เรื่องเด่น ธรรมะเกื้อผู้ป่วย พาสู่สุคติขึ้นสวรรค์

ในห้อง 'ภพภูมิ-สวรรค์ นรก' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ ชาวพุทธ, 6 พฤศจิกายน 2019.

  1. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ

    โพธิสัตว์ ชาวพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    3,484
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,629
    ค่าพลัง:
    +5,959
    8abe0b899e0b989e0b8b2-1-e0b898e0b8a3e0b8a3e0b8a1e0b8b0e0b980e0b881e0b8b7e0b989e0b8ade0b89ce0b8b9.jpg

    ในการปฏิบัติการ “กลุ่มจิตอาสาคิลานธรรม” ให้มีบทบาท “เยียวยาใจด้วยธรรมะ” มีความปรารถนาช่วยเหลือให้คนประสบความทุกข์ใจ โดยเฉพาะผู้ป่วย และญาติ ที่เรียกว่า “คนมีทุกข์” ให้ได้บรรเทาคลายจากความทุกข์ภายในจิตใจ…

    กลายเป็นการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมแห่งการดูแลจิตใจ” เชื่อมโยงเครือข่ายสู่สังคมไทย…ด้วยวิถีคิลานธรรม…วิถีแห่งความดับทุกข์…

    บทบาทของคณะสงฆ์บำบัดทุกข์นี้ พระมหาสุเทพ สุทฺธิญาโณ ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรม ให้ข้อมูลว่า นวัตกรรมแห่งการเยียวยาใจด้วยธรรมะของกลุ่มจิตอาสาคิลานธรรม มีหลัก 3 ด้าน คือ ด้านที่หนึ่ง…

    “งานคลินิก” ออกเยี่ยมไข้ผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ด้วยวิถีหลักการพุทธจิตวิทยาแนวพุทธ มีจุดประสงค์ให้คลายทุกข์อยู่ในใจของผู้ป่วยและญาติ รวมถึงแพทย์ พยาบาล บุคลากรที่ให้การดูแลผู้ป่วยด้วย


    มีฐานหลัก “อริยสัจสี่” คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่เป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย หนึ่ง…“ทุกข์” ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์ สอง…“สมุทัย” ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ สาม…“นิโรธ” ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์ สี่…“มรรค” ความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์

    ด้านที่สอง…“งานอบรมบุคคลภายนอก” ให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ รวมถึงบุคคลทั่วไป และจิตอาสาต่างๆ เน้นเนื้อหาเรื่องความเข้าใจในชีวิต หรือเรื่องการเสริมทักษะกระบวนการให้คำปรึกษาคลายทุกข์ด้วยธรรมะ

    และด้านที่สาม…“งานพัฒนาบุคลากรภายใน” ในการจัดอบรมให้คณะสงฆ์ ถวายความรู้ ทักษะความชำนาญ ให้เกิดกระบวนการวิธีดับทุกข์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยคนมีทุกข์ และเสริมสร้างให้จิตอาสาคิลานธรรม มีเกราะป้องกันให้รู้จักปล่อยวาง เพราะบางครั้งอาจดึงความทุกข์ผู้อื่นมาไว้กับตัวเองมากเกินไป จนเกิดทุกข์นั้นขึ้นตามมา

    สิ่งสำคัญ…คือ สร้างคณะสงฆ์รุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมทำงานจิตอาสา…สานต่อโครงการนี้ มีจุดประสงค์นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วย จนสามารถยอมรับในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ให้อยู่กับความทุกข์ทางกายแบบไม่ทรมานจิตใจ

    ที่เกิดจากการผสมผสานของหลักวิทยาศาสตร์และหลักคำสอนทางพุทธศาสนา กลายเป็น “นวัตกรรมแห่งการดูแลจิตใจด้วยองค์พระธรรม” เพราะหลัก “วิทยาศาสตร์” คือ ต้องมีเหตุและผล ส่วน “พุทธศาสนา” ก็ต้องมีหลักเหตุและผลเช่นกัน ซึ่งองค์ประกอบนี้คือหัวใจสำคัญของความทุกข์ที่เกิดจากเหตุและผลในใจ

    ยกตัวอย่าง…เมื่อ “ตา” เห็นสิ่งชอบ คือ “เหตุ” ต้องการยึดเป็นของตัวเอง หากไม่ได้ตามปรารถนาก็เกิดทุกข์ คือ “ผล” สิ่งนี้เป็นวัฏจักร ที่เรียกว่า “หลักวิทยาศาสตร์ทางจิต”…ของเหตุผล

    ทำให้ในการเข้า “บำบัดทุกข์ในใจ”…ต้องค้นหาต้นเหตุที่เกิดความไม่สบายใจ จากนั้นก็ชวนคนมีทุกข์หาเหตุจากผลที่ปรากฏเกิดความทุกข์ ตามกระบวนการ “พุทธจิตวิทยา” ด้วยการใช้ “ทักษะการฟัง” อย่างเข้าใจปัญหาถ่องแท้ หากรู้ถึงความไม่สบายใจของเหตุและผลในเรื่อง

    อะไร ต้องแก้ไขเรื่องนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่จะใช้รูปแบบการจู่โจมให้คำปรึกษาในลักษณะ “การสั่งสอน” ไม่ได้

    อีกทั้งคนบำบัดทุกข์ต้องมี เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ยอมรับฟังผู้อื่นอย่างเสียสละ มีสติ มีปัญญาจับประเด็นปัญหา ในการอยู่เคียงข้างผู้ไม่สบายใจ และต้องใช้ใจคุยกัน เพื่อให้เข้าถึงเหตุผลความไม่สบายใจออกมาจากใจจริง ถือว่า…เป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดความเชื่อใจกัน

    เมื่อรู้ถึงเหตุผลเกิดทุกข์อย่างถ่องแท้แล้ว…ก็เข้าสู่แนวทางคลายความทุกข์ ด้วยวิธีช่วยหาทางออกร่วมกัน ที่ไม่ใช่เร่งด่วนสรุป หรือด่วนตัดสิน หากเช่นนั้นอาจจะต้องรับความทุกข์ผู้อื่น และกลับไปนอนเป็นทุกข์เองก็ได้

    พระโชติก อภิชาโต หนึ่งในจิตอาสาคิลานธรรม อธิบายเพิ่มว่า จิตอาสาคิลานธรรมไม่ใช่รูปแบบการสอนหลักธรรม แต่ใช้หลัก “เกื้อกูล กรุณา” ด้วยการพูดคุยและรับฟังปัญหาของคนมีทุกข์ ในการชวนให้กลับมารู้สึกตัว…มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ที่จะเห็นประเด็นปัญหาให้มีความชัดเจนในการทำหน้าที่เสมือนเป็นกระจกใส สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และใช้ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ชักชวนให้เห็นความทุกข์นั้น โดยเฉพาะผู้ป่วย มักเผชิญปัญหาลำพัง ไม่มีที่พึ่งชัดเจน ทำให้ไม่เห็นคุณค่าความดีตัวเอง

    ทำให้ “คณะสงฆ์” ที่ทำหน้าที่นี้ต้องถูกฝึกฝนอย่างดีมีหลักความเชื่อความศรัทธาที่ว่า “มนุษย์สามารถพัฒนาได้ แม้จิตสุดท้าย” ที่เสมือนแก้วน้ำขุ่นมัว ต้องใช้เวลาตกตะกอนก่อนที่จะเกิดมีน้ำใสโผล่ขึ้นมา ทำให้คนมีทุกข์ได้เห็นต้นทุนเดิม ในเรื่องเคยทำความดี หรือเคยทำประโยชน์ต่อคนอื่น สังคม สร้างความมั่นใจ ให้สามารถหาวิธีแก้ปัญหาความทุกข์ได้ด้วยตัวเอง และต้องหาความกังวล และความห่วงที่สุดในใจ เพื่อคลายความกังวลนั้น

    ยกตัวอย่าง…มีผู้ป่วยหญิงชราระยะสุดท้าย ที่คณะสงฆ์จิตอาสาฯ รับกิจนิมนต์ให้เข้าช่วยเหลือ “เยียวยาใจด้วยธรรมะ” เพราะความเป็นห่วงลูกสาว ด้วยการชักชวนให้เห็นถึงการทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีมาตลอด และลูกมีความมั่นคงอยู่ได้ลำพัง หรือมีญาติคอยช่วยเหลืออย่างดี เพื่อปลดล็อกความกังวลความห่วงนี้ของผู้ป่วย

    แต่ด้วยตามธรรมชาติของมนุษย์มักกลัวการซ่อนเร้นในเส้นทางที่ไม่เคยเดินออกไป ทำให้ต้องชักชวนหันมาเห็นที่พึ่งทางใจ ในการสร้างความมั่นใจ เรื่องผลบุญเคยทำคุณงามความดี จะช่วยส่งเสริมนำสู่สิ่งดีกว่า หรือภพภูมิที่ดี หลังจากนั้นไม่นาน…หญิงชรารายนี้ก็จากไปอย่างมีความสุข…

    สิ่งสำคัญ…ในความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ต้องโยงให้มีความศรัทธา ดึงความทุกข์ออกมาหาที่พึ่ง กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นใจ…ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายกำลังจะจากไป…ไม่มีห่วง ก่อนจากไปอย่างมีจิตคุณภาพ…มีใจที่สงบ นำพาไปสู่ความสุคติขึ้นสวรรค์แท้จริง ที่เชื่อว่าทุกคนมีความปรารถนาแบบนี้เช่นกัน

    แต่มักไม่มีใครรู้กันว่า…ต้องทำกันอย่างไร? ทำให้ “จิตอาสาคิลานธรรม” ต้องเข้ามาทำงานในบทบาทช่วยเยียวยาจิตใจนี้ เพื่อให้ทุกคนคลายทุกข์ของ “การเกื้อกูลกัน” ที่ไม่ใช่เฉพาะศาสนาพุทธ แต่มีความยินดีในทุกศาสนา…บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    เช่นเดียวกับ พระมหาถาวร ถาวโร หนึ่งในจิตอาสาคิลานธรรม บอกอีกว่า หลักเยียวยาใจ คือการรับฟังความปรารถนาให้ถึงแก่นแท้ เพราะทุกคนมีความต้องการไม่ตรงกัน เช่น บางคนอยากตาย…แต่เบื้องหลังความตายนั้น กลับมีความปรารถนาอย่างอื่น หรือต้องการให้คนเห็นคุณค่า เช่น ผู้ป่วยไม่อยากเจ็บปวดโรครุมเร้า…ต้องหนีความเจ็บปวดนั้น…ด้วยความตาย

    การรู้จักฟังให้เป็น คือ ฟังด้วยความบริสุทธิ์ ความเมตตา ความกรุณา ที่ต้องรับรู้ถึงความรู้สึก ความเชื่อ ความศรัทธาที่ไม่นำความเชื่อ หรือความรู้ส่วนตัวเอง ออกไปสั่งสอน เมื่อรู้แก่นแท้…ก็นำความปรารถนานั้น …เปลี่ยนเป็นจุดแข็งด้วยการ “ใช้ทักษะธรรมะ” ดูแลผู้ป่วย หรือคนมีทุกข์ ด้านการเยียวยาจิตใจ

    มองอีกมุม…คือ เป็นการสร้างพระกลุ่มใหม่ขึ้นมา…เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับสังคมไทย พยายามแสวงหากระบวนการอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมสมัย ที่ยังช่วยขัดเกลาจิตใจตัวเอง และตระหนักถึงคุณค่าของพุทธธรรม

    คนมีทุกข์…ไม่ต้องพูดหรือทำอะไรมาก…“แค่จับมือ” แสดงถึง “ความกรุณา” อย่างจริงใจ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ ก็สามารถช่วยเยียวยา “ปลดปล่อยความทุกข์ออกจากใจของเขา” ได้แล้ว.


    ขอขอบคุณที่มา
    https://www.thairath.co.th/news/local/1697335
     

แชร์หน้านี้

Loading...