เรื่องเด่น ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมหาความก้าวหน้าไม่ได้

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 18 มกราคม 2020.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    3,027
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +7,504
    5719CFAE-470C-41FE-BEB8-14E78C01F7DB.jpeg
    ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมหาความก้าวหน้าไม่ได้

    หลายคนสงสัยว่าปฏิบัติธรรมแล้วทำไมหาความก้าวหน้าไม่ได้ ? ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมไม่ได้ดีตามที่ตนเองต้องการ ? เมื่อใดจะก้าวถึงความเป็นพระโสดาบัน ? เมื่อใดจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ไปพระนิพพานได้จริง ๆ สักที ? สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นคำถามต่อไป ถ้าเรายังปฏิบัติอย่างนี้อีก เพราะกิเลสกินเราทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งยืนทั้งนั่ง นอนอยู่ก็โดนกิน หกคะเมนตีลังกาอยู่ก็โดนกิน กำลังกินข้าวกินน้ำ เข้าห้องส้วมอยู่ก็โดนกิน

    รัก โลภ โกรธ หลงเกิดได้ตลอดเวลา แล้วเราจะทำอย่างไร ? ปกติของกิเลสอยู่กับตัวเรา มีหน้าที่กินเราก็เป็นเรื่องปกติ เราจะหยุดการกัดกินของกิเลสได้ ถ้าปลวกกินบ้านก็เอายามาฉีด แต่ถ้ากิเลสกินเราเอายามาฉีดนั้นแก้ไม่ได้หรอก ก็มีวิธีเดียวก็คือต้องสร้างกำลังใจให้เป็นสมาธิ ล้อมคอกเอาไว้ วัวหายเกือบหมดแล้ว ล้อมตัวที่เหลือไว้ ถ้าเราทิ้งสมาธิเมื่อไรกิเลสกินเราทันที แปลว่าเราไปเปิดคอกให้คนมาขโมยวัวแล้ว

    ดังนั้น... #การปฏิบัติของพวกเรา #ในเรื่องของสมาธิภาวนา #จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จะมานั่งภาวนาพองหนอ ยุบหนอ พุทโธ ๆ หรือสัมมาอรหัง นะมะพะธะ ไม่ทันกินแล้ว นั่นเด็กหัดใหม่ ตรงหน้าเรานี่แชมป์เหรียญทองโอลิมปิกกำลังฟัดเราอยู่ เราจะเริ่มต้นเตาะแตะ ๆ ไปดวลกับเขาไม่ได้หรอก มา ก.ไก่ ข.ไข่ก็โดนตีตายเท่านั้น เพราะที่ตรงหน้าของเรานี่ระดับเหนือปริญญาเอก ระดับอภิมหาศาสตราจารย์

    เพราะฉะนั้น..ต้องเอาจริง เขาพลิกแพลงเล่นงานเราได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะใครยิ่งปฏิบัติธรรมมากเท่าไร ถ้ารู้สึกว่ากิเลสหนามากเท่านั้นให้รู้ว่าทำผิด ความจริงกิเลสมีเท่าเดิม รัก โลภ โกรธ หลง ๔ ตัวเท่านั้นแหละ ที่เรารู้สึกว่ามากขึ้นเพราะกำลังเขาดีขึ้น ที่กำลังดีขึ้นเพราะเราไปเลี้ยงเขาเอง เลี้ยงด้วยวิธีไหน ? พุทโธนั่นแหละ เลี้ยงด้วยนะมะพะธะ เลี้ยงด้วยสัมมาอรหัง เลี้ยงด้วยพองหนอ ยุบหนอนั่นแหละ

    พอถึงเวลาเราภาวนาสร้างกำลังมาจนแข็งแรงมากเลย แต่ไม่เอาไปใช้ทำอะไร ปล่อยทิ้งไปเฉย ๆ รัก โลภ โกรธ หลงก็จะเอากำลังจากการภาวนาของเรานี่แหละไปฟุ้งซ่าน แล้วคราวนี้จะฟุ้งซ่านอย่างเป็นหลักเป็นฐาน เป็นงานเป็นการมาก เพราะได้กำลังจากการปฏิบัติของเรา แล้วเราก็จะสงสัยว่าทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งกิเลสมาก กิเลสไม่ได้มากหรอก..เท่าเดิม แต่แข็งแรงขึ้นเพราะเราเลี้ยงเขาเอง

    ถ้าไม่อยากเลี้ยงกิเลส ภาวนาเสร็จสรรพเรียบร้อยไปต่อไม่ได้แล้ว เต็มที่ของเราแล้ว พอกำลังใจคลายตัวออกมา ให้มาพิจารณาวิปัสสนาญาณ พิจารณาให้เห็นว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา หรือว่าพิจารณาตามแบบของอริยสัจ ๔ หาสาเหตุของทุกข์ให้เจอ ไม่ทำสาเหตุแห่งทุกข์นั้นความทุกข์ก็ไม่เกิด หรือพิจารณาตามนัยของวิปัสสนาญาณ ๙ ดูให้เห็นการเกิดและดับ ยอมรับสภาพความเป็นจริงของร่างกายให้ได้ว่าเป็นอย่างนั้น

    หรือดูเฉพาะความดับอย่างเดียว มีแต่สลายตัวไป ไม่ว่าเราหรือเขา คนหรือสัตว์ วัตถุธาตุสิ่งของ หรือดูว่าเป็นทุกข์เป็นภัย เป็นของน่ากลัว จำเป็นต้องหนีมันไปให้พ้น ดูให้เห็น มองให้ได้

    ตอนที่เราพิจารณาอยู่นี่แหละ สภาพจิตจะดิ่งลึกไปเรื่อย ลึกไปเรื่อยโดยที่เราบางทีก็ไม่รู้ตัว แล้วจะทรงตัวเป็นอารมณ์ภาวนาโดยอัตโนมัติ ถึงตอนนั้นให้เราจับลมหายใจเข้าภาวนาต่อได้เลย จะไปได้อีกหน่อยหนึ่ง เพราะว่าสมถะคือการภาวนา วิปัสสนาคือการพิจารณา สองอย่างนี้ผูกขาติดกันอยู่ ก้าวข้างเดียวไม่ได้ ก้าวพร้อมกัน ๒ ข้างก็ไม่ได้ ต้องผลัดกันก้าว ภาวนาจนกำลังใจทรงตัวเท่ากับได้ก้าวหนึ่ง จะก้าวที่สองไม่ได้แล้ว ติดโซ่ที่ล่ามอยู่ ก็จะโดนกระตุกกลับ

    ฉะนั้น..ต้องพิจารณาต่อ ก็จะได้อีกก้าวหนึ่ง ภาวนาได้อีกก้าวหนึ่ง พิจารณาได้อีกก้าวหนึ่ง อย่างนี้ถึงจะก้าวหน้า ไม่อย่างนั้นปีแล้วปีเล่า บางท่านทันสมัยหลวงพ่อวัดท่าซุง จนป่านนี้ยังไม่ไปไหนเลย เพราะจะก้าวซ้ายอย่างเดียว ก้าวไปก็โดนลากกลับอยู่นั่นแหละ เพราะก้าวได้ก้าวเดียว ฉะนั้น..เริ่มก้าวทางขวาบ้าง ถ้าทำอย่างนี้ความก้าวหน้าถึงจะปรากฏ

    อยากจะบอกโยมว่า กว่าจะมานั่งสรุปอะไรที่ง่าย ๆ ให้ฟัง อาตมาใช้เวลามา ๓๐ กว่าปี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๘ นี่จะพ.ศ.๒๕๕๘ อยู่แล้ว อีก ๒ ปีก็จะ ๔๐ ปีแล้ว ทุ่มเททั้งวันทั้งคืน ทุ่มเทกระทั่งรู้ว่าสภาพจิตหลับและตื่นต้องเท่ากัน กิเลสถึงกินเราไม่ได้ ถ้าสภาพจิตหลับส่วนหลับ ตื่นส่วนตื่น กิเลสยังกินเราครึ่งหนึ่ง ดังนั้นแล้ว..ตอนนี้ของโยมให้รักษากำลังใจตัวเองสลับกับพิจารณา เอาความก้าวหน้าให้ได้ก่อน แล้วซักซ้อมสมาธิให้คล่องตัวมากขึ้น จนกระทั่งหลับอยู่ก็รู้ว่าหลับ อะไรเข้ามาตอนนั้นสภาพจิตก็รู้หมด จะได้ป้องกันตัวเองได้ ถ้าอย่างนั้นจิตของเราถึงจะผ่องใสจากกิเลส

    แล้วเราก็เอาความผ่องใสจากกิเลสที่ทำให้ปัญญาเกิดนั้นแหละ ไปเสาะหาวิธีการจะจัดการกับกิเลสต่าง ๆ ที่ห่อหุ้มเราอยู่ ทำอย่างไรจะขัด จะถู จะลอก จะตัดฟันหักทิ้งอย่างไร ก็อยู่ที่วิธีการของแต่ละคน

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    โอวาทช่วงบวชเนกขัมมะ
    วันที่ ๒๐-๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...