เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    c_oc=AQmLu1IV-r4LyBAJLqpgIQ3-9M0awhgxpSKJlkT3kapeima2nvpLWBZvZrjdh5ZKYFI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg


    นิมิตกรรมฐานเก่าที่เคยได้ในอดีต


    ถาม : พอจิตนิ่งแล้วจะเห็นเป็นกองไฟ ตกใจ..! กลัวลงนรก ?
    ตอบ : มะเหงกแน่ะ..! ถ้าหากว่าทำสมาธิแล้วเห็นไฟ อาจจะเป็นอุคหนิมิตของเตโชกสิณก็ได้ ?

    ถาม : คือ...เป็นหลายครั้งแล้วค่ะ ?
    ตอบ : ในอดีตของเรา ๆ อาจจะเคยได้เตโชกสิณมาก่อน ถึงเวลานั้นก็รักษาอารมณ์เดิมให้ตั้งมั่น แล้วก็ภาวนา "เตโชกสิณัง" จับภาพนั้นต่อไปเลย สบาย..ไม่ต้องไปเสียเวลาหาอุปกรณ์ เพราะอันนั้นเท่ากับเป็นนิมิตติดตาแล้ว ต่ออีกนิดเดียวเท่านั้น

    ถาม : เป็นสิบ ๆ ครั้งแล้วค่ะ ?
    ตอบ : โอ้โฮ...ฉลาดมาก ....(หัวเราะ)...

    เดี๋ยวก็เหมือนกับหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านภาวนาไป ๆ ก็เห็นกะโหลกศีรษะลอยมาแล้วก็ผ่านไป กระดูกซี่โครง กระดูกแขน กระดูกขา ลอยมาก็ผ่านไป หลวงปู่ปาน ท่านสอนไม่ให้สนใจนิมิต เมื่อไม่ให้สนใจนิมิตหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ปล่อยไป นิมิตก็ลอยมาอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ๆ ลอยมาแล้วก็ขึ้นต้นใหม่ ท่านก็ไม่สนใจ

    รุ่งเช้าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านไปกราบหลวงปู่ปาน ท่านก็ถามว่า "เป็นอย่างไรคุณ เมื่อคืนผีหลอกหรือ ?"
    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ตอบว่า "ผีไม่ได้หลอกหรอกครับ แต่กระดูกมันหลอน"

    หลวงปู่ปานถามต่อว่า "แล้วคุณทำอย่างไร ?"
    หลวงพ่อวัดท่าซุงตอบว่า "ผมก็ช่างมันตามที่หลวงพ่อว่าแหละครับ"

    หลวงปู่ปานท่านว่า "ไม่ใช่ช่างมันแล้ว คุณน่ะช่างเผือกไปแล้ว" อันนั้นเป็นกรรมฐานเก่าที่เราเคยได้มาคือ อสุภกรรมฐาน ข้อที่เรียกว่า อัฏฐิกังปฏิกุลัง การเพ่งกระดูกใช่ไหม ? ต่อไปถ้าหากว่าเจอภาพอย่างนั้น อธิษฐานให้ตกลงตรงหน้า แล้วก็ค่อย ๆ ต่อขึ้นมาจนเป็นรูปร่าง แล้วก็จับนิมิตต่อไปเลย

    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอก แหม..เสียดาย..ก่อนหน้านี้ครูบาอาจารย์บอกให้ละ ก็ละท่าเดียว..ใช่ไหม ? หารู้ไม่ว่านิมิตบางอย่างก็เป็นกรรมฐานเก่าที่เราทำมา

    สังเกตไหมว่าก่อนที่นิมิตจะเกิดขึ้น จะมีลักษณะเหมือนกับอารมณ์ของเราเคลื่อนไปวูบหนึ่งจากจุดที่เราตั้งอยู่ เคลื่อนไปวูบหนึ่งแล้วก็จะเห็นภาพนั้นขึ้นมาเลย อาการนั้นเป็นอาการกรรมฐานเก่าคลายตัวลงแล้ว เตรียมจะรับของใหม่ต่อไป

    เราก็ทำต่อได้เลย น่าอิจฉาไหม ? ...(หัวเราะ)... ถ้าได้กองหนึ่ง อีก ๙ กองหมูในอวยเลย

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กรกฎาคม 2019
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    1482154312.jpg
    กรรมฐาน40ประยุกต์

    Credit FB Natthaphat Chadrasuta

    กรรมฐาน ๔๐ ประยุกต์
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม,ดร.
    เช้าวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙

    งานปฏิบัติธรรมปัญญาสมวาร
    ........................

    ตั้งกายให้ตรง หายใจเข้าสุด หายใจออกสุด จับภาพพระ จับภาพพระหลายองค์แล้วไม่เหมือนกันจะทำได้ยากขึ้น แต่ก็ดีที่ช่วยสร้างสติมากขึ้น หายใจเข้าภาพพระเลื่อนลงไปในท้อง หายใจออกภาพพระเลื่อนขึ้นไปบนศีรษะ สิ่งที่เราฝึกนี้ต้องบอกว่าเป็นพื้นฐานของกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง โดยเฉพาะในส่วนของปฏิสัมภิทาญาณ ภาพพระคือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสตินั่นเองพร้อมกับเป็นกองกสินไปด้วย แสงสว่าง คือ อาโลกสิน ถ้ากำหนดให้เป็นสีขาวเป็นโอทาตกสิน ภาพพระสีทองเป็น ปีตกกสิน สีเขียวเป็น นีลกสิน


    หลังจากนั้นก็กำหนดภาพพระให้นิ่งไว้ที่ศีรษะของเรา หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น กำหนดใจให้รัศมีของพระครอบคลุมกายเรา หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้นๆ ลักษณะนี้เป็นการใช้ผลของกสินแล้ว เมื่อภาพพระสว่างชัดเจนดีแล้ว ให้รัศมีขององค์พระแผ่กว้างออกไป กว้างออกไป ไม่มีประมาณ ให้กำหนดใจไปในพรหมวิหารทั้ง ๔

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นล่วงตกไปแล้ววันหนึ่งคืนหนึ่ง ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงไปเสวยสุขในสุคติภพโดยทั่วหน้ากันเถิด นี่เป็นเมตตาพรหมวิหารรักเขาเสมอตัวเรา

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นตกอยู่ในความทุกข์ยาก เศร้าหมอง เดือดร้อน ลำเค็ญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เจ็บไข้ได้ป่วย พิกลพิการใดๆ ก็ดี ขอให้เขาเหล่านั้นจงได้ล่วงพ้นจากความความทุกข์ทั้งหลายนั้นเถิด นี่คือ กรุณาพรหมวิหารสงสารอยากให้เขาพ้นทุกข์

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นที่มีความสุขความเจริญดีอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเถิด นี่เป็น มุทิตาพรหมวิหารพลอยยินดีที่เขาอยู่ดีมีสุข

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พึงเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แก่กันและกัน เสียสละให้ปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ตกอยู่ความทุกข์ยากยิ่งกว่าตนให้พ้นทุกข์เพื่อยังโลกนี้ไปสู่สันติสุขอันสมบูรณ์ด้วยเถิด อันนี้เป็น เมตตา กรุณา อุเบกขา ในอุเบกขาพรหมวิหาร ให้ซักซ้อมทำไว้บ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง เนื่องจากเมตตาพรหมวิหารนั้นการแผ่เมตตาให้มีอารมณ์ทรงตัวจนถึงฌาน ๔ เป็นของยาก ยิ่งต้องนำมาควบกับกสินและกำหนดเป็นรัศมีสีขาว เป็นโอทาตกสินก็ได้หรือจะกำหนดเป็นแสงสว่างของอาโลตกสินก็ได้

    หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ และหลังจากนั้นเลื่อนภาพพระลงไปในศีรษะของเรา ถ้าหากว่าภาพพระอยู่ข้างนอกเป็นส่วนของรูปฌาณ ถ้าอยู่ข้างในเป็นการจับต้องได้ยากถือเป็นส่วนของอรูปฌาน น้อมจิตน้อมใจกราบลงที่ภาพพระของเรา ให้ตั้งใจเรายกเอาพระธรรมเทศนาขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้ามาพินิจพิจารณา ขอให้เราสามารถรู้เห็นได้อย่างชัดเจนในสภาพจิตเดียวกันกับความเป็นจริงนั้นด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า

    หลังจากนั้นก็จิตนึกย้อนรอยถอยไปเมื่อตอนเราตื่นนอน ก่อนนอนไล่ไปจนถึงเมื่อวาน สองวันที่แล้วและสามวันที่แล้ว ไล่ไปเรื่อยจนเป็นเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ห้าปีที่แล้ว สิบปีที่แล้วจนไปถึงวาระที่เราปฏิสนธิอยู่ในท้องแม่ นี่เป็นส่วนของทิพจักขุญาณ ทั้งในส่วนของอตีตังสญาณ ในส่วนของของปุพเพนิวาสานุสติญาณ ในส่วนของจุตูปปาตญาณ ญาณทั้งหลายเหล่านี้เราสามารถใช้ควบกันได้หมด หลังจากนั้นก็ดูถึงความไม่เที่ยงของร่างกายของเราที่จากการจุดปฏิสนธิเล็กๆ พอโดนไฟธาตุของแม่เคี่ยวเข้าก็มีการขยายตัวขึ้นมา เติบโตขึ้นมาจากสิ่งเดียวก็เป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด จากแปดเป็นสิบหก ขยายเพิ่มขึ้นมาเรื่อยมาจนกระทั่งปรากฏเหมือนยังกับก้อนเลือดก้อนหนึ่งโตประมาณฟองไข่มีจุดดำๆ ของลูกตาปรากฏขึ้นก่อน มีกะโหลกหน้าผาก จากนั้นกะโหลกโตขึ้นก็มีกระดูกสันหลังเหยียดยาวออกไป มีปัญจะสาขาคือ แขน ขาจากจุดเล็กๆ นั้นงอกใหญ่ขึ้นมา มีอวัยวะภายใน ภายนอกสมบูรณ์ หลังจากทนอุดอู้ในท้องแม่ได้เก้าเดือนสิบเดือนก็คลอดก็เคลื่อนออกมาข้างนอก เป็นเด็กน้อยค่อยๆ หัดดิ้น หัดคว่ำ หัดคลาน หัดนั่ง หัดยืน หัดเดิน หัดวิ่ง ไม่มีฟันก็มีฟัน จากพูดไม่ได้ก็พูดได้ เป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กโต เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นคนโต เป็นคนแก่แล้วก็ตาย

    ถ้าความรู้สึกเลือนไปจางไปเมื่อไหร่ให้กลับไปหาภาพพระกลับไปหาดวงกสินของเราใหม่ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้นๆ เมื่อจับลมหายใจพร้อมกับภาพพระจนรู้สึกแน่นิ่งมั่นคงดีแล้ว มีกำลังแล้ว กำหนดจิตย้อนรอยถอยหลังไปใหม่จนกระทั่งไปอยู่ในท้องแม่ เป็นจุดปฏิสนธิเล็กๆ โดนไฟธาตุของแม่เผาอยู่ตลอดเวลาค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมา อึดอัด ขัดข้อง ปวดเมื่อยไปหมด เร่าร้อนไปหมด ดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถจะพ้นออกมาได้ ท้ายสุดก็คลอดก็เคลื่อนออกมา ผิวหนังกระทบความหนาวของอากาศแสบร้อนไปทั้งกาย หิวต้องกิน กระหายต้องดื่ม ปวดอุจจาระปัสสาวะ ต้องอึ ต้องฉี่ เจ็บไข้ได้ป่วยต้องรักษาพยาบาล สกปรกโสโครกต้องหาน้ำให้อาบ ต้องพยายามปรับร่างกายให้ทำงานให้ได้อย่างใจ ค่อยๆ หัดพลิก หัดเคลื่อนไหว หัดคลาน หัดล้ม หัดลุก เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอยู่ทุกขั้นตอน หัดเดิน หัดวิ่ง หัดพูด ต้องเข้าโรงเรียน เรียนหนังสือ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบอยู่ตลอดเวลา เวลาเรียนก็เครียดกับเรื่องเรียน เครียดกับการบ้าน เครียดกับรายงาน เครียดกับการสอบ เหนื่อยยากกับการเดินทาง จนกระทั่งสอบจบ จนกระทั่งลำบากในการหางานทำ หาคู่ครอง จากคนเดียวกลายเป็นสองคน ความทุกข์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้ามีลูกหญิงลูกชายเพิ่มขึ้นมา ความทุกข์ก็เพิ่มขึ้น สภาพร่างกายเคลื่อนไปคล้อยไปสู่ความแก่ ความหิวกระหาย ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความสกปรกโสโครกยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ตัวเราก็เป็นเช่นนี้ คนอื่นก็เป็นเช่นนี้ สัตว์อื่นก็เป็นเช่นนี้ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความปารถนาที่ไม่สมหวัง พลัดพรากจากของรักของชอบใจ เศร้าโศกเสียใจ ประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ มีความทุกข์ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนหลับตาลง เราเห็นชัดเจนแล้วว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นในกองทุกข์ เติบโตขึ้นมาในกองทุกข์ เสื่อมโทรมไปในกองทุกข์

    ขึ้นชื่อว่าเกิดทุกข์เช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก เราต้องการที่เดียวคือ พระนิพพาน เป็นการใช้ปัญญาและอุปสมานุสติในพุทธานุสติถ้าลมหายใจอยู่กับอาณาปานุสติ ถ้ารู้สึกว่าภาพเลือนภาพลางจางไป กลับมาหาภาพพระของเราใหม่ กลับมาหากองกสินของเราใหม่ กลับมาหารูปฌาน อรูปฌานของเราใหม่ จำไว้ว่าภาพพระในศีรษะหรือภาพพระในอกคือ อรูปฌาน ซักซ้อมทบทวนให้คล่องตัวเอาไว้ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้น ความสว่างเป็นสีใดสีหนึ่งก็ถือว่าเราทำในวรรณกสินทั้ง ๔ คือสี ขาว เขียว แดง เหลือง ต้องมีอารมณ์ภาพเสมอกัน หลังจากกำหนดทรงตัวดีแล้ว กลับมาสู่การพิจาณาใหม่กลับเข้าสู่กองกรรมฐาน จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาส่วนที่แข็งเป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน ได้แก่ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เยื่อในกระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด หัวใจ ส่วนที่จับต้องได้ที่แข็งที่เป็นธาตุดิน

    ส่วนที่ไหลไปไหลมาเป็นน้ำมี เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ปัสสาวะ ไขมันเหลว เป็นส่วนของธาตุน้ำ

    ในส่วนของธาตุลมคือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้องในไส้หรือแก๊ส ลมที่อยู่ในช่องว่างร่างกายเช่น ช่องหู ช่องจมูก ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ ลมที่พัดไปทั่วร่างกายที่เรียกว่า ความดันโลหิต

    ความอบอุ่นในร่างกายเป็นธาตุไฟคือ ไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ธาตุไฟที่เผาผลาญให้ร่างกายทรุดโทรมแก่เฒ่าลงไป ธาตุไฟที่ทำให้กระวนกระวายยามเจ็บไข้ ธาตุไฟที่ช่วยสันดาปในการย่อยอาหาร นี่คือดิน นี่คือน้ำ นี่คือลม นี่คือไฟ แยกออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

    ไม่มีอะไรเหลืออะไรอยู่เลยคือ อรูปฌานในส่วนของอากิญจัญญายตนฌาน หลังจากนั้นมาดูมาตอกย้ำความแน่ใจของเราในส่วนของอสุภกรรมฐานทั้ง ๑๐ คือดูร่างกายของเราที่ตายแล้วขาดธาตุไฟไป ธาตุลมดับ ธาตุดินเริ่มทะลุ ธาตุน้ำเริ่มทำลาย ธาตุดินอืด บวม พองขึ้นมาเป็น วินีลกอสุภกรรมฐาน ผิวกายแตกปริ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองไหลโทรมเป็น ปุฬุวกอสุภกรรมฐาน มีงูมีหนอนซอนไซ ถูกสัตว์ทั้งหลายกัดทึ้งดึงลากไปหลุดกลายเป็นชิ้นๆ ถูกกินจนเหลือแต่โครงกระดูกเป็นวิขายิตกอสุภ เป็นวิกขิตกอสุภ เป็นปุฬุวกอสุภ และท้ายที่สุดเป็นอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน ประกอบกระดูกขึ้นมาให้ชัดเจน คลายสลายลงไปสลายลงไป ประกอบขึ้นมาใหม่ นี่ก็เป็นส่วนของกสินเช่นกัน เป็นกสินในอสุภกรรมฐานและท้ายที่สุดก็เปื่อย สลาย ผุ พัง ไม่มีอะไรเหลือเป็นอากิญจัญญายตนอรูปฌาน

    สรุปว่าสิ่งที่สอนพวกเราไปทั้งหมดนี้เป็นกรรมฐาน ๔๐ กองที่ประยุกต์รวมกัน ต้องหมั่นฝึกซ้อมทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความคล่องตัวได้ยากเพราะเป็นการเจริญกรรมฐานหลายๆ กองพร้อมกันทีเดียว ถ้าไม่เคยทำกองใดกองหนึ่งจนทรงตัวมาเราก็แทบจะจับเข้ากันไม่ติดแตะต้องไม่ได้แต่ถ้าหากว่าใครทำได้ก็จะเป็นพื้นฐานของทิพจักขุญาณได้ทั้งมโนมยิทธิ ได้ทั้งอภิญญา

    การที่เราเอากำลังใจกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่เราเห็นภาพก็คือทิพจักขุญาณ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าอยู่กับพระองค์ท่านนั้นเป็นการถอดจิตไปแบบมโนมยิทธิแล้ว และให้ตั้งไว้ใจว่าถ้าหากวันนี้เราตายลงไป เกิดอุบัติเหตุอันตรายใดๆ ถึงแก่ชีวิตก็ตาม เราขอไปอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพานเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าร่างกายเราที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้เราไม่ต้องการอีก โลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์เราไม่ต้องการเกิดมาอีก สิ่งที่เราต้องการสิ่งเดียวคือ พระนิพพาน ก็ปิดท้ายด้วยพุทธานุสติกับธัมมานุสติ ถ้าหากว่ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ ดูลมหายใจเข้าออก มีคำภาวนาอยู่ กำหนดคำภาวนา ถ้าหากว่าลมหายใจเบาลงไปหรือหายไป คำภาวนาหายไป รู้สึกอยู่ว่ากำหนดใจรักษาอารมณ์ของเราไว้ พยายามประคับประคองอารมณ์เอาไว้เช่นนี้จนกว่าจะครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้หรือได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    หมายเหตุ : ช่วงต้นของการบันทึกไม่ชัดเจนขาดหายไปนิดหน่อยครับ

    บันทึก : ทิดเยี่ยม
    ถอดเทป : ทิดชา
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เวลานึกภาพองค์พระให้อยู่ตรงกลางของกาย ควรอยู่เหนือสะดือหรือตรงไหนครับ ?

    ตอบ : เรากำหนดไว้ตรงไหนของร่างกายก็ได้ เพียงแต่ว่าการกำหนดไว้ตรงจุดกึ่งกลางกาย ตรงที่สุดของลมหายใจ เพื่อให้เป็นไปตามลมหายใจเข้าออก ช่วยให้เรากำหนดได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แต่ถ้าเรามีความคล่องตัวแล้ว จะเอาไว้ส่วนไหนของร่างกายก็ได้

    ถาม : ความจริงแค่เพื่อความสะดวกเท่านั้น ?

    ตอบ : ใช่..เพื่อความสะดวก เพราะว่าเราควบกับลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่ได้ควบกับลมหายใจเข้าออก เราจะกำหนดไว้ตรงไหนก็ได้

    ถาม : เวลาถึงฌานหนึ่ง ภาพพระจะยังไม่สว่างใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : ถ้าเป็นฌาน ๑ จริงๆ ภาพของพระจะสว่างแต่ไม่ได้สว่างมาก แต่ถ้าเป็นสีขาวก็ลักษณะขาวเฉยๆ

    ถาม : เป็นแบบขาวขุ่นหรือขาวใสครับ ?

    ตอบ : ขาวแบบผ้าขาวหรือกระดาษสีขาว จะเรียกว่าขาวขุ่นก็ได้ ถ้าขาวใสจะเป็นอีกระดับหนึ่ง สมาธิต้องสูงกว่านี้

    ถาม : แล้วลงรายละเอียดอย่างไรครับ ?

    ตอบ : ไม่ต้องสนใจ ถ้าไปสนใจรายละเอียดจะไม่ก้าวหน้าไปไหน ถึงเวลาถ้าเราไม่สนใจ ความชัดเจนจะมีขึ้นเอง ถ้าไปมัวสนใจก็ติดอยู่แค่นั้นแหละ ไม่ได้ไปไหน

    ถาม : หมายถึงเราไม่ต้องไปพยายามมองรายละเอียดเลย ?

    ตอบ : ไม่ต้องไปมองรายละเอียด ให้รู้ว่าภาพรวมเป็นอย่างไรก็พอ

    ถาม : ถ้าเวลาเราภาวนาแล้วจับภาพพระ ถ้าภาพพระแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย จะถูกไหมครับ ?

    ตอบ : ถ้าเราตั้งใจจับภาพ พระท่านจะมาแบบไหนก็จับไปเถอะ

    ถาม : ถ้าภาพพระเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงฌานไหน ?

    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นแก้วใสทั้งองค์ก็เป็นฌาน ๔

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3864&page=3.
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    การจับภาพพระที่มาจากจินตนาการขึ้นเอง
    กราบเรียนถาม
    หลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องการจับภาพพระครับ
    ผมเริ่มต้นจากการเพ่งมองภาพถ่ายพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ทั้งองค์ที่วัดท่าซุง และองค์ที่บ้านวิริยบารมี หรือบางครั้งก็เป็นองค์พระพุทธชินราช เพื่อให้จำไว้ในจิต แต่เมื่อนำมาใช้งานจริง ๆ โดยไม่มีภาพจริงให้ดู การเห็นภาพพระในจิตยังมีการคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยบางครั้งจิตจะนึกภาพสมเด็จองค์ปฐมหรือพระพุทธชินราชที่จำไว้ไม่ได้ แล้วส่งเป็นภาพพระพุทธรูปอื่น ๆ ที่ผมเคยเห็นมาแทน เช่น พระแก้วมรกต หรือองค์อื่น ๆ บางครั้งมาครบองค์บ้าง บางครั้งมาแค่บางส่วน เช่นเฉพาะพระเกศาที่เป็นรูปก้นหอย เฉพาะพระพักตร์ด้านข้าง เฉพาะนิ้วมือ หรือเฉพาะส่วนเท้า แต่บางครั้งจิตจำไม่ได้เลย แล้วส่งรูปพระพุทธรูปที่เกิดจากจินตนาการเอาเองล้วน ๆ ขึ้นมาแทน เหมือนเป็นการปะติดปะต่อ จากองค์โน้นองค์นี้ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ได้มีอยู่จริงในโลกนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะคงใช้ภาพพระที่เกิดจากจินตนาการนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของสมาธิได้หรือไม่ หรือว่าควรละเว้นเสีย เพราะอาจจะเป็นความฟุ้งซ่านของจิต เพราะท่านไม่ได้มีอยู่จริง และจะเกิดโทษอย่างไรหรือไม่ประการใด และควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อแก้ไขครับ
    ขอกราบขอบพระคุณครับ

    ตอบ : ถ้าตั้งใจกำหนดในพุทธานุสติ จะเป็นรูปพระพุทธรูปขึ้นมาอย่างไรก็ได้ สามารถจับเป็นอนุสติต่อไปได้เลย จะเป็นของจริงหรือของในจินตนาการก็ได้ เรากำหนดองค์นี้ อีกองค์หนึ่งมาแทนก็ได้ ขอให้เป็นพระพุทธรูปเท่านั้น

    การกำหนดภาพพระพุทธรูปในระยะแรก ถ้าไม่มีความคล่องตัวก็อย่าเพิ่งไปเอารายละเอียด ขอให้รู้สึกและมั่นใจว่ามีพระพุทธรูปอยู่กับเราก็ได้ แค่นั้นก็พอแล้ว ถ้าเอามากกว่านั้น จิตเฝือขึ้นมาก็จะกลายเป็นสับสนอลเวงอย่างที่กล่าวมา

    แม้กระทั่งอาตมาเอง บางเวลาป่วยหนัก สมาธิไม่ค่อยอยากจะทำงาน กำหนดภาพพระไม่เห็นอะไรเลย นอกจากปลายเกศแหลม ๆ นิดเดียว ก็เอาแล้ว
    มั่นใจว่าท่านอยู่ตรงนั้นก็กราบเลย

    *******************************************************
    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4853
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เวลาที่ผมจับภาพพระขณะลืมตา คือทำกิจกรรมต่าง ๆ ไป แล้วจับภาพพระไปด้วย ผมจะเห็นภาพพระชัดเจน แต่พอตอนที่จะหลับตาเพื่อทำสมาธิอย่างจริงจังแบบคนอื่น ภาพพระที่ผมจับได้ตอนหลับตากลับเป็นแค่เงาลาง ๆ แค่มองเป็นรูปเป็นร่างพระพุทธรูป ไม่สว่าง ไม่ชัดเจน จะทำอย่างไรให้ภาพพระในขณะที่หลับตาทำสมาธิสว่างสดใสชัดเจนเหมือนตอนที่ลืมตาทำกิจกรรมต่าง ๆ ไป แล้วจับภาพพระไปด้วย ?
    ตอบ : รู้อยู่ว่าลืมตาชัดแล้วดันทะลึ่งไปหลับตา พอหลับตาก็ดันไม่รู้อีกว่าทำไมไม่ชัด กลับไปสังเกตเสียใหม่ว่า ตอนเวลาเราลืมตาทำงาน กำลังใจของเราไม่ได้ปักมั่นจนเกินไป แต่ตอนหลับตา เราตั้งหน้าตั้งตาจะไปเอาความชัดเจน จนใจกลายเป็นฟุ้งซ่านไป ไม่นิ่งเหมือนกับตอนลืมตา ก็แค่ทำใจให้เหมือนกับตอนลืมตาก็จบแล้ว

    *************************************************
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5356
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : ในขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ในรถ ผมก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปไปเรื่อย ๆ ตอนแรก ๆ ไม่เห็นอะไร ส่วนลมหายใจก็ปล่อยไปตามปกติไม่ไปบังคับ รู้ลมบ้างไม่รู้บ้าง พอพยายามนึกถึงพระพุทธรูปไปเรื่อย ๆ จิตก็เริ่มคิดไปว่าตอนนี้เรามีพระพุทธรูปเป็นที่พึ่ง ท่านอยู่กับเรา คิดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่าเห็นภาพเป็นพระพุทธรูปสีทองสวยงามมาก แวบขึ้นมาในจิต เห็นชัดเจนมาก และพร้อมกันนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งรอบข้างนั้นหายไป อยู่ดี ๆ พระพุทธรูปและบรรยากาศรอบข้างก็เข้ามาแทนที่ตรงที่ผมอยู่ขึ้น พร้อมกับลมหายใจก็กำลังจะหายไปด้วย รู้สึกเหมือนอีกนิดเดียวก็จะขาดใจแล้ว เป็นเวลาแค่ชั่ววินาที แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนมาก

    พอรู้สึกอย่างนั้น ผมก็ตกใจกลัว ลืมตาขึ้นทันที ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเริ่มทำอีก ก็รู้สึกเหมือนเดิมอีก เหมือนลมหายใจจะหายไป ก็เลยเลิกทำไป ไม่ทราบว่า เหตุการณ์ที่ผมเจอนี้มันคืออะไรครับ ?

    ตอบ : คือความโง่ของเราเอง...! ทำต่อไปอีกหน่อยก็ทรงฌานในพุทธานุสติแล้ว ดันไปกลัวตายเพราะหายใจไม่ออก

    ลักษณะนั้นเขาเรียกว่าพุทธานุสติ คือการตามระลึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสภาพจิตทรงตัวถึงระดับหนึ่ง ก็ปรากฏภาพของท่านขึ้นในลักษณะเป็นอุคหนิมิต ถ้าหากเราสามารถรักษาสติต่อเนื่องตามกันโดยไม่กลัว หรือไม่หวั่นไหว สภาพจิตก็จะทรงเป็นฌานไปได้

    คราวนี้พอสภาพจิตเราจะทรงเป็นฌาน ลมหายใจจะละเอียดขึ้นจนเหมือนไม่มี เรากลับไปกลัว ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้าครั้งหน้าทำแล้วอยากได้ก็จะไม่ได้อีก ทำอย่างไรที่จะไม่อยากและทำไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้ใหม่


    ถาม : และการฝึกสมาธิโดยการนึกถึงแต่ภาพพระโดยไม่ต้องสนใจลมหายใจ เป็นการฝึกที่ถูกต้องไหมครับ ?

    ตอบ : ไม่ถูก ยกเว้นว่าต้องการแค่อนุสติ คือ การตามระลึกถึง ถ้าต้องการสมาธิที่สูงขึ้นไป อย่างไรก็ต้องมีลมหายใจประกอบด้วย

    -----------------------------------------------------------------
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5838
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เราจะทราบได้อย่างไรว่า นิมิตนั้นไม่หลอกเรา ?

    ตอบ : ไม่ต้องไปใส่ใจ เอาศีลเป็นหลัก ถ้าเรายังอยู่ในกรอบของศีล ๕ หรือศีล ๘ นิมิตหลอกเราอย่างไร ก็ไม่ไปไกลเกินนั้นหรอก

    ถาม : ถ้านิมิตกองกรรมฐานเกิดขึ้น..?

    ตอบ : เราต้องไปศึกษาว่านิมิตของกองกรรมฐานแต่ละกองเป็นอย่างไร สมมติเราภาวนาพุทโธแล้วภาพพระพุทธรูปปรากฏขึ้น ก็จับเป็นนิมิตได้ แต่ถ้ารูปพระสงฆ์มาก็ "นิมนต์ท่านรอก่อนค่ะ" ถ้าปฏิบัติในสังฆานุสติแล้วรูปพระสงฆ์มาก็จับเป็นนิมิตได้ แต่ถ้าภาพพระพุทธเสด็จมาก็นิมนต์ท่านรอก่อน นิมิตให้เอากองกรรมฐานของเราเป็นหลัก

    ถ้าเรายึดศีลเป็นหลัก ยังอยู่ในกรอบของศีล หลุดอย่างไรก็หลุดไปไม่ไกลหรอก


    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    เก็บตกจากเกาะพระฤๅษี ๑๔ เมษายน ๒๕๔๙
    ถาม : กสิณแสงสว่าง ปกติที่เขาฝึกกัน เขาฝึกอย่างไรครับ ?
    ตอบ : สมัยก่อนเขาใช้แสงสว่างที่ลอดทะลุหลังคามา มองแล้วจดจำเอาไว้ ถ้าเลือนหายไปก็ลืมตามองใหม่ ปัจจุบันนี้ง่าย ใช้ลูกแก้วก็ได้ พระแก้วก็ได้

    ถาม : แล้วที่บอกว่าต้องทำเป็นแก้วประกายพรึก หมายความว่าอย่างไรครับ ?
    ตอบ : พอภาพกสิณติดตา ตอนนั้นเราต้องประคับประคองรักษาอารมณ์ ซึ่งภาพจะเปลี่ยนไปเรื่อยตามกำลังสมาธิของเราที่ลึกไปทุกที ๆ พอสมาธิลึกถึงที่สุดจนเป็นฌานสี่ ภาพกสิณจะสว่างเจิดจ้าเหมือนอย่างกับเรามองดวงตะวัน ถึงตอนนั้นเราก็ลองอธิษฐานขยายให้ใหญ่ขึ้น ให้เล็กลง ให้มาได้ ให้ไปได้

    ถาม : ตอนเป็นฌานสี่ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ตอนนั้นเราจะไม่รู้หรอก เพราะเราจับภาพกสิณไว้ ไม่ได้สนใจของอารมณ์สมาธิ แต่การจับภาพจะเป็นขั้นตอนของสมาธิทุกระดับ เริ่มตั้งแต่เป็นอุคหนิมิตติดตาจะเป็นอุปจารสมาธิ บางคนก็ทำกสิณไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองทรงฌานไปเต็ม ๆ แล้ว

    เรื่องของกสิณ หลายคนเข้าใจว่าต้องไปนั่งจ้องอยู่ ความจริงให้มองวัตถุที่เป็นดวงกสิณแล้วหลับตาลง ก็นึกภาพได้พักหนึ่ง สำหรับคนที่ยังไม่เคยชิน มองแล้วหลับตาลงจะนึกถึงภาพได้พักหนึ่ง พอภาพหายไปก็ลืมตาขึ้นมองใหม่ แล้วก็หลับตานึกถึง พร้อมกับคำภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ไม่ใช่แค่ ๓ ครั้งก็เบื่อแล้ว

    พอเริ่มหลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ไปไหนก็เห็น คราวนี้นิมิตกสิณที่เราตั้งไว้ก็มีความจำเป็นน้อยลง เหลือความจำเป็นตรงการประคับประคองภาพกสิณให้อยู่กับเราให้ได้ ตอนนั้นยิ่งกว่าเลี้ยงลูกอ่อนอีก พลาดเมื่อไรตก หลุดมือตายเมื่อนั้น ต้องเริ่มต้นใหม่ ฉะนั้น..กสิณดีตรงที่ทำให้สติของเราสมบูรณ์ เพราะว่าเป็นของหยาบ มีนิมิตเป็นเครื่องโยง

    ประคองภาพไว้ทั้งวัน จะทำอะไรก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ถึงเวลาต้องแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งนึกถึงภาพกสิณไว้เสมอ ตอนนั้นกิเลสโผล่ไม่ได้หรอก เพราะว่าสติของเราไปจดจ่ออยู่กับภาพกสิณตลอด นับเป็นเรื่องดี
    __________________
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน (๑)



    สมเด็จพระญาณสังวร

    สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    วัดบวรนิเวศวิหาร


    คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์

    อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

    ]

    บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็น ได้ตรัสแสดงแนะนำวิธีปฏิบัติกรรมฐาน อันเกี่ยวแก่วิตกไว้อีกประการหนึ่ง เพราะวิตกนั้นคือความตรึกหรือความคิดนึก คู่กับวิจารที่แปลว่าความตรอง และก็เป็นอกุศลวิตก วิตกที่เป็นอกุศลก็มี เป็นกุศลวิตก วิตกที่เป็นกุศลก็มี แม้ในการปฏิบัติจิตตภาวนาหรือกรรมฐาน ก็ต้องใช้วิตกคือความที่ตรึกนึกถึงกรรมฐานที่ปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ของกรรมฐาน หรือยกอารมณ์กรรมฐานขึ้นสู่จิต ต้องมีวิตกคือความตรึกนึกคิด ซึ่งเป็นความกำหนดด้วยสติขึ้นเป็นเบื้องต้น แต่ว่าถ้าเป็นอกุศลวิตกแล้วก็ตรัสสอนให้รำงับเสีย ดังที่ได้แสดงอธิบายไปแล้ว

    สำหรับอีกปริยายหนึ่งนั้นตรัสสอนภิกษุ แต่ก็รวมถึงผู้ปฏิบัติประกอบกระทำจิตสมาธิทั้งปวงด้วย

    ว่าในการกระทำกรรมฐานนั้น กรรมฐานที่ตั้งจิตสติกำหนดธรรมนั้นเรียกว่านิมิต ที่แปลว่ากำหนด สิ่งที่กำหนดก็เรียกว่านิมิต ความกำหนดก็เรียกว่านิมิต เพราะฉะนั้นในการทำกรรมฐานจึ่งต้องมีนิมิต คือเครื่องกำหนดของใจ หรือความกำหนดใจในเครื่องกำหนดนั้น

    นิมิตของกรรมฐาน

    เช่นว่า เมื่อปฏิบัติในสติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรม หรือปฏิบัติตามข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในพระสูตรใหญ่ที่ว่าด้วยสติปัฏฐานดั่งกล่าว เริ่มด้วยหมวดกายอันตั้งต้นแต่อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ต่อมาก็กำหนดอิริยาบถทั้ง ๔ ต่อมาก็ให้กำหนดอิริยาบถประกอบทั้งหลาย เช่น ก้าวไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลังเป็นต้น ให้มีความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวนั้นๆ และต่อมาก็กำหนดอาการ ๓๑ หรือ ๓๒ ที่มีอยู่ในกายนี้ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ และต่อมาก็ตรัสสอนให้กำหนดธาตุทั้ง ๔ ในกายนี้อย่างนี้เป็นต้น ข้อที่ตั้งจิตกำหนดเหล่านี้ก็ให้กำหนดข้อใดข้อหนึ่งในคราวหนึ่ง เรียกว่าเป็นนิมิต แปลว่าเครื่องกำหนดของจิตใจ ความกำหนดในเครื่องกำหนดนี้ก็เรียกว่านิมิต

    เพราะฉะนั้นในเวลาที่ตั้งใจทำกรรมฐาน กำหนดนิมิตของกรรมฐานดังที่กล่าวมานี้ ข้อใดข้อหนึ่งอยู่ ถ้าหากว่าจิตไม่อยู่ในบทกรรมฐาน ไม่อยู่ในนิมิตของกรรมฐาน แต่ว่ามีวิตกคือความตรึกนึกคิดไปในอารมณ์ที่ประกอบด้วยฉันทะความพอใจชอบใจ หรือด้วยราคะความติดใจยินดี โลภะความโลภอยากได้ก็ดี ตรึกนึกคิดไปด้วยพยาบาท คือความตรึกนึกคิดไปถึงสัตว์และสังขารทั้งหลาย ด้วยพยาบาท คือความกระทบกระทั่งขัดเคืองโกรธแค้น จนถึงมุ่งหมายล้างผลาญก็ดี ตรึกนึกคิดไปด้วยอำนาจโมหะคือความหลงก็ดีในสัตว์และสังขารทั้งหลาย

    คำว่าในสัตว์และสังขารทั้งหลายนี้ สัตว์ก็หมายบุคคลก็ได้ เดรัจฉานก็ได้ คือเป็นสิ่งที่มีใจครอง สังขารก็คือสิ่งทั้งหลายเช่นบ้านเรือนต้นไม้ภูเขา สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่ไม่มีใจครอง หากว่าจิตเป็นดั่งนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสสอนให้ส่งจิตไปสู่อารมณ์อื่น หรือสู่นิมิตอื่น จากนิมิตกรรมฐานที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น เพื่อที่จะได้ระงับวิตกคือความตรึกนึกคิดนั้นเสีย

    สุภะนิมิต อสุภะสัญญา

    และอารมณ์อื่นหรือนิมิตอื่นที่ตรัสสอนให้ส่งจิตไปนั้น พระอาจารย์ได้อธิบายว่า จะเป็นนิมิตกรรมฐานข้อใดก็ขึ้นอยู่กับวิตกของจิตในขณะนั้น คือถ้าหากว่าวิตกคือความตรึกนึกคิดของจิตไปในสัตว์และสังขารทั้งหลาย ด้วยฉันทะความชอบ หรือราคะความติดใจยินดี โลภะความโลภอยากได้ ถ้าเป็นไปในสัตว์คือบุคคลนั้นๆ หรือแม้ในสัตว์เดรัจฉานนั้นๆ ก็ให้ใช้ อสุภสัญญา ( เริ่ม ๑๖๖/๑ ) ความสำคัญหมายในบุคคลนั้นๆ ว่าไม่งาม ด้วยพิจารณาว่ากายนี้ประกอบไปด้วยสิ่งที่ปฏิกูลไม่สะอาดต่างๆ เป็นอันมาก

    ถ้าเป็นความชอบในสังขาร คือในสิ่งทั้งหลายจะเป็นบ้านเรือนแก้วแหวนเงินทองหรือสิ่งใดๆ ก็ตาม ก็ให้พิจารณาด้วย อนิจจสัญญา ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง คือเป็นสิ่งที่ต้องเกิดดับ หรือว่าด้วย อนัตตสัญญา ความสำคัญหมายว่าเป็นเหมือนอย่างของขอยืม ไม่ใช่เป็นของๆ ตน คือแม้จะได้มาก็ไม่ใช่ได้มาเป็นของๆ ตน เหมือนอย่างเป็นของขอยืมเขามาซึ่งจะต้องส่งคืน ไม่มีเจ้าของ คือไม่มีตัวเราเป็นเจ้าของ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็จะเป็นเหตุให้ระงับความตรึกนึกคิดออกไปด้วยความสำคัญหมายว่างดงาม หรือว่าให้เป็นของๆ เรา ดั่งนี้ได้

    และถ้าวิตกตรึกนึกคิดไปด้วยอำนาจของความชอบในวัตถุทั้งหลาย ก็ให้ปฏิบัติดั่งนี้ ถ้าในสัตว์ทั้งหลายก็ให้ปฏิบัติด้วยอสุภสัญญาดังกล่าวข้างต้น

    ถ้าปฏิบัติดั่งนี้ความตรึกนึกคิดไปด้วยความชอบนั้นก็จะสงบ และเมื่อสงบก็กลับเข้ามาสู่กรรมฐานที่ตั้งไว้เดิม เช่น หากกำลังปฏิบัติทำอานาปานสติอยู่ ก็กลับมาทำอานาปานสติตามเดิม

    ปฏิฆนิมิต เมตตานิมิต ธาตุกรรมฐาน

    อนึ่ง ถ้าตรึกนึกคิดไปในสัตว์และสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจของโทสะ คือความกระทบกระทั่งขัดใจโกรธเคือง จนถึงพยาบาทมุ่งร้ายหมายล้างผลาญดังกล่าว ถ้าหากว่าเป็นไปในสัตว์ เช่นในบุคคลนั้นๆ ก็ให้กำหนด เมตตานิมิต นิมิตเครื่องกำหนดคือเมตตา แผ่เมตตาออกไปให้บุคคลนั้นๆ เป็นสุข ถ้าวิตกคือความตรึกนึกคิดด้วยโทสะนั้นเป็นไปในสังขาร เช่นในวัตถุทั้งหลาย เช่นว่า ถูกหนามตำก็โกรธหนาม เหยียบกระเบื้องคมบาดเท้าหรือเจ็บเท้า ก็โกรธกระเบื้อง เหยียบหินกรวดเจ็บเท้า ก็โกรธก้อนหิน ดังนี้เป็นต้น ก็ให้พิจารณา ธาตุกรรมฐาน คือพิจารณาโดยความเป็นธาตุ ว่านั่นเป็นแต่สักว่าธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ แม้ร่างกายของตนเองก็ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะไปโกรธธาตุทั้งหลาย และเมื่อพิจารณาดั่งนี้โทสะก็จะสงบ

    โมหนิมิต ปัญญาแก้ความหลง

    อนึ่ง หากตรึกนึกคิดไปในสัตว์และสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจของความหลง เพื่อที่จะแก้ความหลง หากว่าแก้ด้วยปัญญาของตนไม่ได้ ตนยังไม่มีปัญญาที่จะแก้ความหลง ก็ให้เข้าไปสู่สำนักอาจารย์ เรียนกับอาจารย์ ไต่ถามอาจารย์ ฟังธรรมโดยกาล และพิจารณาวินิจฉัยธรรมะที่เป็นฐานะ และไม่เป็นฐานะ คือตามเหตุและผล เพื่อให้ได้ปัญญาที่จะแก้ความหลงนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้ก็จะทำให้ความหลงนั้นดับลงไปได้ และเมื่อดับวิตกที่ประกอบด้วยโทสะ ประกอบด้วยโมหะคือความหลงลงได้แล้ว ก็กลับเข้ามาปฏิบัติในกรรมฐานที่ตั้งเอาไว้เดิมต่อไป

    เพราะว่าต้องการให้เปลี่ยนจากนิมิตของกรรมฐานเดิมที่ปฏิบัติอยู่ ไปสู่กรรมฐานอื่นใหม่ ในเมื่ออกุศลวิตก ความตรึกที่เป็นอกุศลบังเกิดขึ้นดังกล่าว ก็เพื่อที่จะได้ดับอกุศลวิตกที่บังเกิดขึ้นนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อดับได้แล้วจึงกลับเข้ามาสู่กรรมฐานที่ตั้งไว้เดิม ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติเริ่มต้น หรือที่ถือเป็นข้อปฏิบัติประจำ

    เปลี่ยนนิมิตของกรรมฐานแก้วิตก

    อธิบายอย่างนี้ เป็นการอธิบายที่เป็นไปแก่บุคคล ที่กำลังปฏิบัติกรรมฐานข้อใดข้อหนึ่งที่ตนตั้งไว้อยู่ก่อนแล้ว และเกิดอกุศลวิตกขึ้นมาขัดขวางเป็นกามวิตกบ้าง พยาบาทวิตกบ้าง วิหิงสาวิตกบ้าง หรือว่าเป็น ฉันทะ ราคะ โลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ จึ่งเปลี่ยนนิมิตของกรรมฐานใหม่ คือหยุดกรรมฐานที่กำลังปฏิบัติไว้เดิมก่อน แล้วไปแก้จิตที่เกิดอกุศลวิตกนี้ขึ้นเสียก่อน เมื่อดับได้แล้วจึงกลับไปสู่กรรมฐานข้อที่ตั้งเอาไว้ นี้เป็นวิธีปฏิบัติในกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้

    และเมื่อเปลี่ยนกรรมฐานให้ใหม่ดั่งนี้แล้ว อกุศลวิตกก็ยังไม่สงบ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสอนต่อไปให้พิจารณาโทษของอกุศลวิตกที่บังเกิดขึ้นขัดขวางนั้น ว่าเป็นสิ่งที่มีโทษ ดับปัญญา ไม่เจริญปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้นเดือดร้อน ไม่เป็นเพื่อความดับกิเลสและดับทุกข์ และเมื่อเห็นโทษดั่งนี้ ก็จะทำให้เกิดความหน่าย เกิดความระอา เกิดความเกลียดชังอกุศลวิตกที่บังเกิดขึ้น จิตก็จะสงบจากอกุศลวิตกนั้น และเมื่อสงบแล้วก็กลับเข้าไปสู่กรรมฐานข้อเดิมที่ได้ตั้งเอาไว้ เปรียบเหมือนอย่างว่า ขยะแขยงรังเกียจศพของงูของสุนัข หรือของมนุษย์ที่ผูกไว้ที่คอ ต้องการที่จะเหวี่ยงทิ้งไปเสียให้พ้นคอของตน เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาเห็นโทษของอกุศลวิตก บังเกิดความรังเกียจ ต้องการจะสลัดทิ้งดั่งนี้ ก็จะสลัดทิ้งเสียได้ จะสงบลงได้

    ส่วนข้อแรกที่ตรัสสอนไว้เป็นประการแรก ให้เปลี่ยนนิมิตของสมาธิใหม่ คือให้พักนิมิตของสมาธิที่ทำไว้แต่เดิมก่อน และไปกำหนดนิมิตของสมาธิอีกอันหนึ่งอื่นแทน ดังที่ได้อธิบายแล้วนั้น ท่านก็อุปมาเหมือนอย่างว่า ช่างไม้หรือลูกมือของช่างไม้ ที่ตอกลิ่มเก่าที่ติดอยู่บนกระดานแล้ว อันเป็นลิ่มที่หยาบที่ไม่ดี ด้วยลิ่มใหม่อันเป็นลิ่มที่ดี ลงไปแทนให้ลิ่มเก่านั้นหลุดออกไป ลิ่มใหม่เข้าไปแทนที่ ก็เปรียบเหมือนอย่างว่าใช้วิตกในนิมิตของสมาธิใหม่ ตอกนิมิตของสมาธิเก่า โดยตรงก็คือว่าตอกอกุศลวิตกนั่นแหละ ให้หลุดไปจากจิต

    เพราะอกุศลวิตกที่บังเกิดขึ้นนั้นก็เปรียบเหมือนเป็นลิ่มสลัก ที่ตอกอยู่ในแผ่นกระดานคือจิตใจ ไม่หลุดไป ก็ต้องเอาลิ่มใหม่มาตอก เพราะว่าสมาธิที่ปฏิบัติอยู่เดิมนั้นยังไม่อาจที่จะสลัดอกุศลวิตกได้ เพราะไม่ใช่คู่ปรับกันโดยตรง จึ่งต้องใช้นิมิตของสมาธิที่เป็นคู่ปรับกันโดยตรง ดังที่แสดงแล้วในข้อ ๑ และเมื่อไม่สำเร็จก็มาใช้ข้อ ๒ คือพิจารณาเห็นโทษ เมื่อมาใช้ในข้อ ๒ พิจารณาให้เห็นโทษไม่สำเร็จอีก ก็ตรัสสอนให้ใช้ข้อ ๓ คือให้ไม่ตั้งสติระลึกถึง ไม่ใส่ใจถึงอกุศลวิตกเหล่านั้น คือถอนใจเสียออกจากอกุศลวิตกเหล่านั้น เบี่ยงบ่ายใจออกเสียจากอกุศลวิตกเหล่านั้น เปรียบเหมือนอย่างว่า เมื่อมองดูสิ่งที่มาประจวบกับสายตาจำเพาะหน้า เมื่อไม่ชอบใจในรูปที่มาประจวบจำเพาะหน้านั้น ไม่อยากดูก็หลับตาเสีย หรือว่าเบนหน้าไปเสียในที่อื่น ไม่มอง เมื่อเป็นดั่งนี้ก็จะทำให้อกุศลวิตกที่เบี่ยงบ่ายใจออกไปเสียได้นั้นต้องสงบลงไป

    แต่ว่าในข้อนี้แม้ว่าจะเบี่ยงเบนหน้าไปเสียจากสิ่งที่เห็นจำเพาะหน้า ไม่เห็นสิ่งจำเพาะหน้าแล้ว ถ้าไม่หลับตาเสียก็จะต้องเห็นสิ่งอื่น จึงหมายความว่าไปคิดถึงสิ่งอื่นแทนก็ได้ ดังที่พระอาจารย์อธิบายไว้ว่า วิธีที่จะเบนใจออกไปจากอกุศลวิตก ดังที่ตรัสสอนไว้ในข้อนี้นั้น กระทำได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่นด้วยวิธีที่มาจัดโน่นจัดนี่ ทำโน่นทำนี่ ด้วยกายก็ได้ ให้จิตใจเบนไปเสียจากอกุศลวิตก

    ซึ่งวิธีนี้ก็ได้มีแสดงถึงว่าพระอาจารย์ได้เคยทำกับสามเณรรูปหนึ่งมาแล้ว ซึ่งเป็นสามเณรที่บวชเข้ามาเพื่อตั้งใจปฏิบัติให้บรรลุถึงผลที่สุด และต่อมาสามเณรนั้นก็เกิดเบื่อหน่ายใคร่ที่จะลาสิกขาไปเสีย พระอาจารย์จึงใช้วิธีที่นำตัวเข้าไปอยู่ในถ้ำ และให้สามเณรสร้างเสนาสนะ สำหรับอยู่ด้วยตนเองให้ไปทำการทำงาน และเมื่อสร้างเสนาสนะเสร็จแล้ว พระเถระก็ให้สามเณรอยู่ในเสนาสนะที่สร้างขึ้นนั้นเอง คราวนี้สามเณรก็กลับมาจับทำสมาธิไปใหม่ ก็ได้ความปลอดโปร่งของจิต จากอกุศลวิตกทั้งหลาย เพราะได้เบนใจมาทำการทำงาน ทำโน่นทำนี่เสีย จนหลุดออกจากอกุศลวิตก คือความเบื่อหน่ายที่บังเกิดขึ้นนั้น ก็บรรลุถึงความสำเร็จได้ ดั่งนี้เป็นวิธีที่ ๓

    เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนไว้ถึงวิธีปฏิบัติในการทำสมาธิดั่งนี้ และหากจะถามว่าจะทำสมาธิข้อที่ตั้งไว้แต่เดิมต่อไปให้จริงๆ ไม่ได้หรือ ก็ตอบว่า ก็อาจได้เหมือนกัน แต่ว่าอาจจะดับอกุศลวิตกได้ยากกว่า เหมือนอย่างการดับไฟที่บังเกิดขึ้น จะดับด้วยฟืน ดับด้วยไม้ หรืออะไรก็ดับได้ คือเอาไม้ฟาด เอาฟืนฟาดไฟ เอาไม้ฟาดไฟ เอาผ้าฟาดไฟ อะไรเป็นต้น ก็อาจจะดับไฟได้เหมือนกัน แต่ว่าไม่เหมือนอย่างดับด้วยน้ำ ดับด้วยน้ำสะดวกไฟจะดับได้ง่าย เพราะฉะนั้น การจะใช้กรรมฐานที่ไม่ใช่คู่ปรับกันดับนั้น เช่นกรรมฐานที่ตั้งทำไว้เดิม หากว่าไม่ใช่คู่ปรับกัน เช่นอานาปานสติเป็นต้นนั้น ก็จะดับได้เหมือนกัน แต่ว่าดับยาก

    เพราะฉะนั้น ก็ให้พักกรรมฐานที่ทำไว้เดิมนั้นก่อน แล้วมากำหนดนิมิตกรรมฐานใหม่ จากกรรมฐานเดิมนั้น ดั่งที่ตรัสสอนมาในข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ นี้ ก็จะดับอกุศลวิตกได้สะดวก เหมือนอย่างไฟบังเกิดขึ้นก็เอาน้ำมาเทดับ ก็จะดับได้ง่ายกว่า และเมื่อดับแล้วจึงกลับไปทำกรรมฐานเดิมต่อไปใหม่

    ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    มีญาติโยมหลายท่านที่สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติกรรมฐาน บางทีก็เห็นรูป บางทีก็เห็นแสง เห็นสีต่าง ๆ บางทีก็ได้ยินเสียง ซึ่งความจริงแล้วในเรื่องของนิมิตต่าง ๆ นั้น ถือว่าเป็นของแถมในการปฏิบัติ และเป็นของแถมที่มักจะเกิดโทษมากกว่าประโยชน์

    ที่ว่าเป็นของแถมในการปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อเราภาวนาไปจนสภาพจิตเริ่มสงบ ถึงระดับของอุปจารสมาธิ แสง สีหรือว่าภาพต่าง ๆ จะเริ่มปรากฏขึ้น การที่เราไปให้ความสนใจ การปฏิบัติของเราจะไม่ก้าวหน้าไปไหน จะติดอยู่แค่นั้น และบางคนก็หลงในเรื่องของนิมิต เรื่องของแสงของสี นั่งสมาธิเมื่อไรก็อยากจะเห็นเช่นนั้นอีก ถ้าอย่างนั้นในชีวิตนี้ของท่านจะไม่ได้เห็นอีกเลย เนื่องเพราะว่าจิตใจไปฟุ้งซ่าน มุ่งมั่นที่จะได้เห็นอย่างที่เคยเห็นมา

    ส่วนนิมิตอีกประเภทหนึ่งนั้น เป็นนิมิตตามกองกรรมฐาน อย่างเช่นว่าเราปฏิบัติในกสิณ ๑๐ ก็ต้องใช้นิมิตต่าง ๆ ตามกองกสิณ เช่น ใช้ดินเป็นนิมิตในปฐวีกสิณ ใช้น้ำเป็นนิมิตของอาโปกสิณ ใช้ไฟเป็นนิมิตของเตโชกสิณ เป็นต้น ถ้าลักษณะอย่างนั้น เมื่อนิมิตเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้นึกถึงและภาวนาไปตามปกติ ประคับประคองสภาพจิตให้รักษานิมิตนั้นเอาไว้ ถ้าเลือนหายไปก็ลืมตาดูวัตถุที่ใช้เป็นนิมิต แล้วหลับตาลงภาวนาใหม่

    จนกระทั่งนิมิตนั้นติดตาติดใจ ไม่ว่าจะหลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ถ้าอย่างนั้นเราก็เอาสติสมาธิของเรา ประคับประคองนิมิตนั้นเอาไว้ นิมิตเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไป ตามลำดับของสมาธิที่สูงขึ้น ๆ จนกระทั่งท้ายที่สุดก็เต็มกำลัง คือสว่างเจิดจ้า เราก็อธิษฐานขอให้นิมิตนั้นใหญ่ขึ้น เล็กลง หายไปหรือมาปรากฏได้ ถ้าสามารถทำเช่นนั้นได้ เราก็อธิษฐานใช้ผลของกสิณกองนั้น ๆ ได้

    แต่ว่ามีนิมิตอยู่ประเภทหนึ่ง สำหรับท่านทั้งหลายที่เคยฝึกกสิณมาในอดีต คำว่า "ในอดีต" นี้คือในชาติก่อน เมื่อจิตเริ่มสงบ นิมิตในกองกสิณนั้น ๆ มักจะปรากฏขึ้น ดังนั้น..จึงควรที่จะศึกษาในเรื่องของนิมิตตามกองกสิณต่าง ๆ ไว้ให้ดี ถ้าไม่รู้จะศึกษาจากที่ไหน ก็ศึกษาจากพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคในส่วนของสมาธินิเทศ หรือว่าศึกษาเอาจากคู่มือปฏิบัติกรรมฐานของหลวงพ่อวัดท่าซุง หรือศึกษาจากหนังสือกรรมฐาน ๔๐ ก็ได้ เราจะได้รู้ว่านิมิตลักษณะอย่างนี้ เป็นนิมิตที่เป็นไปตามกองกรรมฐาน

    ขณะเดียวกัน..นิมิตอีกลักษณะหนึ่ง จัดเป็นเรื่องของอุปกิเลส ถ้าเราสามารถแยกแยะได้ เราก็รู้ว่านิมิตไหนควรที่จะรักษาไว้ และนิมิตไหนควรที่จะละ แต่ถ้าเอาอย่างสายการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านให้ทิ้งนิมิตทั้งหมด เอาแต่การภาวนาเฉพาะหน้า แต่ว่านิมิตก็เป็นเรื่องแปลก เรายิ่งไม่สนใจ ความผ่องใสชัดเจนก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่ว่าจะผ่องใสชัดเจนอย่างไรเราก็อย่าไปสนใจ

    ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ดูลมหายใจของเรา ถ้ายังมีคำภาวนาอยู่ เราก็กำหนดรู้คำภาวนาของเราไป ถ้าทำอย่างนี้จึงสามารถที่จะก้าวล่วงจากนิมิต ไม่ไปหลงติดอยู่จนกระทั่งเสียการปฏิบัติ แต่ถ้าเป็นนิมิตตามกองกสิณ จัดเป็นนิมิตที่ต้องรักษา ถึงเวลานิมิตจะมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่นว่า เป็นสีเหลือง เป็นสีเหลืองอ่อน เป็นสีขาว เป็นสีขาวใส จนกระทั่งใสสว่างเจิดจ้า เป็นต้น

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าท่านศึกษาดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปถามว่า ลักษณะที่ตนเองได้เห็น เสียงที่ตนเองได้ยินนี้คืออะไร เป็นอะไร เพราะว่าใจของเราจะจดจ่ออยู่กับการปฏิบัติธรรมตรงหน้าเท่านั้น

    ลำดับต่อไปก็ขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เวลา ๔ นาฬิกาของวันนี้ ผมตื่นมานั่งกรรมฐานจับภาพพระภาวนาตามปกติ แต่ภาพพระกลับแปรสภาพเป็นพระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ แล้วผ่องใส ชัดเจนมากขึ้น ๆ ผมพยายามจะให้กลับมาเป็นภาพพระเหมือนเดิมตามที่หลวงพ่อสอนไว้ แต่พอเริ่มจับภาพพระใหม่วันนั้นกลับเข้าสมาธิไปถึงจุดเดิมไม่ได้อีก ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ผมควรปล่อยใจไปตามสบายหรือรีบถอยมาจับภาพพระทันทีครับ ?

    ตอบ : ทำไม่รู้ไม่ชี้ ภาวนาต่อไปตามแบบที่เราทำ อย่าไปใส่ใจอยากให้มาอยากให้ไป อย่าดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากสภาวะนั้นและอย่าอยากเข้าสู่สภาวะนั้น ที่ทำต่อไม่ได้เพราะว่าอยากจะเข้าไปที่เดิม ในเมื่อเกิดความอยาก ก็กั้นความดีไว้หมด เข้าถึงไม่ได้
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    เห็นนิมิตขณะภาวนาบ่อยมาก

    ถาม : ก่อนที่จะเห็นความดับเกิดขึ้นข้างใน จิตมีความเย็นสบายมาก จึงอยากจะแผ่กระแสแห่งความเย็นนี้ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์ แต่คราวนี้ได้สังเกตว่าสิ่งนี้สามารถกำหนดให้เล็กลงก็ได้ ขยายให้ใหญ่ขึ้นก็ได้ ซึ่งโยมไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด โดยปกติโยมพิจารณาว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ แต่ว่าเหตุใดพลังงานที่เย็นสบายนี้ เราสามารถกำหนดให้เล็กลงได้ขยายใหญ่ก็ได้ตามอำนาจจิตของเราคะ และอย่างนี้เรียกว่าอะไรคะ ?

    ตอบ : แล้วที่ใหญ่ขึ้นเล็กลงไม่ใช่ไตรลักษณ์ใช่ไหม ? ถ้าสภาพจิตมีความคล่องตัว สามารถกำหนดให้ใหญ่ให้เล็กได้ เจาะจงเฉพาะบุคคลได้ หรือว่าให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายพร้อมกันก็ได้ อยู่ที่เราจะทำ

    -------------------------------

    ถาม : โยมมักจะเห็นนิมิตในสมาธิสองอย่างอยู่บ่อยมากจนเกิดความสงสัย คือเห็นพระพุทธรูป ๑ และเห็นจักรวาล ๑ มีความหมายไหมคะ ?

    ตอบ : ก็คือสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลล้วนแต่ไม่เที่ยง ล้วนแต่เป็นทุกข์ หาอะไรเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ มีเพียงที่เดียวที่เราควรจะไปก็คือพระนิพพาน ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เมื่อเดือนก่อนมีวันหนึ่งที่ผมนั่งสมาธิในห้องพระ จิตตกลงไปเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเกิดนิมิตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านขายอาหารห้องแถวห้องหนึ่ง ผมเลยคิดว่านิมิตนี้คงมาจากอุปาทาน จึงลองตั้งสติทำสมาธิใหม่ คราวนี้จิตตกลงไปสู่ที่เดิมอีก แต่ง่วงน้อยลง รู้สึกตื่นมากกว่า คราวนี้ผมเห็นหลวงพ่อวัดท่าซุงในกายพระสงฆ์ หยิบลูกแก้วที่ผมซื้อมาตั้งไว้หน้าหิ้งพระ ยื่นมาให้ผมต่อหน้าเลยครับ เป็นภาพชัดเจนมาก แต่ท่านไม่ได้พูดอะไร ผมขนลุกและลืมตาทันที ลักษณะท่าทางที่่ท่านยื่นมา อารมณ์เหมือนท่านตั้งใจบอกว่า "ไอ้หนู เอ็งเอาลูกแก้วนี่ไปฝึกได้แล้ว"

    แต่ผมไม่ฝึก เพราะผมจำได้ว่าหลวงพ่อท่านย้ำว่าหากฝึกกสิณกองใดกองหนึ่งยังไม่สำเร็จ ห้ามเปลี่ยนกองเด็ดขาด ตอนนี้ผมเลยไม่ค่อยมั่นใจว่าควรจะเชื่อนิมิตดีหรือไม่ หรือเป็นอุปาทานมาหลอกให้เขวครับ ?

    ตอบ : ให้เชื่อในสิ่งที่เราตั้งใจทำ ถ้าเราทำแล้วได้ผลค่อยขยับไปใช้กสิณกองใหม่ตามที่ท่านแนะนำให้ในนิมิต
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ถาม : เหตุใดนิมิตบางครั้งจะเหมือนจริงยิ่งกว่าหนังสามมิติ แต่นิมิตเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตมาเป็นปริศนาให้เราคิด ทำไมถึงไม่บอกตรง ๆ ?
    ตอบ : ถ้าบอกตรง ๆ ทุกคนก็เลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดี ไปรับแต่สิ่งที่ดี ๆ กันหมด แล้วใครจะรับกฎของกรรม ? อุตส่าห์ใบ้ให้แล้ว ตีความไม่เป็นก็ช่างหัวคุณเถอะ..!

    ถาม : นิมิตแบบนี้เกิดจากอะไร ?
    ตอบ : มีกรรมนิมิต และเทพสังหรณ์ ขณะเดียวกันอย่างต่ำเราต้องเคยมีทิพจักขุญาณมาในอดีต ท่านจึงจะสงเคราะห์ได้

    ถาม : การพิจารณากายตนเองกับกายคนอื่น แบบไหนจะให้ผลดีกว่า ?
    ตอบ : พิจารณากายตนเอง ถ้าพิจารณาคนอื่นต้องเป็นเพศเดียวกัน แต่ถ้ามีวิสัยชอบเพศเดียวกัน ก็ต้องไปพิจารณาเพศตรงข้าม ไม่อย่างนั้นแล้วจะไปยึดติดแทน
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ?temp_hash=f5f8413b1e51f808e2e7eb1f83b00413.jpg

    ?temp_hash=f5f8413b1e51f808e2e7eb1f83b00413.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    ?temp_hash=fd257ef4d5ee93e1fa41a75365fb7401.jpg ?temp_hash=fd257ef4d5ee93e1fa41a75365fb7401.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110



    วาโยกสิณ


    เรื่องของกสิณลม สมัยก่อนท่านให้จับอาการไหวของพวกใบไม้ต่าง ๆ แล้วก็นำเอาการไหวนั้นเอามาเป็นนิมิต

    แต่เนื่องจากว่า บางขณะลมสงัด ถ้าหากว่านิมิตยังไม่ทรงตัว เราก็ทำต่อไม่ได้ จากที่เคยฝึกมา ให้ใช้พัดลมเปิดเบา ๆ ให้ลมนั้นกระทบร่างของเรา จับอาการกระทบเป็นระลอก ๆ ของลมนั้นเป็นนิมิตได้

    หรือว่าถ้ามีความคล่องตัวแล้ว ใช้ลมหายเข้า ลมหายใจออกของเรา เป็นนิมิตก็ได้
    __________________

    เรื่องของวาโยกสิณ เราสามารถจะไปที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยกำลังของวาโยกสิณอย่างที่โบราณเขาใช้คำว่า "เหาะไป" แต่ว่าความจริงแล้ว ถ้าหากว่ามีคนเห็นเราอยู่ตรงหน้าแล้ว เราไปด้วยกำลังของวาโยกสิณจริง ๆ ถ้าไม่ได้อธิษฐานให้ไปช้า ๆ

    อย่างเช่น ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ คิดว่าเราจะไปกรุงเทพฯ คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ จะเห็นเราหายไปเฉย ๆ แล้วไปปรากฏที่กรุงเทพฯ แต่จริง ๆ แล้ว เราลอยไปด้วยอำนาจของวาโยกสิณ เพียงแต่ว่าลอยไปเร็วมาก มันก็เลยเหมือนกับหายวับจากจุดนี้ไป ไปปรากฏที่อีกจุดหนึ่ง หรือว่าที่ไหนไม่มีลม มันร้อนอบอ้าว อธิษฐานให้มีลม ให้มันเย็นสบายได้

    ---------------------------------

    ถ้าหากว่าการกำหนดในวาโยกสิณ เมื่ออาการของลม มากระทบผิวกายเป็นระลอก ก็ให้กำหนดอาการกระทบอย่างนั้น พร้อมกับคำภาวนาว่า วาโยกสิณัง วาโยกสิณัง

    ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิตของกสิณลม อันนี้จับยากสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเรามองลมไม่เห็น แต่พอจับอาการกระทบไปเรื่อย ๆ มันจะเริ่มเห็นขึ้นมา เหมือนอย่างกับเราเห็นไอแดดที่มันเต้นเป็นตัวในเวลาร้อนมาก ๆ หรือเหมือนกับไอน้ำ ที่เราต้มน้ำหรือว่าหุงข้าว แล้วไอนั้นลอยขึ้นมาเป็นระลอก ๆ อย่างนั้น

    ระยะแรก ๆ มันจะนึกได้แค่ชั่วคราว พอถึงเวลาหลับตาลง ไม่ทันอึดใจภาพก็หายไป ให้ลืมตาดูใหม่พร้อมกับคำภาวนาใหม่ ทำดังนี้ไปเรื่อย ๆ บางทีเป็นเดือนเป็นปี เป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านครั้ง กว่าภาพนั้นจะปรากฏได้ ทั้งหลับตาและลืมตา

    ---------------------------------

    เมื่ออุคหนิมิตนี้ปรากฏขึ้น เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพิ่มสติ จะหลับจะตื่น จะยืน จะนั่ง เอากำลังใจส่วนหนึ่ง จดจ่ออยู่กับภาพกสิณ พร้อมกับคำภาวนาเสมอ

    พอทำไป ๆ สีสันของกสิณนั้นก็จะอ่อนลง จางลง จนกระทั่งกลายเป็นสีขาวทั้งหมด จากสีขาวก็ค่อยใสขึ้น สว่างขึ้น จนกระทั่งสว่างเจิดจ้า เหมือนเอากระจกสะท้อนแสงใส่ตาของเรา


    ------------------------------------


    ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว จะอธิษฐานให้ภาพนั้นใหญ่ ให้เล็ก ให้มา ให้หายไป มีความคล่องตัวได้ตามต้องการ

    ให้เราพยายามทำกสิณในลักษณะนี้ให้ทรงตัวให้ได้ เมื่อเป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว เราก็ลองอธิษฐานใช้ผลดู คือจับภาพกสิณให้สว่างเจิดจ้าเต็มที่ กำหนดอธิษฐานให้หาย ให้มา จนคล่องตัว

    ถ้าหากว่าเป็นกสิณลม ก็เอาระยะใกล้ ๆ ในจุดที่คนเขามองไม่เห็น เพื่อคนเขาจะได้ไม่แตกตื่น อย่างเช่นอธิษฐานว่า จะไปในดงไผ่นั้น ก็เข้าสมาธิเต็มที่ แล้วคลายกำลังใจออกมา อธิษฐานแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง พอเข้าสมาธิเต็มที่แล้ว ร่างกายก็จะไปอยู่ในสถานที่ที่ต้องการนั้น ๆ
    __________________

    ทั้งหมดนี้เถรีตัดข้อความมาจากหนังสือกรรมฐาน ๔๐ของพระอาจารย์เล็ก ในหัวข้อ ธาตุกสิณ ๔ อาโลกกสิณ อากาสกสิณ ซึ่งปกติเนื้อหาจะกล่าวถึงกสิณหลายอย่างรวมกัน แต่เถรีคัดลอกมาแต่เฉพาะกสิณลมเท่านั้น (ซึ่งแทรกสลับไปมาอยู่กับกสิณกองอื่น) ดังนั้นว่า ถ้าใครไปค้นแล้วอาจจะงง ๆ ว่าทำไมเนื้อหาที่ยกมาจึงไม่ได้เรียงเหมือนในต้นฉบับ

    ในเรื่องของกสิณนั้น หลวงพ่อได้บอกด้วยว่า การที่เราอธิษฐานกสิณในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ถ้าอธิษฐานผิดในลักษณะนั้น ผลของกสิณจะไม่เกิด



    ******************************


    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=964


     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    c_oc=AQlisuHN2dpfqk6PVsvIwHu_3n0DSPxvbz-LQAK8PFqPiL2EdbAzNNDILCCHYUv3ORE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ถาม - ตอบ การปฏิบัติ

    ถาม :
    ตอนนี้หนูยังใช้ภาพพระวิสุทธิเทพเป็นหลัก แต่บางทีบางวันหนูจับภาพพระวิสุทธิเทพไม่ได้ หนูเปลี่ยนเป็นภาพพระอย่างอื่นได้ไหมคะ ?
    ตอบ : ได้...เอาให้เป็นพุทธานุสติ จะเป็นภาพพระปางไหน ลักษณะไหน สีสันไหน ก็ได้ทั้งหมด

    ถาม : หนูเป็นคนฟุ้งซ่านมาก หนูจะเห็นความคิดอยู่ทั้งวัน การที่หนูเคยถูกสอนมาว่าความคิดคืออาการของจิต ถูกไหมคะ?
    ตอบ : ถูก...เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าเรามัวแต่ไปตามดูอาการของจิตก็จะเครียด กลับมาดูลมหายใจแทนดีกว่า

    ถาม : จิตเราก็คืออาทิสมานกายถูกไหมคะ?
    ตอบ : ถูก

    ถาม : แล้วทีนี้คือรู้สึกว่าบางครั้งจิตเราก็ฟุ้งซ่าน เราบังคับไม่ได้ แล้วรู้สึกว่าถ้าจิตเป็นเรา ทำไมเราบังคับไม่ได้ ?
    ตอบ : แล้วใครเป็นคนบอกว่าจิตเป็นเรา ? สัพเพ ธัมมา อนัตตา ท้ายสุดไม่มีอะไรเหลือเป็นเรา เป็นของเราหรอก

    จิตก็ทำงานของจิตไป เพราะฉะนั้น..เราเองมีหน้าที่อย่างเดียวคือตามดูตามรู้ ดีก็รู้ว่าดี ไม่ดีก็รู้ว่าไม่ดี

    เสร็จแล้วก็อย่าไปเสวยอารมณ์ คือเข้าไปยุ่ง ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่ง จะดีหรือไม่ดีเราก็เป็นเพียงคนดูเฉย ๆ ในเมื่อเราเป็นคนดู รัก โลภ โกรธ หลง ก็ไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างก็เป็นแค่อาการ เป็นแค่กิริยาเท่านั้น ไม่เป็นกรรม

    ถาม : ปัญญายังไม่ถึงค่ะ ?
    ตอบ : ทำไป ถ้าหากยุ่งมาก ๆ ไปไม่ไหวจริง ๆ ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกให้มากขึ้น อย่างอื่นตัดทิ้งไปก่อน มาดูลมหายใจเข้าออกเพื่อที่จะใช้กำลังสมาธิในการกดตัวอื่นก่อน

    ของโยมเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ สมัยเด็ก ๆ อาตมาฝึกกำลังภายในแบบของจีน ซึ่งใช้การรู้ แต่เป็นการรู้ภายใน เคลื่อนไหวลมปราณไปในกาย ว่าตอนนี้ไปถึงไหน ๆ

    พอกลับมาฝึกลมหายใจเข้าออก รู้สึกว่าวิสุทธิมรรคลำบากมาก เพราะว่าหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องคอยบังคับอยู่นานกว่าที่จะยอมนิ่ง ก็แปลว่าแรก ๆ จะต้องยื้อกัน

    อย่างของโยมจะไปที่เคลื่อนไหว พอเรารู้ตัวเราก็ดึงกลับมาที่ลมหายใจ พอไปที่เคลื่อนไหวอีก เรารู้ตัวเราก็ดึงกลับมาที่ลมหายใจใหม่อีก พอกำลังสมาธิสูงขึ้น เราก็จะบังคับได้ว่าให้อยู่กับลมหายใจ อย่าไปที่อื่น แรก ๆ จะลำบากหน่อย...สู้ต่อไป

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    tnews_1509870641_944-jpg.jpg

    สงสัยในการจับภาพพระ

    : พระราชพรหมยาน วัดจันทาราม

    ผู้ถาม :- " เวลาจับภาพพระที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า. บางแห่งเขาบอกว่า. เห็นภาพแล้วให้ปล่อยทิ้ง. ไม่มีประโยชน์. บางแห่งก็บอกว่า. ถ้าเห็นพระพุทธรูปก็ดีเป็นศิริมงคล. ไม่ทราบว่าจะเอาแห่งไหนดี.? "

    หลวงพ่อ :- " เอา ๒ แห่งเลย แบ่ง ๒ ตา เอาตาขวาจับ. เอาตาซ้ายปล่อยไป. แต่นี่เป็นเรื่องของคณาจารย์. ที่เขาคิดว่าอะไรจะถูกหรือไม่ถูกนะ.
    กรรมฐานมี ๔๐ กอง ใช่ไหม. ?

    ๐ :- ถ้าเจริญ #อสุภสัญญา. หรือ #อสุภกรรมฐาน. ถ้าเห็นภาพพระพุทธรูปก็ไม่ถูก.

    ๐ :- ถ้าเจริญใน #พุทธานุสสติ. เห็นภาพพระพุทธรูปนี่ถูก.

    ๐ :- หรือว่าบางทีเราเจริญ #อสุภสัญญา หรือ #กสิณ แต่ว่าพอเห็นภาพพระพุทธรูป. เราเปลี่ยนเป็นพุทธานุสสติก็ใช้ได้

    ๐ :- เขาทำแบบไหนละ.?

    ความจริงพุทธานุสสตินี่มีความหมายมาก.

    ๐ :- เป็นทั้งพุทธานุสสติด้วย.

    ๐ :- เป็นทั้งกสิณด้วย.

    ก็เอาทั้งสองอย่างไม่ดีหรือ. คือว่าอย่าทิ้งในเมื่อมีประโยชน์
    อะไรก็ตามถ้าเกิดขึ้นมาเป็นประโยชน์เรายึดเอาเลย.
    ทีนี้ท่านให้ปล่อยไป. เพราะท่านถือ #รูปนาม. ไม่ได้ถือนิมิต. ก็เป็นเรื่องของท่านส่วนหนึ่ง. ก็ไม่ผิดเหมือนกัน. "

    คัดลอกจากหนังสือ : หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ. พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เล่ม ๗ หน้าที่ ๓๙.

    **************************
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,110
    maxresdefault-jpg.jpg

    คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง
    นิมิตทำให้บ้าจริงหรือ


    มีเรื่องที่จะทำให้บ้าอีกเรื่องหนึ่งคือ นิมิต
    นิมิต คือ ภาพที่ปรากฏให้เห็น เพราะ
    เมื่อกำลังสมาธิเข้าถึงระยะอุปจารสมาธินี้ จิต
    ใจเริ่มสะอาดจากกิเลสเล็กน้อย เมื่อจิตเริ่ม
    สะอาดจากกิเลสพอสมควรตามกำลังของสมาธิ
    ที่กดกิเลสไว้ ยังไม่ใช่การตัดกิเลส อารมณ์
    เริ่มเป็นทิพย์นิดๆ หน่อยๆ ยังไม่มีความ
    เป็นทิพย์ทรงตัวพอที่จะเป็น ทิพจักขุญาณ ได้
    จิตที่สะอาดเล็กน้อยนั้นจะเริ่มเห็นภาพนิดๆ
    หน่อยๆ ชั่วแวบเดียวคล้ายแสงฟ้าแลบ คือ
    ผ่านไปแวบหนึ่งก็หายไป ถ้าต้องการให้เกิด
    ใหม่ก็ไม่เกิด เรียกร้องอ้อนวอนเท่าไรก็ไม่มา
    อีก ท่านนักปฏิบัติต้องเข้าใจตามนี้ ว่าภาพอย่าง
    นี้เป็นภาพที่ผ่านมาชั่วขณะ จิตไม่สามารถบังคับ
    ภาพนั้นให้กลับมาอีกได้ หรือบังคับให้อยู่นาน
    มากๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน
    ภาพที่ปรากฏนี้จะทรงตัวอยู่นาน หรือ
    ไม่นานอยู่ที่สมาธิของท่าน เมื่อภาพปรากฏ ถ้า
    กำลังใจของท่านไม่ตกใจพลัดจากสมาธิ ภาพ
    นั้นก็ทรงตัวอยู่นานเท่าที่สมาธิทรงตัวอยู่
    ถ้าเมื่อภาพปรากฏท่านตกใจ สมาธิก็พลัด
    ตกจากอารมณ์ ภาพนั้นก็จะหายไป ส่วนใหญ่
    จะลืมความจริงไปว่า เมื่อภาพจะปรากฏนั้น
    เป็นอารมณ์สงัด ไม่มีความต้องการอะไร จิต
    สงัดจากกิเลสนิดหน่อยจึงเห็นภาพได้
    ครั้นเมื่อภาพปรากฏแล้ว เกิดมีอารมณ์
    อยากเห็นต่อไปอีก
    อาการอยากเห็นนี้แหละ เป็นอาการ
    ฟุ้งซ่านของจิต

    จิตตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส
    จิตมีความสกปรกเพราะกิเลส อย่างนี้
    ต้องการเห็นเท่าไร ก็ไม่เห็น
    เมื่อไม่เห็นตามความต้องการก็เกิดความ
    กลุ้ม ยิ่งกลุ้มความฟุ้งซ่านยิ่งเกิด เมื่อความ
    ปรารถนาไม่สมหวัง ในที่สุดก็เป็นโรคประสาท
    บางรายบ้าไปเลย ที่เป็นอย่างนี้เพราะไม่
    เชื่อตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแนะ
    นำไว้ว่า จงอย่ามีอารมณ์อยาก หรืออย่าให้
    ความอยากได้เข้าครอบงำบังคับบัญชาจิต


    ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๓๔๙ เดือนเมษายน ๒๕๕๓ หน้า ๑ - ๒
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...