ปัญญามี แต่บารมีไม่เต็ม ก็ไปไม่ได้

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย นักรบธรรม, 22 กันยายน 2014.

  1. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    อุปมาอธิบายนี้ขาดหลักการความจริง

    ข้ออุปมานั่นตามแนวพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าสนทนากับปริพาชกคนหนึ่ง ดังนี้ครับ

    พุทธพจน์เปรียบพระอรหันต์สิ้นชีพเหมือนไฟดับ ดังความตอนหนึ่งในคำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้า กับ วัจฉโคตตปริพาชกต่อไปนี้

    วัจฉโคตต์: ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ จะเกิด ณ ที่ไหน ?

    พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ คำว่าจะเกิด ก็ใช้ไม่ได้

    วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่เกิด

    พระพุทธเจ้า: คำว่า ไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

    วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น ก็ทั้งเกิดและไม่เกิด

    พระพุทธเจ้า:
    คำว่า ก็ทั้งเกิดและไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

    วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่

    พระพุทธเจ้า: คำว่า จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้

    วัจฉโคตต์: ท่านพระ โคดมผู้เจริญ ฯลฯ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าถึงความงุนงงเสียแล้ว ข้าพเจ้าถึงความหลงไปหมดเสียแล้ว แม้เพียงความเลื่อมใสที่ได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำสนทนาเบื้องต้นของ ท่านพระโคดมผู้เจริญนั้น ถึงบัดนี้ ก็ได้หายไปหมดแล้ว

    พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ ควรแล้วที่ท่านจะงุนงง ควรแล้วที่ท่านจะหลงไป เพราะว่าธรรมนี้
    ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต หยั่งไม่ได้ด้วยตรรกะ ละเอียด
    บัณฑิตพึงรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีทิฏฐิอื่น มีแนวความเห็นอื่น มีหลักที่พอใจอย่างอื่น
    มีความเพียรที่ประกอบแบบอื่น ถืออาจารย์สำนักอื่น ยากจะรู้ได้
    ถ้าอย่างนั้น เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านเห็นควรอย่างไร พึงกล่าวชี้แจงอย่างนั้น
    ดูก่อนวัจฉะ ท่านสำคัญว่าอย่างไร ถ้าไฟลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าท่าน ท่านจะรู้ไหมว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าเรา ?

    วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ ฯลฯ

    พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้อหน้าของท่านนี้ อาศัยอะไร
    จึงลุกโพลง ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึงกล่าวชี้แจงอย่างไร ?

    วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงกล่าวชี้แจงว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้ จึงลุกโพลงได้

    พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ ถ้าไฟเบื้องหน้าท่านนั้นพึงดับไป ท่านจะรู้ไหมว่า ไฟเบื้องหน้าเรานี้ดับแล้ว

    วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ว่า ไฟเบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ดับแล้ว

    พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟเบื้องหน้าท่านนี้ที่ดับแล้ว ไปจากนี้สู่ทิศไหน ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือว่าทิศใต้ ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึงกล่าวชี้แจงอย่างไร ?

    วัจฉโคตต์: (ข้อความตอบอย่างนั้น) ใช้ไม่ได้ดอก ท่านพระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าไฟนั้นอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้ใดจึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะเชื้อนั้นหมดสิ้นไป และเพราะไม่ได้เชื้ออื่นเติม ไฟนั้นก็ถึงความนับว่าหมดเชื้อดับไปเท่านั้นเอง

    พระพุทธเจ้า: ฉันนั้นเหมือนกันแล วัจฉะ บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยรูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณใด
    รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้ว
    ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา

    ตถาคต พ้นจากการนับว่ารูป...พ้นจากการนับว่าเวทนา...พ้นจากการนับว่าสัญญา...พ้น จากการนับว่าสังขาร...พ้นจากการนับว่าวิญญาณ ลึกซึ่ง ประมาณไม่ได้ หยั่งได้ยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทร คำว่าเกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าไม่เกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าทั้งเกิดทั้งไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้ คำว่าจะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้

    เมื่อจบคำสนทนานี้ วัจฉโคตตปริพาชกเกิดความเลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสก*

    ………..

    อ้างอิงที่ *

    * อัคคิวัจฉโคตตสูตร, เฉพาะตอนท้ายสูตร (ม.ม.13/248-252/245-249) วัจฉโคตตปริพาชกผู้นี้ ต่อมาได้ขออุปสมบทในพุทธศาสนา และได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง (ม.ม.13/267/261)

    มีคำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้า กับ วัจฉโคตตปริพาชก ที่น่าสนใจอีกหน่อยหนึ่ง กล่าวถึงว่า ผู้มีอุปาทานจึงเกิด ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมไม่เกิด เหมือนไฟมีเชื้อจึงลุก ไม่มีเชื้อก็ไม่ลุก และว่าเชื้อคือตัณหา (สํ.สฬ.18/800/485)
     
  2. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    ในรตนสูตร ก็มีความกล่าวถึงพระอรหันต์ว่า

    "สมภพเก่า ก็สิ้นแล้ว สมภพใหม่ ก็ไม่มี ปราชญ์เหล่านั้น มีจิตคลายติดแล้ว ในภพที่จะมีต่อไป หมดพืช ไม่มีฉันทะในการงอกขึ้นอีก ย่อมดับ เหมือนดังดวงประทีปนี้" *

    เมื่อคราวที่พระทัพพมัลลบุตรปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า

    “กายก็แตกทำลายแล้ว สัญญาก็ดับแล้ว เวทนาก็เย็นหมดแล้ว สังขารก็สงบแล้ว วิญญาณก็ถึงอัสดง”

    ทรงเล่าเหตุการณ์แก่ภิกษุทั้งหลาย และทรงเปล่งอุทานอีกครั้งหนึ่งว่า

    “เมื่อช่างตีโลหะด้วยฆ้อนเหล็ก ไฟติดโพลง ก็ดับหายๆ ไม่มีใครรู้ที่ไปฉันใด
    พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้หลุดพ้นชอบแล้ว ข้ามห้วงน้ำที่มีกามเป็นเครื่องผูกพันไปได้
    บรรลุถึงความสุขอันไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มี คติที่จะบัญญัติได้ ฉันนั้น”
     
  3. รโชหรณัง

    รโชหรณัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    547
    ค่าพลัง:
    +732
    ความรู้จากการ ฟังมา จดจำมานั้น แม้ว่าจะคิดตามได้แต่เป็นการตรึกเอา เป็นการสร้างภาพ เป็นจินตนาการ เช่น เขาบอกถึงอาการเจ็บปวด คนฟังมาจำมาก็นึกไป แต่ไม่เคยได้ปวดจริง ก็จินตนาการเอา

    แต่การปฏิบัตินั้น ต้องสังเกตุกันในทันใด เช่น หยิกตนเอง เจ็บเกิดขึ้น ก็ให้เห็นกันในปัจจุบันที่เจ็บนั้น แล้วยกขึ้นพิจารณา
    จึงเรียกได้ว่า รู้แจ้งเห็นจริง ด้วยตนเอง
    กองกิเลสทั้งหมดนั้น ผู้ศึกษาจะต้องสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองจริงๆ อันเป็นภาคปฏิบัติ

    ผู้ศึกษาธรรม จะต้องแยกส่วนนี้ให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะหลงในบัญญัติ
     
  4. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    .... พาคุณไปพระนิพพานไม่ได้

    ขออีกติ๊ดนึ่ง เห็นที่คุณวดีใช้ถ้อยคำว่า "พา...ไปพระนิพพาน" ก็ชวนให้หลงเข้าใจผิดแล้ว

    นิพพานไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง โลกใดโลกหนึ่ง ...ที่พา...ไป นั่งอยู่ เป็นต้น อยู่ตรงนั้น ตรงไหน ถ้าทำให้กิเลสหมดสิ้นไปจากใจ ก็นิพพานตรงนั้น โดยไม่ต้องไปไหน จริงไม่จริง
     
  5. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    อ้างอิงบทความนั้นๆมาด้วย จะได้ชัดว่าตรงไหน :)
     
  6. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    คุณจะทิ้งกายไปไหน
     
  7. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    ถ้ายังงั้นยาว คุณวดี เอาแบบสั้นๆแบบของคุณสิ :D
     
  8. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    ตรงไหน หาไม่เห็น เอามาคุยกันตรงนี้สิครับนะ ได้โปรด
     
  9. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    คุณวดีจะทิ้งกายไปไหน จะตายหรือ
     
  10. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    กายทางพุทธธรรมมีหลายนัย

    กาย กอง, หมวดหมู่, ที่รวม, ชุมนุม, เช่น สัตวกาย (มวลสัตว์) พลกาย (กองกำลังทหาร) รถกาย (กองทหารรถ) ธรรมกาย (ที่รวมหรือที่ชุมนุมแห่งธรรม) 1. ที่รวมแห่งอวัยวะทั้งหลาย หรือชุมนุมแห่งรูปธรรม คือ ร่างกาย บางที เรียกเต็มว่า รูปกาย 2. ประชุมแห่งนามธรรม หรือกองแห่งเจตสิก เช่น ในคำว่า "กายปัสสัทธิ" (ความสงบเย็นแห่งกองเจตสิก) บางทีเรียกเต็มว่า นามกาย (แต่ในบางกรณี นามกาย หมายถึงนามขันธ์หมดทั้ง ๔คือ ทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือ ทั้งจิต และเจตสิก)

    นอกจากความหมายพื้นฐาน ๒ อย่างนี้แล้ว ยังมีความหมายปลีกย่อย และความหมายเฉพาะ ตามข้อความแวดล้อมอีกหลายอย่าง

    เช่น

    ในคำว่า "กายสัมผัส" (สัมผัสทางกาย) หมายถึงกายอินทรีย์ที่รับรู้โผฏฐัพพะคือสิ่งต้องกาย,

    ในคำว่า "กายทุจริต" (ทุจริตด้วยกาย) หมายถึงกายทวารที่ใช้ทำกรรม คือ เคลื่อนไหวแสดงออก และทำการต่างๆ,

    ใน คำว่า "กายสุข" (สุขทางกาย) หมายถึงทางทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งคู่ กับ เจโตสุข หรือสุขทางใจ ,

    ในคำว่า "กายภาวนา" (การพัฒนากาย) หมายถึงอินทรีย์สังวร คือ ความรู้จักปฏิบัติให้ได้ผลดีในการใช้ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ดังนี้ เป็นต้น
     
  11. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    กายกรรม การกระทำทางกาย เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หรือเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เป็นต้น


    กายคตาสติ, กายสติ สติที่เป็นไปในกาย, สติอันพิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบ ซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ ทำให้เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงใหลมัวเมา


    กายานุปัสสนา สติพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เป็นสติปัฏฐานข้อหนึ่ง


    กายทวาร ทวารคือกาย, กายในฐานเป็นทางทำกรรม, ทางกาย

    กายทุจริต ประพฤติชั่วด้วยกาย, ประพฤติชั่วทางกาย, มี 3 อย่าง คือ 1. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ (สัตว์เดิมหมายมนุษย์) 2. อทินนาทาน ลักทรัพย์ 3. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤิตผิดในกาม

    กายสุจริต ประพฤติชอบด้ายกาย, ประพฤติชอบทางกาย, มี ๓ อย่าง คือ 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักทรัพย์ 3. เว้นจากการประพฤิตผิดในกาม


    กายปัสสัทธิ ความสงบรำงับแห่งนามกาย, ธรรมชาติทำนามกาย คือ เจตสิกทั้งหลายให้สงบเย็น


    กายวิญญาณ ความรู้ที่เกิดขึ้นเพราะโผฏฐัพพะกระทบกาย, โผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้น


    กายสังขาร 1. ปัจจัยปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก 2. สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา หรือความจงใจทางกาย ซึ่งทำให้เกิดกายกรรม


    กายสัมผัส สัมผัสทางกาย, อาการที่กาย โผฏฐัพพะ และกายวิญญาณประจวบกัน
    ..........

    ดังนี้เป็นต้น
     
  12. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    คุณยศวดีพูดถึงนิพพานนี่ นิพพานตามความหมายของพระพุทธศาสนา หรือนิพพานในความหมายของใครขอรับ
     
  13. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,916
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,488
    ถ้ายังงั้นแล้วไป เพราะฉะนั้น เราจึงพูดกันคนละเรื่องเดียวกัน อิอิ
     
  14. pmsale

    pmsale สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2017
    โพสต์:
    94
    ค่าพลัง:
    +16
    อ้ายกระผมส่วนตัวเชื่อว่า นิพพานคือดินแดนที่มีตัวตนอยู่จริงจับต้องได้ จะเป็นเมืองแก้วหรืออะไรก็ว่าไป ถ้านิพพานก็แค่สภาวะที่จิตใจไม่รับรู้ไม่เอาอะไรแล้วไม่ยึดนั่นไม่ยึดโน่นไม่ยึดนี้ไม่สนใจอะไรแล้ว ปล่อยจิตว่าง ๆ ปล่อยอารมณ์ว่าง ๆ แล้วนี้คือบรรลุนิพพานแล้ว แล้วเราจะมาเสียเวลานับถือพุทธศาสนา ปฎิบัติธรรม ทำบุญไปวัด หาอะไรกันคับ ?
    ผมว่าคุณไปนั่งจิบกาแฟตากลมเย็น ๆ ริมทะเล มองสายลมแสงแดด แล้วคุณก็ปล่อยจิตใจให้ว่าง ๆ โล่ง ๆ ไม่คิดอะไรไม่ยึดอะไร นี้ก็บรรลุนิพพานแล้วน่ะ จะไปเสียเวลาปฎิบัติธรรมไปหาอะไรกันน่ะ ? เหมือนกันแหละไม่เห็นต้องปฎิบัติธรรม หรือไปอ่านหนังสือจิตวิทยา จิตวิเคราะห์แทนก็ได้น่ะจะมาอ่านพระไตรปิฏกบาลีอะไรทำไมให้ปวดหัว นิพพานคือดับสูญ นิพพานคือจิตว่างโล่งเป็นสุญญากาศ ? นรก สวรรค์มีจริง มียมบาล มียมฑูต มีเทวดา ผีมีจริง ไสยศาสตร์มีจริง มีภพภูมิชั้นโน่นชั้นนี้ว่าไป แต่พอถึงสภาวะนิพพานดันบอกว่าสูญ หายวับ ไปซ่ะงั้น อ้าว ? พระพุทธเจ้าปรินิพพานคือดับสุญไร้ตัวตนว่างเปล่าไปแล้ว คุณนั่งกราบไหว้อากาศโล่ง ๆ ว่างเปล่าแทนพระพุทธเจ้าก็ได้น่ะ เหมือนกันแหละ

    ผมเชื่อว่านิพพานคือดินแดน ที่มีจริงเป็นอีกมิติหนึ่งมีตัวตนจริง ๆ จับต้องได้จริง ๆ แบบที่หลวงพ่อสดกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านว่าไว้ แต่เราอาจเข้าใจการมีตัวตนของมันได้ยาก มันไม่เหมือนระบบวัตถุสสารในโลกเราแน่นอน มันอาจอยู่นอกกฎอนิจจังไม่เที่ยงที่พระไตรปิฎกระบุ ผมเชื่อว่าพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าท่านพูดนั้นทั้งหมดใช้กับทุกสิ่งนอกระบบนิพพาน เราเลยเข้าใจนิพพานผิดเพราะคิดแบบเดียวกับระบบของโลกปกตินี้ไง มันไปขัดใจขัดอารมณ์ความเชื่อของหลายกลุ่มว่า ถ้ายังมีตัวตนก็ต้องมีกิเลสอยากได้อยู่สิ ผมว่าเราเข้าใจกิเลสกับการมีตัวตนกันผิดมั้ง ผมเชื่อว่านิพพานคือดินแดนหนึ่งมีตัวตนจริงแต่อยู่นอกเหนือระบบกลไกแห่งอนิจจังที่พวกเรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่นี้ ไม่ต้องพูดภาษาธรรมะคำศัพท์บาลียาก ๆ แปลให้ปวดหรอก พูดคุยแบบง่าย ๆ นี้แหละ

    แต่สรุป ใครจะเชื่อว่าดับสูญหายวับไป จิตว่าง ๆ โล่ง ๆ สุญญตา หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่าเถียงกันเลย เอาว่าทำไงให้ คนในสังคมทุกวันนี้กลัวบาปกรรมไม่ทำชั่วทำแต่ความดีก็พอแล้ว จะได้ไม่โกงกินทุจริตคอรัปชั่น เข่นฆ่ากัน กลัวบาปกรรมกันบ้าง
    บอกให้คนกลัวตกนรก บอกว่า นรกมีจริง ผีมีจริง คนมันจะได้กลัวการทำบาปกัน ทำชั่วกันน้อยลงบ้าง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กันยายน 2019
  15. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,541
    ค่าพลัง:
    +10,750
    บอกให้คนรู้จักทุกข์ มันยังไม่ยอมรู้จักกันเลย
    เสียเวลาไปบอกให้มันกลัวนรก
    เพราะอะไรเอ้อ.....เพราะมันขาดปัญญาใช่ไหมฮับ
     
  16. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    235
    ค่าพลัง:
    +107
    สิ่งที่ คุณใช้ อ้าง เพื่อให้คนเริ่มทำดี
    กลัวการเวียนว่ายตายเกิด นั้น พระ
    ศาสดาทรงเรียกว่า สักกายทิฏฐิ

    นิพพาน ที่ มีความเปน สักกายทิฏฐิ
    เต็มขั้น คุง ambuy ลองพินาดีๆว่า
    มันจะเปน เบื้องต้นพรหมจรรย์ได้ไหม

    ทำไปแล้ว ก้มีตัวตนเหมือนเดิน กลับ
    มายังโลกได้ทุกวินาที มานั่งคอย
    กระซิบ ส่งยิ้ม รับแขกหลังกระจก
    เหมือนเดิม

    มันจะเปนอุบายที่ทำให้ พ้นสังสารวัฏ
    ได้เต็มสตรีม แบบเอาชีวิตเข้าแลก
    หรือแค่เสียเงินหนึ่งบาท กับ ไฟฉาย
    ซื้อทริป สมาชิก เข้าพวก ประจบ

    นิพพาน สูญอย่างยิ่ง กับ ตายแล้วสูญ
    นั้นต่างกันอยู่มาก ต้องแยบคาย
    พิจารณาปัญหาว่าด้วย เบื้องต้น
    การทำดี ให้ดีๆ

    ตั้งสติ ก่อนออกสตาร์ท โตไป ไม่....
     
  17. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    235
    ค่าพลัง:
    +107
    ถ้า ตั้งสติ ตั้งจิตถูก ผั๊วะ ทันที มีได้ไหม

    แต่ถ้า

    นิพพาน สักกายทิฏฐิทรงเครื่อง
    พอระลึกนิพพาน ผั๊วะ ทันที ได้ไหม
    หรือว่า ต้องยืนรอรถเมล์ อีกนาน
    สองนาน ระหว่างทาง จ๋าจ๊ะ
    ซ้อมดูเธอยิ้ม ไปพลางๆ
     
  18. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    952
    ค่าพลัง:
    +1,152

แชร์หน้านี้

Loading...