเมาจะอะไรเลย พระ ๒ องค์พอเห็ฯก็พูดไม่ออก หลวงปู่เจ๊กท่านก็นิมนต์เข้ามาแล้วก็รินน้ำชาถวายคนละแก้ว พอท่านดื่มน้ำชาเรียบร้อยก็ปฏิสันถารกัน ถามว่าพระคุณท่านมาธุระอะไรครับ ท่านก็บอกว่า มีคนโจทย์ฟ้องว่าหลวงปู่เจ๊กดื่มสุราคือน้ำตาลเมาอยู่ทุกวัน ก็เลยจะมาจับหลวงปู่เจ๊กสึก หลวงปู่เจ๊กบอกว่า ถ้าจับผมสึกท่าน ๒ องค์ก็ต้องสึกด้วย ถามว่า ทำไม ท่านก็เพิ่งจะดื่มเข้าไป ๒ องค์ ท่านดูก้นแก้วที่เหลืออยู่มันเหล้าชัด ๆ เลย ทั้งสีทั้งกลิ่นก็ใช่ ท่านก็เลยเข้าใจ จริง ๆ แล้วก็คือว่าพระระดับหลวงปู่เจ๊กแล้วอยู่ในระดับที่เรียกว่าสุปฏิปันโนคุณอนันต์โทษมหันต์
    ในเมื่อไม่มีภาระหน้าที่ก็ไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับชาวบ้านเขา ก็เลยแกล้งทำเป็นเมาบวม ๆ ไปอย่างนั้นน่ะให้คนเขาเห็น แต่จริง ๆ ที่ท่านซดอยู่ทั้งไหมันจะคิดให้เป็นอะไรมันก็เป็นอย่างนั้น เวลาท่านแบกไปมันอาจจะเป็นน้ำตาลเมา เวลาท่านกินมันเป็นน้ำเปล่าก็ได้ใครจะรู้ ดังนั้นไม่ต้องเถียงกันตรงจุดนี้ ถ้าหากบอกว่าหลวงปู่โตกินเหล้า อาตมาคนแรกที่ค้านเลยไม่ใช่แน่นอน มันอาจจะเป็นเหล้าอยู่ต่อหน้าต่อตาแต่ท่านซดเข้าไปมันไม่ใช่เหล้าแน่นอนเลย
    เพราะว่าเรื่องแค่นี้มันไม่ใช่เรื่องยากคิดให้เป็นยังไงมันก็เป็นอย่างนั้น อยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งคนรุ่นเรานี่ หลวงปู่โตอย่างน้อย ๆ ก็ ๒๐๐ ปีใช่มั้ย ของเราน่ะพูดกันอย่างง่าย ๆ ธรรมดา ๆ คือเกิดไม่ทันหรอก ไปเถียงเรื่องที่ เกิดไม่ทันได้แต่เขาเล่าว่า ๆ มันเพี้ยนมาเยอะต่อเยอะแล้ว อย่าไปเขาเล่าว่า กะใครเลย พระระดับหลวงปู่โตขนาดรัชกาลที่ ๔ ท่านยังใช้คำว่าปาปมุตติ คือผู้พ้นจากบาปแล้ว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นยอดนักปราชญ์ทางศาสนา องค์หนึ่ง เฉพาะท่านบวชเอง ๒๗ พรรษา มาครองราชย์ก็ตอนพระ ชนมายมุากแล้ว ท่านยกย่องให้ขนาดนั้น ไม่ว่าหลวงปู่โตท่านจะทำอะไร ก็ตามจะรัชกาลที่ ๔ จะไม่ถือโกรธ ถึงจะถือโกรธก็ให้อภัย พระระดับ นั้นนี่หายากมาก เพราะฉะนั้นไม่มีทางหรอกที่ท่านจะมาละเมิดศีลให้ คนเขาเห็นต่อหน้าต่อตาอย่างนั้น
    ถาม : เพราะว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ถึงทำได้ อะไรอย่างนี้หรือเปล่า?
    ตอบ : ไม่ใช่ อย่าลืมว่าพระโพธิสัตว์ท่านยิ่งต้องปฏิบัติให้ละเอียดกว่า พระปกติหลายเท่าเพราะท่านต้องไปเป็นครูเขา ตัวอย่างก็คือชาติหนึ่ง พระพุทธเจ้าของเราเป็นชายตัดฟืน เมื่อเดินทางไปตัดฟืนวันหนึ่งก็เข้า ลึกเกินไป ก็ไปเจอสระโบกขรณีมีดอกบัวบานอยู่เยอะแยะเลย ท่านก็ เออดี เราจะเก็บดอกบัวนี้ไปถวายบูชาพระ พอท่านเอื้อมมือดึงดอกบัว ขึ้นมาปั๊บ
    ปรากฏว่ามีผีเสื้อน้ำ โผล่ขึ้นมาตะโกนว่าขโมย พระโพธิสัตว์ท่าน แปลกใจก็ถามว่า ก็ในเมื่อมันเป็นของที่ไม่มีเจ้าของจะถือว่าขโมย ได้ไง ผีเสื้อน้ำก็บอกเขาเป็นคนดูแลรักษาอยู่ แล้วถ้าหากว่าเป็นคนอื่น ๆ เขาเอาไปจะถือว่าขโมยมั้ย? บอกว่าถ้าคนอื่นเอาไปไม่ถือว่าขโมย แต่ ท่านเองท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ต่อไปท่านจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอน คนอื่นเขา การปฏิบัติของท่านต้องละเอียดกว่าคนอื่น ถึงคนอื่นถือเอา ไม่ถือว่าขโมยเพราะจิตเขาหยาบ แต่ถ้าท่านถือเอาเราจะถือว่าขโมย เพราะฉะนั้นจะไปกล่าวว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์แล้วทำได้มันไม่ได้ มันต้อง ยิ่งละเอียดกว่าคนอื่นหลายเท่า
    ถาม : เป็นพระอริยเจ้าคือพระโสดาบันแล้ว แต่ในงานนี้ก็ถือโอกาสจิบนิด หนึ่งอะไรอย่างนี้ คนก็เถียงกันใหญ่เลย?
    ตอบ : อาตมารับรองได้ว่านั่นโซดาจ้ะ ไม่อย่างนั้นไม่กินเหล้าหรอกเพราะ โซดากับเหล้ามันเข้ากันดี พระโสดาบันแม้เป็นสัตตักขัตตุงเท่านั้นนะ กำลังใจของท่านตัวตายดีกว่าศีลขาดแน่นอน ไม่ต้องถึงพระโสดาบัน หรอกเข้าแค่โคตรภูเท่านั้นเข้าแค่โคตรภูของความเป็นพระโสดาบัน หลวงพ่อท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนอย่างกับว่าเราก้าวเท้าข้ามลำรางเล็ก ๆ เท้าหนึ่งอยู่ฝั่งนี้อีกเท้าหนึ่งอยู่ฝั่งโน้น
    การที่เข้าถึงกระแสพระนิพพานตรง จุดนั้นมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แต่ว่ามันมีความรัก พระนิพพานและมั่นใจในพระนิพพานยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แล้วท่านก็จะรู้เลย ว่าคุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นอย่างไร คุณของศีลเป็น อย่างไร คนที่รู้ความรู้สึกอย่างนั้นเอาไปตัดหัวคั่วแห้งที่ไหนท่านก็ไม่ยอม ละเมิดศีลเด็ดขาด บางคนบอกว่ากินแล้วมีสติไม่ได้เมาจนขาดสติไม่น่า จะผิด อย่าลืมว่าเขื่อนที่กั้นน้ำอยู่ถ้ามีรูรั่วแม้แต่เล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม เมื่อถึงวาระถึงเวลาแรงดันน้ำ ที่มันผ่านไปเรื่อย ๆ มันก็จะทำให้ช่องแตกนั้น ขยายกว้างขึ้น ๆ จนในที่สุดเขื่อนนั้นก็จะทานแรงน้ำไม่ได้พังทลายไป ถ้า หากว่านับเขื่อนนั้นเป็นศีลเป็นเครื่องกั้นเราไม่ให้ตกสู่อบายภูมิ ท่านที่มีสติ สัมปชัญญะถึงระดับนั้นนี่ไม่มีใครเขาเสี่ยงกับการทำให้เขื่อนทะลุแน่นอน จะไปอ้างว่านิดหน่อยไม่เป็นไรไม่ได้ นิดหน่อยไม่ขาดสติไม่ได้ ฝรั่งเขา ลองมาแล้ว เขาให้ดื่มไวน์ ๒ แก้วแล้วก็ให้คนที่ขับรถเป็นหัดถอยรถดู ปรากฏว่าเหยียบกรวยเละมาเยอะแล้ว มันกะระยะผิดหมดเลยทั้ง ๆ ที่มีสติ เต็มที่ ๒ แก้วนั้นเขายังอนุญาตอยู่ด้วย ถึงวัดแอลกอฮอล์มันก็ยัง อยู่ใน ระดับที่ไม่เกิน นั่นน่ะทำ ให้สติสัมปชัญญะเพี้ยนไปได้ขนาดนั้น ประสาท สัมผัสเพี้ยนไปขนาดนั้น
    เหมือนยายแมวก่อนมันจะไปต่างประเทศก่อน ไปอเมริกา วันนั้นเจ้านายเลี้ยงกรึ่ม ไวน์ไป ๒ แก้ว เจ้าประคุณเถอะ มันบิด มอเตอร์ไซค์ ๑๒๐ กว่า ขนาดไฟแดงมันฝ่าไปหน้าตาเฉย นั่นคิดดูแค่ ๒ แก้วมันบ้าได้ขนาดนั้นน่ะ แล้ววันนั้นถ้าหากว่าคนอื่นเขามันด้วยก็เละ ไปแล้ว เขาบอกพอไปถึงบ้านแล้วยังงง ๆ เราทำได้ยังไงวะ
    ถาม : อาหารที่มีผสมอยู่ด้วยก็ไม่ได้หรือคะ?
    ตอบ : อาหารที่มีผสมอยู่ด้วย ถ้าหากว่ามันไม่มีเจตนาจะไปกินจริง ๆ แล้ว มันก็น่าจะให้อภัย ถ้าใช้คำในลักษณะที่บอกว่าถ้าเป็นยาพิษถึงเรากินโดย ไม่เจตนามันก็คงตายเหมือนกัน ถ้าหากว่าของพระเขาให้อภัยอย่างเดียว คือผสมเป็นยา ผสมเป็นยานี่สำหรับฆราวาสถ้าตามสูตรได้อย่างเช่นว่า กินครั้งละถ้วยตะไล เพราะว่ายาบางอย่างต้องใช้แอลกอฮอล์ไปช่วยเพื่อจะ กระตุ้นให้ผลมันเกิด แต่ต้องกินตามสูตรเขา
    ถ้าเป็นของพระนี่เขาบังคับว่า ไม่เกินถ้วยตะไลและต้องไม่ปรากฏรสปรากฏกลิ่นด้วย ถ้วยตะไลคือถ้วย เล็ก ๆ ที่เขาสวมปากขวด เคยเห็นใช่มั้ย นั่นแหละ ที่เขาว่าก๊งหนึ่งนั่นน่ะ ก๊งหนึ่งสมัยนี้มันเล่นเป็นแก้วเบ่อเร่อก็แย่ แต่สมัยก่อนถ้วยตะไลคือถ้วยที่เขา ครอบปากขวดนี่แหละ ถึงเวลาใครต้องการเหล้าก๊งหนึ่งก็รินให้ สมัยนี้ไม่ ค่อยได้เห็นกันแล้ว สมัยก่อนเขาแบ่งเหล้าขายกัน
    ถาม : อย่างเรากวาดบ้านล้างบ้านแล้วก็โดนมดโดยไม่เจตนานี่?
    ตอบ : ไม่เจตนาโทษมันน้อยมาก การที่เราทำให้สัตว์ตายอย่างเช่นว่า อาจจะกวาดไปโดนมันตาย หรือว่าล้างน้ำ แล้วมันไหลตามน้ำ ลงไปซึ่งเรา มั่นใจว่ามันตายแน่อย่างนี้ แต่คราวนี้ว่าเจตนามันไม่มี อย่างพระออกเดิน บิณฑบาตเขียดมันกระโดดมาพอดี พระทิ้งน้ำ หนักตัวลงไปแล้วยั้งเท้า ไม่ทันเหยียบมันตาย จะเรียกว่าโทษไม่มีเลยก็ไม่ได้หรือเรียกว่ามีโทษ ก็ไม่ได้ เพราะว่า ๑. สัตว์นั้นมีชีวิตอยู่ ๒. เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิตอยู่ ๓. เรา คิดจะฆ่า ๔. เราลงมือฆ่า ๕. เราฆ่าสำเร็จ ถ้าประกอบด้วยองค์ ๕ นี้ โทษเต็ม ๑๐๐ % ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไปก็ลดไปตามส่วน
    คราวนี้อย่างของเราเจตนาไม่มีแน่นอนเลย เจตนาฆ่าไม่มีเพียงแต่มันไปโผล่ ตรงฆ่าสำเร็จไปซะแล้ว เขาอาจจะมีกรรมอันใดอันหนึ่งที่เคยเนื่องกับเรามา เมื่อถึงวาระถึงเวลาทำให้เขาต้องมาสิ้นชีวิตลงด้วยมือของเรา ถึงไม่มี เจตนาไม่มีอะไรก็ตามทำบุญทำทานเสร็จก็ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา ขอให้เขาอโหสิกรรมให้กับเราด้วยใจจะได้ไม่ต้องไปเกาะตรงจุดนั้น
    ถาม : แต่บางทีก็ไปเขี่ยแล้วมันตาย?
    ตอบ : อาตมาก็เคย ตั้งใจจะจับมันไปปล่อยปรากฏว่านิ้วหนีบแบนแต๋ ไปเลย พวกแมลงวันที่มันติดมุ้งลวดอยู่เคยเหมือนกัน ก็ตั้งใจกำมันดี ๆ นี่แหละ แต่มันดันเร็วกว่าเรา กำลงไปลอดง่ามมือไปได้ครึ่งตัวที่เหลือ เลยแบนเลย
    ถาม : อย่างพวกยุงนี่บอกว่าฆ่าแล้วบาป แล้วอย่างนี้พวกเชื้อโรคพวก อมีบาเราฆ่าก็ต้องบาปด้วย?
    ตอบ : สัตว์ต้องมีจิตที่เป็นตัวปฏิสนธิ์อยู่ข้างใน พวกนี้ถ้าเราฆ่าแล้วบาป แต่ว่าพวกเชื้อโรคมันเป็นสัตว์เซลล์เดียวอยู่ในลักษณะประเภทที่ว่าต่ำ กว่าพืชซะด้วยซ้ำไป พวกนี้ไม่มีจิตมันมีแต่ประสาทสัมผัสเฉย ๆ เหมือนกับ ต้นไม้ ในเมื่อไม่มีจิตก็เลยไม่บาป ไม่อย่างนั้นเราถางหญ้าก็บาปตายชักสิ
    ถาม : ไส้เดือนก็?
    ตอบ : ไส้เดือนเป็นสัตว์แน่นอนจ้ะ
    ถาม : ถ้าตบยุงเขาบอกว่าไม่ได้ฆ่าสัตว์ใหญ่ และยุงเป็นสัตว์มีชีวิตสั้น?
    ตอบ : แล้วใครเป็นคนตัดสินว่ามันควรจะตายล่ะจ้ะ เขาไม่ได้ดูในประเด็น ว่าชีวิตมันสั้นชีวิตมันยาวตัวใหญ่ตัวเล็ก แต่เขาถามว่าได้ฆ่าไหม เขาไม่ได้ บอกว่ากฎหมายข้อนี้เบากฎหมายข้อนี้แรง แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณละเมิดกฎหมายไหม
    ถาม : สเปิร์มนี่มีจิตไหม?
    ตอบ : ตอนนั้นยัง ต่อให้เป็นเด็กแล้วบางทีจิตก็ยังไม่มี
    ถาม : อย่างนี้ก็ไม่บาปซิคะถ้าเกิดว่าเรา?
    ตอบ : คราวนี้เรามั่นใจได้อย่างไรว่าจิตยังไม่มี เพราะว่าจิตที่ปฏิสนธิ์นี่
    ถาม : อย่างนี้ก็ไม่บาปซิคะถ้าเกิดว่าเรา?
    ตอบ : คราวนี้เรามั่นใจได้อย่างไรว่าจิตยังไม่มี เพราะว่าจิตที่ปฏิสนธิ์นี่ บางทีระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อผสมกันปุ๊บจิตก็ลงจับปฏิสนธิ์เลย บางทีจนกระทั่งผ่านไประยะเวลาหนึ่ง อาทิตย์ สองอาทิตย์ถึงลงปฏิสนธิ์ บางคนจนกระทั่ง ๙ เดือนแล้วก็ยังไม่ลง คลอดออกมาแล้วค่อยจับตรงจุด นั้นน่ะ คราวนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรยกเว้นทิพพจักขุญาณเราจะเลิศจริง ๆ
    ถาม : ไม่ใช่ว่าผสมปุ๊บก็เข้า?
    ตอบ : ไม่ใช่ ๆ มันขึ้นอยู่กับจิตที่จะมาปฏิสนธิ์นั้นว่าวาระเขาเป็นอย่างไร บางคนก็ต้องทนทรมานตั้งแต่วินาทีแรกจนกว่าจะครบทศมาสคลอดออกมา บางคนสบาย ๆ มันเล่นมาเข้าตอนคลอดออกมาแล้วลำบากกว่าเขาหน่อย เดียวเอง
    ถาม : ถ้างั้นคนที่ทำแท้งนี่ บางคนก็บาปบางคนก็ไม่บาป?
    ตอบ : มันต้องดูที่เจตนาเขา บางทีมันอาจจะไม่บาปแต่จิตเขาเศร้า หมองไปแล้วก็เลยกลายเป็นลงโทษตัวเอง ถ้าจิตเศร้าหมองก็ลงนรก อยู่แล้ว
    ถาม : (ไม่ชัด)?
    ตอบ : ไม่ใช่ไม่มี โทษน่ะมีอยู่ อย่าพลาดแล้วกัน พลาดเมื่อไหร่เขาบวก ใส่ทันทีเลย แต่ถ้าตราบใดจิตของคุณยังผ่องใสเกาะความดีอยู่ได้ตลอด ก็โอเค กำลังของความดีส่งให้คุณไปดีแน่แต่อย่าเผลอ หมดดีเมื่อไหร่เจอ ดอกทบต้นเด็ดขาดเลย เรื่องของกฎแห่งกรรมยุติธรรมมาก คุณเกาะ ความดีได้คุณก็ไปรับก่อนไม่ว่าอะไร มันเหมือนทาง ๒ ฟาก คุณเลือก เดินข้างไหนก่อน แต่ข้างนี้มันรออยู่แล้วแน่ ๆ
    ถาม : (ไม่ชัด)?
    ตอบ : ถ้าหากว่าไปนิพพานได้มันก็พ้นไป ถ้ายังไปไม่ได้มันก็ยังตาม ไปเรื่อย ๆ
    ถาม : อยากรู้ว่าพระโสดาบันที่ต้องเกิดอีก ๓ ชาติ คือต้องเป็นมนุษย์?
    ตอบ : ไม่ใช่ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ ๑ ๒ ๓
    ถาม : เราเกิดชาติที่เป็นมนุษย์นี่ เราต้องรับกรรมเป็นปกติ?
    ตอบ : เป็นปกติจ้ะ แต่อย่าลืมว่าพระโสดาบันกำลังบุญท่านสูงแล้ว โอกาส ที่กรรมมันจะตามทันน้อย ยกเว้นว่าเป็นกรรมใหญ่จริง ๆ อย่างท่าน มหากาลก็เป็นพระโสดาบัน อยู่ถืออุโบสถที่วัดตอนเช้าลงไปล้างหน้า แล้วชาวบ้านเขาก็ไล่โจรมา ไอ้โจรมันเห็นจวนตัวหนีไม่พ้นก็ทิ้งของไว้แล้ว เปิดแน่บไป เขามาถึงเจอท่านมหากาลอยู่พร้อมกับของ เขาไม่ฟังเสียงทุบ ซะตายเลย นั่นพระโสดาบัน ส่วนที่หนักกว่านั้นก็พระโมคคัลลาน์ นั่นพระ อรหันต์ อัครสาวกซะด้วย ก็โดนโจรทุบตายเหมือนกัน
    ถาม : พวกที่ทุบนี่บาปไหมคะ?
    ตอบ : บาปจ้ะ มันก็อยู่ในลักษณะว่าใช้กันเหมือนกันเพราะว่าเราต้องมี กรรมเนื่องกันมาก่อน แต่พวกนั้นซวยจริง ๆ ถ้าฆ่าพระระดับนั้นล่ะก็
    ถาม : ถ้าหากเราได้กสินกองใดกองหนึ่ง กองอื่นนี่ถือว่าได้หมดเลย?
    ตอบ : ไม่ใช่ ถ้าเราได้กองใดกองหนึ่งแน่นอนกองอื่นจะง่ายสำหรับเรา ไม่ใช่ได้กองใดกองหนึ่งกองอื่นจะได้หมด มันยากที่สุดตรงกองแรกเท่านั้น พอได้แล้วรู้หลักแล้วรู้กำลังว่ามันใช้แค่ไหนต่อไปก็ใช้แค่นั้นมันก็ เลยง่าย ก่อนหน้านี้ที่มันยากและเสียเวลามากเพราะมันลองผิดลองถูกไป
    ถาม : อัปปนาสมาธินี่คือขั้น?
    ตอบ : ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปเรียกว่าอัปปนาสมาธิ อย่างอารมณ์ปกติของ เราอย่างนี้เรียกว่าอุปจารสมาธิ
    ถาม : (ไม่ชัด)?
    ตอบ : ไม่ใช่จ้ะ อัปปนาสมาธิแปลตรง ๆ ว่าสมาธิแนบแน่น ก็ตั้งแต่ปฐมฌาน ไปยันอรูปฌาน ๔ โน่นเลย มันจะมีขณิกสมาธิเป็นสมาธินิดหนึ่งแล้วก็ คลาย อุปจารสมาธิใกล้จะเป็นสมาธิแล้ว อัปปนาสมาธิเป็นสมาธิทรงตัว แนบแน่นแล้ว ถ้าเกิดทรงตัวจริง ๆ ตั้งแต่ปฐมฌานถึงเรียกว่าทรงตัว
    ถาม : ได้คุยกับพระน้องชาย ท่านบอกว่าถ้าเขายังไม่ได้ฌาน ๔ จะมา พิจารณาวิปัสสนาไม่ได้ จึงยังไม่ทำ?
    ตอบ : เข้าใจผิด ๑๐๐ % เลยจ้ะ การพิจารณาวิปัสสนาญาณนี้ไม่มีฌาน อะไรเลยก็เริ่มพิจารณาได้ พอพิจารณาไปเรื่อย ๆ จิตที่ดิ่งลึกไปตามธรรม ที่พิจารณาอยู่มันจะทรงตัวเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติได้ ยิ่งทรงตัวมาก เท่าไหร่กำลังของการตัดมันก็จะยิ่งสูงเท่านั้น อันนี้เป็นผลดีเรียกว่ากำไร โดยส่วนเดียวของวิปัสสนาญาณ แต่ว่ามันจะขาดความมั่นคงในตอนแรก เริ่มเพราะไม่มีพื้นฐานรองรับ
    ส่วนการที่เราตั้งสมาธิได้แล้วตั้งแต่ปฐมฌาน ขึ้นไปแล้วถอยมาพิจารณา อันนี้มันมีต้นทุนแล้วคือกำลังมันพอ ถ้าคุณ สามารถตัดขาดได้ขั้นต้นก็เป็นพระโสดาบันเป็นพระสกิทาคามีเลย เพราะ ว่าปฐมฌานนี้กำลังมันพอตัดได้ระดับนั้น ตั้งแต่อนาคามีขึ้นไปต้องใช้ กำลังของฌาน ๔ คราวนี้ถ้าหากว่าเป็นฌานพอมันทรงตัวถึงที่ที่เราทำได้ แล้วพอจิตมันถอยออกมาถ้าหากว่าเราไม่บังคับให้มันพิจารณา มันจะ ฟุ้งซ่านไปรักโลภโกรธหลงเลย
    แต่ถ้าหากว่าเราบังคับให้มันภาวนาอารมณ์ ที่มันทรงตัวอยู่จิตมันนิ่งมันจะเห็นข้อธรรมได้ชัดเจน แล้วสามารถที่จะยอม รับได้ง่ายเพราะปัญญามันมีเนื่องจากฌานมันกดกิเลสเอาไว้ มันก็เลยได้ เปรียบเสียเปรียบคนละอย่าง คืออันหนึ่งกำลังพอแต่ถ้าเผลอมันฟุ้งซ่าน อีกอันหนึ่งกำลังน้อยแต่ยิ่งทำมันจะยิ่งมากขึ้น ๆ
    ถาม : ถ้าหากว่าเราจะพิจารณาว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือตั้งแต่กายเราจนมาถึง วัตถุรอบกาย พิจารณาไปจนเหลือแต่ความว่างเปล่า?
    ตอบ : อันนั้นต้องเป็นอรูปฌานที่ ๓ เรียกว่าสมาบัติที่ ๗ เรียกว่าอากิญ จัญญายตนฌาน แล้วก็อย่าแปลกใจว่าทำไมเราทำได้ทั้งที่ไม่เคยฝึกกสิณ มาก่อน เราต้องเคยมีพื้นฐานในชาติที่แล้วมา ไม่อย่างนั้นกำลังใจที่จะ ทรงตัวอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ อันนั้นจะอยู่ในลักษณะที่ว่าไม่ว่าคน สัตว์วัตถุธาตุสิ่งของอะไรก็ตามในที่สุดก็สลายหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่
    ถาม : ถ้าพิจารณาควบคู่กับอานาปานสติ?
    ตอบ : ได้
    ถาม : (ไม่ชัด)?
    ตอบ : สมถกรรมฐานไม่ใช่ไม่ดี ถ้าทำเป็นก็มีประโยชน์มหาศาล เพราะว่า อย่างเช่นว่าก่อนทำจิตเรามุ่งมั่นว่าจะละตัวไหน ถึงเวลาจิตเป็นสมาธิมันจะ ดำเนินการตัดตัวนั้นเอง เพียงแต่ว่าถ้ามันตัดขาดทีเดียวไม่ได้ มันจะไม่ มั่นคง มันก็จะคลายคืนมา กิเลสมันก็จะงอกงามได้ใหม่อะไรใหม่ แต่ถ้า หมั่นทำบ่อย ๆ ต่อเนื่อง กิเลสมันจะค่อย ๆ เฉาตายไปเอง
    เพราะฉะนั้น เรื่องของจิตคนนี่มันขึ้นอยู่กับความต้องการในขณะนั้น บางขณะมันต้อง การความสงบเราก็ภาวนาจับกรรมฐานของเราไปจับอานาปานสติของเราไป แต่บางขณะมันต้องการคิด ก็ให้มันคิดในส่วนที่จะทำปัญญาให้เกิด เรียกว่า วิปัสสนาญาณ อย่างเช่นว่าคิดในไตรลักษณ์ คือลักษณะของ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ทรงตัวอยู่ไม่ได้ของทุกสิ่งทุกอย่าง หรือ พิจารณาตามนัยอริยสัจ แต่อริยสัจ ๔ ข้อนี่ถ้าเอาจริง ๆ มันมีแค่ ๒ คือดู ทุกข์ แล้วก็หาเหตุของทุกข์ให้เจอ ถ้าเราไม่ทำเหตุนั้นเราก็ไม่ทุกข์อีก
    แต่หลวงพ่อท่านบอกถ้าเอาจริง ๆ เหลือข้อเดียวคือทุกข์อย่างเดียวก็ได้ ถ้ามันทุกข์ขนาดนั้นแล้วมันยังโง่จะเกิดอีกก็ช่างมัน หรือไม่ก็ดูตามนัย วิปัสสนาญาณ ๙ เริ่มตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณคือพิจารณาเห็น ความเกิดดับ ภังคานุปัสสนาญาณพิจารณาเห็นเฉพาะความดับ ภยตุ ปัสสนาญาณพิจารณาเห็นว่ามันเป็นโทษเป็นภัยเป็นของน่ากลัว ไล่ไป เรื่อย ๆ จนท้ายสุดมันจะเป็นสังขารุเปกขาญาณ อันที่ ๑-๘ มันจะไปสำคัญ อยู่ตรงนิพพิทาญาณคือเห็นว่ามันน่าเบื่อหน่าย แล้วก็สังขารุเปกขาญาณ ปล่อยวางในมันได้ ตัวสุดท้ายตัวที่ ๙ คือสัจจานุโลมิกญาณมันเอา ๘ ตัวแรกมาย้อนทวนต้นทวนปลายสลับขึ้นสลับลงอยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ตัวที่ ๙ นี้มันไม่มีของจริงมันอาศัยของคนอื่นเขา เพียงแต่ว่าเราไล่ขึ้น ๘ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ . ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ อย่างนี้ก็กลายเป็นตัวที่ ๙ ไปแค่นั้นเอง เลือกเอาว่าเราจะพิจารณาแบบไหน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...