ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย na_krub, 12 ตุลาคม 2017.

  1. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  2. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    ลูกศิษย์ : หลวงปู่บอกว่าเราจะข้ามทุกข์เวทนาได้ คือเราต้องยอมตาย ทีนี้อารมณ์ของการวางอารมณ์ยอมตายนี่เป็นอย่างไรครับ
    หลวงปู่ : คนเราจะเห็นความตายที่แท้จริง..ต้องเห็นทุกข์ถึงที่สุดก่อน เราถึงจะระลึกถึงความตายและยอมมันได้ ถ้าเรายังสุขอยู่ เราจะไปเพลิดเพลิน เราจะเห็นโทษเห็นความตายเป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ มันก็ได้แค่ระลึกถึง

    แต่ถ้าเราทนทุกข์เวทนามากเพียงใด เมื่อเรายอมมันแล้ว..ยอมยังไง ยอมอธิษฐานจิตปลงสังขารไปเลยว่า ร่างกายสังขารนี้มันมีแต่ทุกข์ เราจะไม่ตกเป็นกิเลสธาตุขันธ์ แล้วก็ลงสัจจะอธิษฐานบารมีลงไปว่า ถ้าร่างกายนี่เราจะต้องตาย ก็ขอตายไปพร้อมกับความเพียรความดีของเรานี้แล เราใส่อธิษฐานบารมีลงไป แล้วก็ปลงกายสังขารซะ

    ปลงสังขารเป็นยังไง ปลงว่าสังขารนี้ไม่มีอะไรดีเลย เมื่อเราเห็นว่ากายสังขารไม่มีอะไรดีนี่แล เมื่อมันไม่มีอะไรดีแล้ว จิตมันก็คลายความยึดมั่นถือมั่น จิตมันก็หลุดออกจากกายทันที แล้วจิตมันหลุดจากกายแล้ว..จิตไปอยู่ไหน จิตมันไปอยู่สภาวะธรรมตัวรู้เกิดขึ้นมา..คือตัวปัญญา ตัววิมุติ

    "วิมุติ"แปลว่าหลุดพ้นจากกาย เมื่อหลุดพ้นจากกายทีนี้เวทนาถูกดับลงไป เพราะรูปมันดับ เพราะเราไม่ยึดในรูปแล้ว ตัววิมุติมันจึงบังเกิด วิมุติแปลว่าหลุดพ้นออกมา หลุดพ้นจากกาย แต่จิตยังอาศัยสังขารแห่งธรรม คือตัวรู้ตัวปัญญาอยู่ ทรงรู้อยู่ ดูอาการที่เกิดขึ้น เห็นกายนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้นแล เค้าเรียก"กายดับ" เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นจะพิจารณาให้เข้าถึงความตาย เรานั้นก็ต้องทนทุกข์ถึงที่สุดนั่นแล้ว เราถึงจะเอาความตายมาตัดอารมณ์นั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี้ความตายมันยังไม่เข้าถึงในเวทนาถึงที่สุด ให้เราพิจารณาอะไรบ้างที่ต้องตาย ก็คือเราต้องตายทุกวี่วัน อะไรที่มันเสื่อมมันไม่เที่ยงนั่นแหล่ะจ้ะ..พิจารณาเข้าไป สะสมนั่นเอง

    เพราะทุกข์เวทนามันเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่กายอย่างเดียว แม้ใจก็ดี ความไม่สบายกายไม่สบายใจนี้แลเรียกว่าทุกข์ทั้งนั้น เวทนามันเกิดขึ้น ก็ดูซิว่าทุกวันนี้เรามีสุขจริงมั้ย ใจเรายังเป็นทุกข์อะไร ใจเรายังไปติดอะไรข้องแวะอะไรนั่นแหล่ะจ้ะ เค้าเรียกเวทนาทั้งนั้น พิจารณาให้มันถึง

    เมื่อมันถึงแล้ว ถ้าเวทนามันเกิดขึ้นกับกาย ก็พิจารณากายลงไปอีก ที่มันเกิดขึ้น ให้เพ่งโทษดูกายว่ากายมันมีแต่ทุกข์ มีสุขน้อย มีทุกข์มาก..พิจารณาไป คือให้เบื่อให้ปลงให้ละ ให้เกิดธรรมสังเวชให้ได้

    ธรรมสังเวชเป็นอย่างไร ธรรมสังเวชเมื่อระลึกแล้วคิดแล้ว เห็นแล้วดูแล้วมันทำให้เราปลงว่า โอ้..สุดท้ายมันก็มีอยู่แค่นี้เอง ชีวิตมีอะไรแค่นี้ คือทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกอย่างมันเป็นของว่างแต่เราไปยึดไว้มันจึงไม่ว่าง คือวางปล่อยไม่ได้นั่นเอง มันก็เหมือนแบกหามในทุกข์นั้นไว้

    เมื่อเรารู้เท่าทันทุกข์แล้ว เราก็จะคล่อยคลาย ละและวางมันไป จนจิตเราเบา กายเราเบานั้นแล เมื่อจิตเราเบากายเราเบาทีนี้เราก็มีกำลังใจ ปิติสุขมันก็บังเกิดขึ้น เอาไปพิจารณาธรรมอื่นขึ้นไปอีก ทำมันอยู่บ่อยๆแบบนี้ สลับไป ดูจิตไม่ได้ก็ดูกาย ดูกายไม่ได้ก็ดูจิต ดูไม่ได้ทั้งจิตทั้งกายให้วางเฉยอยู่อย่างนั้น ทรงอารมณ์ไว้ จนจิตมันตื่นรู้แล้ว ก็กำหนดรู้นั้นไปพิจารณากายเข้าไปอีก อยู่อย่างนี้ เรียกตัวสติปัฏฐานแห่งธรรมอยู่อย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  3. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ ที่ว่าบางวัด มีการแห่วงดนตรีแก้บนแตรดังมากครับ นั่นเป็นบาปมั้ยครับ
    หลวงปู่ : อ้าว..ท่านชอบน่ะ ก็เทวดาทั้งนั้นรำฟ้อนกันน่ะ พระพุทธเจ้าท่านสงบนิ่งไปหมดแล้ว ที่ใดมีองค์พระปฏิมากรอยู่ที่นั่นก็มีเทพเทวดาเค้าดูแลรักษา เค้าเรียกว่าทหารองครักษ์ ก็ต้องให้ท่านสำเริงสำราญบ้างสิจ๊ะ ก็โยมได้ความปรารถนาไปแล้วจะไม่ให้เทวดาบ้าง ก็จะเอาเปรียบเทวดามากจนเกินไป จะเป็นไรไปก็ยังเป็นทานให้กับญาติโยมอีกของที่เอาไปบนสานกล่าวน่ะ

    เพราะว่ามนุษย์มันขาดหลักก็ต้องแลกเปลี่ยนกันไปจะเป็นอะไรไป ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ทำให้มีสีสัน พระไหนวัดไหนไม่ดังโยมก็ไม่เข้าสมัยนี้ ใช่มั้ยจ๊ะ มันต้องสร้างให้แปลก เดี๋ยวนี้องค์เล็กเกินไปก็ไม่ค่อยไหว้ ไหว้สองทีก็เลิกรากันไปหยากไย่ขึ้น ต้องสร้างให้มันใหญ่ๆโตๆ ใช่มั้ยจ๊ะ

    แต่พระธรรมวินัยที่แท้จริง เป็นสมณะแล้วก็ควรฝึกฝนปริยัติ เทศนาบัติ อบรมบ่มจิตพระกรรมฐานให้มาก ไม่ว่าจะทำอะไรแล้วสิ่งนี้ก็อย่าได้ควรลืม ก็ควรกระทำ โยมเป็นพุทธบริษัทก็ต้องควรบำรุงดูแล..ดูแลอะไร ดูแลเนื้อนาบุญ ท่านจะดีจะเลวจะอะไรไม่สำคัญ เมื่อเราทำบุญตักบาตรก็เรียกเป็นทาน กุศลทานเมื่อเป็นแล้วมันทำให้จิตเรานั้นเข้าถึงความสงบ เข้าใจมั้ยจ๊ะ โยมไปทำบุญกับพระที่ศีลเค้าไม่บริสุทธิ์ ถามว่าโยมไม่บริสุทธิ์ตามหรือไม่ ถ้าจิตโยมบริสุทธิ์ตอนนั้น..มันไม่เกี่ยวกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ท่านแค่เป็นสะพาน บุญท่านแม้ส่งไม่ได้ แต่จิตเราสามารถอุทิศตรงนั้นแล้วมันส่งได้ ให้ตั้งจิตไปว่าเราขอใส่บาตรพระเจ้า ทาน ภาวนากับพระอริยสงฆ์ กับพระปัจเจกพุทธเจ้า อยู่ที่จิตเราอธิษฐาน แต่อาศัยพระสมณะนั้น คำว่า"อาศัย" เมื่อเราอาศัยเราก็จะข้ามสมมุติบัญญัติขององค์นั้นไป ถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ถึงพระพุทธเจ้า เห็นมั้ยจ๊ะ ขอใส่บาตรแต่เอาพระองค์นั้นเป็นสะพาน เราข้ามสมมุติบัญญัติออกไปซะ..

    เมื่อข้ามสมมุติบัญญัติเราก็ไม่ติดกรรมกับพระแล้ว พระท่านจะศีลไม่บริสุทธิ์หรือยังไง เราไม่เกี่ยวข้องแล้วตอนนั้น เราตั้งทานของเราให้เป็นบริสุทธิ์ซะ และถวายกับพระอริยสงฆ์อริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระสุปฏิปันโณ ไม่สนใจพระท่านจะเป็นอย่างไรเราไม่เกี่ยว เราตั้งจิตอยู่ที่ทานของเรา เมื่อจิตเราตั้งมั่นเป็นบริสุทธิ์แล้ว ทานเราก็บริสุทธิ์ พระท่านจะไม่บริสุทธิ์มันเรื่องของท่าน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บางคนบอกโอ้..พระเจ้าสมัยนี้ ศรัทธาไม่ได้ตักบาตรไม่ได้เลย ให้หมากินดีกว่า อ้าว..ถึงแม้ท่านจะเป็นพระหรือเป็นคน ให้ทานกับมนุษย์ ให้ทานหมาร้อยครั้งก็ยังสู้ให้ทานมนุษย์แค่ครั้งเดียวยังไม่ได้ แม้มนุษย์ผู้นั้นไม่มีศีลก็ตาม เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้ทานกับมนุษย์ที่ไม่มีศีลร้อยครั้ง ก็สู้ให้มนุษย์ผู้มีศีลครั้งเดียวไม่ได้ เห็นมั้ยจ๊ะ
    ความปราณีตของบุญมันแยกขึ้นไประดับของมัน เหมือนกัน แล้วถ้าโยมให้กับพระที่เค้าบิณฑบาตรอย่างนี้ ได้ทั้งทาน แล้วโยมจะรู้ได้ยังไงว่าพระองค์นั้นมีศีลหรือไม่มีศีล..นั้นไม่สำคัญแล้ว เมื่อท่านอายัส ญัตติมาแล้วย่อมเป็นสาวกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเนื้อนาบุญ โยมอุดหนุนค้ำชูเนื้อนาบุญ เห็นมั้ยจ๊ะ ไม่มีอะไรยิ่งกว่า แสดงว่าอานิสงส์ถ้าโยมใส่ไปอธิษฐานไป..บุญมันได้มหาศาล

    เค้าบอกว่าเมื่อโยมตักบาตรให้พระสงฆ์ ๑ รูป บุญกุศลยังไปถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อ้าว..ถึงลูกไม่ถึงพ่อได้ยังไง เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วโยมจะรู้ได้ยังไงว่าถ้าพระองค์นั้นเค้าไปประพฤติปฏิบัติในความเพียร บุญกุศลที่โยมตักไปนั้นมันจะทำอานิสงส์ส่งมาถึงบุคคลนั้นให้โยมเข้าถึงดวงตาเห็นธรรมโดยไม่รู้ตัว

    บอกไว้ก่อนว่าบุญจะให้ผลตอนไหน บุญจะให้ผลตอนเราเดือดร้อน แล้วโยมจะรู้ได้ว่าบุญนั้นจะช่วยโยมอย่างไร แต่ถ้าโยมไม่เชื่อมั่นในบุญโยมก็สัมผัสบุญไม่ได้ เพราะโยมจะไม่เชื่อมั่นและศรัทธาในบุญ ก็เรียกเป็นการปรามาสบุญของตัวเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วนั่นจะเป็นการทำบุญหวังผล เมื่อทำบุญหวังผลเมื่อไหร่ ความผิดหวังก็บังเกิดขึ้น อย่างนั้นอย่าเอาบุญไปต่อรองในสิ่งใดๆ จงสร้างบุญขึ้นมาเพื่อเราอยากทำบุญ

    แต่เมื่อกรรมมันบังเกิดขึ้น ให้รับกรรมนั้นส่วนหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อรับกรรมนั้นส่วนหนึ่งเมื่อไหร่ บุญจะสนองทันที เพราะถ้าโยมไม่เสีย..บุญมันจะเข้าไปไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ต้องยอมเสียเพื่อที่จะมีการเปลี่ยนแปลง จำไว้นะจ๊ะ คนที่ไม่กล้าเสียบุคคลผู้นั้นก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เพราะยึดอยู่ในนั้น พอใจในสิ่งนั้น บุญก็ช่วยอะไรไม่ได้ บุญมันก็ค้างอยู่อย่างนั้น เบิกก็ไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นบุญของเราแต่เบิกไม่ได้ เบิกไม่ได้เพราะอะไร บุญมันเข้าไปทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะมันไม่พร่อง ถ้าเข้าไปก็ล้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันต้องพร่องมันถึงจะเข้าได้

    ทำยังไงให้มันพร่อง ยอมรับซะ ให้อภัยมันซะ ให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วบุญจะช่วยส่งผลเอง นี่บุญจะทำหน้าที่ มันเป็นธรรม ให้ยอมรับวิบากกรรมที่เกิดขึ้น เพราะใครก็ไม่สามารถหนีวิบากกรรมได้ ยิ่งหนีก็ยิ่งช้า เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่เมื่อถึงเวลาเมื่อโยมหนีเมื่อสุดทางหนีโยมต้องยอมรับ เห็นมั้ยจ๊ะ
    ทีนี้กรรมจะให้ผลก็อยู่ที่เวลาของมันอีก เวลามันยื้อไปสุดทางมันมันก็เรียกเสียเวลา แต่ถ้ายอมรับความเป็นจริงบุญจะให้ผลอย่างฉับพลัน

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  4. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    เราอาศัยที่ใด เราก็ควรตอบแทนโลกนั้นสถานที่แห่งนั้น คือไม่เบียดเบียน ถ้าเราช่วยใครไม่ได้ ให้ใครไม่ได้ ก็อย่าทำร้ายใครให้วางเฉย แล้วก็หันมาช่วยตัวเองให้ได้ก่อน การเจริญภาวนาจิตนี้แลเรียกว่าช่วยตัวเอง ให้หลุดพ้นจากอบายภูมิขึ้นมาให้ได้ก่อน ถ้าโยมไม่ช่วยเหลือตัวเองแล้วก็ไม่มีใครจะช่วยได้

    อีกไม่นานภัยมันก็จะมาแล้ว การภาวนาจิตนี้ยังเป็นประโยชน์อีกมาก ให้จิตเรานี้ไม่ฟุ้งกระจาย หรือไม่เสียวิกลจริตไป ไม่ต่างอะไรกับเรานั้นแช่เย็น ของที่เราแช่ไว้ก็อยู่ได้นาน ดังนั้นเรียกว่าทำใจให้สงบร่มเย็นแล้ว จิตเราก็จะไม่มีเวรภัย แม้ภัยมันจะมาเราก็รู้ว่านั่นแลมันเป็นธรรมชาติของภัยแห่งวัฏฏะของมัน..เป็นธรรมดา
    อะไรเมื่อมันมีเกิดขึ้นแล้ว มันตั้งอยู่ อีกไม่นานมันก็ดับไป มันก็จะผ่านไป แต่ภัยในขณะที่มันเกิดขึ้นนั้นแลมันตั้งอยู่ ในขณะที่มันตั้งอยู่นั้น..จิตเรานั้นเป็นอย่างไร ดับไปกับมันอยู่หรือไม่

    ดังนั้นภัยข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นนี้ก็จะเป็นบททดสอบ หากเรามีศีลมีธรรมแล้วดีจริง เราก็จะอยู่และพ้นไปได้ ดังนั้นกำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ นั้นการแผ่เมตตาจิตนี้ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้โลกมันสงบสุข ให้คนดีมีศีลมีธรรม เพื่อพยุงคนดีซึ่งกันและกัน พยุงศาสนานี้ การแผ่เมตตาจิตดังนี้จึงมีอานิสงส์มาก ด้วยการคิดที่จะให้นี้แล ก็ทำให้เรานั้นจิตมีความสุขแล้ว

    ในชั่วขณะจิตให้รู้ว่า ทำไมจิตมันเกิดอะไรขึ้น ให้รู้แค่ชั่วขณะจิตก็ยังดีว่าทำไมเราเสวยอารมณ์เหล่านี้อยู่ แล้วทำไมเราจึงถอดถอนข้ามพ้นอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ เพ่งโทษมันลงไป แม้วันนี้ไม่รู้วันนี้ไม่เห็น ตอนนี้ไม่เห็น มันต้องเห็นซักชั่วขณะหนึ่ง เมื่อเราเห็นแล้วนั่นแหล่ะคือปัญญาธรรมที่ใครก็ไม่สามารถจะให้ได้ เพราะปัญญาให้กันไม่ได้ ใครอยากได้ต้องฝึกเอา

    "ความศิวิไลซ์"แห่งธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นผู้เจริญแล้วในศีลในธรรม นั้นถ้าเรานั้นไม่ฝึกจิตไม่เจริญสติแล้ว จะไปรู้เท่าทันในโทษภัยได้อย่างไร ดังนั้นสติต้องตั้งมั่นอยู่ในกาย มีใจเป็นประธานแห่งกรรม คือมีความพอใจ นี้เรียกว่าเป็นการเจริญอิทธิบาท ๔ มีฉันทะ มีวิริยะคือความพยายาม มีความเพียรอุตสาหะ มีจิตตะคือเพ่งอยู่แต่อารมณ์ เพ่งอยู่ในกาย เพ่งอยู่ในขณะจิตนั้น เพ่งดูแล้วดูอีก ดูอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า..จึงเรียกว่าพิจารณา

    พิจารณามันบ่อยๆ เมื่อบ่อยๆเข้าแล้วก็เรียกเป็น"มหาพิจารณา" เมื่อมันพิจารณาถึง..ถึงในตัวปัญญา ถึงในตัวรู้ ตัววิมุติมันก็บังเกิดขึ้น คือการพ้นจากอารมณ์ตรงนั้นไป จากอารมณ์ความง่วงก็ดี

    นั้นสิ่งการใดขอให้รู้ว่าจิตไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลก็ดี มันเป็นของธรรมชาติของสังขารของธรรม มันจะคิดรู้สึกเกิดขึ้นไม่ดีก็เรื่องของมัน มันเป็นเรื่องของสังขาร ขอให้มีสติกำหนดรู้อย่างเดียว รู้ว่าจิตตัวนี้ไม่ดีอย่างไร มีความอาฆาตพยาบาทอย่างไรก็รู้ เมื่อรู้แล้วลองพิจารณาตัวโทษแห่งความอาฆาตพยาบาทดูซิ ว่าใครกันแน่ที่เป็นทุกข์เป็นร้อนในขณะนี้..ใช่เราหรือไม่

    หากเราพิจารณาแล้วในโทษภัยที่เราเอาจิตนั้นเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นแห่งอกุศลกรรม ก็เรานี้แลเป็นผู้รับโทษรับทัณฑ์ในขณะนี้ ก็ให้ละอารมณ์เหล่านั้นลงไป เรียกว่าการพิจารณาเพ่งโทษอารมณ์ที่เกิดขึ้นของอกุศลมูล

    จิตที่ไม่ตื่นรู้ก็เรียกว่าจิตนี้ตายไปส่วนหนึ่ง จิตที่ตื่นรู้เมื่ออธิษฐานจิต..จิตก็จะไปเกิดส่วนหนึ่ง จิตที่ไปเกิดส่วนหนึ่งมีอะไรบ้าง จิตของปู่ย่าตายาย บิดามารดาผู้ล่วงลับก็ดี ในอดีตบิดามารดาที่เราเสวยได้เกิดมาก็มีมากมาย ผู้มีคุณอีกมากมาย นั้นเพียงที่เรานั้นเจริญภาวนาจิตเจริญสตินี้มีคุณมหาศาล เป็นอเนกอนันต์หาประมาณมิได้

    นั้นถ้าเรามีโอกาส ในขณะนี้จงเห็นโอกาสของตนว่าไม่มีอะไรจะเทียบชั้นได้อีกเลย ในการตอบแทนผู้มีคุณค่าน้ำนมอันยิ่งใหญ่ ที่เราได้เอากายสังขารมาอุทิศร่างกายมาทนทุกข์ทรมาน ละจากความสุขในการหลับนอนนี้แล เรียกว่าเป็นการอุทิศ เมื่อเรามีใจเป็นประธาน มีความศรัทธา มีความเชื่อจึงมีอานิสงส์ใหญ่นั่นเอง

    เหมือนโลกใบนี้เราก็ได้อาศัยอยู่ ได้มีลมหายใจ ได้อาศัยอยู่ ได้กิน ได้ถ่าย ได้เลี้ยงดู ได้ตอบแทน ได้มาใช้หนี้กรรม ได้มาสร้างบุญกุศล ได้มาพบมิตร ได้มาพบศัตรู เพื่อมาขออโหสิกรรมกัน เพื่อมาชดใช้กัน มาพบผู้อันเป็นที่รัก เหล่านี้เรียกว่าโลกใบนี้เป็นจุดศูนย์กลางของธรรม ดังนั้นการที่เราเจริญสติเจริญภาวนาจิตแล้วแผ่เมตตาออกไป นี้เรียกเป็นการจรรโลงโลกอย่างหนึ่ง ช่วยให้โลกนั้นเกิดความสมดุลแห่งธาตุ

    แต่ในขณะนี้โลกนี้กำลังถูกทำลาย ก็ด้วยมนุษย์นั้นเสื่อมจากศีลจากธรรม ดังนั้นจึงบอกได้ว่ามารมันเกิดขึ้นมามาก ก็จะถึงเวลาที่โลกนั้นกำลังเข้าสู่จุดของการเปลี่ยนแปลง จะปรับธาตุสมดุลแห่งโลก คือโลกธาตุกำลังจะกลับเข้าสู่ความสมดุล ขณะจะกลับเข้าสู่ความสมดุลมันก็ต้องมีความโกลาหลเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
    นั้นขอให้เรามีที่ยึดเกาะยึดเหนี่ยวแรงเหวี่ยงของโลกให้ดี เช่นอยู่ในอานาปานสติ อยู่ในองค์ภาวนา อยู่ในอู่บุญอู่กุศล อยู่ในสถานที่ที่ควรอยู่..นี้แลจะสามารถพ้นภัยพาลได้

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  5. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  6. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    "อวิชชา"นั้นจะไปประหัตประหารด้วยระเบิด หรืออาวุธหอกที่มีคมนั้นก็กำจัดไม่ได้ ถ้ากำจัดได้จริงร่างกายของโยมจะพรุนมั้ยจ๊ะ อ้าว..ถ้าว่าอวิชชามันอยู่ข้างในก็เอามีดมาฟันให้เละไปเลย โยมว่ามันจะตายมั้ยจ๊ะ ตายอย่างเห็นเห็น สิ้นลมขาดดิ้นในตรงนั้น ใช่มั้ยจ๊ะ นั่นยิ่งว่ามีอวิชชาเข้าไปใหญ่ แต่ว่าอวิชชาตัวนี้มันเป็นอมตะ ระเบิดนิวเคลียร์ก็ทำอะไรมันไม่ได้ ฟันก็ไม่ตาย เห็นมั้ยจ๊ะว่าเป็นอมตะแค่ไหน เพราะโยมได้ครอง..มารเขาได้ให้มา นั้นอยู่ที่โยมจะเลือกว่าโยมจะเอาอะไร เพราะถ้าโยมยังมีอวิชชาอยู่..การเกิดแก่เจ็บตาย ชรา หรือการพลัดพรากก็ยังคงมีอยู่เป็นวัฏฏะ ไม่จบสิ้น ใช่มั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นผู้ใดจะกำราบหรือปราบได้ โยมก็ต้องมีศิษย์มีอาจารย์ อ้าว..ก่อนจะไปปราบเขานั้น ฉันจะบอกให้ว่าจะไปปราบอย่างไร เหมือนไกรทองปราบชาละวัน ไกรทองมันใส่อะไรจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ใส่เสื้อยันต์จ้ะ) โยมต้องมี"เสื้อยันต์" เดี๋ยวฉันจะพาให้โยมไปใส่ ว่าในขณะที่โยมจะไปจับมันน่ะ..ไอ้ชาละวันน่ะมันมีฤทธิ์แค่ไหน โยมต้องมีอะไร โยมต้องออกรบแล้ว โยมต้องมี"ศีล" ใส่เสื้อเกราะก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมไม่มีศีลโยมไปปราบอวิชชาไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าโยมจะเข้าไปปราบอวิชชา มันนั่งอยู่ก้นลึกบึ้งอยู่ในอนุสัย เหวลึกที่โยมไม่เคยเข้าไปหามัน เพราะอะไรจ๊ะ..โยมกลัว พอเจอเวทนาหน่อย เจอด่านแรกหน่อยก็กลัวแล้ว มีความเคลิบเคลิ้มใจก็นอนหลับหน้าถ้ำซะแล้ว มันก็ออกมาเหยียบหัวโยมอีกอยู่ร่ำไป ใช่มั้ยจ๊ะ พอมาทักทายหน่อย อ้าวเชิญเข้ามาซิจ๊ะ..ห้องว่างแล้ว อ้าวทำไมล่ะจ๊ะ ชาละวันมันจึงมีเมียมากงัยล่ะจ๊ะ คือความไม่พอไม่อิ่มในกามสุขคือความพอใจในสุขนั่นแล

    ถ้าโยมต้องการปราบอวิชชานี้หรือปราบชาละวันตัวดีหรือตัวร้ายนี้ โยมต้องมีเสื้อยันต์เกราะเพชร เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าใครไม่มี..ให้ร้อยทั้งร้อย เก่งแค่ไหนก็ตายคาปากถ้ำ โยมต้องมี"มนต์" อันที่สองต้องมีมนต์ เมื่อมี"ศีล"แล้วต้องมี"มนต์" คือมี"องค์ภาวนา"กำกับด้วยคาถา ระลึกถึงครูบาอาจารย์ คือพระรัตนตรัยเสกเป่าเสื้อยันต์ให้โยมนั้นขลัง อัขรคาถาถึงจะมีแสงออกมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ โยมถึงจะไปปราบอวิชชาคือกิเลสตัณหา..ไอ้ชาละวันตัวนี้ได้ เพราะมันมีเล่ห์เหลี่ยมมาก ถ้ามันมีเล่ห์เหลี่ยมไม่มากมันเอาเมียไปอยู่ได้ไม่มากหรอกจ๊ะ เห็นมั้ยจ๊ะ..

    ดังนั้นน่ะโยมต้องกำจัดตัวนี้ เมื่อโยมวางอาวุธภายนอกแล้ว ถ้าโยมเอาอาวุธเข้าไปมันเป็นภาระโยมมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เป็นภาระค่ะ) ถูกต้องแล้ว อาวุธของโยมที่แท้จริงก็คือ"ใจ" ใจเมื่อโยมเป็นอาวุธแล้ว โยมจะอธิษฐานเอาอาวุธอันใดไปปราบก็ย่อมได้ จะเป็นอาวุธหนักหรืออาวุธครบมือ

    แต่มนุษย์นั้นจะมีอาวุธเฉพาะประจำกายคือ"อาวุธประจำคู่บารมี" คืออะไรที่เป็นอาวุธ อะไรอันใดอันหนึ่งที่โยมนั้นถนัดและพอใจ"ถูกจริต"อันนั้นคือ"อาวุธ" เข้าใจมั้ยจ๊ะ ที่จะทำให้ใจโยมนั้น"สงบ" นั่นเรียกอาวุธที่โยมจะไปเจริญอิทธิบาท ๔ เอาอะไรล่ะจ๊ะที่ไปข่มได้บ้าง นั่นคืออาวุธของโยม ไม่ใช่ไปถือหอกถือดาบ ถือตัวถือตน ถือว่าข้านี่เก่ง..นี่ไม่ใช่ อย่างนี้ไอ้เข้ก็งับหัวแตก เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะกิเลสนั้นมันไม่ต่างอะไร มันไม่มีลิ้นมันจึงไม่รู้รส ไม่พอใจในรส ไม่สิ้นสุดในรส เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นถ้าใครต้องการจะปราบอวิชชาหรือตัวรากเหง้าของอกุศล คือตัวจิตวิญญาณของโยมอีกตัวหนึ่ง ที่เป็นตัวถูกสาปแช่ง ถูกมัดตราตรึงด้วยโซ่ตรวนที่มันติดในคุกก้นบึ้งในทะเลทุกข์นั้น โยมต้องลงไปช่วยเขาขึ้นมา นั่นคือบิดาตาทวดของโยม เขาเรียกว่าเฒ่าหรือเรียกว่าอะไรดีโสม เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันมีอายุมากเป็นหมื่น เป็นแสนล้านล้านกัปป์..ไอ้ตัวนี้ แต่เขาก็ยังไม่ตาย เพราะฆ่าเขาไม่ได้ มันอยู่ในใต้ดินห้องนิรภัย รู้จักมั้ยจ๊ะ ไม่เคยมีใครไปขุดรากเหง้ามันขึ้นมาได้เลย เพราะที่โยมอยู่อาศัยอยู่นี้ ที่มีลมหายใจอยู่นี้ โยมอาศัยรากเหง้าเขาอยู่ แล้วอย่างนั้นโยมจะไปรังเกียจกิเลสได้มั้ยจ๊ะ

    เขาไม่ได้ให้โยมไปรังเกียจแต่ที่น่ามักเกลียด..มันไม่ไม่ใช่กิเลสที่โยมเห็นว่าเป็น"วัตถุกาม" แต่เป็นเพราะ"ใจ"ที่โยมไป"ดำริ"ว่า"พอใจ"หรือ"ไม่พอใจ"นั่นแหล่ะจ้ะคือ"กิเลส" เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมไปรังเกียจกิเลสก็ไม่เท่าอะไรกับว่าโยมรังเกียจต้นกำเนิดของโยมเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันคือรากเหง้าของอวิชชาเช่นเดียวกัน

    ดังนั้นถ้าโยมนั้นต้องการอยากจะลองวิชาของตัวเอง อยากรู้ว่ามีศีลเป็นอย่างไร เสื้อยันต์ของโยมน่ะเป็นอย่างไร มันขลังแค่ไหน เมื่อกายวาจาใจของโยมตั้งมั่นสงบดีแล้ว ให้โยมอธิษฐานจิตต่อพระรัตนตรัย ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา และเทพเทวาทั้งหลาย จงประสิทธิ์ประสาทพรให้ข้าพเจ้านี้เกิดสติปัญญา วิชชาจงบังเกิดตัวรู้ ให้เท่าทันในอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่จะเข้ามากระทบจิตกระทบใจ รักษากายของข้าพเจ้านี้ ให้ดํารงธาตุขันธ์เจริญอิทธิบาท ๔ อยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิตของข้าพเจ้า แล้วเราก็อธิษฐานเข้าสมาธิ เรียกว่าเข้ากรรมฐาน เพื่อจะเข้าไปดูกรรมว่ากรรมของเรานั้นมีมากแค่ไหน

    ทุกครั้งเมื่อโยมจะเจริญสติปัญญา เท่ากับว่าโยมกำลังไปฉุดช่วยบรรพชนต้นตระกูลอย่างโดยตรง เมื่อโยมช่วยได้แล้วโดยทางอ้อมโยมก็ช่วยตัวของโยมเอง เพราะการชดใช้บุญคุณผู้ให้กำเนิดนั้น โยมต้องชดใช้ด้วยชีวิต นั่นคือการเจริญสติ บารมีนั้นอย่าได้กลัว ไอ้ความตายโยมไม่ต้องพูดถึงหรอกนะจ๊ะ เพราะพอเจอเวทนาเหน็บชามาโยมก็ร้องโอ้ยโอ้ยแล้ว ใช่มั้ยจ๊ะ ที่เขาด่าโยมน่ะเจ็บกว่านั้นอีกจ้ะ ที่เขานินทาสาปแช่งโยมน่ะ โยมเจ็บกว่ามั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เจ็บกว่าค่ะ) ทำไมถึงบอกว่าเจ็บกว่า พอเขาด่า พอรู้ว่าโดนนินทา..ไม่ได้แล้ว กระพือทีเดียว ใช่มั้ยจ๊ะ นี่มันต้องกำหนดรู้และปราบพยศมันให้ได้..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
    (ภาพประกอบจาก google)
     
  7. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    "ศีล"สำคัญมาก ศีลจะตามหนุนนำ ตามส่ง ตามรักษา ตามให้ผลทุกภพทุกชาติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นขอให้โยมนั้นเห็นความสำคัญของศีลให้มาก ยังไม่ต้องไประลึกถึงศีลอะไร เอาศีลห้าให้ตั้งมั่นให้ดี เมื่อศีลโยมตั้งมั่นดีแล้วศีลห้าน่ะ โยมปรารถนารักษาศีลอะไร..โยมก็ทำได้ ความเป็นคนเมื่อโยมเป็นคนที่สมบูรณ์แล้ว โยมจะสามารถปรารถนาอะไรก็ได้ แต่ถ้าความเป็นคนไม่สมบูรณ์ เมื่อมันขาดแคลนโยมจะปรารถนาอะไร มันทำอะไรได้ยาก เพราะความขาดแคลนความไม่สมบูรณ์ไม่พร้อมนั่นแหล่ะ เค้าเรียกว่าต้นทุนไม่ถึง ก็คิดปรารถนาอะไรมันก็ทำไม่ถึงอยู่ดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ศีลข้อแรกว่า ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขา คำว่า"สิกขา"นี้เค้าเรียกเป็นข้อบัญญัติ หรือเรียกว่าข้อห้าม แต่ถ้าใครจะละเมิดมีใครว่ามั้ยจ๊ะ..ไม่มี เดี๋ยวเราจะมาว่าเรื่องศีลความละเอียดลึกซึ้งลงไปอีกสักนิดหนึ่งว่าศีล..บอกว่า ถ้าเราไม่มีเจตนา..ผิดศีลมั้ยจ๊ะ ไม่ผิดศีลใช่มั้ยจ๊ะ งั้นเรามาดูข้อนี้กันให้โยมเกิดปัญญาสักหน่อย บอกว่าไม่เจตนาแต่ว่าตบยุงตายไปแล้ว บอกว่าไม่มีเจตนา แต่เรียกว่าโดนข้อหาพยายามฆ่ายุง อ้าว..หนักกว่าเจตนามั้ยจ๊ะ อ้าวถ้าโยมไม่ได้เจตนาถามว่าผิดศีลข้อปาณาติปาตามั้ย ฉันจะบอกโยมว่า ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาน่ะ เป็นสิกขาบัญญัติไว้ แต่ถามว่ากรรมทั้งหลายทั้งปวงต้องมีเจตนาที่จิตและใจเป็นประธานถึงจะเป็นกรรม ใช่มั้ยจ๊ะ ก็จึงได้ถามว่าเมื่อโยมไม่เจตนาจะไปทำให้ชีวิตเค้าล่วงตกลงไปนั้น ถามว่าผิดศีลหรือไม่ (ลูกศิษย์ : ไม่ผิดครับ) เมื่อไม่ผิดศีลถามว่า"กรรม"ให้ผลหรือไม่

    อ้าว..ศีลน่ะมันข้ออาศัยบัญญัติโยมจะละเมิดก็ได้ ใช่มั้ยจ๊ะ นี่โยมบอกไม่เจตนาแต่ชีวิตเขาได้ล่วงและตายลงไปแล้ว หากว่าไม่ใช่เป็นยุงก็ดี เป็นสัตว์อื่นก็ดี แต่โยมบอกไม่มีเจตนา ไปขับชนคุณสุนัขตายเอ๋งเข้าป่าไปเลยอย่างนี้ บอกไม่มีเจตนา จะจอดดูก็ยังไม่มีเวลาเห็นว่าไม่มีค่า แต่ที่แน่ๆอีกสามวันน่ะอืดเลย สรุปว่าตายแน่นอน จึงเรียกว่าไม่มีเจตนาใช่มั้ยจ๊ะ แม้โยมไม่คิดไม่ระลึกว่าที่เราทำไปนั้นให้ผลอย่างไร ถามว่าโยมไม่ได้ผิดศีล โยมบอกไม่มีเจตนา เมื่อโยมบอกไม่มีเจตนาจึงไม่รู้ได้ว่าสุนัขตัวนั้นเขาตายหรือไม่ตาย หรือมีชีวิตอยู่

    เราจะมาพูดถึงเรื่องกฏของกรรมกัน เมื่อโยมบอกไม่มีเจตนาศีลโยมยังอยู่มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : อยู่ค่ะ) ข้อปาณาโยมก็ไม่ได้ฆ่า เพราะโยมไม่ได้เจตนา แต่เขามาตัดหน้าแล้วตายไปเอง ใช่มั้ยจ๊ะ ถามว่าทุกอย่างหากไม่มี"เหตุ"จะมี"ผล"เกิดขึ้นมาไม่ได้ หากโยมไม่ขับรถออกไปเขาจะมาชนรถโยมมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่ค่ะ) โยมไปขวางทางเค้า แต่โยมบอกไม่มีเจตนา โยมก็เลยบอกไม่ผิดศีล..ถูกต้อง ไม่ผิดศีล อ้าว..โยมจะผิดได้ยังไงโยมไม่มีเจตนาไปละเมิดศีลนี่จ๊ะ ใช่มั้ยจ๊ะ

    แต่ความเป็นจริงน่ะ ศีลและบ่วงกรรมมันต่างกัน กรรมได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น ศีลเป็นข้อบัญญัติ เป็นข้อห้าม..ห้ามละเมิด เมื่อละเมิดศีลแล้วมันจะผิดธรรม ใช่มั้ยจ๊ะ เมื่อผิดธรรมแล้วมันจะเป็นกรรม แต่นี่โยมบอกว่าไม่ได้มีเจตนา ย่อมไม่ผิดศีล..ถูกต้อง แต่ว่าโยมไปฆ่าเขา กรรมนั้นยังต้องตามให้ผล เพราะเขาต้องจองเวรโยม เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นต้องดูว่า แม้โยมจะไม่มีเจตนา แต่ชีวิตเขานั้นได้ล่วงและตายลงไปแล้ว โยมเป็นผู้ทำให้เขาเป็นต้นเหตุทำให้เขาได้ตาย จึงเรียกว่าเป็นกรรมต่อกัน นี่เรียกว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรแล้ว ผูกกันไว้แล้ว เพราะโยมไปกระทำเขา สักวันหนึ่งเขาต้องมากระทำตอบ แต่ถามว่าผิดศีลมั้ย..ไม่ได้ผิดศีล ใช่มั้ยจ๊ะ เพราะโยมไม่มีเจตนา การจะผิดศีลโยมต้องมีเจตนาไปละเมิดจึงเรียกว่าผิดศีล เข้าใจหรือไม่

    แต่เมื่อใดมนุษย์ที่ไม่มีศีล จึงเรียกว่ามนุษย์นั้นขาดธรรม ขาดคุณธรรม ใช่มั้ยจ๊ะ นั่นถึงได้บอกว่าในขณะที่โยมเจริญกรรมฐานให้โยมระลึกในกรรมทั้งหลายทั้งปวง จิตที่สงบนั้นแลโยมจะเห็นกรรมของตัวเอง ว่าโยมไปเจออะไรมาบ้าง ได้ไปละเมิดกระทำล่วงเกินละเมิดอะไรไว้บ้าง นั่นแหล่ะในขณะนั้นให้อโหสิกรรมในขณะนั้น แล้วเอากุศลผลบุญที่เจริญกรรมฐานนี้ อ้างอำนาจแห่งพระรัตนตรัย คุณพระศรีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คุณพระบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เหล่าเทพพรหมทั้งหลาย พระแม่ธรณี บุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้าเจริญมาแล้วในกี่ภพกี่ชาติ กี่กัปกี่ร้อยพันชาตินั้น ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ขอน้อมกุศลเหล่านี้ให้กับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ข้าพเจ้าได้เคยเบียดเบียนล่วงเกิน ที่เคยเป็นบ่วงกรรมบ่วงเวร เป็นเจ้ากรรมนายเวรนั้น ขอให้อโหสิกรรม อดโทษอดอาฆาต อดพยาบาทด้วยเทอญ นี่เขาเรียกว่า"มีสำนึก" ดังนั้นศีลของโยมกับกรรมที่โยมทำมันคนละข้อกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะถ้าโยมไปยึดถือว่าฉันไม่ได้มีเจตนาฉันไม่ผิดศีล..มันคนละอย่างกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ศีลมีไว้บัญญัติให้โยมรักษา เพื่อไม่ให้ทำกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  8. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    ลูกศิษย์ : หลวงปู่คะ ตัวอยากนี้ถือเป็นกิเลส ถ้าเราอยากพ้นทุกข์นี่มันคือกิเลสมั้ยจ๊ะ
    หลวงปู่ : อ้าว..ถ้าอยากพ้นทุกข์ไม่เรียกกิเลสหรอกจ้ะ คนที่อยากพ้นทุกข์เค้าเรียกรู้กิเลส อยากพ้นทุกข์ไม่เรียกว่ากิเลส แต่ยังเป็นสภาวะอารมณ์แห่งความอยากอยู่ หมดอยากเมื่อไหร่โยมก็พ้นทุกข์ อยากพ้นจากกิเลสมันยังไม่พ้นทุกข์ มันเป็นแค่ความอยากอยู่ มันยังไม่ลงมือกำจัด มันเป็นแค่ตัวรู้

    อันว่าตัวรู้นี่เรียกเป็นสัญญาหมด มันไม่ได้ชื่อว่าด้วยปัญญา มันยังเกิดจากการปรุงแต่งของสังขารทั้งนั้น ไม่ว่าโยมอยากจะปรารถนาการพ้นทุกข์..อันนั้นเค้าเรียกเป็นการสร้างบารมี แต่ถ้าโยมอยากที่จะไปเอาของใคร อยากได้ที่ยังไม่มีคำว่าสิ้นสุดนั้นแล..อันนั้นเค้าเรียกว่าเพิ่มทุกข์ อันนั้นไม่เรียกว่าออกจากทุกข์แน่นอน

    อันความอยากปรารถนาที่จะออกจากทุกข์นี้มันเป็นความอยากอยู่ มันเป็นตัวรู้อยู่ เมื่อเรายังมีตัวรู้อยู่ ยังไม่ทำให้ตัวรู้นั้นมันชัดแจ้งด้วยปัญญาแล้ว ความปรารถนาในความอยากนั้นมันก็ยังมีอยู่ร่ำไป ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดมา สร้างบารมีกันอีกอย่างนี้ให้บารมีมันเต็ม มันถึงจะคิดจะลงมือทำคือดับความอยากนั้น

    นั่นก็หมายถึงว่าความอยากนั้นก็คือตัวไฟ ไฟกิเลสก็คืออะไร ไฟมีอยู่สามกอง ไฟโทสะ โมหะ โลภะ เมื่อโยมรู้ว่าไฟสามกองนี้มันให้โทษให้คุณอย่างไรนั้นแล โยมก็ต้องมาดับไฟนั้น ถ้าไฟยังมอดอยู่ ยังไม่ไหม้หรือไหม้ยังไม่สนิท ตัวเกิดมันก็ยังมีเชื้ออยู่ มันก็ต้องเกิดอยู่ร่ำไป โยมต้องไปดับไฟสามกองให้ได้ "ดับ"ต้องทำอย่างไร..

    แต่ว่าดับแบบนี้ ดับ..ภาษาธรรมคืออะไร..คือการละ หรือการไม่ใส่เชื้อเพิ่ม หรือการถอดถอนออก การสละออก หรือเรียกว่าการปลง อย่างนี้เรียกว่าการดับ อย่างเช่นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านดับขันธ์ปรินิพพาน ดับขันธ์คืออะไร ขันธ์คือกองทุกข์ อันว่าดับขันธ์ก็คือไปดับอารมณ์ที่ขันธ์ ๕ ทำไมอารมณ์ถึงเรียกว่าทำให้เกิดขันธ์ ๕ อารมณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากผัสสะ เมื่อผัสสะมันเกิดมันก็ทำให้เกิดอารมณ์..อารมณ์ดี..อารมณ์ไม่ดี..กุศล..อกุศลเหล่านี้

    ดังนั้นแล้วการดับก็คือการไปละอารมณ์ในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่โยมไปพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง หรือกามคุณ ๕ ที่มันยังสละดับไม่ได้ เช้ามาก็มีความรู้สึกแล้ว..หิว..มีความอยาก มีความพอใจ มีความคิดถึง เหล่านี้เรียกว่ามันไม่เคยดับเลย ที่มันดับไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันเกิดจากความพอใจ

    ดังนั้นคน มนุษย์ สัตว์ที่มันเกิดขึ้น..เกิดจากความพอใจทั้งนั้น นั้นเราเปลี่ยนจากความพอใจเสียใหม่ การตั้งปรารถนาไปนิพพาน เราต้องมีความพอใจอยากจะไปเหมือนกัน ต้องตั้งปรารถนาจะไป ปรารถนาที่จะไม่เกิดอย่างนี้ แม้เทวดาเทพพรหมเราก็ไม่ปรารถนาอย่างนี้

    ความพอใจความตั้งปรารถนานี้เป็นของสำคัญ เพราะมนุษย์เวียนว่ายตายเกิดก็เพราะความพอใจ ถ้าโยมไม่อยากเกิดเป็นมนุษย์อีกโยมต้องรู้โทษของมันว่าการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง โยมก็ต้องไปเพ่งโทษพิจารณาในขันธ์ ๕ นี้..ดับอารมณ์ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในกามคุณ ๕ นี้ ก็ค่อยๆพิจารณาละมันลงไป
    ถึงได้บอกว่าไม่ว่าโยมจะไปประพฤติปฏิบัติโมกขธรรมที่ไหนก็ตามที่ใด ให้ตั้งใจไปละชั่ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ให้ไปละ..ไปละอกุศล เมื่อโยมไปละแล้ว อารมณ์ที่โยมกระทำ ณ ที่ใดมันย่อมติดเป็นนิสัยเป็นวาสนา โยมจะอยู่เคหสถานบ้านเรือนโยมน่ะ..ธรรมมันก็บังเกิดได้ แต่ที่โยมต้องมาสถานที่ที่มีบุคคลมีกัลยาธรรม สหายธรรม เค้าเรียกว่ามาเจริญมาสร้างบารมีร่วมกัน บางทีอินทรีย์เราอ่อน พอมาเจอกัลยาธรรมกัลยาณมิตรเราก็อาศัยบารมีคนอื่นเค้าได้ อาศัยสถานที่ความสัปปายะ ที่ไหนที่มีเทพเทวดามีมากมันก็ทำให้เราสงบมากนั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นที่ว่าสถานที่สำคัญหรือไม่..สำคัญ ชุดที่โยมใส่สำคัญหรือถ้าเป็นสีขาว..ก็สำคัญ ดังนั้นมันสำคัญทั้งนั้น การสวดมนต์สำคัญหรือไม่..สำคัญ เมื่อโยมเข้าถึงความสงบแล้วทุกอย่างก็วางได้หมดแล้ว แต่ถ้าโยมยังไม่สงบ..อะไรก็ตามที่เราต้องอาศัยเป็นหลักถือว่าสำคัญทั้งนั้น

    นั้นการสาธยายมนต์เมื่อโยมตั้งใจสวด ตั้งใจภาวนาเจริญมนต์แล้ว ในขณะที่โยมตั้งใจนั้นแลสมาธิมันก็บังเกิด ฌานมันก็บังเกิด แบบนี้กุศลมันก็บังเกิด เพราะในขณะที่โยมสวดมนต์สาธยายมนต์อยู่นั้นจิตโยมไม่มีความอาฆาตพยาบาทผู้ใด จิตมันอยู่ในฌาน จิตมันเป็นกุศล เมื่อโยมสาธยายมนต์จบแล้ว แผ่เมตตาอุทิศบุญเสร็จแล้วโยมเจริญภาวนาจิตเข้ากรรมฐานมันก็สงบได้ง่าย..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  9. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    การประพฤติปฏิบัติธรรมไปมากๆแล้วอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าขอให้รู้ไว้ คือจิตใจเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น มีความโลภน้อยมากยิ่งขึ้น มีความอยากน้อยลง มีความหลงน้อยลง นี่คืออานิงส์ของการประพฤติปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐานฌานวิถี ดั่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เมื่อประพฤติปฏิบัติไปมากๆแล้วจะไม่ได้อะไร หรือไม่เหลืออะไรเลย..คือความชั่วมันจะหมดไป

    ก็เหมือนเมื่อเราละอกุศลแล้ว ละบาปแล้ว..บุญก็บังเกิดนั่นเอง ดังนั้นไม่ได้บอกว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะเกิดคุณวิเศษ จะเกิดความพิศดารปาฏิหาริย์ให้ชีวิตเรานั้นสำเร็จประโยชน์ในสิ่งที่เราปรารถนา..อย่างนั้นไม่ใช่วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติ วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัตินั้นก็คือ เมื่อเราประพฤติปฏิบัติไปแล้วมากๆเข้า มีความเพียรมากๆเข้าแล้วมันจะไปละอกุศลมูลนั่นเองให้น้อยลง นี่แลคือเหตุหลักแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อโยมประพฤติปฏิบัติน้อมจิตน้อมกาย วาจา ใจให้เข้าถึงในพระรัตนตรัยแล้ว โยมก็จะเข้าถึงใจอันเป็นรากเหง้าความสำคัญแห่งกุศลทั้งปวง..คือมีศรัทธา มีความเชื่อ มีความเพียร มีศีล มีสมาธิ มีพละทั้ง ๕ นี้ จะทำให้โยมเข้าถึงใน"ทางเดินแห่งมรรค"

    เมื่อโยมเดินอยู่บ่อยๆจนเห็นชัดเห็นแจ้งอย่างนี้ ความเชื่อมั่นกำลังใจโยมก็เต็ม เมื่อเต็มแล้วโยมอธิษฐานปรารถนาที่จะไปหรือที่จะไม่เกิด ที่จะพ้นทุกข์ในสิ่งใดก็ตามย่อมเข้าถึงในสิ่งนั้นได้ นี่เค้าเรียกว่าไม่ว่าจะไปในทางใดต้องอธิษฐานบารมีทั้งนั้น หากบารมีโยมไม่ถึงในสิ่งใด..ก็ยากที่โยมจะปรารถนา

    ดังนั้นการที่โยมได้มาเจริญบุญเป็นตัวแทน เป็นสะพานบุญอยู่นี้ก็เรียกว่าสร้างมหาทาน หรือเป็นสังฆทานอย่างหนึ่ง ที่จะมาเชื่อมต่อจรรโลงให้บุคคลที่มีบุญวาสนาที่เป็นเชื้อเผ่าพันธุ์ให้เค้ามาได้ร่วมกุศลผลบุญกับโยม แม้มันจะไม่มากนักก็ให้เก็บเล็กผสมน้อยไป เหมือนการประพฤติปฏิบัติธรรม หากเรามีโอกาสมีเวลาก็ทำตามกำลังศรัทธา ตามกำลังอัตภาพแห่งแรงกายแรงใจเรา..ค่อยๆทำไป เก็บเล็กผสมน้อย เมื่อมันผสมมากๆเข้าเก็บมากๆเข้ามันก็จะเพิ่มพูลขึ้นมาเอง ดีกว่าเราไม่ทำอะไรเลย

    เมื่อเราไม่ทำอะไรเลยแล้วก็ย่อมเปิดโอกาสให้ช่องให้มารเข้ามาแทรก มาปล้น มาฆ่าเสบียงบุญของเราไป แบบนี้เค้าเรียกว่าอยู่ไปก็ขาดทุน หรือเรียกว่าอยู่ไปก็รอวันตาย แต่เมื่อเราเจริญในทาน ศีล ภาวนา สวดมนต์ภาวนาจิต อบรมบ่มจิต ยกธรรมมาพิจารณา เพ่งโทษในกายตนอยู่อย่างนี้แล้วไซร้ เห็นสภาวะความเบื่อหน่ายในการเกิด เห็นสภาวะความเบื่อหน่ายแห่งทุกข์ในกายนี้ในขันธ์นี้อยู่บ่อยๆ เช้ามา..ก่อนหลับก่อนนอน..ทำดังนี้เป็นวัตรแล้วไซร้ เหมือนที่โยมเจริญสาธยายมนต์อย่างนี้ ไม่ช้าไม่นานบารมีมันก็เต็ม

    บารมีเต็ม..จะรู้ได้อย่างไร รู้ได้บอกว่า..เรานั้นเริ่มจะหันเห ไม่สนใจในโลกธรรมมากขึ้น ไม่สนใจผู้คนมากขึ้น วางอารมณ์ได้มากขึ้น ใจมันสงบนิ่งมากขึ้น มีความเชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนมากขึ้น เมื่อประพฤติปฏิบัติคราใดจิตนั้นก็มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีความเพียรต่อเนื่องอยู่ร่ำไป เมื่อจะประพฤติปฏิบัติสาธยายมนต์ จะประพฤติปฏิบัติภาวนาจิตก็ตาม..ไม่มีการต่อรองโอ้เอ้ใดๆ จะรีบขวนขวายกระตือรือล้นในการประพฤติปฏิบัติสร้างบารมี นี่เรียกว่าบารมีโยมจะเริ่มมา เริ่มใกล้จะเต็ม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บอกว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะต้องสาธยายมนต์ จิตต้องรู้ตื่นมาฮึกเหิม นี่เค้าเรียกว่ารู้หน้าที่ เป็นผู้มีบารมีเก่า มารจะมาขัดขวางทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ถ้าว่าเรานั้นมีใจที่เรานั้นมีความเกียจคร้านซะแล้ว มารจะดลใจได้ง่าย แต่ถ้าโยมตั้งใจมั่นแล้ว..มารก็ทำอะไรโยมไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะมารก็มีฝ่ายดี ฝ่ายอธรรมกับฝ่ายกุศล เข้าใจมั้ยจ๊ะ ฝ่ายกุศลเค้าก็จะดลจิตดลใจให้โยมนั้นไปสร้างบุญคุณงามความดี ฝ่ายอธรรมหมายถึงทำให้โยมนั้นไม่คิดจะสร้างคุณงามความดีอันใดเลย จะได้ตกเป็นทาสของกิเลสมารอยู่ร่ำไป เป็นวัฏฏะอย่างนี้

    ดังนั้นถ้าโยมปรารถนาที่จะพ้นจากทาสแห่งพญามาร แห่งการเกิดภายในวัฏฏะนี้ แห่งการตายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นภูเขาเลากาแห่งซากศพของตัวเราเอง เพียงตัวเราเองแค่คนเดียวภูเขาลูกหนึ่งก็อาจจะยังไม่พอกองในกระดูกสังขารที่ตายทับถมกันอยู่อย่างนี้ ก็น่าสลดสังเวชนัก ดังนั้นการจะประพฤติปฏิบัติในคราใดให้ตั้งใจว่าเรานั้นจะมาละความชั่วในดวงจิตในดวงใจ ขอให้ตั้งมั่นอย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อย่าคิดว่าวันนี้เราจะต้องได้..นั่งให้ได้อย่างนั้น นั่งให้ได้เท่านั้นนั่งให้ได้เท่านี้..นี่เป็นการคาดหวัง เมื่อโยมเอาจิตไปคาดหวังเป็นอนาคตแล้ว แต่ไม่ได้ดูต้นทุนในภาวะจิตของโยมในปัจจุบันเสียแล้ว เหตุที่จะเกิดขึ้นคืออะไร คือความไม่แน่นอน คือความไม่เที่ยง คือเป็นทุกข์..ก็คือความผิดหวัง

    แต่ขอให้โยมตั้งใจให้มีหวังว่าวันนี้เราจะตั้งใจจะมากำจัดความชั่วในดวงใจ จะมาเจริญความเพียรให้มันเกิดขึ้น จะมาเจริญศรัทธาให้เกิดขึ้น จะมาเจริญเมตตาบารมีให้เกิดขึ้น จะมาเจริญอุเบกขาธรรมให้บังเกิดขึ้น จะมาเจริญวิริยะความเพียรให้บังเกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้โยมต้องได้อะไรไม่มากก็น้อย..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  10. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  11. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    เมื่อเราปฏิบัติยังไม่ได้..ก็สามารถให้สวดมนต์ก็ยังดี สวดมนต์ไม่ได้..ก็เดินจงกรมก็ยังดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำอะไรก่อนได้ได้ทั้งนั้น อย่าไปคาดหวังว่าวันนี้เราไม่ได้สาธยายมนต์แล้วจะรู้สึกไม่ดี หากว่าเราอยู่ในสภาวะทางโลกในขณะนี้มันไม่สะดวกจะทำยังไง เมื่อจิตเราสงบให้เราภาวนาได้ตลอดเวลาได้ทุกที่..ไม่มีการห้าม

    ดังนั้นบุญกุศลที่เราจะทำทำได้ตลอดเวลาเมื่อเราระลึกถึงในคุณงามความดีของพระรัตนตรัย นั้นขอให้จงจำไว้เมื่อโยมได้มีโอกาสมาสร้างคุณงามความดีก็ให้ทำมากๆ ทำมากๆเป็นอย่างไร ให้ละให้มากๆ ละอกุศลละความชั่วนี้..เรียกว่าเพ่งโทษให้มากๆ เมื่อเรามีแต่เพ่งโทษในกายตนจะไม่มีเวลาสนใจคนอื่น

    คนที่ยังสนใจคนอื่นอยู่ ยังติดอยู่ในหมู่คณะอยู่นี้ เค้าเรียกว่ายังมีความเพลินอยู่ ยังไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง เมื่อโยมมาแบบนี้แล้ว..มันก็ไม่ต่างอะไรกับโยมจะมาเกิดสมาคม รู้จักสมาคมมั้ยจ๊ะ สมาคม..สมาคมได้ แต่เมื่อถึงเวลาโยมต้องละออกจากสมาคม โยมต้องหันกลับไปดูในวิถีของจิตของตัวเอง เอากำลังใจทั้งหลายทั้งปวงที่คนนั้นเค้ามีดีกับเรา คิดดีกับเราหวังดีกับเรา..เอาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมาเป็นกำลังใจ

    แล้วสิ่งไหนที่ใครทำไม่ดีกับเรา..เราควรมาดูแก้ไขตัวเองแล้วแผ่เมตตาอภัยทานให้เค้าเสีย เพราะนั่นคือวิบากกรรมที่เราเคยได้กระทำมา เราได้มาเจอคู่อาฆาตพยาบาทแล้ว เมื่อเป็นอย่างนั้นเราไม่ต้องตามหากันอีกต่อไป ขอให้จบชาตินี้เสีย ดังนั้นถ้าเค้าไม่ดีกับเรา.. ถ้าเราทำดีกับเค้าไม่ได้ต้องทำยังไง ให้เราแผ่เมตตาจิตออกไปก่อน ส่งบุญออกไปก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมื่อเรายังกล่าววาจากับเค้าไม่ได้ มันเป็นการฝืนก็ดีที่จะพูดดี ให้ส่งบุญไปก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ บุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้าทำมาในทาน ศีล ภาวนา ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติที่ข้าพเจ้าได้เกิดมาแล้ว ขอบุญกุศลอันนี้จงเป็นปัจจัยอุดหนุนค้ำชูให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกดวงจิตดวงวิญญาณผู้มีอาฆาตพยาบาทมาดร้ายอิจฉาริษยาของข้าพเจ้า คู่อาฆาต คู่จองเวร คู่พยาบาท ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติแต่ปางใดมาก็ตาม ขอให้เค้าได้รับบุญกุศลมาโมทนาสาธุบุญกับข้าพเจ้า ขอให้เค้าพึงได้ประโยชน์ได้บุญกุศลนี้เหมือนที่ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าอย่างนี้ ให้พิจารณาและอธิษฐานแบบนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ในขณะที่โยมอธิษฐานจิตแบบนี้ ความอาฆาตพยาบาทมาดร้ายที่มันมีอยู่ในดวงใจเรา แท้ที่จริงแล้วเวรอาฆาตพยาบาทมันจะตัดได้หลุดได้..ไม่ได้อยู่ที่ว่าคู่อาฆาตพยาบาทของเรา มันอยู่ที่ใจของเราต่างหาก เมื่อใจเรามันไม่มีอาฆาตพยาบาทกับใครแล้ว ใครจะมาพยาบาทเรานั้นมันไม่เป็นผล ทำไมถึงไม่เป็นผล..เหมือนหว่านเมล็ดที่ไม่มีดิน ถามว่าจะขึ้นได้มั้ยจ๊ะ เพราะเรากำจัดเสียแล้ว อกุศลไม่มีแล้ว มันไม่มีเชื้อแล้ว ทำจิตให้เราหมดซะแก้ไขที่ตัวเราเองปรับที่ตัวเรา เหมือนอากาศก็ดี อารมณ์ที่มันขัดข้องที่มันขุ่นที่เราฟังแล้วไม่สบายใจไม่พอพระทัย..ให้ตัดที่ตัวเราเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    การไปตำหนิติเตียนว่าเค้าว่าเป็นอย่างนั้นว่าเค้าเป็นอย่างนี้ เจ้าต้องพูดดีต้องประพฤติดีต้องทำให้ดีอย่างนี้..มนุษย์มันแก้ไขกันยาก แม้ตัวเราเองเราก็ตำหนิติเตียนไม่ได้เลย ใช่มั้ยจ๊ะ ย่อมมีการขัดข้องหมองใจเป็นธรรมดา นั้นให้มาแก้ไขที่ตัวเรามาปรับที่ตัวเราซะ ไม่นานนักเมื่อเราดีแล้วเราก็จะเห็นเค้าดีได้

    เมื่อเราเห็นใครไม่ดี..ขอให้จงจำไว้..แสดงว่าเราก็ยังไม่ดี โยมจงไปพิจารณาดู..เมื่อเราทำดีแล้ว..เราจะเห็นคนอื่นดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราจะไม่เห็นใครชั่วใครเลวอย่างไร เพราะว่าคนเกิดมาล้วนแต่มีวิบากกรรมทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเลวเลย ไม่มีใครอยากชั่วเลย ไม่มีใครอยากลำบาก ใครก็อยากมีสุขทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะเวรกรรมวิบากกรรมที่เค้าทำมา ที่ทำให้เค้าหลุดออกจากตรงนั้นไม่ได้ อินทรีย์ก็ดี บุญกุศลก็ดี บารมีก็ดี..เค้าทำไม่ได้ บางคนก็อยากสวดมนต์แต่สวดไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เพราะดังนั้นแล้วสิ่งที่โยมได้กระทำมา สวดมนต์คล่องก็ดี นั่งสมาธิได้ นั่งภาวนาได้ก็ดี ฟังธรรมได้ก็ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่โยมได้มาสร้างไว้แล้วในอดีตในวาสนาที่โยมทำมา ถ้าคนมันไม่เคยทำมา..มานั่งฟังธรรมนี่มันก็จะขัดหูขัดใจไปหมด แต่ถ้าคนมันเคยได้สดับมาแล้ว จิตเค้ามีธรรมแล้ว จิตเค้าเป็นบุญกุศลแล้ว ที่เค้าเคยอบรมบ่มจิตมาแล้ว เค้าจะมีศรัทธา เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันก็จะเจริญความเพียรเจริญบารมีได้ง่าย

    ดังนั้นเค้าจึงบอกให้โยมนั้นแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เค้ามีคู่อาฆาตพยาบาทเหล่านี้ ให้เค้าจิตมีดวงตาเห็นธรรม ให้เค้าเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย ให้เกิดแสงสว่างแสงประทีปนั้นนำทางให้เค้าพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเหล่านี้ เมื่อเราแผ่ไปแบบนี้แล้ว..โยมจำเอาไว้ คนรอบตัวเราก็ดี คนร่วมงานเราก็ดี คนที่เราจะพบเจอก็ดีจะมีแต่ผู้ที่มีศีลมีธรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  12. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  13. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    การประพฤติปฏิบัติธรรมไปมากๆแล้วอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าขอให้รู้ไว้ คือจิตใจเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น มีความโลภน้อยมากยิ่งขึ้น มีความอยากน้อยลง มีความหลงน้อยลง นี่คืออานิงส์ของการประพฤติปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐานฌานวิถี ดั่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เมื่อประพฤติปฏิบัติไปมากๆแล้วจะไม่ได้อะไร หรือไม่เหลืออะไรเลย..คือความชั่วมันจะหมดไป

    ก็เหมือนเมื่อเราละอกุศลแล้ว ละบาปแล้ว..บุญก็บังเกิดนั่นเอง ดังนั้นไม่ได้บอกว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะเกิดคุณวิเศษ จะเกิดความพิศดารปาฏิหาริย์ให้ชีวิตเรานั้นสำเร็จประโยชน์ในสิ่งที่เราปรารถนา..อย่างนั้นไม่ใช่วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติ วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัตินั้นก็คือ เมื่อเราประพฤติปฏิบัติไปแล้วมากๆเข้า มีความเพียรมากๆเข้าแล้วมันจะไปละอกุศลมูลนั่นเองให้น้อยลง นี่แลคือเหตุหลักแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อโยมประพฤติปฏิบัติน้อมจิตน้อมกาย วาจา ใจให้เข้าถึงในพระรัตนตรัยแล้ว โยมก็จะเข้าถึงใจอันเป็นรากเหง้าความสำคัญแห่งกุศลทั้งปวง..คือมีศรัทธา มีความเชื่อ มีความเพียร มีศีล มีสมาธิ มีพละทั้ง ๕ นี้ จะทำให้โยมเข้าถึงใน"ทางเดินแห่งมรรค"

    เมื่อโยมเดินอยู่บ่อยๆจนเห็นชัดเห็นแจ้งอย่างนี้ ความเชื่อมั่นกำลังใจโยมก็เต็ม เมื่อเต็มแล้วโยมอธิษฐานปรารถนาที่จะไปหรือที่จะไม่เกิด ที่จะพ้นทุกข์ในสิ่งใดก็ตามย่อมเข้าถึงในสิ่งนั้นได้ นี่เค้าเรียกว่าไม่ว่าจะไปในทางใดต้องอธิษฐานบารมีทั้งนั้น หากบารมีโยมไม่ถึงในสิ่งใด..ก็ยากที่โยมจะปรารถนา

    ดังนั้นการที่โยมได้มาเจริญบุญเป็นตัวแทน เป็นสะพานบุญอยู่นี้ก็เรียกว่าสร้างมหาทาน หรือเป็นสังฆทานอย่างหนึ่ง ที่จะมาเชื่อมต่อจรรโลงให้บุคคลที่มีบุญวาสนาที่เป็นเชื้อเผ่าพันธุ์ให้เค้ามาได้ร่วมกุศลผลบุญกับโยม แม้มันจะไม่มากนักก็ให้เก็บเล็กผสมน้อยไป เหมือนการประพฤติปฏิบัติธรรม หากเรามีโอกาสมีเวลาก็ทำตามกำลังศรัทธา ตามกำลังอัตภาพแห่งแรงกายแรงใจเรา..ค่อยๆทำไป เก็บเล็กผสมน้อย เมื่อมันผสมมากๆเข้าเก็บมากๆเข้ามันก็จะเพิ่มพูลขึ้นมาเอง ดีกว่าเราไม่ทำอะไรเลย

    เมื่อเราไม่ทำอะไรเลยแล้วก็ย่อมเปิดโอกาสให้ช่องให้มารเข้ามาแทรก มาปล้น มาฆ่าเสบียงบุญของเราไป แบบนี้เค้าเรียกว่าอยู่ไปก็ขาดทุน หรือเรียกว่าอยู่ไปก็รอวันตาย แต่เมื่อเราเจริญในทาน ศีล ภาวนา สวดมนต์ภาวนาจิต อบรมบ่มจิต ยกธรรมมาพิจารณา เพ่งโทษในกายตนอยู่อย่างนี้แล้วไซร้ เห็นสภาวะความเบื่อหน่ายในการเกิด เห็นสภาวะความเบื่อหน่ายแห่งทุกข์ในกายนี้ในขันธ์นี้อยู่บ่อยๆ เช้ามา..ก่อนหลับก่อนนอน..ทำดังนี้เป็นวัตรแล้วไซร้ เหมือนที่โยมเจริญสาธยายมนต์อย่างนี้ ไม่ช้าไม่นานบารมีมันก็เต็ม

    บารมีเต็ม..จะรู้ได้อย่างไร รู้ได้บอกว่า..เรานั้นเริ่มจะหันเห ไม่สนใจในโลกธรรมมากขึ้น ไม่สนใจผู้คนมากขึ้น วางอารมณ์ได้มากขึ้น ใจมันสงบนิ่งมากขึ้น มีความเชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนมากขึ้น เมื่อประพฤติปฏิบัติคราใดจิตนั้นก็มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีความเพียรต่อเนื่องอยู่ร่ำไป เมื่อจะประพฤติปฏิบัติสาธยายมนต์ จะประพฤติปฏิบัติภาวนาจิตก็ตาม..ไม่มีการต่อรองโอ้เอ้ใดๆ จะรีบขวนขวายกระตือรือล้นในการประพฤติปฏิบัติสร้างบารมี นี่เรียกว่าบารมีโยมจะเริ่มมา เริ่มใกล้จะเต็ม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บอกว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะต้องสาธยายมนต์ จิตต้องรู้ตื่นมาฮึกเหิม นี่เค้าเรียกว่ารู้หน้าที่ เป็นผู้มีบารมีเก่า มารจะมาขัดขวางทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ถ้าว่าเรานั้นมีใจที่เรานั้นมีความเกียจคร้านซะแล้ว มารจะดลใจได้ง่าย แต่ถ้าโยมตั้งใจมั่นแล้ว..มารก็ทำอะไรโยมไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะมารก็มีฝ่ายดี ฝ่ายอธรรมกับฝ่ายกุศล เข้าใจมั้ยจ๊ะ ฝ่ายกุศลเค้าก็จะดลจิตดลใจให้โยมนั้นไปสร้างบุญคุณงามความดี ฝ่ายอธรรมหมายถึงทำให้โยมนั้นไม่คิดจะสร้างคุณงามความดีอันใดเลย จะได้ตกเป็นทาสของกิเลสมารอยู่ร่ำไป เป็นวัฏฏะอย่างนี้

    ดังนั้นถ้าโยมปรารถนาที่จะพ้นจากทาสแห่งพญามาร แห่งการเกิดภายในวัฏฏะนี้ แห่งการตายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นภูเขาเลากาแห่งซากศพของตัวเราเอง เพียงตัวเราเองแค่คนเดียวภูเขาลูกหนึ่งก็อาจจะยังไม่พอกองในกระดูกสังขารที่ตายทับถมกันอยู่อย่างนี้ ก็น่าสลดสังเวชนัก ดังนั้นการจะประพฤติปฏิบัติในคราใดให้ตั้งใจว่าเรานั้นจะมาละความชั่วในดวงจิตในดวงใจ ขอให้ตั้งมั่นอย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อย่าคิดว่าวันนี้เราจะต้องได้..นั่งให้ได้อย่างนั้น นั่งให้ได้เท่านั้นนั่งให้ได้เท่านี้..นี่เป็นการคาดหวัง เมื่อโยมเอาจิตไปคาดหวังเป็นอนาคตแล้ว แต่ไม่ได้ดูต้นทุนในภาวะจิตของโยมในปัจจุบันเสียแล้ว เหตุที่จะเกิดขึ้นคืออะไร คือความไม่แน่นอน คือความไม่เที่ยง คือเป็นทุกข์..ก็คือความผิดหวัง

    แต่ขอให้โยมตั้งใจให้มีหวังว่าวันนี้เราจะตั้งใจจะมากำจัดความชั่วในดวงใจ จะมาเจริญความเพียรให้มันเกิดขึ้น จะมาเจริญศรัทธาให้เกิดขึ้น จะมาเจริญเมตตาบารมีให้เกิดขึ้น จะมาเจริญอุเบกขาธรรมให้บังเกิดขึ้น จะมาเจริญวิริยะความเพียรให้บังเกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้โยมต้องได้อะไรไม่มากก็น้อย..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  14. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  15. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    คนที่จะบรรลุธรรมเข้าถึงธรรมได้ มีอยู่ ๕ ประการ ก็คือ"การเพ่งในธรรม"อย่างหนึ่ง "การฟังธรรม"อย่างหนึ่ง "การแสดงธรรม"อย่างหนึ่ง "การเจริญวิปัสสนาญาณ"อย่างหนึ่ง "การสาธายายมนต์"อย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ที่จะสามารถทำให้บรรลุธรรมได้ นอกเหนือจากนี้ถ้าฟังแล้วไม่ประพฤติปฏิบัติมันไม่มีทางจะบรรลุอะไรทั้งนั้นแหล่ะจ้ะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วมนุษย์น่ะมีความแข็งกระด้างหยาบมาก ถ้าโยมไม่สาธยายมนต์ให้เข้าถึงในพระรัตนตรัยแล้ว โยมจะมาเจริญจิตภาวนาเข้าสมาธิ..มันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์นั้นมีตัวตนอัตตามากที่สุด เข้าใจมั้ยจ๊ะ คำว่ามากที่สุดนี้..คือมากที่สุดแล้ว

    แล้วมนุษย์น่ะแม้มีกายเป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หากจิตพวกนี้ยังไม่แก้ไข เมื่อดับจิตไปก็ต้องลงไปเป็นสัตว์นรก กายเป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นเป็นเปรตนิสัย หมายถึงมีแต่ความโลภโมโทสันอย่างเดียว เมื่อตายลงไปก็ต้องไปเสวยเป็นเปรต กายเป็นมนุษย์แต่จิตเป็นเทวดา..เป็นอย่างไร พวกนี้เค้ามีหิริโอตตัปปะ..คือศีล ๕ เมื่อเจริญมากๆเข้าไป กายเป็นมนุษย์จิตก็เป็นพรหม..เป็นอย่างไร เขาเรียกว่าเจริญพรหมวิหาร ๔ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อกายเป็นมนุษย์จิตเป็นพรหมแล้วเป็นยังไง อ้าว..เค้าก็เจริญวิปัสสนาญาณ พิจารณาตามความเป็นจริงในหลักธรรมทั้งหลาย จนเข้าถึงการพ้นทุกข์ เห็นความเกิดแก่เจ็บตาย เห็นความเบื่อหน่ายในการเกิด..นี้เขาก็ไม่ต้องเกิดได้

    นั้นถามดูตัวเองว่าเรามีกายเป็นมนุษย์นี้..จิตเราเป็นอะไร จิตเราเป็นอะไรจ๊ะ เค้าบอกว่ามนุษย์นั้นเกิดยาก..ก็จริงอยู่ แต่การเกิดมาแล้วได้เจอพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสร้างบารมี..ยากยิ่งกว่า นั้นการเกิดขึ้นมามากมายของมนุษย์นี้เป็นแค่กายหยาบ แต่จิตนั้นที่เกิดมานี้เป็นสัตว์นรกทั้งนั้นในขณะนี้ นั้นโยมถามตัวเองดูว่าตัวเองนี้มีจิตเป็นแบบไหน จิตเป็นแบบไหนจ๊ะ..

    นั้นศีล ๕ นี้สำคัญนัก ศีล ๕ นี้ก็บรรลุธรรมได้ นั้นโยมต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐานเสียก่อน แล้วโยมถึงจะไปเจริญพรหมจรรย์เจริญความเพียรได้ ศีล ๕ นี้ควรรับในขณะที่โยมอยู่ในทางโลก แต่ศีล ๘ แห่งพรหมจรรย์ควรน้อมรับในการประพฤติปฏิบัติ หรือตอนหลับนอน..จะมีอานิสงส์มาก เพราะในขณะที่โยมหลับนอนลงไปนั้น โยมไม่ได้ไปสร้างเวรพยาบาทกับใคร ศีลโยมจะบริสุทธิ์มาก

    ยิ่งโยมแผ่เมตตาจิตออกไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ดวงจิตวิญญาณที่โยมได้เคยเบียดเบียนด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าตั้งแต่อดีตถึงภพปัจจุบันทั้งหลายทั้งปวงที่โยมได้กระทำมานี้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้โยมนั้น..หากมีเภทภัยมาเบียดเบียนก็ตาม บุญกุศลนี้จะคุ้มครองโยมได้ แม้ไฟไหม้เรือนโยมก็ตาม โยมก็ไม่ถูกไฟคลอกตาย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อ้าว..ก็บอกว่าเป็นที่รักของเทวดา เทวดาเขาก็รับบุญกุศลไป เมื่อถึงโยมมีภัยแล้วเขาจะรู้คุณ ก็ต้องมาช่วยเหลือเกื้อหนุน เข้าใจมั้ยจ๊ะ..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  16. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    โยมจงเจริญศีล ๕ ให้เต็มกำลัง ศีล ๕ ทำให้โยมเข้าถึงพระโสดาบันได้ ถ้าโยมไม่เจริญศีล ๕ ให้เต็มกำลังแล้ว หรือไม่ให้บริบูรณ์แล้ว การจะเข้าถึงกระแสพระนิพพานชั้นต้นเป็นของทำได้ยาก แต่ถ้าโยมมีศีล ๕ จึงเรียกว่ามีต้นทุนบุญกุศล มีพื้นฐานแห่งบุญ การที่โยมจะเข้าถึงกระแสพระนิพพานชั้นต้นก็เป็นของที่ทำได้ไม่ยากจนเกินไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    พระโสดาบันก็ยังมีคู่มีครองได้ เค้าเรียกว่ายังมีเชื้อมนุษย์อยู่ แต่เมื่อโยมเรียนรู้จากมนุษย์จนหมดความอยากลงไปลงไปแล้ว ก็เรียกว่าเชื้อแห่งมนุษย์มันก็จะหมดไป โยมก็รู้สึกว่าจะเบื่อหน่ายในกามคุณ นั่นแหล่ะจ้ะเค้าเรียกว่า บ่งบอกเลยได้ว่าการเกิดจักไม่มีอีกต่อไป ถ้าคนยังไม่หมดในความอยากในกามคุณ..ภพชาติย่อมบังเกิดต่อไปในวัฏฏะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่เมื่อโยมหมดอยากนั้นแล โยมประกาศด้วยตัวเองได้เลยว่า แจ้งกับจิตได้เลยว่า"การเกิดจักไม่มีอีกต่อไป" เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นเมื่อโยมมีคู่มีครองในทางโลกเป็นของธรรมดา ๑.เพื่อให้โยมเกิดมาได้ชดใช้กรรมกัน ๒.เพื่อทำสัจจะอธิษฐาน เพราะบางคนอธิษฐานจะมาเจอกัน บางคนอธิษฐานจะมาสร้างบารมีกัน บางคนอธิษฐานจะมาตีหัวกัน ใช่มั้ยจ๊ะ บางคนอธิษฐานจะมาผลิตลูกกัน บางคนอธิษฐานจะมาชดใช้กัน แต่เมื่อโยมอธิษฐานมาอย่างไร นั่นก็เป็นกรรมเป็นวาสนา ขอให้จงทำตามเจตนาจิตให้มันดี

    คู่ครองก็หาใช่ว่าต้องมาอยู่สมสู่กันอย่างเดียว เพราะเค้าเรียกว่าเป็นคู่บารมี คู่บุญ ดังนั้นจงจำไว้ให้หนักว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ สิ่งนี้คำนี้เป็นของต้องห้าม เพราะอะไร เพราะว่าเป็นของจริง เพราะความรักนี้แลจึงทำให้หวง จึงทำให้ยึด จึงทำให้พยาบาท จึงทำให้คับแค้นใจ เกิดความพอใจไม่พอใจ

    ดังนั้นถ้าโยมมีความรักที่เป็นเมตตา..โยมจะไม่ทุกข์เลย เพราะความรักที่แท้จริงก็คือการให้ผู้ที่เรารักให้เขามีความสุข นั่นแหล่ะจ้ะจึงเรียกว่ารักด้วยความบริสุทธิ์ ถ้านอกเหนือจากนั้นมีแต่ทุกข์ถ่ายเดียว องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้นิยามความรักไว้อยู่แล้ว ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ จึงเป็นอมตะแห่งความเป็นจริง แต่สิ่งที่ฉันกล่าวมานี้ ถ้าโยมให้ด้วยความรักด้วยความเมตตา ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จะให้แล้ว เห็นยินดีมีความพอใจที่คนที่เรารักนั้นเค้ามีความสุข นั่นแหล่ะจ้ะจงจำไว้ให้ดีเถิดว่า สิ่งที่โยมมอบให้นั้นจะกลับไปหาตัวบุคคลที่ให้

    นั้นการที่จะเข้าถึงธรรม..ไม่ยากเลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าถึงบอกว่าถ้ามนุษย์ได้รู้ซึ้งแห่งธรรมแล้ว เค้าจะละออกจากรักโลภโกรธหลง ถ้าโยมออกจากสิ่งเหล่านี้ได้ บ่วงทั้งหลายก็ถูกสลัดออก จิตโยมย่อมเป็นอิสระ แต่ถ้าใครยังไม่เป็นอิสระ โยมก็ต้องชดใช้ไปจนว่าโยมนั้นพอแล้ว กรรมมันอยู่ที่โยมกำหนด ไม่ใช่อยู่ที่ใครมาบอก โยมพอใจหรือยัง ถ้าโยมยังพอใจที่แสวงที่อยากจะมีความสุขเสวยอยู่ กรรมจะหมดไปไม่ได้ แต่ถ้าโยมเห็นโทษเห็นภัยในทุกข์และสุขนั้นว่ามันไม่ใช่ของจีรังยั่งยืน บุคคลผู้นั้นย่อมตัดกรรมได้..คือตัดใจได้ ไม่อาลัยอาวรณ์อีกต่อไป..

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  17. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  18. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    "มาฆบูชา"ความสำคัญวันนี้มันคืออะไร วันนี้แหล่ะจ้ะที่เรียกเป็นวันเกิดวันตาย ใช่มั้ยจ๊ะ แต่โยมก็หารู้ไม่ว่าความหมายมันคืออะไร แล้วที่ฉันถามโยมน่ะ อ้าว..ที่บอกว่าเกิดเหตุอัศจรรย์ใจ ๔ อย่างนั้น มัน ๔ อย่างนั้นมันว่ายังไงบ้างเล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : พระสงฆ์มารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย) แล้วอย่างที่ ๒ เล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : พระสงฆ์นั้นเป็นเอหิภิกขุ ) ทำไมถึงเรียกเอหิภิกขุเล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้ )

    อ้าว..แล้วยังไงต่อเล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : พระสงฆ์ทั้งหมดทรงอภิญญา ) แล้วอย่างสุดท้ายเล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : เป็นวันเพ็ญเดือน ๓ และพระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ) แล้วใจความ..ความสำคัญของวันนี้ ที่ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ใจนี้ เหตุหลักใหญ่ของโอวาทปาติโมกข์นี้ คืออะไรเล่าจ๊ะ (ลูกศิษย์ : การทำความดี ละความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์ )

    วันนี้ถ้าบุคคลใดได้มาเจริญแล้วในพิธีที่โยมได้มารำลึกถึงพระคุณขององค์พระพุทธเจ้าท่าน ท่านตรัสหลักใหญ่ไว้ว่า ให้ละความอาฆาตพยาบาทให้มันได้ ถ้าโยมละไม่ได้ โยมจะเข้าถึงทาน ศีล ภาวนาก็ยากยิ่งนัก เพราะตัวนี้มันไปตัดกระแสพระนิพพาน ตัดบุญกุศลบารมี เพราะมันเป็นไฟโทสะ ไฟตัวนี้หากใครมีแล้ว..ที่มันนอนก้นอยู่ในขันธสันดานผู้ใดแล้ว ถ้าโยมไม่มีสติไปกำหนดรู้มันเมื่อใด โยมไปสะสมไว้มากแค่ไหน เมื่อมันให้ผลแล้วมันก็จะเผาบ้านผู้นั้นวอดวาย บุญกุศลทั้งหลายที่โยมได้กระทำมา มันก็เหมือนทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวงที่โยมสะสมไว้ในบ้านในเคหสถาน เมื่อไฟมันเผาไหม้แล้วโยมว่าโยมจะหมดมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : หมดเจ้าค่ะ)

    อย่างนั้นโยมต้องมีสติ อย่าได้นำข้าศึกเข้ามาอยู่ภายใน นั้นก็ต้องละความอาฆาตพยาบาทลงให้ได้เสีย เมื่อโยมทำได้แล้ว บาปทั้งปวงมันก็จะบังเกิดยาก การทำดีให้ถึงพร้อมมันก็ถึงได้ เพราะเมื่อโยมละตัวไฟโทสะ คนที่จะมีโทสะได้มันเกิดจากแรงอาฆาตพยาบาท เมื่อโยมไม่มีไฟโทสะเข้ามาครอบงำดวงจิตแล้ว ความอาฆาตพยาบาทตัวนี้มันก็จะถูกตัดไปในตัวของมันเอง ความริษยานั้นก็ดับลงได้ ความเมตตาปราณีในจิตมันก็บังเกิดขึ้นมาแทน

    นั้นการเจริญกุศลความดีนั้นมันก็เจริญได้ง่าย ยิ่งโยมมีอัตตาตัวตนมากเท่าไหร่ ไฟโทสะนี้ โมหะนี้มันก็จะมาพร้อมกัน โยมต้องละตัวนี้ให้ได้มากๆ เพราะว่ากาลต่อไปใครมีไฟโทสะ โมหะมากเท่าไหร่ การที่จะพ้นภัยนั้น แม้จะพ้นมาได้ด้วยอำนาจบุญกุศลที่โยมเคยได้สร้างมาก็จริง แต่ความบอบช้ำทางจิตทางกายนั้นมันก็จักมีมากกว่าบุคคลที่เขาละโทสะได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนานี้คือการละชั่ว สร้างกรรมดี ทำจิตให้ผ่องใส นั้นถ้าจิตโยมนั้นยังมีอาฆาตพยาบาทอยู่ไม่ว่าคราใด โยมว่ามันจะผ่องใสได้มั้ยจ๊ะ มันก็จะขุ่นอยู่อย่างนั้น โยมจักมองไม่เห็นเลยในพื้นล่าง ในรากเหง้าของอกุศลนั้นว่ามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง นั่นคือประกอบกรรมที่โยมกระทำมา โยมจักไม่เห็นกรรมตัวเอง นั่นคือหลงตัวเอง เมื่อโยมหลงซะแล้ว โยมจะเห็นทางเดินได้อย่างไร ดังนั้นโยมต้องทำจิตใจให้โยมนั้นผ่องใสด้วยการละโทสะ โมหะลง

    การจะละโทสะได้ก็คือการให้อภัย โยมไม่มีอัฐเงินตรา ไม่มีปัจจัยที่จะไปสละเป็นทาน แต่โยมละความอาฆาตพยาบาทในไฟโทสะนั้นเสียได้..มันมีอานิสงส์มาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะมันสามารถให้บุคคลธรรมดา..หนุนนำให้เป็นอริยบุคคลได้ในภายภาคหน้า นี่เค้าเรียกว่าการสร้างทานบารมีอย่างแท้จริง

    สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  19. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
     
  20. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    700
    ค่าพลัง:
    +2,410
    EC27ED2E-A865-45F5-9924-55B08A789C46.jpeg
     

แชร์หน้านี้

Loading...