เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    m23m5VmWZio2RCODVpx2WHTjL49GPAOJviEXxSuRECkT&_nc_ohc=xKRWARpxVlUAX_e3Yp2&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ส่วนใหญ่แล้วการปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะโดนหลอกว่าตัวเองมีความพิเศษอย่างนั้น มีความพิเศษอย่างนี้ กลายเป็นมานะถือตัวถือตน ก็เลยไม่หลุดพ้นเสียที

    เคยเจอเด็กอยู่คู่หนึ่ง โดนหลอกว่าเป็นมนุษย์พิเศษ เกิดมาเพื่อกู้โลก กู้ประเทศชาติโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นควรจะสร้างมนุษย์พิเศษประเภทนี้ให้มาก ๆ เขาก็เลยไปมีลูกเสีย ๔ - ๕ คน หลอกได้แสบมากเลย คราวนี้มัวแต่เลี้ยงลูกอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติธรรม..!

    ดังนั้นพวกกำลังใจดีอย่างหนึ่ง พวกสร้างบารมีมามากอย่างหนึ่ง เวลาทดสอบเขาก็ต้องทดสอบเจ็บ ๆ ถ้าฉลาดน้อย เจออะไรแล้วเชื่อเลยก็เป็นอันว่าเสร็จ ติดอยู่ตรงนั้น ไม่เป็นอันได้ไปไหนหรอก

    เรื่องของข้อมูลศึกษาแต่พอสมควร แล้วก็รีบทำ..มุ่งลัดตัดตรงไป ไม่อย่างนั้นข้อมูลนั้นแหละ จะย้อนกลับมาทำอันตรายเราเอง เพราะรู้มากเกิน

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอลคัททูปมสูตร ที่บอกว่าภิกษุบางรูปศึกษาพระไตรปิฎกเหมือนกับจับงูข้างหาง ไปคว้าหางงู งูจะแว้งกัดเอาเมื่อไรก็ได้ จะไม่อาศัยตำราหรือไม่อาศัยพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ อาศัยตำราอาศัยพระไตรปิฎก ก็อย่ายึดติดมากเกินไป ศึกษาแค่ส่วนที่จำเป็นแล้วเร่งรัดปฏิบัติให้เกิดผล ไม่ใช่เรียนรู้ทุกเรื่องแล้วก็ดีแต่เอาไปคุยอวดชาวบ้าน เพราะถ้าเป็นลักษณะอย่างนั้นจะเป็นการจับงูข้างหาง ตำราหรือพระไตรปิฎกจะย้อนกลับมาทำอันตรายเราทีหลัง

    โบราณเขาบอกว่ารู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ ก็เหลืออยู่อย่างเดียวคือต้องรู้พอดี ๆ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๕
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    KthDoBcNsfjPCmhWF7IxOQonEF9pm6V_kSU_JAVZbpBt&_nc_ohc=rtNCPpUB794AX8X84g2&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : ผมปรารถนาพระโพธิญาณ แต่ผมไม่ได้เร่งความเพียรเพื่อจะทรงฌานและอภิญญา เพราะพอใจกับความดีที่มีอยู่ตอนนี้ และรู้สึกว่าเวลายังมีอีกเยอะ แปลว่าผมไม่ได้มาสายพุทธภูมิใช่หรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : แปลว่าบารมีอ่อนมากจนถึงอ่อนที่สุด..!

    ถาม : เท่าที่ผมสังเกต พระโพธิสัตว์ท่านจะเกิดมา ท่านต้องมีภารกิจอะไรสักอย่าง ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือหลวงปู่ปาน กับหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเกิดมาเพื่อมาบำเพ็ญด้านเนกขัมมะ ผมสงสัยว่าพระโพธิสัตว์จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเกิดมาเพื่อภารกิจอะไร หรือว่าตัวเราเองที่เป็นคนกำหนดทั้งหมดครับ ?
    ตอบ : ตอนแรกก็ทำเปะปะไปเรื่อย เมื่อบารมีเข้มข้นถึงระดับก็จะทราบชัดว่าตนเองมาเพื่อภารกิจอะไร

    ถาม : หลวงพ่อเล่าเรื่องที่หลวงพ่อโดนมารที่เป็นเทวดาแกล้ง ทำให้ผมนึกถึงสมัยพุทธกาล แม้แต่พระอรหันต์รุ่นใหญ่ ๆ ยังโดนมารแกล้ง ผมอยากทราบจริง ๆ ครับว่า ที่มารมาแกล้งได้ มารไม่กลัวบาปหรือครับ เพราะผมเข้าใจว่ามารส่วนใหญ่ไม่น่าจะโง่ มารน่าจะรู้ผลลัพธ์ที่ตามมา
    ตอบ : เพราะว่ามารฉลาดกว่าคุณ จึงไม่เสียเวลามาคิดตรงนี้..!

    ถาม : ผมได้อธิบายว่ากรรมคืออะไรให้กับเพื่อนฝรั่งฟัง ผมอธิบายว่ากรรมก็คือพลังงาน ถ้าทำดีพลังงานที่ดีก็กลับมาหาเรา ในทางตรงกันข้ามถ้าทำเลว พลังงานเลวก็จะกลับมาเราเหมือนกัน คำถามคือผมเข้าใจถูกไหมครับ ?
    ตอบ : ไม่ถูก เพราะว่าพลังงานเป็นผลที่เกิดมาจากการกระทำ

    ถาม : ถ้าเราทำไม่ดีกับอีกคน แต่อีกคนได้ให้อภัยเรา กรรมไม่ดีจะกลับมาหาเราอีกหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ถ้าเป็นคนละคนกัน กรรมก็ยังคงสนองคุณอยู่ดี..!

    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
    ภาพและที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    0W_gkM4XL18nsp2OsNu8lf9M8GgNNIzLXhvyixRPQZ79&_nc_ohc=Eobb5MlUtXIAX_ngAh4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "มีอย่างหนึ่งที่อาตมาแปลกใจก็คือ ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ก็หวังพ้นทุกข์ แต่กลับปฏิบัติธรรมแบบคนไม่อยากพ้นทุกข์ ก็คือไม่ได้คิดจะทุ่มเทอะไรจริงจังเลย อย่าลืมว่าวันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง กิเลสกินเราทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งยืนทั้งนั่ง เราเองอาจจะปฏิบัติธรรมเช้าสักชั่วโมงหนึ่ง เย็นสักชั่วโมงหนึ่ง แล้วพอที่จะสู้กับกิเลสไหม ?

    ลองทบทวนกันดี ๆ ว่าทุกวันนี้ที่เราทำอยู่เพียงพอที่จะปฏิบัติแล้วหลุดพ้นหรือไม่ ? ไม่ใช่ทำตัวเหมือนมีเวลาว่าง ทำตัวเหมือนคนมีเวลามาก ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ไม่ได้คิดจะทุ่มเทอะไรจริงจัง ลักษณะอย่างนั้นถ้าเราเกิดเป็นอะไรตายเสียก่อน จะกลายเป็นว่าเสียชาติเกิด

    ครูบาอาจารย์ก็ล่วงลับดับขันธ์ไปทีละองค์สององค์ เรายังจะรออีกนานเท่าไร ? เพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เราตะเกียกตะกายทุกข์ยากมากี่ชาติแล้ว แล้วถ้าหากเรายังทำตัวอย่างนี้อยู่ รู้ไหมว่าเราต้องตะเกียกตะกายทุกข์ยากไปอีกกี่ชาติ...!"

    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    p5JxgjLoDqkDw8LzdrOTOo5N93hmO_JOMZpmHBS6NMBv&_nc_ohc=1Hk4exDhbwUAX_kl4ap&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : ถ้าอยากจะแช่อยู่ในฌานเรื่อย ๆ โดยไม่ออกไป ต้องทำอย่างไร ?
    ตอบ : อย่างที่บอก..ให้กำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน แต่ให้ประคองความรู้สึกเท่ากับตอนที่เรานั่ง จะลำบากนิดหนึ่ง แต่ถ้าทำบ่อย ๆ จะชิน แล้วก็จะทำได้ ให้ความรู้สึกของเราอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เอาสติประคองอยู่ในอารมณ์นั้น แล้วไม่ให้หลุดไป ถ้าเผลอเมื่อไรก็จะหลุด หลุดแล้วก็ทำใหม่ ลองดู..ไม่ยากหรอก

    ถาม : คนที่บ้านเขาบอกว่า เขานั่งภาวนาไปเมื่อเช้านี้ พออารมณ์สบายเขาก็เลยจับภาพพระ และจิตเขายังอยู่บนพระหัตถ์ของพระ พอเลิกทำตรงนั้นแล้วมีความสุข อิ่มอกอิ่มใจมาก ไม่อยากพูดกับใครเลย
    ตอบ : ให้ทำบ่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ให้รู้ว่า ในเรื่องการปฏิบัติ โลกต้องไม่ช้ำ ธรรมต้องไม่เสีย สิ่งไหนที่เลี่ยงไม่พูด แล้วอยู่กับความสุขปัจจุบันของเราก็อยู่ไป แต่ถ้าสิ่งไหนจำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นก็ให้ทำ ไม่อย่างนั้นแล้วจะเดือดร้อน

    มีโยมคนหนึ่งโทรมาร้องไห้ บอกว่าไปทำงานที่ไหนก็โดนเขาแกล้ง อาตมาบอกว่า "ก็เอ็งดันทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านเขา.." เขาบอกว่าคนอื่นไม่ดี อาตมาบอกว่า "ไม่ใช่หรอก เอ็งบอกว่าทำงานที่ไหนก็เดือดร้อนทุกที่ แสดงว่าตัวเอ็งต้องไม่ดี ถ้าดีแล้วทำไมเราจึงเข้ากับเขาไม่ได้..?"

    ในที่สุดเขาก็หลุดปากออกมาว่า ถ้าหากไปกับคนพวกนั้นแล้วจะรักษากรรมบถ ๑๐ ไม่ได้ เลยพยายามไม่พูดไม่คุยด้วย นั่นแหละ..กลายเป็นทำตัวต่างจากเขามากเกินไป คนเขาหมั่นไส้เลยแกล้งเอา กลายเป็นว่าอะไร ๆ เอ็งดีคนเดียว แสดงว่าโลกช้ำเพราะกลัวธรรมจะเสีย ก็เลยต้องปล่อยให้ร้องไห้อีกหลายยก..

    ถาม : แล้วอารมณ์ที่เขาได้เป็นอารมณ์อะไร ?
    ตอบ : เขาพยายามจะรักษากรรมบถ ๑๐ ให้ได้ กรรมบถ ๑๐ นั้นเน้นตรงวาจา นอกจากจะไม่พูดโกหกแล้ว ยังไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์
    ทีนี้..วาจาที่ไร้ประโยชน์ ถ้าไม่โยงให้เข้าในเรื่องของการปฏิบัติธรรมแล้วก็ไร้ประโยชน์ทั้งนั้น ก็เลยไม่พูดเสียเลย ไม่พูดแล้วจะไปทำงานร่วมกับคนในบริษัทได้อย่างไร ใครไปถามอะไรก็หุบปากเงียบ ถ้าเป็นอาตมาไม่บ้องหูให้ก็เกรงใจแล้ว นี่เขาแค่แกล้งให้ก็ยังดี

    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
    คัดลอกข้อความมาจาก
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2173

    #พระครูวิลาศกาญจนธรรม #หลวงพ่อเล็ก
    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
    #พระพุทธศาสนา #watthakhanun
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    d9i12qP6HXfUfP7c1n4AemVrqcOQJ8Xn5Enc-sHciXWH&_nc_ohc=VzVRSwakoaAAX9l8P-I&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "เทคโนโลยีสมัยนี้ต้องบอกว่าก้าวหน้ามาก แต่ยังไม่สามารถที่จะติดต่อผีติดต่อเทวดาได้ แสดงว่ายังไม่เก่งจริง จะมีก็พวกกล้องถ่ายรูป พวกกล้องทีวี บางทีก็ติดภาพที่อธิบายไม่ได้มา อาตมาดูแล้วมีทั้งเปรต มีทั้งอสุรกาย อุตส่าห์ถ่ายติดมา แต่เขาก็คงงง ๆ ว่าสัตว์ใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้นทำไมคนอื่นไม่เห็น ? จะบอกว่าอยู่คนละมิติกันก็ได้

    ถ้าอย่างในพระสูตรที่มีคนไปพบเด็ก ๒ คนนั่งร้องไห้อยู่ที่ประตูเมือง ถามว่าทำไม ? เด็กบอกว่าแม่เข้าเมืองไปหาของกินจนป่านนี้ก็ไม่กลับมา หนูคิดถึงแม่ก็เลยนั่งร้องไห้ ถามว่าแม่เป็นใคร ? มาจากไหน ? เด็กบอกว่าเป็นเปรต ช่วยไปตามแม่ให้หน่อยได้ไหม ? เขาก็ถามว่าแล้วจะตามอย่างไร ? เพราะว่าเป็นเปรต

    เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นเอารากไม้นี้ไป ถือไปแล้วจะเห็นได้ทั้งหมด ชายคนนั้นก็กำรากไม้เดินเข้าเมืองไป จะเป็นลมตาย...เปรตเดินกันเกลื่อนกลาดไปทั้งบ้านทั้งเมือง หาพวกของบูดของเน่า เศษอาหารที่เจ้าของเขาทิ้งแล้วกินกัน คราวนี้เขามีเวลาจำกัด ถ้าถึงเวลานั้นต้องรีบออก อยู่ต่อไม่ได้

    คราวนี้นางเปรตมีลูก ๒ คน ต้องหาอาหารเผื่อลูกด้วย ตัวเองก็ไม่พอจะกินอยู่แล้ว ก็เลยอยู่นานไปหน่อย พอเขาเห็นเขาก็ตะโกนถามว่าใครเป็นแม่ของเด็ก ๒ คนที่อยู่ตรงปากประตูเมือง ?

    นางเปรตก็ตกใจ ถามว่าแกเห็นข้าได้อย่างไร ? เขาบอกว่าลูก ๒ คนคิดถึงแม่มาก แต่ว่าอำนาจมีน้อย เข้าเมืองมาไม่ได้ ก็เลยขอให้มาช่วยตามแม่ไปด้วย เขามอบรากไม้นี้ให้มาจึงสามารถมองเห็นพวกเจ้าได้

    นางเปรตเห็นอย่างนั้นก็ฉวยรากไม้ได้ก็วิ่งออกนอกประตูเมืองไป พอรากไม้พ้นมือชายคนนั้นก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย นอกจากบ้านเมืองตามปกติ เพราะฉะนั้น..ถ้าเห็นได้นี่บางคนคงจะเป็นลมจริง ๆ "

    "ถ้ามีเยอะแล้วสวย ๆ ก็ไม่มีใครเขารังเกียจหรอก นี่แต่ละตนรูปร่างพิกลพิการ ดูไปแล้วฝันร้ายเปล่า ๆ ใหม่ ๆ อาตมาก็กลัวมาก กลัวไปกลัวมา พอรู้จักผีมากเข้า ๆ อ๋อ...เพราะความที่เขาบุญน้อย ยิ่งบุญน้อยเท่าไรหน้าตาก็ยิ่งสวยงามน้อยเท่านั้น ที่เขาปรากฏให้เราเห็นนั้นสวยที่สุดของเขาแล้ว สวยมากกว่านั้นไม่ได้แล้ว จะดึงหน้า ฉีดโบทอกซ์ ผ่าตัดอีท่าไหนก็ไม่สวยไปกว่านั้นแล้ว ส่วนใหญ่เขามาเพราะว่าต้องการความช่วยเหลือ แต่พวกเราพอเห็นก็วิ่งตับแลบ..!

    ก่อนหน้านี้อาตมากลัวผีมาก สมัยก่อนบ้านอยู่บ้านนอกมีส้วมหลุม ส้วมหลุมอยู่ใกล้บ้านไม่ได้เพราะว่าส่งกลิ่นเหม็น ก็ต้องไปขุดไว้ไกล ๆ บ้าน คราวนี้กลางคืนใครจะกล้าไป ? ไม่ได้มีไฟตลอดทางเหมือนอย่างสมัยนี้ อย่างดีก็ถือไต้ ถือคบ ถือตะเกียงไปสักดวงหนึ่ง ลมพัดแรงหน่อยก็ดับอีก

    เพราะฉะนั้น..ถ้าปวดปัสสาวะตื่นขึ้นมากลางดึก ก็ฝันไปเถอะว่าจะออกจากบ้าน นอนกัดฟันทนยันสว่างนั่นแหละ กระเพาะแทบแตก สว่างเมื่อไรวิ่งออกนอกบ้านได้ คราวนี้ก็ไปยืนแอ่นให้สบายใจ

    พอรู้ความจริงว่าผีเป็นอย่างไร ไม่รู้เหมือนกันว่าความกลัวหายไปตอนไหน อาจจะเป็นเพราะว่าเจอมากเข้า ๆ แล้วรู้ว่าจริง ๆ แล้วผีน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว ในเมื่อรู้สึกอย่างนั้นก็เลยเลิกกลัวไปเอง

    ช่วงอาทิตย์หนึ่งที่ผ่านมานี่อาตมาพักที่วัดท่ามะขาม ในกุฏิเจ้าอาวาส กุฏิหลังนั้นนี่ตาย ๔ ศพติดกันแล้ว พระอาจารย์เล็กนอนสบายมาก ผีอยู่ส่วนผี คนอยู่ส่วนคน มึงอย่ามาเกะกะกู ส่วนใหญ่ที่ตายไปก็รู้จัก ทักทายกันเสร็จก็ต่างคนต่างอยู่ เราก็ทำงานของเราไป ถึงเวลาก็นอน อย่ามากวนกัน"

    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    ถาม : นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมงแต่ว่าจิตฟุ้งมาก ฟุ้งไปประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของเวลา หมายความว่าได้บุญแค่ช่วงใจสงบใช่หรือไม่ ? ซึ่งเป็นบุญใหญ่จากการภาวนา ส่วนบุญที่เกิดตอนฟุ้งเป็นแค่บุญที่กายเราไม่ทำชั่วซึ่งเป็นบุญที่น้อยใช่หรือไม่ ?
    ตอบ : ถามว่าผลบุญเกิดไหม ? เกิดตั้งแต่ตั้งใจทำสมาธิแล้ว แต่เวลาที่พระภูมิเจ้าที่หรือว่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชท่านบันทึกความดีที่เราปฏิบัติ ท่านจะบันทึกตอนช่วงที่กำลังใจของเราสูงสุด เพราะฉะนั้น..ก็เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะเอาบุญอย่างไหน เพราะได้ตั้งแต่คิดจะทำแล้ว

    ถาม : นั่งสมาธิได้บุญมากกว่านอนสมาธิใช่หรือไม่ ? เพราะว่าการนั่งต้องใช้ความเพียรมากกว่า เมื่อยกว่า การได้บุญมากตัดสินตรงความยากลำบากในการทำบุญฝ่าอุปสรรคใช่หรือไม่ ?
    ตอบ : ตัดสินตรงที่ใครได้สมาธิสูงกว่า กำลังใจเข้าถึงระดับสมาธิสูงกว่าอานิสงส์ก็มากกว่า ถ้าทำลำบากกว่า อาตมาคงได้เยอะแล้ว เพราะเคยตีลังกาทำสมาธิมามาก..!

    ถาม : ในวันที่ฟุ้งมาก ๆ แล้วพยายามสวดมนต์ พยายามสงบก็สงบไม่ได้ ปากสวดไปเองแต่ใจคิดเรื่องอื่น จะได้บุญมากน้อยแค่ไหน ? และควรสวดไปเรื่อย ๆ หรือว่าควรหยุดดีคะ ?
    ตอบ : ถ้าตั้งใจทำความดี กุศลเกิดตั้งแต่แรกเพราะว่าเป็นมโนกรรม คราวนี้ว่าถ้าเราสามารถสวดไปเรื่อยจนใจสงบได้ ก็แปลว่าเราตั้งใจทำความดีเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า ผลบุญจะมีมากกว่า แต่ถ้าทนรำคาญไม่ไหวแล้วเลิกไป ก็ได้เท่านั้นเอง

    ถาม : แม้จะฟุ้งเราก็ทำไปเรื่อยๆ ?
    ตอบ : ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหายฟุ้ง

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    XWQ-bwSkvYJJVC4ZYr6Dwf_NbUNT-BXZjqU4i0DqnX5t&_nc_ohc=60BM3LdFCmEAX-_QYUw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ใครที่รู้ตัวว่าปฏิบัติมานานเป็นสิบปีขึ้นไปแล้วยังไม่ได้อะไร #ขอให้รู้ว่าความเพียรของเรายังบกพร่อง แสดงว่ายังไม่เอาจริง ถ้าเอาจริง ๑๐ ปีนี่ต้องเห็นหน้าเห็นหลังแล้ว อย่างน้อย ๆ เรื่องของฌานสมาบัติต้องได้คล่องตัวแล้ว

    แต่ส่วนใหญ่อยู่ในประเภททำ ๆ ทิ้ง ๆ ถึงเวลาภาวนาอารมณ์ใจทรงตัวอย่างดีเลย #ลุกขึ้นมาก็กองทิ้งไว้ตรงนั้น #ไม่เคยเก็บมารักษา

    เราปฏิบัติอยู่ก็เหมือนกับว่ายทวนน้ำ พอถึงเวลาเราก็ปล่อยให้ลอยตามน้ำไป #พอมานั่งปฏิบัติใหม่ก็ว่ายทวนน้ำใหม่ #จึงกลายเป็นคนขยัน #ทำงานทุกวันแต่ผลงานไม่มี นาน ๆ ไป #จะท้อใจแล้วเลิกทำเสียด้วยซ้ำ

    ถ้าเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาจะน่ากลัวมาก น่ากลัวตรงที่ว่าตัวเองทำมานานแล้วไม่ได้ผล #อาจจะไปประกาศกับคนอื่นว่า #ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่จริง #ทำแล้วไม่เห็นได้อย่างที่ว่าเลย ก็จะไปกันใหญ่ #จะมีอเวจีมหานรกรอเราอยู่..!"

    "ฉะนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมแล้ว ให้พวกเรารักษากำลังใจไว้ด้วย #เอาสติสมาธิจดจ่ออยู่ตรงหน้า #ประคองรักษาอารมณ์ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด
    แรก ๆ ก็ได้ครู่เดียว พอนานไป ตั้งใจเอาสติประคับประคองก็จะได้เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เวลาจะมากไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาและความชำนาญ

    จากนั้นก็ได้เป็น ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน #ยิ่งกำลังใจผ่องใสจากกิเลสยาวนานเท่าไร #ปัญญาก็เกิดมากเท่านั้น เราก็จะเห็นลู่ทางว่า จะทำอย่างไรที่เราจะชำระจิตใจของเราให้ผ่องใสจากนิวรณ์และกิเลสต่าง ๆ ได้

    #ทุ่มเทได้แล้วจ้ะ #เวลาไม่คอยท่าแล้ว #ถ้ามัวรออยู่แล้วตายเสียก่อน #จะไม่ได้อะไรเลย เสียชื่อว่าเป็นลูกหลานหลวงพ่อวัดท่าซุง วันก่อนเขามาส่งข่าวว่า คุณหมูไปนิพพานแล้ว ได้แต่โมทนาด้วย นั่นเป็นลูกศิษย์รุ่นเก่า ๆ ของหลวงพ่อวัดท่าซุง ถือว่าตายแล้วไม่เสียชื่อพ่อ

    พวกเราพยายามเอาอย่างรุ่นพี่ ๆ ให้ได้ หรือไม่ก็ทำให้ได้อย่างที่หลวงพ่อท่านสอน #อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา #อยู่ในวาระอยู่ในโอกาสอันดี #รู้จักพระนิพพาน

    สมัยอาตมาเด็ก ๆ คำว่านิพพานไม่รู้จักเลย ผู้ใหญ่เขาสอนให้อธิษฐานว่าขอให้เกิดมาใหม่สวย ๆ รวย ๆ ได้พบพระศรีอาริย์ มารู้จักนิพพานตอนเริ่มปฏิบัติตามสายหลวงพ่อ อายุ ๑๕-๑๖ ปีแล้ว แม้จะนับว่าอายุน้อย แต่สิ่งที่เราทำก่อนนั้น ไม่ได้มีคำว่านิพพานอยู่ในหัวเลย

    นิพพานเป็นของยากสำหรับผู้ที่บารมียังน้อยอยู่ #ในเมื่อเรารู้จักนิพพานแปลว่าเราสร้างสมความดีมาเพียงพอที่จะเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ดังนั้น..#ทุ่มเทให้เต็มที่สักที เพื่อที่ถึงเวลาแล้วผลตอบแทน ถ้าไม่ได้ถึงที่สุด ก็ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้

    อย่าไปประมาทคิดว่ายังอยู่อีกนาน #อย่าไปประมาทว่าครูบาอาจารย์ท่านยังอยู่ ทุกอย่างไม่เที่ยง ถึงเวลาแล้ว ถ้าเราตายก่อน ท่านยังอยู่ หรือท่านตายก่อนเรายังอยู่ #จะเสียประโยชน์ทั้งสองอย่าง"

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    8ayBlrDOO5hpa1IIhLTsqnd_acYdvbBMwoj0wi_-rymN&_nc_ohc=95ZTFv9Y3hgAX8oLctv&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ ภพภูมิมนุษย์เป็นภพภูมิที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมมากที่สุด +++

    ถาม :
    เขาบอกว่าเทวดาดีกว่า มีโอกาสทำบุญมากกว่าคน ?
    ตอบ : เทวดาโอกาสสร้างความดีมีน้อยกว่า เพราะว่ามัวแต่เพลิดเพลินกับทิพย์สมบัติ ในเมื่อตัวเองโอกาสทำมีน้อย ก็ต้องรอจากคนอื่น

    #ภพภูมิของมนุษย์เป็นภพภูมิที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมมากที่สุด ไม่สบายจนเกินไป แล้วก็ไม่ลำบากจนเกินไป สบายเกินไปก็ไม่นึกถึงความดี ลำบากจนเกินไปก็มัวแต่ตะเกียกตะกายเอาตัวรอด โอกาสนึกถึงความดีก็น้อย

    ถาม : ถ้าเทวดาตั้งใจรักษาศีล เพราะไม่มีขันธ์ ๕ เบียดเบียนเหมือนคน น่าจะได้บุญมากกว่านะคะ ?
    ตอบ : เขาทำเป็นปกติอยู่แล้ว #เพียงแต่ว่าศีลจะเป็นศีลต้องมีความตั้งใจ ในเมื่อไม่ตั้งใจงดเว้นแล้วจะเป็นศีลได้อย่างไร ? #เหมือนกับเราอยู่เฉย#ไม่ทำผิดเลยแล้วบอกว่าเราเป็นคนดีได้ไหม ? แต่ถ้าตั้งใจทำแล้วลงมือทำ ภพภูมิของเขาย่อมได้เปรียบมากกว่า เพราะว่าสภาพที่จะละเมิดศีลนั้นไม่มี

    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๖๑
     
  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    bfjCVWLI9FSjXo5OK5AMaJihW7hLtYQnvTZnHgKQZJc5&_nc_ohc=zrAY1i55bDUAX-iCbOC&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ธรรมะก็ยังเหมือนเดิม เราก็เลือกทำดีเว้นชั่วไปเรื่อย ๆ ในเมื่อทำดีเว้นชั่วไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ก็สามารถที่จะหลุดพ้นไปได้
    การจะไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ก็ต้องมีสติมีปัญญาพอ เห็นทุกข์เห็นโทษ ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นทำให้เราต้องยึด ในเมื่อเรายึดดีหรือยึดชั่วก็ตาม ย่อมหลุดไม่ได้ เราก็ต้องวาง

    ถ้าวางลงได้เมื่อไรก็ว่าง เบา สบาย ถ้าสภาพจิตเดินสุดทาง จะไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ เกิดขึ้น ในเมื่อไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ เกิดขึ้นก็สบาย ดีก็มาไม่ถึง ชั่วก็มาไม่ถึง ในเมื่อดีชั่วมาไม่ถึง กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมต่าง ๆ ก็มาไม่ได้ มารก็หลอกไม่ได้"

    "สติต้องแหลมคม ว่องไว หยุด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ทัน ปัญญาต้องเห็นโทษว่า ถ้าไปปรุงแต่งแล้ว รัก โลภ โกรธ หลง จะเกิดขึ้นเผาผลาญเราอย่างไร ในเมื่อสติกับปัญญารู้เท่าทัน ไม่ไปปรุงไม่ไปแต่ง สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบก็สักแต่ว่ามาเท่านั้น เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้น ในเมื่อเห็นธรรมชาติของมันอย่างนั้น เราไม่ไปยินดียินร้ายด้วย สภาพจิตก็เบาสบาย ไม่ต้องไปเกลือกกลั้วกับกิเลสต่าง ๆ

    เรื่องพวกนี้จริง ๆ ยากที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ คำพูดของเราหยาบเกินกว่าสภาวธรรม สภาวธรรมต้องบอกว่าเดินไปจนสุดคำพูด ไม่สามารถที่จะอธิบายสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นได้ ถึงใช้คำว่า "ปัจจัตตัง" คือเป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน สิ่งที่พูดมาเป็นเพียงสิ่งหยาบ ๆ ส่วนเดียวเท่านั้น

    หลวงปู่บุดดาบอกว่า "เมื่อจิตเลิกปรุงแต่ง ทุกอย่างก็หยุดหมด ดับหมด นิโรธก็อยู่ตรงนั้น" ท่านพูดง่าย แต่เราต้องทำกันแทบเป็นแทบตาย ที่เราทำกันแทบตาย อยากจะบอกว่าทำเกินไปเยอะ ตราบใดที่เราทำเพราะอยากดี ก็ถือว่าธรรมฉันทะ คือตัวอยากดีนี้ เป็นเครื่องมือในการนำทางเรา โบราณาจารย์เปรียบเหมือนเวลาเราจะข้ามน้ำ ก็ต้องมีเรือมีแพนำเราข้ามไป แต่พอถึงฝั่งแล้ว ไม่มีใครแบกเรือแบกแพไปด้วย

    ตรงจุดนี้แหละที่หลายคนที่ยังทำไม่ถึง มองไม่เห็น เกิดความงงว่าแล้วตกลงจะให้ทำดีหรือเปล่า ? เพราะดีก็ติด ชั่วก็ติด ก็ต้องบอกว่าสิ่งใดก็ตามที่สมมติทางโลกเขาว่าดี ให้เราทำให้มากไว้ สิ่งใดก็ตามที่สมมติทางโลกเขาว่าชั่ว เราก็ละเสียให้หมด ถ้าสภาพจิตไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่วก็จะหลุดไปเอง เพื่อความปลอดภัยต้องเกาะดีไว้ก่อน ขึ้นที่สูงต้องหาที่เกาะให้มั่นคง พอไปถึงที่สุดเราก็ไม่ต้องเกาะอะไรอีกแล้ว"

    "ไม่ต้องไปดูไกล ดูในใจของเรานี่แหละ ถ้าดูเกินตัวเราไปเมื่อไรก็เป็นอันไปปรุงแต่งเรื่องของชาวบ้าน ไปปรุงแต่งเรื่องของโลก ต้องดูที่ตัวเรา แก้ที่ตัวเรา

    อย่าให้ใจของเรายึดในร่างกายนี้ ถ้าใจไม่ยึดร่างกายของเรา ก็ไม่ไปยึดในร่างกายของคนอื่น ไม่ยึดร่างกายของเรา ไม่ยึดในร่างกายคนอื่น ก็ไม่ยึดในโลก เมื่อไม่ยึดทั้งร่างกายของเราทั้งร่างกายคนอื่น ไม่ยึดในโลก ก็เหลือแต่ธรรมะล้วน ๆ ถ้าใจเข้าถึงธรรมะล้วน ๆ ก็เท่ากับปล่อยทุกอย่างแล้ว ในเมื่อปล่อยทุกอย่างแล้ว พระนิพพานก็อยู่ตรงนั้นแหละ อยู่ตรงไหนก็คือพระนิพพาน

    ฉะนั้น..พระนิพพานไม่ได้อยู่ไกลเลย พระนิพพานอยู่กับเราในทุกที่ บุคคลที่เป็นสุกขวิปัสสโก ท่านปฏิบัติมาแบบไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย แล้วทำไมท่านถึงมั่นใจว่ามีพระนิพพาน ก็เพราะว่าถ้าเข้าถึงสภาวธรรมที่แท้จริงแล้ว ก็จะรู้ว่านั่นคือพระนิพพาน อยู่ตรงไหนก็อยู่ที่พระนิพพาน ไม่ต้องไปคว้าไกล เอื้อมมือเลยหัวเมื่อไรก็แปลว่าเลยธรรมะ

    เอาแค่ตัวเราก็พอ กว้างศอก ยาววา หนาคืบ แสดงธรรมให้เราเห็นอยู่ทุกวัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความทุกข์ ยึดถือมั่นหมายไม่ได้ ตัวเรายังทุกข์ขนาดนี้ คนอื่นจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร ตัวเราทุกข์อย่างนี้และคนอื่นทุกข์อย่างนี้ สัตว์อื่นจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร ตัวเราทุกข์อย่างนี้ คนอื่นทุกข์อย่างนี้ สัตว์อื่นก็ทุกข์อย่างนี้ แล้วโลกเราจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

    ฉะนั้น..ใครที่บอกว่าสุข จริง ๆ เป็นวิปลาส คือการเห็นผิด สุขจริง ๆ ก็คือทุกข์อย่างละเอียด ที่เราว่าทุกข์คือทุกข์อย่างหยาบ ๆ เห็นชัดแล้ว คราวนี้เราจะทำอย่างไรที่จะข้ามทุกข์อย่างละเอียดได้ ก็ต้องสร้างสมปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสมาธิ

    สมาธิจะเกิดขึ้นได้ต้องมีศีลเป็นเครื่องรองรับ วัน ๆ เราก็ทบทวนศีลให้บริสุทธิ์ การที่จิตของเราจดจ่ออยู่กับศีลทุกสิกขาบทก็จะเกิดเป็นสมาธิ เมื่อสมาธิของเรามีขึ้น จิตใจก็จะผ่องใส กำลังของสมาธิกดกิเลสดับลงชั่วคราว ก็จะเริ่มเห็นช่องทางว่าจะไปทางไหน"

    "สำหรับพวกเราก็เอาเรื่องสมาธิเป็นใหญ่ เพราะศีลเรารักษาเป็นปกติอยู่แล้ว เน้นสมาธิของเรา ทำให้ยาวนานขึ้น ทำให้มากขึ้น เคยทำเช้าครึ่งชั่วโมง เย็นครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ก็รู้ว่าไม่พอกินแล้ว คนจะไปพระนิพพานต้องทำมากกว่านั้น ก็ขยายระยะเวลา อาจเป็นเช้าครึ่งชั่วโมง กลางวันครึ่งชั่วโมง เย็นครึ่งชั่วโมง

    ถ้ารู้สึกว่าไม่พอขยายเวลาเป็น ๔๐ นาที ๔๕ นาที ๕๐ นาที ๑ ชั่วโมงก็ได้ จะกระทั่งท้ายสุดพอสภาพจิตชิน ก็สามารถที่จะขังธรรมะอยู่ในใจได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง พอมีธรรมะมานั่งอยู่ในใจ กิเลสก็เข้ามาไม่ได้แล้ว เพราะใจมีดวงเดียว เมื่อใจมีความดี ความชั่วก็เข้าไม่ได้

    คราวนี้ก็เหลืออยู่อย่างเดียวคือพิจารณาให้เห็นว่า ดีจริง ๆ ก็ยังไม่หลุดพ้น ความดีก็ยังทำให้เราติดอยู่แค่เทวดาแค่พรหมเท่านั้น คราวนี้ก็ต้องถอนดีออก ถ้าปัญญาถึง ถอนดีเป็นเรื่องเล็กเลย วางกองอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าไปยุ่งกับดี อย่าไปยึดดี รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ก็ไปได้แล้ว ฟังดูง่ายดีนะ

    สภาพจิตถ้าปล่อยวาง ความหนักก็ไม่มี ถ้าไม่หนักใจเสียอย่างเดียว ความหนักทางกายย่อมไม่มี

    ดังนั้น..อาตมาจึงได้บอกหลายครั้งว่า ถ้าปฏิบัติแล้วยังหนักอยู่ ยังไม่ถูกทางจริง ให้พยายามทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเบาเมื่อไรก็เริ่มได้ทางแล้ว ถ้าเข้าถึงจริง ๆ คราวนี้วางหมด ไม่มีอะไรให้แบก..สบาย..ทุกอย่างก็สักแต่ว่าทำไปตามหน้าที่ ทำไปตามเวลา อันไหนที่สมมติทางโลกเขาว่าดี เราก็ทำของเราไปเรื่อย อยู่กับสมมติทางโลก ก็เคารพตามสมมติไป ทำถึงที่สุดก็จบกันแค่นี้"

    "ต้องกองลงไปให้หมด ทิ้งลงไปให้หมดเลย ไม่ว่าจะตัวตน ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ ลูกเขาเมียใคร ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยสักอย่างเดียว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ไม่มี แล้วจะวางอะไร ก็วางลงตรงนี้แหละ

    ตอนนี้เราอยู่กับการปฏิบัติธรรม ไปรอวางเวลาอื่นไม่ได้หรอก จะวางเมื่อวานก็วางไม่ได้เพราะเลยมาแล้ว จะวางพรุ่งนี้ก็วางไม่ได้เพราะยังมาไม่ถึง ต้องวางตอนนี้ วางเดี๋ยวนี้ ถ้าเราวางลงตอนนี้ก็เป็นอันว่าไม่ได้แบกอะไร..สบาย..ถอนใจจากลม ไม่ต้องติดลมแล้ว มองเห็นโทษแล้วว่าติดลมมีความทุกข์อย่างไร พอถอนใจออกมา คราวนี้ก็เบาสบาย แหม...อยากจะบินได้เหาะได้เดี๋ยวนั้นเลย

    เข้าไม่ถึงก็ฟังไว้เป็นแนว แล้วค่อย ๆ ปฏิบัติไป วางมากไม่ได้ก็ค่อย ๆ วางทีละน้อย แต่ขอให้วางไปเรื่อย ๆ ปลดใจของเราออกไปเรื่อย ๆ อันดับแรกก็ปลดจากความชั่ว คือ รัก โลภ โกรธ หลง ก่อน

    จากนั้นก็ปลดจากความดี ค่อย ๆ ปลดไปทีละนิดทีละหน่อย ความเบามีมากขึ้นเรื่อย ๆ สภาพจิตเกิดปีติ เกิดผ่องใสมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายสุดพอแกะหมดก็ไปแล้ว ตัวใครตัวมันนะจ๊ะ

    คำว่าตัวใครตัวมันในที่นี้คือ กายส่วนกาย ใจส่วนใจแล้ว ใจมีหน้าที่ดูอย่างเดียวแล้ว ดูเหมือนดูหนังดูละครเลย เป็นการดูหนังดูละครแบบคนมีปัญญาด้วย ดูแล้วไม่ได้ปรุงไม่ได้แต่งตาม ข้าก็ดูมีหน้าที่ดู ไม่ได้มีหน้าที่ไปยินดียินร้ายด้วยแล้ว
    เมื่อไม่ได้ยินดียินร้าย รู้ว่าอะไรดีก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วก็ละ ลมหายใจหมดลงเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าจบกันแค่นี้"

    "จำไว้ว่าตอนนี้..เดี๋ยวนี้..ปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อดีตเป็นสิ่งที่มีแต่ความทุกข์ อนาคตก็ทุกข์อีก ปัจจุบันนี้ทุกข์น้อยที่สุด วางลงได้ก็จบเลย การอยู่กับปัจจุบันที่ง่ายที่สุดก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับตอนนี้"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
     
  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    1f64f.png ถาม : เจตสิกคืออารมณ์ ที่จิตไปรับรู้ใช่ไหมครับ ? และพระอรหันต์ท่านดับอกุศลเจตสิกไปหมดแล้วใช่ไหมครับ ?
    1f496.png ตอบ : เจตสิกคืออารมณ์ใจที่ไปรับรู้เรื่องอื่น ๆ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการทำงานของใจ ถ้าเป็นพระอริยเจ้าระดับสูง ๆ ขึ้นไป การทำงานของใจของท่านจะประกอบไปด้วยการปรุงแต่งของใจที่น้อยมาก

    คำว่าการปรุงแต่งที่น้อยมาก คือ ไม่ได้ปรุงแต่งไปในด้าน รัก โลภ โกรธ หลง แต่ว่าปรุงไปเพื่อเป็นไปตามเหตุเฉพาะหน้าเท่านั้น อย่างที่พิจารณาดูแล้วว่า ถ้าทำเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นแบบอย่างแก่คนอื่นได้ท่านก็ทำ ถ้าหากว่าทำไปไม่มีประโยชน์ก็ไม่ทำ ฉะนั้น...จะเรียกว่าการปรุงแต่งของท่านก็ไม่ใช่หรอก เป็นการพิจารณาเรื่องที่ควรหรือไม่ควรที่เหมาะกับเฉพาะหน้ามากกว่า

    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    ........................................
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    #การภาวนามีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน

    1f496.png "#เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา #สิ่งแรกเลยก็คือนึกถึงพระและลมหายใจเข้าออก เมื่อภาพพระและสมาธิทรงตัวแล้ว ก็เริ่มภาวนาคาถาต่าง ๆ ตามความเคยชินที่ฝึกฝนมา เช่น อิติปิโสฯ ๓ ห้อง พระคาถาชินบัญชร เป็นต้น

    สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ศึกษาตัวบทพระคาถาต่าง ๆ จากครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง เอาไว้มาก #สิ่งที่หลวงพ่อท่านสอนและจดจำขึ้นใจก็คือ #เมื่อจะเปลี่ยนคาถาใหม่ #ต้องทบทวนคาถาเก่าให้คล่องตัวเสียก่อน คำว่า คล่องตัว ในที่นี้ก็คือ เมื่อกำหนดใจภาวนาแล้ว ต้องเกิดผลตามคาถานั้น ๆ

    จึงต้องมีการภาวนาทบทวนพระคาถาแต่ละบท เมื่อมีมาก ๆ เข้า #ก็ต้องจัดเป็นชุดการภาวนาเฉพาะของตนเอง เช่น การเริ่มต้นด้วย อิติปิ โสฯ ๓ ห้อง ๓ จบ พระคาถาชินบัญชร ๗ จบ พระคาถาบารมี ๓๐ ทัศ ๑๐ จบ เป็นต้น

    ทำให้กำหนดเวลาได้คร่าว ๆ ว่า #ในช่วงนี้ของวันเราภาวนาไปถึงพระคาถาไหนแล้ว ถ้าหากว่าหลงลืมก็สามารถนึกได้ว่า ในระยะเวลานี้เราจะภาวนาถึงพระคาถาบทนี้ #ถ้าภาวนาไปแล้วกี่จบ #เกิดหลงลืมจำไม่ได้ #ก็จะขึ้นต้นใหม่ที่จบแรกเสมอ เมื่อโดนบ่อย ๆ เข้าก็เข็ด ต้องเอาสติเข้าไปกำหนดจดจำ ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าต้องเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อย ก็จะเหนื่อยมาก"

    "#เหตุที่ต้องหมั่นภาวนาทบทวนอยู่ทุกวัน #ก็เพื่อความคล่องตัวในการใช้งานในพระคาถาต่าง ๆ เหมือนกับเราลับมีดบ่อย ๆ ถึงเวลาจะใช้งานก็มีความคล่องตัว เพราะว่ามีดไม่ขึ้นสนิม #ถ้าไม่หมั่นภาวนาเอาไว้ #ถึงเวลาอาจจะหลงลืมได้ว่า #พระคาถาแต่ละบทสำหรับใช้งานใดบ้าง

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อสชฺฌาย มลา มนฺตา อนุฏฺฐาย มลา ฆรา #มนต์ไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน #ผู้ครองเรือนไม่ขยันเป็นมลทิน ดังที่โบราณาจารย์แต่งไว้เป็นโคลงว่า

    เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม.......ดนตรี
    ห้าวันอักขระหนี...........เนิ่นช้า
    สามวันจากนารี............เป็นอื่น
    หนึ่งวันเว้นล้างหน้า.......หม่นไหม้ หมองศรี


    #เมื่อเราหมั่นภาวนาเอาไว้เสมอ #เป็นการสะสมกำลังและความคล่องตัว ถึงเวลาก็สามารถใช้งานได้ทันที สมาธิที่ทรงตัวอยู่เสมอจะทำให้มีกำลังมาก #ทำให้ใช้พระคาถาต่าง#ได้ผลมากกว่าคนอื่น

    สภาพจิตที่ยึดเกาะการภาวนาจนเคยชิน ยังให้เกิดอัปปนาสมาธิหรือที่เรียกว่า ทรงฌาน #เป็นหลักประกันได้อย่างหนึ่งว่า #ถ้าเราตายลงไปตอนนั้นก็จะไปสู่สุคติ ถ้าทรงฌานได้มั่นคงก็ไปเกิดเป็นพรหม ถ้าพลัดจากฌานอย่างน้อยก็ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา"

    "การภาวนาจึงมีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน เมื่อทำเองจนชินก็ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นช่วยบอกทางเวลาใกล้ตาย #ถ้าสามารถทรงสมาธิได้คล่องตัว #ยังช่วยระงับทุกขเวทนาต่าง#ที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ เมื่อจิตใจไม่ไปกังวลกับความทุกข์ทางร่างกาย ก็ช่วยให้คติของเราในเบื้องหน้ามั่นคงยิ่งขึ้น

    ยิ่งถ้าท่านสามารถพิจารณาเห็นว่า #การเกิดมามีร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ #ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีแต่ความทุกข์เช่นนี้เราไม่ต้องการอีกแล้ว สภาพจิตก็จะปล่อยวางจากการยึดเกาะในร่างกายนี้ ถ้าปล่อยวางได้ถึงที่สุดจริง ๆ ท่านก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ไปสู่พระนิพพาน

    #ทุกท่านจึงควรที่จะภาวนาไว้ทุกวันจนคล่องตัว ซึ่งจะบังเกิดคุณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ต่อท่านทั้งในโลกนี้และโลกหน้าด้วยประการฉะนี้"

    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    2ztPNge4puUzNeEb_tvW8V07FRjHlvwDEl17L0mfLiox&_nc_ohc=MrhUDji1JjAAX_z3Q52&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #ดับความวุ่นวาย

    1f64f.png ถาม : วุ่นวายมากเลยค่ะ ?
    1f496.png ตอบ : ที่วุ่นจริง ๆ ก็คือเราไปยุ่งกับเขา ถ้าเรารักษาสภาพจิตใจของเราสงบอยู่กับอารมณ์เฉพาะหน้า อยู่กับปัจจุบัน เราจะไม่วุ่นกับใคร ส่วนใหญ่แทนที่จะเป็นคนดู เรากระโดดลงไปเล่นเองเสียทุกที

    ต่อไปให้ทำตัวเป็นคนดู อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ให้รักษาอารมณ์แจ่มใสเฉพาะหน้าของเราเอาไว้ รักษาสติสัมปชัญญะของเราเอาไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็...ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้

    ขึ้นชื่อว่าทำไม เมื่อไรก็ทุกข์แล้ว ที่ทุกข์ก็เพราะว่าเราไปแบกเอาไว้แล้ว เลยอุดปาก ไม่ต้องพูดเลย
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     
  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    1f64f.png ถาม : เขาบอกว่าเทวดาดีกว่า มีโอกาสทำบุญมากกว่าคน ?
    1f496.png ตอบ : เทวดาโอกาสสร้างความดีมีน้อยกว่า เพราะว่ามัวแต่เพลิดเพลินกับทิพย์สมบัติ ในเมื่อตัวเองโอกาสทำมีน้อย ก็ต้องรอจากคนอื่น

    ภพภูมิของมนุษย์เป็นภพภูมิที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมมากที่สุด ไม่สบายจนเกินไป แล้วก็ไม่ลำบากจนเกินไป สบายเกินไปก็ไม่นึกถึงความดี ลำบากจนเกินไปก็มัวแต่ตะเกียกตะกายเอาตัวรอด โอกาสนึกถึงความดีก็น้อย

    1f64f.png ถาม : ถ้าเทวดาตั้งใจรักษาศีล เพราะไม่มีขันธ์ ๕ เบียดเบียนเหมือนคน น่าจะได้บุญมากกว่านะคะ ?
    1f496.png ตอบ : เขาทำเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าศีลจะเป็นศีลต้องมีความตั้งใจ ในเมื่อไม่ตั้งใจงดเว้นแล้วจะเป็นศีลได้อย่างไร ? เหมือนกับเราอยู่เฉย ๆ ไม่ทำผิดเลยแล้วบอกว่าเราเป็นคนดีได้ไหม ? แต่ถ้าตั้งใจทำแล้วลงมือทำ ภพภูมิของเขาย่อมได้เปรียบมากกว่า เพราะว่าสภาพที่จะละเมิดศีลนั้นไม่มี

    1f64f.png ถาม : เวลาเรานั่งสมาธิแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ถ้าเราเข้าใจเนื้อหาข้อความธรรมะที่เราฟัง ขอให้ท่านเข้าใจในธรรมะนั้นด้วย จะมีผลไหมคะ ?
    1f496.png ตอบ : เรื่องของการบรรลุธรรมเป็นของเฉพาะตน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดแล้วว่า บุคคลหนึ่งจะทำอีกบุคคลหนึ่งให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นท่านอธิษฐานทีเดียว พวกเราก็ไปหมดแล้วสิ แต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็ทำไป

    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    ........................................
    1f496.png ขอเชิญร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานใน เวลา ๑๙.๐๐ น. 1f64f.png เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา

    1f451.png และท่านสามารถร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานพร้อมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ได้ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ของทุกวันโดยผ่านทางเพจ หรือ ทางยูทูป ของ สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    1f64f.png ถาม : อุเบกขา ก็คือ ถ้าเราได้ยินเสียง ไม่ว่าเสียงนั้นจะเสียงดีหรือเสียงร้าย ก็ให้เราวางเฉยหรือครับ ?
    1f496.png ตอบ : รักษากำลังใจอย่าไปสนใจในเสียงนั้น เพราะทันทีที่คุณสนใจ คุณจะไปปรุงแต่ง ทันทีที่ปรุงแต่ง ถ้าไม่ชอบใจก็จะชอบใจ มี ๒ อย่างเท่านั้น ชอบใจก็เป็นราคะ ไม่ชอบใจก็เป็นโทสะ

    ฉะนั้น...อุเบกขาเป็นเรื่องที่จำเป็นในการฝึกปฏิบัติธรรมทุกระดับ ถ้าไม่มีอุเบกขาก็หาความเจริญในการปฏิบัติไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำได้แต่เบื้องต้นเท่านั้น เบื้องปลายสุดถ้าจะเข้าถึงจริง ๆ ต้องมีอุเบกขา โดยเฉพาะสังขารุเปกขาญาณ หยุดการปรุงแต่งทั้งปวง ในเมื่อหยุดการปรุงแต่งทั้งปวง รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ แล้วจะเหลืออะไร ? กิเลสก็ตายเกลี้ยง..!
    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    CxTOpmD_Ika-WL6WUikgptZLw0M_o0H97EJ8XzlJFQX8&_nc_ohc=FcWLYk4phcMAX-b4-0i&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : การประพฤติผิดศีลข้อสามนั้น รวมไปถึงการล่วงละเมิดในหญิง ๒๐ จำพวก (อคมนียฐาน) มีหญิงที่มารดารักษาและหญิงที่กฎหมายรักษา เป็นต้น แต่ในสังคมตะวันตกที่มีค่านิยมยอมรับการมีปฏิสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และยอมรับการเปลี่ยนคู่นอนก่อนแต่งงานนั้น จะถือเป็นการประพฤติผิดศีลข้อสาม และเป็นบาปเท่ากันกับสังคมที่ไม่ยอมรับค่านิยมเช่นนั้นหรือไม่ครับ ?

    ตอบ : การยอมรับของสังคมไม่ใช่การยอมรับของศีลธรรม ถ้าผิดจากหลักศีลธรรมแปลว่าผิดทั้งนั้น

    เก็บตกบ้านเติมบุญ
    ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    เรื่อง ฌานจริงกับฌานหลอก

    คำว่าเป็นฌานให้สังเกตตามนี้
    ไอ้ฌานเฉพาะเวลานั่งสมาธิน่ะ ไม่จริง ไม่ใช่
    ฌานจริง เขาเรียกว่าฌานหลอก
    ถ้าฌานจริงๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ถึงเวลาที่เราเคย
    บูชาพระ ถ้าเวลานั้นไม่ได้บูชาพระ เราไม่สบายใจ
    ต้องการบูชาพระ ถ้าไม่มีพระจะบูชาก็นึกในใจ
    นึกบูชาเอาเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าจิตมีฌานใน
    การบูชาพระ การบูชาพระมีอะไรบ้าง

    ๑. พุทธานุสสติใช่ไหม นึกถึงพระพุทธเจ้า
    ๒. ธรรมมานุสสติ นึกถึงคำสวดมนต์นี่เป็นธรรมะ
    ๓. สังฆานุสสติ นึกถึงพระสงฆ์ที่เราชอบใจ
    ก็รวมความว่า ในเมื่อจิตมันทรงตัวแบบนี้
    เป็นอนุสสติแบบนี้ ถ้านึกอยู่เสมอว่า ถ้าถึงเวลา
    ถ้าเราไม่ได้ทำ ใจไม่สบาย นี่ละฌานแท้

    บางคนบอกฉันทรงฌาน ๔ ฌาน ๕ หรืออะไรก็
    ตามเถอะ แต่ว่าต้องนั่งขัดสมาธิแล้วจึงจะนึก
    ถึงจะทรงตัว อันนี้ไม่จริง
    ยังเป็นการหลอกตัวเองอยู่ ยังเผลออยู่
    อย่างคนที่เคยใส่บาตรเป็นปกติ
    ถ้าถึงเวลาไม่ได้ใส่บาตร ไม่สบายใจ
    จะต้องใส่บาตรให้ได้ อย่างนี้เขาถือว่า
    ฌานในจาคานุสสติกรรมฐานและทานบารมีด้วย

    จาก : โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๔ หน้า ๗๙-๘๐
     
  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    อารมณ์ฌานโลกุตตระ

    วันนี้ก็จะพูดถึง ฌานโลกุตตระ โลกุตตระ หมายความว่า ความเป็นพระอริยเจ้า

    สำหรับพระอริยเจ้า 2 ขั้น คือ พระโสดาบันกับพระสกิทาคา ทั้ง 2 ท่านนี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้มีปัญญาเล็กน้อย แล้วก็มีสมาธิเล็กน้อย แต่เป็นผู้มั่นอยู่ในศีล เป็นผู้ทรงอธิศีล

    คำว่า อธิ นี่แปลว่า ยิ่ง หรือว่า ใหญ่ หรือว่าทับทรงอธิศีล ก็หมายความว่า ทรงศีลอย่างยิ่ง ที่ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด หรือ สำหรับพระโสดาบัน มีอะไรบ้าง

    ถ้าว่ากันตาม สังโยชน์ ก็คือ

    1. สักกายทิฏฐิ

    2. วิจิกิจฉา

    3. สีลัพพตปรามาส

    พระสกิทาคามี ก็มีเท่ากัน

    สำหรับปัญญาในด้านสักกายทิฏฐิ เห็นไม่ลึก ยังเห็นตื้น ๆ นั่นก็คือว่ามีความรู้สึกอยู่อย่างเดียวว่า การเกิดเป็นทุกข์ การทรงชีวิตอยู่นี่มันเป็นทุกข์ และในที่สุดชีวิตของเราก็จะต้องตาย ท่านที่เป็นพระโสดาบัน ท่านไม่ลืมความตาย แต่ไม่ใช่ว่านึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามพระอานนท์ว่า

    อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

    พระอานนท์ก็ตอบว่า

    วันละประมาณ 7 ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า

    ยังห่างมากอานนท์ ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

    ในขณะนั้นพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่า อารมณ์ของพระโสดาบันนี่ มีความคิดในด้านปัญญาแค่ว่าชีวิตนี่มันต้องตาย ยังไม่สามารถตัดขันธ์ 5 ได้เต็มที่ ท่านจึงกล่าวว่า มีปัญญาเล็กน้อย และก็มีสมาธิไม่สูง ก็ได้แค่ปฐมฌาน

    และข้อที่ 2 วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาตัวนี้ พระโสดาบันไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันว่า มีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง มีความเคารพในพระธรรมจริง มีความเคารพในพระอริยสงฆ์จริง มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการ

    และข้อที่ 3 สีลัพพตปรามาส พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี สามารถทรงศีล 5 ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ หมายความว่าไม่มีเจตนาเพื่อจะละเมิดศีล 5 แค่ศีล 5 เท่านั้นนะ ตามแบบสังโยชน์ท่านกล่าวไว้ว่า พระโสดาบันกับพระสกิทาคามีนี่ก็เป็นแค่ตัดสังโยชน์เบา ๆ ได้ 3 และใช้ปัญญาเบา ๆ คือ มีความรู้สึกว่าร่างกายมันจะต้องตาย

    ถ้าร่างกายของเราจะต้องตาย อบายภูมิมันมี สวรรค์มันมี พรหมมันมี ท่านก็คิดว่า ถ้าเราจะตายชาตินี้ เราก็ไม่ขอไปอบายภูมิ ถ้าจะไม่ไปอบายภูมิสิ่งที่เราจะเกาะนั่น ก็คือ คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม และคุณพระอริยสงฆ์ ก็มั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และก็ทรงศีล 5 บริสุทธิ์ เพราะว่า ถ้ามั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีล 5 บริสุทธิ์ อันนี้ไม่ใช่ไปอบายภูมิ นี่ว่ากันตามลักษณะของสังโยชน์

    แต่ว่าในอารมณ์ของการปฏิบัติ นั่นตามหนังสือนะ อารมณ์ของการปฏิบัติก็มีความรู้สึกตามนั้นจริง แค่ว่าพอจิตของเราจะก้าวออกจากโลกียฌาน เข้าสู่โลกุตตระ เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ตอนนี้จิตจะต้องเข้าสู่ โคตรภูญาณ ก่อน

    คำว่า โคตรภูญาณ ก็หมายถึงว่า มีอารมณ์อยู่ในระหว่างท่ามกลางโลกียะกับโลกุตตระ ตอนนี้ก็เห็นจะไม่ต้องอธิบายมาก เพราะมันจะเผือ

    เครื่องสังเกตง่าย ๆ สำหรับโคตรภูญาณ ใจของเรามีความรู้สึกว่า เราจะต้องตาย ตายเมื่อไหร่ก็เชิญ ในเมื่อเรามีที่พึ่ง คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เรามีศีล 5 บริสุทธิ์ เราก็ไม่หนักใจในด้านที่มันจะต้องตาย เพราะ ตายอย่างน้อยเราก็ไปสวรรค์ แต่ว่าถ้าจะถึงสวรรค์อย่างเดียวแล้วกลัวลงอบายภูมิ นี่เราไม่ต้องการ

    ฉะนั้น อารมณ์ของท่านที่ปฏิบัติเพื่อที่จะเข้าถึงพระโสดาบัน พอจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ ตอนนี้จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง นั่นคือ จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ใครจะมาพูดถึงพรหมก็ดี พูดถึงสวรรค์ก็ดี และความเป็นใหญ่ในเมืองมนุษย์ มีความใหญ่โต มีความร่ำรวยก็ดี จิตไม่พอใจ ไม่ใช่โกรธแต่ก็ไม่เต็มใจ จิตตั้งใจอย่างเดียว คือ ต้องการพระนิพพาน นี่พูดในแนวของสุขวิปัสสโก

    ถ้าพูดในแนวของวิชชาสาม วิชชาสามมี ทิพจักขุญาณเป็นเบื้องต้น พอจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ ตอนนี้กำลังของวิชชาสามจะเห็นพระนิพพานแจ่มใสชัดเจนมาก ถ้าจิตยังไม่เข้าถึงโคตรภูญาณ มองพระนิพพานเท่าไหร่ก็ไม่เห็น จะเห็นได้ก็แค่พรหม นี่เป็นเครื่องวัด

    สำหรับท่านที่ได้อภิญญา ถ้ากำลังจิตยังไม่เข้าถึงโคตรภูญาณ ไปถึงพระนิพพานก็ไม่ได้ ถ้ากำลังจิตนั้นเข้าถึงโคตรภูญาณ ไปถึงพระนิพพานก็ไม่ได้ ถ้ากำลังจิตนั้นเข้าถึงโคตรภูญาณขึ้นไป สามารถ ไปถึงพระนิพพานได้ นี่เป็นเครื่องวัด ต่างกันนะ

    ที่พูดเมื่อกี้นี้ เป็นแนวของสุขวิปัสสโกว่า ถ้าจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ จิตจะมีความรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าจิตเข้าถึงพระโสดาบันปัตติผล จิตรักพระนิพพานด้วย อารมณ์ธรรมดาก็มีขึ้นมาอีกจุดหนึ่ง ถูกด่า ถูกว่า ถูกนินทา มันสะเทือนน้อย สะเทือนเหมือนกัน ยังมีความโกรธเหมือนกัน แต่มันโกรธช้าหรือไม่มันโกรธเบากว่าปกติ อันนี้ท่านเรียกว่า พระโสดาบัน หรือ พระสกิทาคามี

    ขอเล่าแบบหยาบ ๆ นะ เพราะเวลามันจำกัด และถ้าเราจะหมุนกันไปอีกทีหนึ่ง พระโสดาบัน แต่ถ้าถึงพระโสดาบันแล้วประพฤติตัวอย่างไร อย่าลืมนะว่าพระโสดาบันมีความรักในระหว่างเพศ ยังมีการแต่งงาน

    ตัวอย่าง นางวิสาขา ท่านเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ 7 ปี ในที่สุดอายุ 16 ปี ท่านก็แต่งงาน พระโสดาบันก็ยังอยากรวย การแต่งงานของพระโสดาบัน ก็ยังอยู่ในขอบเขต ไม่ละเมิดศีล 5 คือ มีมีกาเม และก็สำหรับความอยากรวยของพระโสดาบันก็รวยด้วย สัมมาอาชีวะ ไม่คดไม่โกงใคร พระโสดาบันยังมีความโกรธอยู่ ไม่ใช่ว่าจะหมดความโกรธ แต่มันเบาไปหน่อยหนึ่ง แต่ว่าโกรธก็จริงแหล่ แต่ไม่ฆ่าใครตาย ขึ้นชื่อว่าพระโสดาบันยังมีความหลงก็เพราะว่า ยังมีความรัก ยังมีความอยากรวย ยังมีความโกรธ แต่ทุกอย่างอยู่ในขอบเขตของศีล จะเห็นว่าประเดี๋ยว เอ๊ะ เห็นเขาเป็นพระโสดาบันทำไมแต่งงาน

    และมาอีกท่านที่น่าคิดมาก คือ ลูกท่านมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง แค่เห็นพรานกุกกุฏมิตรมาขายเนื้อ อาศัยที่อดีตเคยเป็นสามีภรรยากันมาในกาลก่อน เห็นก็เกิดความรัก ผลที่สุดก็หนีพ่อแม่ไป ติดตามพรานออกไปอยู่ในป่าเป็นสามีภรรยากัน คนนี้ท่านเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ 7 ปีเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาไปถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่าความรักมันเกิด ด้วยเหตุ 2 ประการคือ

    1. บุพเพสันนิวาส ถ้าบุพเพสันนิวาสนี้ เห็นเข้าแล้วมันทนไม่ไหว จะต้องแต่งงานกันแน่

    2. ความรักจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันนี้เบาหน่อย ถ้าเป็นพระโสดาบันก็ไม่ต้องโดตามเขา ข้อแรกต้องโดแน่ ถ้าเขาไม่ตกลง ถ้าผู้ใหญ่ไม่เห็นชอบ เป็นอันว่าพระโสดาบันที่ประพฤติตัวจริง ๆ คือ

    (1) ยังมีการครองเรือนแต่งงานกัน มีลูกมีเต้าเหมือนกัน

    (2) พระโสดาบันก็ยังอยากรวย ทุก ๆ อย่างอยู่ในขอบเขตของศีล

    (3) พระโสดาบันก็ยังมีความโกรธ แต่โกรธช้า กำลังเบา

    พระโสดาบันยังมีความหลง ถ้าพูดให้ย่อลงมาอีกนิดเพื่อความเข้าใจง่าย เมื่อถึงพระโสดาบันแล้วอารมณ์อย่างนี้จะทรงตัว คือ

    1.ไม่เคยประมาทในชีวิต มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันจะต้องตาย แต่ก็ไม่ได้คิดทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ลืมคิดว่าถ้าจะตายเราไม่ยอมไปอบายภูมิ จุดที่เราจะไปมีจุดเดียว คือ พระนิพพาน

    2. พระโสดาบันเคารพในพระพุทธเจ้าจริง เคารพในพระธรรมจริง เคารพในพระสงฆ์จริง

    3.พระโสดาบันมีศีลบริสุทธิ์

    4.พระโสดาบันมีจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์

    จำไว้นะเท่านี้นะและจำไว้ว่าพระโสดาบันยังครองเรือน

    สำหรับกำลังของ พระสกิทาคามี ก็มีอารมณ์เบาไปกว่าพระโสดาบันลงไปอีกนิดหนึ่ง คือว่า เรื่องของความรัก ก็ยังมีความรักอยู่ รู้สึกว่า มันเนือยลงไปมาก มันเบาไปมาก ความโกรธหรือความอยากรวยก็บรรเทาลงไปเยอะ ถ้าพูดถึงความหลง ก็เบาลงไปด้วย มีสภาพเหมือนกันกับพระโสดาบัน แต่มันเบากว่า

    ต่อมาก็จุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง ก็คือ พระอนาคามี สำหรับพระอนาคามี มีจุดสังเกตที่ง่าย ๆ อยู่จุดหนึ่ง จุดที่เราจะสังเกตง่ายที่สุดคือว่า จิตใจของบุคคลใดถ้าก้าวเข้าไปสู่ในเขตของพระอนาคามี จิตของพวกนั้นมีความต้องการศีล 8 และมีการรักษาศีล 8 เป็นปกติ

    นี่เป็นก้าวแรกของพระอนาคามี และเราจะรู้ตัวได้เลยว่า จิตมันจะพอใจในศีล 8 เป็นปกติ ใครเขาจะมาแนะนำว่า ใครรักษาศีล 8 อดข้าวหนึ่งเวลา ทำให้สุขภาพไม่สมบูรณ์ พวกนี้ไม่ยอมรับฟัง มีความพอใจในศีล 8 และทรงศีล 8 ได้เป็นปกติ นี่ถือว่าก้าวเข้าเขตของพระอนาคามี

    สำหรับพระอนาคามี พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะต้องทรงอธิจิต คือ หมายความว่า จะต้องทรงจิตถึงฌาน 4

    การเดินมาจากพระโสดาบัน สกิทาคา จะเป็นพระอนาคามีนี่เป็นของไม่หนัก เพราะว่าจิตมันทรงตัวแล้ว เรื่องฌาน 4 เป็นของไม่ยาก สำหรับท่านที่ฝึกมโนมยิทธิ ได้แล้ว นั่นแหละฌาน 4 ที่ไปโน่นไปนี่ได้น่ะ ไปด้วยกำลังของฌาน 4 ซึ่งเป็นของไม่หนัก เมื่อจิตทรงถึงฌาน 4 แล้ว พระอนาคามีต้องตัดกิเลส อีก 2 ตัว ตัดกิเลสตัวสำคัญ คือ

    1. กามฉันทะ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย ความสัมผัสระหว่างเพศ และรวมความว่าการครองคู่อยู่ด้วยกันในฐานะสามี ภรรยา

    2. ความโกรธ ความพยาบาท ถ้าหากการก้าวเข้ามาจากพระโสดาบัน สกิทาคา ก็เป็นของไม่ยาก เพราะตอนเป็นพระสกิทาคามี ความโกรธมันเบาบางมาก ถ้าความโกรธเกิดขึ้น จิตมันให้อภัยเร็ว ที่ เรียกว่า อภัยทาน

    นี่เครื่องสังเกตของพระอนาคามี

    ถ้าจิตเข้าถึงพระสกิทาคามี ใครเขาทำอะไรให้ไม่ชอบใจ มันไม่ชอบใจเหมือนกัน แต่เกิดช้า โกรธช้า แล้วหายเร็ว ถ้าหายแล้วไม่ผูกพันในด้านของความโกรธ ให้อภัยแก่บุคคลผู้ผิด จิตมันเบาบางมาถึงขนาดนี้แล้ว การก้าวเข้าหาพระอนาคามีก็เป็นของไม่ยาก พระอนาคามีนี่ต้องใช้สมถะและวิปัสสนาควบถึง 2 จุด คือ

    1.ตอนตัดกามฉันทะ ต้องใช้อสุภกรรมฐานและกายคตานุสสติกรรมฐาน พิจารณาว่าร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี มันแสนจะสกปรกภายในร่างกายหาอะไรดีไม่ได้เลย ดูก็แล้วกันว่ามันมีอุจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ดูตัวเราไม่ต้องดูชาวบ้าน ถ้าไม่เห็นตัวเราชัดก็น้อมจับวิปัสสนาญาณตัวสำคัญเข้ามาคือ สักกายทิฏฐิ

    สักกายทิฏฐิ ก็มามองดูร่างกายนี้ นอกจากมันจะสกปรกแล้ว จับร่างกายเป็นอาการ 32 เป็น กายคตานุสสติกรรมฐาน เห็นร่างกายสกปรกเป็นอสุภะกรรมฐาน

    ต่อนั้นไปก็จับวิปัสสนาญาณ คือ สักกายทิฏฐิ ได้ตัวร่างกายมันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกแบบนี้ มันมีสภาพไม่เที่ยง มีอาการไม่ทรงตัว ความจริงนี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ถ้ามันเป็นของเราจริง เป็นเราจริง มันก็ไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย

    แต่ว่ามันสกปรกก็ไม่พอ เลี้ยงดูมันเท่าไรมันก็ไม่เที่ยง กินเท่าไหร่มันก็ไม่อิ่ม ในที่สุดมันก็พัง เป็นอันว่าร่างกายสกปรกด้วย เสื่อมโทรมลงทุกวัน แล้วมันก็พังด้วย ร่างกายของเรามีสภาพน่าเกลียดอย่างนี้ ร่างกายของบุคคลอื่นก็มีสภาพน่าเกลียดเหมือนร่างกายเรา นี่ความปรารถนาในร่างกายซึ่งกันและกัน จะหามาเพื่อประโยชน์อะไร

    ตอนนี้ใจมันก็เบื่อ อารมณ์มันก็ตัด ตัดไปเลย คือ ไม่พอใจในกามารมณ์ใด ๆ ทั้งหมด อันนี้ต้องควบกันนะ

    2. พระอนาคามีไม่มีความโกรธ ตัวนี้มันก็เบามาจากพระสกิทาคามีแล้ว แต่ว่าเพื่อความไม่ประมาทก็ใช้อารมณ์ควบคือ อารมณ์จิตทรงพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ จิตคิดให้อภัยแก่บุคคลผู้มีความผิด จิตอีกดวงหนึ่งก็มาคิดว่า ชีวิตนี้ของเราก็ดี ของบุคคลอื่นก็ดี มันไม่ทรงตัว ไม่ช้ามันก็ตาย ความโกรธเป็นไฟเผาผลาญความดีของจิต ถ้าเราคิดว่าจะโกรธ ประโยชน์ของความโกรธนี่มันไม่มีเลย มันมีแต่โทษ จะทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

    การโกรธเขาทำอย่างไร เขาต้องแก้กัน เขาก็ต้องประหัตประหารกัน เพื่อให้คนอื่นมีความทุกข์ หรือว่าคนอื่นตาย แต่ว่าความจริงความทุกข์ของคนทั้งหลายมันมีอยู่แล้ว เราจะทำเพื่ออะไร

    อีกประการหนึ่ง ร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ที่เราไม่ชอบใจจะทำร้าย มันก็มีการสลายตัวเป็นปกติ เป็นอันว่าขึ้นชื่อว่า ความโกรธประเภทนี้ไม่มีความดี มันต้องไม่มีในกำลังจิตของเรา จิตใจของท่านผู้นั้นจะค่อย ๆ คลาย เพราะว่ามีความรู้สึกว่าร่างกายมันไม่ดี มีสภาพไม่เที่ยง เกิดขึ้นเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปัญญามันก็เกิดมาก มีความรู้สึกว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายของเขาก็ไม่มีเหมือนกัน

    เพราะร่างกายมันเกิดขึ้นด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และ อกุศลกรรม เมื่อสภาวะมันมีอย่างนี้ จะนั่งโกรธเพื่อประโยชน์อะไร โกรธทำให้ใจเร่าร้อน แต่ความเป็นมิตรกัน คือ รักกัน มันทำให้จิตเป็นสุข มีความสงสารซึ่งกันและกัน มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างความเป็นมิตร ทำให้ใจเป็นสุข

    ประการที่สาม การไม่อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นคนอื่นเขาได้ดีพลอยยินดีด้วย และปฏิบัติตามเขาเพื่อความดีของเรา อันนี้ทำให้จิตเป็นสุข

    ประการที่สี่ ถ้าบุคคลเพลี่ยงพล้ำลงไปเราก็ไม่ซ้ำเติม ถ้าหากโอกาสจะพึงมี เราจะเข้าประคับประคองให้เขามีความสุข สร้างความเป็นมิตร นี่เพื่อปัจจัยของความสุข เราทำอย่างนี้ดีกว่า

    เมื่อจิตมันทรงอารมณ์จริง ๆ ความโกรธมันก็สลาย มีตัวเมตตาเข้ามาแทน ในเมื่อกำลังใจตัดความรักในระหว่างเพศได้ พระอนาคามีเป็นเครื่องสังเกตไม่ยาก ก้าวแรกที่จะเข้ามาถึง นั่นคือ ศีล 8

    และก้าวที่สองที่เข้ามาถึง ก้าวนี้ต้องดูก่อน ไม่แน่ว่าใครจะถนัดขนาดไหน บางคนก็หันมาตัดโทสะก่อน บางคนก็หันไปตัดราคะก่อน ในด้านราคะให้สังเกตดูว่าความรู้สึกระหว่างเพศไม่มีเลยสำหรับพระอนาคามี และต่อมาเรื่องของความโกรธ จริง ๆ มันก็ไม่มีอีกนั่นแหละ แต่การแสดงว่าจะโกรธมันมีอยู่ อย่างคนผู้ใต้บังคับบัญชา คือ ที่เราปกครองคน ถ้าบุคคลประเภทนั้น ถ้าเขาทำความผิดนอกคำสั่ง เห็นว่าจะเสียถ้าเตือนดี ๆ ไม่รับฟัง ก็แสดงท่าเหมือนโกรธ ถ้าขืนทำอย่างนี้จะลงโทษให้สาหัส ถ้าขืนทำจริง ๆ ก็จะต้องลงโทษตามระเบียบวินัยตามกฎข้อบังคับที่วางไว้ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นอารมณ์โกรธ

    อย่างที่พระพุทธเจ้าลงโทษพระ พระพุทธเจ้าอย่าลืมว่าท่านเป็นพระอรหันต์นะ แต่มีสิกขาบทลงโทษพระไว้ตั้ง 300 กว่าสิกขาบท นี่จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าโกรธพระหรือ ความจริงไม่ใช่ ถ้าทำอย่างนั้นมันเลว ท่านยับยั้งไม่ให้ทำความเลวต่อไป ก่อนจบ ก็ขอให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายพยายามสังเกตกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทว่า เวลานี้กำลังใจของท่านถึงไหน และถ้ามันยังไม่ถึง จุดไหนบ้างที่เราควรจะทำ

    และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่ได้มโนมยิทธิ เวลาจะก้าวเข้าสู่พระนิพพาน พยายามตัดขันธ์ 5 ให้เด็ดขาด ไม่สนใจกับความรัก ไม่สนใจกับความโกรธ ไม่สนใจกับความโลภ ไม่สนใจกับวัตถุธาตุใด ๆ ทำอารมณ์ใจให้ผ่องใส แล้วพยายามขึ้นไปบนพระนิพพาน อารมณ์ตอนนั้นเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ แต่เราอาจจะไม่เป็นอรหันต์ แต่ว่าเป็นอรหันต์เฉพาะจุดในเวลานั้น

    แต่ก็ยังดี ถ้ามันเป็นทุก ๆ วัน ไม่ช้ามันจะชิน ถ้ามันชินมันก็เกาะติด ถ้าหากจะถามว่า อารมณ์ใจเมื่อเข้าถึงอนาคามี อารมณ์ยังกระสับกระส่ายอยู่ไหม ขอบอกว่ายังมีอยู่ การเจริญสมาธิจิต ตัวแทรกก็ยังมีอยู่ อารมณ์ที่แทรกเข้ามามันเป็นอารมณ์ของกุศลอย่างเดียว อกุศลไม่มี

    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เที่ยวนี้ก็พูดถึงอารมณ์ของการปฏิบัติแต่โดยย่อ ขอให้ทุกท่านจงจำไว้ จะได้เป็นกำลังใจหรือเป็นบันไดแห่งการปฏิบัติ หากท่านสงสัยก็ทบทวนดูใหม่ให้เข้าใจ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธบริษัททุกท่าน สวัสดี


    ที่มา แสดงกระทู้ - อารมณ์ฌานโลกุตตระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) • ลานธรรมจักร
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=30399
     
  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    หนีนรกมาเกิด

    ถาม :
    พอดีเคยพบคนที่เป็นบุคคลที่หนีมาจากนรกเจ้าค่ะ เราก็บอกให้ทำบุญทำกุศลแล้วเขาก็ไม่ทำ แล้วยมทูตเขามาเจอตัว อีกไม่นานเขาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป ก็เลยสงสัยว่า ทำไมวิญญาณเหล่านี้ จึงสามารถหลบหนีมาได้เจ้าคะ ?

    ตอบ : ถ้าหากว่าเขาโดนลงโทษอยู่ในขุม ก็ไม่สามารถจะหนีมาได้ น่าจะอยู่ในระหว่างรอการตัดสิน แล้วตรงกับวันสำคัญที่พระยายมท่านปล่อยให้มาโมทนาบุญมากกว่า

    ฟังให้ดี ๆ จะมีวันสำคัญอยู่สี่วัน คือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านเขาทำบุญกันมาก พระยายมท่านจะปล่อยบรรดาผู้ที่ไปรอรับการตัดสิน ให้ไปโมทนาบุญก่อน บรรดาผู้ที่โทษหนัก รู้ตัวว่าถ้าหากรอการตัดสินมีหวังแย่แน่ ก็เผ่นเลย

    แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเขามักไปรอการตัดสิน เพราะว่าพระยายมท่านพยายามช่วยทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้เขาพ้นนรกไปได้ จะได้ไม่ต้องรับโทษ

    จำให้แม่น ๆ ว่าพระยายมไม่มีหน้าที่พาใครลงนรก แต่ท่านพยายามกันไว้ไม่ให้ลงนรก พวกที่กลัวไม่เข้าเรื่องเข้าราว ก็เผ่นเสียก่อน อย่างนั้นยมทูตก็ต้องไปตามคืน

    ถาม : แล้วต้องใช้เวลานานไหมครับ ?
    ตอบ : เวลาของท่านนิดเดียว อย่าลืมว่า ที่ตำหนักพระยายม วันหนึ่งเท่ากับห้าสิบปีมนุษย์ เวลาของท่านนิดเดียว แต่ทางนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี

    พวกเราใช้แรงงานพรหมเกินขนาด ท่านหยุดงานปีละสี่ครั้งแค่นั้น ครั้งละสามวัน คือ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ขึ้นสิบห้าค่ำ แล้วก็แรมหนึ่งค่ำ แล้วขณะเดียวกัน เวลางานมาก ๆ ก็หยุดแต่ตัวจริง ต้องเนรมิตตัวปลอมเอาไว้ทำงานแทนด้วย

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  19. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    +++ สมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งเลยก็ได้ +++

    ถาม :
    ในเรื่องสมาธิเราต้องนั่งนาน ๆ ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : สมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งเลยก็ได้ เพียงแต่ในอิริยาบถอื่น ๆ #สภาพจิตของเราต้องมั่นคงเท่ากับตอนนั่ง ถ้าคุณรอนั่งอย่างเดียว กิเลสตีตายเลย

    กิเลสไม่ได้มาเฉพาะตอนนั่งนี่ #แต่มาตลอดเวลาทุกวินาที ส่วนใหญ่ที่เราปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เพราะว่าพอเราเลิก เราก็ทิ้งเลย #ไม่ได้เอากำลังที่เรานั่งสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

    สมมติว่าเรานั่ง ๑ ชั่วโมง แล้วเราก็ทิ้งไป หลังจากนั้นอีก ๒๓ ชั่วโมงของวันนั้นเราโดนกิเลสไล่ตีอยู่ตลอด #ก็ขาดทุนย่อยยับอยู่ทุกวัน ฉะนั้น..ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไม่ก้าวหน้า

    การทวนกระแสกิเลสเหมือนกับการว่ายทวนน้ำ เราว่ายทวนน้ำอยู่ ๑ ชั่วโมง แล้วปล่อยลอยตามกระแสน้ำไป ๒๓ ชั่วโมง แล้วจะเอาระยะทางที่ไหนมา #เมื่อรู้ว่าผิดก็ทำใหม่ #ถึงเวลาเลิกจากการนั่งสมาธิแล้ว สภาพจิตสงบสงัดจากกิเลสได้เท่าไร ถึงเวลาลุกจากที่นั่งไป ต้องประคับประคองจิตให้สงบสงัดจากกิเลสให้ได้แบบนั้น #ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

    แรก ๆ ไม่ถึงนาทีก็พังแล้ว แต่พอรู้แล้วว่าเราต้องทำแบบนี้ ก็ระมัดระวังประคับประคองไปให้มากขึ้น เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง หกล้มหกลุกไปเรื่อย ๆ วัน ๆ หนึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง จนกระทั่งสามารถทรงได้ ๒ วัน ๕ วัน อาทิตย์หนึ่ง ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน #สภาพจิตที่เคยผ่องใส #มีความสุขขนาดไหน ถึงเวลาเราจะรู้สึกว่า ทำไมเราไปทิ้งความสุข ปล่อยให้ความทุกข์เล่นงานเราอยู่ฝ่ายเดียว #พอปัญญาเริ่มเกิดคราวนี้ก็จะรู้จักรักษาอารมณ์ใจของตัวเอง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘
     
  20. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    ถาม : พระที่ท่านตัดได้ เพราะท่านพิจารณาในอริยมรรค จริง ๆ การพิจารณาไม่ได้ช่วยให้ระงับทุกขเวทนา ?
    ตอบ : ไม่ได้ระงับทุกข์ แต่เห็นว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์ เราไม่เอาอีกแล้ว

    ถาม : ยิ่งพิจารณาเวทนายิ่งก็ปวดหนัก ?
    ตอบ : ถูก...แปลว่าท่านต้องสั่งสมระดับของสมาธิและปัญญามาเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่อย่างนั้นแล้วสู้เวทนาไม่ได้หรอก คราวนี้ยิ่งเห็นทุกข์หนักเท่าไร ก็ยิ่งเห็นว่าร่างกายนี้น่าเบื่อหน่าย ไม่น่าอาศัยมากขึ้นเท่านั้น เรียกว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

    ถาม : ผมเคยทุกข์จนใจสั่น ?
    ตอบ : ไม่ใช่ใจสั่นอย่างเดียว บางทีถ้าเจ็บมาก ๆ เราบังคับร่างกายไม่ได้ สั่นไปทั้งตัวเลย

    ถาม : เราพยายามจับลมหายใจ ไม่ได้เลย ?
    ตอบ : ต้องซักซ้อมให้คล่องตัวกว่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้าเจอสภาพอย่างนั้นแล้ว ฝีมือไม่ถึงจริง ๆ ก็เจ๊งทุกราย เราต้องซ้อมจนกระทั่งคล่องในขณะที่ยังดี ๆ อยู่ แล้วไปถึงตอนนั้นนึกจะเข้าเมื่อไรก็ได้ ไม่ใช่ไปรอจนกระทั่งเจ็บปางตายแล้วค่อยไปเริ่ม ถ้าอย่างนั้นไม่ได้กินแน่นอน

    ถาม : ถ้าเราเบื่อแล้วตัดไปทันทีไม่ควรใช่ไหมคะ ควรทรงอารมณ์เอาไว้นาน ๆ ?
    ตอบ : ถ้าตัดได้เลยก็ดี แต่การที่ตัดได้เลย เราสามารถข้ามไปเป็นสังขารุเปกขาญาณได้หรือเปล่า ? ถ้าข้ามเป็นสังขารุเปกขาญาณได้จะสังเกตง่าย ๆ เลย ก็คือเห็นว่าทุกอย่างมีเป็นธรรมดา ในเมื่อทุกอย่างเป็นธรรมดาอย่างนั้นก็ช่างมัน ถ้าอย่างนี้ก็ได้ แต่ถ้ากำลังไม่พอนี่ต้องรั้งไว้ระยะหนึ่งเลย ตอกย้ำให้เข็ดไปจริง ๆ

    ถาม : พอเบื่อเสร็จแล้วก็จะตัดเลยทันที รู้สึกว่าเราไม่ถึงนิพพิทาญาณสักที ?
    ตอบ : ไม่จำเป็น ถ้าเราเห็นเป็นธรรมดาได้นี่หมายความว่าเลยไปแล้ว นิพพิทาญาณจะไม่เห็นธรรมดา เห็นแค่น่าเบื่อ

    ถาม : เคยใช้วิธีคิดแบบ....(ไม่ชัด).... เลยเอาหลักนี้มา ก็หายไป ?
    ตอบ : อันนั้นก็ถูก แต่ถูกแค่ตรงนั้น คือ บางอย่างเราจำเป็นที่จะต้องรั้งไว้ก่อน เพื่อที่จะตอกย้ำให้สภาพจิตของเราจนยอมรับจริง ๆ ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นน่าเบื่อน่าหน่ายสุด ๆ ดูให้ชัด ๆ ส่วนจะไปตอนไหนก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เอ็งอยู่กับข้าก่อน

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑

    ที่มา : www.watthakhanun.com
    #พระครูวิลาศกาญจนธรรม #หลวงพ่อเล็ก
     
  21. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    vmr9VjFEKem6-t0iBgupyUHTRnjNbwTdQqkxR5nX-dUm&_nc_ohc=PiuXN3pUqUIAX_zdFui&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่องานวันที่ ๑ พ.ค. ที่วัดเขาวง มีโยมท่านหนึ่งรู้จักกันมานาน บอกว่าตอนนี้กำลังลำบาก ถามว่าไปทำอะไรมา ? เขาบอกว่าไปซื้อขายเงินตราต่างประเทศอยู่ เขาสงสัยว่าทำไมใช้ทิพจักขุญาณดูแล้วว่าตัวนี้จะขึ้น แต่พอซื้อแล้วดันตก ก็เลยทำให้ขาดทุน

    อาตมาถึงได้บอกกับเขาไปว่า การใช้ทิพจักขุญาณลักษณะของคุณผิดตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่าสภาพจิตไม่สะอาดพอ เอาความโลภขึ้นหน้าไปก่อน ถ้าจะบอกว่าผิดในเรื่องของการทำมาหากินก็ไม่ใช่หรอก คุณผิดมาตั้งแต่แรกโน้น ที่เที่ยวเอาทิพจักขุญาณไปดูว่าใครเป็นเนื้อคู่ของตัวเอง เรื่องในอดีตคือเรื่องของอดีต ปัจจุบันคือปัจจุบัน อย่าเอามาปะปนกัน ถ้ากระแสกรรมชักนำ โอกาสพลาดจะมีทันที เพราะเมื่อกระแสกรรมชักนำ เราไปดูแล้วเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น ๆ แล้วไปฟื้นความสัมพันธ์กันขึ้นมาใหม่ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์คนละชาติกัน ต่อให้เป็นจริงก็ตาม ก็เท่ากับว่าเราใช้ทิพจักขุญาณในด้านที่ผิดแล้ว

    ทิพจักขุญาณที่หลวงพ่อท่านสอนเรา ท่านต้องการให้เรารู้อดีตเพื่อที่จะได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วอดีตทุกชาติที่ผ่านมาก็มีแต่ความทุกข์ ปัจจุบันนี้เราก็ทุกข์อยู่ อนาคตถ้าเกิดอีกก็ทุกข์อีก สมควรที่จะพอได้แล้วหรือยัง ? ถ้าพอแล้ว เราก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของเราไป

    เรื่องทิพจักขุญาณสำคัญที่สุดก็คือ ดูเพื่อที่จะเกรง จะกลัว จะเข็ดกับการเกิดมามีร่างกายนี้ หรือว่ากลัวการเกิดมาในโลกนี้ ไม่ใช่เที่ยวไปดูอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะในลักษณะของการทำมาหากิน อย่าดูด้วยตัวเอง เพราะว่าตัวเองพอถึงเวลาดูอดมีรัก โลภ โกรธ หลงเข้าไปแทรกไม่ได้ โอกาสที่พลาดจะมีมาก ถ้าจะคนอื่นดูให้ก็ต้องมั่นใจว่าเขามีความแม่นยำถูกต้องจริง ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะแม่นในระยะแรก พอนานไป ๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเข้ามา แทนที่จะดูเพื่อสงเคราะห์คนอื่นก็ดูเพื่อลาภ ดูเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ

    ในเมื่อความตั้งใจผิดเสียแล้ว ต่อไปเรื่องที่เราดูอยู่ก็จะผิดไปด้วย ได้ยินเขาปรารภก็สงสารเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ต้องบอกว่ากรรมใครกรรมมัน"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖
     
  22. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    ถาม : เวลาที่จะประคองภาพพระให้ได้นาน ๆ ทั้งวันทำอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ควบกับลมหายใจเข้าออก ตราบใดที่ยังรักษาลมหายใจเข้าออกอยู่ ตราบนั้นก็ยังรักษาภาพพระได้

    ถาม : จับภาพขนาดไหนก็ได้ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : เอาขนาดที่เราถนัด กำหนดได้กำลังสบาย จะใหญ่จะเล็กอยู่ที่เรา

    ถาม : ผมพยายามประคองภาพพระให้ได้สององค์ ดีหรือไม่ หรือองค์เดียวก็พอ ?
    ตอบ : ถ้ายิ่งหลายองค์ก็ต้องยิ่งใช้สมาธิสูง เพราะถ้าพลาดแล้วก็จะหายไป ฉะนั้น..อยู่ที่เรา ถ้าคล่องตัวหลาย ๆ องค์ก็ได้

    ถาม : ส่วนคำภาวนานี่ไม่จำเป็นใช่ไหมครับ ? ให้อยู่กับลมหายใจตลอด
    ตอบ : ถ้าจับลมหายใจได้ ไม่ต้องใช้คำภาวนาก็ได้

    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
    คัดลอกข้อความมาจาก
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php...
     
  23. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,096
    กระทู้เรื่องเด่น:
    474
    ค่าพลัง:
    +65,201
    ถาม : หนูมีความสงสัยในข้อธรรม เรื่องวัญจกธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องหลอกลวง ๓๘ ประการ พยายามที่จะทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้ตรวจตัวเอง และแก้ไขให้ถูกต้อง ขอความกรุณาหลวงพ่ออธิบายเกี่ยวกับข้อธรรมนี้ด้วยนะคะ ?

    ตอบ : วัญจกธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและรายละเอียดมีมาก ถ้าเอาหมด ๓๘ ข้อ วันหนึ่งยังไม่พออธิบายเลย ยกตัวอย่างที่ง่าย ๆ เช่น เราฟุ้งซ่านอยู่ แต่เรากลับคิดว่าเราปรารภความเพียร ก็คือนั่งสมาธิแทนที่จิตจะเป็นสมาธิ กลับไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ทนนั่งไปเรื่อย ๆ คิดว่าตนเองปรารภความเพียรอยู่ แสดงว่าเรื่องนี้กำลังหลอกลวงเราอยู่

    ส่วนเรื่องของความลังเลสงสัย ก็บอกกับตนเองว่าเราเป็นคนรอบคอบระมัดระวัง คิดอย่างถ้วนถี่ เป็นต้น ถ้าเผลอเมื่อไรเราจะไปคิดเข้าข้างตัวเอง พูดง่าย ๆ ว่าหลอกตัวเอง หรือ เราเป็นผู้นิยมกล่าวคำหยาบ ด่าคนอื่นบ้าง แล้วก็ไปอ้างว่าเราเป็นผู้มีปกติกล่าววาจาเพื่อสะกดข่มคนชั่ว พูดง่าย ๆ ว่าเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น..!

    ฉะนั้น..ในเรื่องวัญจกธรรม เป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้งมาก แบบวันก่อนที่บอกไว้ว่า แบกมานะไว้เต็มตัว แต่คิดว่าเราดี ปฏิบัติธรรมไปแล้วคิดว่าตนเองดี ถามว่าดีอย่างไรก็เปรียบเทียบกับคนอื่น อ้าว..เป็นการยกตัวเองเหนือคนอื่น ก็คือมานะดี ๆ นี่เอง ถ้าจะศึกษาวัญจกธรรมลองดูในพระไตรปิฎกได้ มีรายละเอียดมาก แต่ภาษาในพระไตรปิฎกเป็นภาษาที่ค่อนข้างยาก อาจจะทำให้เราเข้าใจยากนิดหนึ่ง เพราะต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที

    ถาม : เป็นเรื่องที่น่าศึกษาครับ
    ตอบ : มี ๓๘ ข้อ บางข้ออย่างเช่น ประจบชาวบ้านแต่กลับคิดว่าเรากล่าววาจาอันเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของผู้อื่น หลอกตัวเองสองชั้น มีกระทั่งตระหนี่ธรรมะ กลัวคนอื่นรู้เท่าตัวเอง แต่กลับไปอ้างว่าเรารักษาธรรมไว้ไม่ให้สูญหาย ธรรมนั้นจะได้ดำรงอยู่คงมั่นตลอดไป เป็นต้น

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...