เรื่องเด่น ตายแล้วฟื้นได้ยังไง!!

ในห้อง 'ภพภูมิ-สวรรค์ นรก' ตั้งกระทู้โดย SiTa, 26 มีนาคม 2018.

  1. SiTa

    SiTa เป็นที่รู้จักกันดี ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    9,689
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,162
    ค่าพลัง:
    +31,783
    ตายแล้วฟื้นได้ยังไง!!

    ประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของหลวงปู่จันทา


    สมัยหนึ่ง (ปี 2494) ไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านตะเบาะ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ มีพระจำพรรษาอยู่ด้วยกัน 3 รูป สามเณร 1 รูป และผ้าขาวเฒ่า1 คน (ผ้าขาวคือฆราวาสผู้รักษาศีล 8 อยู่ที่วัด)

    อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันเพ็ญเดือน 10 หลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว กลับมาที่กุฏิ เอาผ้าคลุมจะไปฟังธรรม ก็พอดีไข้มาลาเรียมันกำเริบหนักขึ้นสมองล้มลงกับพื้นที่กุฏิซึ่งปูด้วยฟากไม้ไผ่ เณรได้ยินเสียงล้มลง จึงออกมาดูแล้วถามว่า

    “ครูบา…เป็นอะไร” (ครูบาเป็นคำเรียกพระที่พรรษาหย่อน 10)
    “ไม่รู้…มันมึนตึ๊บ แล้วก็ล้มลงเลย”
    เณรก็วิ่งไปบอกญาติโยมว่า

    “ครูบาจันทาล้มลงนะ…เป็นอะไรก็ไม่ทราบ”


    tnews_1487746031_2456.jpg


    ทั้งพระและโยมเขาก็เข้ามาดู เอาหมอมาด้วย หมอก็ตรวจดูแล้วบอกว่า เป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมองอย่างหนัก อีก 5 นาทีก็จะสิ้นลม

    โยมทายกวัดเขาก็ว่า จะเป็นหรือตายอย่างไรก็ตามต้องฉีดยาช่วยเหลือไว้ก่อน

    พอฉีดยาเสร็จแล้วไม่นานก็สิ้นลม เมื่อสิ้นลม ดวงจิตนั้นยังไม่ยอมออกจากร่าง ยังห่วงใยเสียดายร่างกายอยู่ ไม่นานมีเพื่อนคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆ ร้องบอกว่า


    “เพื่อนๆ รีบออกจากเรือนเถอะ ไฟมันจะไหม้ทับหัว”
    ก็เลยออกจากร่างมายืนติดกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่า

    “นี่แหละ…เพื่อนเอ๋ย สมบัติร่างกายนี้นั้น อาศัยกันมาตั้งแต่วันเกิด จนถึงวันนี้นั้น ก็ถูกไฟพยาธิเผาให้เร่าร้อนฉิบหายเสียแล้ว จะอาศัยอยู่ต่อไปอีกไม่ได้ หมดเพียงแค่นี้นั่นแหละ ถึงจะเสียดายอย่างไร ก็หมดสิทธิ์อำนาจ ที่จะเข้าไปครอบครองได้อีกต่อไป”

    จากนั้นทั้งพระและโยมก็ช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็หามศพไปไว้ที่ศาล วางนอนไว้เฉยๆ ไม่ได้ใส่โลงและก็ไม่ได้ฉีดยา ก็ตามไปดูอีก เพราะความเสียดาย นั่นแหละ เข้าไปนั่งลูบคลำร่างกายศพ ดูแล้วก็เฉยเหมือนขอนไม้

    timeline_20180227_141750.jpg
    โอ้หนอ…ขึ้นชื่อว่าตายแล้วถึงจะคิดเสียดาย อาลัยอาวรณ์อย่างไร ก็เอากลับคืนมาไม่ได้แล้ว ก็หมดความสงสัย ทีนี้ก็หันไปพูดกับพระเณรเขาก็ไม่พูดด้วย ไปถามญาติโยมเขาก็ไม่พูดด้วย เขามองไม่เห็นเพราะมีแต่นามธรรมคือ “ดวงจิต” จึงหันกลับมาถามเพื่อนว่า


    “เราจะไปไหนกันดี”
    เพื่อนก็ตอบว่า
    “จะพาไปเที่ยวดูภูมิประเทศ”


    ก็ออกเดินทางกันวันยังค่ำ มีแต่ดวงจิตไปสบาย ไม่หิวโหย ไม่เหนื่อยล้า ครั้นไปถึงกึ่งกลางระหว่าง 2 หมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งเป็นภูเขา อีกหมู่บ้านหนึ่งเป็นป่าดง ในระหว่างกลางนั้นเป็นสนามเล่น ก็เลยไปพักเล่นอยู่กับเขา

    เล่นอยู่จนกระทั่งตี 3 พวกเขากลับบ้านกันหมดเพราะมันจะค่ำ กลางคืนเป็นกลางวันนะ เมื่อพวกเขากลับกันหมดแล้ว ก็ถามเพื่อนว่า

    “เราจะไปไหนกันอีก”
    เพื่อนก็บอกว่า

    “เราเองก็มาใหม่ ยังไม่รู้จักภูมิประเทศดีจะไปข้างหน้าก็เป็นป่าดง ไปข้างหลังก็เป็นภูเขา แต่ว่าขณะนี้สมบัติปัจจัยเก่า คือร่างกายนั้นยังสดชื่นอยู่พอที่จะกลับคืนสู่ร่างเก่าได้ เพราะมีบุญครึ่งหนึ่งรักษาไว้ แต่ว่าเรามาไกลแล้ว จะเดินกลับคงไม่ทันแน่ ต้องวิ่ง”


    เอ้า วิ่งก็วิ่งเลย ข้ามดงข้ามทุ่งมาถึงวัดแล้วก็ขึ้นไปบนศาลา ไปดูซากศพก็เห็นนอนสบายดีอยู่ มีแต่ญาติโยมที่มาเฝ้าศพ ปรึกษากันว่าจะเผาหรือฝังเท่านั้น เพื่อนก็บอกให้เข้าไปนั่งติดกับร่างศพและตั้งสติให้ดี นึกถึงบุญเก่าและบุญใหม่ประกอบกันเข้า นั่นแหละ จะช่วยให้ดวงจิตกลับเข้าสู่ร่างได้
    นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ พอนึกจบแล้ว ก็เข้าสู่ร่างกายได้สบาย เมื่อหันหน้ากลับมาดูเพื่อน เพื่อนหายไปเสียแล้ว


    พอแจ้งเป็นวันใหม่ กระดุกกระดิกร่างกายได้สมบูรณ์ดีแล้ว ลืมตาขึ้น ได้ยินเสียงนกแซงแซวร้อง ก็ระลึกขึ้นมาว่าเรามีชีวิตกลับคืนมาได้ก็เพราะบุญหรอก บุญที่สะสมไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อนโน้นและชาตินี้ประกอบกันเข้าเป็นเครื่องรักษา ฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะสะสมแต่บุญกุศลเท่านั้น สิ่งอื่นไม่ว่าจะเป็นสมบัติข้าวของ เงินทอง กุฏิ วิหาร สบง จีวร สังฆาฏิก็ดี เมื่อสิ้นลมแล้วก็ทอดทิ้งไว้หมดเสียสิ้น มีแต่บุญกุศลเก่าและใหม่เท่านั้น ที่จะบันดาลให้เป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ เป็นผ้าสบงจีวร เป็นสังฆาฏิสวยงาม เป็นที่พึ่งพิงอาศัยได้แท้แน่นอน
    เมื่อตั้งสัตย์อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ลุกขึ้นนั่ง พวกญาติโยมที่มาเฝ้าศพอยู่บนศาลาก็ตกใจ บ้างก็วิ่งหนี บ้างก็กระโดดลงศาลาไปด้วยความกลัวผี ไม่นานพอหายตกใจกลัวแล้ว พวกโยมทายกวัดก็เข้ามาถามความเป็นมา เพราะไม่เคยเห็นคนตายไปวันกับคืนแล้วพื้นคืนมาได้


    ก็แสดงให้เขาฟังอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วนั่นแหละ และก็ว่า โยมทั้งหลาย ต่อไปนี้จงยึดเอาอาตมาเป็นคติธรรมเตือนใจนะ เพราะบุญกรรมดีสะสมไว้แต่ชาติปางก่อนโน้นและชาตินี้ประกอบกันเข้า จะรักษาสมบัติร่างกายไว้ ถึงตายแล้วก็ไม่เน่า ยังสดชื่นเหมือนเดิม ทำให้พื้นกลับคืนมาได้ ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงรีบเร่งสะสมคุณงามความดีใส่ตนไว้ จะได้เป็นเพื่อนสอง เป็นคู่ครองติดตามตลอดไป…


    ส่วนหนึ่งของประวัติหลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย


    ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน
    จ.พิจิตร

    ----------------------

    ขอบคุณที่มา
    https://thekiller994.wordpress.com/2018/02/27/ตายแล้วฟื้น/
     
  2. Witchukan11

    Witchukan11 ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +11
    อนุโมทนามิ
     

แชร์หน้านี้

Loading...