ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น เรียบเรียงโดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 6 มิถุนายน 2011.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เมื่อกล่าวมาถึงความเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติ ซึ่งชักจะออกนอกลู่นอกทางที่ท่านพาดำเนินมา ทำให้ระลึกได้ในโอวาทอันเกี่ยวกับความเผ็ดร้อนที่ออกมาจากความสะเทือนใจท่านพระอาจารย์มั่น คราวที่พักอยู่วัดหนองผือ สกลนคร คือ เย็นวันหนึ่ง หลังจากปัดกวาดลานวัดและสรงน้ำเสร็จแล้ว มีพระทยอยกันขึ้นไปกุฎีท่านหลายองค์ ท่านเองก็ได้ปรารภธรรมในแง่ต่างๆ ให้ฟัง วันนั้นท่านปรารภถึงท่านอาจารย์เสาร์ที่เป็นอาจารย์ให้พวกเราฟังอย่างถึงใจว่า ท่านอาจารย์เสาร์เป็นอาจารย์ที่มีเมตตามหานิยมเป็นหลักใจแก่โลกมาก ผิดอาจารย์ทั้งหลายอยู่มากเป็นผู้เด่นในวงคณะ ใครเข้าไปใกล้ชิดเป็นต้องสนิทรักใคร่เลื่อมใสในองค์ท่านทันที แต่การให้โอวาทสั่งสอนประชาชนพระเณรนั้น ท่านไม่ค่อยสั่งสอนพิสดารกว้างขวางเหมือนผู้อื่น พูดเพียงประโยคสองประโยคเท่านั้นก็หยุด แล้วนั่งตัวตรงและเฉยอยู่ราวกับพระพุทธรูป ไม่มีการไหวติงอวัยวะส่วนใดเลย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    แต่คนติดใจในโอวาทและองค์ท่านชนิดฟังและเห็นแล้วไม่จืดจาง กลับมาแล้วยังคิดอยากเห็นอยากฟังท่านไม่มีวันอิ่มพอ ใคร ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารักเลื่อมใสท่านมาก แต่น่าเสียดาย บรรดาพระเณรที่เป็นลูกศิษย์ท่านมักไม่เข้มแข็ง และมีหลักเกณฑ์ทางภายในภายนอกสมกับได้อาจารย์ดีวิเศษเป็นผู้อบรม ทั้งนี้คงเป็นเพราะความลืมตัวนอนใจและหยิ่งในตัวมากกว่า ทั้งที่ไม่มีอะไรที่ควรหยิ่งและภูมิใจ เมื่อเห็นท่านใจดีมีเมตตา ไม่ค่อยดุด่าจ้ำจี้จ้ำไชเหมือนอาจารย์ทั้งหลาย แม้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อหน้าซึ่งควรจะดุด่าว่ากล่าวบ้างพอผู้ผิดได้มีสติระวังตัวต่อไป ไม่ลืมตนก้นด้านจนชินชา และเป็นคนใจด้านสันดานจม
    <o:p></o:p>
    พอท่านอาจารย์มั่นหยุดการให้โอวาทชั่วคราว เห็นได้โอกาสพระองค์หนึ่งก็เรียนถามขึ้นอย่างดื้อ ๆ ชนิดไม่มีความแยบคายอะไรเลย คล้ายนิสัยของผู้เขียนที่มีติดสันดานมาจนบัดนี้ว่า ท่านอาจารย์เสาร์ท่านสิ้นกิเลสอาสวะแล้วดังคำเล่าลือจริงไหมครับผม? องค์ท่านเองซึ่งสนใจพยายามอบรมสั่งสอนพระเณรให้ฉลาดแหลมคมอยู่แล้ว พอได้ยินคำถามชนิดไม่น่าจะมีใครกล้าหาญแบบนั้นถามขึ้น ท่านเองก็ยิ้มนิดและหยุดไปชั่วคราว แล้วมองไปยังพระองค์ซื่อ ๆ ที่น่าสงสารซึ่งมีเจตนาบริสุทธ์นั้นด้วยอาการยิ้ม แฝงไปด้วยความเห็นใจและสงสารเธอที่ซื่อและโง่เขลาเกินกว่าจะตำหนิติโทษใดๆ แล้วพูดเป็นเชิงอนุโลมในลักษณะโง่ๆ ไปด้วย เพื่อต้อนรับความโง่ความซื่อของเธอองค์นั้น เช่นเดียวกับม้าอาชาไนยปฏิบัติตัวต่อยายแก่ผู้เลี้ยงดูตนฉะนั้นว่า ท่านสิ้นสุดวิมุตตินิพพานไปนานแล้ว ตั้งแต่ท่านเองยังไม่เกิดโน่น ท่านยังจะหลงบ้าสงสัยมาถามอะไรอยู่อีก
    <o:p></o:p>
    การศึกษาไต่ถามอะไรก็ไม่มีอุบายแยบคายบ้างเลยสักนิด พอเป็นเครื่องหมายของคนมีสติปัญญาเพื่อแก้กิเลสความโง่เขลาของตนบ้าง ฉะนั้นจิตใจจึงสนุกนอนจมอยู่กับความโง่ตลอดเวลา การภาวนาก็มีแต่ความโง่เขลาโงกง่วงนั่งทับอยู่บนศีรษะไม่มีเวลาสร่าง ชะโงกหน้าชะโงกหลังราวกับลิงชะโงกดูคน คนโง่หรือฉลาดเพียงแสดงอาการออกมาก็พอทราบได้ เฉพาะท่านรู้สึกจะโง่เอาเสียจนน่าทุเรศ ธรรมจะไม่อาจแทรกลงสู่ดวงใจได้ในเวลาฟังการอบรม ผู้ให้การอบรมเองก็คงจะระอาเช่นกันถ้าเป็นนิสัยปัญญาอยู่บ้าง นอกจากจะเป็นอาจารย์ด้วยการเสกสรรตัวเอาเองเพราะบวชนาน นั่นอาจไม่มีทางทราบได้กระทั่งตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นท่านก็อบรมสั่งสอนต่อไปด้วยความเอ็นดูสงสารพระองค์นั้น ราวกับการเรียนถามแบบโง่ๆ นั้นแฝงอยู่ด้วยอุบายความฉลาดอาราธนาท่านให้แสดงธรรมให้ฟังฉะนั้น<o:p></o:p>
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ใจความแห่งธรรมที่แสดงในขณะนั้น แทนที่จะเป็นธรรมเผ็ดร้อนดังที่เคยเป็นมา แต่กลับเป็นธรรมที่เต็มไปด้วยเมตตา แสดงด้วยความอ่อนหวานอ่อนโยนซาบซึ้งจับใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนพ่อแม่อบรมเด็กเล็กด้วยความรักสงสาร จนทำให้เด็กเห็นโทษใจอ่อนน้ำตาไหลคลอไปได้ เนื้อธรรมที่แสดงนั้นผู้เขียนจำได้เพียงเล็กน้อย จึงขออภัยหากผิดพลาด เพราะเจ้าโมหะอันเดียวพาให้เป็น มีใจความว่าหมู่คณะก็นับว่าโง่เขลาขึ้นทุกวัน แทนที่จะฉลาดตามอุบายที่อบรมสั่งสอน แต่ผมเองก็นับวันแก่ลงทุกวัน การทำประโยชน์แก่หมู่คณะก็นับวันด้อยลงทุกวัน ความเมื่อยหิวอ่อนเพลียก็นับวันเพลียลงทุกวัน สังขารร่างกายก็นับวันร่วงโรยลงทุกวัน เพียงดูลมหายใจไปเป็นวัน ๆ เท่านั้น อาหารต่าง ๆ ที่เคยมีคุณแก่ร่างกายมาดั้งเดิม ธาตุมันกลับเห็นเป็นโทษไม่อยากรับอยากฉัน และกลับเบื่อหน่ายคลายความยินดีต่อสิ่งเยียวยาทั้งหลายไปทุกวันเวลา
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    วันเวลาของการตายก็คืบคลานเข้ามาทุกที ไม่มีการหยุดพักเพื่อให้การผ่อนคลายแก่ธาตุขันธ์บ้างเลย ลมหายใจที่เคยสูดเข้าสูดออกสบายโดยอัตโนมัติ ก็แสดงอาการฝืดเคืองขึ้นมาทุกเวลานาที ราวกับจะไปจากเราอยู่ทุกขณะที่ได้โอกาส แต่เวลามองดูผลจากการอบรม ที่ควรจะเกิดตามเจตนาที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะ แต่กลับมองเห็นแต่สิ่งที่ไม่เคยคาดหมาย บ้างก็เป็นความขี้เกียจมักง่ายอ่อนแอ บ้างก็เป็นความซึมเซาเหงาหงอยไม่ร่าเริงในความเพียร บ้างก็เป็นความเคลื่อนคลาดจากหลักปฏิบัติที่พาดำเนินมา บ้างก็เห็นแต่ความโง่เขลาเบาความคิดอ่านไตร่ตรอง ดังที่ถามเรื่องท่านอาจารย์เสาร์เมื่อครู่นี้เอง ซึ่งมิใช่ทางเดินของผู้มาอบรมศึกษาหาความพ้นทุกข์ตามทางศาสดาที่พาดำเนิน เพราะเป็นความโง่เขลาอย่างน่าทุเรศเหลือจะทนฟังได้ จึงวิตกกังวลกับหมู่คณะอยู่ไม่วาย เวลาผมตายไปจะไม่มีผู้เป็นหลักฐานทางจิตใจและปฏิปทาเครื่องดำเนินสืบต่อไป กลัวจะเป็นดังที่กล่าวมานั้น
    <o:p></o:p>
    จึงขอวิงวอนหมู่คณะที่มาศึกษาอบรมด้วยสะดุดใจในความมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งมิใช่เป็นของเที่ยงถาวรพอจะพากันนอนใจ วันเวลาล่วงไปตัวเราแต่ละคนก็มีทางจะล่วงไปเช่นเดียวกัน ผู้ประมาทก็จะไม่มีของดีใด ๆ ติดตัวไป เวลาที่ผ่านไปนั้นสิ่งที่ต้องติดตัวไปอย่างแยกไม่ออก ก็คือความเหลวไหลที่เคยติดอยู่ในนิสัยสันดานเดิม ผลแห่งความประมาทก็คือความจนตรอกพอกพูนทุกข์ไม่มีประมาณ อยู่ที่ใด ไปที่ใดก็มีแต่มารคอยรังควานกวนใจให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนต่าง ๆ ไม่มีสถานที่และเวลาปลงวางลงได้ ทุกกาลสถานที่ของคนประมาท มีแต่ทุกข์ติดแนบกับตัวยิ่งกว่าเงา เพราะโทษแห่งการตั้งตัวเป็นมารแก่ตัวเองโดยมิได้สำนึกว่า ความประมาทเป็นตัวภัยตัวมารคอยล้างผลาญตัวเอง ส่วนผู้ไม่ประมาทย่อมได้ของดีไปประดับและเชิดชูตน ผลคือความสุขกายสบายใจไปตลอดกาลสถานที่ ไม่มีภัยมีเวร ไม่มีเคราะห์เข็ญเวรภัยคอยเบียดเบียนราวี ทุกสิ่งที่เป็นผลก็เป็นมิ่งมงคลแก่ตนโดยตลอด<o:p></o:p>
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ผมพยายามเต็มความสามารถทุกวิถีทาง ในการให้อุบายสั่งสอนท่านทั้งหลาย เพื่อสร้างความเป็นมิตรแก่ตน ด้วยความไม่ประมาทในหน้าที่ของนักบวชและนักปฏิบัติ เพราะทราบอยู่เสมอว่าไม่นานร่างของผมก็จะจากท่านทั้งหลายไปตามทางสมมุติที่โลกให้นามกัน เวลามีชีวิตอยู่ การสั่งสอนก็ได้พยายามเลือกเฟ้นอรรถธรรมที่ควรแก่ฐานะและเพศแห่งนักบวชมาแสดงอย่างเต็มภูมิ มิได้ปิดบังซ่อนเร้นส่วนใดไว้แม้แต่น้อย ดังนั้นการเห็นหรือได้ยินสิ่งไม่ดีในวงคณะ มีความประมาทนอนใจ เป็นต้น จึงขัดกับความมุ่งหมายของตนที่มีแก่บรรดาศิษย์มาอย่างสนิทใจ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากให้ท่านผู้ใดสนใจใคร่ประพฤติ เพราะขึ้นชื่อว่าความประมาทแล้ว ไม่ว่าประมาทในสถานใด ย่อมทำคนให้เสียได้ทุกกรณี จึงเป็นสิ่งไม่ควรสนใจใคร่คิดกับความไม่ดีนั้น ๆ เลย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ขอนิมนต์ทุกท่านจงเห็นใจผู้ให้การอบรมสั่งสอน ที่ได้ตั้งหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มภูมิด้วยความเต็มใจและเมตตา จงพยายามฝึกทรมานตนด้วยหลักธรรมที่พร่ำสอนตลอดมา อย่าให้เป็นลักษณะของทัพพีหรือช้อนระคนอยู่กับแกง แต่ไม่รู้รสของแกงว่าเป็นอย่างไรบ้างเลย แต่ให้เป็นแบบลิ้นกับรสอาหารชนิดต่าง ๆ ที่สัมผัสกัน ซึ่งทราบรสของอาหารนั้น ๆ ทันที ผมประสงค์อยากเห็นอยากทราบใจท่านทั้งหลายกับธรรมประเภทต่าง ๆ ที่แสดงให้ฟังเสมอมาว่า เข้าถึงกันมากน้อยไปโดยลำดับที่แสดง ทั้งภาคปฏิบัติ ทั้งความรู้ชนิดต่าง ๆ ที่เกิดจากภาคปฏิบัติ และความรู้ที่เกิดขึ้นรับกันในขณะฟัง อันเป็นการปฏิบัติภาคพิเศษ ว่ามีความกลมกลืนกันไปโดยสม่ำเสมอ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งลดด้อยถอยลง อันเป็นการขาดวรรคขาดตอนจากเหตุซึ่งจะยังผลประเภทนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเหตุคือการทำเกิดอุปสรรค ผลจึงพลอยเป็นอุปสรรคไปด้วย เพื่อความราบรื่นสม่ำเสมอแห่งผลที่พึงหวัง จึงกรุณาบำเพ็ญเหตุด้วยความสนใจ ผลไม่เป็นสิ่งพึงบังคับเหมือนเหตุ แต่จะเกิดขึ้นมาเองดังนี้
    <o:p></o:p>
    พอท่านแสดงธรรมเพื่อสงเคราะห์พระที่น่าสงสารจบลง ตอนนี้ขออภัยเรียนตามเหตุผลหลักธรรมที่ท่านแสดงในขณะนั้น เพื่อเป็นข้อคิดสำหรับชาวพุทธเรา หากไม่นำลงก็น่าจะขาดความหนักเบาแห่งธรรมที่ท่านแสดงในเวลานั้นไป ซึ่งเป็นเนื้อธรรมที่น่าเสียดายสำหรับท่านผู้หวังเทิดทูนศาสนธรรมและครูบาอาจารย์ คือ หลังจากท่านแสดงจบลง มีพระอีกองค์หนึ่งกราบเรียนเรื่องอัฐิท่านอาจารย์เสาร์ว่า มีพระบางพวกที่เป็นลูกศิษย์ท่านเอง จังหวัด...นำอัฐิท่านมาบดให้ละเอียดผสมกับผงชนิดต่าง ๆ ที่ถือกันว่าขลัง ๆ แล้วปั้นเป็นองค์พระเล็ก ๆ จำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก องค์ละราคาแพง ๆ ด้วย มีผู้เช่าไปบูชากันมากโดยไม่สนใจกับราคาค่างวดว่าแพงหรือไม่แพงเลย กระผมเห็นแล้วอดสลดสังเวชใจไม่ได้<o:p></o:p>
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เพียงเท่านี้เอง ท่านก็อุทานขึ้นทันทีว่า โอ้โฮพากันเป็นถึงขนาดนั้นเทียวหรือนี่ พระจำพวกทำลายพระศาสนา ทำลายครูอาจารย์ พากันเป็นหมากัดแทะกันกระทั่งกระดูกท่านกินยิ่งกว่าหมาเสียอีก นี่คือพวกสิ้นคิดและหมดทางหากิน จึงพากันกัดแทะกันกระทั่งกระดูกอาจารย์ของตน หมามันยังรู้จักเจ้าของไม่ยอมกัดแทะ แต่นี่มันยิ่งกว่าหมาจึงไม่รู้จักเจ้าของ กัดแทะกินเรียบไปเลย พวกนี้พวกหมดยางอายถึงได้กัดแทะกระดูกครูอาจารย์ไปขายกิน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เฮ้อ พร้อมทั้งชี้นิ้วส่ายไปมารอบๆ บริเวณที่พระนั่งอยู่ด้วยเสียงเผ็ดร้อนว่า พวกที่มาอยู่กับผมเวลานี้ พากันมาอยู่แบบพระหรือมาอยู่แบบหมากันแน่ รีบตอบเดี๋ยวนี้ ถ้ามาอยู่แบบพระก็สนใจในธรรมและตั้งใจปฏิบัติ ถ้ามาอยู่แบบหมาดังที่เป็นมาแล้วก็ต้องรอคอยแย่งกระดูกกันไปกัดแทะ ด้วยการจำหน่ายขายกระดูกผมกินดังพวกสิ้นคิดนั้น นั้นคือพวกปฏิบัติแบบหมามิใช่แบบพระ คอยแทะทั้งเป็นแทะทั้งตายไม่มีวันอิ่มพอและอายบาปบ้างเลย พวกจิตใจต่ำทรามคอยทำลายศาสนา ทำลายครูอาจารย์อย่างไม่อาย มีใครบ้างที่เก่ง ๆ อยู่ที่นี่ ซึ่งคอยจะกัดแทะเนื้อหนังและกระดูกผมไปขายในเวลาเป็นและเวลาตายไป รีบบอกมา จะได้เสริมชื่อเสริมนามให้สูงส่งเสียแต่ที่ผมยังไม่ตายว่า “คณะพ่อค้าขายกระดูกครูอาจารย์กิน”
    <o:p></o:p>
    พระพวกนี้นอกจากทำแบบหมาคอยแทะกระดูกแล้ว ยังมีกโลบายขายครูอาจารย์กินได้หลายทางอีกด้วย ไปที่ไหนชอบอวดตัวว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์นั้น อาจารย์นี้ ซึ่งมีคนเคารพเลื่อมใสมาก เพื่อเป็นทางประกาศตัวและประจบหากิน พวกนี้คือพวกเชือดเนื้อเฉือนหนังแทะกระดูกครูอาจารย์ขายกินชนิดไม่มีวันอิ่มพอ กินจนตายขายจนหมดตัว ทั้งขายกินอย่างไม่อาย และขายกินไปตลอดชาติและประกาศโฆษณาขายยิ่งกว่าพ่อค้าเสียอีก ไปที่ไหนประกาศขายที่นั่น ปากไม่อยู่เป็นสุขเพราะหนอนคือความทะยานอยากเข้าบ่อนไช จนประชาชนพระเณรที่รักศีลธรรมรักข้อปฏิบัติเบื่อเอือมระอาไปตาม ๆ กัน ไม่อยากเข้าหน้าคบค้าสมาคมแม้เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันแล้ว ยังมีใครอีกบ้างที่อยู่กับผมเวลานี้ ซึ่งกำลังเรียนวิชาหมาแทะกระดูก และปฏิบัติแบบหมาคอยกัดแทะกระดูกทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไปของผม
    <o:p></o:p>
    ท่านพูดย้ำแล้วย้ำเล่าจนผู้ฟังตัวชาไปตาม ๆ กัน แม้เช่นนั้นก็ยังไม่ยุติเอาง่าย ๆ ยังมีเหน็บๆ แนมๆ เฉียดหน้าเฉียดหลังเฉียดใกล้เฉียดไกลอยู่นั่นเอง จนผู้นั่งฟังตั้งตัวไม่ติด กระวนกระวายอยู่ภายใน ทั้งร้อนทั้งหนาว ทั้งจะปวดหนักปวดเบา ทั้งอยากมุดลงพื้นดิน ทั้งจะเป็นลมสลบไปในขณะนั้น เพราะความกลัวและความอับอายชนิดไม่มีที่ปลงวาง ราวกับตัวเองก็เป็นหมาตัวกัดแทะเก่ง ๆ ตัวหนึ่ง แม้ไม่ได้เป็นดังท่านว่า จากนั้นท่านก็บรรยายเรื่องพระที่มีจิตใจต่ำทรามหมดรัศมีแห่งธรรมภายในใจ หมดความหวังในธรรม หมดความพากเพียรทางใจ หมดความสนใจฝักใฝ่ในธรรม เปลี่ยนความรู้ความเห็นจากภายในออกสู่ภายนอก เพราะจิตใจกลับกลายคลายจากธรรมไปสู่โลกโดยสิ้นเชิงแล้ว อาศัยโลกามิสเป็นอารมณ์ และเรือนอยู่ของใจเป็นเครื่องประดับเกียรติ<o:p></o:p>
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    พูดประจบประแจงหว่านล้อมด้วยอุบายต่าง ๆ ให้ประชาชนที่มีนิสัยเชื่อพระมาแต่บรรพบุรุษหลงเชื่อตาม และกวาดต้อนมาเป็นบริษัทบริวารเพื่อประดับเกียรติว่า ตัวมีโวหารปฏิภาณดี ฉลาดแหลมคม มีอำนาจวาสนามาก มีผู้คนเคารพนับถือมาก มีลูกศิษย์บริษัทบริวารมาก นับวันลืมตัวและพองตัวมั่วสุมจนหมดความสำนึกโดยสิ้นเชิง วันคืนกาลเวลาผ่านไปด้วยเขย่าก่อกวนต่างๆ ไม่มีประมาณ โดยการชักชวนผู้นั้นให้ผลิตสิ่งนั้น ชักชวนผู้นี้ให้สร้างสิ่งนี้ ว่าดีมีอานิสงส์มาก ทั้งที่ตนกำลังเตรียมโดดลงนรกหลุมก่อกวนวุ่นวายอยู่ทุกขณะอยู่แล้ว ไม่อาจดำรงตัวให้อยู่ด้วยความสงบสุขได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง เพราะหัวใจแตก ดีแตก และเพราะหัวใจที่เต็มไปด้วยความพอกพูนส่งเสริมกิเลสประเภทโลกามิสตลอดเวลานาทีพาให้รบเร้าก่อกวน พาให้ออกเที่ยวชักชวนก่อกวนประชาชนพุทธบริษัทด้วยวิธีการต่าง ๆ มีเรี่ยไรบ้าง พาผลิตพาสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดขลัง ๆ ราคาแพง ๆ บ้าง ร้อยแปดจนเราตามไม่ทัน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    อุบายของพระจำพวกนี้นับว่าพิสดารเกินคาด แต่ทางแห่งความสงบสุขทางใจทั้งตนและผู้อื่นนั้นไม่ยอมสนใจ แม้มาอยู่กับครูบาอาจารย์ก็มาอยู่พอเป็นปากเป็นทาง พอเป็นพิธีว่าตนมาศึกษากับครูอาจารย์องค์สำคัญ เวลาออกไปจะได้ประกาศตนอย่างเต็มยศของนักปฏิบัติประเภทจอมโฆษณาอวดตัวว่าเก่งพอตัวแล้ว จนออกรัศมีสีแสงแพรวพราว เพราะไปอยู่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดผู้โปรดท่านอาจารย์องค์สำคัญ เพิ่งออกมาจากสำนักท่านอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ยังไม่ได้ทดลองฝีมือความเก่งกล้าสามารถของตนบ้างเลย เพิ่งฟิตตัวมาใหม่ๆ กำลังคันฟัน ใครอยากให้ทดลองฝีมือ รีบเข้ามารับการอบรม ให้สมศักดิ์ศรีของวิชาที่เพิ่งได้รับประสิทธิ์ประสาทมาใหม่ๆ จะได้มรรคได้ผลรวดเร็วสมความปรารถนาที่กระหายมานาน ไม่แกล้งอวดตัวว่าเก่ง แต่วิชาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ดังนี้ คนเราที่เป็นลูกชาวพุทธเลือดเนื้อชาวพุทธอยู่แล้ว ไม่เชื่อพระก็จะไปเชื่อใครที่พอจะลงใจได้ ก็จำต้องเชื่อพระ แต่ไปเจอเอาพระประเภทกัดแทะกระดูกเนื้อหนังครูอาจารย์และประชาชนเข้า ก็พลอยล่มจมไปด้วยที่น่าสงสาร
    <o:p></o:p>
    นี่แลผมวิตกเหลือเกินว่า เรื่องมันจะเป็นไปทำนองนี้แน่นอน เพราะความต่ำทรามแห่งจิตใจของพระปฏิบัติประเภทกาฝาก ที่คอยทำลายวงคณะและจิตใจพุทธบริษัทให้ฉิบหายล่มจมไปด้วยไม่มีประมาณ เพียงท่านอาจารย์เสาร์ท่านมรณภาพผ่านไปไม่กี่ปีเลย คณะลูกศิษย์ของท่านเอง ก็เป็นตัวบุ้งตัวหนอนพากันทำลายเสียเองด้วยวิธีการต่างๆ ผมจึงเชื่อไม่ได้ว่าคณะลูกศิษย์ประเภทกาฝากที่มาอาศัยผมมาเป็นยุคๆ คราวๆ จะทำอย่างนั้นหรือยิ่งกว่านั้นไม่ได้ ส่วนพระประเภทศิษย์มีครูก็จะอยู่ลำบาก และพลอยเสียไปด้วยตามโลกวัชชะ คือโลกติเตียนนินทา เพราะความเกี่ยวเนื่องกัน การกระทำด้วยความต่ำทรามทางจิตใจเช่นนี้ จะไม่มีวันรู้สึกสำนึกตัวได้เลยตลอดวันตาย จึงน่าวิตกกับท่านผู้ปฏิบัติดีซึ่งมีอยู่จำนวนมาก จะพลอยได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วยพระจำพวกประพฤติตัวเป็นมูตรเป็นคูถ เที่ยวฉาบทาให้เปรอะเปื้อนและส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปตามๆ กัน<o:p></o:p>
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ผมเคยพูดเสมอด้วยความวิตกเป็นห่วงวงคณะ ที่ทำให้วิตกมากก็จำพวกคอยทำลายตัวเองและหมู่คณะให้เสื่อมเสียไปด้วยนั่นแล เพราะพวกนี้ไม่ใช่ผู้จะคอยรับฟังเหตุผลดีชั่วของครูอาจารย์หรือของใคร ด้วยความสนใจใฝ่ธรรมนักเลย แม้ขณะอยู่กับครูอาจารย์ ก็ยังมีการแสดงลวดลายแห่งนิสัยของผู้จะก้าวไปเพื่อความต่ำทรามให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เวลาออกไปจากครูอาจารย์แล้วจะแสดงลวดลายให้เต็มฝีไม้ลายมือเพียงไรนั้นผมไม่สงสัย อย่าเข้าใจว่าผมจะไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องหยาบ ๆ ที่ไม่จำต้องทำความพยายามสังเกตถึงจะทราบได้ แม้ไม่พยายามก็พอทราบได้ และทราบอยู่ทุกอาการเคลื่อนไหวทั้งภายในภายนอกนั่นแล เป็นแต่ไม่พูดเท่านั้น ขณะที่อยู่กับครูอาจารย์หรือเวลาครูอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ก็พยายามซ่อนเล็บเก็บเขี้ยวไว้บ้างพอเป็นกิริยาให้โลกงามตา ไม่ผาดโผนโยนตัวจนเกินไป แต่เวลาครูอาจารย์ตายจากไปแล้วนั่นแล เป็นโอกาสที่พระจำพวกกาฝากนี้ จะแสดงลวดลายของตัวในแง่ต่าง ๆ อย่างเต็มฝีมือ เพราะไม่มีที่เกรงขามพอให้เกิดความกระดากอายบ้าง
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    คนเราเมื่อหมดความสนใจในธรรมเสียอย่างเดียว ย่อมทำความชั่วได้ทุกอย่างโดยไม่มีความกระดากอายอะไรทั้งสิ้น จำพวกนี้แลที่จะทำความเสียแก่วงคณะและพระศาสนาได้มาก โดยอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์เครื่องบริขารของพระธุดงคกรรมฐานเป็นเครื่องมือหากินและทำลายไปในตัว ผมกลัวนักกลัวหนา เพราะเป็นประเภทที่ชินชาและต้านทานยาคือธรรมเก่ง ไม่มีจำพวกไหนเก่งเท่าบรรดานักบวชที่หมดหิริโอตตัปปธรรมภายในใจ ผมไม่ชมพระที่ทำตัวไม่น่าชมเชย ไม่ตำหนิพระที่ไม่ควรตำหนิ และผมชมเชยพระที่ปฏิบัติดีเป็นที่น่ายกย่องชมเชย ตำหนิพระที่น่าตำหนิ เพราะพระที่มาปฏิญาณตนว่าเป็นลูกศิษย์ของผมทั้งเก่าและใหม่ มีทั้งประเภทชั่วที่น่าตำหนิ และประเภทดีที่น่าชมเชย สับปนกันมาตามยุคตามสมัยเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ผู้ชั่วก็มี ผู้ดีก็มาก
    <o:p></o:p>
    ท่านที่ยังมีความหวังในธรรมเป็นสมบัติอันพึงได้รับอยู่ ก็ขอนิมนต์คิดให้ถึงใจบรรดาธรรมที่แสดงเหล่านี้ ผู้ที่จะสร้างความหมดหวังแก่ตนต่อไปไม่ยอมเห็นโทษก็ไม่ควรอยู่ให้หนักพระศาสนาและครูอาจารย์ตลอดวงคณะ จงไปสร้างเสียคนเดียวให้เป็นที่น่าพอใจ ตายแล้วจะไม่ได้สร้าง และเสวยผลแห่งกรรมที่ตนรักชอบยิ่งนักนั้นแต่ผู้เดียว ไม่มีใครไปแย่งชิงกวนใจ คงจะสนุกอยู่คนเดียว เพราะวิบากประเภทนี้โลกผู้ดีขยะแขยงและหวาดกลัวกันมาก ไม่มีใครหาญไปแย่งชิงแน่นอน การอบรมสั่งสอนแต่ต้นถึงปัจจุบันจนผมแก่ขนาดนี้ซึ่งไม่นานก็จะตาย นับว่าสอนอย่างหมดไส้หมดพุง ทั้งภายนอกภายในไม่มีอะไรเหลือหลออยู่พอเป็นเชื้อผสมยาได้อีกแล้ว ใครยังเห็นว่าไม่สมใจก็ควรผลิตขึ้นเอง แต่ระวังอย่าให้กลายเป็นยาพิษเผาผลาญตนและวงคณะดังที่เห็น ๆ และได้ยินอยู่เวลานี้ก็แล้วกัน ผมอนุโมทนาด้วย
    <o:p></o:p>
    พอท่านแสดงธรรมประเภทอสนีบาต (ฟ้าผ่า) จบลง พระที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันหลายองค์เวลานั้น ไม่มีองค์ใดกล้ากระดุกกระดิกกายบ้างเลย คงนั่งตัวแข็งเงียบไปตามๆ กัน พอเห็นอาการของพระกลัวมากและน่าสงสาร ท่านจึงเริ่มธรรมประเภทปลอบโยนขึ้นใหม่อย่างแผ่วเบา ราวกับไม่ใช่องค์เดียวกันเป็นผู้แสดงว่า ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อบำราบปราบปรามโรคชนิดร้ายแรงเอาไว้ มิฉะนั้นก็จะลุกลามเข้ามาในวงคณะให้กลายเป็นโรคระบาดสาดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนดีก็จะอยู่ไม่ได้ กลายเป็นไฟเผาโลกไปตาม ๆ กัน ท่านที่มุ่งมาด้วยความสนใจใคร่ธรรมก็น่าเห็นใจ แต่การแสดงธรรมต่อโลกสมมุตินั้นมิได้มีห้องเก็บเสียงและแบ่งสัดแบ่งส่วนเฉพาะบุคคลนั้น ๆ จะควรรับฟังหรือไม่ควร เมื่อแสดงออกแล้วจำต้องได้ยินทั่วกัน โดยไม่นิยมว่าใครผิดใครถูกใครดีใครชั่วประการใด<o:p></o:p>
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    แต่ข้อพิสูจน์ตัวเองในขณะฟังก็มีอยู่ว่า ตนมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือยังคงที่ดีงามอยู่ประการใดบ้าง ย่อมเป็นเครื่องวัดความผิดถูกไปในตัว ธรรมที่ได้ยินได้ฟังก็เป็นแสงสว่างช่วยให้มองเห็นทางผิดทางถูกในการปฏิบัติ ทั้งปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี สมกับความตั้งใจมาอบรมศึกษาหาความรู้ความฉลาดใส่ตน เพราะผู้สนใจในธรรมอย่างแท้จริงยังมีอยู่มาก แต่ยังไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติก็ยังมี ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังเพื่อเป็นแนวไว้บ้าง เห็นใครทำผิดพลาดประการใดก็ทำตาม โดยขาดความคิดอ่านไตร่ตรองก็อาจมี ซึ่งเป็นทางเสียหายได้โดยไม่ตั้งใจว่าจะทำผิด ยิ่งไปเจอเอาจำพวกปลาฉลามใหญ่ดังที่กล่าวมาด้วยแล้ว ก็จะถูกกลืนเอาอย่างง่ายๆ และน่าเสียดาย เนื่องจากมีการศึกษาน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังจากนั้นท่านก็พูดคุยธรรมดาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระทั้งหลายจึงพอมีลมหายใจคืนมาบ้าง ไม่เหมือนถูกขังดัดสันดานในตุ่มที่ปิดฝาไว้อย่างมิด ไม่มีลมพอหายใจ และถูกเผาด้วยตปธรรมเมื่อครู่ก่อนนั้น
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    พอได้เวลา ต่างกราบท่านลงมาและต่างองค์ต่างแสดงความยิ้มแย้มต่อกันตามประสาของนักโทษที่ถูกปล่อยตัว และแอบสนทนากันที่สภาหนู (ที่ลับหลัง) ตามเคย บางองค์ท่านจะโมโหอยู่บ้าง ปล่อยโพล่งออกมาทันทีว่า ท่านอุตริไปพูดขึ้นทำไม คำอื่นเรื่องอื่นที่ควรพูดกว่านั้นไม่มีบ้างหรือ เห็นไหมล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง มีผู้สลบบ้างหรือเปล่าเมื่อกี้นี้ โดนจัง ๆ เข้าแบบนั้น ทำไมไม่ถามล่ามผู้เคยแปลเขาบ้างล่ะ (ท่านที่เคยรู้นิสัยท่าน) อวดดี เมื่อเจอของดีเข้าแล้วเข็ดบ้างไหม ถ้ายังไม่พอวันหลังหาเรื่องไปเรียนท่านใหม่ เลือกเอาที่จัง ๆ กว่าวันนี้นะ ผมน่ะไม่ขึ้นแน่วันหลัง ปล่อยให้คนดีคนเก่งรับตะบองใหญ่คนเดียว
    <o:p></o:p>
    ก็ผมไม่นึกว่าท่านจะใช้ไม้ตายแบบนี้นี่นา จึงได้เรียนแบบซื่อ ๆ เซ่อ ๆ อย่างนี้ องค์ที่ถูกรุมให้เหตุผล ใครว่าท่านดุด่า ผู้นั้นก็ไม่เห็นความผิดของตนละซินะ ผมยังอยากให้ท่านลงหนักยิ่งกว่านี้อีก วันนี้จิตผมหมอบราบเลยราวกับคนตายแล้ว สมน้ำหน้าจิตตัวคะนองวิ่งรอบโลกเหลือเกินวันนี้ ผมภาวนาคนเดียวจิตมันดื้อกระโดดโลดเต้นไม่ยอมสงบเอาเลย เหมือนจับลิงทั้งฝูงเข้ากรงนั่นแล แต่วันนี้พอโดนธรรมท่านหนักๆ เข้า จิตไม่มีทางออกเพราะถูกท่านตีต้อนด้วยธรรม เลยหมอบสงบลงได้อย่างง่ายดาย แหมดีจริงวันนี้ ผมขออนุโมทนาด้วยท่านที่หาญอาราธนาท่านแบบนี้ วันหลังจะมีใครได้เรื่องแปลก ๆ และเผ็ด ๆ ร้อน ๆ ไปเล่าถวายท่านอีก เผื่อลิง (จิต) ผมจะได้อยู่สงบสุขบ้าง ขณะท่านสับเขกอย่างแรง วันนี้ดีเหลือเกิน นับแต่ฟังเทศน์ท่านมาก็มีวันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับผม อีกองค์หนึ่งพูดขึ้นด้วยความพอใจ
    <o:p></o:p>
    บรรดาพระทั้งที่นั่งฟังอยู่บนกุฎีท่าน ทั้งที่แตกตื่นกันมาแอบฟังอยู่ตามข้าง ๆ และใต้ถุนกุฎีท่านเป็นจำนวนมาก ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย หลายองค์กลัวท่านจนแทบลืมหายใจ หลายองค์ที่ชอบฟังเทศน์ชนิดเผ็ดร้อน เมื่อฟังแล้วจิตได้รับความสงบอย่างแน่วแน่ในขณะนั้นหลายองค์ แต่โดยมากเพิ่งมาอยู่กับท่านใหม่ ๆ ทั้งกลัวทั้งอายอยากมุดดินลงในขณะนั้น จิตร้อนเป็นไฟไม่มีความสุขเลย ทั้งที่ไม่มีความผิดที่เคยทำมาพอประสานกับธรรมท่านบ้างเลย เฉพาะผู้เขียนความรู้สึกเป็นไปได้ร้อยแปดยิ่งกว่าบ้ามารวมกันอยู่ในหัวใจ สิ่งที่ถึงใจและฝังใจมากจนไม่มีวันลืม ก็คือตอนท่านว่าพากันมาเรียนและปฏิบัติแบบหมาหรือแบบไหนกันแน่นั่นแล ความจริงก็เพราะตนไม่อยากเป็นหมานั่นเอง ทั้งที่ตัวเองขโมยเป็นหมาไปแล้วด้วยความไม่รอบคอบ แต่ยังไม่ทราบว่าตนได้กลายเป็นหมาไปแล้วอย่างสมบูรณ์ แต่ขณะแรกที่ท่านเทศน์เรื่องหมากัดแทะกระดูก โดยนึกอวดตัวอยู่ภายในว่า ตนมิได้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหมา แต่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอย่างสมบูรณ์แบบต่างหาก และไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อแย่งอัฐิท่านแต่อย่างใด ปฏิบัติเพื่อธรรมคือมรรคผลนิพพานต่างหาก<o:p></o:p>
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    นับแต่วันที่ตนได้กลายเป็นหมาอย่างเงียบไม่มีใครทราบ แม้ตนเองก็ไม่ทราบว่าได้เป็นหมาลับ ๆ อย่างสมบูรณ์ นับแต่ขณะแรกฟังท่านแล้ว เป็นความมั่นใจและปักใจตัวเองว่า เรามิใช่มาอยู่และปฏิบัติกับท่านแบบหมานี่นา ต้องขออภัยท่านผู้อ่านมาก ๆ ที่เรียนตามความโง่จนเกินไป น่าจะไม่มีอะไรเลยเป็นความดีงามสำหรับผู้เขียนจึงได้นำความโง่มาประกาศ กรุณาฝืนใจอ่านด้วยความสงสาร เพราะมีอย่างนี้จริง ๆ
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ดังนั้นเวลาท่านมรณภาพและถวายเพลิงเสร็จ จวนถึงวันแจกอัฐิและบริขารท่านไว้เป็นที่ระลึกบูชา จึงรีบโดดเข้าป่าเข้าเขาไปเงียบ ด้วยความคิดเห็นที่เข้าใจว่าตนฉลาด ถ้าขืนอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันแจก จะต้องได้รับแจกบริขารชิ้นต่าง ๆ และอัฐิท่านแน่นอน แล้วก็จะไม่พ้นความเป็นหมาดังท่านว่า สุดท้ายหมาตัวฉลาดเกินโลกก็เผ่นเข้าป่าเข้าเขาจริง ๆ ไม่ยอมอยู่เพื่อรับแจกสิ่งใดของท่านทั้งสิ้น นี่แลคือความโง่ของคนที่เข้าใจว่าตนฉลาด ขนาดเป็นหมาไปแล้วเพราะความคิดโง่นั้น ยังเข้าใจว่าตนเป็นพระอยู่อย่างเย็นใจ และยังกลัวว่าตนจะเป็นหมาอยู่ร่ำไป น่าสลดสังเวชใจในความโง่แบบอัศจรรย์ตอนนี้ ธรรมเทศนาของท่านกัณฑ์นี้แล ที่ทำให้ผู้เขียนเป็นหมาไปได้อย่างแนบเนียนโดยไม่สำนึกตัวแม้แต่นิด ยังขืนอวดดีกลัวว่าตนจะเป็นหมาอยู่ได้
    <o:p></o:p>
    จนท่านมรณภาพผ่านไปร่วมปีจึงมาระลึกโทษได้ว่า ได้คิดผิดอย่างถนัดเกินกว่าจะได้รับอภัยโทษโปรดปรานจากท่าน สาเหตุที่ระลึกโทษได้ไม่สายจนเกินไปนักถึงกับยมบาลคัดออกจากบัญชี “ประเภทนรกแตก” ก็เพราะความหวนระลึกถึงพระคุณท่านในแง่ต่าง ๆ แล้วเล่าตลอดเวลาประจำอิริยาบถเรื่อยมา จึงมาสะดุดใจจนสะดุ้งว่า โอ้โฮพุทธบริษัทที่เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แม้พระพุทธรูปปฏิมากรรม พระบริขารและสถานที่เคยประทับ พระธรรมที่จารึกลงคัมภีร์ใบลานและวัตถุต่าง ๆ ตลอดพระสงฆ์ที่เป็นรูปแทนองค์และชื่อเสียงเรียงนามของความปฏิบัติ ตลอดการกำจัดกิเลสของท่าน ยังเป็นความเคารพอันดีงามและเป็นเนติแบบฉบับอันยอดเยี่ยมเพื่อพวกเราชาวพุทธสุดท้ายภายหลังได้ยึดเป็นคติอันดีหาที่ตำหนิมิได้ตลอดมา เหตุไฉนเราจะรับบริขารและอัฐิท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นอาจารย์ที่เราเคารพรักสุดหัวใจ จนสามารถยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างแทนท่านได้โดยไม่อาลัยเสียดาย ไว้สักการบูชาเทิดทูนแทนองค์ท่านเหมือนบรรดาศิษย์ทั้งหลายทำกัน ทำไมกลัวเป็นหมา
    <o:p></o:p>
    โอ้โฮ มิใช่เรากลายเป็นหมาในร่างของพระผู้อวดดีไปแล้ว เพราะความโง่เขลาทำลายแต่ขณะแรกฟังเทศน์ท่านวันนั้นแล้วละหรือ แล้วกัน ตัวดี ตัวฉลาดแหลมหลัก แต่ไม่รู้จักว่าอะไรให้เป็นหมาหรือเป็นพระเป็นคน เธอตัวฉลาดมาโดนตำแหน่งหมาเข้าเสียแล้ว เป็นเพียงไม่มีหางเหมือนหมาทั่วไปเท่านั้นเอง น่าสลดสังเวชตนที่ไม่มีอะไรให้อภัยได้เพราะสายไปเสียแล้ว ท่านอาจารย์มั่นผู้เคยเมตตากลัวเราจะเป็นหมาต่อหน้าท่านก็นิพพานไปเสียแล้ว เพราะท่านสอนแล้วไม่ยอมรับ แต่กลับเห็นผิดคิดแหวกไปเป็นหมา ทั้งที่ท่านตวาดห้ามไว้ไม่ยอมฟัง ตายจริง คราวนี้ อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารช่างหลอกพระให้เป็นหมาได้ต่อหน้าต่อตา อุปาทวยธมฺมิโน ขณะนี้เรากำลังเกิดเป็นหมาในร่างพระ อุปฺปชฺฌิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เกิดเป็นหมาแล้วจะดับความเป็นหมาของตนด้วยอุบายวิธีใดเล่า รีบคิดหาทางดับอย่านอนใจ ราวกับตนเป็นพระทั้งที่กำลังเป็นหมาอยู่ขณะนี้ เตสํ วูปสโม สุโข การระงับดับความคิดทั้งปวงที่พาให้เป็นหมาเสียได้ หมาในตัวเราก็ระงับไป ใจเป็นสุขหมดเรื่องไปเอง<o:p></o:p>
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    พอระลึกโทษได้ก็กราบขอขมาโทษท่านอย่างถึงใจ แล้วรีบไปขออัฐิท่านที่เชิญไว้สักการบูชาเป็นส่วนรวมในหน้าเทศกาล จนกว่าพระอุโบสถจะสร้างเสร็จแล้วเชิญท่านไปบรรจุไว้ใต้ฐานพระประธานในพระอุโบสถ วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร กับท่านพระครูอุดมธรรมคุณ (พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต)เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ท่านเองก็อนุเคราะห์ด้วยความเต็มใจและเมตตาพระที่แสนโง่ แม้ได้อัฐิท่านมาอย่างสมใจแล้วก็ทำให้มีอะไร ๆ สะกิดใจอยู่เสมอมา ราวกับวิบากแห่งหมานั้นยังติดตัวแก้ไม่ตก เฉพาะอัฐิเวลาได้มาแล้วก็คอยวันคอยคืนอยากให้อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ในขณะเดียวกันก็มีอะไรสะกิดใจอยู่เสมอมาว่า อัฐิท่านไม่มีวันกลายเป็นพระธาตุ ถ้ายังอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเราที่เคยประมาทท่านด้วยความคิดโง่ของตน ถ้าท่านจากเราไปมีทางกลายเป็นพระธาตุได้อย่างไม่มีปัญหา
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เป็นที่น่าประหลาดและอัศจรรย์เกินคาด พอแจกให้ท่านผู้อื่นไปสักการบูชา อัฐิท่านได้กลายเป็นพระธาตุไปอย่างรวดเร็ว ผิดธรรมดาที่อยู่กับคนบาปหนาปัญญาทำลายตนอย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ แต่เรื่องก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ กรรมตอนนี้ยังไม่หมดสิ้นไปง่าย ๆ แม้ท่านมาอยู่กับเราก็คอยแต่จะพรากจากไปทั้งที่เคารพรักท่านมากมายสุดหัวใจ จนกลายเป็นสภาพเดิม คืออยู่แต่ตัวเปล่าราวกับหมาตัวเดิมแล้วเหมาะกับภูมิของตนโดยแท้ ทุกวันนี้เมื่อพยายามเสาะแสวงอัฐิหรือพระธาตุท่านจนหมดหวัง ไม่มีทางได้ท่านมาสักการบูชาแล้ว เลยทำให้อยู่เฉยได้เหมือนคนสบายหมดหวัง ทั้งที่ใจก็ยังกระวนกระวายอยากได้ท่านอยู่นั่นเอง จึงได้เตือนตนว่า คราวนี้เชื่อหรือยัง กรรมที่เห็นกับตาตัวเองอย่างประจักษ์ไม่จำต้องถามใครอีกแล้ว อันเป็นคำสอนแกมประชดเพื่อได้สติบ้าง ต่อไปจะได้คิดหลายแง่หลายกระทงไม่อวดดีอวดเก่งด้วยความคิดเพียงหน้าเดียว ไม่ทบทวนซ้ำซากให้ได้หลายสันพันคมมาใช้ อันเป็นอุบายของท่านผู้ฉลาดที่เคยปฏิบัติกันมา
    <o:p></o:p>
    นับแต่บัดนั้นมา แม้จะยอมเห็นโทษของตนแล้วเพียงไร แต่เรื่องอัฐิท่านกับเราคงยังมีอะไรกันอยู่ภายในใจนั่นเอง ไม่ยอมลบเลือนและหายไปเหมือนสิ่งดีชั่วธรรมดาทั้งหลาย ที่ท่านว่ามโนกรรมนั้น แต่ก่อนก็เชื่อว่ามีผลเช่นเดียวกับกรรมอื่น ๆ ที่ทำด้วยทวารทั้งหลาย แต่ไม่สะดุดใจมากเหมือนคราวนี้ พออัฐิท่านอาจารย์มั่นประจักษ์กับตัวแล้วทำให้หายสงสัยในกรรมต่าง ๆ โดยสิ้นเชิงว่า กรรมให้ผลนั้นให้ผลอย่างไร ผู้ทำกรรมที่ไม่หลงลืมในกรรมที่ทำของตน ย่อมทราบด้วยตัวเอง นอกจากไม่กล้าพูดให้ผู้อื่นฟังเท่านั้น
    <o:p></o:p>
    ที่ท่านอาจารย์มั่นเทศน์วันนั้น ก็เต็มไปด้วยเจตนาเมตตาสงเคราะห์อย่างหาที่เปรียบมิได้ ท่านช่วยปิดกั้นทางไหลมาแห่งความลามกทั้งหลาย กลัวจะไหลบ่ามาแปดเปื้อนของที่ยังดีใช้การได้ให้เสียไปด้วย ท่านช่วยปิดกั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะการนำอัฐิของครูอาจารย์ไปจำหน่ายขายกิน เป็นความลามกโสมมอย่างยิ่งสำหรับพระกรรมฐานที่เคยได้รับอบรมมาด้วยดี พอทราบบุญบาปได้เท่าที่ควรแล้วไม่น่าจะทำอย่างนั้น ท่านจึงเทียบการกระทำนั้นเหมือนการกระทำของสุนัข เพราะเป็นการกัดการแทะแบบสัตว์ที่ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ อันเป็นภูมิและขนบธรรมเนียมของมนุษย์ปฏิบัติกันมา เมื่อเราไม่ทำแบบกัดแบบแทะเหมือนหมาก็จะเป็นหมาไปไม่ได้อยู่เอง เฉพาะคนไม่พอดีจึงกลับคิดเลยเถิดไปตามนิสัย โดยกลัวการนำอัฐิท่านไปเคารพบูชาจะไม่พ้นความเป็นหมา สุดท้ายก็เป็นหมาเพราะความโง่ของตนจนได้<o:p></o:p>
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลาย กรุณาอย่ายึดความคิดความเห็นหน้าเดียวไปเป็นทางดำเนิน จะกลายเป็นผู้ไม่รอบคอบและผิดพลาดไปอีกหลายคน ความคิดที่ได้รับการทดลองใคร่ครวญอยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ย่อมเป็นความคิดที่ควรแก่การงานทั้งหลายทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่ค่อยมีผิดพลาด แม้การปฏิบัติต่อตัวเองโดยเฉพาะเพื่อความเจริญรุ่งเรือง ก็ควรสนใจความคิดประเภทนี้ จะไม่ผิดพลาดและเสียใจในภายหลัง ผู้นับถือพุทธศาสนาจึงควรมีความรอบคอบด้วยเหตุผลในการปฏิบัติศาสนา งานทางโลกและทางธรรมจะไม่ผิดพลาดจากความมุ่งหมาย เพราะหลักพุทธศาสนามีเหตุผลกำกับอยู่ด้วยทุกระยะทุกวรรคทุกตอน บรรดาธรรมในวงศาสนาที่ประกาศสอนไว้
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    การที่ผู้นับถือพุทธศาสนา อันเป็นศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน แต่มีการปฏิบัติเป็นไปในรูปลักษณะต่างกัน โดยแอบอิงศาสนาเป็นที่รองรับความถูกต้อง จนบางแขนงลงกันไม่ได้ ทั้งนี้ก็น่าคิดอยู่บ้างสำหรับชาวพุทธผู้ตระหนักในเหตุผลตามหลักธรรม เพื่อการกระทำจะไม่เป็นลุ่ม ๆ ดอน ๆ จะกลมกลืนกับหลักศาสนธรรมอันเป็นองค์ของศาสดาแท้ ทั้งเหตุและผลจะไม่ขัดแย้งกัน ดังที่มักมีอยู่เสมอในวงพุทธบริษัทอันเดียวกัน หากใช้ความใคร่ครวญตามส่วนใหญ่ส่วนย่อยของศาสนาบ้าง แม้จะผิดแผกแตกต่างกันบ้างตามแขนงต่าง ๆ แห่งธรรมและจริตนิสัย ก็คงไม่มากมายจนน่ารำคาญนักดังที่ปรากฏอยู่ ซึ่งแทบพูดได้ว่าเป็นยาประจำบ้านแห่งสงครามคารมชาวพุทธที่สาดน้ำสงกรานต์ใส่กันโดยไม่เลือกกาลสถานที่ควรหรือไม่ประการใด แม้เจตนาจะบริสุทธิ์ต่อศาสนาด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ก็พอทราบความบกพร่องของชาวพุทธเราที่ต่างปฏิบัติไปตามความคิดเห็น มากกว่าความหนักแน่นในหลักธรรมอันเป็นเข็มทิศทางดำเนิน
     
  11. ชนะ สิริไพโรจน์

    ชนะ สิริไพโรจน์ ทีมผูัดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    5,893
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +35,176
    [​IMG]

    บรรดาท่านที่เห็นธรรมภายในใจอย่างแจ้งประจักษ์แล้ว
    ท่านมิได้สงสัยในองค์พระตถาคตเลยว่าประทับอยู่ในที่เช่นไร
    ซึ่งโลกเข้าใจว่าท่านเสด็จเข้าสู่นิพพานหายเงียบไปแล้ว
    ไม่มีศาสดาผู้คอยเมตตาสั่งสอนต่อไป
    ความจริงธรรมที่ทรงประสิทธิ์ประสาทไว้แล้วแก่หมู่ชน
    ก็คือองค์ศาสดาเราดีๆ นั่นแล

    สาธุ ขออนุโมทนาในธรรมทานเป็นอย่างสูงครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มิถุนายน 2011
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    การขบฉันของพระธุดงคกรรมฐาน

    ที่เขียนผ่านมาได้กล่าวถึงบาตรและขนาดของบาตรพระกรรมฐาน ซึ่งถือเป็นบริขารจำเป็นทั้งยามปกติและเวลาออกเที่ยววิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ยามปกติถ้ายังฉันอยู่ ท่านจำต้องออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรทุกวัน และฉันในบาตรเป็นประจำ เวลาออกเที่ยวกรรมฐานก็อาศัยบาตรเป็นภาชนะสำหรับใส่บริขารต่าง ๆ เช่นเดียวกับฆราวาสถือกระเป๋าเป็นเพื่อนเดินทาง การฉันจังหันของพระกรรมฐาน ท่านฉันสำรวมดังกล่าวแล้ว เวลาไปบิณฑบาตกลับมาถึงที่พักหรือวัดแล้ว ก่อนฉัน ถ้ามีหลายองค์ด้วยกัน เช่น อยู่ในสำนักหรือออกเที่ยวด้วยกันหลายองค์ในบางครั้ง ที่ท่านเคยปฏิบัติมาเมื่อได้อาหารมามากน้อยจากบิณฑบาต ต่างนำอาหารต่าง ๆ ออกจากบาตรมาแก้รวมกัน แล้วแจกจ่ายใส่บาตรให้ทั่วถึงกัน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เสร็จแล้วถ้ามีญาติโยมตามออกมาแม้แต่คนหนึ่งขึ้นไป ท่านอนุโมทนา ยถา สัพพีฯ ก่อนแล้วค่อยลงมือฉัน แต่โดยมากมักทำอนุโมทนาอยู่ในบ้านเสร็จแล้วค่อยออกมา โดยญาติโยมทำร้านเล็ก ๆ ไว้ในบ้านแห่งหนึ่งหรือสองแห่งเพื่อท่านนั่งอนุโมทนาเสร็จแล้วค่อยออกมา ญาติโยมจึงไม่ค่อยตามมา มีอะไรเขาก็เตรียมใส่บาตรให้พร้อมเสร็จ เมื่อจัดอาหารใส่ในบาตรเสร็จแล้ว ท่านเริ่มทำความสงบอารมณ์พิจารณาปัจจเวกขณะ ปฏิสังขา โยนิโส ฯลฯ ในอาหารชนิดต่าง ๆ ที่รวมในบาตร โดยทาง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา บ้าง ทางปฏิกูลสัญญาบ้าง ทางธาตุบ้าง ตามแต่ความถนัดของแต่ละท่านจะพิจารณาแยบคายในทางใด อย่างน้อยประมาณหนึ่งนาทีขึ้นไป แล้วค่อยเริ่มลงมือฉันด้วยท่าสำรวมและมีสติประจำตัวในการขบฉัน
    <o:p></o:p>
    ไม่พูดสนทนาเรื่องใดๆ ในเวลานั้น นอกจากความจำเป็นจะต้องพูด ก็ทำความรู้สึกตัวไว้แล้วค่อยพูดตามความจำเป็น แล้วหยุด ก่อนจะพูดก็รอให้อาหารหมดในมุขทวารก่อน ค่อยพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่ให้มีเสียงรัวเรีย อันเป็นการผิดมรรยาทของการพูดในเวลานั้น ขณะพูดก็ตั้งใจทำหน้าที่ในการพูดจนจบก่อน แล้วค่อยลงมือฉันต่อไปด้วยท่าสำรวมตามปกติ มีสติระวังการบดเคี้ยวอาหารไปทุกระยะ ไม่ให้มีเสียงดังกรอบแกรบมูมมามซึ่งเสียมารยาทในการฉัน และเป็นลักษณะของความเผอเรอและตะกละตะกลาม ตามองลงในบาตร ทำความสำคัญอยู่ในบาตรด้วยความมีสติ ไม่เหม่อมองสิ่งนั้นสิ่งนี้ในเวลาฉัน อันเป็นลักษณะของความลืมตัวขาดสติ
    <o:p></o:p>
    ขณะฉันก็พิจารณาไปด้วยตามความถนัดในแง่แห่งธรรม โดยถืออาหารที่กำลังฉันเป็นอารมณ์บ้าง ถือธรรมที่เคยพิจารณาประจำนิสัยเป็นอารมณ์บ้าง แต่โดยมากท่านมักพิจารณาอาหารที่กำลังฉันมากกว่าธรรมอื่น ๆ ในเวลานั้น การฉันในท่าสำรวมด้วยความมีสติพิจารณาด้วยปัญญา มักเกิดอุบายแปลก ๆ ขึ้นมาในเวลาฉันเสมอ บางครั้งถึงกับเกิดความสลดใจขึ้นมาในเวลาฉันก็มี จนต้องหยุดฉันไปพักหนึ่งหรือหยุดเลยก็มี เพราะรสแห่งธรรมที่เกิดขึ้นในเวลานั้น มีความสำคัญเกินกว่าที่จะมัวเพลินในรสแห่งอาหารที่กำลังฉันอยู่มากมาย<o:p></o:p>
    <o:p></o:p>
    <o:p>การหยิบอาหารใส่มุขทวารก็มีสติประจำไปทุกระยะ เช่นเดียวกับการทำความเพียรในท่าอื่น ๆ เพราะการขบฉันก็เป็นกิจวัตรของพระข้อหนึ่ง ไม่ด้อยกว่ากิจวัตรอื่น ๆ อันเป็นเครื่องถอดถอนกิเลสภายในได้เสมอกัน ถ้าไม่ประมาทเพลิดเพลินไปกับรสอาหารเสียจนลืมตัว การขบฉันจะกลายเป็นเรื่องโลก ๆ ไป ไม่เป็นกิจวัตรประจำองค์พระผู้หวังเห็นภัยในทุกสิ่งที่อยู่ในความสามารถ อาจรู้เห็นในสถานที่และอิริยาบถทั้งปวง ดังนั้นการขบฉัน ครูอาจารย์ทั้งหลายมีท่านอาจารย์มั่น เป็นต้น จึงถือเป็นกิจสำคัญเสมอมา ขณะฉันจะมีพระอยู่ร่วมกันจำนวนมากเพียงไรก็ตาม ย่อมเป็นเหมือนไม่มีพระอยู่ในที่นั้นเลย เพราะมิได้พูดคุยกัน ต่างองค์ต่างทำหน้าที่ของตัวด้วยความสงบสำรวม เนื่องจากท่านถือการฉันเป็นกิจวัตรที่ควรสนใจ อันเป็นธรรมเช่นเดียวกับกิจวัตรทั้งหลาย<o:p></o:p>
    </o:p>
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ประเพณีของพระกรรมฐานเคารพในครูอาจารย์และเคารพในกันและกัน

    ประเพณีของพระกรรมฐานมีความเคารพในหัวหน้ามาก ถ้าหัวหน้ายังไม่ลงมือฉันท่านก็ยังต้องรอ จนกว่าหัวหน้าลงมือฉันไปบ้างแล้ว พระอันดับจึงจะลงมือฉันกันต่อไป ถ้าครูอาจารย์ผู้ใหญ่ไม่อยู่ก็เคารพองค์ที่รองลงมา โดยมากสำนักกรรมฐานท่านปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่ต่อไปข้างหน้าก็น่าสงสัย เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงและนับวันเจริญ พระกรรมฐานอาจเปลี่ยนแปลงและเจริญรอยไปตามโลกก็เป็นได้ เพราะคำว่า “ความเจริญ” ใคร ๆ ก็ต้องการ พระเณรก็เป็นคนมีหัวใจเช่นเดียวกับโลก จะไม่ให้ต้องการความเจริญกับเขาก็น่าพิศวงสงสัย สำหรับท่านที่แก่ชรามากและพอเป็นรัตตัญญูในทางโลกและทางธรรมมาพอสมควรแล้ว อะไรจะเจริญหรือเสื่อม ท่านคงไม่มีความสามารถอาจรู้อะไรกับเขาได้ คงเป็นขรัวตาเฝ้าวัดอยู่ เพียงรอลมหายใจถึงวันอวสานแห่งขันธ์ไปเป็นวัน ๆ เท่านั้นเอง
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ผู้เขียนนี้ก็ไปอีกแง่หนึ่งได้แต่เขียนไปแบบหลวงตาโดยไม่สำนึกว่า ท่านผู้ใดจะสนใจหรือไม่เพียงไร มีแต่เขียนร่ำไปแบบหลับหูหลับตาอย่างนั้นเอง กรุณาอย่าถือสา ตอนใดประโยคใดไม่เป็นสาระพอจะสละเวลาอ่านได้กรุณาผ่านไป สงวนเวลาไว้ทำประโยชน์อย่างอื่นที่มีคุณค่าสาระกว่า ก็นับว่าเป็นผู้รู้จักคุณค่าของเวลา
    <o:p></o:p>
    เฉพาะท่านอาจารย์มั่น ก่อนฉันท่านพิจารณาอยู่นาน ราวกับทำภาวนานั่นแลบางวันตอนเย็น ๆ หรือกลางคืน โอกาสดี ท่านยังเมตตาเล่าเรื่องการพิจารณาปัจจเวกขณะในเวลาฉันให้พวกเราฟังว่า ธรรมมักปรากฏขึ้นในเวลาฉันเสมอ บางครั้งเกิดอุบายต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้ติดตามคิดอยู่หลายวันก็มี บางครั้งเกิดความปฏิกูลเบื่อหน่ายขึ้นมาจากอาหารในบาตร ถึงกับจิตเกิดความเบื่อหน่ายในอาหารจะไม่ยอมฉันก็มี ตอนนั้นเป็นสมัยที่ท่านกำลังปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจัง เมื่อเกิดความรู้ที่กระเทือนธรรมขึ้นมา ต้องใช้อุบายปราบปรามแก้ไขกิเลสประเภทเบื่อตัวเอง (อาหาร)กันอย่างหนักหน่วง จึงยอมรับและลงสู่สภาพความจริง คือสายกลางได้ มิฉะนั้นจิตจะไม่ยอมฉันเอาเลย โดยเห็นอาหารในบาตรเป็น....อะไรไปหมด
    <o:p></o:p>
    การบังคับให้ฉันในเวลานั้น จึงเป็นเหมือนคนที่ถูกบังคับให้เข้าไปชมความสวยงามของคนตายในป่าช้าฉันนั้น ต้องพิจารณาแก้ไขกิเลสประเภทบังเงาซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนอย่างเอาจริง เช่นเดียวกับพิจารณาความงามให้เป็นของปฏิกูลนั่นเอง จิตจึงลงสู่สภาพเดิมได้ และฉันได้อย่างธรรมดาต่อไป จากนั้นต้องใช้อุบายหลายด้านประสานกันไป คือ ทั้งให้รู้ ทั้งให้รอบตัว ทั้งให้กลัว ทั้งให้กล้าสลับสับปนกันไป แต่ที่จิตแสดงความรู้ในลักษณะนั้นขึ้นมาก็ดีอย่างหนึ่ง ทำให้สติปัญญาความแยบคายพลิกแพลงใช้ได้หลายสันหลายคม ทันกับกลมารยาของกิเลสตัวแสนปลิ้นปล้อนหลอกลวงได้ดี ยิ่งจิตมีนิสัยผาดโผนโลดเต้นด้วยแล้ว จะพิจารณาไปธรรมดาไม่ได้ ต้องไปเจอเอากิเลสประเภทสวมรอยเข้าจนได้<o:p></o:p>
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ฉะนั้นจึงกล้าพูดอยู่เสมอว่า สติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญในวงการพิจารณาธรรมทั้งหลาย ทั้งหยาบ ละเอียด มีสติปัญญาเป็นเครื่องมืออย่างเอกไม่ยอมแพ้อะไรเอาง่าย ๆ ดังเราพิจารณาอาหารในบาตรให้เป็นของปฏิกูลเพื่อตัดความพะวงหลงรส ให้ปรากฏสักว่าธาตุหรือธรรม เพียงอาศัยกันไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น แต่เวลาปรากฏขึ้นมาในจิตขณะพิจารณา เลยกลับเป็นของน่าเบื่อหน่าย จนเกิดความขยะแขยงถึงกับจะฝืนฉันต่อไปไม่ได้ ราวกับสิ่งนั้น ๆ ไม่เคยเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตธาตุขันธ์มาก่อนเลย ความเบื่อชนิดนี้เป็นโลกานุวัตรแบบโลกเบื่อกันทั่วไป เป็นความเบื่อแฝงธรรม มิใช่มัชฌิมาที่ท่านพาดำเนิน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ท่านว่าความเบื่อชนิดนี้แล ที่ทำให้พระบางองค์ในครั้งพุทธกาลเบื่อตัวเอง ถึงกับจ้างเขามาฆ่าตัวให้ตาย ซึ่งเป็นการเบื่อผิดทาง และเป็นความเบื่อชนิดที่ทำให้เกิดความคับแคบตีบตันขึ้นภายใน ไม่ปลอดโปร่งโล่งใจ ซึ่งเป็นการสร้างกิเลสขึ้นมาอย่างลึกลับโดยไม่รู้สึกตัว และเชื่อตามอย่างสนิทใจ ผมมาจับมารยาของกิเลสตัวนี้ได้ก็ตอนเบื่ออาหารครั้งนั้นเอง แต่สติปัญญาเราทันกลมารยาของมันเสียก่อนที่มันจะได้ท่าและลุกลามกว้างขวางออกไป เบื่ออวัยวะและชีวิตจิตใจ พอพิจารณารู้เท่าทัน ความเบื่อชนิดนั้นก็สงบตัวลงไป เกิดความเห็นจริงชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนที่ จึงได้ยึดธรรมนั้นเป็นหลัก และยึดความเบื่อนี้เป็นบทเรียนได้ตลอดมา
    <o:p></o:p>
    ไม่ว่าจะพิจารณาภายในหรือภายนอก กว้าง แคบ หยาบ ละเอียดเพียงไร ต้องมีทั้งไม้เป็นไม้ตาย ทั้งไม้รับไม้ต่อย คือ พิจารณาทบทวนก้าวหน้าถอยหลังเพื่อความละเอียดรอบคอบในงานของตน แต่บัดนี้เป็นต้นมา ไม่เคยปล่อยตัวด้วยการพิจารณาไปธรรมดา ๆ เลย ความรู้ประหลาดครั้งนั้นจึงเป็นหินลับสติปัญญาได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่นอนใจกับอะไรอย่างตายใจ นอกจากได้พิจารณาทบทวนด้วยสติปัญญาชนิดนี้จนเป็นที่พอใจ หาที่แย้งตัวเองไม่ได้แล้วเท่านั้น ผลจึงเป็นความตายใจอย่างสนิทได้ในธรรมทุกขั้น
    <o:p></o:p>
    จึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปาก แน่ใจได้อย่างภาคภูมิว่า คนเราหาอะไรก็ได้สิ่งนั้น คือ หาความโง่ก็ได้แต่ความโง่ หาความฉลาดก็ได้ความฉลาด หาความโลภก็ได้แต่ความโลภ หาความโกรธก็ได้แต่ความโกรธเต็มหัวใจ หาชั่วก็ได้ชั่ว หาดีก็ได้ดี หรือหาบาปก็ได้แต่บาป หาบุญก็ได้แต่บุญ หานรกก็ได้แต่นรกความแผดเผาตัวเอง หาสวรรค์ก็ได้สวรรค์ แม้หานิพพานก็พ้นความพยายามแสวงหาไปไม่ได้ ไม่ผิดจากต้นเหตุคือการหาการทำ เพราะมีผู้เคยหาผู้เคยเจอผลจากเหตุแห่งการหาการกระทำนั้น ๆ มาแล้วก่อนพวกเราเป็นเวลานานแสนนาน นับแต่ตั้งแผ่นดินเป็นสัตว์เป็นมนุษย์สมมุติบัญญัติมา จะมามัวเกาหมัดปฏิเสธดีชั่วสุขทุกข์ อันเป็นการปิดทางเดินของตัวให้โง่และเสียเวลาไปเปล่าทำไมกัน<o:p></o:p>
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ถ้าว่ามนุษย์เป็นผู้ฉลาดกว่าสัตว์จริงดังคำเสกสรรตัวเอง คำนั้นก็ไร้ความหมายอย่างเต็มตัว เกิดมาตายเปล่า ๆ เพราะความโง่เง่าฆ่าตัวราวกับขุยไม้ไผ่นั้นแล ใครจะคิดก็รีบคิด อย่ามามัวนั่งอมลิ้นอมฟันฟัง และยืนเดินนั่งนอนสั่งสมความโง่อยู่เปล่าๆ บทเวลาตายแล้วจะเสียกาล ทั้งเสียข้าวสุกข้าวสารอาหารหวานคาวเครื่องนุ่งห่มใช้สอยของชาวบ้านที่บริจาคให้ทานหวังบุญ เพื่ออุดหนุนกำลังผู้บวชด้วยศรัทธาหวังเทิดทูน และตั้งใจละกิเลสทั้งหลายให้ขาดจากใจ แต่ครั้นแล้วแม้สติปัญญาเพียงเท่าเมล็ดงาขาริ้นขายุงพอจะมาฆ่ากิเลสแม้ตัวหนึ่งให้ตายก็ไม่มีในใจแล้ว กิเลสจะตายไปด้วยเหตุผลกลไกอันใดเล่า เมื่อสติปัญญาและความพากเพียรยังเป็นอยู่แค่นี้ ผมรู้สึกจะหมดสติปัญญาแทนท่านทั้งหลายแล้วเวลานี้ ดังนี้ บทสุดท้ายท่านคงรำคาญจึงตีเอาๆ เสียบ้าง พอไม่เสียลวดลายของอาชาไนยผู้เกรียงไกรในวงศาสนาแห่งยุคปัจจุบัน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    การพิจารณาด้วยสติปัญญาอยู่โดยสม่ำเสมอ แม้ขณะขบฉันหรือรับประทาน กระแสแห่งธรรมเครื่องส่องสว่างยังมีทางเกิดได้ไม่เลือกกาล ดังท่านอาจารย์มั่นเมตตาเล่าให้ฟังทั้งเรื่องผิดและเรื่องถูก นับว่าเป็นเครื่องเสริมสติปัญญาสำหรับท่านที่สนใจได้ดี เรื่องเกิดความเบื่อหน่ายในอาหารขณะพิจารณาก่อนลงมือรับประทาน แม้อุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาวก็เป็นเหมือนท่านอยู่บ้าง ในวงพระปฏิบัติก็มีบางรายเป็นในลักษณะเดียวกันกับท่าน แต่จะขอผ่านไป จะนำมาลงบ้างเป็นบางตอนเฉพาะผู้หญิงนุ่งขาว
    <o:p></o:p>
    คือ สมัยท่านพักอยู่วัดหนองผือ สกลนคร ก็มีอุบาสิกาคนหนึ่งมาเล่าถวายท่านถึงเหตุการณ์ที่ตนรับประทานอาหารไม่ได้มาสองสามวันแล้ว เพราะความปฏิกูลเบื่อหน่ายอาหาร ตลอดร่างกายทุกส่วนของตนและผู้อื่น ทำให้เบื่อทั้งอาหาร เบื่อทั้งร่างกาย และเบื่อทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในอิริยาบถต่างๆ นอนไม่หลับ มองดูอาหารซึ่งเคยถือว่าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายจิตใจมาแต่วันเกิด ก็กลายเป็นสิ่งปฏิกูลเหลือประมาณเกินกว่าจะฝืนรับได้ลงคอ มองดูร่างกายของตนและของผู้อื่นเห็นเต็มไปด้วยความปฏิกูลทั้งสิ้น ราวกับป่าช้าผีดิบมาตั้งอยู่กับร่างกายทุกส่วน ไม่มีเว้นส่วนใดว่าไม่เป็นปฏิกูลและป่าช้าเสียเลย นอกจากเบื่อหน่ายอาหารแล้วยังทำให้เบื่อหน่ายตัวเอง และเครื่องนุ่งห่มที่หลับนอนต่าง ๆ เบื่อหน่ายความเป็นอยู่ เบื่อหน่ายโลกทั้งมวล ไม่มีแม้สิ่งหนึ่งที่น่ารักชอบใจและชวนให้อยู่ ในอิริยาบถต่าง ๆ มักบ้วนแต่น้ำลายเป็นประจำ เพราะความปฏิกูลสัญญาคอยเตือนอยู่เสมอ
    <o:p></o:p>
    ท่านอาจารย์ได้เมตตาอธิบายให้ฟังอย่างเผ็ดร้อนถึงใจเช่นกัน จนอุบาสิกาคนนั้นยอมรับความสำคัญผิดต่างๆ ที่หลอกลวงตัวเองจนเลยขอบเขตความพอดีแห่งธรรม ว่าเป็นความผิดโดยสิ้นเชิง นับแต่วันนั้นเวลาเธอมากราบเยี่ยมรับการอบรม ท่านถามถึงเรื่องนั้นเธอก็กราบเรียนด้วยความเลื่อมใส และปฏิบัติตามท่านโดยสม่ำเสมอตลอดมา เรื่องทำนองนั้นก็ได้หายไปไม่มาปรากฏอีกเลย จึงเป็นเรื่องน่าคิดในวงปฏิบัติที่มักมีสิ่งแปลก ๆ แฝงขึ้นมากับบางรายอยู่เสมอทั้งผิดและถูก ถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยแนะแนวทางให้ก็อาจเห็นผิดไปได้ทั้งที่ตนเข้าใจว่าถูก สติปัญญาจึงเป็นธรรมจำเป็นต่อการปฏิบัติในธรรมทุกชั้นไม่ควรให้ห่างไกล<o:p></o:p>
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    การปฏิบัติแบบสบายเกินไปไม่ละเอียดถี่ถ้วนในกิจที่ทำ อาจได้รับความสลดสังเวชและสมเพชเวทนาจากผู้อื่น เพราะความรู้ง่ายเห็นง่ายและจ่ายเร็วของตน โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนนำออกใช้ก็ได้ การปฏิบัติและผลที่ได้รับแทนที่จะเด่นเลยกลับด้อยลง เพราะความไม่รอบคอบเข้าทำลาย ข้อนี้ท่านนักปฏิบัติธรรมเราควรสนใจเป็นพิเศษ หากไม่สุดวิสัยของสติปัญญาจริงๆ อย่าให้มีขึ้นได้ เนื่องจากธรรมไม่เหมือนโลก เพราะเป็นความละเอียดสุขุมต่างกันอยู่มาก โลกคิดไม่ผิด พูดไม่ผิด และทำไม่ผิด แต่ผู้ปฏิบัติธรรมฝืนคิดแบบโลก พูดแบบโลก และทำแบบโลกย่อมผิดอย่างน่าสังเวชในทันทีทันใด
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เพราะความนิยมระหว่างโลกกับธรรมมีลึกตื้นหยาบละเอียดต่างกัน เช่น โลกเขาเรียนและสอนเป็นชั้นเป็นภูมิตามกฎและความนิยม เวลาสอบได้ต้องมีประกาศนียบัตรเป็นเครื่องแสดงและรับรองยืนยันตามชั้นที่สอบได้ เพื่อความสะดวกในการงานจากวิชาที่สอบได้ และเกียรติยศชื่อเสียงตามวิสัยของโลกที่นิยมกัน แต่ธรรมปฏิบัติของผู้บำเพ็ญจะคิดแบบโลกพูดแบบโลก และทำแบบโลก เช่น สอบและให้คะแนนกันว่าได้สำเร็จขั้นภูมินั้น หรือได้สมาธิสมาบัติอรหัตมรรคอรหัตผล ย่อมขัดต่อจารีตประเพณีของผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมย่อมกลายเป็นโลกและหยาบโลนยิ่งกว่าโลกเสียอีก แทนที่จะน่าอนุโมทนาในกิริยาที่แสดงออก แต่กลับทำให้ผู้อื่นเอือมระอาไปตาม ๆ กัน
    <o:p></o:p>
    เพื่อความราบรื่นดีงามของผู้ปฏิบัติมุ่งอรรถมุ่งธรรมเป็นที่อบอุ่น มั่นใจแก่ตน ควรจะเป็นไปในทางสงบ แม้จะสำเร็จจนถึงขั้นพระอรหัตผลก็รู้โดยทาง สนฺทิฏฺฐิโก หรือ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ แห่งความบริสุทธิ์ใจ ไม่แสดงออกแบบโลก ๆ อันเป็นความอยากหิวโหย ย่อมเป็นการเทิดเกียรติทั้งแก่ตนและพระศาสนาอย่างสุขุมนุ่มนวล ไม่แฝงไปกับความกระเทือนน้ำล้นฝั่ง ซึ่งสุดท้ายก็คือโลกเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีธรรมของจริงตามคำกล่าวอ้างแม้กระพี้ติดแก่น ที่เรียกว่า ธรรมสมเพชเวทนา
    <o:p></o:p>
    ท่านผู้บรรลุธรรมแล้ว ผู้อื่นจะทราบได้หรือไม่โดยทางใดนั้น ย่อมทราบได้โดยทางเหตุผลของการโต้ตอบสนทนาระหว่างผู้ปฏิบัติด้วยกันและรู้ด้วยกัน หนึ่ง ทราบได้จากการบรรยายธรรมในภาคปฏิบัติทางจิตตภาวนา หนึ่ง ทราบได้จากการอธิบายธรรมให้ผู้มาศึกษาจิตตภาวนาที่กำลังติดขัดอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งตามภูมิของตน จนเข้าใจหายสงสัยในจุดนั้นๆ หนึ่ง เช่น ผู้ปฏิบัติกำลังติดขัดอยู่ในอวิชชาว่า ขณะจิตจะหลุดพ้นจากอวิชชาจริง ๆ นั้น จิตปฏิบัติต่ออวิชชาอย่างไรจึงหลุดพ้นไปได้ ผู้ที่หลุดพ้นอวิชชาไปแล้วย่อมตอบได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย แม้ผู้กำลังจะก้าวจากภูมิอวิชชาอยู่แล้วก็เข้าใจความหมายไปโดยลำดับ หรืออาจเข้าใจและก้าวล่วงไปตามอุบายที่ท่านให้นัยในขณะนั้นก็ได้ แต่ถ้าจิตยังไม่หลุดพ้นจะอธิบายไม่ถูกกับจุดของอวิชชาอย่างแท้จริงเลยแม้เรียนอวิชชามาจนช่ำชอง เพราะอวิชชาในความจำกับอวิชชาแท้ไม่เหมือนกัน หรือไม่ใช่อันเดียวกัน<o:p></o:p>
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ผู้รู้อวิชชาตัวจริงแล้ว แม้ไม่ได้เรียนลวดลายเล่ห์เหลี่ยมของอวิชชาอย่างกว้างขวางมากมายก็ไม่สงสัย และไม่ติดอวิชชา เช่นเดียวกับผู้รู้อภิธรรมแท้แล้วแม้ไม่เรียนอภิธรรมอย่างกว้างขวางพิสดาร ก็ไม่สงสัยและไม่ติดอภิธรรม ผิดกับผู้เรียนอวิชชาและเรียนอภิธรรม แต่ไม่รู้ตัวจริงของอวิชชาและตัวจริงของอภิธรรมเป็นไหน ๆ นอกจากทั้งเรียนทั้งรู้จริงแล้ว แม้ไม่มีใครบอกก็เข้าใจ เพราะผู้ไม่เข้าใจกับผู้เข้าใจธรรมเหล่านั้นอยู่ในฉากเดียวกัน จึงหมดทางอยากรู้อยากเห็นว่าธรรมเหล่านั้นเป็นอะไรต่อไปอีก เช่นเดียวกับเจ้าของโคอยากพบตัวโค แล้วติดตามรอยโคไปไม่ลดละจนถึงตัวโค ย่อมหยุดตามรอยโคในขณะที่พบตัวโคทันทีฉะนั้น เมื่อท่านอ่านมาพบโวหารป่า กรุณาให้อภัยผู้เขียนซึ่งเป็นป่าเอามาก ๆ ด้วยที่เพ้อไปไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ เพราะภายในตัวพระป่ามีแต่ธรรมเพ้อจนน่าเวียนศีรษะ ไม่ค่อยมีธรรมที่น่าเพลินแฝงอยู่เลย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    กรุณาปฏิบัติด้วยตัวเองจนรู้ขึ้นกับตัวนั่นแล จะเป็นที่แน่ใจและภาคภูมิยิ่งกว่าการอ่านการฟังจากผู้อื่น เพราะการทราบจากคำบอกเล่าหรือตำรับตำรา จำต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความวิพากษ์วิจารณ์กว่าจะยุติลงปลงใจเชื่อได้ ก็ต้องรบกับคำติชมที่เกิดขึ้นภายในอย่างหนัก ดีไม่ดีอาจแพ้ตัวเองได้โดยเข้าใจว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะการตัดสินหรือการให้คะแนนจากการวิจารณ์นั้นก็ได้ เพราะปกติจิตสามัญเรามักส่งออกข้างนอกมากกว่าส่งเข้าข้างใน ผลที่ได้รับจึงมักแพ้ตัวเองเสมอ
    <o:p></o:p>
    วิธีท่านแก้จิตท่านเองและหญิงคนนั้น ให้คลายจากปฏิกูลสัญญาความเบื่อหน่ายในอาหาร และในชีวิตความเป็นอยู่แห่งอัตภาพร่างกายของตนและของผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับพวกเราที่กำลังตกอยู่ในปัญหานี้ ซึ่งอาจจะเจอเข้าวันใดก็ได้ จึงได้นำมาลงไว้เล็กน้อยเท่าที่จำได้ดังนี้ ขณะพิจารณาอาหาร ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ท่านว่าท่านกับท่านหญิงคนนั้นมีความรู้สึกต่ออาหารคล้ายคลึงกัน คือพอพิจารณาเป็นปฏิกูลทั้งอาหารใหม่ที่กำลังผสมอยู่ในบาตร ทั้งอาหารเก่าที่ผสมกันอยู่ภายในร่างกาย และนำสิ่งเหล่านั้นมาเทียบเคียงกัน โดยถือภายในเป็นหลักยืนตัวแห่งความเป็นปฏิกูล เมื่อพิจารณาหนักเข้าและเทียบเคียงกันหนักเข้า อาหารที่อยู่ในบาตรค่อยเปลี่ยนสภาพจากความเป็นอาหารที่น่ารับประทานไปโดยลำดับ จนกลายเป็นสิ่งปฏิกูลไปเช่นเดียวกับส่วนภายในอย่างชัดเจน และเกิดความสลดใจเบื่อหน่ายขึ้นเป็นกำลัง
    <o:p></o:p>
    แต่เดชะเวลานั้นท่านอยู่เพียงองค์เดียว จึงมีโอกาสได้พิจารณาแก้ไขกันเต็มความสามารถอยู่พักใหญ่ จิตจึงได้ยอมรับความจริงและฉันได้ปกติธรรมดา แต่จะรอไว้ลงตอนท่านสั่งสอนหญิงคนนั้นซึ่งมีเนื้อธรรมอย่างเดียวกัน นับแต่วันนั้นมาท่านจึงได้เห็นความผาดโผนของจิตว่าเป็นได้ต่าง ๆ ไม่มีประมาณ และเพิ่มความระมัดระวังต่อการพิจารณาขึ้นอีกเพื่อความละเอียดถี่ถ้วน โดยใช้อุบายพลิกแพลงหลายเล่ห์หลายเหลี่ยมหลายสันพันนัย จนเป็นที่แน่ใจต่องานนั้นๆ ไม่ให้ผิดพลาดไปได้ จิตก็นับวันฉลาดแยบคายต่อการพิจารณาไม่มีสิ้นสุด<o:p></o:p>
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เมื่อท่านมาพักอยู่วัดหนองผือก็มีหญิงคนดังกล่าวมาเล่าถวาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ท่านจึงได้อธิบายให้เธอฟังในเวลานั้น บรรดาพระและเณรก็พลอยได้ฟังธรรมพิเศษจากท่าน โดยยกท่านขึ้นเป็นต้นเหตุแห่งการแสดงว่า เรื่องทำนองที่โยมเป็นนี้อาตมาเคยเป็นมาแล้ว และเข้าใจกลมารยาของกิเลสประเภทสวมรอยหรือประเภทบังเงามาแล้ว ถ้าเทียบก็นี่แลคือมหาโจรระดับคนชั้นผู้ดี ซึ่งแต่งตัวสวยงามโก้หรูราวกับท้าวสักกเทวราชและนางสุชาดามาจากแดนสวรรค์ เดินผ่านผู้คนสังคมชั้นไหนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นสัตว์นรกในร่างแห่งมนุษย์เลย เขาจึงสนุกอยู่และไปไหนมาไหนได้อย่างองอาจ ราวกับนักปราชญ์ในแดนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีใครจับตัวได้ง่าย ๆ เพราะแผนการที่ทำนั้นเกินกว่าความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไปจะนึกสงสัย นอกจากผู้มีนัยน์ตาแหลมคมมีปัญญาฉลาด และได้รับการศึกษากลมารยาของพวกนั้นในทางนี้มาโดยเฉพาะ เช่นเจ้าหน้าที่ จึงจะรู้เท่าทันและจับตัวมาลงโทษได้ นอกนั้นมันลูบศีรษะเอาจนเกลี้ยงไม่มีผมเหลือค้างอยู่เลย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    กิเลสประเภทนี้มีลักษณะอย่างนั่นแล มันคอยแทรกเข้ากับความปฏิกูลแห่งธรรมที่ปัญญาหยั่งไม่ถึงจนได้ ส่วนความมุ่งหมายของธรรมที่พิจารณาให้เป็นปฏิกูลนั้น เพื่อตัดความโลภความหลงในอาหาร ซึ่งเป็นเครื่องผูกพันจิตใจให้กังวลหม่นหมองต่างหาก มิได้เป็นปฏิกูลเพื่อส่งผลให้คนอดตายและฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสพวกนี้มาบังเงาแห่งธรรม ทำหน้าที่ของตนแบบโลกที่ถูกกิเลสชักจูงทำกัน แต่เป็นปฏิกูลแบบธรรม คือ ส่วนปฏิกูลก็รับทราบว่าเป็นปฏิกูล ส่วนที่ต้องอาศัยก็ยอมรับว่าต้องอาศัยกันไปตลอดกาลของขันธ์ ดังร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความปฏิกูล อาหารก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความปฏิกูล ของปฏิกูลด้วยกันอยู่ด้วยกันก็ได้ ไม่เป็นข้าศึกต่อกัน ไม่ควรแยกจากกันโดยการไม่ยอมรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นความเห็นผิดไปตามกิเลสประเภทสวมรอยหรือบังเงา ส่วนผู้พิจารณาคือใจ ก็เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากสิ่งปฏิกูลนั้น ๆ มิได้มีส่วนแปดเปื้อนด้วยสิ่งดังกล่าว พอจะให้เกิดความเบื่อหน่ายเกลียดชังขนาดลงกันไม่ได้
    <o:p></o:p>
    ธรรมคือความพอดีทุกแขนงของธรรม การพิจารณาทั้งหลายไม่ว่าส่วนใดหรือสิ่งใด ก็เพื่อลงสู่ธรรมคือความพอดีไม่ปีนเกลียว การพิจารณาปีนเกลียวจนอาหารกับร่างกายและกับใจลงกันไม่ได้นั้น คือเรื่องของกิเลสโดยตรง ไม่สงสัยว่าเป็นสิ่งที่ควรติดใจและดำเนินต่อไป ต้องพิจารณาจนความปฏิกูลทั้งข้างในข้างนอกลงกันได้ ใจเป็นกลางอยู่สบายนั่นแล จึงถูกกับความมุ่งหมายของธรรม ไม่ลำเอียงดังที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้ ความปฏิกูลก็เป็นธรรมเครื่องแก้ความลืมตัวที่ไปสำคัญว่าสิ่งนั้นสวยงาม สิ่งนี้เอร็ดอร่อยน่ารักน่ารับประทานนั่นเอง เมื่อพิจารณาจนจิตผ่านความลืมตัวขั้นนี้ไปแล้ว ใครจะไปหาบหามกอบโกยเอาความปฏิกูลไปนิพพานด้วยเล่า เพราะเหล่านี้เป็นเพียงทางเดินเพื่อพระนิพพานอันเป็นธรรมไม่เกาะเกี่ยวข้องแวะกับสิ่งใดในสมมุติ<o:p></o:p>
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เมื่อจิตติดความสวยงาม ก็เอาธรรมปฏิกูลมาแก้ จิตติดชังก็เอาธรรมเมตตามาแก้ ติดโลภก็พิจารณาความเห็นแก่ตัวจัดมาแก้กัน ติดหลง คำว่าหลงนี้ลึกซึ้งมาก แต่จะอธิบายย่อ ๆ พอได้ความเอาโอปนยิกธรรม คือ พิจารณาดูใจตัวลุ่มหลงกับสิ่งเกี่ยวข้องอันเป็นอุบายรู้ตัวและแก้กันไปโดยลำดับ ติดโกรธก็พิจารณาตัวโกรธที่กำลังเป็นไฟเผาตัวอยู่ภายในก่อนจะระบาดออกไปเผาผู้อื่น จนเห็นโทษแห่งความโกรธของตัว เมื่อพิจารณาแก้ถูกจุด สิ่งเหล่านั้นก็ค่อยเบาลงและดับไปเอง เพราะไม่มีเครื่องส่งเสริม มีแต่เครื่องตัดรอน กิเลสจะได้อาหารที่ไหนมาเลี้ยงให้อ้วนหมีพีมันสืบอายุต่อไป เมื่อไม่มีใครยินดีด้วยช่วยประคับประคอง มันต้องตายแบบสัตว์ไม่มีเจ้าของแน่นอนไม่ต้องสงสัย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เคยเห็นมิใช่หรือ พระประวัติของพระพุทธเจ้าและสาวกท่าน ท่านส่งเสริมหรือท่านฆ่ามันเล่า ผลของท่านที่ได้รับเป็นอย่างไรบ้าง อัศจรรย์ไหม ใครบ้างในโลกเสมอเหมือนท่าน แต่พวกเราทำไมมีแต่พากันตั้งหน้าส่งเสริมประคองเลี้ยงดูมันจนเหลือเฟือ แต่ตัวเองกลับจะตาย ยังไม่สนใจคิดกันบ้าง บ้านเรือนตึกห้างเรือนโรงต่าง ๆ ก็อยากได้ร้อยชั้นพันชั้น เครื่องประดับตกแต่งต่าง ๆ ก็อยากได้ดาวบนฟ้ามาประดับให้งามระยับจับตาถูกใจกิเลสตัวไม่มีความอิ่มพอ เงินทองก็อยากได้กองใหญ่สูงจรดฟ้า มองมาจากทิศใดก็ให้เห็นแต่กองสมบัติของตนคนเดียว แม้สถานที่จะเต็มไปด้วยกองสมบัติจนเจ้าของไม่มีที่อยู่หลับนอนก็ยอมทนทุกข์เอา ขอแต่ให้มีให้ได้อย่างใจกิเลสก็เป็นพอ สามีภรรยาหญิงชายมีเท่าไรในโลกก็อยากเที่ยวกว้านมาเป็นของตัวคนเดียว ไม่ยอมให้ใครมายุ่งเกี่ยว เพราะจะผิดใจกิเลสตัวมหาโลโภที่เป็นจอมโลภบนหัวใจ
    <o:p></o:p>
    ว่าอย่างไร จะยอมอดตายไปกับความปฏิกูลจำพวกสวมรอย หรือจะยอมรับประทานไปตามความพอดีคือธรรม ด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องแบ่งสันปันส่วน อาตมาเคยเป็นมาแล้วและเคยรบจนเห็นดำเห็นแดงกันมาแล้ว จึงกล้าพูดอย่างไม่อายและไม่กลัวใครจะว่าบ้าหรือว่าอะไรทั้งสิ้น นี่แลคือความรู้แฝงธรรม จงทำความเข้าใจไว้เสียแต่บัดนี้ นักภาวนาที่เกิดความรู้ความเห็นไปต่างๆ บางรายที่เป็นขึ้นในแง่ธรรมอื่นๆ ไม่มีผู้เตือนจนน่าสมเพชเวทนาของพาหิรชนและชาวพุทธด้วยกัน ก็เพราะความรู้ประเภทนี้แล นี่ยังดีมีผู้เตือนไว้ก่อน ยังไม่ถึงขนาดยอมอดตาย หรือร้องตะโกนว่าเบื่ออาหาร เบื่อร่างกายของตัว เบื่อโลกที่เต็มไปด้วยของปฏิกูลเกลื่อนแผ่นดินถิ่นอาศัย ตลอดที่นอนหมอนมุ้ง ส่งกลิ่นฟุ้งไปทั่วพิภพ ความจริงกลิ่นที่ว่านั้นไม่มี แต่เป็นขึ้นเพราะสัญญาความสำคัญหลอกลวงตน จนกลายเป็นความเชื่อมั่นจมดิ่งที่ยากจะถอนตัว
    <o:p></o:p>
    นี่เป็นคำสรุปของการแสดงที่จวนท่านจะยุติอันเป็นเชิงซักถาม แล้วแสดงต่อไปเล็กน้อยก็จบลง พอการแสดงธรรมจบลง หญิงคนนั้นแสดงอาการ ยิ้มแย้มแจ่มใส ราวกับมิใช่หญิงคนที่แบกทุกข์ เพราะความเบื่อหน่ายมาหาท่านนั้นเลย เท่าที่จำได้ก็นำมาลงเพียงเล็กน้อย น่าเสียดายธรรมกัณฑ์นี้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากใครที่ไหนมาก่อนเลย เพิ่งมาประสบเอาโดยบังเอิญ ตอนที่ท่านแสดงแก่หญิงคนที่มาเล่าถวายท่านเท่านั้น แต่ก่อนก็ไม่เคยมีใครมาเล่าถวายท่านพอได้ฟังบ้างเป็นขวัญใจ ธรรมนี้ผู้เขียนให้ชื่อว่า “ธรรมขวัญใจ” เพราะฟังแล้วจับใจไพเราะเหลือจะพรรณนาให้ถูกกับความจริงที่ท่านแสดงได้ จากนั้นท่านก็ไม่เคยแสดงแก่ใครที่ไหนอีกเลย<o:p></o:p>
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    การทำวัตรสวดมนต์ของพระกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่น

    กิจนี้คล้ายกับเป็นขนบธรรมเนียม ที่ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น พาบำเพ็ญมา คือ วันปกติธรรมดา ท่านไม่นัดให้มีการประชุมไหว้พระสวดมนต์เลย จะมีเฉพาะวันอุโบสถปาติโมกข์เท่านั้น ที่ท่านพาทำวัตรก่อนลงอุโบสถเป็นประจำทุกอุโบสถ วันธรรมดาแม้จะมีการประชุมอบรม พอถึงเวลาพระมารวมกันพร้อมแล้ว ท่านก็เริ่มธรรมบรรยายเป็นภาคปฏิบัติไปเลยทีเดียว ตอนก่อนหรือหลังจากการอบรม ท่านที่มีข้อข้องใจก็เรียนถามท่านได้ตามอัธยาศัย พอถามปัญหาจบลง ท่านก็เริ่มชี้แจงให้ฟังจนเป็นที่เข้าใจ หลังจากการอบรมถ้าไม่มีปัญหาสอดแทรกขึ้นมา ต่างก็พร้อมกันกราบเลิกประชุมและไปสถานที่อยู่ของตน
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เท่าที่ทราบมาที่ท่านไม่นัดประชุมทำวัตรเช้าเย็นนั้น ท่านประสงค์ให้พระเณรทำวัตรและสวดมนต์ตามอัธยาศัยโดยลำพัง จะสวดมากน้อยหรือถนัดในสูตรใดและเวลาใด ก็ให้เป็นความสะดวกของแต่ละรายไป ดังนั้นการทำวัตรสวดมนต์ของท่านจึงเป็นไปโดยลำพังแต่ละรายตามเวลาที่ต้องการ และเป็นภาวนาไปในตัว เพราะความระลึกอยู่ภายในอย่างเงียบ มิได้ออกเสียงดังเช่นทำด้วยกันหลายคน บางองค์ท่านสวดมนต์เก่งเป็นชั่วโมง ๆ ก็มี ท่านว่าท่านเพลินไปกับบทธรรมที่สวดนั้นๆ กว่าจะจบสูตรที่สวดในคืนหนึ่งๆ จึงกินเวลานาน ท่านสวดตามความถนัดใจในสูตรต่าง ๆ ทั้งสูตรสั้นสูตรยาว
    <o:p></o:p>
    สมัยท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านชอบสวดมนต์มากและสวดทีละนาน ๆ ขณะสวดจิตก็มิได้กังวลไปกับอะไร มีความเพลิดเพลินไปกับบทธรรมที่สวดจนจิตสงบเย็นไปในเวลานั้น ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่นท่านสวดมนต์เก่งแต่ไหนแต่ไรมา จนกระทั่งหมดความสามารถที่จะสวดได้ในเวลาป่วยหนัก ขณะที่ท่านเริ่มสวด จะได้ยินเสียงพึม ๆ เบา ๆ เรื่อยไปไม่ขาดวรรคขาดตอน จนจบการสวดซึ่งเป็นเวลานาน หลังจากนั้นก็นั่งสมาธิภาวนาต่อไปจนถึงเวลาพักจำวัด ซึ่งเป็นกิจประจำท่านจริง ๆ
    <o:p></o:p>
    แต่ตกมาสมัยนี้ซึ่งเป็นสมัยคนฉลาด พระกรรมฐานทั้งท่านและเราซึ่งออกมาจากคน ก็อาจจะฉลาดและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นไปต่าง ๆ เข่น เปลี่ยนเป็นแบบสุกเอาเผากินก็ไม่มีใครทราบได้ ดังนั้นการไหว้พระสวดมนต์อันเป็นสิริมงคลและความดีงามแก่ตนและผู้อื่นที่ครูอาจารย์พาดำเนินมา จึงอาจถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยเห็นเป็นของล่าช้าล้าสมัย และบั่นทอนความขี้เกียจอ่อนแอที่กำลังพอกพูนบนหัวใจให้น้อยลงได้ ซึ่งจะขาดความสุขประจำนิสัยที่เคยได้รับจากสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประจำก็เป็นได้ ส่วนท่านที่พยายามตะเกียกตะกายตามปฏิปทาที่ท่านพาดำเนินมา ก็ขอเทิดทูนไว้บนเศียรเกล้าสมความเมตตากรุณาที่ท่านได้อุตส่าห์อบรมสั่งสอนด้วยความเอ็นดูตลอดมา ทั้งนี้พอทราบได้ในเวลามีท่านผู้ใดก็ตาม ประพฤติผิดพลาดทั้งภายในภายนอกขณะที่มาอยู่อาศัยใต้ร่มเงาแห่งความเมตตาของท่าน จะถูกดุด่าสั่งสอนไปตามกรณี ไม่ปล่อยให้หมักดองไว้จนกลายเป็นไอเสียไปนาน<o:p></o:p>
     

แชร์หน้านี้

Loading...