ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย na_krub, 12 ตุลาคม 2017.

  1. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    1A83FD1A-A87A-4999-BEF4-18ED35496D74.jpeg
     
  2. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    027A651F-B02D-4AB5-BF7E-BF1939934C69.jpeg

    เราจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ถ้าจิตเรามันตื่นผ่องใสได้ ธรรมที่เราได้ประพฤติปฏิบัติไว้ในความเพียร ในการเจริญมนต์เจริญภาวนาแล้ว ในขณะจิตที่เราสงบปัญญามันจะมารวมตัวกันในขณะนั้น นั้นอย่าได้ทอดทิ้งในการที่เราจะได้ฝึกจิต

    ในจิตที่เราว่างจากความคิดว่างจากอุปาทานเป็นอย่างไร ไอ้ความคิดที่มีความอยาก..อยากจะประพฤติปฏิบัติ อยากจะต้องการหลุดพ้น อยากจะทำความดี อยากจะช่วยเหลือใครๆเหล่านี้ สิ่งความอยากตรงนี้มันไม่ใช่กิเลส มันเป็นเพียงความอยากที่ไปในทางเดินแห่งมรรค อย่างนี้เค้าเรียกว่าความอยากของอริยชน ผู้ที่จะก้าวล่วงการพ้นทุกข์ในคราวต่อไป..

    แต่ว่ากิเลสที่มีความอยากที่เป็นกิเลสนั้น คือความอยากทะยานให้จิตนั้นมันฟุ้งซ่านรำคาญใจ ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน ทำจิตให้วุ่นวาย อย่างนี้เรียกว่ากิเลส ทำจิตให้มันโลภ ทำจิตให้โกรธ ทำจิตให้หลง..อย่างนี้เรียกกิเลส ถ้าจิตปราศจากสิ่งเหล่านี้ แต่มีความปรารถนาอยากพ้นทุกข์ อยากประพฤติปฏิบัติ อยากอบรมบ่มจิต อยากจะแก้ไขตนให้พ้น รู้เท่าทันกิเลส แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ เหล่านี้แลเค้าเรียกเป็นผู้มีญาณทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นคนประพฤติปฏิบัติธรรมมาแล้วไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติแล้วเมื่อสะสมมา เค้าจึงบอกว่าอย่าไปประมาทหรือปรามาสผู้ทรงญาณผู้ทรงสมาธิ เราไม่ได้รู้เลยว่าเค้ามีญาณอะไรมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นคำว่าญาณคือการล่วงรู้ในความเบื่อหน่ายแห่งการเกิด ความล่วงรู้ในสิ่งทั้งปวง แต่เรายังไม่สามารถจะออกจากสิ่งนั้นได้ เค้าเรียกว่ารู้..แต่ว่าเวลามันยังไม่ถึง

    นั่นก็หมายถึงว่าเป็นเพราะอำนาจแห่งกรรมที่ไม่มีใครสามารถจะหลีกเลี่ยงได้ และฝ่าฝืนได้ คือจะต้องชดใช้ คือต้องสนองในกรรมนั้นก่อน แม้ว่าจะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบารมี พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาที่จะต้องชดใช้กรรมก็ต้องเสวยในกรรมนั้น หาว่าจะได้หลีกเลี่ยงได้..ไม่มี

    ดังนั้นผู้มีญาณก็คือรู้ว่าการเกิดมาเป็นทุกข์..นี่คือตัวรู้ รู้ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วมันจะให้ผลอย่างไร..นี่เป็นผู้มีญาณทั้งนั้น แต่ทำไมเมื่อรู้อย่างนั้นแต่ก็ยังทำ..เพราะอำนาจแห่งกรรมโดยแท้ เมื่อเรารู้แต่ไม่สามารถที่จะข้ามกรรมนั้นได้ ก็เพราะเหตุว่าเรานั้นยังไม่รู้โทษรู้คุณมันอย่างแท้จริง

    ถ้าเรารู้โทษรู้คุณมันอย่างแท้จริงแล้ว ไอ้คำว่ารู้แล้ว..เราจะไม่สงสัยในตัวรู้นั้น เมื่อไม่สงสัยข้ามตัวรู้ไปได้นี่แลเค้าเรียกตัวปัญญา ตัววิมุติมันก็แจ้งมันก็เกิด เมื่อมันแจ้งกับจิตแล้ว ความลังเลสงสัยใดๆที่เรานั้นจะสงสัยก็จักไม่มีอีกต่อไป ในการที่เราจะประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงทาน ศีล ภาวนา ว่าการอบรมบ่มจิตให้รู้จักการสละรู้จักการให้นั้นมีอานิสงส์อย่างไร

    ทำจิตให้ตั้งมั่นเบิกบานผ่องใสเพื่อเข้าถึงศีลนั้นมันเป็นอย่างไร ด้วยการเจริญภาวนาและอบรมบ่มจิต ให้เกิดปัญญาตัวรู้รอบแล้วในกองสังขารในกองทุกข์มันเป็นอย่างไร อย่างนี้เค้าเรียกว่าเป็นผู้มีญาณ เหมือนที่โยมมาประพฤติปฏิบัติธรรมก็หวังว่าจักได้วิชาก็ดี จักสะสมบารมี ผู้ที่อยากประพฤติปฏิบัติเหล่านี้เป็นผู้มีญาณทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    คือไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจว่าไอ้ตัวญาณเป็นอย่างไร ญาณคือตัวหยั่งรู้..หยั่งรู้การเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ยังไม่สามารถออกไปได้ แต่ก็รู้ เช่นเห็นคนทุกอย่างเป็นทุกข์ ก็อยากปรารถนาจะช่วยเหลือเค้า คือการสงเคราะห์โลก สงเคราะห์สัตว์ อย่างนี้แลเรียกว่าเป็นผู้มีญาณ เห็นภัยในวัฏฏะ

    แต่ว่ามนุษย์ผู้ใดก็ตามเมื่อยังไม่ถึงวาระกรรมบารมีเต็ม ยังไงก็ต้องเสวยวิบากกรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ผู้ที่มีญาณที่ล่วงรู้แล้วนี่แล หากกรรมมันจะหนักมันก็จะเป็นเบา เพราะเป็นผู้ที่มีตัวรู้คือยังมีสติกำหนดรู้ได้ คือจะไม่ทำอะไรที่เป็นกรรมนั้นหนักจนเกินไปอย่างนี้

    นั้นการฝึกญาณให้หยั่งรู้ก็คือ..หยั่งรู้ในกายนี้ว่ากายนี้เป็นทุกข์เพียงใด การเกิดเป็นทุกข์เพียงใด เมื่อเรามีญาณอย่างแท้จริง ญาณของเรานั้นมันเข้มแข็งแล้ว การจะละในกายก็ดี ละความเพลิดเพลินพอใจก็ดี เหล่านี้มันจะเหลือน้อยลง นั่นก็หมายถึงว่าการเข้าถึงจิตวิญญาณอย่างแท้จริง..

    ยิ่งเราลดปัจจัยในการที่ครองเรือนให้เหลือน้อย อยู่ในปัจจัย ๔ แล้วไซร้ สุขมันก็มีมาก ทุกข์มันก็เหลือน้อย นั่นก็คือภาระหน้าที่ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ปัจจัย ๔ มีอะไรบ้าง ที่อยู่อาศัยนี่ใช่ปัจจัย ๔ มั้ย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาหาร น้ำนี่ถือเป็นอาหารมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เป็นค่ะ) เหล่านี้..

    แต่เมื่อผู้มีญาณแล้วเมื่อไม่ข้องติดกับสิ่งใด ก็แค่จะเหลือแต่อาหารที่จะหล่อเลี้ยงกายสังขาร ก็เรียกว่าเค้าจะละลงไปลงไป แต่ผู้ที่ข้องอยู่อยู่ในโลกนี้ก็ย่อมเป็นทุกข์เป็นธรรมดา เมื่อรู้ว่าโลกนี้เป็นทุกข์เพียงใดแล้วนั่นแลเค้าถึงจะละออก เค้าเรียกว่าถือเพศพรหมจรรย์ก็ดี

    แล้วถามว่าการถือเพศพรหมจรรย์นี้มีคุณมีสมบัติมีประโยชน์อย่างไร ก็เมื่อโยมมีความเชื่อมั่นศรัทธาในทางเดินแห่งมรรค ทางเดินของโยมนั้น..อุปสรรคมันก็น้อย แต่ถ้าโยมยังครองเรือนอยู่มันก็เป็นธรรมดา..อุปสรรคมันก็มาก นั้นศีลที่เราจะอยู่ด้วยกันนั้นมันก็ต้องมีความเสมอภาคกัน เมื่อเสมอภาคกันแล้ว..ทานในการให้มันก็ต้องทำมาพอๆกัน ศรัทธามันก็ไปในทางเดียวกัน ในความคิดมันก็ต้องไปในทางเดียวกัน

    คำว่าไปทางเดียวกันเสมอกัน..คือไปในทางเหมือนๆกัน คล้ายๆกันนั่นแล ดังนั้นแล้วถ้าทางใดเราหาแบบนั้นไม่ได้ ขอให้เราเลือกเดินคนเดียวไปคนเดียวโดยลำพัง เพราะเมื่อถึงเวลาแล้วเราเกิดมาผู้เดียวเราก็ต้องตายผู้เดียว อย่างที่ฉันบอกเมื่อเรานั้นช่วยเหลือตัวเองได้ เราจะย้อนกลับไปช่วยใครก็ยังได้ แต่ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้..แม้คนที่จะให้เราช่วยอยู่ตรงหน้าเรา เราก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้

    แม้โยมจะมีคุณวิเศษมีตาทิพย์ญาณทิพย์อะไรก็ตาม..ว่าไอ้บุคคลนี้อีกไม่นานเค้าต้องมีวาระกรรมที่มาพิพากษา เกิดอุบัติเหตุแห่งกรรมก็ดี แต่ถึงแม้โยมรู้แต่ก็ช่วยเค้าไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าอาจจะตายต่อหน้าเราก็ได้ มีอยู่หนึ่งอย่างที่ว่าเราจะช่วยเค้าได้ ก็คือเมื่อรู้ว่าวาระกรรมเค้าจะมาถึงให้เราแผ่เมตตาให้เค้าเสีย เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่เป็นสิ่งที่เราช่วยได้

    ถ้าโยมไปบอกเค้าว่าเค้าจะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้ กรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครฟังใครได้ เพราะกรรมมีอำนาจเหนือกว่า เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราก็ไม่สามารถรับแทนเค้าได้ ถ้าฟ้าผ่ามาตรงนั้นพร้อมกัน หากเราไม่มีกรรมเกี่ยวพันกับเค้า เราก็ไม่มีที่จะต้องไปมีอุบัติเหตุกรรมกับเค้าได้ แต่ถ้าเราเคยร่วมกรรมกันมา..ยังไงมันก็ต้องดึงให้เรานั้นไปรับเสวยกรรมเหมือนกับเค้า

    ดังนั้นแล้วการเป็นผู้ที่รู้และมีญาณหยั่งรู้มันก็ดีอย่างหนึ่ง คืออย่างน้อยให้ช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากทุกข์นั่นเอง เมื่อเรามีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย เราก็จะขวนขวายพากเพียรในการปฏิบัติ แล้วไม่มีการยี่หร่ะย่อท้อในการประพฤติปฏิบัติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  3. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    A2953D8F-385B-41C0-8DA9-B1E5C3E4E56C.jpeg

    เราสอนคนอื่นน่ะ..เคยสอนตัวเองได้บ้างรึยัง เราต้องสอนตัวเองให้ได้ ไม่ใช่เที่ยวไปพร่ำสอนคนอื่น เราต้องสอนตัวเอง เตือนตัวเอง ตำหนิตัวเองให้ได้ ลดละอารมณ์อัตตาตัวเองให้ได้ ถ้าตัวยังพองเหมือนอึ่งอยู่ยังใช้ไม่ได้ พอมีความโกรธมีผัสสะมากระทบหน่อยมีอารมณ์น่ะ..เค้าเรียกว่าเหมือนอึ่งทำตัวใหญ่

    มันต้องเท่าทันอารมณ์ ผู้นักปฏิบัติ..ต้องไม่มีพิษไม่มีหนาม คือต้องมีเมตตามีพรหมวิหารเป็นเครื่องอยู่ ใครไม่มีพรหมวิหารเป็นเครื่องอยู่นี่..แม้จะมีการรักษาศีลก็ตาม เจริญซัก ๑๐๐ ปี..ศีลก็ยังด่างพร้อยอยู่อย่างนั้น เพราะพรหมวิหาร ๔ เป็นที่รองรับศีล เป็นที่รองรับธรรม เป็นที่รองรับปัญญาวิปัสสนา เป็นที่รองรับพระนิพพานทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นพรหมวิหาร ๔ มีอะไรบ้าง เมตตาเรามีให้กับคนอื่น มีให้กับตัวเอง เราอยากให้ตัวเองนั้นพ้นทุกข์ เราเองก็อยากมีสุข ถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราก็อยากให้คนอื่นมีเหมือนแบบเราอย่างนั้น..นี่เรียกมีความเมตตา มีเมตตามีกรุณาเป็นอย่างไร อยากช่วยเหลือถ้าใครเป็นทุกข์ มุทิตาเป็นยังไงจ๊ะ มีความยินดีกับคนอื่นเค้า อย่างนี้เค้าเรียกว่ามุทิตา ไม่อิจฉาไม่ริษยา ไม่อาฆาตไม่พยาบาท นี่เค้าเรียกมุทิตา จนนำไปสู่การวางเฉยได้ถ้าเราช่วยใครไม่ได้..

    ถ้าเราพอที่จะช่วยได้ ยื่นมือช่วยได้ นั่นเรียกว่ามุทิตาทั้งนั้น อยากช่วยเหลืออยากสงเคราะห์คือมีความกรุณา มันเป็นอย่างนั้นรึเปล่าผู้นักปฏิบัติ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นเรายังห่างไกลจากการเป็นผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ยังไม่ใช่สมณชีพราหมณ์ แสดงว่าเป็นพวกอลัชชีทั้งนั้น..

    รู้จักอลัชชีมั้ยจ๊ะ ฉันถามว่าอลัชชีพวกโยมรู้จักรึเปล่า ต่อไปมันจะมีอลัชชีมาก อลัชชีนั้นหมายถึงว่าปฏิบัติตามมรรคข้อปฏิบัติ อ้างข้อปฏิบัติแต่ทำไม่ได้ นี่เรียกเป็นพวกอลัชชี ตั้งกฏมามากมายแต่ปฏิบัติไม่ได้เลย ฉันถึงบอกว่าโยมต้องมีพรหมวิหาร ๔

    แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติมากๆเข้าแล้วจะเรียกว่าใกล้เข้าถึงสวรรค์ เข้าถึงนรก บุคคลผู้นั้นแลจะพ้นจากนรกสวรรค์ เข้าแดนนิพพานทั้งหมด..เพราะอะไร เพราะมนุษย์นั้นเชื่อเรื่องกรรมดี เชื่อเรื่องกรรมชั่ว เชื่อว่าเมื่อทำดีไปสวรรค์ เมื่อทำชั่วต้องลงนรก พวกนี้จะมีหิริโอตัปปะ

    แต่ถ้าพวกโยมไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มันมีจริง พวกนั้นจะไม่มีหิริโอตัปปะ นั้นฉันบอกว่าบุญคือความสุข คือความเย็นจิตเย็นใจ คือความสบายใจ กุศลคือความฉลาดของจิต นั้นสิ่งใดที่โยมทำอยู่แม้จะเป็นความคิด คิดดี คิดปรารถนาดีกับคนอื่น จิตใจเราจะเร่าร้อนหรือมีความสงบ เคยรู้มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : มีความสงบค่ะ) เมื่อเราคิดพยาบาทใครอิจฉาใครจิตใจเราเป็นยังไง (ลูกศิษย์ : เร่าร้อน) เออ..เราไม่ต้องให้ใครตรวจ เราก็ตรวจของเราได้อยู่แล้ว ใช่มั้ยจ๊ะ

    ถ้าเกิดสภาวะแบบนั้นต้องทำอย่างไร เคยเพ่งโทษมันรึเปล่าจ๊ะ ต้องตรวจดูหรือว่าต้องไปอาฆาตพยาบาทแก้แค้นไอ้คนนั้นมัน ที่มันเกินหน้าเกินตาเรา แสดงว่านรกกับสวรรค์นี่มันอยู่ที่ไหนจ๊ะ (ลูกศิษย์ : อยู่ที่ใจเจ้าค่ะ) แสดงว่าอยู่ใครที่จะไปที่จะเลือก..อยู่ที่เรามั้ยจ๊ะ มนุษย์เลือกได้ สร้างสวรรค์นรกได้ คนที่สร้างสวรรค์นรกคือมนุษย์เป็นผู้สร้างนะจ๊ะ อยู่ที่โยมจะไป..

    บางคนก็สร้างเมืองนิพพานเอา..อยู่ที่การเกิดเป็นมนุษย์ทั้งนั้น ที่จะสามารถเลือกสวรรค์ พระนิพพาน แม้แต่นรกอเวจี มนุษย์สามารถเลือกได้ ความเป็นมนุษย์มันเหนือกว่าเทพเทวดาตรงนี้ ถ้าโยมเป็นมนุษย์แล้วไม่ไขว่คว้าโอกาสตรงนี้ที่มีกายสังขาร เพราะเรามีกายนี้ ยังมีกายเทพ พรหม เทวดา มนุษย์ เปรต อสุรกาย และต่ำลงไปกว่านั้น มีทั้งหมดอยู่ในนี้..

    โยมฝึกจิตให้เป็นอย่างไร โยมก็สามารถสื่อสารกับสิ่งเหล่านั้นได้ ฝึกจิตให้เป็นเทพเทวดา โยมก็สามารถคุยกับเทพเทวดาเค้าได้ เพราะว่าเมื่อจิตมันเสมอเหมือนกัน เรียกว่าศีลมันเสมอเหมือนกัน ศักดิ์มันเหมือนกันเท่ากัน มันก็คุยกันได้ คนที่จิตใจเป็นอกุศลมันก็จะมีแต่สิ่งที่ไม่ดีคอยมาบอกมากล่าวให้ทำอย่างนั้น..

    จิตเราเนี่ยะฝึกได้ โยมอยากเป็นอรหันต์โยมก็ต้องฝึกจิตให้เป็นอรหันต์ จิตพระอรหันต์เค้าทำยังไง โยมตอบไม่ได้เพราะไม่เคยเป็นพระอรหันต์..หรือยังไง จิตเทวดาเป็นยังไง (ลูกศิษย์ : มีหิริโอตัปปะ) อืม..อันนี้อาจจะเคยเป็นได้บ้าง แต่ส่วนมากเทวดาอยู่บนสวรรค์ได้ไม่ค่อยนาน ร่วงมาหมด..อยากเกิด นั้นเราอยากจะเป็นอะไรเราก็ฝึกจิตให้เป็นสิ่งนั้น

    แสดงว่ามนุษย์นี้มีโอกาสมากมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : มากครับ) แต่ส่วนมากพวกโยมไม่ค่อยเห็นโอกาส แต่ชอบทำลายโอกาส ฉันถึงบอกว่าคนที่มาเจริญทาน ศีล ภาวนา มาสวดมนต์ มาอบรมบ่มจิต ได้รักษาศีล ได้เจริญเมตตา ได้สวดมนต์ ได้ฟังธรรม เป็นบุญยิ่งนัก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  4. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    C870AA83-8369-4924-8190-11D2D2E9CCA8.jpeg

    หลังชีวิตที่โยมจะตายไปนี้ มีแต่บุญเท่านั้นที่จะรองรับ คอยหนุน คอยส่งคอยเสริม เหมือนเสบียงเหมือนอาหารเมื่อยามเราหิว แม้แต่ในขณะปัจจุบันแห่งภพนี้ กรรมในอดีตที่เป็นกรรมชั่วที่เราทำไว้ แต่เมื่อเราทำกรรมดีไว้นี่แล มันจะช่วยไปค้ำจุนผดุงกรรมในกรรมในอดีตไว้ได้ ไม่ให้มันลุกลามบานปลาย แม้จะหนักมันก็เป็นเบาได้ บุญทั้งนั้นที่โยมได้เจริญอยู่ ที่เค้าตามให้ผลอยู่..บุญทั้งนั้น

    อย่าได้ไปเรียกร้องเทพเทวดาฟ้าดินว่าเค้าไม่ช่วยเรา แต่ถามว่าโยมสร้างบุญสร้างกุศลอะไรบ้าง ช่วยเหลือตัวเองบ้างหรือยัง หรือกินแต่บุญเก่า คนที่มีโอกาสได้มาเจริญภาวนาสวดมนต์ ได้มาอบรมบ่มจิต ได้มาอยู่วิเวกสัปปายะสันโดษ โดยที่ไม่มีภาระ นี่เค้าเรียกว่าใกล้หมดเวรหมดกรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ เรียกว่าต้องมีบุญอย่างมาก เพราะถ้าไม่อย่างนั้นโยมจะภาวนาอยู่ เดี๋ยวลูกเมียลูกผัวก็รบกวน ใช่มั้ยจ๊ะ

    แต่เปล่า..ตรงกันข้ามคนที่มาบวชมาภาวนาไม่เห็นความสำคัญอย่างนั้น นั้นขอให้จำเอาไว้ โยมต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้ ใจตนเองนี้แลถ้าเราเอาชนะไม่ได้ อย่าได้ไปดับพวกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่มันจะมาผัสสะกระทบ..โยมดับมันไม่ได้ เพราะใจเรายังมีเหตุ ยังเร่าร้อนอยู่ ยังมีเชื้ออยู่

    ถ้าดับใจได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเมื่อจะสัมผัสอะไรมันก็ดับได้หมด..ถ้าดับใจได้ เพราะเหตุประธานแห่งกรรม เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย..มันอยู่ที่ใจของโยม คือให้รู้เท่าทันจิตเท่าทันใจ ไอ้ตาที่มันจะมาผัสสะมากระทบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเหล่านี้ ถ้าดับที่ใจได้แล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร..มันก็ดับได้

    นั้นอย่าไปตามรู้ ถ้ายิ่งตามรู้จิตยิ่งปรุงแต่ง แต่ให้กำหนดรู้ ตามรู้กับกำหนดรู้มันต่างกันแล้วทีนี้ กำหนดรู้คือตัวมีสติเฉพาะหน้าในขณะที่สิ่งที่ทำให้เรารู้ แล้วไอ้ที่เรารู้นั้นแลเราไปปรุงแต่งตัวรู้หรือไม่ แล้วที่รู้น่ะมันรู้มาอย่างไร ถ้ารู้นั้นมันเป็น..รู้ในด้านอกุศลหรือกุศล แล้วเราให้ความสำคัญให้ความพอใจให้ความเพลิดเพลินมันหรือไม่

    ถ้าเรารู้แล้ววางตัวรู้นั้นได้..นิโรธมันก็บังเกิด นั่นเรียกว่ากรรมก็ดับ ถ้าเราไม่ไปติดใจไม่ไปพอใจ ภพชาติก็ดับในตอนนั้น ฝึกแบบนี้..นี่เรียกว่าวิปัสสนา นี่เรียกว่ากรรมฐาน อย่าไปตามรู้แต่ให้กำหนดรู้ ตามรู้เป็นอย่างไร การตามรู้คือการส่งจิตออกไปภายนอก คือการปรุงแต่งของจิตของอารมณ์นั่นแลเรียกว่าตามรู้ ไม่มีทางที่จิตจะสงบได้เลย..

    นั้นกรรมฐานเจริญวิปัสสนาเนี่ยะ..ตัวรู้กับตัวสติในการกำหนดรู้เท่าทันจึงต่างกัน นั้นคนที่มีสติตั้งมั่นมีสมาธิเค้าจะกำหนดรู้ กำหนดรู้..รู้แล้ววาง ไอ้ตัววางนี่แลคือนิโรธ ถ้ามันวางไม่ได้นิโรธก็เกิดไม่ได้เช่นเดียวกัน เมื่อนิโรธเกิดไม่ได้มันดับอารมณ์นั้นไม่ได้..มันก็ค้างอยู่อย่างนั้น มันก็จะมีความลังเลสงสัย การจะไปพิจารณาธรรมวิปัสสนาเดินญาณมันก็เดินไม่ได้

    นั้นเราต้องวาง อย่าไปยึดในทุกสรรพสิ่ง รู้แล้ววาง รู้แล้วถึง..ถึงรู้แล้วทิ้งรู้ให้ได้ เพราะตัวรู้ที่แท้จริงมันไม่ใช่เกิดจากตัวเราไปคิดปรุงแต่ง เพราะตัวปัญญาตัววิปัสสนาญาณต้องรู้ด้วยจิตของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องนึกคิด เพราะคำว่านึกยังเป็นสัญญาความจำมั่นหมายอยู่ ยังเป็นของโลกๆที่ยังไม่ข้ามสมมุติบัญญัติ คือสัญญาที่เราจำไว้ ยึดมั่นถือมั่นไว้ ไม่ว่าอดีตภพไหน

    นั้นขอให้รู้..ผู้นักปฏิบัติทั้งหลายชอบหลงตรงนี้ หลงว่าตัวเองเห็นอย่างนั้นรู้อย่างนี้ นี่เค้าเรียกว่ายังรู้ไม่จริง เพราะยังไม่รู้เท่าทันในสังขารตัวเองแห่งความคิด ว่าไอ้ความคิดนั้นมันเป็นความคิด มันเป็นสัญญา มันเป็นความจำ..แยกกันไม่ได้ เมื่อแยกไม่ได้มันยังไม่เข้าถึงวิปัสสนาญาณ ยังไม่รู้เท่าทันความคิดตัวเอง นี่เรียกความหลง มันไม่ใช่วิชชา..มันเป็นอวิชชา

    อย่างที่ฉันบอกถ้านั่งสมาธิแล้วยังมีความเคลิบเคลิ้มมีความง่วงอยู่ จิตยังไม่สว่างยังไม่ตื่นรู้ ไม่สามารถข้ามนิวรณ์ได้ โยมจะเอาอะไรมาคุยได้ว่าโยมเจริญกรรมฐานอยู่ เห็นนั่งสมาธิกันนั่งคำนับกันใหญ่เลย คำนับ ๑ คำนับ ๒ คำนับ ๓ พวกนี้หลงศาลมา ชอบคำนับ เพราะคนที่เข้าสมาธิได้จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นน่ะกายมันก็จะตั้งมั่นไปในตัว จำไว้นะจ๊ะ

    เพราะกายกับจิตนี่..เมื่อจิตมันตั้งมั่นแล้วกายมันก็ต้องตั่งมั่น อ้าว..ไม่งั้นจะเรียกว่ากาย วาจา ใจนี่มันต้องสงบ ถ้ามันยังคำนับ ๑ คำนับ ๒ อยู่เนี่ยะมันไม่ได้ตั้งมั่น สติมันยังระลึกไม่เท่าทันเลย เพราะถ้าตั้งมั่นมันต้องรู้ว่าตอนนี้มันคำนับอยู่แล้ว คำนับ ๒ คำนับ ๓ แล้ว..

    เค้าถึงบอกว่าการดูลมหายใจ สมถะดูลมนี่เค้าเรียกดูกาย แสดงว่ายังมีสติอยู่ในกาย อันดับแรกเราต้องภาวนาจิตดูลม ดูกายในกาย ดูจิตในจิตให้ได้ก่อน นี่คือวิตกวิจารคือปฐมฌานขั้นตน ทำตัวนี้ให้มันคุ้นเคยเหมือนเราเขียน ก.ไก่ ไม่ว่าโยมจะเดินเจริญฌาน ๔ วิปัสสนาอะไรก็ตาม เราต้องวิตกวิจาร..เพราะอะไร

    เพราะเราไม่ใช่นักบวช แม้นักบวชก็ยังทำไม่ได้ เพราะไม่สามารถทรงศีลได้ตลอดทั้งวี่ทั้งวัน จิตมีการแตกแขนงออกไปตลอดเวลาของอารมณ์ เพราะฉะนั้นเราต้องเกลี้ยกล่อมจิตก่อน อันดับแรกก็ต้องมีภาวนา คือการเรียกจิตเข้ามา ให้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมมันประชุมธาตุกัน ให้จิตมันตั้งมั่นมีกำลัง เช่นว่าการภาวนา หรือกำหนดรู้วิตกของอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เอามาเป็นอารมณ์อย่างนี้..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  5. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    4B313F20-E3AF-4658-9DC8-597EFEF881D5.jpeg

    คำว่าปฐมฌานคือชั้นต้นของมัน เราต้องมีการภาวนา เมื่อเราภาวนาสิ่งใดอยู่..อย่างอื่นเราต้องตัดออกไปเสียให้หมด อย่าได้สนใจว่าอาจารย์นั้นสอนมาอย่างนี้..ไม่ต้องสนใจ แต่เมื่อเราทำสมาธิภาวนาจิตไปภาวนาจิตไป เมื่อถึงจิตมันสงบนิ่งแล้ววิชชาทั้งหลายที่โยมฝึกมาจะได้ใช้ตอนนั้น

    แต่ตอนขั้นต้นในปฐมฌานต้องทิ้งทุกตำรา เอามาใช้ไม่ได้ตอนนั้น จำไว้นะจ๊ะ เพราะเอามาใช้ได้อย่างไร เพราะจิตโยมยังไม่สงบ จิตไม่สงบโยมไปอ่านอะไรก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้ามันสงบแล้วจิตมันจะสอนของมันเอง เออ..เพราะจิตมันคือตัวรู้ ไอ้ตอนที่โยมยังไม่มีสติมันยังไม่รู้อยู่น่ะ..โยมจะสอนตัวมันเองได้อย่างไร เค้าต้องมีพื้นฐานก่อน

    พื้นฐานจิต..ต้องมีอะไรก่อน จิตต้องสงบก่อน ต้องมีศีลก่อน ต้องมีทานก่อน ถึงจะรองรับภูมิธรรมภูมิปัญญา ไม่ใช่นั่งเริ่มสงบปั๊บยังไม่สงบดี ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ สวดมนต์สงบนิดๆหน่อยๆก็อยากจะนั่ง ตัวนี้เรียกว่าเป็นอุปกิเลสทั้งนั้น นั้นขอให้โยมมีทาน ศีล ภาวนาก่อน มีพื้นฐานก่อน นั้นจึงเรียกว่ากรรมฐาน เป็นฐานที่รองรับการงานของจิต ตรงนี้ต้องให้เข้าใจก่อน

    มันจึงมีสมถกรรมฐาน..คืออะไรสมถกรรมฐาน คือการดูเอาความสงบเป็นอารมณ์นี่สมถกรรมฐาน เช่นภาวนาจึงเรียกว่าสมถะ แล้วก็วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานเป็นยังไง คือการหยิบยกอารมณ์แห่งกรรมฐาน คือการพิจารณาอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งให้จิตเราได้เห็นความหดหู่ ความสลดสังเวชของกายก็ดี ของอารมณ์เหล่านั้นก็ดี ให้เห็นกฏแห่งไตรลักษณ์แห่งตัวทุกข์..ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาอย่างนี้ สลับกับสมถะ

    เมื่อเราดูกาย..ดูกายสงบเราก็มาดูจิต จิตก็คือดูอารมณ์ ต้องรู้อารมณ์ของจิตของเรา..คือจริต บางคนมีราคะจริตมาก บางคนมีโทสะจริต มีโมหะจริตคือความหลง ความไม่รู้ คือต้องพิจารณาใช้ปัญญา ราคะจริตก็คืออะไร..มีความกำหนัดมาก แม้นั่งอยู่เมื่อหลับตาก็ดีก็มีความกำหนัดมีความอยาก บางคนมีความง่วงก็ดี นี่เค้าเรียกกำหนัดทั้งนั้น บางคนมีปฏิฆะพอใจในรูปในราคะนั้นอย่างนี้

    เค้าก็จึงมีวิธีให้พิจารณาให้เห็นของตรงกันข้ามของอารมณ์นั้น คือเอามาแก้กัน อย่างนี้เรียกวิปัสสนากรรมฐาน สลับกับสมถกรรมฐาน คือภาวนาเข้าไปเป็นอารมณ์อยู่อย่างนี้ นั้นเราจะเห็นแต่จิตของเราอย่างเดียว เห็นแต่อารมณ์ของเราอย่างเดียว เห็นจิตเฉพาะหน้า จิตเราจะไม่ส่งออกไปข้างนอก ทำอยู่อย่างนี้จนสงบตั้งมั่นของมัน

    แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสติสมาธิมันเริ่มมีกำลังแล้ว เมื่อเราภาวนาไปมากๆสลับกับการพิจารณาละอารมณ์ไป ละอารมณ์ไป ละอารมณ์ไป จนถึงที่สุดอารมณ์มันดับ..นิโรธบังเกิดนั่นเอง เราภาวนาไปมันจะเกิดปิติ ปิติเกิดอย่างไร รู้สึกว่ามีความซาบซ่านมีความสุข แสดงว่าจิตเราเริ่มตื่นมีกำลัง

    พอเรามีกำลังแล้วสามารถข้ามนิวรณ์ได้ แต่ก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เช่นข้ามความง่วงได้ ความสงสัยตอนนั้นไม่มี ราคะตอนนั้นก็ไม่มี เมื่อฌานบังเกิดสมาธิบังเกิดแล้ว จะให้มีอารมณ์ตอนนั้น..มันก็จะเฉยๆ เพราะมันจะเข้าไปในอุเบกขาฌานแล้วตอนนี้

    เค้าจึงบอกว่าให้เราพิจารณาภาวนาไป เมื่อถึงขั้นของจิตแล้ว จิตที่เข้าถึงความสงบแล้ว จิตที่จะสงบได้จิตมันต้องว่างจากความคิดให้ได้เสียก่อน ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต รู้อยู่แต่เฉพาะหน้าของจิตในขณะนั้น เค้าเรียกว่าเอกัคคตา..จิตตั้งมั่น

    เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว รู้ ได้ยิน สมาธิที่บอกว่าสงบ..ไม่ได้บอกว่าใครพูดอะไรแล้วไม่ได้ยิน..ได้ยิน แต่จิตไม่ยึดสิ่งที่ได้ยินมาเป็นอารมณ์ นั่นเค้าเรียกว่ามีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิพอได้ยินแล้วจิตมีความฟุ้งซ่าน นั่นเรียกว่าจิตเรานั้นไม่เท่าทันในสิ่งที่ได้ยิน จิตยังไม่ตั้งมั่น จิตยังไม่มีกำลัง

    เพราะจิตที่วางอุเบกขาหรือจิตที่เป็นสมาธิแล้ว จิตจะไม่มีโมหะจริต ราคะจริต โทสะจริตเข้าไปเกี่ยวข้องในอารมณ์นั้น เค้าเรียกว่าสักแต่ได้ยิน สักแต่ได้รู้ แม้ความคิดก็สักแต่ว่าคิดอย่างนี้ เพราะมันอยู่ในอุเบกขาฌาน อุเบกขาแปลว่าวางเฉย ฌานคือการเพ่งของอารมณ์นั้น อย่างนี้ต้องทำอารมณ์นี้ให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เพื่ออะไร..ที่ต้องทำอารมณ์นี้ให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตนั้นมันชินกับอารมณ์นี้

    เมื่อจิตมันวางอยู่บ่อยๆ จิตมันว่างอยู่บ่อยๆในความสงบอยู่บ่อยๆ จิตมันจะดื่มด่ำอมตะรสแห่งธรรมไว้ แล้วเมื่อถึงขั้นนั้นแล้วจิตมันจะสอนตัวมันเอง มันจะสลับกับการมาดูจิตแล้ววิตกอารมณ์ที่เกิดขึ้น พิจารณาธรรมของมัน ฉันจึงบอกว่าให้เรานั้นตรึกตรองพิจารณาในกายสังขาร คือสติปัฏฐาน ๔ น้อมจิตเข้าไปในสติปัฏฐาน ๔

    บุคคลที่จะตัดละสังโยชน์ในกายก็ดี ในภพชาติก็ดี ในทางเดินแห่งมรรคก็ดี เมื่อจิตเรานั้นเข้าถึงอุเบกขาฌานแล้ว ในอุเบกขาฌานนี้ถ้าเราไม่น้อมจิตมาพิจารณาธรรมมันจะวางเฉยอยู่อย่างนั้น นั้นเอาความว่างเอาความสงบนั้นแลแห่งการวางเฉย การวางเฉยไม่ได้บอกว่าเราไม่ได้สนใจอะไร แต่การวางเฉยนั้นหมายถึงว่าเราวางจิตนั้น ไม่ส่งใจออกไปภายนอก จิตที่ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจแล้วเหมาะกับจิตที่เราจะไปอบรมบ่มจิต คือการพิจารณาธรรม

    นั้นเราก็น้อมจิตเข้าไปในสติปัฏฐาน ๔ คือดูกายในกาย คือยังรู้ลมอยู่ในกาย แม้ลมนั้นจะละเอียดก็รู้ ปราณีตก็รู้ สัมผัสไม่ได้ก็รู้ นี่เค้าเรียกรู้กายในกาย เวทนาในเวทนาคืออะไร เมื่อรู้กายในกายแล้ว เราต้องรู้จิตว่าสภาวะจิตตอนนี้เป็นอย่างไร ต้องรู้เวทนาในเวทนาของอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้น..ตั้งอยู่ในขณะนี้ มันสงบจริงมั้ย มันว่างจริงมั้ย อย่างนี้..เราจะสามารถดูจิตเราได้

    จิตเป็นอย่างไรตอนนี้ จิตยังมีราคะอยู่มั้ย โทสะล่ะยังมีอยู่มั้ยดูซิ..นี่เค้าเรียกว่าการตรึกตรองพิจารณาในอิทธิบาท ๔ ของอารมณ์ ก็วิมังสาคือการพิจารณา เมื่อเราจดจ่อตรึกตรองของจิตแล้ว เราต้องพิจารณาอีก นี่เค้าเรียกวิปัสสนา เข้าไปใช้ญาณหยั่งรู้ในจิตเข้าไป ในขณะที่โยมพิจารณาในธรรมสภาวธรรมข้อนี้ ในสติปัฏฐาน ๔ นี้..นี่คืออยู่ในฌาน ๔ ทั้งนั้นนะ อยู่ในวิตก วิจาร ปิติ สุข เค้าเรียกว่าอยู่ในปิติและสุขอยู่ เพราะโยมถอยลงมาแล้วในอุเบกขาฌาน

    นั้นบุคคลที่จะไปพิจารณาธรรมให้ละเอียดอย่างนี้ได้ แสดงว่าฌานของโยมนั้นตั้งมั่นแล้ว สมาธิโยมตั้งมั่นแล้ว ไม่งั้นจะเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนาไม่ได้ เมื่อโยมพิจารณาอย่างนี้โยมจะเห็นธรรมเกิดขึ้น ธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง คือธรรมสังเวช ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล นี่เค้าเรียกว่าเจริญวิปัสสนาญาณ เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  6. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    35DD1CA3-A659-4D78-981A-75E1BB0947D8.jpeg
     
  7. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    B280C512-4DE0-4210-8F6A-4F6748B06320.jpeg

    วิปัสสนากรรมฐานอาศัยสมถกรรมฐานนี่แลเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง โยมจะเจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่มีสมถะไปหล่อเลี้ยง..ไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นอะไร (ลูกศิษย์ : เป็นพื้นฐานค่ะ) มันเป็นอะไรพื้นฐาน..มันเป็นรูปฌาน รู้จักรูปฌานมั้ยจ๊ะ รูปฌานคือต้องอาศัยกายมั้ยจ๊ะ ที่จะต้องรู้สึกและพิจารณาธรรมได้ รู้จักรูปฌานมั้ยจ๊ะ ฌานที่มีรูป ฌานที่อาศัยรูป แสดงว่าต้องอาศัยสมถะมั้ยจ๊ะ
    ถ้าอรูปฌานนี่..ไม่มีแล้วในรูป ไม่สามารถจับรูปได้พิจารณารูปได้ ดังนั้นแล้วถ้าอยู่ในฌาน คนที่จะเกิดปัญญามันต้องพิจารณาตรงนี้..สติปัฏฐาน ๔ ย่อมทำให้มนุษย์ทั้งหลายหรือพระอริยสงฆ์นั้นหลุดพ้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นสมถะโยมต้องฝึกให้มันมาก เมื่อมากแล้วอาศัยสมถะนี้เจริญวิปัสสนา ถ้าไม่งั้นต้องเจริญไปคู่กันสลับกันไป เมื่อสลับจนถึงจิตที่โยมว่างแล้วคือจิตที่สงบ แล้วน้อมจิตเข้ามาพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ ไอ้ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ นี่ โยมจะรื้อค้นภพชาติได้ จะระลึกชาติเห็นภพชาติที่เกิดก็เห็นตอนนี้ได้ เห็นตอนเราพิจารณานี่..สังสารวัฏนี่ ไอ้ภพชาตินี่ ภัยในวัฏฏะนี่ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกายมันมีอะไร มันมีแก่นสารอะไรบ้าง มันฉาบโรยด้วยอะไรในเนื้อหนังมังสานี้ อาหารเก่า อาหารใหม่ ของหมักดองปฏิกูลทั้งหลายให้พิจารณาอย่างนี้

    เอาให้ได้ในหัวใจของกรรมฐาน ให้ละจนถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุดแล้วโยมจะเห็นจิต แม้นจิตก็ไม่ใช่จิตแล้วตอนนี้ จะเห็นตัวธรรมปรากฏขึ้นมา นี่คือหัวใจของกรรมฐาน ถ้าโยมปฏิบัติอย่างที่ฉันบอก นี่เค้าเรียกว่าได้อมตะรสของธรรม ถ้าได้แบบนี้ แล้วพิจารณาบ่อยๆ ชื่อว่าผู้นั้นไม่ห่างไกลพระนิพพานเลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าโยมนั่งเจริญสมถะแต่ไม่สามารถข้ามนิวรณ์ได้..ยังไม่พ้น ตัดภพชาติไม่ได้ ยังห่างไกลพระนิพพาน เพราะโยมไม่รู้ว่าสมถะนั่งไปทำอะไร ฌานมีไว้ทำอะไร ญาณมันคืออะไร วิปัสสนากับวิปัสสนึกมันคืออะไร ๒ อย่างเท่านั้น สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน..นั้นต้องพิจารณาให้ได้

    บางคนนบอกว่า โอ..ฉันก็เคยพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ เนี่ยะ จริงอยู่..แล้วโยมมีกำลังของสติในการไปพิจารณามากแค่ไหน ตรงนี้ก็สำคัญ ไอ้ตอนที่โยมไปพิจารณาน่ะมันเป็นกำลังของสมาธิอ่อนๆ พอกำลังสมาธิมันหายไปเนี่ยะ มันก็พิจารณาให้เห็นจริงไม่ได้ มันแค่นึกเอา มันไม่ได้พิจารณาด้วยปัญญาหยั่งลึกลงไป ให้เห็นชัดด้วยปัญญา เห็นจากนิมิตที่เห็นกับความจำที่เราเคยไปรู้ไปนึกเอา..นั่นจึงเรียกวิปัสสนึก

    มันเป็นเพียงอุบายทำให้จิตเรานั้นละคลายอารมณ์นั้นออกไป แต่มันไม่ได้ถูกตัดด้วยปัญญาคือวิปัสสนาญาณ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ฉันจึงบอกว่าไอ้คนที่นั่งสมาธิอยู่ในฌานอยู่ในสมาธิน่ะ มีตัณหาเกิดขึ้นก็วางได้ ไม่ปรุงแต่งต่อ อ้าว..ก็ในขณะนั้นมันไม่ต่างอะไรกับหินทับหญ้า อยู่ในฌานน่ะ มีใครทำให้โกรธ หรือมีระลึกถึงความโกรธความไม่พอใจก็ยังวางเฉยได้อยู่ แล้วพอออกมาจากสมาธิล่ะ แล้วทำไมไอ้ตัณหาไม่หายไปล่ะ ความโกรธไม่หายไปล่ะ ความขี้น้อยใจไม่หายไป ทำไมมันยังอยู่ล่ะ..

    นั่งสมาธิมานับแล้วหมื่นแสนพันชั่วโมง ทำไมมันยังอยู่ล่ะ ทำไมยังตามมาอยู่ล่ะ โยมเคยคิดบ้างมั้ยจ๊ะ ทำไมตัวอกุศลพวกนี้ยังไม่ตาย..เพราะอะไร ก็นั่งกรรมฐานมาตั้งมากแล้ว ตอนนั่งอยู่ไม่โกรธใคร ไม่อยากได้อยากดีอะไรนัก แต่พอออกจากสมาธิภาวนา อ้าว..อยากอีกแล้ว หิวอีกแล้ว คันปากอีกแล้ว คอยจับผิดอีกแล้ว เป็นเพราะอะไรจ๊ะ

    เพราะเราไม่ได้เพ่งโทษหรือตัดละอารมณ์ในขันธ์ ๕ เห็นมั้ยจ๊ะ เพราะเราไม่ได้เจริญวิปัสสนาญาณ มันจึงไม่เห็นด้วยปัญญาอย่างแท้จริง คือไม่รู้โทษรู้คุณของมัน ไอ้ตอนที่โยมนั่งสมาธิอยู่ในฌานในความสงบ..ความโกรธฉันก็ไม่โกรธ มีความสุข..สุขอยู่ในสมาธิ มีราคะก็อยู่ได้ แต่พอออกจากสมาธิ..ราคะตัณหาอะไรมาหมด นั่นเป็นเพราะว่าเรานั้นไม่ได้เจริญปัญญา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บางคนติดอยู่ในสมาธิ ไม่สามารถถอดถอนสมาธิได้ บางคนติดอยู่ในองค์ภาวนา คำว่า"ติด"คืออะไรจ๊ะ ก็มันวางไม่ได้ไง มันยึดไง ทุกอย่างเค้าให้รู้..รู้แล้ววาง พอวางแล้วเดี๋ยวไอ้ตัวรู้จะเข้ามาใหม่ เข้ามาใหม่ เข้ามาใหม่ รู้จนไม่มีอะไรรู้นั่นแล ถ้ารู้อยู่แล้วยึดรู้..ยังไม่รู้จริง ยังไม่ใช่ของจริง ยังเป็นอวิชชาอยู่ ยังเป็นสังขารปรุงแต่ง ยังมีอุปาทานแห่งขันธ์อยู่

    ถ้ารู้แล้ววางนั่นแหล่ะจ้ะ ไอ้ตัววาง..โยมจะเห็น ถ้าโยมไม่วางโยมจะไม่เห็นอะไร ต้องวางให้ได้..ก็คือการละนั่นเอง..ละอารมณ์ ถ้ายังมีอารมณ์อยู่นั่นคือสังขารยังปรุงแต่งทำงานอยู่ นิโรธจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย นั้นฉันจึงบอกว่าโยมนั่งภาวนาไม่ต้องไปสนใจว่าจะต้องสงบเมื่อไหร่ อย่าได้ไปกำหนดกฏเกณฑ์
    นั่งสมาธิอย่ากำหนดกฏเกณฑ์ว่าจะสงบเมื่อไหร่..อย่าไปกำหนดมัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ไม่ต้องสนใจ อย่าไปสนใจอะไร คือการวางเฉยไม่สนใจ การไม่สนใจคือการวางเฉย โยมต้องให้เวลากับเค้า การฝึกจิตเนี่ยะไปกำหนดไม่ได้เลย เพราะว่าเวลามันเป็นของสมมุติ แต่ธรรมเป็นของจริงที่จะหลุดพ้น มันอยู่เหนือสมมุติ โยมเอาของสมมุติไปกำหนดสิ่งที่เหนือโลก มันกำหนดกันไม่ได้ เพราะเวลาไม่เท่ากัน..

    โยมนั่งสมาธิถ้าฌานโยมเกิดจริงๆ นั่งไปชั่วโมงหนึ่ง แต่โยมออกมาจากสมาธิของโยมผ่านไป ๕ ชั่วโมง เวลาไม่เท่ากัน เห็นมั้ยจ๊ะ เพราะเวลาของสมมุติกับเวลาวิมุติต่างกัน นั้นการจะนั่งสมาธิให้ได้มรรคได้ผล..อย่าสนใจ คือให้เวลาเทพพรหมเค้าไปเลย อธิษฐานบุญกุศลไปเลย คือตัดกังวล อย่านัดหมายอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจใครจะเป็นใครจะตายน่ะ เราช่วยเค้าไม่ได้ ฟ้าถล่มดินทะลายอะไรไม่ต้องไปสนใจทั้งนั้น เอาชีวิตนั้นถวายไปเลย..

    ถ้าโยมทำอย่างนั้นได้ มันจะได้มรรคได้ผลได้ความก้าวหน้า ถ้าทำอย่างกล้าๆกลัวๆ โยมจะไม่ได้อะไร ฉันจึงถามว่าโยมนั่งสมาธิ บางคนบอกว่าโห..ฉันก็นั่งมาเป็นสิบๆปีแล้ว อ้าว..ฉันก็ถามว่าแล้วละอะไรได้บ้าง นี่..ตัวชี้วัดมันอยู่ตรงนี้ ว่าโยมน่ะละอะไรไปบ้างแล้ว ความโกรธ ความโลภ ความหลงมันเบาบางหรือเปล่า ถ้ามันยังหนาแน่นอยู่..ใช้ได้มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่ได้ครับ) โยมเข้าวัดไหนวัดนั้นก็วุ่นวายถ้าอย่างนั้น

    นั้นขอให้เข้าใจว่าสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานแตกต่างกันอย่างไร แล้วเกื้อกูลกันอย่างไร แล้วก่อนที่เราจะเข้ากรรมฐานจะเจริญปัญญา เราต้องมีพื้นฐานรองรับมั้ยจ๊ะ ทาน ศีล ภาวนานั้นต้องรองรับก่อน ถึงจะเกิดภูมิธรรมภูมิปัญญา ถึงจะเกิดวิปัสสนา

    ดังนั้นโยมต้องภาวนาสมถะให้มากๆ การที่โยมสวดมนต์เป็นชั่วโมงๆน่ะ..เป็นสมถะมั้ยจ๊ะ เป็นฌานมั้ยจ๊ะ เป็นสมาธิมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เป็นครับ) ทั้งนั้น..คือการฝึกจิตทั้งนั้น โยมขอให้จำไว้นะ โยมสวดมนต์เป็นไม่รู้เท่าไหร่ จะภาวนาไม่รู้เท่าไหร่ โยมอย่าลืมว่าโยมเกิดตายเสวยกิเลสมาก็ไม่รู้เท่าไหร่เหมือนกัน

    โยมอย่าคิดว่าฉันทำขนาดนี้แล้วทำไมกิเลสตัณหายังไม่ตาย มันจะตายได้อย่างไร..ก็โยมไม่ได้ฆ่ามัน โยมแค่พักรบกับมันเฉยๆ ใช่มั้ยจ๊ะ โยมยังไม่ได้ฆ่ามัน โยมยังไม่ได้ตัดมัน คือยังไม่ได้ตัดใจจากมัน ยังแค่บอกว่า เออ..วันนี้ฉันจะไปสวดมนต์ภาวนานะ แล้วฉันจะกลับมา ถ้าโยมไม่กลับไปสิจ๊ะ..ตัดได้ แต่นี่โยมยังกลับไปอยู่

    เมื่อเรายังละไม่ได้ทั้งหมด แต่เราต้องฝึกไว้ ฝึกให้จิตมันเคย..มีต้นทุน ถ้าโยมไม่ได้กรรมฐานฌานวิถีนี้ ชีวิตภายภาคหน้าโยมจะลำบากกันทั้งนั้น โยมจะไปต่อยุคยุคไหนโยมไปได้ยากนัก แต่ถ้าโยมมีพื้นฐานมีต้นทุนน่ะ โยมจะไปต่อยุคได้ พอโยมมีต้นทุนแล้วโยมอธิษฐานได้

    แล้วถ้าโยมไม่เร่งปฏิบัติในตอนที่โยมพอมีกำลัง พอแก่แล้วเรี่ยวแรงไม่มีแล้ว..ปฏิบัติไหวมั้ยจ๊ะ ขนาดที่โยมมีกำลังยังเกียจคร้านขนาดนี้ แล้วถ้าเราไม่ลดละอัตตาตัวตน มันจะมีมารยาสาไถยขนาดไหน..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  8. na_krub

    na_krub "นโม ธรรมะสุขัง อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +2,514
    2135400C-9400-4B02-BFEE-0CE7C80BCE49.jpeg

    ขอให้เข้าใจว่าสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานแตกต่างกันอย่างไร แล้วเกื้อกูลกันอย่างไร แล้วก่อนที่เราจะเข้ากรรมฐานจะเจริญปัญญา เราต้องมีพื้นฐานรองรับมั้ยจ๊ะ ทาน ศีล ภาวนานั้นต้องรองรับก่อน ถึงจะเกิดภูมิธรรมภูมิปัญญา ถึงจะเกิดวิปัสสนา

    ดังนั้นโยมต้องภาวนาสมถะให้มากๆ การที่โยมสวดมนต์เป็นชั่วโมงๆน่ะ..เป็นสมถะมั้ยจ๊ะ เป็นฌานมั้ยจ๊ะ เป็นสมาธิมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เป็นครับ) ทั้งนั้น..คือการฝึกจิตทั้งนั้น โยมขอให้จำไว้นะ โยมสวดมนต์เป็นไม่รู้เท่าไหร่ จะภาวนาไม่รู้เท่าไหร่ โยมอย่าลืมว่าโยมเกิดตายเสวยกิเลสมาก็ไม่รู้เท่าไหร่เหมือนกัน

    โยมอย่าคิดว่าฉันทำขนาดนี้แล้วทำไมกิเลสตัณหายังไม่ตาย มันจะตายได้อย่างไร..ก็โยมไม่ได้ฆ่ามัน โยมแค่พักรบกับมันเฉยๆ ใช่มั้ยจ๊ะ โยมยังไม่ได้ฆ่ามัน โยมยังไม่ได้ตัดมัน คือยังไม่ได้ตัดใจจากมัน ยังแค่บอกว่า เออ..วันนี้ฉันจะไปสวดมนต์ภาวนานะ แล้วฉันจะกลับมา ถ้าโยมไม่กลับไปสิจ๊ะ..ตัดได้ แต่นี่โยมยังกลับไปอยู่

    เมื่อเรายังละไม่ได้ทั้งหมด แต่เราต้องฝึกไว้ ฝึกให้จิตมันเคย..มีต้นทุน ถ้าโยมไม่ได้กรรมฐานฌานวิถีนี้ ชีวิตภายภาคหน้าโยมจะลำบากกันทั้งนั้น โยมจะไปต่อยุคยุคไหนโยมไปได้ยากนัก แต่ถ้าโยมมีพื้นฐานมีต้นทุนน่ะ โยมจะไปต่อยุคได้ พอโยมมีต้นทุนแล้วโยมอธิษฐานได้

    แล้วถ้าโยมไม่เร่งปฏิบัติในตอนที่โยมพอมีกำลัง พอแก่แล้วเรี่ยวแรงไม่มีแล้ว..ปฏิบัติไหวมั้ยจ๊ะ ขนาดที่โยมมีกำลังยังเกียจคร้านขนาดนี้ แล้วถ้าเราไม่ลดละอัตตาตัวตน มันจะมีมารยาสาไถยขนาดไหน..

    ดังนั้นถ้าโยมสวดมนต์ภาวนากันเป็นชั่วโมง พอโยมมานั่งสมาธิจิตมันจะรวมเข้า แม้แค่แว๊บเดียวของจิต ทำให้โยมเกิดตัวรู้เกิดปัญญา..นี่มันก็วัดแค่ตรงนั้น แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆแล้วโยมได้ โยมอย่าลืมว่าโยมนั่งสวดมนต์มาเป็นเวลาชั่วโมงแล้ว สะสมสมาธิฌานเพ่งอยู่แต่อารมณ์นั้น อารมณ์นั้น อารมณ์นั้น อารมณ์ของบทสวดมนต์

    ขนาดที่โยมสวดมนต์อยู่จิตยังว่อกแว่กไปข้างนอก ยังปรุงแต่งไปในอนาคต ราคะยังเกิดในขณะนั้นก็มี..เพราะอะไร นี่..เพราะแรงอกุศลมันมีมากขนาดเราสวดมนต์อยู่ เพราะเราสวดมนต์จิตยังไม่ตั้งมั่นจดจ่อ เพราะเรายังไม่ศรัทธา จิตยังไม่เป็นเอกัคคตา บางคนสวดมนต์เสียงไม่มีตกเลย จิตมีกำลัง จิตไม่ส่งออกไปภายนอก นี่ไม่นานสักพักปัญญาบังเกิดขึ้นในขณะนั้นก็มี

    จำไว้นะจ๊ะ เมื่อเราสวดมนต์ภาวนาไปแล้ว แผ่เมตตาจิตแล้ว เราต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อได้เลย จิตมันจะรวมเข้าไป ต้องทำให้ครบในทาน ศีล ภาวนา โยมอย่าคิดว่าการสวดมนต์นี้ไม่เป็นประโยชน์..เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะอะไร..เพราะกว่าโยมจะมารวมตัวกันเข้ากรรมฐาน โยมอยู่ในศีลตลอดมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่ตลอด) ถูกต้อง..เพราะจิตคนเรามนุษย์มันไม่ได้อยู่ในศีลตลอด อย่าว่าแต่มนุษย์เลย..พระคุณเจ้าก็ดีก็ยังมีพร่องในศีล

    เพราะฉะนั้นการสวดมนต์เค้าเรียกการชำระล้างจิต..ได้โดยตรงและอย่างดีทีเดียว ทำให้วาจาเราบริสุทธิ์ ทำให้จิตเราบริสุทธิ์ เพราะสิ่งที่เราพูด สวด สรรเสริญออกไปนี้เป็นมงคล เป็นวาจาที่เป็นมงคล เข้าใจมั้ยจ๊ะ เป็นการสรรเสริญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

    เทวดาทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่พิภพไหนเค้าก็จะมาโมทนา มาคอยโมทนา มาคอยโปรยดอกไม้ทิพย์ ให้พรกับสถานที่แห่งนั้น แล้วในขณะที่เราสวดมนต์อยู่ศีลเราได้บังเกิด เพราะเมื่อเราสวดอยู่ทำให้จิตเรานั้นปรกติ คือจิตเราไม่ทุจริต รู้จักจิตไม่ทุจริตมั้ย..ถึงเรียกว่าศีล

    ทุจริตคืออะไร เราไม่ได้อาฆาตใคร เราไม่ไปพยาบาทใคร เราไม่ไปอิจฉาใคร นี่เค้าเรียกว่ากายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต..เรียกศีลมั้ยจ๊ะ นั่น..ทำให้ศีลเราเกิดตอนนั้นในขณะสวดมนต์ โยมสวดไป ๒ ชั่วยาม โยมว่านานมั้ยจ๊ะ แสดงว่าโยมรักษาศีล ๒ ชั่วโมงได้ ใช่มั้ยจ๊ะ มีอานิสงส์..

    ในขณะที่โยมทรงศีลอยู่รักษาศีลอยู่..นี่รักษาศีลต้องรักษาอย่างนี้ จิตโยมเป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีว่อกแว่กไปบ้างแต่ก็ชั่วขณะจิตเดียว แต่ก็ยังดึงกลับมาสวดมนต์ต่อ เมื่อเราสวดมนต์เกิดศีลเกิดขึ้น เสียงที่เราเปล่งออกไปเป็นวาจา..ยังเป็นทานของเสียง ประโยชน์แรกที่คนจะได้รับคืออะไร..คือจิตเราก่อน

    พอจิตเราได้รับเสียงสวดมนต์ จิตเราจดจ่อกับเสียงทำให้เกิดสมาธิมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เกิดครับ) อันดับแรกไม่ว่าเราจะทำกรรมชั่วกรรมดี ประโยชน์หลักแรกคนที่จะได้รับต้องเป็นตัวเราก่อน จำไว้นะจ๊ะ แม้เสียงที่เราสวดมนต์ออกไปคนที่ได้ประโยชน์ก็คือตัวเราก่อน..จิตเราจะสงบ นี่เค้าเรียกทานของเสียง ยังเป็นประโยชน์ให้จิตวิญญาณคนอื่นดวงวิญญาณคนอื่นเค้าได้รับอีก แว่วเสียงสวดมนต์ลงไปในนรกอเวจีที่เค้ามีบุพกรรมกับเรา เค้ายังพลอยได้ความสุขอีก เทพเทวดาที่เค้าชอบฟังเสียงสวดมนต์เค้าก็มีความสุข เป็นโทษมั้ยจ๊ะ..

    ดังนั้นแล้วขอให้โยมมีความเชื่อมั่น บางคนจะบรรลุธรรม เพียงแค่พอถึงเวลาที่จะสวดมนต์..แล้วมีความปิติใจเกิดขึ้น นั่นแหล่ะจ้ะเค้าเรียกบรรลุธรรมแล้ว ฌานบังเกิด สมาธิบังเกิด ศีลบังเกิด ญาณบังเกิด วิปัสสนาบังเกิด มันเกิดหมด เพราะในขณะนั้นความง่วงย่อมไม่มีกับคนนั้น ความลังเลสงสัยก็ไม่มีในคนนั้นในขณะนั้น ความหดหู่ใจความเศร้าหมองใจอะไร..ไม่มี เพราะจิตมันปิติมันมีความสุข ถ้าตายไปตอนนั้นก็ไปสวรรค์สุคติภูมิทันที

    มันอยู่ที่ใจ เค้าเรียกว่าใจถึงก่อน ใจเป็นใหญ่ ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน แม้ว่าเราจะมีตัวอวิชชากิเลสมาก แต่ขอให้โยมสู้กับมัน ค่ายนี้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้โยมเนี่ยะมารบกับตัวเอง ถ้าเปรียบเหมือนเรานั้นอยู่ในห้อมล้อมของอริราชศัตรู การที่จะชนะศึกทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาเราว่างเราก็ต้องหัดมั้ยจ๊ะ เพลงอาวุธต้องหัดมั้ยจ๊ะ ถ้าเราไม่หัดให้มันเคยชินเราจะไปฆ่าศัตรูทันมั้ยจ๊ะ

    ถ้าโยมไม่ยกไม่ฝึกฝนตนเอง..ก็ยากนักที่จะพ้นทุกข์ หนึ่งถ้าโยมไม่กลัวตาย มีศรัทธาในการปฏิบัติ เชี่อมั่นในครูบาอาจารย์ ๓ อย่างนี้เอาแค่ง่ายๆ ยังไงโยมก็ไปได้ แต่ถ้าไม่มีความมั่นในครูบาอาจารย์ ไม่มีความเพียรศรัทธาในการปฏิบัติ ไม่มีหลักของใจซะแล้ว ต่อให้ได้อาจารย์ดีก็ไม่มีประโยชน์อันใด..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     

แชร์หน้านี้

Loading...