ทรท.ถึงฆาตกกต.ให้ยุบ!

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 7 มิถุนายน 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    กกต.ดิ้นเฮือกสุดท้ายหนีเสียงด่า หอบสำนวนอนุ กก.ชุด "นาม" ส่งอัยการสูงสุดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทยฐานจ้างพรรคเล็กลงสมัคร "พชร"

    <DD>ตั้งคณะทำงานตรวจพยานหลักฐานชี้ชะตาการเมืองไทย รับรอง ส.ว.อีก 31 คนล้วนใกล้ชิด ทรท. 4 ว่าที่ ส.ว.พันธมิตรฯ ถูกแขวนตามคาด "สุชน" ไม่วายดิ้น ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ 35 ส.ว.รักษาการมีสิทธิยื่นถอด กกต.หรือไม่ สอบภาพลับกลาโหมยังไม่สะเด็ด "สิริชัย" ขออีกนิดค่อยแถลง
    <DD>คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ลงนามโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต. รับรองผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพิ่มเติมอีก 31 คน ดังนี้ 1.กรุงเทพฯ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี 2.กาญจนบุรี นายธงชาติ รักษากุล พล.ต.ต.วัชร เข็มศักดิ์สิทธิ์ 3.นครปฐม นายปรีชา นิพนธ์พิทยา นายอนุชา สะสมทรัพย์ 4.สมุทรสงคราม นายนุกูล ธนิกุล 5.สระบุรี นายองอาจ วงษ์ประยูร 6.สงขลา พ.ต.อ.สุรินทร์ ปาลาเร่ นายประเสริฐ ชิตพงศ์ นางทิพย์วรรณ พัฒโน นายอนันต์ ทองแก้ว 7.กาฬสินธุ์ นายนิพนธ์ ศรีธเรศ 8.ขอนแก่น นางดวงแข อรรณนพพร นายนิยม ศรีวิเศษ
    <DD>9.นครราชสีมา นางลินดา เชิดชัย นางศิริพร ชาติปฏิมาพงษ์ 10.ศรีสะเกษ นางผ่องศรี แซ่จึง 11.อุบลราชธานี นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายยอดยุทธ เดชรุ่งเรือง นายเรืองยศ โภคกุลกานนท์ นางสาวนิทรา เทียมสุวรรณ น างเพ็ญพักตร์ ศรีทอง 12.เชียงใหม่ นายประพันธ์ บูรณุปกรณ์ นายอุดม สุวิทย์ศักดานนท์ 13.นครสวรรค์ นางอรพินท์ ศิริชัย นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ นายธีระวัฒน์ ศิริวัณสาณฑ์ 14.พิจิตร นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ 15.พิษณุโลก นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา 16.เพชรบูรณ์ นายธวัชชัย เผ่าเหลืองทอง 17.แม่ฮ่องสอน นายอนันต์ วันไชยธนวงศ์
    <DD>ก่อนหน้านี้ กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ว.ไปแล้ว 109 คน เมื่อรวมกับครั้งนี้ทำให้มี ส.ว.เพิ่มเป็น 140 คน โดยว่าที่ ส.ว.ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง 60 คน รวมถึงว่าที่ ส.ว.กรุงเทพฯ 4 คนที่ถูกกล่าวหาขึ้นหาเสียงบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยช่วงชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ กกต. ประกอบด้วย นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นายกล้านรงค์ จันทิก น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนายนิติภูมิ นวรัตน์ ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
    <DD>ส.ว.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต.ชุดนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีความใกล้ชิดนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย เช่น นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ว.นครปฐม เป็นน้องนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม พรรคไทยรักไทย นางลินดา เชิดชัย ลูกสะใภ้นางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว นายกานต์ กัลป์ตินันท์ น้องชายนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย นายเรืองยศ โภคกุลกานนท์ ลูกนายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ว.อุบลราชธานี น.ส.นิทรา เทียมสุวรรณ พี่สาวนายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ ส.ส.ไทยรักไทย นายยอดยุทธ เดชรุ่งเรือง มีความใกล้ชิดกับนายพินิจ จารุสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวังพญานาค ไทยรักไทย นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ เลขานุการส่วนตัวนายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง นางดวงแข อรรณนพพร ภรรยานายพงศกร อรรณนพพร ส.ส.ไทยรักไทย นายประพันธ์ บูรณุปกรณ์ พี่ชายนายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.ไทยรักไทย
    <DD>นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต.กล่าวว่า ว่าที่ ส.ว.อีก 60 คนที่ยังไม่ประกาศรับรองการเลือกตั้ง เนื่องจากยังมีเรื่องร้องเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก กกต.ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม คงใช้เวลาอีกไม่นานในการพิจารณา ส่วนสำนวนการร้องเรียนว่าที่ ส.ว.ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการสอบสวนวินิจฉัย ซึ่งตนไม่ทราบว่าสำนวนดังกล่าวเสร็จหรือยัง และนำเข้าสู่วาระที่ประชุม กกต.หรือไม่
    <DD>นายปริญญากล่าวว่า วันที่ 7 มิ.ย. ตนจะหารือกับ กกต.ว่าหากยังไม่สามารถส่งเรื่องพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัคร หรือการรับรอง ส.ว.ที่เหลือภายใน 2 วันนี้ กกต.จะยกเรื่องทั้งหมดไปแถลงหลังจากวันที่ 16 มิ.ย. เนื่องจากช่วงวันที่ 9-15 มิ.ย.เป็นวันเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติการครองราชย์ 60 ปี และจะขอความร่วมมือไม่ให้สัมภาษณ์ในเรื่องการเมืองในช่วงดังกล่าว
    <DD>กกต.โยนอัยการสูงสุดส่งศาลยุบ ทรท.
    <DD>พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. กล่าวว่า ผลสอบเรื่องพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง กกต.สรุปเสร็จแล้ว แต่จะส่งอัยการเมื่อไหร่ก็ขอให้รอฟังเอาเอง
    <DD>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถ้อยคำของ พล.ต.อ.วาสนาสอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ในช่วงเย็นวันเดียวกันของนายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด ที่ระบุว่า กกต.ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อทำความเห็นเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทย โดยในเรื่องนี้ กกต.ไม่ได้มีมติชี้มูลความผิดว่าการกระทำที่เกิดขึ้นสมควรเสนอให้ยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งอัยการสูงสุดต้องไปพิจารณามาตรา 66 และ 67 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองก่อนว่า กกต.หรือนายทะเบียนพรรคการเมือง มีหน้าที่เพียงรวบรวมหลักฐาน หรือต้องมีมติชี้มูลมายังอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ตนได้ตั้งคณะทำงานมีนายชัยเกษม นิติสิริ รองอัยการสูงสุด เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบสำนวนเรื่องดังกล่าว รวมทั้งสำนวนหลักฐานการยุบพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ กกต.ส่งมาก่อนหน้านี้
    <DD>อัยการสูงสุดกล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดในการตรวจสอบพยานหลักฐาน โดยจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งวันที่ 7 มิ.ย.นี้ แต่ตามความเห็นของอัยการสูงสุดไม่จำเป็นต้องเหมือนกับนายทะเบียนพรรคการเมือง หากมีความเห็นเหมือนกัน นายทะเบียนก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้
    <DD>นายพชรกล่าวว่า คณะกรรมการที่มีชัยเกษมเป็นประธาน ตนได้แต่งตั้งมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วให้พิจารณากรณีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และคณะรักษาการ ส.ว. ยื่นเรื่องขอให้พิจารณายุบพรรคไทยรักไทย ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ โดยให้เวลาคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ดังนั้นก็จะส่งสำนวนที่ กกต.ส่งมาให้กรรมการชุดนี้ไปพิจารณาพร้อมๆ กัน
    <DD>"ส่วนตัวเห็นว่าตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 66 และ 67 นายทะเบียนพรรคการเมือง กกต.ควรจะมีมติชี้มูลความผิดมาก่อน ดังนั้นจึงจะทำหนังสือถึง กกต.เพื่อให้มีมติเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณา แต่หาก กกต.ไม่ยอมมีมติก็เห็นว่าอัยการสูงสุดมีอำนาจที่จะพิจารณาสำนวนเรื่องการยุบพรรคไทยรักไทยตามรัฐธรรมนูญ 63 วรรค 2 ที่ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้ได้อำนาจในการปกครองประเทศที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้ กรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการดังกล่าว ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่งยุบพรรคได้" นายพชรกล่าว
    <DD>มีรายงานจาก กกต.ว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งคู่กัน เพื่อหนีเกณฑ์คะแนน 20% แต่ กกต.ไม่สามารถลงมติชี้มูลว่าพรรคไทยรักไทยมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ ขณะที่นายปริญญา และนายวีระชัย กกต. เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 66 และ 67 เป็นอำนาจนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ พล.ต.อ.วาสนาเพียงคนเดียว ทำให้ที่ประชุมหาทางออกโดยนำสำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เป็นหลักในการนำเสนอไปพร้อมกับพยานหลักฐานอื่นๆ ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา
    <DD>นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ทีมกฎหมายพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบชัดเจนถึงกรณี กกต.ยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทย คงต้องรอให้ชัดเจนกว่าก่อนเรื่องนี้จะไปทางไหน อีกทั้งขณะนี้พรรคก็ห้ามให้สัมภาษณ์ด้วย
    <DD>คน กกต.ร้องถอนมติศาลฎีกา
    <DD>นายพีระพงษ์ ไพรินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงาน กกต.เปิดเผยว่า วันที่ 7 มิ.ย. เวลา 09.39 น. จะเดินทางไปร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนมติขององค์คณะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 31 พ.ต. 49 กรณีมีมติไม่ดำเนินการเสนอชื่อผู้สมควรเป็น กกต.แทนตำแหน่งที่ว่างทั้ง 2 คน ซึ่งการไปร้องครั้งนี้ เป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคลของตน ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน กกต.แต่อย่างใด และในสำนวนฟ้องจะหยิบประเด็นมาจากหนังสือของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ส่งให้ประธานวุฒิสภา
    <DD>"ผมเป็นผู้เสียหายโดยตรงเพราะเคยสมัครเป็น กกต.มา 2 ครั้ง เป็นการสมัครผ่านช่องทางของกรรมการสรรหา การที่ศาลฎีกามีมติไม่เสนอชื่อ ทำให้ผมต้องเสียประโยชน์เพราะปิดโอกาสช่องทางในการเสนอตัวเข้ามาเป็น กกต. จริงอยู่ที่ทางศาลไม่เปิดรับสมัคร แต่ผู้ใดประสงค์อยากเป็น กกต.ก็สามารถยื่นคุณสมบัติต่อองค์คณะในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคนใดคนหนึ่งเพื่อเสนอชื่อก็ได้ และการยื่นฟ้องครั้งนี้ไม่ได้ปรึกษาใครเลย เพราะใน กกต.ไม่เคยมีใครสมัครเป็น กกต. จึงไม่สามารถใช้ช่องทางนี้ได้" นายพีระพงษ์กล่าว
    <DD>ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจศาลหรือไม่ นายพีระพงษ์กล่าวว่า ด้วยความเคารพต่อศาลตนไม่ประสงค์จะท้าทาย แต่การทำเช่นนี้ของศาลฎีกาเป็นการจำกัดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองเอาไว้
    <DD>"สุชน" ยื่นวินิจฉัยอำนาจ 35 ส.ว.
    <DD>ด้านนายสุชน ชาลีเครือ รักษาการประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา แถลงผลการพิจารณาคำร้องของ 35 ส.ว.ที่เข้าชื่อร้องขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของ กกต.ที่ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 142 กำหนดให้วุฒิสภาเข้าชื่อ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภา ส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภายื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ขณะนี้เกิดข้อโต้แย้งในอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภารักษาการซึ่งสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2549 ดังนั้นคำร้องของ 35 ส.ว.เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 142 หรือไม่
    <DD>นายสุชนกล่าวว่า ประธานรัฐสภาจึงจำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 2 เรื่องคือ 1.อาศัยอำนาจตามมาตรา 266 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าวุฒิสภารักษาการสามารถยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติของ กกต.ได้หรือไม่ ซึ่งการเสนอคำร้องดังกล่าวเป็นปัญหาว่าวุฒิสภาที่สิ้นสุดลงมีอำนาจมากน้อยเพียงใด ประกอบกับคำร้องดังกล่าวมีผลเป็นการโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266
    <DD>2.หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคำร้องว่า วุฒิสภารักษาการสามารถยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 142 ได้ จึงเป็นผลนำไปสู่การวินิจฉัยการขาดคุณสมบัติของ กกต. ตามคำร้องของ 35 ส.ว. และคำร้องดังกล่าวจะมีผลให้ 3 กกต.ต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำร้องดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นจึงถือเป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ต่อไป
    <DD>"การเสนอคำร้องทั้ง 2 เรื่อง เป็นการนำความเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายมาถาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงต้องเลือกใช้แนวทางนี้ สำหรับคำร้องของ 3 ส.ว.ที่เสนอเรื่องให้ยับยั้งคำร้องของ 35 ส.ว.นั้น ผมจะได้ส่งคำร้องแนบไปพร้อมกันเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลต่อไป โดยจะส่งหนังสือถึงศาลได้ในช่วงบ่ายวันนี้ (6 มิ.ย.)" นายสุชนกล่าว
    <DD>ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันเดียวกันนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาคำร้องสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางข้อกฎหมายระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 คือ กกต.กับศาลปกครองกลาง
    <DD>โดยคำร้องที่ 1 กรณีที่ กกต.ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ศาลปกครองมีคำสั่งรับฟ้องคดีไว้พิจารณาและกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับการใช้ตรายางประทับเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนคำร้องที่ 2 กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ กกต.ระงับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.แบบแบ่งเขต 9 จังหวัด 14 เขตเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว
    <DD>2 คำร้องดังกล่าว กกต.ยืนยันถึงอำนาจของตนเองว่า กกต.เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ กกต.มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาด ประกาศผลการเลือกตั้ง อันเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 และ 145 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541
    <DD>ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำชี้แจงของศาลปกครองกลางลงวันที่ 30 พ.ค. 2549 และมีคำสั่งรับรวมไว้ในสำนวน และส่งคำชี้แจงดังกล่าวไปให้ กกต.ทราบแล้ว
    <DD>นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้คำร้องของรักษาการประธานวุฒิสภา เรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า กกต.ขาดคุณสมบัติหรือไม่ ได้ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ตนจะนำเข้าหารือกับนายผัน จันทรปาน ตุลาการผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดวันบรรจุคำร้องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมว่าควรจะเป็นวันใด เบื้องต้นคงไม่สามารถพิจารณาในวาระการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 8 มิ.ย. เนื่องจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญติดภารกิจต้องร่วมงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติฯ ส่วนวันอังคารที่ 13 มิ.ย. ก็ยังเป็นวันหยุดราชการ ดังนั้นคาดว่าในการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 15 มิ.ย. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะสามารถพิจารณาว่าจะรับคำร้องเรื่องนี้ไว้ดำเนินการหรือไม่
    <DD>"มีความเป็นไปได้สูงที่ตุลาการจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เนื่องจากคำร้องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ กกต.เหมือนคำร้องกรณีการเลือกตั้งที่ได้พิจารณาและมีมติไปก่อนหน้านี้" นายไพบูลย์กล่าว
    <DD>มีรายงานจากศาลฎีกาแจ้งว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 9 มิถุนายนเป็นวันหยุดราชการเพิ่มจากวันที่ 12-13 มิถุนายน ที่ ครม.มีมติก่อนหน้านี้ ศาลอาญารวมทั้งศาลฎีกาจะยังดำเนินการพิจารณาคดีต่างๆ ไปตามปกติ เนื่องจากมติ ครม.ดังกล่าวเป็นคำสั่งฉุกเฉินไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้ศาลซึ่งเป็นหน่วยงานราชการไม่สามารถตามมติดังกล่าวได้ อีกทั้งวันที่ 9 มิ.ย. ศาลนัดฟังคำสั่งกรณี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ รักษาการ ส.ว.อุบลราชธานี ฟ้อง กกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจัดการเลือกตั้งมิชอบในอีกหลายกรณี ซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของคดีได้นัดคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายมาฟังคำสั่งแล้ว
    <DD>ยังไม่แถลงภาพลับกลาโหม
    <DD>สำหรับการสอบสวนหาผู้ที่นำภาพจากกล้องวิดีโอวงจรปิดในกระทรวงกลาโหมให้บุคคลภายนอกนำไปเผยแพร่ พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ตนได้เชิญ พล.ต.พัชราวุธ วงษ์เพชร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มาสอบถามความคืบหน้า ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนสามารถกำหนดตัวบุคคลได้แล้วว่าเป็นใคร แต่จะไปเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน เขาจึงขอเวลาสอบเพิ่มเติมอีกสักระยะ และคณะกรรมการจะทำข้อสรุปขึ้นมา พร้อมทั้งข้อเสนอแนะว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ไขทั้งระบบและตัวบุคลากร
    <DD>"มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นใคร" พล.อ.สิริชัยย้ำ และว่า อีก 2-3 วันจะชี้แจงผลการสอบสวนทั้งหมด ส่วนบทลงโทษยังไม่มีการวางไว้ คณะกรรมการฯ จึงจะเสนอบทลงโทษว่าหนักเบาแค่ไหน
    <DD>เมื่อถามว่าผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ พล.อ.สิริชัยกล่าวว่า ต้องว่าไปตามลำดับชั้น แต่จะให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบมารับผิดชอบเท่ากับคนที่ปฏิบัติโดยตรงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเขตความรับผิดชอบมากกว่านั้น
    <DD>ทรท.-ปชป.หย่าศึกช่วงมหามงคล
    <DD>นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงสถานการณ์ทางการเมือง ว่าตนได้ประสานงานกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และทีมงานโฆษกพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พรรคไทยรักไทยจะยุติการตอบโต้ทางการเมือง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงมหามงคล
    <DD>"เราอยากเรียกร้องให้มีการสร้างความสามัคคีกันภายในชาติ ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเวลานี้เท่านั้น หลังจากเสร็จงานพระราชพิธีแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน และหาทางออกทางการเมืองสำหรับนักการเมืองทุกฝ่าย และในช่วงสัปดาห์ต่อไปนี้ การเมืองน่าจะออกมาในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการตอบโต้ทางการเมืองและใช้คำพูดอย่างเดียว ถ้าจะมีความคิดเห็นก็ต้องใช้หลักของเหตุผล แน่นอนไม่ใช่ว่าในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกคนจะเห็นด้วยกันหมด แต่เราเชื่อว่าถ้าจะออกมาชี้แจงกัน ก็ควรออกมาชี้แจงกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ควรใช้คำพูดรุนแรงและดึงการเมืองให้ต่ำลง"
    <DD>นายสุรนันท์กล่าวว่า เราต้องเคารพศาล ในส่วนของศาลเองก็ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ต้องดูแลเรื่องกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมวันนี้ เราก็ต้องเชื่อมั่น ใครที่คิดว่าศาลทำผิดทำถูก แน่นอน มีสิทธิ์ตรวจสอบได้ แต่การตรวจสอบต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งตนก็เชื่อว่าศาลเอง ผู้พิพากษาทุกคน ก็ต้องพยายามทำงานให้ดีที่สุด เพราะสายตาทุกคนก็จับจ้องไปที่ศาลอยู่แล้ว ศาลไม่น่าที่จะกล้าทำอะไรผิดปกติ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าหากทำอะไรที่ผิดปกติ ประชาชนและสื่อมวลชนจะเป็นผู้ตรวจสอบเอง
    <DD>ผู้สื่อข่าวถามถึงการตรวจสอบเว็บไซต์คนรักทักษิณ (www.taksinfanclub.com) ที่มีการเผยแพร่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสถาบันศาลอย่างรุนแรง นายสุรนันทน์กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. และได้เปิดดูเท่านั้น ก็เป็นความเห็นหนึ่ง ในส่วนของพรรคไทยรักไทยยืนยันว่าไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับกับเว็บไซต์นี้ ถ้ามีการร้องเรียนขึ้นมาก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเข้าไปตรวจสอบว่าเนื้อหามีอะไรที่เสียหายหรือไม่
    <DD>ถามว่ามีข่าวว่าคนใกล้ชิดแกนนำพรรคไทยรักไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง นายสุรนันทน์กล่าวว่า ในส่วนของพรรคไม่มีนโยบายไปทำเว็บไซต์ข้างนอก มีเพียงเว็บไซต์ของพรรคเว็บไซต์เดียวเท่านั้น โดยมีทีมงานโฆษกพรรคเป็นผู้ดูแล
    <DD>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า พรรคได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนที่นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต. บอกว่าอีก 1-2 วันจะเปิดเผยผลสอบพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัคร ตนยังไม่ทราบ และยังไม่เห็นผลการสอบสวน จึงตอบไม่ได้ว่า กกต.จะมีมติอย่างไร แต่ก็ทราบว่ามีการร้องเรียนกันทั้ง 2 พรรคใหญ่
    <DD>รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยปฏิเสธด้วยว่า ไม่มีการจดทะเบียนพรรคใหม่เพื่อเป็นทางออกหากไทยรักไทยถูกยุบพรรค ตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา ขณะนี้ไม่มีใครในพรรคหวั่นไหวเรื่องจะถูกยุบพรรค เพราะทุกคนรู้ว่าเป็นวิถีทางการเมือง เราเชื่อในความยุติธรรม
    <DD>นายภิมุข สิมะโรจน์ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย แถลงว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงงานพระราชพิธีเสร็จสิ้นในวันที่ 13 มิ.ย. หรือประมาณ 1 สัปดาห์ พรรคไทยรักไทยไม่ว่าจะเป็นกองงานโฆษก คณะทำงานฝ่ายกฎหมายและคณะทำงานการเมือง ของดแสดงความคิดเห็น งดให้สัมภาษณ์ในประเด็นทางการเมือง เพื่อความเหมาะสมและต้องการเห็นการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะงดให้สัมภาษณ์เช่นกัน
    <DD>อย่างไรก็ตาม นายภิมุขกล่าวว่า ก่อนจะงดสัมภาษณ์ ขออนุญาตแสดงจุดยืนของพรรคไทยรักไทยให้ชัดเจนอีกครั้ง ใน 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ ในส่วนของ กกต. ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเชื่อมโยงให้เห็นว่าพรรคไทยรักไทยและ กกต.ช่วยเหลือกัน สนับสนุนกัน ซี่งมีทั้งจากภายนอก และการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคบางส่วน ทำให้ถูกมองไปในลักษณะนี้ได้ วันนี้พรรคขอยืนยันจุดยืนชัดเจนอีกครั้งว่า กกต.และพรรคไทยรักไทย ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใดๆ แต่เราให้เกียรติในการทำงานซึ่งกันและกัน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก และ กกต.จะอยู่ทำงานต่อหรือจะลาออก เป็นเอกสิทธิ์ของ กกต. ทางพรรคไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายในการตัดสินใจ
    <DD>นายภิมุขกล่าวว่า ในส่วนของศาล เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในช่วงที่ไม่ปกติ ศาลซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดด้านตุลาการ ได้พยายามเข้ามาช่วยเหลือและหาแนวทางเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แม้ล่าสุดได้มีการเปิดเว็บไซต์ออกมาโจมตีศาล โดยพยายามเชื่อมโยงให้พรรคไทยรักไทยและศาลอยู่คนละมุม พรรคไทยรักไทยในฐานะพรรคการเมืองเราพร้อมน้อมรับมติศาล รวมทั้งกติกาและเงื่อนไขใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    <DD>ในส่วนของการปฏิรูปการเมือง นายภิมุขกล่าวว่า พรรคไทยรักไทยเดินหน้าสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเพราะเป็นเงื่อนไขว่าต้องทำ แต่เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยน ประเทศต้องพัฒนา ต้องแข่งขันกับประชาคมโลก บางครั้งกฎกติกาทางการเมืองต้องเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม พรรคไม่อยากเห็นการปฏิรูปการเมืองเฉพาะตัวหนังสือ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่จิตสำนึกเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจใช้วิกฤติการเมืองครั้งนี้ให้เป็นโอกาสก็ได้ เริ่มต้นกันใหม่ในสิ่งดีๆ สิ่งที่สร้างสรรค์จริงๆ
    <DD>ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยมักออกมาตอบโต้ทางการเมืองในทางลบ จะแก้ไขอย่างไร นายภิมุขกล่าวว่า พรรคได้ตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์และกองงานโฆษก โดยมีนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ กรรมการบริหารพรรค เป็นประธาน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นคณะกรรมการ เพื่อประชุมหารือก่อนแสดงความคิดเห็นเรื่องใดๆ และออกเป็นมติพรรค อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นส่วนตัวของสมาชิกพรรคคงห้ามไม่ได้
    <DD>นายภิมุขกล่าวว่า ไม่กังวลที่มีข่าว กกต.จะยุบพรรคการเมืองใหญ่มากกว่า 1 พรรค ยืนยันว่าพรรคไทยรักไทยไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย เรื่องนี้ได้ย้ำหลายครั้งแล้วว่าต้องแยกการกระทำของบุคคลออกจากพรรค
    <DD>"ถ้ามีการพาดพิงถึงสมาชิกคนใดในพรรคเกี่ยวพันกับการจ้างวานผู้สมัครพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ก็ต้องไปดำเนินการ โดยพรรคจะส่งทีมกฎหมายไปช่วย แต่ในส่วนของพรรคยืนยันว่าไม่เคยมีมติอะไรออกมาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว" นายภิมุขกล่าว
    <DD>ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พรรคจะหยุดการพูดจาโต้ตอบใครในทางการเมืองนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธีทั้งปวงที่เกี่ยวกับการฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี เพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เอาไว้หลังวันที่ 16 มิ.ย.ก็ค่อยมาว่ากัน
    <DD>นายสุเทพกล่าวถึงกรณีศาลเตือนเรื่องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับคดียื่นฟ้อง กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ว่าศาลเตือนในฐานะที่ตนเป็นคู่คดีกับ กกต. ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค คิดว่าศาลทำถูกต้องแล้ว แต่ที่ต้องพูดไปบ้างก่อนหน้านี้เพราะอีกข้างหนึ่งมีลีลาในการหักล้างพยานและความน่าเชื่อถืออยู่เรื่อย แต่เมื่อศาลสั่งเช่นนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว
    <DD>นายสุเทพกล่าวว่า พรรคมีกิจกรรมเพื่อร่วมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ สมาชิกพรรคจะไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล ขณะที่สมาชิกพรรคในจังหวัดอื่นก็จะปฏิบัติธรรมพร้อมกัน เพื่อถวายเป็นราชสักการะ
    <DD>นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีตรองประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีนายไสว พราหมณี รักษาการ ส.ว.นครราชสีมา ไล่ให้รีบลาออกไปสมัคร ส.ส.เร็วๆ ว่าตนลาออกจากตำแหน่งเพราะเห็นว่าในช่วงรักษาการไม่สามารถปฏิบัติการได้เต็มที่ จึงไม่อยากรับเงินเดือนโดยไม่ได้ทำงาน แต่ยังสนใจจะเล่นการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ความจริงตนไม่อยากตอบโต้นายไสว เพราะตลอดเวลานายไสวทำตัวเหมือนเฒ่าทารก เหมือนเด็กอมมือ ชอบพูดจาพล่อยๆ จนเคยถูกนายแก้วสรร อติโพธิ รักษาการ ส.ว.กทม.ด่าเป็นตัวเงินตัวทอง ช่วงที่มีการสรรหากรรมาธิการคณะต่างๆ อีกทั้งในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2548 ลูกชายนายไสว เดิมจะลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย ก็พูดจาสนับสนุน แต่เมื่อพรรคไม่ส่ง ต้องไปพรรคมหาชน นายไสวก็ด่ารัฐบาล
    <DD>"นายไสวได้สร้างความเสียหายให้ ส.ว.และประเทศชาติ จากการที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายโดยที่ไม่ได้จบกฎหมาย เป็นตัวตั้งตัวตีให้ส่งรายชื่อ ป.ป.ช.ที่มีการบล็อกโหวตขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ราชเลขาธิการแจ้งให้สรรหาใหม่ แล้วยังมาพูดจาบจ้วงราชเลขาฯ ว่ามีอำนาจอะไรมาสั่งให้ทบทวน หรือราชเลขาธิการรับคำสั่งมาจากที่ไหน นอกจากนี้นายไสวยังได้เสนอแนะให้ประธานวุฒิสภาส่งหนังสือถึงประธานศาลฎีกาให้สรรหา กกต.แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งที่ทางศาลได้แถลงไม่รับสรรหาไว้แล้วอีก ดังนั้น คนที่ควรออกไปนานแล้วคือนายไสว เพราะอยู่ไปก็จะให้คำปรึกษาผิดๆ ถูกๆ แก่ประธานวุฒิสภา สร้างความเสียหายแก่วุฒิสภาอีก" นายนิพนธ์กล่าว.
    <DD>[​IMG]
    </DD>
     

แชร์หน้านี้

Loading...