ตามรอยพระอาจารย์เส้นทางธุดงค์

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 3 กุมภาพันธ์ 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    Thudong.jpg
    ตามรอยพระอาจารย์เส้นทางธุดงค์ ตอน 4
    ******* เมื่อธุดงค์ อยู่ที่ไหนก็สมภูมิ *****
    ความงดงามแห่งธรรม อยู่ที่เข้าใจธรรมชาติ จริตแต่ละคนมันสร้างสมมาไม่เหมือนกัน
    ข้าออกจากที่อยู่อาศัย จะไม่กล้าใส่รองเท้า มันอายชาวบ้าน
    ที่ตอนเดินบิณฑบาตร ขอข้าวชาวบ้านก็ไม่ได้ใส่
    ตอนนั่งสมาธิเกิดปิติจิต เห็นภาพพระในสมัยโบราณ ก็ไม่ใส่รองเท้า
    พระพุทธองค์ก็ไม่ใส่รองเท้า ผ้าผืนเดียว เก่าคร่ำ หุ่มกายอยู่แค่นั้น
    กินวันละมื้อ นอนวันละชั่วโมงเดียว
    บางท่านก็ไม่นอนเลย มันพักในสมาธิอยู่แล้ว
    อยู่ยังอัตภาพแค่พอมีชีวิต พอดีๆ ไม่ให้กิเลสมันกำเริบ
    แต่ความพอดีของพระเราเดียวนี้ มันเป็นพอดีเข้าข้างกิเลส และหนักไปในการเกินพอดี
    แต่ทั้งหลายนี่ อาศัยเหตุปัจจัยและใจเจ้าของ ในการเล็งผลอีก
    สมัยไปอินเดีย ข้าก็ครองจีวรคร่ำห่อหุ้มกายไป
    มีบาตรใส่ย่ามไป รองเท้าไม่ใส่ ไปหน้าหนาว
    ท่านเจ้าคุณที่วัดทางราชคฤห์ ถามว่า ไม่หนาวหรือ
    ข้าตอบว่า หนาวครับ แต่อายพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ท่าน คงหนาวกว่านี้
    ท่านเจ้าคุณกอดด้วยความยินดี ท่านบอกว่า ท่านเองคงเข้าใจอะไรผิด ใจมันจึงยังไหลไปกับกระแสแห่งกิเลส
    ท่านจึงถอดหมวก ถอดถุงเท้า ถอดถุงมือ เดินเปลือยเท้าเดินลงมาด้วยกัน จากเขา
    คิชกูฏ
    นักบวชพราหมณ์ และนักบวชพุทธ ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล ต่างก้มลงนมัสเต เมื่อข้าไปยืนและเดินผ่าน พวกเขา ที่นั่งสวดมนต์รอบๆ ต้นโพธิ์ ในสถานที่ประสูติ
    ที่เขาก้มลงนมัสเต เป็นเพราะว่า พวกเขาบวชเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เขาผงะและก้มลง เพราะเขารู้สึกละอาย ที่ไม่ใช่ผู้บวชจริง
    เขากลัวพระผู้เป็นเจ้า เขาเข้าใจว่า ข้านี่คงเป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้า ส่งลงมาสอดส่งพวกเขา
    เพราะข้าเดินเข้าไปแล้วจ้องหน้าพวกเขานิ่ง เขาจึงรู้สึกหวาดหวั่นละอาย
    ที่ข้าจ้องก็แค่จะทดสอบกำลังจิตของพวกฤษีพวกนี้
    ว่าบวชปฏิบัติแล้วทางอินเดียเนปาลนี้ มีตะบะแค่ไหน
    ดีที่เขาไม่ลุกขึ้นมาเตะก้านคอ ปรากฏว่า พวกเขายำเกรง ในจีวรแห่งธุดงค์
    ในอินเดีย ส่วนใหญบวชหากิน นี่พวกพราหมณ์บอก
    เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหล่านักบวชของพุทธ ที่เป็นสงฆ์ซักเท่าไหร่
    นักบวช จีน ญี่ปุ่ญ ไทย มักทำตัวอย่างหรูหรา
    ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นประเทศเจ้าของศาสนา
    เขาดูว่า นักบวชที่บวชๆ กันมา ไม่ได้ทำตามจอมศาสดาอย่างบรรพบุรุษของเขาเลย
    มันสวนทางกันกับคำชี้แนะที่พวกเขาได้ร่ำเรียนมา
    องค์ศาสดาชี้ให้สละ แต่เหล่าสาวก สะสม
    วัดชาวพุทธมีแต่กิจกรรมทำบุญหาเงิน
    บวชมาต้องการแต่เงินๆๆๆๆๆ ไม่มีฟรีเพื่อใครทั้งนั้น
    แต่มักอยากได้ของชาวบ้านแบบฟรีๆ
    นี่..ชาวฮินดูบางคนเขาเปิดมุมมองของพวกเขาให้ข้าฟัง
    เขากล่าวมาคำหนึ่งว่า พวกถากหัวห่มฝาด ส่วนใหญ่เป็นโจรปล้นศรัทธาของชาวบ้าน ที่มีต่อพระพุทธองค์เจ้า บรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของเขา
    เขาชอบวิถีพุทธ แต่ไม่นับถือพวกที่เป็นนักบวชพุทธ
    พวกนักบวช อยู่ดีกินดีเกินกว่าวรรณพราหมณ์ อย่างพวกเขาอีก
    ทั้งๆ ที่นักบวชโล้นเหล่านี้ มีฐานะอยู่ต่ำกว่า จัณฑาล
    แต่อวดอ้างและยิ่งใหญ่ ว่าเป็นผู้มีธรรม
    พระธรรมเทศนาจากบทธรรม เรื่อง **** ชาวพราหมณ์อินเดียมองพระไทย ในมุมที่พระไทยคาดไม่ถึง ****
    ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2558
    โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
    ตามรอยพระอาจารย์เส้นทางธุดงค์ ตอน 5
    By พุทธอุทยาน บุญญพลัง

    ***** " ธุดงค์เข้าสู่ความเป็นอริยะ (ท่อน 1) " *****
    ยามเช้า ณ.อุณหภูมิ 3-4 c°...
    หวัดดี..หายไปบนดอยไม่ได้คุยกันหลายวัน ตอนนี้อยู่เชียงใหม่ มาคุยอะไรกันหน่อย
    ข้าได้เดินเข้าป่าทางต้นน้ำบนดอยสะงะ เป็นการเดินตามรอย ที่พระราชินีท่านเคยมาประทับที่นี่
    ที่นี่เป็นป่าดิบเขาสูง มีต้นไม้ใหญ่ๆ เหล่านกไพรร้องประสานเสียงเจื้อยแจ้วทั้งป่า
    หัวหน้าอุทยานท่านอภิรักษ์เป็นผู้นำทางเข้าไปสู่ป่าใหญ่ อันเป็นป่าต้นน้ำของเมืองไทย
    เราเดินเข้าไปกันหลายชีวิต อากาศยามเช้านั้นเย็นเยือกราวหอกน้ำแข็งแทงกาย ธรรมชาติโดยรอบเป็นป่ารกทึบ
    ต้นสนสูงๆเคล้าไอหมอกขาวลอยอ้อยอิ่ง แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องใบไม้มองดูเป็นลำละอองควัน
    เมื่อปี 2543 พระราชินีท่านได้มาประทับ ณ.ที่ป่าแถบนี้ พระองค์ท่านก็เดินเข้ามาแบบเรานี้
    ต้นไม้ใหญ่ๆ สูงตระหง่านเสียดฟ้า เป็นต้นน้ำที่สำคัญรวมหยาดน้ำ ใหลลงไปสู่แม่น้ำสายต่างๆ
    ธรรมชาติของข้านี่ เป็นสัตว์ป่า พอเข้าเขตป่าทึบ จิตมันก็จะรวมของมันเองโดยธรรมชาติ
    หากย้อนนึกถึงตอนที่ข้าเข้าป่ายุคแรกๆ อารมณ์มันก็เจริญของมันเช่นนี้ คือว่างจากสรรพสิ่ง
    ในป่านั้นมีร่องทางเดินที่ค่อนข้างรกชัฏอยู่ เถาวัลย์ต้นไม้ขึ้นเนืองนองหนาแน่น
    แต่ละก้าวย่าง มันเพ่งอยู่แต่กายที่กำลังเดินกำลังก้าวเท่านั้น ไม่ได้ส่งออกไปไหน
    ข้านั้นไม่ได้ใส่รองเท้าเมื่อออกจากสถานที่ บนเส้นทางบนทางเดินในป่านั้น มันมีเปลือกลูกกอ ที่เปลือกมันเป็นหนามห่อหุ้มเปลือกมันนี่ หากเหยียบเข้าไป หนามมันก็จะตำเท้าและหักอยู่ภายในเนื้อ หนองก็จะอมแผลและระบมเท้า
    แต่หนามเหล่านี้ ข้าก็ย่ำมันลงไปอย่างนั้นแหละ ถ้ามัวกลัวและเดินย่อง มันก็จะตำเท้า และใจมันแหยง
    แต่หากไม่กลัว ไม่สนใจมัน เท้าเปลือยๆที่ย่ำลงไป หนามมันกลับไม่ทิ่มแทง
    โดยธรรมชาติเมื่อเข้าป่า จิตข้าจะวางอยู่แต่พื้นทางเดินไม่เกินสามก้าว มันรู้อยู่แค่นี้ มันไม่ได้สนใจอะไรรอบตัวนัก
    ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ เหล่าสัตว์อะไรต่างๆ จิตมันไม่ได้ออกไปสนใจ
    มันสนใจอยู่แต่กับกาย และหนทางที่ย่างเดินไปเท่านั้น
    เมื่อมาเดินเข้าป่าที่นี่ใจข้าก็หวลนึกถึงตอนที่ข้าเข้าป่าเดินธุดงค์ บรรยากาศมันให้อารมณ์
    การเข้าป่านี่ เป็นธุดงค์อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญญาทางเจโตวิมุติขึ้นมาได้ในขณะที่เราเดิน
    พระส่วนใหญ่นี่ไม่เข้าใจการเข้าป่าเพื่อถือธุดงค์
    การเข้าป่าเพื่อถือธุดงค์นี่ มันไม่มีจุดหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปที่นั่นที่นี่ ที่ใจตนเองนั้นต้องการ
    การถือจุดหมายมันเป็นการเดินทาง ไม่ได้เป็นการถือธุดงค์ การถือจุดหมาย มันทำให้เรานี่หลง
    การถือธุดงค์นี่ มันไม่มีหลง เพราะมันเดินด้วยสติที่ไม่ได้ถือจุดหมายอะไรใดๆ
    ขอให้มันเป็นป่าเหอะ อย่าได้พบเจอผู้คน เราใช้ป่าเพื่อย่ำเดินและปฏิบัติตน เดิน นอน ยืน นั่ง เพื่อฝึกสติสัมปชัญญะ ให้มันแน่นหนารู้ตัวทั่วพร้อม
    การฝึกธุดงค์นี่ เป็นการเข้าป่าเพื่อไปหาปัญญา ปัญญามันซ่อนอยู่ในกายเรานี่
    การธุดงค์มันมีคุณและองค์ประกอบที่จะสอดส่งมองลงไปให้เห็นตัวปัญญาได้
    เราเข้าป่านี่ สิ่งแรกเลยที่ต้องคิดก็คือ เราไปเพื่อตาย ในป่านั้นไม่มีอะไรที่น่ารื่นรมณ์สำหรับนักปฏิบัติหรอก
    เพราะเราไม่ได้มาเที่ยวป่า การมาเที่ยวป่า ไม่ได้เป็นการเรียกว่าธุดงค์อะไรเลย มันเป็นแค่การมาพักผ่อนแลกเปลี่ยนสถานที่ ที่ตนเคยอยู่เท่านั้น
    พระธุดงค์ที่เราเข้าใจกัน มักคิดแค่ว่าการได้มาเดินป่า นอนอยู่ในป่านี่เป็นการเข้าธุดงค์ เรียกว่าพระธุดงค์
    มีพระเช่นนี้มากมายไปทางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พากันเดินเข้าไปในป่าทางนั้น เป็นการฝึกธุดงค์
    ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ พกเป้ พกเต้นท์ พกอาหารแห้ง ไฟฉาย โทรศัพท์ มาม่า กาต้มน้ำบางทีมีเครื่องสนามเที่ยวป่า
    นี่ไม่ใช่เป็นการธุดงค์ นี่เป็นการมาเที่ยวป่ามาพักมาค้างแรมในป่าในถ้ำ เพื่อถ่ายภาพเอาไปอวดแควนๆ เพื่อหาลาภสักการะและสรรเสริญ
    การธุดงค์นั้น มีคุณต่อผู้เข้าธุดงค์มาก หากมีผู้ชี้แนะการเข้าสู่ธุดงค์
    การธุดงค์ที่สำคัญกับใจเราได้ ครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณท่านจะขยายและอธิบายการอยู่ธุดงค์ได้
    ธรรมจากการเข้าสู่ธุดงค์นี่มีมากมาย แต่การจะเข้าสู่ธุดงค์ได้นั้น หัวใจและการบ่มเพาะทางธรรม มันต้องมี
    พวกบ้าตำรา นั่งอ่านแต่คำภีร์ อาศัยความเป็นมหาเปรียญนั่นนี่ การเข้าใจในความเป็นธุดงค์นั้นอธิบายออกมาไม่ถูกหรอก
    ชีวิตที่ไม่เคยธุดงค์ ไม่เคยอบรมใจตนเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น มันก็เป็นธรรมที่มีความรู้อย่างงูๆปลาๆ
    ความรู้อย่างงูๆปลาๆ บวชมาการเข้าถึงความหมายแห่งธุดงค์ย่อมไม่มี
    ข้าจะชี้แนวทางแห่งการธุดงค์ ว่ามีร่องทางอย่างไร จึงจะทำให้ใจดวงนี้เกิดเจโตวิมุติขึ้นมาได้
    มีพระหลายท่านได้ถามข้ามามากมายเหลือเกิน ท่านเหล่านี้ต่างถือธุดงค์ แต่ไม่รู้ว่า การธุดงค์ มีคุณอย่างไร และวางใจเช่นไร จึงจะถึงความเป็นอริยชน
    ป่าทางเหนือของสยามเรานี่ เหมาะกับการเดินธุดงค์ โดยเฉพาะป่าดิบชื้นภูเขาทางบ้านแม่สะงะ อ. แม่แจ่มใกล้ดอยอินทนนท์นี่
    ที่นี่เป็นป่ารกทึบ อากาศหนาวเย็นเหมาะต่อการบำเพ็ญภาวนา ยามเงียบนี่ มันเงียบซะจนได้ยินลมในหู
    การเข้าป่าเพื่อเข้าธุดงค์เป็นการหวังผลสูงสุดแห่งปัญญาที่จะเกิดญาน เราเข้าไป เอาแต่ตัว จีวร บาตรใส่ย่าม เข้าไปก็พอ
    เอาเข้าไปแค่นี้พอแล้ว เครื่องบริขารนอกทิ้งไป เอาแต่บริขารในคือใจที่มันแสวงหาความเป็นพระให้เกิดกับใจดวงนี้
    กำลังใจน้อย พกนั่นพกนี่เข้าไปเยอะๆ ญานมันไม่เกิด ญานมันเกิดยาก เครื่องกังวลใจมันจะมีมาก
    ข้านี่เข้าป่าไปหลายๆอาทิตย์ มีแต่ไตรจีวร บาตรใส่ย่าม เปลือยเท้า มีเพียงแค่นี้ และเข้าป่าในลักษณะนี้ทุกครั้ง ก็ไม่เห็นจะตาย
    การเข้าป่าเพื่อไปทำกรรมฐาน มันเป็นการทำสงครามใจที่ยิ่งใหญ่ เราตั้งใจไปตาย ไม่ได้ไปนอนเล่นในป่าในดงอย่างใครเขาเป็นกัน อาหารก็ล่อใบไม้ใบหญ้านี่แหละ เห็ดยอดไม้กล้วยป่าอะไรก็กินได้ กินเพื่อยังอัตภาพให้อยู่เท่านั้น
    นอนตรงไหนก็ได้ เราเข้าป่ามาเพื่อแสวงหาโมกธรรม ไม่ได้มาเบียดเบียนใคร ใจเช่นนี้ จะเป็นผี เป็นสัตว์อะไรมันก็ไม่กลัวเกรงกันล่ะ
    พระหลายองค์ยังชักว่าวอยู่เลย แต่เสือกอยากออกธุดงค์ พวกนี้เป็นแค่พวกอยากมาเที่ยวป่า
    ไม่ได้เป็นพวกบวชมาเพื่อแสวงหาสัจธรรมอะไรกับใครเขาหรอก ยังเป็นพวกไร้ครูบาอาจารย์อบรมใจ
    ใจที่ยังบริสุทธิไม่พอ อย่าเลยอย่าไปธุดงค์ มันเสียเวลาและทำให้เพื่อนร่วมธุดงค์เขาลำบากใจในความอ่อนแอ
    ข้านี่แค่พาเดินป่าหน่อยเดียวมันก็บ่นกันชิบหาย มันกลัวตาย นู่น นั่น นี่ ปัญหาเยอะ
    การบวชเข้ามาเมื่อมีครูบาอาจารย์ มีความพร้อมทางใจ มีศีลบริสุทธิที่เจ้าของมั่นใจ ได้อบรมใจมาอย่างเพียงพอในสิ่งที่ต้องเผชิญ
    เราพึงไปคนเดียว อยู่คนเดียว แสวงหาโมกธรรมด้วยใจผู้เดียว ที่สำคัญ...พึงพร้อมที่จะตายอย่างชาตินักรบ..!!
    เดี๋ยวไปคุยกันอีกตอน..

    :- https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1465969760166534.1073742210.566001416830044&type=3
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 เมษายน 2018
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137

    ....อารมณ์เปรียบดั่งไม้ขีดไฟ....


    อารมณ์มันก็เหมือนไม้ขีดไฟ
    เมื่อเกิดการผัสสะ มันก็ติดเป็นประกายไฟ
    ผู้รู้ ผู้เข้าใจ ย่อมมีปัญญา มองดูความเป็นไม้ขีดไฟ ไปตามเหตุและปัจจัย
    บางสิ่งยิ่งเติมเชื้อไฟ ใจมันก็ลุกโชนด้วยอำนาจแห่งเชื้อไฟ
    บางอย่าง หากมีสติ ไม่ใส่เชื้อไฟเพิ่มแรงให้เกิดแสงแห่งไฟ
    ไม้ขีดไฟ แม้จุดติดประกายขึ้นมาจากใจแล้ว
    มันก็ย่อมหมดเชื้อไฟไปแค่ ก้านแห่งไม้ขีดไฟ
    มันไม่ลุกลามเป็นไฟกองใหญ่ ด้วยเชื้อที่ใส่เข้าไปเพื่อสุมเป็นกองไฟ
    จนเป็นไฟกองใหญ่ที่เผาผลาญใจเจ้าของ และลุกโชนจนเผาผลาญใครอื่น
    ให้พลอยเดือดร้อนใจ และอาจลามเป็นไฟ ที่เผาโลกทั้งใบ ด้วยเหตุแห่งไม้ขีดไฟ
    ที่ใส่เชื้อเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
    พึงมีสติปล่อยให้มันเป็นไฟ เผาผลาญแค่ก้านไม้ขีดไฟ
    อย่าให้มันลาม จนกลายเป็นไฟ ที่ไหม้ลามเผาใจใคร ให้วอดวายเพราะพิษร้ายแห่งไม้ขีดไฟ ที่จุดติดไฟไปจากใจเรา...
    ไม้ขีดไฟ เผาอะไรก็ไม่ทำให้เนื้อไหนสุก
    แต่โลกทั้งใบ วอดวายได้ด้วยเหตุแห่งไม้ขีดไฟ
    ที่ใส่เติมเชื้อแห่งไฟลงไป
    ไฟแค่ไม้ขีดไฟ แม้เติมเชื้อเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
    อารมณ์ก็เหมือนไม้ขีดไฟ เติมเชื้อลงไปเท่าไหร่
    กระแสแห่งความเป็นไฟ มันก็ยิ่งลุกโชน ทำความร้อนใจให้แก่เจ้าของ จนมอดไหม้ไปทั้งใจ
    เรามีสติให้ไฟมันหมดแค่ก้านไม่ขีดไฟ
    สงบใจด้วยสติ อย่าใส่เชื้อไฟให้ลามจนเป็นไฟกองใหญ่ เผาใจ จนเจ้าของทุรนทุรายเองเลย..
    โลกนี้ ท่านว่า มีสิ่งไม่เคยพอ ถมเท่าไหร่ก็ไม่พอ สิ่งนั่นคือ
    ไฟ... ใส่เชื้อลงไปเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
    ทะเล.... ใส่น้ำลงไปเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
    ตัณหาแห่งใจคน...ได้เท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
    พระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มีนาคม 2018
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    ตามรอยพระอาจารย์เส้นทางธุดงค์ ตอนจบ
    *****" ธุดงค์เข้าสู่ความเป็นอริยะ (ท่อน 3 ) "****

    เมื่อวานได้คุยถึงการประจักษ์ชัดถึงผู้เข้าถึงญานแห่งการเห็นผู้ดู ผู้รู้ กาย และโปรแกรมจิต

    การเห็นชัดแจ้งเช่นนี้ หลวงตามหาบัวท่านเคยเข้าถึงเมื่อพรรษาที่ 16 หลังหลวงปู่มั่นมรณะภาพแล้ว
    การเข้าถึงญานตรงนี้ มันจะถอดถอนอุปทานแห่งกาย เวทนา ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของของเราที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของอะไรได้
    ตรงนี้เจ้าของจะแสดงเสวยอาการวิมุตติญานขึ้นมา มันเกิดการแจ้งโดยจักษุธาตุ
    เรียกว่ามันเห็นแจ้งขึ้นมาทุกช่องทางว่าสิ่งทั้งหลายที่ยึดมั่นกันมา ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งหลายนี่ มันเป็นสมมุติที่เข้าใจผิดและไม่จริงอะไรเลย
    ความว่างเปล่าแห่งอาการทั้งหลายทั้งปวงที่ผัสสะ มันจะวางทีท่าของมันเป็นอุเบกขามัธยัส
    เท้าที่ก้าวมันก็ก้าวไปด้วยอาการของมันที่เห็นแจ้งว่า เป็นการสั่งงานที่เกิดจากโปรแกรมจิต
    ผัสสะที่เกิดกระทบ เกิดเวทนาทั้งหลาย ไม่เกี่ยวกับกาย แต่มันก็รู้กระทบ มีผู้ดูการกระทบ และผู้รู้การกระทบ
    เจ็บที่เป็นเวทนายามเหยียบย่ำไปบนหินแหลมหรือขวากหนาม มันเป็นเจ็บที่ไม่มีใครเจ็บ
    ร้อน หนาว แข็ง อ่อน ปวด เหนื่อย อ่อนเพลีย เป็นอาการที่ไม่มีใครเป็น
    อาการต่างๆมันเป็นแค่อากาศแห่งเหตุปัจจัยที่เกิดการปรุงแต่งมาจากสังขารจิตทั้งสิ้น
    มันไม่มีใครเป็น และมีใครเป็นเจ้าของอาการ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากจิตสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาตามเหตุปัจจัยของมัน

    เราเป็นผู้หลงกับการเป็นเจ้าของทุกอย่างที่มาผัสสะว่าเรามันเป็นผู้เป็น
    เท้าที่เหยียบหนาม มันรู้ว่าเหยียบหนาม มันมีอาการเจ็บ แต่ไม่มีผู้ใดเข้าไปเป็นเจ้าของ
    มันมีผู้ดูอาการที่กระทบ และมีผู้รู้อาการที่กระทบ กายนี่ไม่รู้ไม่ชี้ต่อเวทนาทั้งหลาย
    รู้นี่ ก็ไม่ใช่เรารู้ มันเป็นรู้อย่างเกียร์ว่างที่มีผู้ดูแยกชัดออกมา เจ็บนั้นเกิดจากปรุงแต่งสังขารจิตที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเช่นกัน
    มันเป็นแค่ทำงานอาศัยเป็นก้อนเป็นทีมเดียวกัน และมีอาการแห่งเราเข้าไปเป็นเจ้าของอาการด้วยความหลงว่าอาการทั้งหมดนี้ เรามันเป็น
    เมื่อเกิดญานเห็นชัดการแยกเป็นส่วนๆขึ้นมาเช่นนี้ มันหาความเป็นเจ้าของผัสสะแห่งเวทนาไม่มี
    ที่มีคือผู้ดูเหตุแห่งผัสสะและผู้รู้ผัสสะที่มากระทบกาย ไร้เจ้าของในอาการทั้งหลายที่มันเป็น
    เจ้าของเจ็บที่จะร้องโอดโอย สะดุ้งไปตามเหตุกระทบต่อเนื่องแห่งอาการมันก็เลยไม่เกิด
    เจ็บนี่เป็นอาการหนึ่งที่โปรแกรมจิตสังขารมันสร้างขึ้นเพราะเหตุแห่งสัญญาที่ย้อมมาแต่ก่อนเก่า
    มันเป็นอาการเหมือนไฟแดงแสดงขึ้นมายามน้ำมันหมด ซึ่งไม่มีใครเป็นผู้หิวน้ำมัน
    ไฟแดงมันทำงานอย่างไม่รู้ไม่ชี้ มันแดงเพราะเหตุปัจจัยมากระทบคือน้ำมันในถังมันเริ่มหมด
    ถังน้ำมันมันก็ไม่รู้ไม่ชี้ มันไม่รู้ว่าน้ำมันมันหมดเหมือนกัน รถก็ไม่มีตัวรู้ว่ามันแสดงไฟแดงว่าน้ำมันในถังนี่มันกำลังหมด
    ทุกสิ่งที่เกิด มันเกิดจากการอาศัยสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่ง โดยไม่มีใครเข้าไปเป็นเจ้าของ
    ไฟแดงเหมือนมันรู้ว่าน้ำมันหมดมันจึงแสดง แต่จริงๆมันไม่รู้ ไม่มีตัวรู้อยู่ในไฟแดง
    รู้นี้เป็นเพราะโปรแกรมที่ปรุงแต่งตั้งสัญญาน รหัสอาศัยเหตุซึ่งกันและกันขึ้นมา
    มีผู้ดูคือเรา ผู้รู้ก็คือเรา ผู้เดือดร้อนก็คือเรา รถ ไฟแดง ถังน้ำมัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของผู้เดือดร้อน
    อาการเจ็บที่ผัสสะจากการเหยียบหนามก็เช่นกัน เมื่อเกิดภาวะเข้าถึงผู้ประจักษ์ชัด เห็นอาการแยกย่อยตรงตามความเป็นจริง
    เจ็บอันเป็นเวทนาทั้งหลายมันก็ไม่มี ที่มี...เพราะการมีเจ้าของเข้าไปเป็นเจ้าของอาการทั้งนั้น
    การปล่อยวางแห่งอุปาทานในกายและเวทนามันหลุดเผลั๊วะออกไปทันที เกิดเป็นอุเบกขาในสิ่งที่กระทบทั้งหลาย
    มันแสดงอาการไม่รู้ไม่ชี้ต่อสิ่งใดทั้งนั้น มันดูเหมือนไม่ใช่หน้าที่ของมันที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับอะไรที่คิดว่าเราเป็น
    เจ็บก็อยู่ส่วนเจ็บ มันเกิดจากอาการปรุงแต่ง กระทบก็อยู่ส่วนกระทบ มันเกิดจากเหตุปัจจัยแห่งกายสังขาร
    มีผู้รู้และผู้ดูอาการเหล่านี้เฉยๆ ไม่มีใครเข้าไปเป็นเจ้าของ กายไม่เกี่ยว เวทนาไม่เกี่ยว
    สิ่งทั้งหลายมีเหตุปัจจัยมาจากการปรุงแต่งแห่งสังขารจิตทั้งสิ้น ที่สำคัญ..ไม่มีใครเป็นเจ้าของในเหตุแห่งสังขารปรุงแต่งทั้งหลายนั้น
    นี่..มันรู้ของมันขึ้นมาเช่นนี้ เมื่อเกิดการสอดส่งลงไปในอาการที่เป็นและประจักษ์ใจยืนยันขึ้นมา
    อาการเช่นนี้ เรียกว่าจิตเจ้าของเข้าถึงอาการแห่งเจโตวิมุตติ
    เจโจวิมุตติเป็นอาการตรัสรู้หรือรู้แจ้งญานอย่างหนึ่งที่เรียกว่าวิชา
    ในบุรุษผู้เข้าถึงในวิสัยเตวิชโช เจโตวิมุตติเป็นหนึ่งในวิชาสามที่เข้าถึงองค์แห่งการตรัสรู้
    ผู้เข้าถึงวิสัยเช่นนี้ เป็นผู้เข้าถึงความรู้แจ้งหนึ่งส่วน เหลืออีกแค่เพียงภพเดียวก็จะสิ้นอัตตภาพแห่งการเกิดมาอยู่ในภูมิแห่งสัตว์
    สัตว์ในที่นี้หมายถึงเวไนยสัตว์ คือสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    เหลืออีกส่วนหนึ่งที่จะต้องรู้แจ้งให้ได้นั่นก็คือ การเกิดวิมุตติญานแห่งปัญญา
    ปัญญาวิมุตตินี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องกล่าวเหตุแห่งการเกิด
    แต่ปัญญาวิมุตตินี่ก็เกิดได้จากการเข้าสู่ป่าเพื่อการธุดงค์ได้ด้วยเช่นกัน
    หากถึงได้ทั้งสองส่วนคือปัญญาวิมุตติและเจโตวิมุตติ นี่เรียกว่าเป็นผู้เข้าถึงโดยสองส่วนในอัตตภาพเดียว
    เรียกว่าเป็นบุรุษผู้เข้าถึงอุภโตวิมุตติ บุรุษผู้เข้าถึงเช่นนนี้ เป็นผู้มีปัญญารู้แจ้งธรรมที่เรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาน
    นี่..พระผู้เข้าถึงปฏิสัมภิทาญาน อาศัยญานแห่งอุภโตวิมุตติเกิด ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดในอัตภาพเดียวที่ได้เกิดมา
    การเกิดญานนี่ อาจเกิดต่อเนื่องได้พร้อมกัน หรืออาจเกิดต่างเวลากัน มันขึ้นอยู่กับบารมีที่สะสมกันมา
    บางท่านเข้าถึงเจโตวิมุตติขึ้นมาก่อน เข้าถึงแค่ส่วนเดียวในอัตภาพเดียว เข้าถึงวิมุตญานแห่งปัญญาไม่ได้ เช่นนี้เป็นผู้เหลืออีก 1 ภพ
    บางท่านเข้าถึงได้ทั้งสองส่วน เช่นนี้เป็นผู้สิ้นภพในอัตภาพนั้น
    พระอรหันต์ สุขวิปัสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ที่เราเข้าใจว่าสิ้นภพนี่ ยังไม่สิ้นภพหากยังเข้าไม่ถึงทั้งสองส่วน
    เป็นเพียงแต่ท่านสิ้นเสบียงวิบากที่จะกลับมาก่อรูปเท่านั้น ยังเหลืออีกหนึ่งภพที่จะต้องเสวย
    ภพนี้เป็นภพจิตที่จะต้องตีอวิชาให้แตก ตราบใดที่อวิชาไม่แตกการเข้าถึงวิมุตติญานแห่งปัญญาย่อมไม่เกิด
    ปัญญาวิมุตตินี่ เป็นการเข้าถึงธรรมได้ด้วยการเอาสมมุติตีสมมุติ ขยายสอดส่งสมมุติด้วยสมมุติที่สร้างขึ้นมาในอัตภาพเข้าไปสอดส่งสาวผลไปหาเหตุ
    เมื่อสอดส่งจนถึงที่สุดแห่งจิต ต้อนสัญญาทุกอย่างจนเกิดปัญญาญาน ความแจ้งแห่งภูมิทั้งหลาย ที่เรียกว่าตีอวิชาแตก
    เกิดปัญญารู้แจ้งสว่างโพลนขึ้นมาด้วยใจเจ้าของที่สอดส่งธรรมทั้งหลายลงไปวินิจฉัย
    เมื่อถึงจุดแตกหักแห่งอวิชาทั้งหลาย โลกธาตุแห่งสมมุติทั้งหลายที่จิตมันยึดมั่นหมาย มันก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นพังสลายทะลายลงราบเรียบ
    นี่..เป็นอาการแห่งภูมิชัยในสมรภูมิผู้เข้าถึงปัญญาวิมุตติ
    มหาบุรุษผู้เข้าถึงทั้งสองส่วนเช่นนี้ เราเรียกว่าพระอรหันต์ปฏิสัมฏิทาญาน

    พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญานเกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัยหากตราบใดที่พระภิกษุสงฆ์ยังคงปฏิบัติดีปฏิชอบ
    เล่ามาซะเยอะ จึงขอพอไว้แต่เพียงแค่นี้ แค่จะบอกว่า การธุดงค์เข้าป่านี่ เป็นปฏิทาสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการรู้แจ้งธรรมได้
    หากผู้ปฏิบัติมีความบริสุทธิ์ มีศีล สมาธิและปัญญาเพียงพอ การเข้าถึงธรรมที่รู้แจ้งก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
    ที่เราทั้งหลายได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่ได้พบพระพุทธศาสนา
    ไม่ใช่เข้าป่าเพื่อไปเที่ยว ไปพักผ่อนหรือไปอยู่ป่าเพื่อหาความวิเวกดั่งที่เราคิดกัน
    การธุดงค์นี่สำคัญ เป็นเพียงแค่ว่าเรานักบวชมันรู้จักการธุดงค์กันรึเปล่า
    ขอให้ท่านทั้งหลายจงโชคดีมีความสุขที่ได้เกิดมาพบกันบนโลกใบนี้
    :- https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1469633089800201.1073742213.566001416830044&type=3
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2018
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    **** บุพเพนิวาสา เป็นหนทางเข้าสู่ความเห็น อริยสัจ *****
    ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญในเช้าวันเสาร์
    ข้าว่าการระลึกชาตินี่..ไม่ยากนะ
    สำคัญคือ สร้างภาวะความว่างจากผัสสะรอบๆตัวให้น้อยที่สุด จนเป็นอารมณ์เดียว
    สถานะเช่นนี้ ต้องฝึกอยู่คนเดียว เช่น ในป่า ในถ้ำ ไร้ผู้ไร้คน และสิ่งเร้าทางอายตนะ
    สร้างภาวะให้เกิดความเคยชิน อย่างน้อยๆก็ให้ใจมันชินต่อความสงบแห่งจิต ติดต่อ
    กันซัก 7-8 วัน
    พอใจมันเริ่มชำนาญกับอารมณ์เดียว มันจะมีรหัสจิตอยู่ตัวหนึ่ง นั่นก็คือ โอภาส
    โอภาสนี่ ก็คือ ความสว่างแห่งภาวะเป็นกลางที่เกิดขึ้นภายใน จิตเรา ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่มีกันทุกคน เพียงแต่รอบกำลังมันมีไม่เท่ากันทุกคน
    แต่ทุกคนที่เกิดโอภาส หากไม่มีผู้ชี้ก็จะยินดีและหลงกับแสงสว่าง ที่เรียกว่า โอภาสนี้อีก
    ท่านจึงให้ภาวะแห่งการหลงยึดนี้เป็นอุปกิเลสตัวหนึ่ง
    มันไม่ใช่เป็นอุปกิเลส เพราะโอภาสที่เป็นแสงสว่าง
    แต่เป็นอุปกิเลสที่เกิดจากใจเข้าไปยึดโอภาสเอง และไปต่อไม่ได้

    การเกิดโอภาสเป็นช่องทางหนึ่งในการเกิด ทิพจักขุญาณ
    ชนใดที่จิตเข้าถึงความเป็นแสงสว่างในดวงจิต
    นี่คือ ประตูที่จะเปิดเข้าไปสู่ความเป็นบุพเพนิวาสา อันเป็นวิชาแรกแห่งเตวิชโช ในพระพุทธศาสนา..
    อีกวิธีที่จะเกิดบุพเพนิวาสา คือ การเพ่งสีขาว แสงสว่าง และอากาศ
    กองกรรมฐานสามกองนี้ เป็นไปเพื่อให้มีกำลังในทิพจักขุญาณ
    ที่จริงการเพ่งกสิณทุกกอง มันก็เกิดได้หมดนั่นแหละ
    แต่สามกองนี้นี่ มันซัดเข้าไปตรงๆ เพื่อให้เกิดโอภาสใน ดวงจิตได้ง่าย
    การเกิดโอภาสนี่...เป็นภาวะการหดรวมของจิตที่เป็นกลางๆ ไม่เอนเอียงไปในช่องทางไหน ที่ใจมันปรุงขึ้นมาตามอาการ แห่งจิต
    เมื่อสติตั้งมั่นและเคยชินกับโอภาส การโยนิโสตั้งวิตกเข้าไป
    ในขณะจิตนั้น
    การเห็นภาพด้วยการระลึกแห่งโปรแกรมจิตที่มีอยู่ในภวังค์ ย่อมเกิดการปรุงขึ้นมา ให้เจ้าของได้ระลึกถึง
    บางท่านระลึกได้เป็นแสนเป็นล้านอัตภาพ ที่ได้เกิดกำเนิด
    ขึ้นมาของจิตดวงนี้ ที่เคยก่อรูปขึ้นมา
    การก่อรูปย่อมมีอายตนะ เพื่อผัสสะเกิดเป็นเวทนาที่บันทึกไว้ ในภวังค์จิต
    นี่ ..ธรรมชาติแห่งชีวะที่เป็นพีชนิยาม มันเป็นของมันเช่นนี้
    ธรรมชาติแห่งภวังค์จิตที่บันทึกลงไปทางอายตนะที่เกิดจาก
    ผัสสะโดยเจตนาเจ้าของนี่แหละ
    จะเป็นภาพและเสียง ที่เจ้าของระลึกภวังค์จิตเหล่านั้นขึ้นมา
    ให้รับรู้ได้ โดยสติ
    การระลึกชาตินี้ หากขาดปัญญา
    มันก็เป็นแค่การระลึกที่ศาสนาไหนๆเขาก็เป็นกัน
    เพราะธรรมชาติเหล่านี้ มันเกิดขึ้นได้กับเหล่าสาธุชนที่ฝึก
    ตบะได้ทั่วโลก ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นของใครศาสนาไหน

    แต่ในพุทธศาสนา การระลึกชาติได้นี่
    ท่านถือว่าเป็นวิชาแรก ที่เป็นเปลือกห่อหุ้มให้เจ้าของ
    เข้าไปเห็นอริยสัจด้วยปัญญาตรงตามความเป็นจริง และยืนยันได้ด้วยใจตนเอง
    อะไรคืออริยสัจ ในการระลึกเข้าไปเห็นในบุพเพนิวาสา
    ตรงนี้ก็ต้องมาอธิบายกันอีก
    ทางที่ดี มาฟังกันสดๆที่เกาะกลางน้ำกันดีกว่า
    เราจะรู้และยืนยันด้วยใจของเราผู้เป็นเจ้าของได้เลยว่า
    อริยสัจที่พระพุทธศาสนาเข้าถึงนั้น มันเป็นของมันเช่นนี้นี่เอง ด้วยปัญญาของเราเอง โดยไม่ต้องเชื่อฟังใครมาบอกให้เชื่อ
    อย่างงมงาย
    เช้านี้ มีผู้คนมากันแล้ว ต้องขอตัวก่อน
    ขอสาธุโมทนาบุญให้เกิดทิพจักขุญาณกันทุกๆท่าน
    พระธรรมเทศนาจากบทธรรมเรื่อง*** ช่องทางแห่งการระลึกชาติ*** ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2558 โดยพระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง
    :- https://www.facebook.com/thammakaboonyapalung/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2018
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๒. อิทธิกถา
    มูลแห่งฤทธิ์ ๑๖ อย่าง อะไรบ้าง คือ
    ๑. จิตไม่ฟุบลงย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น
    จึงชื่อว่าอาเนญชา (ไม่หวั่นไหว)
    ๒. จิตไม่ฟูขึ้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
    อาเนญชา
    ๓. จิตไม่ยินดีย่อมไม่หวั่นไหวเพราะราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
    อาเนญชา
    ๔. จิตไม่มุ่งร้ายย่อมไม่หวั่นไหวเพราะพยาบาท เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
    อาเนญชา
    ๕. จิตอันทิฏฐิไม่อาศัยย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น
    จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๖. จิตไม่พัวพันย่อมไม่หวั่นไหวเพราะฉันทราคะ เพราะเหตุนั้น จึง
    ชื่อว่าอาเนญชา
    ๗. จิตหลุดพ้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
    อาเนญชา
    ๘. จิตไม่เกาะเกี่ยวย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
    อาเนญชา
    ๙. จิตปราศจากเครื่องครอบงำย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความครอบงำ
    กิเลส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๐. จิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ย่อมไม่หวั่นเพราะกิเลสต่าง ๆ๑ เพราะเหตุนั้น
    จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๑. จิตที่กำหนดด้วยศรัทธาย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา
    เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๒. จิตที่กำหนดด้วยวิริยะย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน
    เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา

    เชิงอรรถ :
    ๑ กิเลสต่าง ๆ ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่เป็นไปในอารมณ์ต่าง ๆ (ขุ.ป.อ. ๒/๙/๓๑๑)

    {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า :๕๖๔ }

    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๒. อิทธิกถา
    ๑๓. จิตที่กำหนดด้วยสติย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท เพราะ
    เหตุนั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๔. จิตที่กำหนดด้วยสมาธิย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ เพราะเหตุ
    นั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๕. จิตที่กำหนดด้วยปัญญาย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา เพราะเหตุนั้น
    จึงชื่อว่าอาเนญชา
    ๑๖. จิตที่ถึงความสว่างไสวย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความมืดคืออวิชชา
    เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาเนญชา
    มูลแห่งฤทธิ์ ๑๖ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความได้เฉพาะ
    ฤทธิ์ เพื่อแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ เพื่อความสำเร็จแห่งฤทธิ์ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญ
    ในฤทธิ์ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์

    ทสอิทธินิทเทส
    แสดงฤทธิ์ ๑๐ อย่าง
    [๑๐] ฤทธิ์ที่อธิษฐาน เป็นอย่างไร
    คือ ภิกษุในที่นี้แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้
    หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏก็ได้ แสดงให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา
    กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือน
    ดำลงในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำโดยน้ำไม่แยกเหมือนเดินไปบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป
    ในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มี
    อานุภาพมากอย่างนั้นก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้
    คำว่า ในที่นี้ อธิบายว่า ในความเห็นนี้ คือ ในความถูกใจนี้ ความพอใจนี้
    ความยึดถือนี้ ธรรมนี้ วินัยนี้ ธรรมวินัยนี้ ปาพจน์นี้ พรหมจรรย์นี้ สัตถุศาสน์นี้
    เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในที่นี้
    คำว่า ภิกษุ อธิบายว่า ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นพระเสขะ หรือเป็น
    พระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบ

    {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า :๕๖๕ }
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    GoodnightToYou.jpg
    ***** "เวลามันน้อยนิด ดุจชีวิตแห่งเปลวเทียน "*****


    เกิดเป็นพญาอินทรี แสนสง่ายามเหินเวหา แต่มันพรากกินชีวิตสัตว์เป็น
    เกิดเป็นพญาแร้งแสนเหม็น ไม่สง่า กินสัตว์ตาย มันไม่พรากชีวิตใคร
    วิบากพญาแร้งกับพญาอินทรี ย่อมมีผลแตกต่างกัน...!!
    เรา....เลือกเป็นพญาอินทรีในวันนี้ เพื่อสรรเสริญและยกย่องจากผู้คน แต่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น...
    เรา...เลือกเป็นพญาแร้งแสนอับจนถ้อยคำสรรเสริญ แต่ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้ใด
    เรา...ต้องการอะไรกับผลบั้นปลายและหลังสิ้นสังขารของชีวิต
    เรา..เป็นผู้เลือกหนทางแห่งการดำเนินทางที่จะไปด้วยตัวเราเอง..!!
    หวัดดี....
    วันนี้หานกยูงทั้งวัน มันหายไม่เห็นมาสองวันแล้ว นี่ก็ห่วงมันอีก มันไปไหนกันน้อ
    ตะกี้ก่อนมืด เห็นมันมานอนที่ศาลาร้อยก้อน เออ..มันยังมีชีวิต เห็นแล้วก็โอเคแล้วๆไป
    นี่..เป็นธรรมดาของความผูกพันแห่งจิต นกยูงที่สวยๆ เชื่องๆ แสนรัก ตายและหายไปหลายตัว
    เราก็เฝ้ามองหามันทุกครั้ง แต่พอรู้ว่ามันตายซะแล้ว
    เราก็แค่ยินดีที่มันได้มีส่วนแห่งวันเวลา เข้ามาเป็นเพื่อนเรา ไม่ค่อยจะเสียใจอะไรมากมายนัก เราดูการจากพรากกันนี่ เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ มันมีเหตุปัจจัย
    เพราะการจากการพรากนี่ มันเป็นธรรมดา ใจมันต้านทานของมันเองได้
    ทีนี้มันก็ลามไปถึงวัตถุ บุคคล บางคน เราพบกันเพื่อจาก แต่เขาพบเราเพื่อที่จะก่ออีก นี่ก็มี
    ข้าน่ะ ไม่ก่ออะไรกับใครทั้งนั้นแหละ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น
    ตอนเช้าๆ นี่ ข้าจะเดินไปเอาฆ้อนทุบหินออก เอาหินบางก้อนที่มันแนบฝังดินออก
    ทุบไปก็หอบไป มันไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ เอาแค่มันออกซักกำปั้นได้ ข้าก็พอใจแล้ว
    ข้าอยากจะให้มันเรียบขึ้น เพื่อน้องๆ จะได้มานอนกางเต้นท์กันตรงนี้ เหตุมีแค่นี้
    และจะให้เต่ามันอยู่ร่วมด้วยกับเราในนั้น แกก็ต้องมาช่วยโกยขี้เต่าด้วย นี่..ข้าทำทุกวัน
    ทำนู่นนิดนี่หน่อย ทำทั้งวัน จนดูเหมือนไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
    บางทีก็ต้องเดินขึ้นไปแก้ไขงานบนเขาโน่น เดินทีหอบแฮ่กๆ
    ตรวจๆๆๆ ด่าแม่เด็กๆ แล้วก็ลงมา ถ้าไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ ถ้าแก้ ก็อยู่ยาวยันมืดอีก
    นี่..ชีวิต แค่อยู่ไปให้มันสิ้นวันแห่งแสงเทียน
    พวกเราล่ะ...!!
    เทียนมีเหลืออยู่ขนาดแค่ไหนหนอ ความสว่างแห่งเปลวเทียนชีวิตน่ะ มันคงสว่างเท่าเดิม ดูเหมือนจะไม่มืดมนใช่ใหม
    แต่เนื้อเทียนซิ มันค่อยๆ จางหายไปกับกาลเวลา เวลาแห่งแสงในชีวิต มันหดสั้นลงมากแล้วรู้ไหม รีบๆ เข้าเถิด

    รีบอาศัยความสว่างจากปลายแสงแห่งเปลวเทียน ที่มันกำลังจางคลายหายไปอยู่ตลอดเวลา
    เอาความสว่างที่แสนอ่อนล้านั้น ส่องนำทางที่มันยังตีบแคบมืดมน
    เพื่อก้าวออกไป หลุดพ้นจากเส้นทางที่กำลังเดินวน อย่างหาทางออกไม่ได้

    แสงสว่างจากเปลวเทียนแห่งชีวิตเล่มน้อย มันจะคอยให้ความสว่างแห่งหนทางได้
    อย่ามัวรีรออะไรเลยหนอ เอาความสว่างที่มันมีพอ เร่งหาหนทางก้าวไปข้างหน้า
    ก่อนที่แสงแห่งเปลวเทียนที่ชูขึ้นฟ้า มันจะดับมืดสลัว เมื่อไร้แสงแห่งเปลวเทียน
    เบื้องหน้า มันดูมืดมนน้อ มันน่ากลัวเวลาเพ่งดู ขอชูแสงเทียนให้มันพอสว่างอยู่กับที่ไม่กล้าออกเดิน
    เราอย่าได้กลัวการขู่จากความมืดนั้น ก้าวไปเถิด ก้าวออกไปสู่ความมืดมิดที่สลัวมืดมนนั้น
    แสงแห่งเปลวเทียนชีวิตเรา มันจะส่องความสลัวมืดมิดนั้น ให้กระจ่างตา
    เมื่อเราเดินเข้าไปหาอย่างไม่หวั่นเกรง ชีวิตที่เหลือแห่งปลายเปลวแสง สู้ๆๆ
    อย่าให้ความโหดร้ายมันมาขู่จิตใจเรา
    ก้าวเดินออกไป อย่าจมเฉยอยู่กับที่
    โลกนี้ ไม่มีพื้นที่ว่างให้ยืน สำหรับคนขลาด และโง่งี่เง่า

    คนโง่งี่เง่า รากฐานมันเกิดจากการอยู่กับที่ ไม่มีพื้นที่ว่างพอ ให้ใจก้าวเดินด้วยความมั่นใจ
    เรา..สร้างหนทางแห่งโลกด้วยมือของเราเอง
    เรา..พึงอย่าท้อ และพึงสู้กับมัน
    นี่แหละ..เรื่องราวการเดินทางของชีวิตที่มันเหลืออยู่
    มันแค่ได้อาศัยแสงสว่าง มาเป็นแสงแห่งเครื่องนำทาง ไปสู่ความเรืองรองแห่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
    อย่าให้ความสว่างที่น้อยนิดนี้ มันอับปาง
    ท่ามกลางลมมรสุม ที่ใจเจ้าของก่อขึ้นมาเองเพื่อทำลายแสงแห่งเปลวเทียนอันน้อยนิดนั่น ด้วยตัวเราเองอีกเลย
    ประคองความสว่างแห่งแสงเทียนที่ยังพอมี ออกเดินไปตามเครื่องชี้ พวกเพื่อนๆน้องพี่หลายคน
    เขากำลังรอเราอยู่ตรงทางออกของปลายอุโมงค์ ไปเหอะ....ข้าก็จะรออยู่เหมือนกัน...!!

    โอเคนะ..!!
    ลูกศิษย์ 1 : ผมสะท้านสะเทือน และเศร้าใจ กับธรรมที่พระอาจารย์แสดงนี่ อย่างบอกอาการแทบไม่ถูกเลยครับ
    >> ลูกศิษย์ 2 : ช่วงนี้กำลังพิจารณาเรื่องนี้พอดี ตั่งแต่ที่หลวงพี่ เทศน์ให้ฟังวันก่อน ว่าเวลาของหลวงพี่ เหลือน้อยลงมาทุกทีๆ แล้ว
    >> ลูกศิษย์ 3 : อ่านไปก็ปาดน้ำตาไป
    >> ลูกศิษย์ 4 : ยืนขายเค้กไป น้ำตาคลอไป
    << พระอาจารย์ : แหม๋..เวลาคุย มันก็พาไปเรื่อยแหละ ผีกวีมันสิง
    >> ลูกศิษย์ 1 : ผมจะไม่ปล่อยให้แสงแห่งเทียนที่ผมมีเหลืออยู่ไม่รู้กี่มากน้อยนี้ ให้มันหมดไปกับกาลเวลาอย่างไม่รู้คุณค่า
    และผมจะไม่มัวเพลินใจ ปล่อยให้โอกาศอันเป็นแสงเทียนแห่งพระอาจารย์ที่ยังมีอยู่นี้ มอดม้วยดับลงไปอย่างไม่รู้คุณค่าเช่นกันครับ
    << พระอาจารย์ : รีบเอาความสว่างแห่งแสงเทียนที่เหลืออยู่น้อยนิด ส่องหนทางเพื่อที่จะก้าวเดินออกไป จากโลกแคบๆ ที่มันแสนจะมืดมน
    คนยืนอยู่กับที่ โลกย่อมย่ำยี เพราะเป็นวัตถุที่มันไร้ค่า
    ภูเขาแสนแข็งแรงและสูงสง่า วันเวลามันทำลาย ความสง่ามัน จนจมลงเป็นฝุ่นผงแห่งกองธุลี
    หยาดน้ำค้างหล่นจากฟ้า แสนบริสุทธิ์ แต่ใครเล่าจะเฝ้าดื่มกินน้ำค้างที่บริสุทธิ์นั้น แทนน้ำฝน
    ชีวิตคนเราก็เช่นกัน บางอย่างมันแสนดี แต่ไอ้ที่แสนดีสำหรับเรานั้น มันแสนอัปรีย์ ต่อคนทั้งหลายเขาก็เป็นได้
    ความดี ไม่มี ความชั่วไม่มี ชนที่ยึดดียึดชั่ว ฟากใดฟากหนึ่ง เป็นชนแห่งความเลว ที่ยังออกไปสู่หนทางที่มืดมนไม่ได้
    ดีเลว เป็นแค่สมมุติแห่งใจ เราสมมุติและมีไว้ เพื่อรู้จักกับมัน ไม่ใช่มีไว้ เพื่อกูที่จะเป็น
    โอเคะ..
    พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
    :- =facebook]1576007712496071
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    nature-waterfall-animated-gif-6.gif
    กราบขอขมากรรมต่อแผ่นดิน2 (8 เม.ย. 61)
    By พุทธอุทยาน บุญญพลัง · Updated about a week ago
    ****** " นักรบ...!! " *****

    ท้องฟ้านั้นเหมือนเดิม มันคือท้องฟ้า..
    ภูเขานั้น เหมือนเดิม มันคือภูเขา...
    สายน้ำนั้น เหมือนเดิม มันคือสายน้ำ..
    พระอาทิตย์ ดูเหมือนหมุนวนจากตะวันออก ไปตะวันตก เหมือนเดิม วิถีมันเป็นของมันเช่นนั้น..
    ผู้คนหลากหลาย เหมือนเดิม กับความเป็นผู้คนที่ร้อยรัดด้วยบ่วงแสวงหากิเลสมาโอบกอด...
    กี่ชาติๆๆ ก็เป็นเช่นนี้... เราไม่เบื่อกันหรือ..!!
    มองดูเหล่าสัตว์ มันก็มีชีวิตอยู่กินตามอัตภาพของความเป็นสัตว์
    มัน เกิดมา เจ็บ แก่และตายเหมือนเรา ไม่แตกต่างกัน
    สัตว์หลายตัว ต่างต้องวนเวียนตายเกิดตายเกิด ด้วยความเป็นสัตว์อยู่อย่างนั้น

    นี่..เพราะความพ่ายแพ้ แก่กิเลสตัณหา ที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบจากใจดวงนี้เป็นเหตุ

    การเกิด...มันเป็นสมรภูมิที่เราต้องต่อสู้และฝ่าฟัน
    แพ้....ก็ไปเป็นสัตว์
    ชนะ...ก็ไปเป็นเทวา
    ทั้งแพ้และชนะ ต่างมีผลที่ต้องเสวย ...!!
    พี่น้องเอ๋ย..เรากำลังรบอยู่ ผลแพ้ชนะนั้น ยังไม่ปรากฏ
    บางคนมันแพ้ ตั้งแต่ได้ออกรบ
    เพราะใจมันสมคบกับความหวานแห่งกิเลส ที่เย้ายวนใจ
    บนสมรภูมินี้..ทำอย่างไรหนอ ที่จะไม่ให้เกิดแพ้และชนะขึ้นมา
    ชนะผลก็ไปเทวา แพ้ผลก็ไปอบาย เราไม่อยากได้ผลเหล่านี้บ้างไหม..!!
    นักรบต่างออกมารบเพื่อหวังในชัยชนะ
    มีบ้างไหม..นักรบออกมารบ รบที่ไม่หวังชนะหรือหวาดหวั่นความพ่ายแพ้
    ไม่ได้รบเพราะตัณหาแห่งชัยชนะ
    ไม่ได้รบเพื่อหวังผลตอบแทนในการรบ
    การรบที่ไร้พ่ายและไร้ชัยชนะ แต่เต็มใจที่จะออกรบ

    การรบเช่นนี้ เป็นยอดนักรบ ที่แหวกวงล้อแห่งวัฏฏะการรบ ให้จบสิ้นไม่ต้องออกมารบให้เกิดความทุกข์ตรมต่อไป

    รบอย่างเต็มใจ รบอย่างไม่เอาอะไร ขอให้การรบนี้เป็นการชดใช้แก่แผ่นดิน ที่ให้โอกาศนักรบได้ออกรบ

    อาวุธพร้อม ศีลพร้อม สมาธิพร้อม ปัญญาพร้อม เรารบกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อขอชดใช้
    ไป..เราจูงมือกันไป รบเพื่อออกจากสนามแห่งชัยสมรภูมิวัฏฏะ อย่าได้กลับหวลมาอีกเลย...
    อย่าให้ข้าต้องไปนั่งรอที่แสงแห่งปลายอุโมงค์คนเดียว ข้าจะจูงมือเหล่าน้องๆออกไป
    เส้นทางนี้ เริ่มที่การชดใช้ ขอชดใช้แค่ชาติเดียว แล้วเราจูงมือออกไปพร้อมๆกัน..!!
    มาร่วมกันชดใช้บุญคุณแผ่นดินร่วมกัน...กองทัพเราจะไม่หยุดรอใครอีกแล้ว..!!
    :- https://www.facebook.com/media
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    LpSomrithRatanayano.png
    กราบขอขมากรรมต่อแผ่นดิน 9 (8 เม.ย. 61)
    By
    พุทธอุทยาน บุญญพลัง · Updated last Thursday
    ****" อย่ารู้ธรรมด้วยการเข้าข้างตนเอง "****

    ขอสาธุคุณยามเช้าให้มีแต่ความสุขความเจริญ

    ทำไม ในคัมภีร์โบราณ จึงกล่าวกันว่า
    ผู้คนเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้ว
    ต่างได้บรรลุธรรมกันตรงนั้น ที่นั่น เดี๋ยวนั้น กันมากมาย
    แล้วเดี๋ยวนี้ คนมันโง่จัง เรียนรู้กันมากมาย ปฏิบัติกันมากมาย
    ทำไมจึงไม่บรรลุธรรมกันบ้างเลย
    คนยุคนี้มันโง่นักรึ...?
    ไม่เลยๆ คนยุคนี้ ฉลาดกว่าผู้คนยุคโบราณเยอะ
    เพราะฉลาดนี่แหละ จึงเกิดความลังเลสงสัย ในสิ่งที่โดนถ่ายทอดสืบๆต่อๆกันมา
    ยุคโบราณนี่ เมื่อสิ้นองค์ศาสดา
    รุ่นต่อๆมา ก็เริ่มครอบงำ ด้วยตรรกะต่างๆ
    เพื่อความเชื่อ เพื่อความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงแห่งอายุพระศาสนา
    ความคิดเห็นและความแตกแยกทางด้านความคิด
    ที่ไม่มีใครมาสาธกอธิบายเหตุปัจจัย ได้อย่างหมดจด
    ทำให้ผู้มาทีหลัง ต้องโดนจำกัดอยู่ในคอก ที่เขาต่างสร้างขึ้นมาล้อม เพื่อความหวังดี
    จริงๆมันเป็นเหตุเป็นผลกัน
    พุทธนั้น เป็นเรื่องของปัญญา
    เพราะความอิสระแห่งปัญญานี่แหละ
    มันจึงเกิดหลากนิกายขึ้นมาในแต่ละยุค ด้วยความเห็นแห่งตน
    การตีธรรมไม่แตก จากตำราก็ดี
    การแปลไม่ตรงประโยคธรรมก็ดี
    การเข้าไม่ถึงความเป็นจริงก็ดี
    เหล่านี้ ทำให้เกิดนิกายต่างๆมากมาย
    ผู้ที่เข้าใจธรรมชาติจริงๆนั้น
    ไม่มีนิกาย ไม่ได้แยกนี่ มหายาน นี่เถรวาท
    หรือนี่ มหานิกาย นี่ธรรมยุติ อะไรอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้หรอก
    ธรรมนั้นมันลงร่องเดียวกันหมดแหละ
    มันแค่ต่างความคิดตามวาสนาภูมิ
    แต่เห็นความเป็นตถาตาเช่นเดียวกันหมด
    เข้ากันได้หมด
    เพราะเข้าใจถึงเหตุปัจจัย มันมีที่มาและกำลังในแต่ละคน มันมีไม่เท่ากัน
    พระอรหันต์ไม่ใช่ผู้ทุกเรื่อง
    เป็นเพียงแต่เรื่องที่ไม่รู้ มันยังขาดเหตุปัจจัย
    และมันก็เป็นธรรมดาของมันเช่นนั่นแหละ
    นี่ท่านเข้าใจของท่านอย่างนี้
    ถึงเวลากินข้าวแล้ว น้องๆรอ เช้านี้ขอสวัสดี
    ------------------------------------------
    ผู้แสดงความคิดเห็น 1 >สุขนิยม หรือเทวนิยม มีมาก่อนพุทธกาล แต่หลักอริยสัจ ๔ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะไม่เหมือนกัน แต่ใกล้เคียงกันมาก

    "ความสุขได้มาจากความทุกข์" ต้องรู้ทุกข์ เห็นทุกข์ กำหนดทุกข์จนเห็นความจริง จิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่น ไม่ทุกข์อีกต่อไป เห็นทุกข์เป็นเรื่องปกติธรรมดา (เกิดปัญญา) ไม่ยึดอีกต่อไป ให้ลึกลงไปจะเห็นทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน และดับสลายหายไป จิตเห็นอย่างนี้ (ตลอดเวลา) เห็นว่าอะไรก็เอาไม่ได้ ยึดไม่ได้ คว้าอะไรก็ไม่ได้ จิตจะวางทุกอย่างลง... จะเกิดความว่างจากอารมณ์ที่เคยยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ตรงนี้ก็เป็นสุข แต่เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง (กระบวนการวิปัสสนา)

    ขออนุญาตนำคำแนะนำในการสนทนาธรรมของพี่เลี้ยงท่านหนึ่งแบ่งปันลงในข้อความนะคะ...เพื่อแบ่งปันประโยชน์แก่กัลยาณมิตรท่านอื่นๆ...และขอกราบนมัสการพระคุณเจ้า ..ขออนุโมทนาสาธุในธรรมของพระคุณเจ้า...เจ้าค่ะ
    พระอาจารย์ตอบ <<< เห็นเช่นนั้น มันก็ไม่ได้วางอะไรจริงๆหรอก
    ที่วางน่ะ เป็นเราทั้งนั้นแหละ
    เพราะทิฏฐิมันลึกเข้าไป มันไม่ถึงทิฏฐิ
    ธรรมชาติของธรรมนั้น ผู้รู้เห็นธรรมดาของเหตุปัจจัย
    ไม่ใช่ เอาเราไปเป็นจิตอย่างที่เราเข้าใจอย่างนั้น
    เมื่อมีตาก็ย่อมเห็นรูปเป็นธรรมดา จะวางหรือไม่วางมันก็เห็น
    เมื่อมีหู มีลิ้น มีจมูก ฯ วิญญาณมันก็ทำหน้าที่ของมันแหละ
    จะวางหรือไม่วาง ว่าไปตามเหตุปัจจัย
    พุทธเรานี่ เข้าใจว่า จิตต้องปล่อยวาง และชี้กันมาเช่นนี้
    ไม่ผิดหรอก แต่ไม่ถูก
    เราไม่เข้าใจธรรมชาติเอง
    เราจึงเป็นเจ้าของในสิ่งที่ธรรมชาติเป็นด้วยตรรกะแห่งเรา
    และมันก็ต้องเป็นเช่นนั้นซะด้วย
    นี่..วิถีพุทธจริงๆ มันจึงไม่ได้ง่ายต่อใครๆ
    แต่ก็ใช่ว่าจะยากต่อใครๆที่จะทำความเข้าใจเช่นกัน

    ผู้แสดงความคิดเห็น 2 >> พระอาจารย์ขอรับ อยากทราบเกี่ยวกับการ กรวดน้ำ นี่มันจำเป็นไหม เพราะผมไม่เคยกรวดน้ำให้ใครเลยแค่แผ่เมตตาอย่างเดียวขอรับ หรือเป็นแค่พิธีกรรม แบบพราหมณ์ ที่ทำตามๆกันมา
    พระอาจารย์ตอบ <<< แผ่อย่างเดียวก็ได้
    แต่พลังงานเก่าแก่ เขามีสัญญาในเรื่องการกรวดน้ำ
    เราก็อาจแผ่ด้วยราดน้ำด้วยก็ได้
    เผื่อไปถึงพลังงานที่เขายังยึดสัญญาของเขาอยู่
    แต่ถึงเหมือนกัน ทั้งการกรวดน้ำและไม่กรวดน้ำ
    -------------------------------------------
    พระธรรมเทศนาจากบทธรรมเรื่อง
    ***" มองศาสนาให้เป็น "***
    โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561
    ณ พุทธอุทยานบุญญพลัง
    อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    กราบขอขมากรรมต่อแผ่นดิน 6 (8 เม.ย. 61)
    By
    พุทธอุทยาน บุญญพลัง · Updated about a week ago
    ****" เข้าใจผิดว่าทำสมาธิแล้วได้เกิดเป็นพรหม "****

    ชีวิตคนเรานั้น ยามตกต่ำ เรามักจะดิ้นรนไขว่คว้าหาทางออกเพื่อให้ตนเองนั้นดีขึ้น
    หลายคนมุ่งเข้าหามนต์ดำ ไสยเวทย์ เรียกผี ทรงเจ้า เข้าตัวเพื่อให้ช่วย
    มีน้องๆดาราหลายคน เข้าลัทธิเหล่านี้ เพื่อให้ผีช่วยโดยผ่านเจ้าลัทธิ
    บางคนก็ยอมพลีกาย เรียกว่าถวายกายเพื่อเป็นเมียพวกผีห่าซาตานเหล่านี้
    ข้าน่ะรู้จักเจ้าลัทธิพวกนี้ดี เพราะมีน้องๆที่หลงไปในทางนี้มาหาข้าเยอะแยะ
    ปัญหาหนักเลยก็คือ การยกครูขึ้นขันธ์ อัญเชิญเหล่าผีมาผ่านร่าง มาสิงอยู่ในร่าง
    นัยว่า เพื่อให้ดวงดีขึ้น ทำอะไรก็เจริญขึ้น เป็นที่รักที่ชอบที่เมตตาต่อผู้พบเห็น
    ถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกเหล่าปอบเหล่าผีผู้หญิงมาสิงร่าง เพื่อให้คนเขาหลงรัก
    จริงๆผีน่ะมันไม่มีเพศหรอก มันมีแต่ความทรงจำ ผีผู้ชายที่เคยเป็นชาย พอสิงร่างหญิง มันก็จะเป็นหญิงด้วยแหละ
    สงสัยไอ้เจ้าพวกนี่ มันเข้าใจผิดกันเกี่ยวกับการยกร่างให้ผีครอบ
    ผีที่ไหนวะน่ารักน่าใคร่ กำลังหอมแก้มอยู่ดีๆ เกิดเป็นคุณยายขึ้นมา ข้าว่ามีแต่วิ่งกันน้ำบาน
    หลายๆคนพอตกต่ำแล้วเชื่อเพื่อน ต่างพากันไปหาเจ้าสำนักนับถือผีพวกนี้
    เพื่อที่ว่า จะได้รวยจะได้มีเงิน มีทองโชคดี มีผัวใหม่เป็นเศรษฐีเป็นฝรั่ง เป็นเจ้าสัว
    เลยเฮกันไปหาเจ้าสำนักกัน ด้วยความโลภ ด้วยตัณหา ที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จบแห่งตน
    ที่สำคัญคือฟังเพื่อนมา อยากได้นั่นนี่ จึงยอมแม้ต้องพลีร่างให้แก่สาวกผี
    เจ้าพวกเหล่านี้นี่ เมื่อมาหาข้า บางคนจู่ๆก็ดิ้นทำเอาข้าตกใจ
    บางคนก็มานั่งร้องให้คร่ำครวญ ผีที่ครองร่างบอกนัยว่าเขาบังคับมา
    ทีนี้ข้าก็เลยรู้จักกับพวกผี ได้คุยกับผี มีผีเหล่านี้เป็นเพื่อน เป็นหมอผีรักษาอาการไข้ของผี ก็เลยได้รู้เรื่องผี
    มันมีผีอยู่ตนหนึ่ง เป็นนักพรต เคยอาศัยอยู่ที่เขาพนมกุเลน โน่นอยู่ที่เขมรโน่น อายุเป็นพันปีแล้ว
    เจ้าหมอนี่ โดนดึงวิญญานมาสู่หญิงสาวนางหนึ่ง โดยที่เจ้าคนทำให้ มันเชื่อว่า
    เมื่ออัญเชิญวิญญานมาสู่ตัว จะทำให้มีแต่ความเจริญ มีเงิน มีทอง เป็นที่รักของทุกๆคน
    นี่..มันเชื่อกันอย่างนั้น ไอ้เจ้าผีนี่ มันก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก
    มันเป็นพวกผีขาดบารมี
    เมื่อขาดบารมี มันจะไปช่วยเหลือใครเขาได้ ตัวมันเองก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด
    ไอ้เจ้าผีนี่ มันเป็นนักพรต เมื่อมาอยู่ในร่างของหญิงสาว คนเห็นตอนมันแปลงกาย ก็เลยคิดว่าเป็นคุณยายวรนาถ
    จริงๆมันคือนักพรต เป็นพวกฤษีผู้ชาย ไม่ใช่คุณยายพันปี
    อดีตเคยเป็นนักบวชที่ปฏิบัติธรรม อยู่กับความว่าง ไม่เอาอะไร
    เอาความว่างมาเป็นสรณะ มาเป็นเครื่องอยู่ หนักมาในทางสมาธิ
    มักจะชี้สอนเหล่าผู้คน ให้อยู่กับความว่าง เชื่อว่าความว่างไม่ทำให้เกิดทุกข์
    อยู่อย่างไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่ยึดเอาอะไรทั้งนั้น
    แกนั่งสมาธิ ดิ่งอยู่ในสมาธิ ครั้งละเป็นวันๆ ไม่ทำชั่ว ไม่ละเมิดล่วงเกินใคร ไม่ทำร้ายใคร แกว่านี่เป็นความดีของแก
    แกเชื่อว่า การอยู่กับความว่าง และหนักมาทางสมาธิที่แกทำ
    วันใดที่กายแตก แกจะเข้าถึงความเป็นพรหม ได้เป็นพระผู้เป็นเจ้า ที่อมตะนิรันตกาล
    แกเล่าว่า แกนั่งสมาธิอยู่บนเชิงชะง่อนผาแห่งหนึ่ง ที่ภูเขาพนมกุเลน
    แกนั่งมาเป็นอาทิตย์ นั่งจนกายเบาไม่รู้สึกตัวอะไร แกเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าตัวแกเอง มาอยู่ในร่างสาวนี้ได้อย่างร
    แกเล่าว่า มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงแกออกมา ซึ่งแกเข้าใจว่า เป็นอาการทางจิตที่เคยเป็น
    ข้ามองหน้าเจ้าผีนี่ เผื่อมีสัญญาต่อกันที่ข้าพอจำได้
    เพราะการได้พบกันเจอกัน หากไม่มีสัญญาต่อกัน การได้พบปะกันนั้นจะไม่มี
    เจ้าผีนี่ นั่งปฏิบัติสมาธิจนตาย ตัวมันตายจากการร่างกายขาดน้ำ มันตายไปโดยไม่รู้ตัว
    วิญญานนั้นไม่รู้ตัวหรอก ว่าขาดการรวมตัวของธาตุไปแล้ว เพราะการทำสมาธิ มันจะดิ่งอยู่ในภวังค์วิญญาณ
    นี่..ตรงนี้แหละ เราเคยได้ยินได้ฟังมาว่า คนทำสมาธินั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นพรหม ชั้นนั้นชั้นนี้
    ไอ้เจ้าผีนี่ ตายในสมาธิเลย ตายในท่านั่ง และแห้งตายซากกองอยู่ที่เขาพนมกุเลนโน่น
    นี่เลยมาเป็นพันปีแล้ว กระดูกก็ยังกองจมดินอยู่
    และวิญญานนี้ ก็ยังอาศัยรูปแห่งกระดูกนั้น เพราะอายุขัยแห่งวิญญานยังไม่หมด
    โดยไม่รู้ว่า ร่างแห่งการรวมธาตุทั้งสี่นั้น ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต่างสลายแยกออกไปหมดแล้ว วิญญานเขายังไม่รู้

    นี่เป็นเรื่องที่ข้าเผชิญ และทำให้พินิจพิจารณาได้ว่า
    สิ่งที่ตำราว่ามา ว่าการทำสมาธิ จะทำให้ไปเกิดเป็นพรหมชั้นนั้นชั้นนี้ ตามตำราพราหมณ์นั้น ไม่จริง
    ความว่างที่ถือครอง ตลอดชีวิตแห่งการเป็นนักบวช ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนั้น ไม่ใช่เป็นหนทางหลุดพ้น
    สิ่งเหล่านี้เป็นตรรกะของพวกนอกศาสนา ขาดปัญญา และปฏิบัติอย่างงมงาย
    แม้พุทธเราเองทุกวันนี้ ก็เชื่อกันแบบนี้ หาความเป็นพุทธะแท้ๆแทบไม่มี
    พุทธนั้นชี้ให้เห็นความเป็นจริง เป็นเรื่องของปัญญา ที่เสมอด้วยศรัทธา
    ความงมงายอันเกิดจากเรา จะนำพาให้เราจมอยู่แต่กับความมืดมิดดั่งเช่นวิญญานดวงนี้
    ที่มีผู้พอมีอำนาจทางจิต ดึงวิญญานออกมาใช้งาน ไร้กำลังที่จะต่อต้าน ขัดขืน และโดนรังครวญ
    เป็นดวงวิญญาน ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นวิญญานยากไร้ ไม่มีสุคติภูมิแห่งตนตามวิบากกุศลที่เคยทำ
    จริงๆวิญญานเหล่านี้ อธิฐานจิตเจริญน้ำพระพุทธมนต์ให้กิน เขาก็อยู่ในร่างของเจ้าของอื่นไม่ได้แล้ว
    แต่ข้าไม่ทำหรอก เพราะเจ้าของร่างเป็นผู้ไปเชิญเขามาอาศัยร่างด้วยใจเขาเอง
    ความเต็มใจของเจ้าของร่าง ที่เชิญเขามา เมื่อไม่พอใจจะไปไล่เขา เช่นนี้เป็นการเบียดเบียนกัน ข้าไม่ทำ
    และวิญญานเอง ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปกับการกระทำแห่งตัณหา ที่มนุษย์พากันก่อขึ้นมาด้วย
    เรื่องวิญญานนั่นซับซ้อน ยากแก่คนทั้งหลายจะเข้าใจ
    รูปเคารพต่างๆนั้น เป็นที่สิ่งอยู่ของเหล่าวิญญานทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธรูป
    พูดเช่นนี้เดี๋ยวจะเป็นประเด็นดราม่ากับพวกรู้มากอีก
    เอาเป็นว่า ขอให้เรามีปัญญาและพิจารณาจนเกิดตื่นขึ้นมาเห็นความเป็นจริงด้วยบารมีของท่านเองเถิด
    ข้านี้ก็แค่เล่าเรื่องราวให้ฟัง คิดว่าเป็นนิทานไปก็แล้วกัน
    ขอสาธุคุณสวัสดีให้มีดวงตาเห็นธรรม

    #ธรรมกะบุญญพลัง
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    กราบขอขมากรรมต่อแผ่นดิน ตอนสุดท้าย (8เม.ย. 61)
    By พุทธอุทยาน บุญญพลัง · Updated about a month ago

    ****" วันที่สูญเสีย ย่อมไร้ประโยชน์ต่อการโหยหา "****
    หวัดดียามเช้า ขอให้ร่ำรวยและสมหวังในทุกสิ่งที่ต้องการ
    พรุ่งนี้เป็นศึกรุก ขอให้พี่น้องมีชัย
    นี่เป็นเรื่องบุญกุศลที่ปกป้องผืนแผ่นดินของศาสนา
    มันมีผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่รออยู่
    ถึงกาลหนึ่ง เราจะถามใจเราเองเลยว่า
    ทำไม..วันนั้นเราถึงไม่เลือกที่จะรบ
    การปกป้องนั้นสำคัญ พอๆกับความรักที่จะสงบเช่นกัน
    ข้าจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์บางช่วงให้ฟัง
    ในสมัยก่อน
    เมื่อราว ปี 1736 ก่อนสุโขทัยเราจะก่อตั้งขึ้นมา
    นาลันทา อันเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ในดินแดนภารตะ
    โดนรุกรานจากชาวอัฟกัน - เติร์ก
    มันชื่ออะไรนะ..
    เออ..ชื่อภักติยาร์ คิลชิ อะไรนี่แหละ
    ซึ่งต้องการแผ่ขยายอิทธพลของศาสนาอิสลาม ปกครองครอบคลุมอินเดีย
    เขาได้ใช้ความรุนแรง ยกกองทัพมาฆ่าฟัน ทั้งฆราวาสทั้งพระ นักศึกษา
    ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างโหดร้ายทารุณ
    ผู้คน ตายกันเป็นพันเป็นหมื่น ตายกันเป็นเบือ
    ส่วนหนึ่ง เกิดจากชาวพุทธผู้รักความสงบนี่แหละ
    ไม่ค่อยจะร่วมมือช่วยเหลือกัน
    นาลันทานั้น มีความหมายว่า " เป็นผู้ให้ไม่รู้จบ"
    ผู้คนต่างชาติต่างภาษา ต่างเข้ามาเล่าเรียนศาสตร์ต่างๆที่มีอยู่บนโลกอันมากมาย
    ผู้คนในนาลันทา รักสงบ ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับผู้ใด
    ส่วนใหญ่เชื่อว่า หากเขามารุกราน เราพึงสงบ อย่าได้ไปขัดขืนและต่อต้านอำนาจมืดที่มาจากความโกรธและโหดร้าย
    เขาเชื่อในอำนาจแห่งความดีงามในวิถีพุทธ ที่ไม่ทำร้ายและเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยความไม่มีเหตุผล
    ส่วนหนึ่ง มีความเห็นว่า เราควรจับอาวุธลุกขึ้นมาต่อสู้
    พวกเรามีกำลังนับล้านคน ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยที่ใครจะมาข่มแหงรังแกได้อย่างง่ายๆ
    พวกนี้ได้ศึกษาและเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ที่โดนรุกราน สงครามย่อมไร้สิ้นแห่งความปราณี
    นาลันทานั้น เคยถูกรุกรานมาก่อนเมื่อการก่อตั้งในครั้งแรกๆ
    ครั้งนั้น ชาวฮั่นได้นำคนเข้ามารุกรานโจมตี หลังจากก่อตั้งได้ไม่นาน
    และพวกเขาเลือกที่จะสู้และต่อต้านชาวฮั่น
    เมื่อโดนรุกรานไม่นาน พวกเขาก็ฟื้นฟูโดยลูกหลานของพระเจ้า สุคนธคุปต์ กษตริย์ผู้เลื่อมใสพุทธในยุคแห่งการฟื้นฟู
    มีการสร้างและขยายมหาวิทยาลัยให้ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาอีก
    มีการจัดระบบใหม่ มีการทำเกษตร เลี้ยงสัตว์ เพื่อเลี้ยงดูตนเองอย่างยั่งยืน
    มีการฝึกฝน ศาสตร์ยุทธวิธีในการรบและป้องกันตนเอง

    ต่อมาราว พ.ศ 1100 เศษๆ พวกชาวเกาฑะ จากตะวันออกของอินเดีย
    ก็ได้ยกพลบุกเข้าโจมตีนาลันทาอีก
    พวกเขาก็ได้สู้รบปกป้อง ไม่ให้นาลันทาโดนรุกรานแต่เพียงฝ่ายเดียว
    ครั้งนี้ ได้พระเจ้าหรรษวรรธนะ กษัตริย์เชื้อสายฮินดู
    แต่นับถือพุทธ เป็นผู้บูรณะขึ้นมาอีก
    ประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งเห็นว่า
    พวกเขาควรลุกขึ้นมาต่อสู้
    อย่าให้ศัตรูเข้ามาทำลายมหาวิทยาลัยและบ้านเมือง
    แต่ส่วนใหญ่ในครั้งนั้น เมื่อสงครามศาสนาเกิด ไม่คิดที่จะรบ เขารักความสงบ
    มีความเห็นว่า บัญฑิตไม่ใช่นักรบ ที่จะมาใช้กำลังเพื่อตอบโต้ต่อต้านใคร
    พวกเขาเป็นนักศึกษา ไม่ใช่นักรบ
    หากเราก้มหัวนอบน้อม ให้เหล่าผู้รุกราน พวกเขาก็คงไม่ทำร้ายทำลายอะไรพวกเรา
    เรารักสันติและความสงบ สมเป็นนาลันทา อันมีชื่อแปลความหมายว่า
    เป็นผู้ให้ไม่มีที่สิ้นสุด
    ด้วยความเป็นปราชญ์ลือนามก้องฟ้าก้องแผ่นดิน เมื่อเหล่าผู้คนไม่สู้
    เลือกที่จะคุกเข่าก้มหน้าลงดินเพื่อหาสันติภาพ
    เหล่าอิสลามโดยการนำของ ภักติยาร์ ก็เข้ามารุกรานฆ่าฟัน อย่างคึกคะนอง
    นาลันทา โดนถอนรากถอนโคน เพราะเอาความคิดตน ว่าหากเรายอมทน ไม่ขัดขืน เขาจะไม่รุกรานเรา
    พวกเขาโลกสวย ยัดเยียดความคิดแห่งตนใส่ลงไปในกระโหลกของเหล่าโจร
    ความเป็นจริงที่ไม่ใช่โลกสวย เขาต้องการถอนรากถอนโคนพุทธศาสนาที่เลื่องลือไปไกล
    ที่สุด อาคารเรียน วัดวาอาราม ห้องสมุดเก็บคัมภีร์ต่างๆทางโลก ต่างโดนกวาดโดนทำลายราบเรียบ
    เจ้า ภักติยาร์ ประสพความสำเร็จ ตามความตั้งใจที่จะสลายพุทธ
    เพราะนับตั้งแต่นั้นมา
    พุทธศาสนาก็จางหายสิ้นไปเลย ในดินแดนอินเดียเป็นการถาวร
    นาลันทา ผู้ให้ไม่มีที่สิ้นสุด เหลือแต่เพียงกองอิฐิและความทรงจำ ไร้การฟื้นตัวขึ้นมา
    เป็นการล่มสลายอย่าวถาวร ของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์
    การเล่นแร่แปรธาตุ กายวิภาคศาสตร์
    และวิชาการแพทย์ศาสตร์ของอินเดียโบราณไปหมดสิ้น
    การเสียมหาวิทยาลัยนาลันทาครั้งนั้น เป็นครั้งสุดท้ายของมหาวิทยาลัยชาวพุทธที่รุ่งเรืองที่สุด
    มันเกิดจากการไม่สู้ เกิดจากความรู้มาก เกิดจาก มันไม่ใช่เรื่องของเราของชาวต่างชาติที่มาเล่าเรียนแลกเปลี่ยนศึกษา
    บางคนแอบหนีกลับ ปล่อยให้คนอื่นรับหน้า
    บางคนตั้งกลุ่มขึ้นมา อยู่เฉยๆดีกว่าอย่าเข้าไปยุ่ง
    ส่วนใหญ่เห็นว่า เราเป็นปราชญ์เป็นนักศึกษา เราสันติและสงบ
    เชื่อว่า เมื่อเราไม่ต่อต้านขัดขืน พวกเขาก็จะไม่ทำร้ายและรุกรานเบียดเบียนเรา
    พวกเขานั่งให้ชาวเติร์กกุดหัวเป็นแถว
    เขายอมสละชีวิตด้วยความเชื่อว่าเขาจะไม่ทำร้าย คนผู้ที่ไม่ต่อต้านและขัดขืนตามหลักธรรมาชน
    พวกเขาเลือกที่จะให้เหล่าโจรเป็นผู้ตัดสินใจเอาตามใจชอบ ด้วยวิธีการจารยชน ด้วยความเชื่อมั่นในสันติวิธีพวกก้มยอมให้เขาเลือกฟันคอ
    ดูเหมือนเป็นผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อให้เรื่องทั้งหลายหยุดยั้งจบอยู่ที่ตรงการสละชีพแห่งตน
    ชาวเติร์กฟันและกุดหัวอย่างบ้าคลั่ง
    พวกหลังๆเมื่อเห็นผู้เสียสละชีวิต เพราะความเชื่อแห่งตรรกะตน
    ยัดใส่ลงไปในสมองความคิดของโจรผู้เข้ามารุกราน มันไม่ได้ผล
    ต่างก็เริ่มลุกขึ้นกระโจนหนีหาย ความจ้าละหวั่นในการหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ตามธรรมชาติของจิตเมื่อถึงที่สุดแห่งทิฏฐิ พวกที่เหลือ ต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายอย่างตัวใครตัวมัน เอาตัวรอด
    พวกเติร์ก ขับม้าเข้าฆ่าฟันอย่างเมามัน
    พวกเขาไม่มีอาวุธที่จะต้าน พวกเขาแค่ต้องการ อหิงสา
    คมดาบและความร้อนแห่งไฟที่ลุกโชนตามหลังอหิงสา
    มันทำลายเลือดเนื้อที่ต่างคิดเอาว่า
    พวกเขาจะไม่รุกรานทำร้ายผู้ที่ไม่ต่อต้านไม่ขัดขืนไปเสียหมดสิ้น
    พวกที่สู้ก็สู้กันไป แต่มันเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยของชนทั้งนาลันทา
    ที่สุด
    ผู้ให้ไม่มีที่สิ้ดสุด ก็สิ้นสุดแห่งการให้ เพราะมันไม่เหลือหลออะไรที่จะให้อีกต่อไป
    นี่..เพราะตรรกะแห่งความไว้ใจโจร
    ว่าเขาคงไม่ทำร้ายทำลายอะไรเราผู้อยู่อย่างอหิงสา
    เอาความคิดตนแบบโลกสวย ไปยัดใส่ในสมองร้ายแห่งกองโจร
    เอาความเข้าใจตนเอง และดูแคลนความคิดโจรว่าต้องเป็นเหมือนความคิดเรา
    นาลันทา ผู้ให้อย่างไม่สิ้นสุด สิ้นสุดลง
    เพราะผู้ให้ นึกว่าการให้แม้ชีวิต มันจะหยุดยั้งความชั่วร้ายทั้งปวงลงได้
    เรา..ก็ต้องสู้เหมือนกัน อย่าปล่อยให้พี่น้องเรา ต้องเดียวดายกับการต่อสู้เพียงลำพัง
    หรือเราเลือกที่จะอยู่อย่างไม่ใช่เรื่อง อย่างปราชญ์ผู้ลือนามชาวนาลันทา
    เรา..จะสิ้นท่า และโหยหาในสิ่งที่ไม่มี ถ้าไม่ร่วมใจที่จะปกป้อง
    เช้านี้..หวัดดี
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    May 29 at 7:43pm ·


    ***" คงต้องเข้าโรงพยาบาล "***

    สังขารนี่ไม่แน่นอน ข้านั่งเทศน์อยู่ดีๆ ก็ปวดหลังเหนือเอวด้านขวาจี๊ดขึ้นมา

    และมันก็รุนแรงขึ้นๆ จนไม่ต้องพักแทบทั้งคืน

    ขยับท่าไหนก็ไม่ได้ ไม่เคยเป็น นั่งสมาธิข่มก็ไม่ได้ เวทนาแรงกล้า

    มีแต่เสียงจากโสตภายในว่า วิบากๆๆๆ

    ตีสี่แช่กับความเจ็บไม่ไหว จริงๆรำคาญที่มันไม่ยอมทุเลา

    รอพระทำวัตรเสร็จ เรียกท่านเทพมานวดมากดท้องให้ มันเสียดจุกมากมายเหลือเกิน

    หกโมงเช้าค่อยทุเลาและจางหายไป เป็นปกติ เจ็บแผ่วๆ อยู่ได้ตลอดทั้งวัน

    เมื่อวานวันวิสาขะ ได้นั่งเทศน์เรื่องราวต่างๆ พอถึงเวลาของมัน อาการเหมือนคนมาแทงข้างหลังก็เริ่มขึ้นอีก

    แต่ทนเทศน์ไปจนถึงเวลาบูชาดอกบัว อาการรุนแรงขึ้น หนักขึ้น

    คราวนี้ลามมาด้านหน้าท้องรอบๆสะดือ มันจุกเจ็บ อาการเหมือนปวดขี้ปวดเยี่ยว

    รอจนทุกคนกลับ ข้าก็นอนพัก แต่พักไม่ได้ อริยบทไหน มันก็เจ็บ

    ตัดสินใจลุกขึ้นไปเดินขึ้นภูเขา ไปอยู่ที่องค์พระโน่นแหละ

    ห้ามไม่ให้ใครตามขึ้นมา ไปนั่งสมาธิ จะเข้าอัปนาให้ได้

    เวทนาแรงกล้าเกินกว่าจะเข้าอัปนาได้ มันแรุงแต่งเจ็บตลอดเวลา

    ปลงสังขารวิปัสนาก็แล้ว ปลงไปเจ็บไป นั่งไม่ไหว จึงออกเดิน

    เหล่าพระท่านก็เป็นห่วงแอบขึ้นมาจัดนั่นนี่ให้

    เดินไปเดินมาพักใหญ่ ยิ่งเดินก็ยิ่งเจ็บ เจ็บไปทั้งร่าง

    จึงกลับไปพักอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เจ็บจนเหงื่อทะลักออกมาโทรมกาย

    นั่งสมาธิก็ไม่ได้ นอนเอนราบก็ไม่ได้ ที่อยู่ได้ คือกำลังใจเท่านั้น

    รุ่งเช้ามันก็ยังเป็น จึงเอาน้ำมาทำน้ำมนต์ดื่มกิน ก็แปลกดี อาการทุเลาลงมาหน่อย

    ตอนนี้ยังพอทน ทรงๆกับอาการเจ็บ ที่มันแปลบเหมือนมีอะไรมาแทงจากหลังยันทะลุหน้า

    ไม่อยากเข้าโรงพยาบาล ก็คงต้องไปตรวจกันดู

    ไม่ไปเดี๋ยวมันก็จะหาว่าเล่นไสยศาสตร์กันอีก งมงายกันไปใหญ่

    จริงๆข้าอยู่ได้นะ แม้จะเจ็บแทบกระดิกไม่ได้

    แต่ยังไงมันก็ต้องไป ไปให้หมอเขาตรวจสอบกันดู

    พวกคนเป็นห่วงจะได้สบายใจ

    มันบอกว่าอย่าบอกใคร เดี๋ยวอาจารย์จะไม่ได้พักผ่อน

    ขอให้เป็นความลับ ข้าก็เลยประกาศไปเลย ว่าข้าธรรมกะ จะไปโรงบาลแล้วโว้ย

    ไม่ใช่มนุษย์วิเศษ ที่เจ็บที่แก่ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน

    ปกติเกลียดโรงบาลชิบหาย แต่ครั้งนี้ กะไปนอนเล่นซักวันสองวัน

    #ธรรมกะบุญญพลัง

    34049703_2173803039514815_4494797633063223296_n.jpg
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,137
    **** " ประเพณีไทย อ่อนน้อมสวยงามแบบไทยๆ"***

    วันสงกรานต์ เป็นวันปีใหม่ไทย พี่ๆน้องๆต่างกลับบ้านมาหาผู้ใหญ่
    คนไทยนั้น มีประเพณีที่นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ นอบน้อมต่อครูบาอาจารย์
    เป็นกันเช่นนี้มาแต่โบราณ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้ที่เรานับถือ
    คนสมัยใหม่อาจดูคร่ำครึโบราณ ไม่เห็นความสำคัญ
    แต่ประเพณีต่างๆนี่แหละ มันหลอมใจซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นชาติไทย ที่มั่นคงขึ้นมา
    บางคนเรียนมาก รู้มาก เห็นความไร้สาระของสิ่งเหล่านี้ด้วยอัตตาตน
    เอาความไม่มีประเพณีของต่างชาติ ต่างศาสนามาครอบมาล้างประเพณีเดิมๆของชาติไทย
    ความเป็นไทยกลายพันธ์ ไร้ซึ่งวัฒนธรรมแบบไทยๆกำลังจางหายไป
    ความเคารพความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่กำลังจางหายไป
    ประเพณีไทยเดิมๆ ที่หล่อหลอมรวมเหล่ากันมา โดนคนรุ่นใหม่เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ
    ต่างชาตินั้นเขามาท่องเที่ยวในไทย ก็ด้วยความเป็นขนบธรรมเนียมในความเป็นไทย
    ต่างชาติมาเมืองไทย แต่คนไทยทำตัวเป็นเหมือนต่างชาติ ต่างชาติเขาจะมากันทำไม
    ขอภูมิใจในความเป็นไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย ประเพณีแบบไทยๆ
    วันหนึ่ง หัวใจเราเติบใหญ่ เราจะรู้ค่าและภูมิใจ ในความเป็นชาติไทยของเรา

    #รักชาติเป็นที่สุด

    #ธรรมกะบุญญพลัง
     

แชร์หน้านี้

Loading...