นิทานขี้โม้ by SAMA

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย วงกรตน้ำ, 5 สิงหาคม 2017.

  1. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    นิทานขี้โม้ บทนำ

    20170805_083503.png

    คำว่า นิทาน ก็คือเรื่องเล่า ที่ไม่เอาสาระข้อเท็จจริง เป็นแง่คิดบ้าง เพื่อความสุข สนุกสนานและบันเทิงเป็นหลัก เมื่อมารวมเข้ากับคำว่า ขี้โม้ ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นแต่เพียงผู้เขียนเล่าไปส่งเดช
    เรื่องราวก็เป็นช่วงชีวิตที่ผ่านเจออะไรบ้าๆบอๆ โลกบ้าง ธรรมบ้าง จวบจนอายุจะครึ่งศตวรรษเข้าไปแล้ว จึงเอามาเล่าไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ช่วยกันเฮ ช่วยกันฮา จะด่าบ้างก็ได้ แต่อย่าแรงส์
    วัยเด็ก จำความแทบไม่ได้แล้ว มีเพียงบางช่วง ที่ระทึกใจ คือโดนถีบบ้าง ผลักบ้าง ตกบันได ตั้งแต่ 4-5 ขวบ ทั้งๆที่ไม่เห็นว่าใครมันผลัก สรุปว่าเป็นผี แล้วก็เลยกลัว รวมกับแม่ชอบหลอกด้วย ก็เลยกลัวผีขี้ขึ้นหัว กลางคืนก็ยังเก็บไปฝัน
    โตมาหน่อยก็ต้องเรียนคาถาอาคม พวกที่เรียนคาถาอาคมนี่คือพวกขี้ขลาด กลัวผี คนไม่กลัวก็ไม่ต้องเรียนวิชาไปสู้กับผีหรอกนะ
    วัยรุ่นตอนปลาย ก็ได้พี่ชายชวนไปฝึกวิชามโนมยิทธิ ที่ซอยสายลม มีพระเดชพระคุณพระราชพรหมญาณ วัดท่าซุง เป็นประธานในปี 2530
    หลังจากนั้นก็ได้ไปกราบเรียน ฝึก ศึกษากับครูบาอาจารย์หลายท่าน เพื่อเพาะบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า ผลปรากฏว่า เป็นบ้า เพราะเน้นเฮฮานี่เอง

    เรื่องราวทั้งหลายนับต่อจากนี้ ก็ขอให้ถือว่า เป็นนิทาน ของคนขี้โม้ ที่เป็นบ้าคนนึง อ่านแล้วก็อย่าเอาไปถือเป็นสาระ ห้ามเอาไปใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ใดๆ ขอให้ถือว่าเป็นสันทนาการเท่านั้น

    SAMA...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2017
  2. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    อาจารย์เจ๊ก:


    พวกเราเรียกกันว่า อาจารย์เจ่ก ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา หรือวัดลาดบัวขาว บ้านอาจารย์เจ๊ก อยู่เยื้องๆกัน วันๆก็จะมีลูกศิษย์มาสักยันต์ มียันต์เมตตา ไปจนถึงคงกระพันชาตรี ซึ่งต่างจากหนังเหนียวคือ คงกระพันชาตรีจะหนังเหนียวกระดูกเหล็กด้วย อาจารย์เจ๊กได้รับความรับในเรื่องหนังเหนียวและคงกระพันชาตรี
    การสักยันต์ ที่เรียกว่าสักน้ำมัน จะใช้เหล็กแหลมยามสัก 1 ฟุต ปลายแหลมคมมากๆ จุ่มน้ำมันเสก แล้วปักลงที่หลัง แนวขวาง กรีด ลากยาวไป สัก 1 ฟุต พร้อมคาถากำกับ ใครที่เคยไปลงอะไรไว้มาก่อน จะออกหมด บางคนไปลงเสือเผ่นมาก็จะเอามือกางตะกรุยพื้น จนพื้นไม้หลุดมาตามเล็บที่จิก บางคนเคยด่าพ่อด่าแม่มา เวลาลงยันต์ เลือดจะซึมเป็นยางออกมา เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ถ้าเป็นการเอาเหล็กแหลมแทงตามปกติ ด้วยแรงปักขนาดทุ่มตัวลงไปด้วย เหล็กแหลมมันต้องทะลุหลังออกมาที่อกแล้วนะ ตอนเด็กๆไปยืนแอบดูข้างหลังพวกผู้ใหญ่ก็รู้สึกหวาดกลัว และหวาดเสียวมาก คิดในใจว่า...”ถ้าเข้านะ...” แต่ผ่านมาหลายปีก็ไม่เคยมีรายไหนที่เข้าสักคนเดียว
    วิชาคงกระพันชาติ ที่อ.เจ๊กลงให้นั้น มีข้อห้ามหลายอย่าง เช่นห้ามลอดราวตากผ้า ห้ามด่าพ่อด่าแม่ และวิชานี้คุ้มกันฝ่ามือฝ่าเท้าไม่ได้ ท่านเล่าว่า ถ้าขนาดพ่อแม่มันยังด่าได้ คนแบบนี้ พระ เทวดา ก็ไม่คุ้มครองหรอก.... แล้วที่ฝ่ามือฝ่าเท้ากันไม่ได้ เพราะคำสาปแช่งมาของพ่อแม่ที่มักจะบอกลูกว่า อย่าเล่นมีดนะระวังมันจะบาดมือบาดตีน ก็ด้วยคำพูดนี้ของพ่อแม่ ทำให้วิชานี้กันส่วนที่เป็นฝ่ามือฝ่าเท้าไม่ได้
    ตอนเด็กตามแม่ไปหาอ.เจ๊ก ก็จะชอบไปขอลูกอมบ้าง สิงห์บ้าง รูปถ่ายหลวงปู่ทองบ้าง อ.เจ๊ก อ่านหนังสือไม่ออก แล้วก็ชอบให้ของลับเป็นประจำ แกว่ามันหยาบคายที่ไหน ถ้าไม่มี....พวกมึงจะเกิดมาได้ยังไง พอไปขอลูกอมชานหมากหลวงปู่ทอง ก็จะโดนแกให้ของลับมาก่อนเลย แล้วก็ค่อยหยิบจากขวดโหลมาให้ แม่ก็เอามาเลี่ยมให้แขวนคอ...
    ชานหมากหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา อายุ 117 ปี มีเรื่องเล่าที่ไม่ธรรมดา หมากที่ท่านเคี้ยวแล้วคลึงด้วยลิ้น ใส่ถาดตากแดดไว้ มีคนมาขโมยคว้าไป คนขโมยพอคว้าได้ก็วิ่งออกจากวัดทันที แต่ว่าวิ่งไปยังไงก็หาทางออกจากวัดไม่ได้ วนไปวนมาอยู่นั่น จนยอมแพ้ ต้องเอาชานหมากมาวางคืนที่ ถึงได้ออกจากวัดไปได้ ชานหมากบางส่วน หลวงปู่ทองท่านจะทาผนังกุฏิท่านเอาไว้ ลูกศิษย์อย่างอาจารย์เจ๊กนี่เองที่ไปขอขูดออกมาแล้วปั้นเป็นลูกอม เอาไว้แจก ซึ่งก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับความเหนียวมากมาย เล่ากันหลายวันไม่จบ ประสบการณ์เพียบ แม้แต่น้ำหมากที่หลวงปู่ทองท่านบ้วนทิ้งไว้ จนสูงเป็นจอมปลวก มีนกบินมาเกาะ พวกที่ยิงนกก็เล็งปืนยิง ก็ยิงไม่ออก เลยกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ โดนขุดมาทำลูกอมห้อยคออีกเช่นกัน
    หลวงปู่ทอง ท่านเป็นลูกครึ่งจีน แม่ท่านสติไม่ดี ตอนอยู่ท่าน้ำเผลอเอาท่านวางไว้ในกอผักตบ ลอยน้ำไป จนได้เจอคนใจดีรับมาเลี้ยงไว้จนเติบโต บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ฝึกฝนวิชาจนสามารถย่นย่อระยะทางได้ เดินบนผิวน้ำได้ เพราะวัดราชโยธา สมัยก่อนไม่มีทางเข้าวัด ต้องพายเรือข้ามฟากไป ตอนสมัยเด็กๆ ตามแม่ไปทอดกฐิน,ผ้าป่า ก็ยังต้องนั่งเรือขนข้าวสารเข้าไปกัน ตอนนั้นยังมีเรือล่มไปลำนึง คนในเรือมีตายไป 1 ราย ข่าวว่าเป็นลมบ้าหมู โรคเกิดกำเริบตอนเรือล่มพอดี ก็จมน้ำตายไป งานประจำปี ในปีนั้นมีการแสดงฟันดาบ มีลูกศิษย์ใส่เสื้อยันต์ ทั้งสีขาว สีเหลือง สีแดง สัก 20 กว่าคน มาฟันดาบใส่กันเป็นคู่ๆ ทั้งฟันทั้งแทง ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เลือดตกยางออกแม้แต่คนเดียว เมื่อจบการแสดงต่างก็กราบซึ่งกันและกันเพื่อขอขมาครูบาอาจารย์

    หลังจากครอบครัวผมย้ายบ้านผ่านมาหลายปี อาจารย์เจ๊กก็เสียสติ ข่าวลือว่าผิดครู จะเรื่องผู้หญิงหรือเรื่องเงินวัดก็ไม่ทราบแน่ชัด ต่อมาไม่นานก็เสียชีวิตลง ปัจจุบันยังมีลูกศิษย์อาจารย์เจ๊กรวมตัวกันอยู่บ้าง แต่สมัยนั้นผมยังเด็กเกินไป ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เท่าที่จำได้ก็เพียงเท่านี้เอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2017
  3. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    ผีแขก :

    ตึกแถวสองชั้น พื้นชั้นบนเป็นไม้กระดาน มีช่องเปิด ติดมุ้งลวด กับเหล็กกลมซี่ๆ ทำเป็นช่องเปิดเอาไว้ ที่พื้นขนาด ฟุตxฟุต สำหรับไว้เป็นตะโกนเรียกกัน ระหว่างคนที่อยู่ชั้นบนกับชั้นล่าง แทนอินเตอร์คอม ที่สมัยนั้นยังไม่มีหรอก สมัยนี้ก็ไม่มีคนรู้จักแล้วเหมือนกัน
    ประตูก็เป็นประตูยืด มีบังตา แยกต่างหาก พัดลมเพดาน เสียงดังมาก ลมก็แรงมาก ทำท่าเหมือนจะหล่นลงมาได้ทุกขณะ อาปาบอกว่ามันนำเข้าจากญี่ปุ่น หนักมาก และก็ทนทานมากเช่นกัน เนื่องจากต้องปรับไฟจาก 110 โวลต์มาเป็น 220 โวลต์ ทำให้มันทำงานอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
    เยื้องๆกันก็เป็นบ้านอาจารย์เจ๊ก พวกเราเรียกว่า อาจารย์เจ่ก เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา หรือ วัดลาดบัวขาว หลวงปู่ทอง อายุยืนถึง 117 ปี เป็นพระศักดิ์สิทธิ์รูปหนึ่งทีเดียว เป็นอาจารย์หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ที่สร้างพระรูปหล่อราคาแพงมากๆ ศิษย์ฆราวาส ที่มีชื่อเสียงก็มีอยู่สองคน คือ อาจารย์แก้ว และอาจารย์เจ๊ก ลือกันว่า อาจารย์แก้ว ศิษย์พี่ เรียนวิชาไสยขาว ส่วนอาจารย์เจ๊ก เรียนวิชาไสยดำ เรื่องราวของอาจารย์เจ๊ก ก็จะได้เล่าในโอกาสถัดๆไป
    เด็กๆไม่มีอะไร นอกจาก กิน เล่น แล้วก็นอน การนอนกลางวันก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีเกมส์ออนไลน์ให้เล่น ไม่มียูทูปให้ดู ก็นอนดีกว่า นอนตื่นมางัวเงีย ก็มานอนต่อหน้าบันไดทางลงชั้นล่าง นอนขวางทางบันได แล้วสักพักก็กลิ้งตกลงมาถึงพื้นชั้นล่าง แหกปากร้องไปสามบ้านเจ็ดบ้าน แม่วิ่งมาดู ก็จับมาลูบหัว เป่าหู ดูตามตัวว่าเลือดออกตรงไหนไหม ก็ปลอบกันไปจนหยุดร้องไห้ เข้าใจว่า งัวเงีย กลิ่งตกลงมาเอง
    วันหลังมาเอาพี่ชายมานั่งบนพื้นชั้น 2 ตัวเองนอนขวางบันได ต่อหน้าต่อตาพี่ชาย แล้วก็เหมือนมีใครมาเตะ ตกบันได ร่วงลงมาที่พื้นชั้นล่าง และแน่นอน แหกปากซะ...
    การนอนจึงมีความเสี่ยงสูง แต่นั้นมาก็ไม่นอนแล้ว นั่งที่พื้นชั้นสอง ขาก็อยู่บันไดขั้นถัดมา นั่งๆไปสักพักนึง ก็กลิ้งร่วงลงมาอีก เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนชักจะไม่แน่ใจแล้วว่า เรานั่งสัปหงกร่วงลงมาเองหรือว่าโดนอะไรถีบร่วงลงมา
    เมื่อการนั่งยังมีความเสี่ยง จึงลองยืนดูเฉยๆก็แล้วกัน สักพักหนึ่ง ก็มีอันร่วงลงมากองที่พื้นชั้นล่าง ตกบันไดมันแทบจะวันเว้นวัน จนวิชาแก่กล้า ไม่แหกปากร้องแล้ว แต่ก็ทำให้เกลียดการที่จะต้องขึ้นมาบนบ้านชั้นสองนี้เป็นอย่างมาก กลางวันแสกๆให้เดินขึ้นมาหยิบของคนเดียวก็ไม่กล้า ถ้าโดนบังคับเข้าจริงๆ ก็จะรีบวิ่งมาหยิบแล้ววิ่งกลับลงไปข้างล่างทันที
    ยิ่งวันไหนไม่มีใครอยู่บ้านด้วยแล้ว ก็จะมานั่งที่หน้าบ้าน เกาะประตูเหล็กยืดเอาไว้ แล้วมองออกไปข้างนอก นั่งๆอยู่ก็กลัวเหมือนกัน กลางวันแสกๆมันเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง ต่อมาเลยขอเปิดประตูยืดเอาไว้ หันหลังออกนอกบ้าน หันหน้าเข้าในบ้าน เผื่อว่าใครมายืนข้างหลังจะบีบคอเรา จะได้ทำไม่ได้ แล้วถ้ามีอะไรแปลกๆ เราก็วิ่งออกจากบ้านได้ทัน เพราะประตูเปิดเอาไว้ หน้าบ้านก็เป็นถนนซอย กว้างสัก 6 เมตร รถแทบไม่มีวิ่ง ไม่น่ากลัวอะไร ซ้ายมือเป็นร้านเย็บรองเท้า ขวามือเป็นร้านโชวห่วย ตรงข้ามเป็นบ้านอาจารย์เจ๊ก เยื้องๆไปก็ร้านยายเล็กขายก๋วยเตี๋ยว ไม่มีอะไรน่ากลัว นอกจากบ้านเราเอง
    มอเตอรไซด์สมัยก่อน ยี่ห้อBMW บังโคลนหน้ายังเป็นเหล็กชุบโครเมียม พอสะท้อนกับแสงแดด ก็จะสว่างจ้า เหมือนกับกระจกสะท้อนแสง เด็กๆก็ไม่รู้หรอกว่า มันอันตรายต่อสายตา ก็มองไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าแสงมันเย็นๆ สบายใจ ชอบมอง มองแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะแสบตา แต่อย่างใด ในใจไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้เรื่องอะไร เพราะเด็ก 4-5 ขวบสมัยนั้น ยังโง่มาก ผลของความโง่แบบเด็กๆนี้เอง ทำให้ตกกลางคืนแล้วฝัน ฝันถึงผีเน่า ลุกขึ้นมาวิ่งไล่กวดบ้าง ฝันไปในอวกาศบ้าง ต่างๆนานา เป็นที่น่ากลัวมาก แต่ว่าเล่าไปมันก็แค่ฝัน ผู้ใหญ่เขาก็ว่าเล่นมากไป กลางคืนเลยเก็บไปฝัน
    หลังจากที่หลายๆคนในบ้าน เริ่มได้ยินเสียงคนเดินกระแทกพื้นบนบ้าน เสียงทำของหล่น แต่พอกลางคืนอยู่ข้างบน กลับได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างล่าง และแน่นอนว่า เรามีช่องเปิดที่พื้นชั้นบน สามารถมองลงมาข้างล่างได้ .....

    อาปามาจากเมืองจีน ผ่านสงครามโลกครั้งที่2 สู้กับทหารญี่ปุ่น เกือบโดนยิงกระบาลตาย รอดมาได้เพราะคลานถอยลงมาแค่ 2 ศอกเท่านั้น อาปาไม่เคยกลัวอะไร(นอกจากเข็มฉีดยา) โดยเฉพาะเรื่องผี อาปาท้าเลยว่าแน่จริงออกมาชกกัน คนเราคิดดี พูดดี ทำดี จะไปกลัวทำไมกับผี โดยเฉพาะตอนเมาๆด้วยแล้ว อาปาจะห้าวเป้งมาก
    ช่องเปิดที่พื้น ปกติจะมีแผ่นไม้ปิดเอาไว้ เพื่อป้องกันเวลาเดินแล้วไปเหยียบร่วงลงไป มีมุ้งลวดกันยุง มีเหล็กดัด เผื่อว่าเผลอเปิดลืมไว้แล้วใครเหยียบพลาดไปก็ยังมีเล็กกลมๆ เป็นซี่ๆ ขวางเอาไว้ ไม่ให้ร่วงลงไปชั้นล่าง โดยเฉพาะพวกเด็กๆ คืนนั้นกลางดึก อาปาเปิดมันออก แล้วมองลงไปข้างล่าง แสงสว่างจากไฟถนน ลอดบังตาของประตูยืด เข้ามาในบ้าน ทำให้พอมองเห็นอะไรบางอย่าง............
    แม่เป็นฝ่ายสืบเสาะเรื่องชาวบ้านนี่ถนัดมาก อาปาบอกให้แม่ไปสืบมาว่าก่อนหน้านี้บ้านนี้มีความเป็นมายังไง จนได้ความมาว่า ก่อนหน้าที่อาปาจะมาเซ้งตึกแถวห้องนี้ เคยมีแขกมาเช่าอยู่ได้ปีกว่าๆ แขกคนนี้เลี้ยงผีเอาไว้ด้วย พอย้ายออกไปก็ไม่ได้เอาผีที่ตัวเลี้ยงไว้ไปด้วย เครื่องรางสำหรับผีแขกที่เลี้ยงไว้ก็ทิ้งเอาไว้ที่นี่ ผีที่ไม่ได้รับเครื่องเซ่นเลี้ยงดูเหมือนอย่างเคย ก็เริ่มออกมาแสดงตัวบ่อยๆครั้ง อาปาก็จะบอกพวกเราว่า ผีไม่มีในโลก... ผีไม่มีตัวตน ทำอะไรคนไม่ได้หรอก... คนสมัยนี้น่ากลัวกว่าผีซะอีกนะ...
    ต่อจากนั้นไม่นานอาปาก็ชวนแม่ไปหาเซ้งบ้านหลังใหม่ เป็นตึกแถวห้องหัวมุม ซึ่งคนจีนจะชอบมาก เพราะสามารถใช้พื้นที่ข้างบ้านได้ด้วย จากนั้นไม่นานพวกเราก็ย้ายมาที่บ้านหลังใหม่ ตึกแถวสองชั้น ชั้นสองเป็นพื้นไม้กระดานเหมือนเดิม แต่ไม่มีช่องสำหรับมองลงไปข้างล่างอีกแล้ว

    หรือผีห่าซานตานกลั่นแกล้ง? บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนทางสามแพร่ง เจ้าของตึกแถวที่สร้างไว้ให้คนมาเซ้งอยู่ พร้อมกับตลาดที่อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยตึกแถวนั้น ลูกชายพาแม่มานอนที่ตึกหลังนี้ที่พวกเราไปเซ้ง ทิ้งแม่ไว้ ปล่อยให้อดๆอยากๆ และถูกมดกัดตายในที่สุด 48/25 บางขุนนนท์.....
     
  4. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    605
    ค่าพลัง:
    +3,464
    สนุกดี รออ่าน...
     
  5. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    คนเขียนคงดีใจที่มีคนรออ่านนะคะ ^_^
    ปล.บอกแทนคนเขียนเรื่อง
     
  6. devotee57

    devotee57 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2014
    โพสต์:
    206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +500
    หนุกดี
     
  7. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    เพ่งแสงสว่างและผีเน่าในฝัน :


    ผลจากการชอบเพ่งแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ ตอนเด็กๆไม่รู้ว่านี่คือการเพ่ง ประสบการณ์ตอนนี้กลับมามีประโยชน์อีกครั้ง เมื่อพบกับเหตุการณ์ ฌานเสื่อม ซึ่งได้มาพิจารณาถึงตอนเด็ก 4-5 ขวบ ช่วงที่เพ่งแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์นี้เอง ที่ช่วยแก้เรื่องฌานเสื่อมไปได้
    ตี๋น้อย ไม่รู้จักสมาธิ ไม่รู้จักพุทโธ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ไม่รู้จักกสิณ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ในด้านการปฏิบัติภาวนา รู้จักแต่ผี เพราะโดนแม่หลอกเอาไว้เยอะมาก การเพ่งแสงสว่างในเวลานั้น ไม่ได้จับลมหายใจ ไม่ได้คาดหวังหรือต้องการฤทธิ์เดชอะไร ไม่มีคำบริกรรมใดๆ อาศัยอยู่อย่างเดียวคือความสบายใจ ส่วนร่างกายนั้นก็ผ่อนคลาย ไม่ได้เกร็ง ดวงตาที่มองแสงสว่างก็ไม่ได้เพ่งจนเอาเป็นเอาตาย เพราะอาศัยความสบายใจ ร่างกายผ่อนคลายเป็นหลัก และก็ไม่มีความคาดหวัง ไม่คิดนึกหรืออยากได้อยากดีอยากมีอยากเป็นอะไรทั้งนั้น ใจก็เกิดความสงบเย็น จะเป็นฌานหรือไม่ ก็ไม่สนใจทั้งสิ้น ตกกลางคืนนอนหลับก็ฝัน

    ในฝันก็จะเจอซากศพผู้ชายกำลังเริ่มเน่าเฟะเละเทะมาก นอนอยู่ในโลงศพ บางคืนก็ฝันเห็นว่าแกนอนของแกอยู่แบบนี้ เราก็ยืนดูจากด้านปลายเท้าของแก แต่บางคืนก็ฝันว่าแกลุกขึ้นมาจากโลง วิ่งไล่กวด เราก็วิ่งหนี วิ่งๆๆๆๆ....ตื่นมาก็จะเหนื่อยหอบ... บางคืนก็ฝันว่า ไปนอนทับศพผีผู้ชายคนนี้นี่แหละ อันนี้สยองมาก รีบลุกออกจากโลงทันที ผีผู้ชายนี้ก็ยังลืมตามองเราอยู่ ภาพในฝันก็ฝังใจจำได้แม่นมาก กว่าจะพอเข้าใจว่า ซากศพนี้คือศพที่ใช้เพ่งอสุภกรรมฐานในชาติที่แล้ว นิมิตติดตัวติดตามาในชาตินี้ ถ้าสมัยนั้นรู้เรื่องหน่อยก็คงฝึกอสุภกรรมฐานกันตั้งแต่เด็กๆแล้วนะ...แต่ว่าอาปากับแม่นี่เน้นไปทางตำหนักทรง ไม่เน้นเรื่องฝึกสมาธิ ก็เลยไม่มีใครรู้เรื่องพวกนี้ เวลานั้นก็สรุปว่า ฝันก็คือฝัน แค่ฝันน่ากลัวเท่านั้นเอง
     
  8. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409

    ตายแล้ว 7 วันจะกลับบ้าน(1) :



    น้าเจริญ ลูกชายยายเอิบ มีสวนอยู่หลังบ้าน ทอดยาวอ้อมมาทางซ้ายมือของบ้าน ระหว่างบ้านเรากับบ้านน้าเจริญ จะมีจุดทิ้งขยะคั่นกลาง จะไปบ้านน้าเจริญก็ต้องเดินผ่านบ้านเราก่อน น้าแกเลี้ยงปลาขายด้วย ส่วนสวนก็จะเป็นยายเอิบ เก็บผลไม้ขาย มีมะพร้าว มะม่วง กะท้อน กล้วย หลายอย่างด้วยกัน พี่ชายยังเคยไปมุดรั้ว ขโมยเด็ดชมพู่ในสวนยายเอิบบ่อยๆ
    น้าเจริญ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แกเลี้ยงปลาเทวดา เพาะขายด้วย วันๆก็จะเห็นแกเดินผ่านหน้าบ้านเรา เข้าไปทางบ้านแก ซึ่งก็ห่างกันสัก 30 เมตร เช้าก็เดินผ่าน เย็นก็เดินผ่าน เป็นอยู่อย่างนี้หลายปี จนอยู่มาวันนึงไม่เห็นแกเดินผ่าน แล้วแม่ก็มาบอกว่า น้าเจริญตายซะแล้ว ป่วยตายกะทันหัน พวกเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ได้สนิทอะไรกันมากนัก
    หลังจากตายผ่านไปได้สัก 3 วัน แม่ก็มาเล่าว่า กลางคืนสักเที่ยงคืน จะเห็นน้าเจริญเดินผ่านหน้าบ้าน เข้าไปที่บ้านแก แล้วสักพักแกก็กลับมาเริ่มต้นเดินใหม่ แบบนี้เรื่อยๆไปจนใกล้รุ่ง พอไก่ขันแกก็หายไป แม่นอนอยู่ข้างล่าง ก็มองออกไปทางบังตาของประตูยืดหน้าบ้าน ในตอนกลางคืนบอกว่าเห็นชัดเจน น้าเจริญแน่นอน แกคงจะห่วงบ้าน

    กลัวก็กลัว อยากเห็นก็อยากเห็น คืนนั้นเลยรวมหัวกัน 3-4 คนกับพี่ๆ ไม่กล้าไปดูตรงบังตาหน้าประตูบ้าน กลัวแกหันมามองแล้ว แฮ่ใส่... เลยพากันมาหลังบ้าน ส่วนที่ต่อเติมยื่นออกไป มีประตูสังกะสี มีรู มีร่องสำหรับดูผ่านออกไปได้ มันก็จะห่างจากจุดที่น้าเจริญ แกเดินเข้าบ้าน สัก 20 เมตร 5 ทุ่มกว่า ก็ไปแอบดูกัน เห็นแค่เป็นเงาเหมือนคนเดินเข้าบ้านไป แล้วก็สักอึดใจใหญ่ๆ ก็จะมีเงาคนเดินผ่านเข้าไปอีก... ไม่แน่ใจว่าอะไร ทำไม? แต่ก็แยกย้ายกันไปนอนดีกว่า เท่านี้ก็พอแล้ว...
     
  9. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    605
    ค่าพลัง:
    +3,464
    เท่าที่รู้มา โดยมากคนที่ตายใหม่ ๆ ในระยะ ๑ - ๗ วันเขายังชินกับความเป็นคนอยู่ จึงทำอะไรตามความเคยชิน เช่นกลับบ้าน หรือวนเวียนอยู่กับร่างกายตนเอง ตามที่มีคนมักเห็น คนที่ตายใหม่ ๆ เสมอ เมื่อพ้นระยะนี้แล้ว ร่างกายเริ่มไม่เหมือนเดิม เขาไม่สามารถเข้าร่างตนเองได้ จึงเริ่มรู้ว่า ตนเองได้ตายไปแล้ว ทีนี้ก็จะไปเข้าแถวที่หน้าสำนักพระยายมราช เพื่อรอการตัดสินต่อไป
     
  10. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    ตายแล้ว7วันจะกลับบ้าน(2)เข้าบ้านไม่ได้ :


    อาเจ๊กอยู่บ้านติดกัน อยู่ทางขวามือ แต่งกับเมียอายุห่างกันเกินรอบ อาเจ๊กแกหูตึง พวกเราจึงขนาดนามแกว่า เจ๊กหงีลั้ง เวลาคุยกันแกก็ไม่ค่อยได้ยิน แม้ว่าจะใส่เครื่องช่วยฟัง เหน็บเอวเอาไว้ ก็จะคุยกันแล้วงงๆหน่อย เมียแกก็พยายามหาวิธีรักษา ไปหามาหลายหมอ หลายโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ดีขึ้น คนเราเมื่ออับจนปัญญาขึ้นมาหนักๆเข้า วิธีจะบ้าบอยังไงก็จะสรรหามาทดลองได้หมดเหมือนกัน
    เมียอาเจ๊กแกไปฟังเขาเล่าว่า เอาดีหนูนา แบบผ่าสดๆ บีบใส่หูจะแก้หูหนวกหูตึงได้ แกเลยไปจัดการหาซื้อหนูนามาผ่าท้องแล้วบีบดีหนูใส่หูอาเจ๊ก ทำอยู่หลายครั้ง ฆ่าผ่าท้องหนูนาไปก็หลายตัว แต่อาเจ๊กแกก็ไม่หาย ต่อมาไม่นานเมียแกก็ตั้งท้อง พอตั้งท้องไม่นานอาเจ๊กก็ตาย บ้านติดกันพอตายขึ้นมา ประสาเด็กอย่างเรามันก็ต้องกลัวผีเป็นธรรมดา กลางคืนขึ้นนอนก็จะรีบเข้านอน นอนก็จะนอนรวมๆกันเพราะจะได้ช่วยให้อุ่นใจหายกลัวผี แต่ธรรมชาติของคนกลัวผีมันก็จะอยากเห็นผีหน่อยๆ แต่ไม่อยากให้ผีเห็น
    คืนวันที่ 7 คืนนั้นเราทุกคนก็ระแวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมียแกเอาน้องเมียมานอนเป็นเพื่อนด้วย พวกเราก็เงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงคนเรียกหน้าบ้าน เขย่าประตูเหล็กที่เป็นประตูยืด แต่ก็ไม่มีใครไปเปิดให้ เพราะทุกคนจำเสียงนั้นได้ พวกเราก็เงียบ แม่กับอาปาก็เงียบไปด้วย เรื่องแบบนี้พวกเราไม่ค่อยอยากจะยุ่งเท่าไร สัก 1 ชั่วโมงเสียงก็เงียบไป อาปาเกิดปวดฉี่ขึ้นมา ก็ลงไปเข้าส้วมที่หลังบ้าน อาปาเป็นคนไม่กลัวผี บอกว่าผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน ไม่เกี่ยวกัน จะไปกลัวทำไม ไปฉี่กลับขึ้นมาจะนอน อาปาก็เล่าว่า เมื่อกี้อั๊วเห็นอี(อาเจ๊ก)ไปปีนหลังบ้านจะเข้าบ้าน แต่ปีนแล้วก็เข้าไม่ได้ ปีนรั้วสังกะสีเสียงดัง โป้งๆป้างๆ

    เข้ามาพวกเราก็ไปถามเมียแกว่าเมื่อคืนได้ยินอะไรไหม เมียแกก็หน้าซีด น้องสาวก็หน้าซีด ได้ยินเหมือนกันหมด แล้วใครจะไปกล้าลงมาเปิดประตูให้ล่ะ.... อยู่ต่อมาอีกไม่กี่เดือน เมียอาเจ๊กก็แท้งลูก เห็นว่าใกล้คลอดแล้ว แกนอนร้องไห้อยู่หลายวัน บอกว่าน้ำนมไหล แต่ไม่มีลูกให้กินนม น่าสงสารมาก จากนั้นก็ย้ายออกไป ให้น้องสาวมาอยู่แทน แล้วเปิดทำเป็นร้านเสริมสวย อาเจ๊กก็ไม่ได้กลับมาเขย่าประตูอีกเลย คงมาแต่คืนที่ 7 เท่านั้นเอง
     
  11. bonuszaa118

    bonuszaa118 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +43
    ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังค่ะ
     
  12. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    บ้านทางสามแพร่ง :

    ย้ายบ้านมาเซ้งตึกแถวห้องหัวมุมอยู่ในตลาดบางขุนนนท์ ตรงทางสามแพร่งพอดี ซึ่งคนไทยมีความเชื่อว่าเป็นทางผีผ่าน และเวลาพวกร้อนวิชาอาคมจะปล่อยของจะผ่านทางสามแพร่งนี่เอง แต่เนื่องจากเราเป็นคนจีน ไม่ใช่คนไทยสักเท่าไร อาปามาจากเมืองจีน เลยไม่สนใจทางสามแพร่ง แม่ก็พอรู้แต่ว่าตัวเองดวงแข็ง อยู่ได้ไม่เป็นไร บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร ตอนประถมก็เดินออกทางหลังบ้าน ตัดผ่านสวนยายเอิบ ผ่านสลัม ไปทะลุ โรงเรียนวัดศรีสุดาราม หรือวัดชีปะขาว ที่นี่เป็นโรงเรียนที่สุนทรภู่เรียนจบ ชั้นประถม 4 เมื่อจบแล้วก็ยังมาเป็นครูสอนอยู่ที่นี่อีกหลายปี วัดชีปะขาวนี้ อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตบางกอกน้อย เป็นวัดเก่าแก่มีประวัติมาตั้งแต่อยุธยาตอนปลาย
    ถัดจากวัดชีปะขาวไปไม่ไกลนัก เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปก็จะเจอตำหนักทรงแป๊ะกง และกิมท่งเอี๊ยะ ที่นี่ทั้งอาปากับแม่ เชื่อถือมาก และสนิทคุ้นเคยกับคนทรง ที่เราเรียกกันว่า ตั่งกีเจ่ก สมัยก่อนตั่งกีเจ่ก มีชีวิตที่ลำบากมาก เผาถ่านขาย พายเรือขายถ่านวันๆเนื้อตัวดำมอมแมม ได้เงินมาไม่กี่สตางค์ ลำบากยากจนมาก จนเทพเจ้าเห็นใจ มาเข้าฝันว่า ลื้อจะเอาวิชา หรือว่าลื้อจะเอาเงิน แหม...เทพเจ้านี่ก็ไม่น่าถามเลยนะ...ใครๆมันก็ต้องเอาเงินทั้งนั้นแหละนะ แต่ว่าเทพเจ้าองค์นี้ไม่ยอมให้เงิน บอกว่าให้เงินไปใช้แล้วก็หมด เอาวิชาดีกว่า จะได้ใช้วิชาช่วยคน ว่าแล้วก็สอนตั่งกีเจ๊กในสมาธิ นั่งสมาธิอยู่3วัน3คืน นั่งสั่นแหง่กๆๆๆ เมียเห็นว่าถ่านก็ไม่ไปขาย มานั่งขัดสมาธิ สั่นๆแบบนี้ ท่าจะบ้าแล้วมั๊ง เรียกก็ไม่ยอมฟัง พอผ่านไปวันที่ 3 เมียเอาฉี่ราดหัวเลย นัยว่าจะไล่ผี อะไรสักอย่างนึง
    ออกจากสมาธิมาได้ ตั่งกีเจ่กก็เล่าให้ฟังว่าเจ้ามาสอนวิชา แล้วบอกว่าใต้ดินตรงนี้มีรากไม้ขนาดใหญ่ ให้ขุดขึ้นมาทำเป็นรูปท่านสำหรับให้คนทั้งหลายบูชา ตั่งกีเจ่กก็ขุด ชวนคนมาช่วยกันขุด ขุดไปก็ไม่เจออะไร แกก็เข้าสมาธิคุยกับเทพเจ้าต่อ เทพเจ้าก็บอกว่ามีแต่ว่าอยู่ลึกกว่านี้ แกก็มาขุดต่อ ขุดจนหมดแรงข้าวต้ม ก็หยุด ไม่เจออะไร ตอนนี้นั่งสมาธิไปเจอเทพเจ้าแกก็โวยวายแล้วว่าหลอกให้แกขุด เทพเจ้าก็บอกว่า ใกล้จะเจอแล้ว ให้ไปขุดลงไปอีก แกก็ไปขุดเป็นรอบที่สาม คราวนี้เจอรากไม้ขนาดใหญ่ ก็ขุดเอาขึ้นมาล้าง เอาผ้ามาผูก เขียนเป็นตา จมูก ปาก ติดหนวดเครา ก็ดูๆไปคล้ายเทพเจ้าจีนองค์หนึ่ง

    เวลาตั่งกีเจ่กประทับทรงก็จะสั่นหน่อยๆแล้วก็จะเริ่มจากล้างมือ ตาก็จะเหลือกไปเหลือกมาแต่ว่าไม่ลืมตา เทพเจ้าที่มาเข้าทรงก็จะมี 2 องค์คือแป๊ะกง เหมือนเจ้าที่ แต่ว่ามีฤทธิ์เดชมิใช่น้อยทีเดียว กับอีกองค์นึงคือ กิมท่งเอี๊ยะ ซึ่งเป็นบริวารของเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่กวนอิมมีบริวารเป็นเด็กหญิงและเด็กชาย คือกิมท้ง และ เล่งนึ่ง เวลาประทับทรงกิมท้ง ก็จะใส่เอี๊ยมเหมือนเด็ก เฉือนลิ้นเอาเลือดเขียนฮู้ เขียนทีนึงเป็นร้อยใบ จนกลัวว่าเลือดจะหมดตัวหรือเปล่า นั่งบนเก้าอี้ดาบ จนกางเกงขาดพรุนไปหมด แต่ว่าไม่บาดเนื้อ เลือดไม่ไหล เวลามีงานประจำปีแต่ละครั้งนี่แทบจะปิดถนน ขบวนแห่ยาวมาก ตั่งกีเจ่ก เวลานั้นเก่งมาก อาปากับแม่เชื่อถือมาก จะประกอบกิจการงานใดก็จะต้องไปถาม มีเคราะห์มีโชคก็ต้องไปปรึกษา ตั่งกีเจ่กเสมอๆ รักษาโรคได้ ทำนายทายทักก็ตรง เชิญวิญญาณมาถามก็ได้ด้วยเช่นกัน น่าเสียดายที่ภายหลังเกิดผิดครูอะไรขึ้นมาไม่ทราบได้ จนทำให้ต้องกลายเป็นอัลไซเมอร์ อยู่หลายปีก่อนจะเสียชีวิต...
     
  13. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    เรียนคาถาอาคม :

    DSC_3562.jpg

    ตามความเชื่อแต่ก่อนนั้น ชายไทยทุกคนต้องมีวิชาอาคม แต่ว่าเรามันเป็นลูกเจ๊ก เตี่ยก็มาจากแผ่นดินใหญ่ จะเรียนคาถาอาคมไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะว่ากลัวผี ผมก็เชื่อว่าพวกที่เรียนคาถาอาคมนี่ ร้อยละ90 ล้วนแล้วแต่ขี้ขลาดขี้กลัวทั้งนั้น กลัวผีบ้าง กลัวคุณไสยบ้าง กลัวโดนแทงตาย โดนยิงตาย สารพัดจะกลัว ก็ทำให้ต้องเรียนคาถาอาคมบ้าง สักเสกเลขยันต์บ้าง
    ตาลุงไม้ขีดไฟ ขอใช้ชื่อนี้เพราะวันๆแกพกแต่ไม้ขีดไฟ ส่วนบุหรี่มาขอเอาจากแม่ผมนี่เอง ตาลุงเคยบวชเรียนจนได้เป็นมหา คือได้เปรียญประโยค 3 ก่อนจะลาสิกขาออกมาแต่งเมีย จนมีลูกชายลูกสาว แก่กว่าผมหลายปี สาเหตุที่บวชนั้นแกเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า ชดใช้กรรมที่เคยทำเอาไว้ตอนใช้วิชาอาคมสมัยหนุ่มๆ ว่างๆแกก็จะมานั่งโม้ให้ฟัง ไอ้เราก็ชอบฟังเรื่องขี้โม้อยู่แล้ว ก็เลยเข้าขากันได้พอสมควร เริ่มแรกเลยแกก็ว่า คาถานายผี คาถานี้ เวลาเจอผีให้เอาหัวแม่ตีนจิกที่พื้นดิน แล้วท่องว่า “เนหะ นะหะ” บริกรรมไปเรื่อยๆ ผีจะก้าวขาไม่ออก จะถูกสะกดอยู่กับที่ คาถานี้มาได้ใช้ตอนเรียนม.2 ที่โดนผีแหกตาที่ตึกแถว ของตั่วเฮีย
    ตาลุงไม้ขีดไฟแกเล่าถึงทำเสน่ห์ แกว่าเขาไม่ได้ทำกันอย่างทุกวันนี้หรอก แค่เดินผ่านหน้า บริกรรมใส่เข้าไปเท่านั้นก็เดินย้อนกลับมานั่งตักได้เลย ไม่ต้องมีชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิดหรอก แต่ถ้ามีก็จบ ง่ายมาก ยิ่งมีรูปถ่าย หรือเส้นผมนะ ไม่ต้องเห็นตัวก็ได้ บริกรรมเอาไว้กลางคืนผู้หญิงคนนั้นจะมาหาถึงที่บ้าน ทีนี้อยากทำอะไรก็ทำได้ทุกอย่าง แต่ว่าคาถาบทนี้ไม่สอน เพราะเป็นบาปเป็นกรรมเปล่าๆ แล้วแกก็เล่าถึงวิธีทำน้ำมันพราย ว่ามันไม่ใช่แบบในหนังหรอกนะ ไอ้ที่ไปขุดศพขึ้นมาเอาเทียนลนคาง ทำจริงๆไม่ใช่แบบนั้น
    สำหรับคาถากันผี ตาลุงแกว่ามีหลายบทมาก แต่ว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ “พุทโธ” ตาลุงไม้ขีดไฟเล่าว่า เรามันก็แน่พอตัวเรื่องสู้กับผี คาถาอาคมก็มี ไม่เคยกลัว แต่มีอยู่ทีนึงแกว่า นอนๆอยู่ผีมันโดดมาคล่อมตัว นอนทับอกเอาไว้ แกก็จัดการว่าคาถาใส่ พอเริ่มว่าคาถา ผีมันก็ว่าด้วย แกก็เปลี่ยนบทอื่น ผีมันก็เปลี่ยนตาม แถมยังมีบอกด้วยว่าบทนี้มีต่ออีกนะ แล้วผีก็ท่องให้แกฟังส่วนที่เหลือ บอกว่าที่แกเรียนมามันยังไม่ครบ ตอนนั้นแกว่าเริ่มจนปัญญาแล้ว สงสัยไอ้ผีตัวนี้มันจะเคยเป็นหมอผีมาก่อนจะตายแหงๆ ท่องอะไรไปมันรู้หมด ท่องคู่กับตาลุงไปได้เลย จนใจแล้วสุดท้ายแกก็นึกถึงคำว่า พุทโธ แกว่าท่องพุทโธไปเท่านั้นเอง ผีมันกระเด็นออกไป ห่างเป็นวา แล้วก็หายไป หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแกก็เลยเชื่อเสมอมาว่า ผีจะเก่งแค่ไหน แพ้พุทโธ ... พุทโธนี่แหละ คาถาไล่ผีที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จากนั้นมา ไปไหนมาไหน ผมจะท่องพุทโธตลอด เพราะเป็นคนกลัวผีตลอดเวลา อยู่คนเดียวก็ พุทโธ เดินไปไหนเปลี่ยวๆนี่พุทโธขึ้นมาก่อนเลย ท่องจนหลับฝันไปก็ยังพุทโธ

    ท่องไปๆ ตอนนั้น ป.4 เรียนไม่ค่อยเก่ง ต้องลอกการบ้านเพื่อน ตาลุงไม้ขีดไฟแกก็เล่าให้ฟังว่า ถ้าเวลาท่องพุทโธนั้น ถ้าจับลมหายใจไปด้วย จะช่วยให้เรียนหนังสือเก่ง .... อีนี่หูผึ่ง...ทำไงครับ? ตาลุงแกว่า ก็เวลาหายใจเข้าให้ท่องว่า พุท เวลาหายใจออกให้ท่องว่า โธ ระหว่างที่ท่องนั้นก็อย่าไปคิดถึงเรื่องอะไร ทำใจสบายๆ จับความรู้สึกที่ปลายจมูกก็ได้ ไม่ต้องไปบังคับมัน หายใจไปตามปกติ แต่เอาคำว่าพุทโธ ไปผูกเอาไว้กับลมหายใจ หลังจากนั้นการเรียนก็ค่อยๆดีขึ้น เพราะทำแบบฝึกหัดมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้นเพราะแม่ด่า สงสัยก็ไปถามครู โดนครูด่าบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเราเริ่มหน้าด้านแล้ว สบายมาก เรื่องโดนด่าว่าโง่นั้นเป็นเรื่องปกติ ก็ถ้าไม่โง่แล้วจะมาเรียนหนังสือทำไม ฉลาดแล้วก็ไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ รู้หมดแล้วนี่หว่า เรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ไม่รู้ มาด่าเราว่าโง่ ตกลงใครกันแน่ที่โง่
     
  14. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    ตำหนักทรง :


    9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A3.jpg

    ความที่แม่กับเตี่ย เชื่อในการทรงเจ้า ทำให้แม่แวะเวียนไปตามตำหนักต่างๆ ที่ไหนใครว่าดีก็ลองไปหาดู ทั้งพ่อปู่ พระพรหม ปู่ใหญ่ กุมารทอง ท้าวสุรนารี ฯลฯ ไปจนเกิดเรื่อง มารู้จาก ตาลุงไม้ขีดไฟว่า แม่โดนตำหนักเหล่านั้นทำของใส่มา เวลาตำหนักมีงาน แม่จะต้องไปทุกครั้ง ไม่ไปไม่ได้ จะร้อนรุ่ม แล้วจะมีเสียงเรียกให้ต้องไป อยู่บ้านไม่ได้ ตาลุงไม้ขีดไฟก็เลยอาสา มาพาไปตำหนัก พ่อปู่(อีกแล้ว) ไปกินน้ำมนต์ อาบน้ำมนต์ แล้วก็เล่าว่าตอนพาแม่ไป แม่ไม่ยอมไป มียักษ์มายืนขวาง แกต้องใช้คาถาจักรนารายณ์ตัดแขนตัดขา แล้วพาแม่ขึ้นรถไปส่งถึงตำหนัก ไอ้เราก็สงสัยว่า ตาลุงไม้ขีดไฟก็มีวิชา ทำไมไม่ไล่เอง(วะ) สรุปแล้วตอนหลังแกมาเล่าให้ฟังว่า แกก็ไปแสดงวิชาที่ตำหนักนั่น โดยเป็นคนรดน้ำมนต์ให้แม่ บอกว่าน้ำมนต์ไม่เกาะตัวแม่เลย มีแต่น้ำมันไหลซึมออกมาตามผิวหนัง
    หลังจากนั้นก็ให้พ่อปู่เปิดปากให้ ก็มีเทพมาประทับทรงแม่ เป็นเทพผู้ชาย ดุมาก มีฤทธิ์มาก เวลาลงทีนึงนี่ตำหนักสะเทือน ซึ่งเรื่องที่แม่เป็นร่างทรงนี้ ที่บ้านไม่มีใครยอมรับ ทำให้เวลาเข้าทรงแม่ต้องไปเข้าทรงที่ตำหนักพ่อปู่ ตามสืบความได้ว่า พ่อปู่พระพรหมนี้ ท่านตัดหัวถวายพระพุทธเจ้า ส่วนตัวนี้ลงมาสร้างบารมีที่โลกมนุษย์ ก็เดาว่าน่าจะเป็นท้าวกบิลพรหมที่แพ้ต่อพระธรรมบาลในการตอบปัญหา จนเกิดประเพณีสงกรานต์ขึ้น เข้าใจว่า ร่างทรงผู้หญิงอ้วนเตี้ยคนนี้ จะไปหยิบเอาประวัติท้าวกบิลพรหมมาโมเมอ่ะนะ...
    ปัญหาก็คือร่างทรงส่วนมากจะเป็นร่างทรงเก๊ พวก18มงกุฎ มาแหกตาเอาก็มาก ทำกันเป็นทีม รายได้ดีมาก กับอีกส่วนหนึ่งคือร่างทรงผี ที่มีทั้งผีตายโหง และผีที่ตายจากการเป็นหมอผี พวกนี้มีวิชามาตั้งแต่ก่อนตาย เป็นผีก็ยังเอามาใช้ได้ ใช้คาถามาบังคับผีด้วยกันที่มีฤทธิ์น้อยกว่าก็ได้ ตอนเป็นคนทำคุณไสยได้ยังไง ตอนเป็นผีทำได้สะดวกสบายกว่านั้นอีก จะเรียกว่าความซวยก็คงไม่ใช่ น่าจะเรียกว่าความฝักใฝ่หมกมุ่นในเรื่องใด ย่อมได้รับผลจากการหมกมุ่นในฝ่ายนั้นๆจะดีกว่า ถ้าแม่หมกมุ่นเรื่องเข้าวัดฟังทำ ฝึกสมาธิ ท่านก็จะได้พบพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อมาหมกมุ่นฝักใฝ่เรื่องทรงเจ้าเข้าผี ก็ได้พบกับการเป็นร่างทรง ซึ่งก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่ทำลงไปนี่เอง

    พอเป็นคนทรงก็ต้องไปไล่ผีบ้าง ถอนคุณไสยบ้าง ตามแต่คนจะมาขอให้ช่วย ซึ่งพวกเราไม่เคยมีใครไปเห็น มีแต่ตาลุงไม้ขีดไฟมาเล่าให้ฟัง ผ่านไปไม่นาน แม่ก็ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง อีกไม่กี่วันต่อมาก็เสียชีวิต ร่างทรงพ่อปู่มาประทับทรงเรียกวิญญาณกลับ แล้วบอกว่าช่วยไม่ทันแล้ว ทางนั้นเขาทำมาแรง ช่วงดวงแม่ตกพอดี ฯลฯ สารพัดจะสรรหามากล่าวอ้าง ก็ตายไปแล้วนิ จะพูดยังไงก็ได้ และผมก็ยอมรับด้วยว่า ผมเกลียดตำหนักทรง ผมจะไม่ยุ่งกับพวกนี้อย่างเด็ดขาด แต่ผมจะฝึกกรรมฐานเอาไว้ป้องกันพวกนี้ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคนในครอบครัวผมได้อีก และผมอยากจะเจอแม่ แม่ผมตายโดยยังไม่หมดอายุขัย แม่ไปอยู่ที่ไหน ? นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ผมขวนขวายฝึกสมาธิ ในสมัยนั้น คำสอนต่างๆยังไม่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน สื่อต่างๆก็ยังไม่ค่อยมี จนกระทั่งพี่ชายบอกว่า ป้าที่ทำงานมาชวนไปซอยสายลม ไปเรียนวิชามโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลังจากได้อ่านประวัติหลวงพ่อปานจบ รอจะไปซอยสายลม วันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน พฤษภาคม 2530 ผมสาบานว่า ชาตินี้จะฝึกวิชานี้ให้สำเร็จ จะเป็นจะตายข้าฯจะฝึกวิชานี้ให้ได้...
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ช่วยเสริมที่ละ #Rep การจะกันสิ่งที่มาจากใต้ดินได้
    ต้องใช้ยันต์ที่มีเมตตาแบบกระชาก นอกจากป้องกัน
    มักจะเป็นยันต์ที่เขียนจากอากาศร่วมด้วย...
    #Rep ผีแขกค่อนข้างแรง แรงคือส่งผลกระทบ
    ให้กายเรารู้สึกได้ จะอุทิศส่วนกุศลได้ต้อง
    ใช้กุศโลบายที่แยบคลายหน่อย...

    #Rep คนตายทั่วไปที่ไม่ใช่ตายโหงนะ...
    ปกติวันแรกจะยังหวงร่างกาย
    ในวันที่ ๑ และ ๒ จะอยู่บริเวณร่างกายที่ตายนั่นหละ
    อาจจะไปหาใครก็ได้ในช่วงนี้แต่จะเป็นลักษณะ
    ของการให้สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่า กลิ่น เสียง ฯลฯ
    นอกจากจะยังห่วงกายแล้วก็จะยังไม่ชินกับสภาพ
    ที่ไม่มีกาย จะยังไม่ค่อยมีกำลังไปไหนปลายๆ วันที่ ๒ จะเริ่ม
    พอคุ้นเคยและมีกำลังแล้ว
    วันที่ ๓ จะเริ่มไปปรากฏให้ใครก็ตามที่ตนนึกถึงเห็นได้
    ช่วงนี้ถ้าได้รับบุญ ก็จะเริ่มคุ้นกับสภาพความเป็นทิพย์
    จะพบเจอ บางท่านในส่วนภพภูมิที่สัมพันธ์กันมา
    และก็จะวนเวียนอีกถึงวันที่ ๗ จากนั้นจะไปในส่วนภพภูมิ
    ถ้าหลังจากนี้ ก็มาเข้าฝัน หรือ แสดงให้เห็น พูดคุยได้
    ตามแต่ระดับกำลังบุญที่ตนได้รับ เพื่อแสดงวัตถุประสงค์
    อะไรให้ทราบบางอย่าง...
    และที่ปกติที่วิญญานจะไป จะเป็นสถานที่ๆผูกพันธ์
    ยังข้องคาอยู่
    และวิญญานแบบที่ตายแบบไม่ธรรมชาติ
    จะไปได้แค่ ที่ๆผูกพันธ์กับคุ้นเคยอยู่กับที่ๆตนเสียชีวิต
    เป็นความเชื่อที่มาว่า ต้องมีการเชิญดวงวิญญานนั่นหละครับ


    #Rep วิชาอาคม ควรแยกให้ออกว่า เรียนแล้วเป็นไป
    เพื่อการช่วยเหลือ โดยไม่หวังผลตอบแทนหรือไม่
    และเป็นไปเพื่อการลด ละ กิเลส และอยู่ในแนวทาง

    # Rep ส่วนตำหนักทรง ไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งเกี่ยว
    ยกเว้น บุคคลที่ เค้าสืบเชื้อกันมา เป็นเรื่องของเค้า

    ปล.เป็นนิทาน พอขำๆเด้อ
     
  16. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    ทิพยจักขุญาณ :

    S__2392166.jpg

    จับภาพพระพุทธรูปเป็นอารมณ์ บริกรรมคำว่า นะมะพะทะ แบบนี้เป็นของไม่ยาก เพราะภาพพระพุทธรูปนี่จับใจไว้ตั้งแต่เด็กแล้ว การบริกรรมก็เปลี่ยนจากพุทโธ มาเป็นนะมะพะธะ ไม่ยากเท่าไร การฝึกครั้งแรก มืดสนิท เพราะว่าจะไปเอาตาเพ่ง อยากเห็นก็ด้วย ไม่เลยไม่ได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นฝึกอีก ก็เละเหมือนเก่า มืดไปหมด รอไปอีกเดือนนึง ฝึกใหม่ คราวนี้ก็เริ่มเห็นลางๆ เหมือนเดินไปในที่หมอกลงจัด หลวงพ่อบอกว่า พวกที่สามารถเห็นได้ แม้ว่าจะจางๆเหมือนหมอกลงจัดนี้ พวกนี้ต้องฝึกมาเป็นแสนชาติ ถ้าไม่เคยได้วิชานี้มาก่อนเลย ฝึกเอาชาตินี้เป็นชาติแรกแล้วล่ะก็ ฝึกไป 100 ปีก็ไม่เห็นอะไรหรอก
    น่าสงสัยว่า จะเป็นการสะกดจิตหมู่หรือเปล่า หรือว่าอุปทานจากการที่ได้เคยอ่านมาก่อน หรือมันคือการที่เราเหนี่ยวนำเอาความรู้สึกที่คนอื่นๆรับรู้มาเป็นสิ่งที่เรารู้ สารพัดจะสงสัยและมีคำถาม แต่ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ส่วนมากไม่ชัด ฝึกได้สัก 8 เดือนก็เลิก สาเหตุที่เลิกก็มีอยู่ว่า ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ก็ไปพักที่บ้านพักครูของพี่สาว กลางคืนทำสมาธิไปก็เห็นผีผู้หญิง ที่นอนตายอยู่ที่เสาต้นนึงของบ้านพักครู ลึกลงไปสัก3-4 เมตร เธอนอนตายมาหลายปีแล้ว ใส่ชุดนอนสีขาว เห็นแล้วก็ให้สงสัยว่า ได้ประโยชน์อะไรจากการเห็นเธอผู้นี้เหรอ? เป็นคำถามที่ตั้งเอาไว้ แต่ไม่มีคำตอบ
    ไปเห็นจิตของภารโรงที่เป็นมุสลิมข้างบ้าน แกมีใจสีดำ มีอาทิสมานกาย หรือว่ากายภายในเป็นอสุรกายดำ ตัวใหญ่ นี่คือภพภูมิที่ภารโรงคนนี้ถ้าตายไปเมื่อไร จะไปเป็นอสุรกาย เพราะความที่มีจิตใจโหดร้าย หยาบกระด้าง เห็นแล้วก็นึกย้อนมาดูใจตัวเองว่า มันทำให้ใจเราดีขึ้นหรือเปล่า? เห็นแล้วได้อะไรขึ้นมา ใจเรามันก็เลวเหมือนเดิม อย่ากระนั้นเลย เราควรเลิกไปเสือกเรื่องชาวบ้าน แล้วหันมาเสือกเรื่องตัวเองจะดีกว่าไหม? เสือกเรื่องตัวเองก็ต้องมาดูความชั่วในจิตใจตัวเอง ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องภายนอก เราไปหาฝึกสติให้มากๆดีกว่า แล้วเดินสายวิปัสสนา หาทางพ้นทุกข์ให้หลุดออกจากใจเราจะมีประโยชน์กว่าการไปเที่ยวเห็นโน่นเห็นนี่
    จากนั้นมาก็ไม่ได้สนใจในเรื่องทิพยจักขุญาณ จะเห็นไม่เห็นก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร เห็นแล้วก็เท่านั้น ไม่มีค่าอะไรกับไม่เห็นก็เท่านั้นไม่รู้สึกว่าน่าสนใจอะไร ใจมันเฉยๆไปเสียแล้ว นี่แหละครับ เวลาฝึกอยากจะเห็นโน่นเห็นนี่ ไม่ค่อยจะเห็นอะไรหรอก เวลาไม่สนใจแล้วนั่นแหละ เสือกเห็นไปทั่ว แต่ว่าเห็นแล้วก็ช่างมัน ไม่ได้เล่าอะไรไป เพราะไม่สนใจจะเล่า แต่ว่าเวลานี้แก่แล้ว เล่าทิ้งไว้เป็นนิทานขี้โม้ เอาเป็นเรื่องสนุกสนานกันไป ไม่เอาเป็นสาระ
    ไปนรก ก็ตระเวนนรกแล้วแต่ไม่กี่ขุม เอาขุมที่คุ้นเคยชอบมาบ่อยๆ ไปตระเวนสวรรค์ก็ไปดู ไปเยี่ยมแม่บ้าง พี่สาวบ้าง แล้วก็ไม่มีอะไรมาก ไปดูพรหมก็ไปเจอเพื่อนเก่าๆ แล้วก็ชอบถามจังนะว่า แกจำฉันได้ไหม น่าจะรู้ว่าจำไม่ได้ จะถามทำไม? ไปดูอรูปพรหม ก็ไม่เห็นจะมีอะไร พวกนี้อีกนิดเดียวจะเข้านิพพานได้แล้ว น่าเสียดายมาก ซวยหนักจริงๆครับ ลงไปบาดาลก็เจอพญานาค ซึ่งก็ไม่เห็นจะเหมือนอย่างที่หนังสือเขียนเล่ากันมาเลยครับ สงสัยเหมือนกันว่าเรานี่ท่าจะบ้าไปแล้ว ไปเจอพญาครุฑก็ให้สงสัยว่าทำไมท่านมีหลายตนขนาดนั้น มีตัวเมียหรือว่าผู้หญิงด้วย มีวัยรุ่นหนุ่มสาว ไอ้เราก็นึกว่ามีตัวเดียวตามตำนานเล่าไว้ ย้อนไปดูท่านมหาฤษีผู้ประดิษฐ์คิดค้นคาถา ท่านทำกันยังไง ทำไมคาถาท่องกันงึมๆงัมๆไม่รู้เรื่องเลย แต่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ให้ผลได้ด้วย

    ไปดูดาวดวงอื่น ตามรอยหลวงพ่อไปดูว่า มนุษย์ต่างดาวพวกนี้เขามาจากไหนกัน วิทยาการไปถึงไหนแล้ว ทำไมไม่มาคบหาชาวโลกบ้าง ย้อนกลับมาดูอาณาจักรแอตแลนติส เพราะมนุษย์ต่างดาวบางท่านนี่บอกว่า บรรพบุรุษมาจากแอตแลนติสที่ถล่มล่มสลายในคืนเดียวนี่แหละ พวกนี้นั่งยานสำรวจออกมาก่อน เลยรอดตัวไป ช่วง 12000-13000 ปีก่อน มีก้อนพลังงานแปลกๆ ที่เปล่งแสงได้ ควบคุมก้อนหินได้ อันนี้ดูแล้วไม่เข้าใจจริงๆ ไปใต้ท้องทะเลลึกก็แวะไปดูว่ามีอะไรบ้าง คนป่าตายแล้วไปไหนกัน คนแขกต่างศาสนาตายแล้วไปไหนกัน มนุษย์ต่างดาวตายแล้วไปไหนกัน จะมาตกนรกร่วมกันไหม ไปดูเทวดาเมืองแขกบ้าง ดูเทพารักษ์บ้าง ตามประสาคนบ้าๆบอๆ ที่ไม่ได้อยากจะไปดูหรอก ฝึกสมาธิไปมันก็ไปโผล่ตรงโน้นที ตรงนี้ที ไปโผล่ป่าหิมพานต์ ซึ่งไม่มีมะม่วงหิมพานต์ แล้วก็ไม่มีป้ายปักบอกไว้ว่า ที่นี่คือป่าหิมพานต์ แล้วเราจะไปรู้ได้ไง เมืองลับแลหรือเมืองบังบด เป็นโลกทิพย์ที่ซ้อนมิติอยู่บนโลกปัจจุบัน ยังมีเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นใครยังไงเหรอ พวกเซียนๆทั้งหลายของจีนเขาบำเพ็ญตบะกันยังไง ไปหาพระเยซู เพราะสงสัยคำสอนท่านที่ให้ล้างบาปได้ กับแวะไปหาดูว่า ท่านนบีมูฮัมหมัดท่านไปอยู่ที่ไหนนะ แต่อันนี้เล่าไม่ได้ เอาไว้ท่านที่แวะไปเที่ยวแบบนี้ได้ก็จะรู้เอง กาลเวลาเนิ่นนานผ่านมาบรรจบครบ 30 ปี ก็เลยเอามาทยอยลงเล่าเอาไว้ พอจะเป็นนิทานขี้โม้ ได้สักเล่มหนึ่ง ค่อยๆเล่าไปตามแต่ใจจะนึกได้ละกันนะ
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    มนุษย์ หรือ ฆารวาสก็อาจจะทำให้มีเกิดได้
    แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ เรื่องความละเอียด
    มุมในการเห็น ความสามารถในการรับรู้จากการสนทนา
    ของเราๆจะต่างกับท่านมาก
    ดวงจิตที่หายใจครั้งเดียวถึงฌาน ๔
    กับดวงจิตปกติที่บางทีทั้งชาติยังไม่เคยรู้เลยฌาน ๔ เป็นอย่างไร
    หรือดวงจิตที่นั่งเป็นชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงกว่าจะเข้าถึง
    นี่หละ ที่เค้าเรียกว่า บารมีมันต่างกัน
    บารมีคือสิ่งที่ขยายไปข้างนอกจิต
    มาจากจิตที่คลายตัวเองได้โดยธรรมชาตินั่นเอง

    เห็นไหม ขนาดรู้เห็น ลึกละเอียดขนาดเรื่องเล่า
    ยังบอกว่า

    ''เราไปหาฝึกสติให้มากๆดีกว่า แล้วเดินสายวิปัสสนา
    หาทางพ้นทุกข์ให้หลุดออกจากใจเรา
    จะมีประโยชน์กว่าการไปเที่ยวเห็นโน่นเห็นนี่''


    นี่คือทิ้งเป็น แล้วรู้ว่า ควรเดินไปทางไหนต่อ.....

    ฆารวาสที่พลาด เพราะทิ้งไม่เป็น มีแต่ยึด
    ยึดจนกลายเป็นอัตตาตัวตน แต่ปากบอกไม่ยึดแต่
    หนักๆเอาไปเล่นปาหี่ โชว์มุข เทพ มุขดูดวง
    แล้วบอกไม่ยึด
    ทำนายทายทักไป เรื่อย กลายเป็นคิดว่าตนเก่ง ตนเป็นผู้วิเศษ
    ทั้งๆที่ การรับรู้และความละเอียดก็แค่หยาบๆแบบเศษเสี้ยว
    แล้วก็จะยังหลงตัวเอง ว่าตนเองจะพ้นทุกข์ได้
    โม้ บ้าบอ คิด บ้าบอคอแตก อยู่ได้
    มันจะเป็นได้อย่างไร เมื่อไม่สนใจสร้างสติ
    แล้วมาเดินสายวิปัสสนาเลย

    ปล.พอมองภาพออกไหม

     
  18. เจไดหรือธิส

    เจไดหรือธิส สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มกราคม 2017
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +48
    มารอติดตามอ่านครับ ฝากบอก คุณ Sama ด้วยนะคับ กิกิ
     
  19. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    ระลึกชาติ : (1)

    DSC06260.jpg

    เป็นเรื่องทั่วไปสำหรับคนที่ฝึกได้ทิพยจักขุญาณใหม่ๆก็จะต้องมีการระลึกชาติกันหน่อย การระลึกชาตินี่ทำกันได้สองแนวทาง คือเมื่อจิตมีความเป็นทิพย์ คำว่ามีความเป็นทิพย์สำหรับผู้ฝึกใหม่นี่คือ เมื่อจิตถึงอุปจารสมาธิก็มีความเป็นทิพย์ แต่ว่าพวกนี้อุปทานแทรกได้ง่าย เวลาจะไปไหนมาไหนต้องขอบารมีพระบ้าง พรหมเทวดา ครูบาอาจารย์ไปด้วยเสมอๆ ส่วนพวกที่เก่าแล้วจะเข้าฌาน๔ แบบใช้งานได้ คือต้องทรงสติเอาไว้ให้มีกำลังพอสมควร ความเป็นทิพย์จะเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีสติเข้าควบเอาไว้ จะนิ่งสนิท ไปไหนไม่ได้ ทรงอารมณ์นิ่งๆเฉยๆแบบนั้นทั้งวันไม่มีอะไร
    การระลึกชาตินี่ก็ทำกันแนวแรกคือพอจิตเป็นทิพย์ก็ไล่ย้อนนึกถึงเรื่องที่ทำไปเมื่อวาน แล้วไล่ไปเรื่อยๆ จนไปถึงปีที่แล้ว จนเมื่อเป็นเด็ก แล้วระลึกไล่ไปจนตอนอยู่ในท้องแม่ จนปฏิสนธิ เวลาที่จิตก่อนจะสิงสู่เข้ามาในคัพภะ แล้วไล่ลำดับไปก็เจอชาติที่แล้ว แล้วก็ไล่ต่อไปก่อนตายเป็นยังไง อาการก่อนตายด้วยโรคอะไร พวกนี้จะช้า ไม่ค่อยทันการณ์ แต่ว่าเห็นรายละเอียดรอบคอบดีมาก แบบนี้ผมเคยลองทำอยู่เหมือนกัน ไม่นึกว่าพอจิตเป็นทิพย์แล้ว ไอ้ที่ว่าเราลืมๆไปแล้วตอนเด็กๆนี่กลับผุดขึ้นมาได้อย่างชัดเจน แถมยังรู้สึกถึงอารมณ์เวลานั้นว่า ดีใจ เสียใจ น้อยใจ หวาดกลัว กังวล อึดอัดใจ พวกนี้รู้สึกได้หมด
    การระลึกชาติอีกแบบนึงคือ อธิษฐานเอาเลยว่าเมื่อชาติที่แล้วข้าฯเคยเกิดเป็นอะไร อย่างไรมาบ้าง ขอให้ภาพนั้นปรากฏ อันนี้ผมก็ลองเหมือนกัน เร็วดี มีรายละเอียดเฉพาะจุดที่ชัดเจน แต่ว่าไม่รู้ทั้งหมดของช่วงชีวิต แล้วก็ต้องอาศัยบารมี หรือว่ากำลังของ พระท่านช่วยบ้าง หลวงปู่หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ท่านช่วยสงเคราะห์ด้วย เพราะกำลังตัวเราเองยังไปเห็นได้ยาก ดีไม่ดีอุปทานแทรกคิดว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดินี่จะซวยใหญ่เลยนะ
    พอย้อนไปในอดีตชาติก่อนจะมาเกิดในชาตินี้ ก็เห็นตัวเองไปปรากฏอยู่บนชั้นพรหม แต่ว่าพรหมชั้นเตี้ยๆ แค่ชั้น 2 ไปถึงก็เจอพระพรหมหลายตนมายืนรอรับอยู่ก่อนแล้ว ท่านก็มาทักทายว่าจำกันได้ไหม จริงๆก็จะรำคาญลีลาที่มาถามแบบนี้ เพราะก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าจำไม่ได้ เกิดเป็นคน วันนี้ของเดือนที่แล้วกินข้าวกับอะไรยังจำไม่ได้เลย แล้วนี่มันผ่านมากี่ปีแล้ว จะไปจำได้ไหมละ ไม่น่าถามเลย แต่ก็เห็นถามเป็นประจำ คงเหมือนคำทักทายมากกว่า ซึ่งก็ต้องตอบเป็นมารยาทว่าจำไม่ได้ครับ เรื่องราวเป็นมายังไง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ ท่านเหล่านี้เวลาจะเล่าก็ไม่ค่อยจะเล่า จะทำเป็นภาพให้เห็นเป็นเรื่องราวแทน บอกว่าพวกเราเป็นเพื่อนกันก่อนที่ท่านจะลงมาเกิด ภาพก็ปรากฏลำดับเหตุการณ์ว่า สมัยนั้นตัดสินใจว่าจะลงมาเกิดก่อนเวลา จะลงมาเพื่อปกป้องและจรรโลงพระพุทธศาสนา กำลังใจเวลานั้นเกินร้อย มองลงมาก็เห็นอาปา กำลังไสไม้อยู่ เห็นพี่ชายคนโตยังใส่ชุดนักเรียน กางเกงสีกากี กางเกงก็ตัวใหญ่โคร่ง ต้องใช้เข็มขัดช่วยพยุงไว้ไม่ให้กางเกงหลุด เห็นแค่หน้าบ้านที่เป็นตึกแถว ส่วนแม่อยู่หลังบ้าน คือรู้ว่าอยู่แต่ไม่เห็นตัว ก็รู้ว่าถ้ามาเกิดที่บ้านนี้ แม้จะลำบากยากจน แต่ก็จะได้เข้าถึงธรรม ถ้าไปเกิดบ้านอื่น รวยกว่านี้แต่ว่าเข้าไม่ถึงธรรมเพราะจะหลงระเริงไปกับโลกีย์เสียก่อน ตอนนั้นก็ตัดสินใจลงมาเกิด ไปลาพระอินทร์ไปบอกท่านว่าผมจะลงมาเกิดแล้วนะครับ จะขอลงมาปกป้องจรรโลงพระพุทธศาสนา ปราบไอ้พวกนอกรีตที่จ้องจะทำร้ายพระพุทธศาสนา จะมาจรรโลงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะยากลำบากเพียงใด เกล้ากระผมจะสู้ไม่ยอมถอยอย่างเด็ดขาด เล่ามาถึงตอนนี้ก็หันไปมองหน้าเพื่อนๆที่ยังเป็นพรหมอยู่ในเวลานี้ ว่า เอ..เวลานั้นก่อนเราจะลงไปเกิด ได้เคยขอพวกท่านไว้ว่า ถ้าเราไปเกิดเป็นคนแล้วอย่าทิ้งกัน มีอะไรก็ขอให้ช่วยเหลือกัน แล้วเวลานี้ ข้าฯก็ลำบากขนาดนี้ ทำไมพวกท่านนี่ไม่ช่วยเหลือกันเลย เพื่อนๆก็ยิ้ม แต่พรหมนี่ไม่มีใครหัวเราะ 555 ไม่มีใครยิ้มกว้างๆให้เห็นฟัน อย่างมากก็ยิ้มแบบอมยิ้มนิดๆเท่านั้น นึกในใจว่าสงสัยจะไว้ท่าไว้เชิง ท่านเหล่านี้ก็บอกว่าไม่ใช่ไว้ท่าไว้เชิง เพราะพรหมไม่มีอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงอย่างมนุษย์ทั้งหลายแล้ว อาการยิ้มเพียงแต่แสดงความยินดีเพียงเท่านั้น นี่เรานึกในใจ พวกท่านเหล่านี้จะได้ยินกันหมด เวลาไม่มีร่างกายแล้วนี่ คิดอะไรนึกอะไร มันดังไปให้ทุกท่านทั้งหลายได้ยินถึงกันหมด จะโกหก ปกปิดกันไม่ได้เลยนะ
    ท่านเหล่านั้นก็บอกว่า คุณอธิษฐานเองว่าจะลงไปจรรโลงพระพุทธศาสนา จะสู้ไม่มีถอย ลำบากแค่ไหนก็จะลงไปสร้างบารมี ก็เมื่อจะลงไปสร้างบารมีมันก็ต้องพบเจอกับความยากลำบากแล้วก็ต้องฝ่าฟันด้วยตัวเองเท่านั้น พวกผมจะไปช่วยได้อย่างไร ถ้าไปช่วยท่านก็ไม่ได้สร้างบารมีเท่านั้นเอง แต่จะว่าไม่ช่วยเลยก็ไม่ได้ เพราะเวลาท่านคิดจะทำชั่วพวกเราก็จะไปช่วยขวางเอาไว้ ไม่ให้ท่านมีโอกาสทำชั่วได้
    นี่ก็ทำให้ได้รู้มาอีกเรื่องนึงว่า คำอธิษฐานเราเอง ที่ผูกมัดตัวเราเองไว้ ตั้งแต่ก่อนจะลงมาเกิด มันส่งผลได้แล้วใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นประสงค์ของตัวเราเอง ตอนที่อธิษฐานเวลานั้น กำลังใจมันเกินร้อยเลยนะ แต่ว่าพอมาเกิด มีร่างกายเป็นเนื้อหนัง ต้องเจอกับทุกข์ทั้งหลาย ความลำบากยากจน การต่อสู้ที่ยิบตา ความอดทนที่ทนแล้วทนอีก ทนอีกทนแล้ว กำลังใจที่เคยมีเกินร้อยก่อนจะลงมาเกิด เวลานี้เหลือไม่ถึง5 เปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆแล้วจะเหลือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ช่างต่างกันดังฟ้ากับเหว ก็นึกเหมือนกันนะว่า ข้าฯก็ไม่น่าห้าวขนาดนั้นเล๊ยยยยย.....แต่ว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาจนป่านนี้แล้ว มันก็ต้องสู้กันต่อไปครับ จะมานั่งบ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้เท่านั้นที่จะชนะ...ไม่ชนะก็แพ้ มีแค่นั้น...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 สิงหาคม 2017
  20. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    536
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +1,409
    อดีตชาติในภาพรวม : (2)

    DSC00336.jpg
    เมื่อเห็นว่าเคยเกิดมาเป็นพรหมแล้ว ถึงจะเป็นพรหมชั้นเตี้ยๆก็ยังดีแหละนะ ตอนนี้ก็ไปกราบพระ กราบครูบาอาจารย์ เห็นหลวงพ่อปาน หลวงพ่อทวด ครูบาอาจารย์อีกหลายรูป ก็ไปขอเรียนถามท่านว่า กระผมนี่เคยเกิดเป็น สัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคน เป็นพรหม เป็นเทวดามากี่มากน้อยแล้วขอรับ
    ภาพก็ปรากฏเป็นลานกว้างสุดลูกหูลูกตา ฝั่งซ้ายมือมาจนถึงตรงกลางค่อนมาทางขวาแล้วก็ด้านหลังทั้งหมด ปรากฏเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉาน มีด้านหน้าค่อนมาทางขวาหน่อยๆที่เกิดมาเป็นคน แล้วก็น้อยมากกกกก ที่ได้เกิดมาเป็นพรหมเป็นเทวดา ก็นึกอุทานขึ้นมาในใจว่า”จัญไรแล้วกู” นี่เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานเหรอนี่ กว่าจะได้เกิดมาเป็นคนก็แสนยาก เกิดเป็นคนแล้วจะสร้างความดีให้ไปเป็นเทวดาบ้าง พรหมบ้างนี่แสนยาก เกิดมาไม่พบพระพุทธศาสนา จะหาเนื้อนาบุญในการสร้างความดีก็ไม่ได้ การช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลก การให้ทาน การสงเคราะห์สัตว์ต่างๆก็ให้ผลไม่ได้มาก หากไม่รู้จักรักษาศีล ไม่รู้จักการเจริญสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนาแล้ว เห็นทีจะรอดพ้นนรกได้ยาก
    ดังนั้นชาตินี้ ได้เกิดเป็นคนแล้ว ได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา ได้พบคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยบุคคลอันหาได้ยาก โอกาสแบบนี้ เกิดตายอีกกี่แสนกี่ล้านชาติจะได้เจอก็ไม่รู้ เมื่อเกิดมาได้พบเจอพระธรรมคำสอนที่ยังมีพระอริยสงฆ์ปฏิบัติรักษาเอาไว้ได้อยู่ เราควรที่จะพากเพียรขวนขวาย เอาชีวิตเข้าแลกเอาพระธรรมคำสั่งสอนนี้ มาประดับประทับที่จิตใจเรา ไม่ให้หลงระเริงมัวเมาไปกับกามโลกีย์ ไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน เวลาแบบนี้มีน้อยนัก ไม่ถึงร้อยปีก็ต้องตายจากแล้ว แต่เวลาที่เราทรมานในนรกยาวนานนับอสงไขยกัล์ป เกิดไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไรจะพ้นบ่วงแห่งทุกข์ นี่เราพ้นมาได้แค่คอแล้ว ได้มีโอกาสเงยหน้ามองพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีโอกาสฟังคำสอนของพระอริยสงฆ์แล้ว เราจะทิ้งโอกาสแบบนี้ให้สูญเปล่าไปเรื่อยๆได้อย่างไร จะยอมกลับไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานอีกเหรอ เราเคยเกิดในอบายภูมิมากมายถึงเพียงนั้น น่าจะเพียงพอได้แล้วหรือยัง

    เวลานั้นอายุ 19 ปี ก็รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมานี่เรามันทำตัวไร้ค่าเหลือเกิน ความเพียร ความสนใจ ตั้งใจจริงในการปฏิบัติธรรมยังแย่มาก สมควรแล้วที่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ ตอนนั้นมัวแต่พิจารณาเรื่องแบบนี้ แล้วเกิดสลดใจในเวไนยสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตัวเราเองนี่แหละ ที่มีนิสัยฝักใฝ่แต่ในทางอบายภูมิ แม้พระพุทธศาสนาบังเกิดอยู่ตรงหน้าแท้ๆแล้ว ก็ยังไม่มุมานะมุ่งมั่นในการบำเพ็ญบารมี เวลานั้นเลยไม่ทันได้ไปสนใจว่าเคยเกิดเป็นกษัตริย์ไหม เคยเป็นเศรษฐีหรือเปล่าเคยเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย นาคีนาคา ฯลฯ ไม่ได้สนใจเลย รู้สึกสนใจแต่ว่าทำไมถึงไปเกิดอยู่ในอบายภูมิเยอะแยะขนาดนั้น เนิ่นนานขนาดนั้น ผ่านพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ไม่รู้กี่พระองค์แล้ว ข้าฯก็ยังอยู่ในอบายภูมิเสียเป็นส่วนใหญ่ ข้าฯนี่มันระยำจริงๆนะ ว่าแล้วก็กราบเรียนถามท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายว่า นรกขุมไหนที่ข้าพระพุทธเจ้านิยมชมชอบ ไปอยู่บ่อยๆ อยู่นานๆบ้างครับ...
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...