ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมอยู่ที่พุทธบริษัท

    ในสมัยปัจจุบันนี้มีเพื่อนฝูงมาบอกว่าเขาจะทำลายพระพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ พากันหวั่นกลัวกันแล้วก็มาขอความเห็น ขอความร่วมมือ ว่าให้ช่วยป้องกันพระพุทธศาสนา

    ศาสนาอื่นบ้าง นักการเมืองบ้าง จะมาทำลายพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าเทศน์อย่างนี้ ท่านเทศน์ว่า ตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ตระกูลนั้นจะเสื่อมหรือจะเจริญก็เพราะลูกในตระกูลนั้น

    ลูกต่างตระกูลไม่มีสิทธิที่จะไปทำลายวงศ์สกุลของเขาให้เสื่อมหรือให้เจริญ ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า ศาสนาของเราจะเสื่อมหรือจะเจริญขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

    ถ้าหากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พากันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสัมมาปฏิบัติ ศาสนาของเราตถาคตจะทรงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะฉะนั้นอันนี้ขอฝากท่านพุทธบริษัททั้งหลายไว้พิจารณา

    อาตมาเคยมีประสบการณ์ เรื่องวินัยนี่ส่วนใหญ่พระเจ้าพระสงฆ์ท่านไม่ค่อยสอนญาติสอนโยม เพราะท่านกลัวญาติโยมจะรู้ทันท่าน สมัยที่อาตมาเป็นสามเณรท่องปาฏิโมกข์จบ ขออนุญาตแปลพระปาฏิโมกข์ อาจารย์ไม่ให้แปล

    ทำไมไม่ให้แปล ประเดี๋ยวมันรู้มาก มันหัวแข็ง ปกครองยาก ทีนี้พระเจ้าพระสงฆ์ไม่ค่อยเทศน์วินัยให้ญาติโยมฟังนี่ บางทีอาจจะกลัวว่าญาติโยมจะรู้ทันตัวเอง มันจะหลอกลวงญาติโยมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องพระธรรมวินัยนี่ศาสนาของพระตถาคตเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง อยู่ที่เราหรือพุทธบริษัทนั้นเอง

    เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ศาสนาก็มีพิษมีภัย แต่อาตมาไม่เคยกลัวว่าใครจะมาทำลายศาสนา และก็ไม่กลัวว่าใครจะลงนรก กลัวแต่ตัวเองจะเป็นผู้ทำลายศาสนา กลัวแต่ตัวเองจะลงนรก ขอพูดให้มันถึงแก่น…มองดูหน้าใครก็ไม่เหมือนหน้าพ่อหน้าแม่เราสักคน จะไปกลัวเขาจะลงนรกทำไม

    “พระอาจารย์พุธ ฐานิโย”
    วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
    ************************************************

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมอยู่ที่พุทธบริษัท

    ในสมัยปัจจุบันนี้มีเพื่อนฝูงมาบอกว่าเขาจะทำลายพระพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ พากันหวั่นกลัวกันแล้วก็มาขอความเห็น ขอความร่วมมือ ว่าให้ช่วยป้องกันพระพุทธศาสนา

    ศาสนาอื่นบ้าง นักการเมืองบ้าง จะมาทำลายพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าเทศน์อย่างนี้ ท่านเทศน์ว่า ตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ตระกูลนั้นจะเสื่อมหรือจะเจริญก็เพราะลูกในตระกูลนั้น

    ลูกต่างตระกูลไม่มีสิทธิที่จะไปทำลายวงศ์สกุลของเขาให้เสื่อมหรือให้เจริญ ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า ศาสนาของเราจะเสื่อมหรือจะเจริญขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

    ถ้าหากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พากันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสัมมาปฏิบัติ ศาสนาของเราตถาคตจะทรงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะฉะนั้นอันนี้ขอฝากท่านพุทธบริษัททั้งหลายไว้พิจารณา

    อาตมาเคยมีประสบการณ์ เรื่องวินัยนี่ส่วนใหญ่พระเจ้าพระสงฆ์ท่านไม่ค่อยสอนญาติสอนโยม เพราะท่านกลัวญาติโยมจะรู้ทันท่าน สมัยที่อาตมาเป็นสามเณรท่องปาฏิโมกข์จบ ขออนุญาตแปลพระปาฏิโมกข์ อาจารย์ไม่ให้แปล

    ทำไมไม่ให้แปล ประเดี๋ยวมันรู้มาก มันหัวแข็ง ปกครองยาก ทีนี้พระเจ้าพระสงฆ์ไม่ค่อยเทศน์วินัยให้ญาติโยมฟังนี่ บางทีอาจจะกลัวว่าญาติโยมจะรู้ทันตัวเอง มันจะหลอกลวงญาติโยมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องพระธรรมวินัยนี่ศาสนาของพระตถาคตเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง อยู่ที่เราหรือพุทธบริษัทนั้นเอง

    เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ศาสนาก็มีพิษมีภัย แต่อาตมาไม่เคยกลัวว่าใครจะมาทำลายศาสนา และก็ไม่กลัวว่าใครจะลงนรก กลัวแต่ตัวเองจะเป็นผู้ทำลายศาสนา กลัวแต่ตัวเองจะลงนรก ขอพูดให้มันถึงแก่น…มองดูหน้าใครก็ไม่เหมือนหน้าพ่อหน้าแม่เราสักคน จะไปกลัวเขาจะลงนรกทำไม

    “พระอาจารย์พุธ ฐานิโย”
    วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
    ************************************************

    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ประสบการณ์ในป่าช้า..!
    หลวงพ่อชา

    (เล่าถึงประสบการณ์ที่ป่าช้าในครั้งนั้นว่า)

    “วันนั้นตอนบ่ายๆ ตั้งใจว่า คืนนี้จะไปภาวนาในป่าช้า พอจะไปจริงๆ ใจชักไม่อยากไปซะแล้ว ก็บังคับมัน คิดว่า ถ้าจะตายก็ยอมตาย เพราะมันลำบากนัก มันโง่นัก พูดในใจอย่างนี้ พอไปถึงป่าช้า ปะขาวแก้วจะมาพักใกล้ๆ ก็ไม่ยอม ให้ไปอยู่ไกลๆ โน่น ความจริงแล้วอยากให้มาอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อนกัน แต่ไม่เอาเดี๋ยวตัวเองจะอาศัยเขา กลัวนักก็ให้มันตาย เสียในคืนนี้ พอค่ำลง เขาหามศพมาฝังพอดี ทำไมถึงเหมาะเจาะอย่างนี้ คิดอยากจะหนี เขานิมนต์ให้สวดมาติกา ก็ไม่เอา เดินหนีไป มันกลัวเดินก็แทบไม่รู้สึกว่าเท้าแตะดิน สักพักก็เดินกลับมา เขาเอาศพฝังไว้ใกล้ๆ แล้วยังเอาไม้ไผ่ที่หามศพมาทำเป็นร้านให้นั่ง จะทำอย่างไรดี หมู่บ้านกับป่าช้าก็ไม่ใช่ใกล้ๆ กัน ห่างกันตั้งสองสามกิโล พอตะวันตกดิน ใจหนึ่งก็บอกให้เข้าไปอยู่แต่ในกลดท่าเดียว จะเดินไปหาหลุมศพ ก็เหมือนมีอะไรมาดึงขาเอาไว้ ความรู้สึกกลัวกลับกล้ามันฉุดรั้งกันอยู่ พอมืดสนิทจริงๆ ก็มุดเข้ากลดทันที รู้สึกเหมือนมีกำแพงเจ็ดชั้น เห็นบาตรตั้งอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกดีใจ ได้อาศัยบาตรเป็นเพื่อน นั่งอยู่ในกลดทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย นั่งเงียบอยู่ จะง่วงก็ไม่ง่วง มันกลัว ทั้งกลัวทั้งกล้า นั่งอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืนเลย พอสว่างขึ้น ก็รู้สึกว่า เรารอดตายแล้ว ดีใจจริงๆ ภายในใจเราอยากให้มีแต่กลางวันเท่านั้น ไม่อยากให้มีเวลากลางคืนเลย อยากฆ่ากลางคืนทิ้ง มันจะได้มีแต่กลางวัน ตอนเช้าไปบิณฑบาตคนเดียว หมาวิ่งตามหลังมาจะกัด แต่ก็ไม่ไล่ จะกัดก็กัดไปเลย ให้มันกัดให้ตายซะ หมาก็งับผิดงับถูก โยมชาวภูไทไม่รู้จักไล่หมา เขาว่าผีมันมากับพระ หมาจึงได้เห่าได้กัด เขาจึงไม่ไล่มัน ช่างมัน เมื่อคืนนี้ก็กลัวจนเกือบตายทีหนึ่งแล้ว ตอนเช้านี้หมาจะกัดก็เลยปล่อยให้มันกัดซะ ถ้าหากว่าแต่ก่อนเราเคยกัดมัน ก็ปล่อยให้มันกัดคืนซะ แต่มันก็งับผิดงับถูกอยู่อย่างนั้น”

    ” บิณฑบาตกลับก็ฉัน พอฉันเสร็จ แดดออกมาบ้างรู้สึกอบอุ่นได้เดินจงกรม และพักผ่อน เอาแรงบ้าง คืนนี้จะได้ภาวนาให้เต็มที่ คงไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะได้ทดลองมาคืนหนึ่งแล้ว พอบ่ายๆ ชาวบ้านหามศพมาอีกแล้ว เป็นผู้ใหญ่เสียด้วย เขาเอามาเผาไว้ใกล้ๆ ด้านหน้ากลด แล้วก็กลับบ้านกันหมด ช่วงหัวค่ำศพที่ถูกเผามีกลิ่นเหม็นตลบอบอวล จะเดินจงกรมไปข้างหน้าก็ก้าวไม่ออก ที่สุดเลยเข้าไปในกลด นั่งหันหลังให้กองไฟ ไม่คิดอยากนอนเลย ตาตื่นแข็งอยู่อย่างนั้น ตกดึกประมาณสี่ทุ่ม มีเสียงอยู่ข้างหลังในกองไฟ ดังเหมือนตกลงมา หรือหมาจิ้งจอกมากินซากศพ แต่ฟังอีกที เหมือนเสียงควายดังครืดคราดๆ พอสักพักมีเสียงเหมือนคน เดินเข้ามาหาทางด้านหลัง เดินหนักเหมือนควาย แต่ไม่ใช่ แต่จะเข้ามาก็ไม่เข้า เดิน โครมๆ ออกไปทางปะขาวแก้ว นานประมาณครึ่งชั่วโมง เดินกลับมาอีกแล้ว เหมือนคนเดินจริงๆ ตรงดิ่งเข้ามาเหมือน จะเหยียบเราอย่างนั้นแหละ หลับตาสนิทไม่ยอมลืมตา ให้มันตายทั้งหลับตานี่แหละ มันมาถึงใกล้ ๆ หยุดกึก! ยืนนิ่งอยู่เงียบๆ ข้างหน้ากลด รู้สึกเหมือนกับว่า มันเอามือที่ถูก ไฟไหม้คว้าไปมาอยู่ข้างหน้า”

    ตายคราวนี้ละ !

    “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ลืมหมด มีแต่ความกลัวอย่างเดียว เต็มแน่นเอี๊ยดอยู่ในใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีความกลัวเหมือนครั้งนี้เลย มันกลัวมาก เปรียบเหมือนกับน้ำ ที่เราเทใส่ในโอ่ง เทใส่มากจนเต็มมันก็ล้นออกมา ความกลัวเหมือนกัน มันกลัวมากจนหายกลัว แล้วก็ล้นออกมา ใจหนึ่งเลยถามว่า ที่กลัวมากกลัวมายนัก มันกลัวอะไร ? กลัวตาย อีกใจหนึ่งตอบ แล้วความตายมันอยู่ที่ไหน ทำไมกลัวเกินบ้านเมืองเขานัก หาที่ตายดูซิ มันอยู่ไหน ความตายอยู่กับตัวเอง อยู่กับตัวเอง แล้วจะหนีไปไหนจึงจะพ้นมันล่ะ วิ่งหนีก็ตาย นั่งอยู่ก็ตาย เพราะมันอยู่กับเราไปไหนมันก็ไปด้วย เพราะความตายมัน อยู่กับเรา กลัวหรือไม่กลัว ก็ตายเหมือนกัน หนีมันไม่ได้หรอก

    พอคิดได้อย่างนี้ เท่านั้น สัญญาพลิกกลับ ความคิดก็เปลี่ยนขึ้นมาทันที ความกลัว ทั้งหลายเลยหายไป ปานพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ อัศจรรย์เหลือเกิน ความกลัวมากๆ มันหายไปได้ ความไม่กลัวมันกลับมาแทนในที่เดียวกันนี้ โอ้ ใจมันสูงขึ้น สูงขึ้นเหมือน อยู่บนฟ้านะ เปรียบไม่ถูก พอเอาชนะความกลัวได้แล้ว ฝนเริ่มตกทันทีเลย ลมพัดแรงมาก แต่ก็ไม่กลัวตายแล้ว ไม่กลัวต้นไม้กิ่งไม้มันจะหักลงมาทับ ไม่สนใจมันเลย ฝนตกลงมาหนักเหมือนฝนเดือนสี่ พอฝนหยุด เปียกหมดทั้งตัว นั่งนิ่งไม่กระดิกเลยร้องไห้ นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบ แก้มลงมาเพราะเกิดนึกไปว่า ตัวเรานี่ทำไมเหมือนคนไม่มีพ่อมีแม่แท้ มานั่งตากฝนยังกับคนไม่มีอะไร ยังกับคนสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่เขามีบ้านอยู่ดีๆ เขาคงจะไม่คิดหรอกว่า จะมีพระมานั่งตากฝนอยู่ทั้งคืนอย่างนี้ เขาคงจะนอนห่มผ้าสบาย คิดไปวิตกไป เลยสังเวช ชีวิตของตน ร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ เอ้า น้ำไม่ดีนี่ให้มันไหลออกมาให้หมด อย่าให้มันมีอยู่..

    “เมื่อคิดได้อย่างนี้ เมื่อชนะความรู้สึกแล้ว ก็นั่งดูจิตดูใจอยู่อย่างนั้น ความรู้เห็นสารพัด เรื่องเกิดขึ้นมาพรรณนาไม่ได้ คิดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ความทุกข์ที่นั่งตากฝน ความกลัวที่มันหายไป ความรู้สึกต่อมาเป็นอย่างไร ก็รู้แต่เฉพาะเราเอง ใครอื่นจะมารู้ด้วย นั่งพิจารณาอยู่ อย่างนี้จนสว่าง จิตมีกำลังศรัทธาขึ้น สว่างขึ้นมา ลืมตาครั้งแรกมองไปทางไหนเหลืองไปหมด ลุกไปปัสสาวะ เพราะมันปวด ตั้งแต่เมื่อคืน ปวดจนหายปวดไปเฉยๆ ปัสสาวะออกมามีแต่เลือด รู้สึกตกใจเล็กน้อย คิดว่าไส้หรืออะไรข้างในคงขาดหมดแล้ว ขาดก็ขาด ตายก็ตายไปซิ ตายเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ก็พอใจตาย แต่ตายเพราะไปทำความชั่วซิไม่ค่อยดี ตายเพราะปฏิบัติ แบบนี้ตายก็ตาย ในใจมันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ใจหนึ่งมันเบียดเข้ามาว่าเป็นอันตราย อีกใจหนึ่งมันสู้ มันค้าน และตัดขึ้นมาทันที คืนนั้นฝนตกทั้งคืน วันรุ่งขึ้นจับไข้สั่นไปทั้งตัว แต่ก็อดทนออกไป บิณฑบาตในหมู่บ้าน บิณฑบาตก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ”

    หลังคืนสยองผ่านไป

    “โดยมิรู้ว่าอาคันตุกะลึกลับผู้นั้นคือใคร เหตุใดจึงมาเยี่ยมเยือนด้วยอาการดุร้ายน่ากลัวเช่นนั้น หลวงพ่อไม่กล่าวถึงมัน ท่านกลับเน้นให้ศิษย์มองเห็นคุณค่าของ การต่อสู้ให้ถึงที่สุด สู้ชนิดเอาชีวิตเข้าแลก แล้วปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้นตรงนั้น ดังคำที่หลวงพ่อมักใช้ปลุกใจลูกศิษย์ว่า ไม่ดีก็ให้มันตาย ไม่ตายก็ให้มันดี”

    เมื่อหลวงพ่อพักบำเพ็ญภาวนา

    “อยู่ที่ป่าช้าได้เจ็ดวัน ก็มีอาการป่วยหนัก จึงออกมาพัก รักษาตัวที่สำนักท่านอาจารย์คำดี พักอยู่ประมาณ ๑๐ วัน อาการก็ทุเลาลง แม้ร่างกายอ่อนล้า เพราะพิษไข้ แต่จิตใจกลับกล้าแกร่งองอาจยิ่งนัก เพราะได้ฝ่าฟันอุปสรรคคือ ความกลัวตายใน คืนนั้นได้ด้วยความอดทนและภูมิปัญญา หลังจากอาการไข้สร่างซาลง มีพละกำลังกลับคืนมา ก็กราบลาท่านอาจารย์คำดี เดินทางมาพักอยู่ในป่าใกล้บ้านต้อง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พักอยู่ที่นั่นหลายวัน อาการไข้หาย เป็นปกติ แต่อาการไข้ใจจากไฟราคะที่ถูกควบคุมความร้อนแรงไว้ด้วยการหลีกเร้นและภาวนา กลับถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง โดยม่ายสาวผู้รวยรูปลักษณ์และทรัพย์สิน นางมาถวายอาหารและพูดคุยด้วยทุกวัน จนจิตใจหลวงพ่อหวั่นไหวไปตามแรงจริตที่นางแสดงออก ซึ่งส่อถึงความรู้สึกอันพิเศษเกินขอบเขตที่อุบาสิกาจะพึงมีต่อพระ”

    หลวงพ่อชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่หลายวัน กระทั่งคืนหนึ่งขณะนั่งภาวนาพิจารณาไป สังเกตเห็นใจตัวเองเอนเอียงไปทางนางมากขึ้นทุกที จึงตัดสินใจลุกขึ้นเก็บบริขารในกลางดึกของคืนนั้น แล้วเดินไปปลุกปะขาวแก้ว ซึ่งกำลังหลับสบายอยู่ในกลด ปะขาวแก้วสะดุ้งตื่น ลุกขยี้ตา ถามอย่างงัวเงียว่า

    “ไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือครับ”
    “ไม่ ! จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

    หลวงพ่อตอบอย่างเด็ดขาด เพราะตรึกตรองดีแล้วว่า ถ้าไม่หนีคืนนี้คงจะเสียทีแก่นางแน่ หลายปีต่อมา หลังจากหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว ครั้งหนึ่งท่านได้เยี่ยมลูกศิษย์ที่ สำนักสาขาแถวบ้านต้อง ระหว่างพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับญาติโยม ท่านปรารภถึงความหลัง และพูดถึงการปฏิบัติของตัวเองในสมัยก่อนอย่างขำๆ ว่า

    “การปฏิบัติของอาตมามันยากหลายแนว แต่แนวที่มันยากนำอีหลีก็เรื่องแม่ออกนี่ล่ะ” (แปลว่า การปฏิบัติของอาตมามันยุ่งยากหลายอย่าง แต่ที่ยากกับมันจริง ๆ ก็เรื่องผู้หญิง นี่แหละ)

    ืนหนึ่งในพรรษานั้น

    หลังทำความเพียรเป็นเวลาพอสมควร หลวงพ่อได้ขึ้นไปพักผ่อนบน กุฏิ กำหนดสติเอนกายลงนอน พอเคลิ้มไปเกิดนิมิตเห็น”หลวงปู่มั่น” เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วส่งลูกแก้วให้ลูกหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า

    “ชา เราขอมอบลูกแก้วนี้แก่ท่าน
    มันมีรัศมี สว่างไสวมากนะ”

    ในนิมิตนั้น ปรากฏว่าตนได้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับยื่นมือไปรับลูกแก้วจาก หลวงปู่มั่นมากำไว้ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นแปลกใจมาก ที่พบตัวเองนั่งกำมืออยู่ดังในความฝัน จิตใจเกิดความสงบระงับผ่องใส พิจารณาสิ่งใดไม่ติดขัด มีความปลื้มปีติตลอดพรรษา หลวงพ่อกล่าวว่า หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูง มีภูมิจิตภูมิธรรมท่านสูง สามารถสั่งสอนศิษย์ทุกรูปทุกองค์ให้เข้านิพพานได้ ด้วยบารมีสติปัญญาท่านเฉียบแหลมคมยิ่งนักยากที่จะหาท่านผู้ใดเสมอเหมือนในปัจจุบัน..

    ัตตประวัติ
    (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
    หนังสือ *อุปลมณี*
    ************************************************

    .jpg
    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    นักอวดสมาธิน่ะมันไปไม่ถึงไหน
    ดีไม่ดีลงอบายภูมิ วันนี้ฉันนั่งได้หนึ่งชั่วโมง ฉันนั่งได้ สองชั่วโมง นั่งได้สามชั่วโมง นั่งอวดสมาธิ
    แต่ว่าสมาธิเลิกแล้วก็ทำบาปได้ทุกอย่าง
    โกหกมดเท็จก็ได้ ฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ ประพฤติผิดในกามก็ได้ มันก็เป็นเหยื่อของอบายภูมิ

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    “ช่วงเราเป็นคนอยู่ก็สร้างโอกาสขึ้นมา หาวิธีมาบำเพ็ญภาวนา อย่าเสียเวลา ข้าวของทองเงินก็อาศัยได้ตั้งแต่กายเท่านั้นแหละ ธาตุแตกขันธ์ดับเราก็อาศัยมันไม่ได้ดอก”

    โอวาทธรรม
    หลวงตาศิริ อินฺทสิริ
    วัดถ้ำผาแดงผานิมิต อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ⭐️⭐️⭐️ อีก 9 วัน ปิดยอดรับบริจาค ⭐️⭐️⭐️

    ยอดปัจจัยถวายวัดต่างๆ ณ วันที่ 3 กันยายน 2562 จำนวน 10,538.87 บาท (ปิดยอดรับบริจาค วันที่ 12 กันยายน 2562 เวลา 15.00 น.)

    1f4e3.png 1f4e3.png 1f4e3.png ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยตามกำลังศรัทธา เพื่อถวายวัดต่างๆ ในโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 11 จำนวน 12 วัด จัดโดยชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน พ.ศ.2562 ณ จังหวัดหนองคาย-อุดรธานี-สกลนคร

    1. วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก)
    2. วัดป่าภูก้อน อ.นายูง จ.อุดรธานี
    3. วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี , พระอาจารย์บุญทวี สีตจิตโต)
    4. วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี (หลวงปู่เสน ปัญญาธโร)
    5. วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี (พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต)
    6. วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.อุดรธานี (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)
    7. วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร (หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ)
    8. วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (หนองผือนาใน) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
    9. วัดถ้ำเจ้าผู้ข้า อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (หลวงปู่แก้ว สุจิณโณ)
    10. วัดท่าวังหิน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พระอาจารย์เชาวรัตน์ กัมมสุทโธ)
    11. วัดป่าหนองไผ่ อ.เมือง จ.สกลนคร (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม)
    12. วัดป่านาคนิมิตต์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (หลวงปู่อว้าน เขมโก)

    1f449.png 1f449.png 1f449.png ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญถวายวัดต่างๆ จำนวน 12 วัด ร่วมกับชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ที่ : ธนาคารกรุงไทย สาขายิ่งเจริญปาร์ค ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 452-065864-0 ชื่อบัญชี นางสาวศิริรัฐ ทุมจันทร์

    1f449.png 1f449.png 1f449.png กำหนดการจัดโครงการ : https://www.facebook.com/1376384156019597/photos/a.1376385866019426/2385484105109592/?type=3&theater

    ☎️☎️☎️ สอบถามรายละเอียด โทร. 086-4017809 , 094-0671743

    -อีก-9-วัน-ปิดยอดรับ.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ประสบการณ์ในป่าช้า..!
    หลวงพ่อชา

    (เล่าถึงประสบการณ์ที่ป่าช้าในครั้งนั้นว่า)

    “วันนั้นตอนบ่ายๆ ตั้งใจว่า คืนนี้จะไปภาวนาในป่าช้า พอจะไปจริงๆ ใจชักไม่อยากไปซะแล้ว ก็บังคับมัน คิดว่า ถ้าจะตายก็ยอมตาย เพราะมันลำบากนัก มันโง่นัก พูดในใจอย่างนี้ พอไปถึงป่าช้า ปะขาวแก้วจะมาพักใกล้ๆ ก็ไม่ยอม ให้ไปอยู่ไกลๆ โน่น ความจริงแล้วอยากให้มาอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อนกัน แต่ไม่เอาเดี๋ยวตัวเองจะอาศัยเขา กลัวนักก็ให้มันตาย เสียในคืนนี้ พอค่ำลง เขาหามศพมาฝังพอดี ทำไมถึงเหมาะเจาะอย่างนี้ คิดอยากจะหนี เขานิมนต์ให้สวดมาติกา ก็ไม่เอา เดินหนีไป มันกลัวเดินก็แทบไม่รู้สึกว่าเท้าแตะดิน สักพักก็เดินกลับมา เขาเอาศพฝังไว้ใกล้ๆ แล้วยังเอาไม้ไผ่ที่หามศพมาทำเป็นร้านให้นั่ง จะทำอย่างไรดี หมู่บ้านกับป่าช้าก็ไม่ใช่ใกล้ๆ กัน ห่างกันตั้งสองสามกิโล พอตะวันตกดิน ใจหนึ่งก็บอกให้เข้าไปอยู่แต่ในกลดท่าเดียว จะเดินไปหาหลุมศพ ก็เหมือนมีอะไรมาดึงขาเอาไว้ ความรู้สึกกลัวกลับกล้ามันฉุดรั้งกันอยู่ พอมืดสนิทจริงๆ ก็มุดเข้ากลดทันที รู้สึกเหมือนมีกำแพงเจ็ดชั้น เห็นบาตรตั้งอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกดีใจ ได้อาศัยบาตรเป็นเพื่อน นั่งอยู่ในกลดทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย นั่งเงียบอยู่ จะง่วงก็ไม่ง่วง มันกลัว ทั้งกลัวทั้งกล้า นั่งอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืนเลย พอสว่างขึ้น ก็รู้สึกว่า เรารอดตายแล้ว ดีใจจริงๆ ภายในใจเราอยากให้มีแต่กลางวันเท่านั้น ไม่อยากให้มีเวลากลางคืนเลย อยากฆ่ากลางคืนทิ้ง มันจะได้มีแต่กลางวัน ตอนเช้าไปบิณฑบาตคนเดียว หมาวิ่งตามหลังมาจะกัด แต่ก็ไม่ไล่ จะกัดก็กัดไปเลย ให้มันกัดให้ตายซะ หมาก็งับผิดงับถูก โยมชาวภูไทไม่รู้จักไล่หมา เขาว่าผีมันมากับพระ หมาจึงได้เห่าได้กัด เขาจึงไม่ไล่มัน ช่างมัน เมื่อคืนนี้ก็กลัวจนเกือบตายทีหนึ่งแล้ว ตอนเช้านี้หมาจะกัดก็เลยปล่อยให้มันกัดซะ ถ้าหากว่าแต่ก่อนเราเคยกัดมัน ก็ปล่อยให้มันกัดคืนซะ แต่มันก็งับผิดงับถูกอยู่อย่างนั้น”

    ” บิณฑบาตกลับก็ฉัน พอฉันเสร็จ แดดออกมาบ้างรู้สึกอบอุ่นได้เดินจงกรม และพักผ่อน เอาแรงบ้าง คืนนี้จะได้ภาวนาให้เต็มที่ คงไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะได้ทดลองมาคืนหนึ่งแล้ว พอบ่ายๆ ชาวบ้านหามศพมาอีกแล้ว เป็นผู้ใหญ่เสียด้วย เขาเอามาเผาไว้ใกล้ๆ ด้านหน้ากลด แล้วก็กลับบ้านกันหมด ช่วงหัวค่ำศพที่ถูกเผามีกลิ่นเหม็นตลบอบอวล จะเดินจงกรมไปข้างหน้าก็ก้าวไม่ออก ที่สุดเลยเข้าไปในกลด นั่งหันหลังให้กองไฟ ไม่คิดอยากนอนเลย ตาตื่นแข็งอยู่อย่างนั้น ตกดึกประมาณสี่ทุ่ม มีเสียงอยู่ข้างหลังในกองไฟ ดังเหมือนตกลงมา หรือหมาจิ้งจอกมากินซากศพ แต่ฟังอีกที เหมือนเสียงควายดังครืดคราดๆ พอสักพักมีเสียงเหมือนคน เดินเข้ามาหาทางด้านหลัง เดินหนักเหมือนควาย แต่ไม่ใช่ แต่จะเข้ามาก็ไม่เข้า เดิน โครมๆ ออกไปทางปะขาวแก้ว นานประมาณครึ่งชั่วโมง เดินกลับมาอีกแล้ว เหมือนคนเดินจริงๆ ตรงดิ่งเข้ามาเหมือน จะเหยียบเราอย่างนั้นแหละ หลับตาสนิทไม่ยอมลืมตา ให้มันตายทั้งหลับตานี่แหละ มันมาถึงใกล้ ๆ หยุดกึก! ยืนนิ่งอยู่เงียบๆ ข้างหน้ากลด รู้สึกเหมือนกับว่า มันเอามือที่ถูก ไฟไหม้คว้าไปมาอยู่ข้างหน้า”

    ตายคราวนี้ละ !

    “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ลืมหมด มีแต่ความกลัวอย่างเดียว เต็มแน่นเอี๊ยดอยู่ในใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีความกลัวเหมือนครั้งนี้เลย มันกลัวมาก เปรียบเหมือนกับน้ำ ที่เราเทใส่ในโอ่ง เทใส่มากจนเต็มมันก็ล้นออกมา ความกลัวเหมือนกัน มันกลัวมากจนหายกลัว แล้วก็ล้นออกมา ใจหนึ่งเลยถามว่า ที่กลัวมากกลัวมายนัก มันกลัวอะไร ? กลัวตาย อีกใจหนึ่งตอบ แล้วความตายมันอยู่ที่ไหน ทำไมกลัวเกินบ้านเมืองเขานัก หาที่ตายดูซิ มันอยู่ไหน ความตายอยู่กับตัวเอง อยู่กับตัวเอง แล้วจะหนีไปไหนจึงจะพ้นมันล่ะ วิ่งหนีก็ตาย นั่งอยู่ก็ตาย เพราะมันอยู่กับเราไปไหนมันก็ไปด้วย เพราะความตายมัน อยู่กับเรา กลัวหรือไม่กลัว ก็ตายเหมือนกัน หนีมันไม่ได้หรอก

    พอคิดได้อย่างนี้ เท่านั้น สัญญาพลิกกลับ ความคิดก็เปลี่ยนขึ้นมาทันที ความกลัว ทั้งหลายเลยหายไป ปานพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ อัศจรรย์เหลือเกิน ความกลัวมากๆ มันหายไปได้ ความไม่กลัวมันกลับมาแทนในที่เดียวกันนี้ โอ้ ใจมันสูงขึ้น สูงขึ้นเหมือน อยู่บนฟ้านะ เปรียบไม่ถูก พอเอาชนะความกลัวได้แล้ว ฝนเริ่มตกทันทีเลย ลมพัดแรงมาก แต่ก็ไม่กลัวตายแล้ว ไม่กลัวต้นไม้กิ่งไม้มันจะหักลงมาทับ ไม่สนใจมันเลย ฝนตกลงมาหนักเหมือนฝนเดือนสี่ พอฝนหยุด เปียกหมดทั้งตัว นั่งนิ่งไม่กระดิกเลยร้องไห้ นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบ แก้มลงมาเพราะเกิดนึกไปว่า ตัวเรานี่ทำไมเหมือนคนไม่มีพ่อมีแม่แท้ มานั่งตากฝนยังกับคนไม่มีอะไร ยังกับคนสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่เขามีบ้านอยู่ดีๆ เขาคงจะไม่คิดหรอกว่า จะมีพระมานั่งตากฝนอยู่ทั้งคืนอย่างนี้ เขาคงจะนอนห่มผ้าสบาย คิดไปวิตกไป เลยสังเวช ชีวิตของตน ร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ เอ้า น้ำไม่ดีนี่ให้มันไหลออกมาให้หมด อย่าให้มันมีอยู่..

    “เมื่อคิดได้อย่างนี้ เมื่อชนะความรู้สึกแล้ว ก็นั่งดูจิตดูใจอยู่อย่างนั้น ความรู้เห็นสารพัด เรื่องเกิดขึ้นมาพรรณนาไม่ได้ คิดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ความทุกข์ที่นั่งตากฝน ความกลัวที่มันหายไป ความรู้สึกต่อมาเป็นอย่างไร ก็รู้แต่เฉพาะเราเอง ใครอื่นจะมารู้ด้วย นั่งพิจารณาอยู่ อย่างนี้จนสว่าง จิตมีกำลังศรัทธาขึ้น สว่างขึ้นมา ลืมตาครั้งแรกมองไปทางไหนเหลืองไปหมด ลุกไปปัสสาวะ เพราะมันปวด ตั้งแต่เมื่อคืน ปวดจนหายปวดไปเฉยๆ ปัสสาวะออกมามีแต่เลือด รู้สึกตกใจเล็กน้อย คิดว่าไส้หรืออะไรข้างในคงขาดหมดแล้ว ขาดก็ขาด ตายก็ตายไปซิ ตายเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ก็พอใจตาย แต่ตายเพราะไปทำความชั่วซิไม่ค่อยดี ตายเพราะปฏิบัติ แบบนี้ตายก็ตาย ในใจมันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ใจหนึ่งมันเบียดเข้ามาว่าเป็นอันตราย อีกใจหนึ่งมันสู้ มันค้าน และตัดขึ้นมาทันที คืนนั้นฝนตกทั้งคืน วันรุ่งขึ้นจับไข้สั่นไปทั้งตัว แต่ก็อดทนออกไป บิณฑบาตในหมู่บ้าน บิณฑบาตก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ”

    หลังคืนสยองผ่านไป

    “โดยมิรู้ว่าอาคันตุกะลึกลับผู้นั้นคือใคร เหตุใดจึงมาเยี่ยมเยือนด้วยอาการดุร้ายน่ากลัวเช่นนั้น หลวงพ่อไม่กล่าวถึงมัน ท่านกลับเน้นให้ศิษย์มองเห็นคุณค่าของ การต่อสู้ให้ถึงที่สุด สู้ชนิดเอาชีวิตเข้าแลก แล้วปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้นตรงนั้น ดังคำที่หลวงพ่อมักใช้ปลุกใจลูกศิษย์ว่า ไม่ดีก็ให้มันตาย ไม่ตายก็ให้มันดี”

    เมื่อหลวงพ่อพักบำเพ็ญภาวนา

    “อยู่ที่ป่าช้าได้เจ็ดวัน ก็มีอาการป่วยหนัก จึงออกมาพัก รักษาตัวที่สำนักท่านอาจารย์คำดี พักอยู่ประมาณ ๑๐ วัน อาการก็ทุเลาลง แม้ร่างกายอ่อนล้า เพราะพิษไข้ แต่จิตใจกลับกล้าแกร่งองอาจยิ่งนัก เพราะได้ฝ่าฟันอุปสรรคคือ ความกลัวตายใน คืนนั้นได้ด้วยความอดทนและภูมิปัญญา หลังจากอาการไข้สร่างซาลง มีพละกำลังกลับคืนมา ก็กราบลาท่านอาจารย์คำดี เดินทางมาพักอยู่ในป่าใกล้บ้านต้อง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พักอยู่ที่นั่นหลายวัน อาการไข้หาย เป็นปกติ แต่อาการไข้ใจจากไฟราคะที่ถูกควบคุมความร้อนแรงไว้ด้วยการหลีกเร้นและภาวนา กลับถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง โดยม่ายสาวผู้รวยรูปลักษณ์และทรัพย์สิน นางมาถวายอาหารและพูดคุยด้วยทุกวัน จนจิตใจหลวงพ่อหวั่นไหวไปตามแรงจริตที่นางแสดงออก ซึ่งส่อถึงความรู้สึกอันพิเศษเกินขอบเขตที่อุบาสิกาจะพึงมีต่อพระ”

    หลวงพ่อชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่หลายวัน กระทั่งคืนหนึ่งขณะนั่งภาวนาพิจารณาไป สังเกตเห็นใจตัวเองเอนเอียงไปทางนางมากขึ้นทุกที จึงตัดสินใจลุกขึ้นเก็บบริขารในกลางดึกของคืนนั้น แล้วเดินไปปลุกปะขาวแก้ว ซึ่งกำลังหลับสบายอยู่ในกลด ปะขาวแก้วสะดุ้งตื่น ลุกขยี้ตา ถามอย่างงัวเงียว่า

    “ไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือครับ”
    “ไม่ ! จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

    หลวงพ่อตอบอย่างเด็ดขาด เพราะตรึกตรองดีแล้วว่า ถ้าไม่หนีคืนนี้คงจะเสียทีแก่นางแน่ หลายปีต่อมา หลังจากหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว ครั้งหนึ่งท่านได้เยี่ยมลูกศิษย์ที่ สำนักสาขาแถวบ้านต้อง ระหว่างพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับญาติโยม ท่านปรารภถึงความหลัง และพูดถึงการปฏิบัติของตัวเองในสมัยก่อนอย่างขำๆ ว่า

    “การปฏิบัติของอาตมามันยากหลายแนว แต่แนวที่มันยากนำอีหลีก็เรื่องแม่ออกนี่ล่ะ” (แปลว่า การปฏิบัติของอาตมามันยุ่งยากหลายอย่าง แต่ที่ยากกับมันจริง ๆ ก็เรื่องผู้หญิง นี่แหละ)

    ืนหนึ่งในพรรษานั้น

    หลังทำความเพียรเป็นเวลาพอสมควร หลวงพ่อได้ขึ้นไปพักผ่อนบน กุฏิ กำหนดสติเอนกายลงนอน พอเคลิ้มไปเกิดนิมิตเห็น”หลวงปู่มั่น” เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วส่งลูกแก้วให้ลูกหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า

    “ชา เราขอมอบลูกแก้วนี้แก่ท่าน
    มันมีรัศมี สว่างไสวมากนะ”

    ในนิมิตนั้น ปรากฏว่าตนได้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับยื่นมือไปรับลูกแก้วจาก หลวงปู่มั่นมากำไว้ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นแปลกใจมาก ที่พบตัวเองนั่งกำมืออยู่ดังในความฝัน จิตใจเกิดความสงบระงับผ่องใส พิจารณาสิ่งใดไม่ติดขัด มีความปลื้มปีติตลอดพรรษา หลวงพ่อกล่าวว่า หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูง มีภูมิจิตภูมิธรรมท่านสูง สามารถสั่งสอนศิษย์ทุกรูปทุกองค์ให้เข้านิพพานได้ ด้วยบารมีสติปัญญาท่านเฉียบแหลมคมยิ่งนักยากที่จะหาท่านผู้ใดเสมอเหมือนในปัจจุบัน..

    ัตตประวัติ
    (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
    หนังสือ *อุปลมณี*
    ************************************************

    .jpg
    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ทุกอย่างต้องแก้ที่ใจเรา

    “คนที่มีความวุ่นวายติโน่นตินี่ ไอ้โน่นไม่ดี ไอ้นี่เสีย
    คนประเภทนี้ก็คือคนที่ไม่รู้จักธรรมดา
    พูดภาษาไทยๆ เขาเรียกว่ากิเลสมันยังเลยหัวอยู่
    ปลดอารมณ์นั้นเสีย

    ถ้าจิตของเรายอมรับนับถือกฎของธรรมดาอะไรมันจะมาก็ถือว่าเป็นเรื่องของมันอย่างนั้นไม่ต้องไปติ สิ่งใดที่แก้ไขไม่ได้ อย่าไปแก้มัน
    อย่าไปแก้ที่วัตถุ อย่าไปแก้ที่บุคคล มาแก้ที่ใจเรา

    ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นธรรมดา ทำไมเราจึงจะต้องเดือดร้อน ทำไมเราจึงจะต้องดิ้นรน
    อย่าเป็นคนช่างติ ถ้าจะติก็ติตัวเรา
    ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตตนา โจทยัตตานัง
    จงกล่าวโทษโจทความชั่วของตัวเองไว้ให้เป็นปกติ”

    โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา:เพจคำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    1f31f.png 1f31f.png 1f31f.png ขลังกระทั่งเยี่ยว 1f31f.png 1f31f.png 1f31f.png

    กล่าวกันว่าอำนาจพลังจิตของหลวงปู่ตื้อนั้นยอดเยี่ยมมาก อย่าว่าแต่สิ่งของที่ท่านอธิษฐานจิตให้เลย แม้แต่ที่ที่ท่านปัสสาวะรดใส่ยังยิงไม่ออกเลย เคยมีคนเคยเอาปืนไปลองยิงมาแล้ว ปืนยิงไม่ออกกระสุนไม่ลั่น ลูกศิษย์ผู้ที่เอาปืนไปยิงถึงกับตกใจ รีบวิ่งไปกราบเรียนถามหลวงปู่ แทบฟังไม่เป็นศัพท์เป็นภาษา
    มีครั้งหนึ่ง พวกทหารอากาศไปนมัสการท่าน แต่ในใจอาจจะนึกประมาทท่านอยู่ หลวงปู่ตื้อท่านผลุนผลันลุกขึ้นเดินไปปัสสาวะใส่ตอไม้ แล้วกล่าวกับทหารอากาศกลุ่มนั้นว่า “ คนเราถ้ามันจะขลัง ต้องขลังกระทั่งเยี่ยว เอ้า…ยิงเลย ” ทหารกลุ่มนั้นระดมยิงใส่ตอไม้ กระสุนไม่ลั่นแม้แต่นัดเดียว

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    บุคคลใดเกิดมาเป็นมนุษย์
    พบพระพุทธศาสนา
    แล้วมีศรัทธา ความเชื่อปสาทะ
    ความเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา มีจิตน้อมไปในกุศล
    แสดงว่าบุคคลนั้นมีบารมีเข้าถึงปรมัตถบารมี
    สามารถจะเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน

    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วัดท่าซุง)

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    1f4e3.png 1f4e3.png 1f4e3.png ขอเชิญร่วมรับฟังพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กิตติ ติสโร วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ในวันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2562 ณ ห้องนิติรัฐ ชั้น 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

    จัดโดย : ชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

    1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png 1f340.png

    กำหนดการ

    -:- วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2562 -:-

    เวลา 14.00 น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น ณ ห้องนิติรัฐ ชั้น 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
    เวลา 14.45 น. ประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย , ไหว้พระ , รับศีล , อาราธนาธรรม
    เวลา 15.00 น. แสดงพระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์กิตติ ติสโร วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
    เวลา 15.45 น. ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ
    เวลา 16.00 น. พิธีทำวัตรขอขมา , ถวายจตุปัจจัยไทยทาน
    เวลา 16.30 น. เสร็จพิธี , รับของที่ระลึก

    1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png 1f33b.png

    ☎️☎️☎️ สอบถามรายละเอียด โทร. 086-4017809 , 094-0671743

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    วันนี้ ๔ กันยายน ๒๕๖๒ เป็นวันเจริญอายุวัฒนมงคล ๘๗ ปี ๖๕ พรรษา หลวงปู่ปรีดา(ทุย) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ทรงไว้ซึ่งข้อวัตรอันเด็ดขาดเข้มงวดแห่งปัจจุบันสมัย
    ลูกหลานน้อมกราบองค์หลวงปู่ด้วยความเคารพเหนือเศียรเกล้า
    สาธุๆๆ

    -๔-กันยายน-๒๕๖๒-เป็.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    สาเหตุของการต้องตั้ง “นโมฯ”

    “ได้มีโยมคนหนึ่ง”.. คือ..

    ” อาชญาขุนพิจารณ์ สุวรรณรงค์” เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีอยู่ในอำเภอพรรณานิคม บุตรของพระเสนาณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคมคนที่ ๔ และเป็นนายอำเภอพรรณานิคม คนแรกในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้นมัสการ
    ถามพระอาจารย์มั่นถึงเรื่อง “นโม” ว่าเหตุใดการ
    ให้ทานหรือการรับศีลจึงต้องตั้ง “นโม” ก่อนทุกครั้ง จะกล่าวคำถวายทาน และรับศีลเลยทีเดียวไม่ได้หรือ..?

    พระอาจารย์มั่นได้เทศน์ชี้แจงเรื่อง “นโม”
    ให้ฟังว่า… “เหตุใดนักปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี
    จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดีจึงต้องตั้ง
    นโมก่อน จะทิ้งนโมไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม
    ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จะยกขึ้นพิจารณา ได้ความปรากฏว่า น คือธาตุน้ำ โม คือธาตุดิน พร้อมกับบทพระคาถาขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมฺภโว โอทนกุมฺมา สปจฺจโย สัมภวธาตุ ของมารดาบิดาผสมกันจึงเป็นตัวตนขึ้นมาเมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้วก็ได้รับข้าวสุกและขนมกุมมาสเป็นเครื่องเลี้ยงจึงเจริญเติบโตขึ้นมาได้ “น” เป็น ธาตุ ของมารดา โม เป็นธาตุของบิดา ฉะนั้น เมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจน ได้นามว่า “กลละ” คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ปฏิสนธิในธาตุ “นโม” นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว “กลละ” ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น “อัมพุชะ คือ เป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น “ฆนะ” คือ แท่งและเปสี คือ ชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัว
    ออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็น ปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ ส่วนธาตุ “พ” คือ ลม “ธ” คือ ไฟนั้น เป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลัง เพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจาก” กลละ” นั้นแล้ว กลละ ก็ต้องเข้ามาอาศัยภายหลัง เพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละ ก็ต้องทิ้งเปล่า หรือ สูญเปล่า ลม และไฟก็ไม่มี คนตายลมและไฟก็ดับหายสาบสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุ ทั้ง ๒ คือ นโม เป็น ดั้งเดิม ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย “น” มารดา”โม” บิดาเป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา ด้วยการให้
    ข้าวสุก และขนมกุมมาสเป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอน ความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดา ว่า “ปุพพาจารย์” เป็นผู้สอนก่อนใครๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อ บุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ท่านทำให้กล่าว คือ รูปกายนี้แลเป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นภายนอก ก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น “มูลมรดก” ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่านจะนับจะประมาณ มิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อน แล้วจึงทำกิริยาหาได้แปล ต้นกิริยาไม่มูลมรดก นี้แลเป็นต้นทุนทำการฝึกหัดปฏิบัติตนไม่ต้องเป็นคนจน ทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ นโม เมื่อกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบ หรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้ คือ เอาสระอะ จากตัว “น” มาใส่ตัว “ม” เอา สระโอจากตัว “ม” มาใส่ตัว “น” แล้วกลับตัวมะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ทั้งกายทั้งใจ เต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือ ใจนี้เป็นดั้งเดิมเป็น มหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมดได้ในพระพุทธพจน์ว่า

    มโนปุพฺพงฺ คมา ธมฺมา มโนเสฎฐา มโมยา ธรรมทั้งหลายมีใจ ถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

    พระบรมศาสดา
    จะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจากใจ คือ มหาฐานนี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้สึก นโมแจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมบัติทั้งหลาย ในโลกนี้ต้องออกไป จาก นโม ทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใครต่างคนต่างถือเอาก้อน อันนี้ ถือเอาเป็นสมบัติ บัญญัติตามกระแสแห่งน้ำ โอฆะ จนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลงถือว่าตัว เป็นเราเป็นของเราไปหมด”

    ัครธรรมาจารย์

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
    **************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ
    **********************************

    -น.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    สาเหตุของการต้องตั้ง “นโมฯ”

    “ได้มีโยมคนหนึ่ง”.. คือ..

    ” อาชญาขุนพิจารณ์ สุวรรณรงค์” เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีอยู่ในอำเภอพรรณานิคม บุตรของพระเสนาณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคมคนที่ ๔ และเป็นนายอำเภอพรรณานิคม คนแรกในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้นมัสการ
    ถามพระอาจารย์มั่นถึงเรื่อง “นโม” ว่าเหตุใดการ
    ให้ทานหรือการรับศีลจึงต้องตั้ง “นโม” ก่อนทุกครั้ง จะกล่าวคำถวายทาน และรับศีลเลยทีเดียวไม่ได้หรือ..?

    พระอาจารย์มั่นได้เทศน์ชี้แจงเรื่อง “นโม”
    ให้ฟังว่า… “เหตุใดนักปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี
    จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดีจึงต้องตั้ง
    นโมก่อน จะทิ้งนโมไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม
    ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จะยกขึ้นพิจารณา ได้ความปรากฏว่า น คือธาตุน้ำ โม คือธาตุดิน พร้อมกับบทพระคาถาขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมฺภโว โอทนกุมฺมา สปจฺจโย สัมภวธาตุ ของมารดาบิดาผสมกันจึงเป็นตัวตนขึ้นมาเมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้วก็ได้รับข้าวสุกและขนมกุมมาสเป็นเครื่องเลี้ยงจึงเจริญเติบโตขึ้นมาได้ “น” เป็น ธาตุ ของมารดา โม เป็นธาตุของบิดา ฉะนั้น เมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจน ได้นามว่า “กลละ” คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ปฏิสนธิในธาตุ “นโม” นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว “กลละ” ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น “อัมพุชะ คือ เป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น “ฆนะ” คือ แท่งและเปสี คือ ชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัว
    ออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็น ปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ ส่วนธาตุ “พ” คือ ลม “ธ” คือ ไฟนั้น เป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลัง เพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจาก” กลละ” นั้นแล้ว กลละ ก็ต้องเข้ามาอาศัยภายหลัง เพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละ ก็ต้องทิ้งเปล่า หรือ สูญเปล่า ลม และไฟก็ไม่มี คนตายลมและไฟก็ดับหายสาบสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุ ทั้ง ๒ คือ นโม เป็น ดั้งเดิม ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย “น” มารดา”โม” บิดาเป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา ด้วยการให้
    ข้าวสุก และขนมกุมมาสเป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอน ความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดา ว่า “ปุพพาจารย์” เป็นผู้สอนก่อนใครๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อ บุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ท่านทำให้กล่าว คือ รูปกายนี้แลเป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นภายนอก ก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น “มูลมรดก” ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่านจะนับจะประมาณ มิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อน แล้วจึงทำกิริยาหาได้แปล ต้นกิริยาไม่มูลมรดก นี้แลเป็นต้นทุนทำการฝึกหัดปฏิบัติตนไม่ต้องเป็นคนจน ทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ นโม เมื่อกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบ หรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้ คือ เอาสระอะ จากตัว “น” มาใส่ตัว “ม” เอา สระโอจากตัว “ม” มาใส่ตัว “น” แล้วกลับตัวมะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ทั้งกายทั้งใจ เต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือ ใจนี้เป็นดั้งเดิมเป็น มหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมดได้ในพระพุทธพจน์ว่า

    มโนปุพฺพงฺ คมา ธมฺมา มโนเสฎฐา มโมยา ธรรมทั้งหลายมีใจ ถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

    พระบรมศาสดา
    จะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจากใจ คือ มหาฐานนี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้สึก นโมแจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมบัติทั้งหลาย ในโลกนี้ต้องออกไป จาก นโม ทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใครต่างคนต่างถือเอาก้อน อันนี้ ถือเอาเป็นสมบัติ บัญญัติตามกระแสแห่งน้ำ โอฆะ จนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลงถือว่าตัว เป็นเราเป็นของเราไปหมด”

    ัครธรรมาจารย์

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
    **************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ
    **********************************

    -น.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ⭐️⭐️⭐️ อีก 8 วัน ปิดยอดรับบริจาค ⭐️⭐️⭐️

    ยอดปัจจัยถวายวัดต่างๆ ณ วันที่ 4 กันยายน 2562 จำนวน 11,378.87 บาท (ปิดยอดรับบริจาค วันที่ 12 กันยายน 2562 เวลา 15.00 น.)

    1f4e3.png 1f4e3.png 1f4e3.png ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยตามกำลังศรัทธา เพื่อถวายวัดต่างๆ ในโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 11 จำนวน 12 วัด จัดโดยชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน พ.ศ.2562 ณ จังหวัดหนองคาย-อุดรธานี-สกลนคร

    1. วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก)
    2. วัดป่าภูก้อน อ.นายูง จ.อุดรธานี
    3. วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี , พระอาจารย์บุญทวี สีตจิตโต)
    4. วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี (หลวงปู่เสน ปัญญาธโร)
    5. วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี (พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต)
    6. วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.อุดรธานี (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)
    7. วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร (หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ)
    8. วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (หนองผือนาใน) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
    9. วัดถ้ำเจ้าผู้ข้า อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (หลวงปู่แก้ว สุจิณโณ)
    10. วัดท่าวังหิน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พระอาจารย์เชาวรัตน์ กัมมสุทโธ)
    11. วัดป่าหนองไผ่ อ.เมือง จ.สกลนคร (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม)
    12. วัดป่านาคนิมิตต์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (หลวงปู่อว้าน เขมโก)

    1f449.png 1f449.png 1f449.png ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญถวายวัดต่างๆ จำนวน 12 วัด ร่วมกับชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ที่ : ธนาคารกรุงไทย สาขายิ่งเจริญปาร์ค ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 452-065864-0 ชื่อบัญชี นางสาวศิริรัฐ ทุมจันทร์

    1f449.png 1f449.png 1f449.png กำหนดการจัดโครงการ : https://www.facebook.com/1376384156019597/photos/a.1376385866019426/2385484105109592/?type=3&theater

    ☎️☎️☎️ สอบถามรายละเอียด โทร. 086-4017809 , 094-0671743

    -อีก-8-วัน-ปิดยอดรับ.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...