ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินี วันที่ ๑ - ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 10 มิถุนายน 2024.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๗


    เมื่อวานเลิกงานประชุมพระสังฆาธิการที่จังหวัดสมุทรสาคร แล้วก็วิ่งมา ๒๖๑ กิโลเมตร เพื่อที่จะมานำพวกเราเจริญพระกรรมฐานช่วงเช้ามืด เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็วิ่งกลับไปยังพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมอีก ๒๔๐ กิโลเมตร ไปเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ไปก็ไม่ได้..เพราะว่าเจ้านายระบุชื่อมา..!

    ความจริงว่าจะไม่กลับมาที่นี่แล้ว แต่ถ้าไม่มาพวกเราก็จะเสียโอกาสไปสองวัน ถ้าหากว่ามาพวกเราก็เสียโอกาสแค่วันเดียว แปลว่าพรุ่งนี้เช้ามืดให้หากินกันเองนะ ปฏิบัติได้แค่ไหนก็แค่นั้น กว่าอาตมาจะกลับมาถึงก็น่าจะครึ่งวันไปแล้ว ก็เหลือแค่วันที่สาม

    คราวนี้วันที่ ๓ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ช่วงเช้าจะมีงานที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ วางพานพุ่มถวายพระพร กว่าจะเสร็จมานำพวกเราภาวนาพระคาถาเงินล้านได้ ก็น่าจะ ๘ โมงครึ่ง - ๙ โมงเช้า

    งานมากก็อย่าท้อ พวกเราส่วนใหญ่พองานมาก ๆ แล้วท้อ เหนื่อย หมดกำลังใจ บ่นให้ใครฟังเขาก็ไม่รับรู้ด้วย เรื่องของความท้อเป็นเรื่องปกติ แต่ท้อแล้วอย่าถอย ท้อแล้วขึ้นหน้าต่อไป ใครท้อมาก ๆ อย่าไปเมืองจีน เพราะว่าท้อมาจากเมืองจีน ถ้าท้อของเมืองจีนเขาเรียกว่า "ท้อแท้" ท้อเมืองไทยนี่ยังไม่แท้ แค่เอาพันธุ์มาปลูก..!


    ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ในวิถีทางโลก ๆ เลยก็คือ เราได้พักทั้งกายและใจ ใครปฏิบัติธรรมแล้วใจฟุ้งซ่านอยู่ตลอด ให้รู้ว่าเราทำผิด เมื่อเราได้พักทั้งกายและใจ ก็จะมีกำลังไปสู้งานต่อ นี่คือทางโลก


    แต่ในทางธรรมนั้นเราไม่มีโอกาสได้พัก เนื่องเพราะว่ากิเลสกินเราทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที นักปฏิบัติธรรมที่หวังผล จึงต้องรักษาอารมณ์ใจของตนเองให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อเนื่องได้ทั้งวันทั้งคืนยิ่งดี


    เพียงแต่ว่าต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่าถ้าเผลอเมื่อไร รัก โลภ โกรธ หลง แทรกเข้ามาได้ กำลังใจดี ๆ ก็จะพังไปหลายวัน ระดับหลายวันนี่ถือว่าดีมาก เพราะว่าหลายคนพังเป็นเดือน ๆ พอเจอเข้าแล้วก็ท้อแท้ หมดกำลังใจ โอดครวญ "ทำมาดี ๆ แท้ ๆ ไม่น่าเลย..!"

    สาเหตุเพราะว่าเราขาดสติ การที่จะมีสติก็ต้องอยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้ ความทุกข์เกือบทั้งหมดจะสลายไปโดยอัตโนมัติ เพราะว่าใจไม่ฟุ้งซ่านแล้ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    กำลังใจของเราส่วนใหญ่ถ้าไม่ไปหวนหาอดีต ก็จะฟุ้งซ่านถึงอนาคต ไม่ว่าจะไปอดีตหรือว่าอนาคต ล้วนแล้วแต่พาให้เราทุกข์ทั้งสิ้น

    แต่ก็ยังมีบุคคลเป็นจำนวนมากที่นิยมสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง ขยันคิด..จะคิดไปทำอะไร..? แม้กระทั่งพระของเราก็ขยันคิด "เดี๋ยวเราสึกนะ ทำงานอย่างนี้ ได้เงินเดือนเท่านี้ เดือนหนึ่งได้เท่านี้ ปีหนึ่งได้เท่านี้ เดี๋ยวสร้างบ้านสักหลัง ซื้อรถสักคัน แต่งงานมีลูกสักสองคน" ฟุ้งจนหมดแรง แล้วเริ่มต้นใหม่ "ถ้าเราสึกนะ..ฯ" วนอยู่แค่นี้

    ของโยมก็เหมือนกัน ให้สังเกตตัวเอง เรื่องที่คิดมาก ๆ ก็วนอยู่ตรงนั้นเป็น "งูกินหาง" ไม่ได้ไปไหนหรอก "พายเรือในอ่าง" เหนื่อยเปล่า ๆ แต่ถ้าเรามีสติ เราก็ตัดวงจรความคิดนั้นทิ้งไป ด้วยการอยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตอนนี้ อยู่กับเดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการรักษาอารมณ์ใจให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

    ส่วนใหญ่แล้วพวกเราปฏิบัติธรรมกันมามาก แต่ว่ามักจะปฏิบัติผิดวิธี คำว่าผิดวิธีในที่นี้ก็คือ ส่วนใหญ่พอลุกขึ้นก็เลิกเลย เป็นคนตรงเวลาดีมาก..! ปฏิบัติธรรมมาทั้งวัน รักษาอารมณ์ใจอย่างเต็มที่ ลุกขึ้นทิ้งเกลี้ยง..! รัก โลภ โกรธ หลง เต็มหัวเหมือนเดิม แล้วจะมีประโยชน์อะไร..? นอกจากทำให้รู้ว่าตัวเองกิเลสมาก..!

    ถ้าจะปฏิบัติธรรมให้เกิดผล สำคัญตรงที่ว่าเราจะต้องรักษาอารมณ์ใจในการปฏิบัติเอาไว้ให้ได้ ทำอารมณ์ใจสูงสุดเท่าไร เราใช้สติประคับประคองรักษาอารมณ์นั้นไว้ ใหม่ ๆ ก็อยู่กับเราแค่ไม่กี่นาทีก็พังหมดแล้ว แต่ถ้าตั้งหน้าตั้งตาพยายามรักษาไว้ ก็จะได้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ยิ่งสภาพจิตของเราห่างจาก รัก โลภ โกรธ หลง เท่าไรก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น

    แต่อย่าไปยินดีแค่นั้น เพราะว่านั่นเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราวด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น จะพ้นทุกข์ถาวรต้องอาศัยการพิจารณาวิปัสสนาญาณ พอใจเรานิ่ง ใจเราสงบแล้ว ก็พยายามมาพินิจพิจารณา โดยเฉพาะพิจารณาร่างกายของเรานี้

    ถ้าเห็นอย่างชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยงอย่างไร ? เป็นทุกข์อย่างไร ? ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราอย่างไร ?
    ก็จะมองเห็นชัดว่าร่างกายคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ ร่างกายสัตว์อื่นก็เป็นอย่างนี้
    ถ้าหมดความอยากได้ใคร่ดีในร่างกายตัวเองลงไปเมื่อไร ก็ไม่อยากได้ร่างกายคนอื่นด้วย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    ตอนนี้แย่แน่..มนุษย์โลกสูญพันธุ์..! สูญไหม..? จะสูญได้อย่างไร ? คนที่ทำได้มีอยู่ "กระจึ๋งหนึ่ง" พระพุทธเจ้าตรัสว่า"เปรียบเหมือนเขาวัว" ส่วนที่ทำไม่ได้ "เปรียบเหมือนกับขนวัว" วัวหนึ่งตัวมีเขาสองข้าง ส่วนขนวัวอย่างไม่มีก็หลายหมื่นเส้น..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของบุคคลที่ยกวาทกรรมขึ้นมาในลักษณะที่ว่า "ถ้าไปปฏิบัติธรรมแล้ว จะทำให้มนุษยชาติถึงกับสูญพันธุ์" รอไปเถิด..ถ้าไม่โลกแตกเสียก่อน โอกาสสูญพันธุ์ยากมาก มีแต่จะเยอะเกินไป..!

    แต่ว่าเราก็ต้องตั้งความหวังไว้ว่าเราจะเป็นเขาวัวให้ได้ ก็เหมือนกับซื้อหวยก็หวังรางวัลที่ ๑ กันทุกคน แล้วทำไมเราปฏิบัติธรรมเราจะหวังหลุดพ้นไม่ได้ ? และคราวนี้เราอย่าลืมว่าเขาวัวแม้จะมีแค่สองข้าง แต่ถ้าวัวมาทั้งฝูง เขาวัวก็เยอะอยู่นะ..!

    ก็แปลว่าถ้าวาระหรือว่าโอกาสเหมาะสม หลักธรรมที่สมบูรณ์พร้อมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีอยู่ครบถ้วน พวกเราปฏิบัติธรรมไป โอกาสที่หลุดพ้นก็มี แล้วบางทีโอกาสก็มากกว่าที่คิด

    เราต้องไปนึกถึงทวีปอเมริกาสมัยก่อน วัวป่าไบซันมีเป็นล้าน ๆ ตัว จนกระทั่งมายุคบุกเบิกตะวันตก ใครอยากรู้เรื่องนี้ให้ไปอ่านหนังสือชื่อ How the West Was Won (โดย Louis Lโ€™Amour) สนุกมาก ชีวิตคนตะวันตก ยุคนั้นมีการล่าสัตว์เพื่อที่จะเอาขนไปขาย ไม่น่าเชื่อว่าล่าจนวัวป่าไบซันเป็นล้าน ๆ ตัวแทบจะไม่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน..! เพราะฉะนั้น..ถ้าวัวมาเป็นล้านตัวนี่โอกาสเป็นของเรา เพราะว่าเขาวัวไม่ได้มีแค่สองข้าง..!

    เพียงแต่ว่าโอกาสทั้งหลายเหล่านี้เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง บ่มเพาะ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเต็มที่ ทุเรียนก็จะสุก ทุเรียนสุกก็กินได้ ตามให้ทันนะ พูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา กลายเป็นทุเรียนไปเสียแล้ว..! ในเมื่อถึงวาระที่เหมาะสม ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์พร้อม การเข้าถึงธรรมย่อมเกิดขึ้น เหมือนกับทุกอย่างเมื่อสมบูรณ์พร้อม ผลไม้ก็จะสุกจะงอมไปเอง

    แต่คราวนี้ถ้าหากว่าเราไม่เป็นผู้พยายามสร้างเหตุ เพื่อให้ ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราสมบูรณ์พร้อม แล้วเราจะไปหวังผลย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือสร้างเหตุแบบกะพร่องกะแพร่ง ประมาณใช้วัสดุเกรด C เกรด D ในการผลิตสินค้า แล้วก็หวังว่าผลผลิตจะออกมาเป็น AAA ก็ไม่น่าที่จะเป็นไปได้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    ก็แปลว่าเราต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูงสุดในการประพฤติปฏิบัติธรรมของเรา ตั้งเป้าเอาไว้ให้ชัดเจนว่าทำเพื่ออะไร ? แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำไป ไม่ต้องสนใจเป้าหมายอีก

    พวกเราส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าตั้งใจมากเกินไป พอถึงเวลาก็ศึกษาเรื่องของหลักธรรม การทำสมาธิต้องเป็นอย่างนี้ หายใจเข้าตามดูตามรู้เข้าไปจนสุด หายใจออกตามดูตามรู้ออกมาจนสุด

    ถ้าหากว่าทำถูกวิธีการ เมื่อสมาธิเริ่มมากขึ้น ก็จะเกิดอาการปีติกับตัวเรา อย่างเช่นว่า ขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง หรือว่าลอยขึ้นทั้งตัว หรือรู้สึกตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวรั่ว ตัวแตก ตัวระเบิด ปรากฏว่าพวกเราขยันเกินเหตุ ระหว่างปฏิบัติธรรมก็ไปนั่งจ้อง เมื่อไรจะขนลุกสักที เมื่อไรจะน้ำตาไหล เมื่อไรจะดิ้นตึงตังโครมครามสักที รอไปเถอะ..ชาติหน้าบ่าย ๆ โน่น..!

    การตั้งใจเหมือนอย่างกับคนยืดคอเลยช่อง อยากจะรู้ อยากจะเห็น ไปยืดคอเลยช่อง..ก็มองอะไรไม่เห็น เพราะมีแต่ข้างฝา ถ้าไม่อยากเสียเลยก็เหมือนอย่างกับคนก้มหน้าคุดคู้ ในเมื่อยื่นหน้าไม่ถึงช่อง..ก็ไม่เห็นอีก เจริญมาก..!

    พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสในมัชฌิมาปฏิปทา ทุกอย่างต้องพอเหมาะ พอดี พอควร ถ้าหากว่าพอเหมาะ พอดี พอควรเมื่อไรผลก็จะเกิด ไม่ต้องไปตามจ้องเลยนะ มีหน้าที่ทำอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจว่าผลจะเกิดหรือว่าไม่เกิด เนื่องเพราะว่า
    กรรมฐานทุกกองถ้าไม่มีอุเบกขา เราจะเข้าไม่ถึงที่สุด

    แล้วถามว่า "อุเบกขาคืออะไร ?" ก็คือ การที่เรามีหน้าที่ทำเราก็ทำไป ส่วนผลจะเกิดอย่างไร เกิดเมื่อไร จะเกิดหรือไม่..เป็นเรื่องของมัน..!

    เรามีหน้าที่ทำ ผลจะเกิดหรือไม่เกิดช่างมัน เราเพาะต้นกรรมฐานลงไปแล้ว รดน้ำ พรวนดิน เติบโตขึ้นมาก็คอยระมัดระวัง ระมัดระวังแมลง คอยใส่ปุ๋ย คอยใส่ยา เดี๋ยวโตได้ขนาด ได้เวลาก็จะออกดอกออกผลเอง
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    คราวนี้เราเพาะต้นกรรมฐานลงไป สูงขึ้นมาได้หนึ่งคืบ อยากให้โตเร็ว ๆ ก็ไปดึงยอด..จะรอดไหมนั่น..? ส่วนใหญ่ดึงขาดไปหลายต้นแล้ว..! ไม่มีวิธีลัด มัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางตรงที่สุดแล้ว ต่อให้เชื่อมจิตก็ไม่ตรงเท่านี้..!

    มัชฌิมาปฏิปทาไม่มี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ด้วย เพราะว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคน มัชฌิมาปฏิปทาของคนกรุงเทพฯ เดินสามก้าวก็ไกลไป นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปแทน มัชฌิมาปฏิปทาของคนภาคอีสาน เดินจากกรุงเทพฯ กลับบ้าน ๗๐๐ กิโลเมตร..! เห็นหรือยังว่าต่างกันตรงไหน..? ขึ้นอยู่กับบารมีที่สั่งสมมา ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่กล่อมเกลาเรามา

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าปฏิบัติธรรมไป แล้วบอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ ลองฝืนดูก่อน ต่ออีกนิด ถ้าต่อได้ แสดงว่าเมื่อครู่นี้กิเลสบอก ไม่ใช่ตัวเราบอก กิเลสบอกให้เราเลิกได้แล้ว พอเพียงแล้ว แต่ว่าตัวเราเอง เรารู้อยู่ เพราะฉะนั้น..ถ้าฝืนดูแล้วไปต่อได้เราก็ไปต่อ

    แต่เต็มที่ก็อย่าให้เกินชั่วโมงครึ่ง - สองชั่วโมง เพราะถ้าร่างกายโดนบังคับมาก เดี๋ยวต่อไปจะไม่เอาด้วย เหมือนกับคนโหมทำงานมาก ๆ วันนี้ รุ่งขึ้นระบมจนคลานไม่ขึ้น..!

    ถึงได้บอกว่าทุกอย่างต้องมีมัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติธรรมนอกจากมีมัชฌิมาปฏิบัติทาแล้วยังต้องมีอุเบกขา พูดมาตั้งเยอะตั้งแยะ สรุปลงตรงนี้แหละ ฟังเสียจนจับจุดไม่ได้สักอย่าง..! เรามีหน้าที่ทำ จะได้หรือไม่ได้ จะเป็นหรือไม่เป็นช่างมัน จะเป็นตอนไหนก็ช่างมัน ปลูกต้นไม้อย่าไปดึงยอด เดี๋ยวต้นไม้ตาย..!

    เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือตั้งหน้าตั้งตาดูแลต้นไม้นั้นไป ดูแลด้วยศีล ดูแลด้วยสมาธิ ดูแลด้วยปัญญา ส่วนจะออกดอกออกผลเมื่อไรว่ากันทีหลัง ขอให้ได้ทำ ถ้าทำแล้วผลเกิดแน่ เพียงแต่จะเกิดเมื่อไรขึ้นอยู่กับของเก่าด้วย ของเก่าสะสมไว้เยอะ..เติมใหม่นิดเดียวเต็มแล้ว..ผลก็เกิดเร็ว ของเก่าสะสมไว้น้อยหรือไม่มีเลย..ทำไปแทบทั้งชาติยังไม่ได้เจออะไร..แต่อย่าน้อยใจ..ต้องมั่นใจว่า "ทำดีต้องได้ดี"
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...