{...(ปิดรับ)รับสื่อจิต ชี้ทางชีวิต ด้วยบารมีครูบาอาจารย์โลกทิพย์...}

ในห้อง 'ดูดวง และ ทำนายฝัน' ตั้งกระทู้โดย วิษณุกรรม, 19 พฤศจิกายน 2019.

  1. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    5C62F5EE-E3AD-413B-98B9-ADF710EB77C2.jpeg

    ***ปิดรับ***
    {...รับสื่อจิต ชี้ทางชีวิต ด้วยบารมีครูบาอาจารย์โลกทิพย์...}
    - ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ -​

    ***หมายเหตุ***
    1.ครูโลกทิพย์ท่านให้แจ้งว่า ครูท่านจะเป็นคนเลือกว่าใครคนใดที่ท่านจะตรวจญาณดูให้ ไม่ว่าคุณจะได้รับเลือกหรือไม่ ผมจะตอบกลับทุกท่านให้ได้รับทราบทาง inbox ใน Facebook ดังนั้น ขอให้ทุกท่านส่งคำถามมาก่อนครับ.

    # ขั้นตอนและเงื่อนไขการสื่อจิต
    1.ให้เขียนข้อความ inbox ไปใน Facebook มาว่า "ขอรับการสื่อจิต" ที่ Facebook ชื่อ “พี่วิทย์ สื่อจิตแห่งพุทธะ”.
    2.ให้ส่งคำถามมาได้ไม่เกิน 3 ข้อ ขอให้เป็นคำถามแบบเฉพาะเจาะจงหน่อย อย่าถามแบบหว่านแห! กรุณาเขียนคำถามมาเป็นข้อๆ 1,2,3 ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2020
  2. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    E389146B-3159-4D80-B073-9271C086C50A.png

    ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ พวกเราทุกคนควรดำเนินชีวิตด้วยความมีสติปัญญาไม่ประมาท มีสติปัญญาในการทำบุญตามกำลัง ไม่มากเกินไป! แต่ทำบุญกุศลความดีงามให้สม่ำเสมอ! โดยไม่เบียดเบียนตนเองเป็นสำคัญ และสิ่งที่เกินกว่าสติปัญญาของเราที่จะคิดพิจารณาได้นั้น ก็คือ เรื่องของบุญกรรมที่ตนกระทำมา(กฎแห่งกรรม) มันเป็นเรื่องของกระแสบุญและกระแสกรรมไม่ดีที่มีระยะเวลาให้ผลต่างวาระกัน แม้เศรษฐกิจย่ำแย่เพียงใด เมื่อถึงวาระแห่งการให้ผลในกระแสบุญนั้นในทางโลก ให้ผลเป็นทรัพย์สินเงินทอง,ตำแหน่งหน้าที่และโอกาสที่ดีต่างๆ นั้น เราย่อมเสวยผลบุญนั้นอย่างแน่นอนไม่เป็นอื่น.

    แต่เมื่อใดกระแสบาปกรรมไม่ดี ถึงวาระส่งผลร้ายแก่ตัวเรา เราย่อมจะหลีกเลี่ยงหลีกหนีมิได้! ทั้งกระแสบุญและกระแสกรรมไม่ดี สามารถให้ผลในวาระเดียวกันได้ ดังนั้น คำพระที่ท่านบอกว่า ให้เราหมั่นเจริญบุญทานอยู่เสมอ ก็ด้วยเหตุว่า เมื่อวันใดเราเสวยกรรมไม่ดี เราก็จะได้มีกระแสกรรมดีคอยเกื้อหนุนไม่ให้เราตกต่ำไปมากกว่านี้หรือมีทางออกที่เป็นโอกาสให้เราได้ผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นได้ไม่มากก็น้อย.

    ส่วนการรักษาศีล ก็เป็นไปเพื่อไม่ให้เราสร้างบาปกรรมไม่ดีอันใหม่มาเพิ่มเติมและคอยซ้ำเติมเราในช่วงที่เราเสวยกรรมไม่ดีอยู่นั้น.

    ส่วนการเจริญภาวนา คือ การสวดมนต์นั่งสมาธินั้น ก็เพื่ออบรมจิตใจเราให้เข้มแข็ง เมื่อวันใดเราเสวยกรรมไม่ดีอันหนักหน่วง! เราย่อมสามารถดำรงรักษาสติปัญญาของเราให้มั่น ไม่หวั่นไหวปล่อยวางได้ต่อวัตถุสิ่งของและความทุกข์ที่เผชิญอยู่! และก็ไม่หลงเชื่อต่อคำลวงใดๆ ที่ชักชวนเราให้ทำพิธีกรรมต่างๆ,เปลี่ยนชื่อนามสกุลและเบอร์โทร,บูชาวัตถุสายดำ(ภูติผี) หรือวิธีใดๆ เพื่อมาช่วยเหลือให้เราดีขึ้น หลีกหนีจากบาปกรรมไม่ดีของตนที่เคยกระทำไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นการกระทำที่ขาดสติหลงลืมปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ การหลงผิดหลงไปยึดถือ! เพื่อหาที่พึ่ง..

    สุดท้าย สัทธรรมความจริงย่อมปรากฏแก่กายใจเรา ว่าสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้ช่วยเหลือเราได้จริงๆ แต่สิ่งที่เสียไปนั้นก็คือ“เงินของเรา” และอาจมีการผูกกรรมกับสิ่งที่มองไม่เห็น(ภูตผีและคุณไสยมนต์ดำ) เป็นการซ้ำเติมโชคชะตาชีวิตให้เราลำบากมากยิ่งขึ้น! ทางพุทธศาสนา เรียกว่า “อวิชชา” คือ ความไม่รู้ ไม่รู้จึงหลงไปยึดถือยึดมั่นหาที่พึ่ง ซึ่งที่พึ่งที่แท้จริงนั้น สุดท้ายก็คือ “ตัวเรา” กล่าวคือ กรรมหรือการกระทำของตัวเราเป็นสิ่งกำหนดหรือลิขิตโชคชะตากรรมของตัวเรา โดยมีเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนเป็นผู้ดูแลกฎแห่งกรรม ให้ผลกรรมดีกรรมไม่ดีแก่เราตามวาระเวลา ดังนั้น หลักธรรมคำสอนของพุทธองค์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนโดยแท้” นั้น เป็นสัทธรรมความจริงแท้ที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้หรือลบล้างได้ สาธุ!

    -อ้างอิงข้อมูล : ธปท. เตือนรับมือเศรษฐกิจ “ขาลง”
    https://today.line.me/TH/article/wjnYWE?utm_source=copyshare
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2019
  3. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    05FB2003-4A39-4D00-9223-F1205DD0D8F5.jpeg D68E2D2B-FFF4-49AE-83F2-1C8DAA49B3DB.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “ศาลขุนด่านเจ้าพ่อเสือ บางหว้า” ——
    (.. ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2562 ..)​

    มีเคสหนึ่งที่ผมรับสื่อจิตผ่านไพ่ ชี้ทางชีวิตให้น้องผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ด้วยเหตุแห่งกรรมของน้องคนนี้ที่ประสบอยู่ ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ของผมท่านได้แต่เตือนบอก และหลังจากจบคำถาม 3 ข้อแล้ว ครูท่านก็ส่งกระแสจิตชี้ทางสว่างให้แก่หญิงผู้นี้ได้เพียงว่า “จากบ้านของเธอให้เดินทางไปทิศตะวันออก มีศาลเจ้าอยู่” ผมก็บอกให้เธอลองไปค้นหาแผนที่ในGoogle ดูว่า ทางแถบทิศตะวันออกที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้น มีศาลเจ้าจีนจริงๆไหม? ระยะทางไม่น่าเกิน 10 กม. จากนั้น ผมก็วางสาย ไม่นานเธอก็โทรมาบอกว่า มีศาลเจ้าจีนอยู่จริง ชื่อ “ศาลขุนด่านเจ้าพ่อเสือ บางหว้า”อยู่บนถนนเพชรเกษมซึ่งปกติพระอาทิตย์จะขึ้นมาตามแนวของถนนเพชรเกษม ศาลนี้มีคนไปแก้บนเยอะ! ครูท่านบอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี้ดูแลเธออยู่ และเธอบอกว่า เธอไม่ได้ไปกราบไหว้ท่านนาน 2-3 ปีแล้ว..

    พอมาวันนี้ 8 ธ.ค.ช่วงเย็น เธอพิมพ์ข้อความมาบอกใน Facebook ว่า เธอได้ไปไหว้ขอพรที่ศาลมาแล้ววันนี้ จากนั้น มีกระแสจิตทั้งของเจ้าพ่อขุนด่านและของครูอาจารย์โลกทิพย์ของผมส่งมาเรื่อยๆ และผมก็พิมพ์ข้อความส่งไปให้เธอเรื่อยๆ สรุปใจความมีดังนี้
    ——————————-
    -เจ้าพ่อขุนด่าน ท่านสื่อบอกว่า :
    ท่านรับรู้ถึงการขอพรของน้องผู้หญิงคนนี้รวมถึงน้องอีก 2 คนที่เธอพาไปด้วย และท่านรับทั้ง 3 คนเป็นลูกหลานอย่างเป็นทางการแล้ว ท่านทักบอกว่า “มีคนหนึ่งที่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เป็นกรรมของเขา ให้หมั่นดูแลรักษาตนเองให้ดี”

    -ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ของผมท่านสื่อบอกว่า :
    เจ้าพ่อขุนด่านท่านก็รู้ว่า หญิงผู้นี้มาสื่อจิตกับผม ดูเรื่องอะไรบ้าง มีปัญหาอะไรบ้าง ครูท่านบอกอีกว่า เจ้าพ่อขุนด่านท่านเป็นข้าราชการที่ถือยศศักดิ์! ดังนั้น การบอกกล่าวหรือทำอะไรที่เป็นพิธีการพิธีกรรม มันแสดงถึง การเคารพในตัวท่าน ก็จะทำให้ท่านเมตตาเรามากขึ้น จากที่หญิงผู้นี้ละเลยท่านมานาน! เพราะความไม่ใส่ใจของเรา(คือ ศรัทธาที่ลดหายไป)ในตัวท่าน แต่ท่านจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่อง ท่านจึงแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่า ท่านรับหญิงผู้นี้เป็นลูกหลานแล้ว รวมถึงน้องอีก 2 คนที่เดินทางไปกราบไหว้ขอพรด้วยกัน ท่านอยากให้คนที่ไปกราบไหว้ขอพรจากท่าน ควรมีความศรัทธาในตัวท่านอย่างจริงใจ เพราะท่านจะดูความจริงใจของแต่ละคนเป็นอันดับแรก! คล้ายๆ ยุคสมัยก่อนที่ผู้น้อยที่มียศถาบรรดาศักดิ์ต่ำศักดิ์กว่าจะเข้ามานอบน้อมขอความเมตตาช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่มียศศักดิ์สูงกว่า มันเป็นธรรมเนียมที่ท่านพ่อขุนด่านยึดถือและให้ความสำคัญ!

    ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ท่านบอกอีกว่า เจ้าพ่อขุนด่านท่านเป็นทวยเทพ(เทพเทวดา) ท่านมีบริวารมากอยู่แถวนั้น และตัวท่านเคยกระทำคุณไว้มากแก่แผ่นดินสยามในครั้งอดีต จึงทำให้องค์อินทร์ประทานพรแก่เจ้าพ่อขุนด่านท่านนี้ เป็นอำนาจอภิสิทธิ์ในการเจราจา เป็นมนต์อำนาจทิพย์อย่างหนึ่งที่ช่วยในการเจรจากับเทพเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มีความสัมฤทธิ์ผล. และตัวท่านเองก็มีฤทธิ์อำนาจบารมีมากพอที่จะช่วยเหลือคนได้ในวงกว้าง จากอดีตจวบจนปัจจุบันนี้ ท่านได้ช่วยเหลือคนไปมากมายนัก แต่การที่จะช่วยเหลือใครนั้น ท่านจะคำนึงถึงเหตุต้นผลกรรมของคนผู้นั้นด้วยว่าถ้าท่านช่วยเหลือไปแล้ว จะส่งผลเช่นไรกับตัวของเขา ถ้าช่วยแล้วให้คนผู้นั้นเกิดกิเลสไม่รู้จักพอ! ท่านก็ไม่ช่วย! หรือถ้าช่วยแล้วส่งผลกระทบต่อบุญวาสนาของผู้อื่นผู้ใดอย่างมาก! ท่านก็จะไม่ช่วย! สรุปแล้ว ตัวท่านก็มีสติปัญญาดั่งเทพองค์หนึ่ง มิใช่ลืมหูลืมตาช่วย มันจะพังกันหมด! ดังนั้น การที่ใครผู้ใดมีบุญวาสนาที่จะให้ท่านช่วยเหลือ เมื่อถึงวาระเวลาของเขาผู้นั้น เทพเทวดาของเขาก็จะสร้างเหตุนำพาให้เขาได้มีโอกาสมากราบไหว้ขอพรแก่ท่านเจ้าพ่อขุนด่าน.

    ผมสอบถามครูท่านอีกว่า จากที่ผมค้นหามา เจ้าพ่อขุนด่านมีหลายที่ แต่ละที่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันไหม? ท่านตอบ ขุนด่านเป็นเพียงยศศักดิ์ แต่ละที่ก็ย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีบารมีแตกต่างกันไป แต่ที่เราพูดถึงนี้ มิใช่เจ้าพ่อขุนด่านท่านอื่น ณ ที่แห่งอื่น แต่เป็นเจ้าพ่อขุนด่านที่ “ศาลขุนด่านเจ้าพ่อเสือ บางหว้า”แห่งนี้เท่านั้น ซึ่งตัวท่านมีประวัติดั่งที่เรากล่าวข้างต้น.

    *เรื่องการขอพรหรือการบนบานนั้น ครูท่านให้คำตอบว่า เราควรไปขอพรท่านมากกว่าที่จะบนบาน แต่เราจะบนบานก็ได้ ไม่ผิดอะไร การบนบานเป็นธรรมเนียมของมนุษย์ที่ตั้งขึ้น ดังนั้น เราควรทำบุญอุทิศให้แก่เจ้าพ่อขุนด่าน ไม่ว่าเราจะทำบุญอุทิศให้แก่ท่านก่อนหรือหลังจากพรสัมฤทธิ์ผลแล้วก็ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ตัวบุคคล.
    ——————————-
    ผมจึงถามครูผมว่า ผมอยากจะนำไปเขียนเป็นวิทยาทานได้หรือไม่ครับ? ครูตอบ “เขียนได้” ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น. และผมตั้งใจว่า พรุ่งนี้ผมอยากจะไปกราบไหว้ขอพรท่านเช่นกัน! ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรู้เรื่องราวที่แปลกอัศจรรย์เกี่ยวกับศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนี้ที่ถึงแม้จะเล็กแต่ไม่ธรรมดาจากครูบาอาจารย์โลกทิพย์ที่ท่านเมตตาบอกเล่าให้รับรู้ ผมเชื่อว่า ครูท่านมีเจตนาที่จะให้ผมเขียนเล่าเรื่องราวของเจ้าพ่อขุนด่านท่านนี้เป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน และที่สำคัญคือ จะเป็นอีกทางหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากแต่มีบุญวาสนาที่จะได้รับการช่วยเหลือไม่มากก็น้อยตามกำลังบุญวาสนาของตน สาธุครับ!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    268AF380-39B4-46D3-A936-643D836C0AFF.png 14874F86-0300-4197-A995-D2C8273F357A.jpeg F1240827-9E24-4A2D-AA93-23985C8D8CF5.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “นาคสาวผู้ศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา” ——
    (.. ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ..)​

    วันนี้มีเคสหนึ่งที่ผมรับสื่อจิตผ่านไพ่ แต่ผมไม่ได้โทรคุยสื่อจิตกับเธอ เพราะเนื่องจากเธออยู่ประเทศเยอรมัน และตอนนี้พื้นที่ที่เธออยู่มีสัญญาณเน็ตไม่ดี จึงไม่สามารถโทรคุยผ่านเน็ตได้ ผมจึงพิมพ์ข้อความไปให้เธออ่านแทน โดยผมตอบรวมคำถาม 3 ข้อของเธอ จากการสื่อจิตผ่านไพ่ประกอบกับกระแสจิตที่ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ส่งมาบอกเล่าเรื่องราวของเธอผู้นี้ จากการที่ครูท่านตรวจญาณมา ได้คำตอบดังนี้..

    ชายผู้นี้เป็นคู่รักพญานาคของคุณ ครั้งที่ดำรงชีวิตอยู่ในนาคพิภพ เขาเป็นพญานาคตระกูลฉัพพยาปุตตะ(ตระกูลสีรุ้ง) มีบารมีมากด้านโภคลาภ(โชคลาภ) ชีวิตที่ผ่านมาของคุณ เขาก็คอยดูแลชี้ทางให้อยู่ ไม่ห่างจากตัวคุณเลย เขาใส่ใจคุณมาก และเขาก็ช่วยปกป้องคุ้มภัยคุณ เวลาคุณประมาทเลินเล่อ ไม่มีสติ!

    คุณและเขามีสัญญากรรมที่เคยให้ไว้ต่อกันในอดีตครั้งที่เป็นพญานาคว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายจากภพพญานาคแล้ว ไปจุติเกิดในภพภูมิมนุษย์ ฝ่ายที่อยู่ในภพนาคจะต้องคอยดูแลคุ้มครองช่วยเหลือและป้องภัยให้แก่อีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเขาก็อยากจะติดต่อสื่อสารพูดคุยกับคุณผ่านโทรจิต เพื่อให้คุณได้รู้ถึงการมีตัวตนของเขาที่อยู่ใกล้ๆคุณไม่เคยห่าง..

    -สิ่งที่เขาพยายามจะบอกคุณ คือ
    เขาอยากให้คุณฝึกจิตบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือสงเคราะห์เหล่ามนุษย์ เท่าที่คุณจะมีเวลาว่างกระทำได้ โดยไม่เบียดเบียนชีวิตส่วนตัวของคุณมากนัก เขาปรารถนาให้คุณได้สร้างคุณความดีสร้างบุญกุศลในครั้งที่ดำรงความเป็นมนุษย์ เพื่อให้สมแก่เจตนาที่ในครั้งอดีตตอนที่คุณเกิดเป็นพญานาคได้มีความปรารถนาที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างบารมีดำรงพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีของพระอริยะสงฆ์เจ้าท่านหนึ่งที่คุณเคยเคารพศรัทธาในคำสอนของท่าน และในอดีตท่านเคยให้คำเทศนากับคุณว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีความประเสริฐตรงที่มนุษย์นั้นสามารถบรรลุธรรมและสามารถเจริญรอยตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้ เป็นภพภูมิที่ไม่มีภพภูมิใดจะกระทำได้เช่นนี้ จากคำเทศนานี้ จึงส่งผลให้คุณเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเกิดเป็นมนุษย์ ส่วนนาคชายคนรักของคุณ ใจจริงเขาไม่อยากให้คุณเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเขาไม่อยากจากคุณไป แต่ตัวคุณไม่ยอม เพราะคุณมีจิตใจที่แน่วแน่แล้วที่จะเกิดเป็นมนุษย์ดั่งคำเทศนาของพระอริยะสงฆ์องค์นั้น

    **ครูผมท่านบอก ประกายแห่งแรงศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาได้ถูกจุดติดขึ้นแล้วในดวงจิตของนาคสาวตนนั้นประกายแห่งแรงศรัทธานี้ย่อมไม่มีวันเสื่อมหายไปไหน เพราะเป็นแรงศรัทธาสู่วิถีจิตอันประเสริฐ! เปรียบเสมือนแรงดึงดูดอันมหาศาลที่มิอาจทวนกระแสนี้ได้ แม้แต่กระแสแห่งความรักใดๆ ก็มิอาจกั้นขวางได้นั้นแล.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    618BD116-A1CA-4685-BEAC-B8B10F2A2594.jpeg 7EC66849-4A62-48FD-BABD-D66E0BA21BB4.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “ปู่ทรัพย์ผู้มีคุณแห่งหมู่บ้านดอนใหญ่ ตำบลสว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี” ——
    (.. ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ..)​

    วันนี้มีสาวอุทัยธานีวัยรุ่นลูกเล็ก 1 คน โทรมาสื่อจิตผ่านไพ่ โดยขณะที่ผมอธิษฐานจิตขอบารมีครูบาอาจารย์อยู่นั้น ครูท่านก็ส่งกระแสจิตคำว่า “ปู่ทรัพย์” เข้ามา ซึ่งเป็นเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลเธออยู่ขณะนี้ วิทยาทานในครั้งนี้ที่ผมจะหยิบยกมาบอกเล่านั้น มิใช่เรื่องราวของเธอ แต่เป็นเรื่องราวประวัติโดยย่อของคนที่ชื่อ “ปู่ทรัพย์” ซึ่งประวัติของปู่ท่านนี้ไม่มีใน Google เพราะปู่ไม่ใช่เป็นคนมีชื่อเสียง เธอรู้แค่ว่า เธอเคยได้ยินชื่อปู่ทรัพย์นี้จากผู้เถ้าผู้แก่ในแถวบ้านเธอตั้งแต่เธอยังเด็ก ด้วยเหตุไม่มีประวัติปู่ทรัพย์ หลังจากจบสื่อจิตผ่านไพ่แล้ว ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ท่านจึงเมตตาตรวจญาณเพิ่มเติมในเรื่องประวัติของปู่ทรัพย์ เพื่อสงเคราะห์บอกเล่าแก่สาวแม่ลูกอ่อนผู้นี้ให้ได้รู้ เพราะปู่ทรัพย์ท่านเป็นเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลเธออยู่เช่นกัน ผมก็ฝากเธอให้ไปเล่าเรื่องราวอันดีงามนี้แก่คนแถวบ้านเธอด้วย ให้คนแถวบ้านเธอได้รู้ถึงคุณความดีของปู่ทรัพย์โดยย่อทั้งตอนมีชีวิตอยู่และชีวิตหลังความตายที่ได้ไปเสวยทิพยสมบัติยังดินแดนสวรรค์..
    ———————————————————
    • ประวัติของปู่ทรัพย์โดยย่อ (จากการตรวจญาณของครูโลกทิพย์) •

    “ปู่ทรัพย์” เขาเป็นชายชาวบ้านคนหนึ่งที่มีฐานะยากจนแต่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก! ทุกครั้งที่วัดมีงานบุญ เขาจะไปช่วยเหลืองานบุญของวัดโดยตลอด ไม่เคยขาด ถือว่าเป็นคนสนิทของเจ้าอาวาสเลยทีเดียว และเจ้าอาวาสท่านก็เชื่อใจไว้ใจปู่ทรัพย์มาก เพราะเขาเป็นคนดีมีศีลธรรมประจำใจ มีความซื่อสัตย์ซื่อตรงที่หาใครเปรียบได้ยาก! จนวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่กี่นาทีก่อนปู่ทรัพย์จะสิ้นลม ก็มีเทวดาหลายองค์มารอรับขึ้นสวรรค์ เพื่อไปเสวยทิพยสมบัติ..........

    ครูท่านสอนว่า คนเราจะรวยดีมีจนไม่สำคัญ! แต่สำคัญที่วันนี้เราทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยรวมแล้วหรือยัง? ไม่จำเป็นต้องทำประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ยากทุกข์เข็ญ ก็ถือเป็นบุญอันมหาศาลเช่นกัน บุญย่อมบังเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะบุญจะเกิดได้ก็ด้วยเหตุแห่งเจตนาอันบริสุทธิ์ของเราที่ปรารถนาจะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเป็นสำคัญ! ส่วนผลจากการช่วยเหลืออันเป็นประโยชน์แก่เขาจะเป็นเช่นไรนั้น มากน้อยเพียงใด! เรามิอาจรู้ได้ ดังนั้น อันดับแรกที่ควรพิจารณาถึงในการทำบุญกุศลแต่ละครั้ง ก็คือ“เจตนาอันบริสุทธิ์” นั้นแล.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 ธันวาคม 2019
  6. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    F581BF1B-2D1E-4086-B4F8-760FFB56675A.jpeg 634DD52B-B48B-42C4-80A8-11EF1EC121C9.jpeg CE9BD7F7-C51F-4E44-9FC2-59BB462F909E.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “องค์ท้าวสุรินทร์” ——
    (.. ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2562 ..)​

    คืนนี้มีหญิงโสดอายุ 48 มาขอรับการสื่อจิตผ่านไพ่ชี้ทางชีวิต เธอเป็นคนมีบาปกรรมในอดีตชาติมาก! ซึ่งกรรมในอดีตชาติของเธอก็ส่งผลร้ายเป็นวิบากกรรม ที่เธอประสบพบเจออยู่ในปัจจุบัน เป็นกรรมหนักที่ให้ผลร้ายแก่ตัวเธอในด้านต่างๆของชีวิตที่มิอาจหลีกหนีได้! แต่ด้วยผลบุญกุศลที่เธอสั่งสมมาในภพชาตินี้แบบไม่ย่อท้อ! ในวันนี้ด้วยผลบุญเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้องค์ท้าวสุรินทร์ท่านเมตตาคัดเลือกเธอมาให้กระทำหน้าที่ช่วยเหลือโปรดดวงจิตวิญญาณเด็กที่ตกค้างในภพมนุษย์ร่วมกับองค์ท้าวสุรินทร์... ซึ่งหน้าที่นี้มิใช่ผู้ใดก็กระทำได้! แต่ผู้ที่ถูกคัดเลือกให้กระทำหน้าที่นี้นั้นจำเป็นต้องมีดวงจิตอันบริสุทธิ์ที่ปรารถนาจะช่วยเหลือขัดเกลาดวงจิตที่เคียดแค้นให้ลดทิฐิมานะจนสามารถยอมอโหสิกรรมให้แก่มนุษย์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย! นี่คือสาเหตุที่มิใช่ใครผู้ใดจะกระทำหน้าที่นี้ได้.

    และก่อนหน้านี้เธอผู้นี้ก็รับรู้ถึงการมาขององค์ท่านได้ ซึ่งในตอนแรกเธอคิดว่า ท่านคือพญายมบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็นึกว่าท่านเป็นพญายมบาลเช่นกัน แต่ทว่าคืนนี้องค์ท่านมาสื่อจิตบอกนามของท่านให้รู้ก่อนวางสาย! ก็ด้วยเหตุว่า เธอยอมรับกิจหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจแล้ว! ท่านจึงบอกนามจริงของท่านให้เธอรู้ ส่วนตัวเธอที่ยอมรับกิจหน้าที่นี้ ก็ด้วยเหตุผลเพราะเธอรู้สึกดีมีปิติสุข! เวลาเธอได้ช่วยเหลือดวงจิตวิญญาณที่ทุกข์ทรมานเหล่านั้นให้พ้นทุกข์(เธอเคยช่วยเหลือดวงวิญญาณของเด็กมาแล้วครั้งหนึ่งตอนไปปฏิบัติธรรม เพราะเธอมีจิตสัมผัสที่ดีมากคนหนึ่ง สื่อจิตได้.)

    ผมอยากจะบอกว่า ทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญ! เพราะเมื่อคืนผมได้ฝันเห็นผู้หญิงท่านหนึ่งแต่งตัวปกติตามยุคสมัยปัจจุบัน และเธอมานั่งม้านั่งใกล้ผม และชวนผมคุย แต่ในความฝัน จิตผมรู้ขึ้นมาว่า ท่านคือพญายมบาล ผมจึงทักเธอไปว่า “ท่านเป็นพญายมบาลนิ” จู่ๆเธอก็ตกใจขึ้นมา(ท่านจำแลงเป็นผู้หญิง) ประมาณว่า “รู้ได้งัย!” จากนั้น เธอก็บอกผมว่า มีอะไรให้ช่วยหน่อย! ผมถาม มีอะไรให้ช่วยครับ? เธอพูดว่า “อโหสิกรรมให้เด็ก” ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ เลยถามไปอีกครั้งหนึ่ง เธอพูดย้ำอีกว่า “อโหสิกรรมช่วยเด็ก อโหสิกรรมช่วยเด็ก” จากนั้น ผมก็ตื่นขึ้นมาทันที! และเห็นท้องฟ้ายังมืดอยู่เลย เหมือนนอนไปแค่แป๊บเดียว! ปริศนาธรรมหรือประโยคที่ท่านให้มา ผมตีความหมายผิดไปหลายแบบจนกระทั่งถึงตอนช่วงเวลาสื่อจิตให้เธอ ท่านท้าวสุรินทร์ก็มาบอกอะไรหลายๆอย่างให้เธอได้รับรู้ผ่านการสื่อจิตของผมและคืนนี้เป็นจุดเริ่มต้นหรือลิขิตชีวิตใหม่ของเธอผู้นี้ กับกิจหน้าที่ใหม่ของเธอในชีวิตที่ยังเหลืออยู่........
    ———————————-
    • ประวัติหน้าที่ขององค์ท้าวสุรินทร์ (จากการตรวจญาณของครูโลกทิพย์) •

    องค์ท้าวสุรินทร์ท่านไม่ใช่พญายมบาล แต่ท่านมีศักดิ์สูงกว่าพญายมบาลและท่านเป็นมือซ้ายของท่านพญายมราชฝ่ายเหนือของทิศประจิม(ตระวันตก)(ครูท่านให้เขียนยศตำแหน่งตามนี้ เพราะที่แห่งนั้นมีระบบยศของเขาอยู่) ท่านมีหน้าที่คัดสรรมนุษย์ที่ประกอบคุณความดีมีศีลธรรมอันถึงพร้อม แต่โชคชะตาชีวิตที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันยังต้องเสวยกรรมอย่างยาวนานอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้นั้นได้ถูกคัดเลือกโดยองค์ท้าวสุรินทร์แล้ว โชคชะตาชีวิตเบื้องหน้าย่อมอยู่ในกำมือท่าน! องค์ท่านมีสิทธิ์อำนาจที่จะปัดเป่าเคราะห์กรรมอันเลวร้าย! ให้เลื่อนถัดไปชดใช้กรรมในวาระอื่นได้ ด้วยเหตุจากองค์ท่านได้รับอนุมัติให้มาทำกิจหน้าที่คัดเลือกคนโดยตรง ครูท่านบอกว่า หน้าที่ในนรกภูมิมิใช่เพียงจะกระทำหน้าที่ลงโทษดวงจิตวิญญาณที่ชั่วร้ายเพียงถ่ายเดียว แต่ยังต้องกระทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวกฎแห่งกรรมให้แก่มนุษย์ที่อยู่ข้างบนได้รับรู้ถึงบาปบุญคุณโทษที่เกิดจากการกระทำของตนเอง! เพื่อมิให้พวกมนุษย์บนโลกละเลยต่อการกระทำความดีอันเป็นเครื่องหนุนนำชีวิตหลังความตายในโลกแห่งวิญญาณ! และส่งเสริมให้มนุษย์เหล่านี้ได้เกิดหิริโอตตัปปะหรือความละอายเกรงกลัวต่อบาปกรรมมากขึ้น! ไม่ขาดสติหลงในกิเลสตัณหาจนกระทำผิดบาปได้โดยง่าย! สิ่งนี้คือหน้าที่อันสำคัญขององค์ท้าวสุรินทร์ มือซ้ายของท่านพญายมราชฝ่ายเหนือของทิศประจิมนั้นแล.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2019
  7. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    F876C7D4-6065-4731-996C-F16629BA6F86.jpeg AE579022-DD9C-485E-8C3F-9FF185B646CE.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “พระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าบ้านหนองเซียงโท หมู่บ้านหนองเซียงโท ตำบลสร้างมิ่ง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร” ——
    (.. ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2562 ..)​

    คืนนี้ผมได้สื่อจิตผ่านไพ่ชี้ทางชีวิตให้กับหญิงวัยกลางคนท่านหนึ่ง เธอมีอาชีพค้าขายส้มตำและยำอยู่หน้าบ้านของตนเอง และเธอก็เลี้ยงลูกไปด้วย แต่บันทึกนี้ผมไม่ได้หยิบยกเรื่องราวของเธอมาเขียนเล่า แต่เป็นเรื่องราวของพระอริยสงฆ์รูปหนึ่ง ที่ครูบาอาจารย์โลกทิพย์ท่านตรวจญาณเห็นและบอกกล่าวแก่หญิงผู้นี้ให้ได้รับรู้ว่า มีพระอริยสงฆ์ผู้ประเสริฐเดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านเธอทุกวัน! แต่เธอไม่ทราบไม่แน่ใจว่า ท่านเป็นพระอริยสงฆ์จริงๆหรือไม่ แต่เธอเคยเห็นพระสงฆ์รูปนี้เดินย่างก้าวอย่างช้าๆท่ามกลางสายฝน เธอจึงจำภาพนั้นได้ติดตา! ในวาระนี้ครูโลกทิพย์ท่านจึงมาชี้แนะแก่เธอให้ได้รับทราบ ถือว่าเป็นบุญวาสนาส่วนหนึ่งของเธอ! และวาสนาดีที่เธอมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยนำพามาให้ได้รับการชี้แนะบอกกล่าวถึงพระอริยสงฆ์รูปนี้.

    ระหว่างที่ผมพูดคุยเรื่องพระอริยสงฆ์กับเธออยู่นั้น ครูท่านก็ส่งกระแสจิตมาบอกผมเรื่อยๆว่า “ที่วัดนี้มีกุฏิไม้หลังเดียวพระสงฆ์อยู่อย่างอัตคัด(ยากลำบาก)” ครูท่านให้ข้อคิดกับหญิงผู้นี้ว่า “พระสงฆ์รูปนี้เป็นพระอริยสงฆ์โดยแท้! ซึ่งตอนนี้พระอริยสงฆ์ผู้ประเสริฐรูปนี้ ท่านยืนอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว แล้วเธอละ ควรจะทำอย่างไร?” ครูท่านรู้ในการใช้ชีวิตประจำวันของเธอที่ไม่ค่อยมีเวลา! เพราะจะต้องทำมาค้าขายและเลี้ยงลูกที่ยังเล็กอยู่ ครูท่านจึงแนะนำเพียงว่า “เวลาเธอจะทำอาหาร ให้ระลึกนึกถึงพระสงฆ์รูปนี้ก่อนทุกครั้ง กล่าวคือ ให้แบ่งอาหารส่วนของพระรูปนี้เอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก! แล้วค่อยแบ่งให้แก่คนในบ้าน” เมื่อกระทำเช่นนี้อยู่เป็นนิตย์ อานิสงส์ใหญ่ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!

    ขณะสื่อจิตผมรู้สึกอยากจะอุปัฏฐากพระอริยสงฆ์รูปนี้ เพียงแค่ผมเอ่ยปากออกมา ทันใดปิติก็เอ่อล้นขึ้นมาจากภายในจิตใจของผม เป็นปิติเหมือนน้ำตาคลอขึ้นมา! ยิ่งทำให้ผมแน่ใจมากขึ้นว่า พระรูปนี้เป็นพระอริยสงฆ์โดยแท้! จากนั้นผมจึงอยากจะขอเบอร์โทรของพระสงฆ์รูปนี้โดยตรง แต่ครูท่านบอกมาในกระแสจิตว่า “เราขอโมทนากับท่านด้วย แต่ทว่าพระสงฆ์รูปนี้ไม่สะดวกรับเงิน!(ไม่จับเงิน) ถ้าจะทำบุญให้ฝากไปยังผู้อุปัฏฐาก” ผมจึงถามหญิงผู้นี้ว่า พระท่านไม่จับเงินจริงหรือ? เธอตอบ “ใช่” ผมยังสงสัยอีกเรื่องที่ว่า พระสงฆ์อยู่อย่างอัตคัด(ยากลำบาก)จริงหรือ? ชาวบ้านไม่ค่อยทำบุญกันหรือ? เธอตอบ ส่วนใหญ่ชาวบ้านไปทำบุญกับวัดประจำหมู่บ้านที่ใหญ่หน่อยและวัดที่พระสงฆ์ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ! ผมจึงเข้าใจด้วยเหตุนี้เอง และเธอก็บอกอีกว่า เนื่องจากวัดป่าแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาไม่นาน!(เมื่อก่อนเป็นสุสาน) ประกอบกับมีพระสงฆ์รูปเดียวคือท่าน ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยศรัทธามาทำบุญที่วัดนี้”

    ก่อนจะวางสาย ผมจึงขอเบอร์คนที่อุปัฏฐากพระสงฆ์รูปนี้ เธอบอก เป็นป้าที่เธอรู้จัก และเธอก็จะได้ยินเรื่องราวของพระรูปนี้จากป้าคนนี้บ่อยๆ เพราะป้าก็เป็นคนปฏิบัติธรรม ส่วนเบอร์ป้าท่านนี้ ผมต้องขออนุญาตป้าก่อนจึงจะสามารถลงเบอร์ป้าได้ และป้าไม่ค่อยเล่นโซเชียลเฟสบุ๊คแต่ป้ามีไลน์.
    —————————-
    ครูโลกทิพย์ท่านสื่อบอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระอริยสงฆ์รูปนี้ว่า

    “พระอริยสงฆ์รูปนี้เดิมทีเป็นพระปฏิบัติกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระสงฆ์ท่านเป็นพระสมถะไม่ยอมรับเงินจากญาติโยม! เป็นพระนักปฏิบัติสายพระป่าที่มีจริยวัตรที่งดงาม เป็นพระผู้เคร่งในศีล 227 ข้อ พระท่านปรารถนาที่จะเข้าสู่พระนิพพานให้ได้ในชาตินี้ เป็นเหตุให้ท่านเร่งบำเพ็ญเพียรแบบไม่ย่อท้อ!”
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    480ABED7-B4CA-489D-BDC6-E880219D2D77.jpeg 517DFA55-D9B2-449A-BA0B-DAA126EC8791.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “พญาศรีสุทโธนาคราช” ——
    (.. ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2562 ..) ​

    เมื่อคืนขณะผมหลับตาลงนอน ขณะจิตว่างนั้น จิตผมเห็นนิมิตเป็นเงาของพญานาค 7-9 เศียร ไม่แน่ใจ! และมีชื่อขึ้นมาในจิตว่า “ปู่ศรีสุทโธนาคราช” จากนั้น ผมก็เห็นภาพนิมิตเฉพาะช่วงหน้าอกของชายผู้หนึ่งที่ไม่ใส่เสื้อ(จิตรู้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เหมือนเป็นนิมิตภาพซูมให้เห็นสร้อยคอที่ชายผู้นี้สวมใส่ จากนั้น ภาพก็ซูมเข้าไปอีก! ให้เห็นแต่ตัวสร้อยแต่ภาพสร้อยที่เห็นไม่ใช่ภาพสี สร้อยนี้มีอัญมณีรูปไข่เม็ดใหญ่อยู่ตรงกลางและมีอัญมณีเล็กๆ ล้อมรอบ อัญมณีมีรัศมีประกายเจิดจรัสออกมาตลอดเวลา และมีชื่อของสร้อยนี้ขึ้นมาในจิต แต่ผมจำไม่ค่อยได้! จากนั้น มีกระแสจิตพูดมาว่าเราขอมาช่วยเหลือท่านในกิจหน้าที่ที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ จากนั้น ท่านก็ไป ผมก็นอนต่อ เพราะผมคิดว่า ผมอาจมโนไปเองก็ได้! จนมาช่วงบ่าย ขณะผมกำลังดูหนังเพลินๆอยู่ จู่ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องนิมิตภาพเมื่อคืนขึ้นมา ผมเกิดความสงสัยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่? ผมจึงอธิษฐานจิตสอบถามครูโลกทิพย์ ครูท่านตรวจญาณดูและสื่อบอกผมมา ดังนี้

    “เราอยากจะบอกท่านว่า เรื่องราวที่ท่านได้รับรู้เมื่อคืนวานนั้น จากที่เราตรวจญาณดู ท่านพญาศรีสุทโธที่ท่านเห็นนั้นท่านคือตัวจริง! นิมิตของสร้อยที่ท่านเห็นในจิต ก็คือ “สร้อยสุวรรณมณี” เป็นสร้อยประจำตัวของท่านพญาศรีสุทโธนาคราช ท่านเป็นเทพชั้นสูงอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา(สวรรค์ชั้น 1) ท่านเทพพญานาคองค์นี้เป็นพญานาคที่คอยดูแลเหล่าพญานาคในแถบอีสาน เป็นผู้มีฤทธิ์มาก! มีบริวารมาก! เจตนาของท่านนาคราชที่มาหาท่านเมื่อคืน ท่านก็ได้บอกอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่านนาคราชจะมาช่วยเรื่องกิจหน้าที่ของท่าน จากที่เราเห็นภาพนิมิตในอนาคตนั้น ท่านนาคราชจะนำพาเหล่าลูกหลานพญานาคมาช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในกิจหน้าที่ของท่าน นาคราชท่านปรารถนาที่จะมาร่วมสร้างบารมีกับท่านในกิจหน้าที่แห่งสวรรค์ จากที่เราเห็น นาคราชท่านได้เริ่มการช่วยเหลือท่านแล้ว โดยท่านได้สั่งการบริวารของท่านไปแล้ว“

    ซึ่งเมื่อวานผมรู้สึกอยากไปไหว้พระพิฆเนศห้วยขวาง เพราะไม่ได้ไปไหว้นานแล้ว อีกอย่างทุกช่วงปีใหม่ผมจะไปไหว้ท่านทุกครั้งเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง เพราะท่านถือว่าเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกในสายเทพที่ผมอยากยกท่านเป็นครู.

    ...ผมขอย้อนเล่าเรื่องราวประสบการณ์ความศรัทธาในองค์พระพิฆเนศห้วยขวางสักเล็กน้อย คือ ...ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วตอนที่ผมยกท่านเป็นครูบาอาจารย์(ครูเทพองค์แรก) ในวันนั้นเป็นวันขึ้นปีใหม่ ผมมีความตั้งใจที่จะไปยกท่านเป็นครู การจะยกท่านเป็นครูของผม ก็ง่ายๆ ก็คือ ผมไปที่ศาลเพื่อไหว้พระพิฆเนศห้วยขวางท่านและนำน้ำผึ้ง 1 ขวดไปถวายท่าน เพื่อเป็นสิ่งสักการะในการยกท่านเป็นครู ในวันนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณเที่ยงวันแดดร้อน หลังจากจุดธูปไหว้แล้ว ผมก็นั่งคุกเข่าพนมมืออธิษฐานจิตในใจว่า “ผมขอยกท่านเป็นครูบาอาจารย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” อธิษฐานเสร็จ ลมแรงมากพัดมาจากด้านหน้าศาลไปยังรูปปั้นพระพิฆเนศปางยืน จนร่มบังแดดขนาดใหญ่ 2-3 อันของร้านค้า ปลิวเกือบจะล้ม! คนไม่กี่คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต่างก็หันมาที่ผม เพราะมีผมคนเดียวนั่งไหว้ท่านอยู่(เที่ยงวันไม่ค่อยมีคน) ผมรู้สึกถึงฤทธิ์ของท่านได้อย่างชัดเจน! ผมก็บอกท่านในใจว่า “ผมรับรู้ถึงที่ท่านยอมรับผมเป็นศิษย์แล้ว ผมขอให้ท่านเบาๆลมหน่อย” ทันใด ลมก็ค่อยๆเบาลงและหายไปในที่สุด.

    ท่านพระพิฆเนศห้วยขวางถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์แรกที่ผมยอมยกท่านเป็นครู เหตุเพราะตั้งแต่หลังจากที่ผมกลับมาจากการทำงานเก็บเงินที่ต่างประเทศ ผมก็ได้มาทำงานแถวรัชดาย่านคนจีน จนมารู้จักกับพระพิฆเนศห้วยขวาง และเรื่องราวปาฏิหาริย์หลายอย่างก็เกิดขึ้นกับผม ผมจึงมีศรัทธาในตัวท่านและวันนั้นผมจึงยอมรับท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์แรก!

    ผมถามครูโลกทิพย์ว่า การที่เมื่อวานผมไปไหว้ครูพระพิฆเนศห้วยขวาง เป็นเหตุให้ท่านพญาศรีสุทโธนาคราชมาหาผมตอนผมหลับตาก่อนจะหลับเมื่อคืนใช่ไหม? ครูโลกทิพย์ท่านบอกว่า “ใช่ เพราะที่นี้มีบริวารของพญาศรีสุทโธมาสร้างบารมีอยู่” พอผมไปไหว้ครูพระพิฆเนศ บริวารนาคราชจึงไปแจ้งข่าวแก่องค์ศรีสุทโธ ท่านจึงมาหาผมเพื่อแสดงเจตนาของท่านที่จะช่วยเหลือผมในการสร้างบารมีในครั้งนี้ บางอย่างผมก็พูดอะไรมากไม่ได้! ผมอยากจะบอกทุกท่านว่า อำนาจบารมีหลักที่ช่วยเหลือผู้คนของศาลพระพิฆเนศห้วยขวางแห่งนี้ เป็นอำนาจฤทธาบารมีของพญาศรีสุทโธนาคราชและบริวารของท่านเป็นหลัก!

    ดังนั้น เราจะเห็นว่า ถ้าเราไม่สะดวกจะเดินทางไปในสถานที่ไกลๆที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดของพญานาค ศาลพระพิฆเนศห้วยขวางก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีบารมีของพญาศรีสุทโธนาคราชคุ้มครองดูแลและสร้างบารมีกับมนุษย์อยู่ ทุกท่านสามารถมาอธิษฐานจิตขอพรกับพระพิฆเนศห้วยขวางหรือขอพรกับพญาศรีสุทโธนาคราชก็ได้ เพราะมีนาคบริวารคอยรับเรื่องของมนุษย์อยู่นั้นเอง ^_^
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    6443120F-8E22-414E-9A66-C1B7EC4A6700.jpeg

    สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม อภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ 63

    สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า...

    บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง

    “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม หรือด้วยการอ้อนวอนร้องขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาดลบันดาล หากแต่ด้วยการมีสติรู้ตัว งดเว้นจากการกระทำ การพูด และการคิดชั่ว นับเสียแต่บัดนี้ แล้วมีสัมปชัญญะรู้คิด ในอันที่จะทำสิ่งที่ดีงามให้ทวียิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะจิต ในที่สุดก็ย่อมจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย นำพาให้ได้รับผลอันพึงปรารถนาในเบื้องหน้า ในขณะเดียวกัน หากท่านกำลังเผชิญกับความทุกข์ ก็จงอย่าท้อแท้ อย่าหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกห่อเหี่ยวตรอมตรม และอย่าตีโพยตีพายโทษผู้หนึ่งผู้ใด แต่จงเร่งใช้โอกาสที่ประสบความทุกข์อยู่นั้น เป็นเครื่องฉุกใจให้คิดได้ ให้ตระหนักเห็นถึงสภาวลักษณะตามธรรมดาของโลก ให้เข้าใจในความจริงว่าไม่มีชีวิตใดเลยที่ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ แล้วปฏิญาณในใจ ณ ขณะปัจจุบันนั้นว่า จะไม่เผลอทำชั่ว ซึ่งย่อมส่งผลเป็นความทุกข์ในอนาคตอีก พร้อมกับเร่งขวนขวายศึกษาอบรมตน ให้งอกงามด้วยคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

    ผู้ปรารถนาความสุขในปีใหม่ จึงพึงระลึกรู้อยู่เสมอว่า ต้นเหตุของความทุกข์ คือการประกอบกรรมชั่ว ต้นเหตุของความสุข คือการประกอบกรรมดี การที่คิดว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว จัดเป็นความคิดอย่างมิจฉาทิฐิ ด้วยเหตุที่ยังไม่มีปัญญาสอดส่องรู้ถึงกฎแห่งกรรม อันเป็นกฎแห่งธรรมะ ท่านทั้งหลายควรเริ่มต้นแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง แล้วไม่ประมาทในการศึกษาอบรมเพิ่มพูนคุณธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าสืบไปเถิด

    ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณงามความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ จงบันดาลความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติ และประชาชน ยังความปราโมทย์เบิกบานพระกมล ให้บังเกิดใน สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อจักได้เสด็จสถิตธำรง ทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยอยู่ยิ่งยืนนาน ทรงปกป้องพสกนิกร ให้ภิญโญสโมสรด้วยความสุขเกษมศานต์ ตลอดพุทธศักราช 2563 โดยทั่วกัน เทอญ.

    อ้างอิง :
    https://today.line.me/TH/article/Ljxgmz?utm_source=copyshare
     
  10. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    995A8A76-A773-4075-A771-5FE82B3E69CC.jpeg EE10EC32-B170-445C-944D-7513B60D8AC9.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “นางฟ้าผู้รอคอย” ——
    (.. ณ วันที่ 9 มกราคม 2563 ..) ​

    ผมขอแชร์เรื่องราวของคุณสุจิตราผู้ซึ่งขอปวารณาตนเป็นผู้อุปัฏฐากพระไพศาล ปวโรแห่งวัดป่าหนองเซียงโท และเธอก็ขอเป็นสะพานบุญให้แก่พระท่านด้วย ส่วนตัวผมเป็นครั้งแรกที่ขอปวารณาตนเป็นผู้อุปัฏฐากพระท่านเช่นกัน ทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญ! จิตผมรู้ว่า การที่ได้มาพบปะเจอหน้ากันและสนทนาธรรมร่วมกันระหว่างพระไพศาล,คุณสุจิตรา,คุณพีทและตัวผม ก็เนื่องด้วยเหตุแห่งบุญสัมพันธ์ในครั้งอดีต แต่เรื่องราวที่ผมจะหยิบยกมานี้ เป็นเรื่องราวของคุณสุจิตรา..

    เรื่องราวมีอยู่ว่า ตอนที่คุณสุจิตรามาขอรับการสื่อจิต ตอนนั้นเธออยู่ที่สวีเดน และเธอก็มีแผนการที่จะกลับมาเมืองไทยอยู่แล้วในช่วงปีใหม่ และช่วงท้ายก่อนที่จะวางสาย ครูโลกทิพย์ท่านได้ชี้แนะว่า ถ้ากลับมาเมืองไทยครั้งนี้ ขอให้เธอเดินทางไปยังวัดมเหยงคณ์ที่อยุธยา(เธอไม่เคยไปมาก่อน) เพราะมีเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอเธออยู่ที่แห่งนั้น เพราะอดีตเธอเคยเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่อยุธยาในยุคสมัยหนึ่ง ครูท่านบอกเพียงเท่านี้ จากนั้น พอเธอได้นิมนต์พระอาจารย์ไพศาลมากราบพระบรมเกศาธาตุที่กรุงเทพ หนึ่งในแม่ชีที่มากับคณะของพระท่าน ขณะผมคุยกับแม่ชีท่านนี้ จู่ๆแม่ชีได้บอกผมว่า เมื่อเช้าขณะที่แม่ชีนั่งสมาธิอยู่ที่ห้องพักในโรงแรม ในสมาธิจิตแม่ชีได้เห็นนางฟ้าแต่งชุดไทยโบราณสวมชฎาอยู่ที่ตัวคุณสุจิตรา ผมจึงนำเรื่องนี้ไปบอกกับคุณสุจิตรา และเธอก็ถามกลับผมว่า ใช่เทพที่รอคอยเธออยู่ที่วัดมเหยงคณ์หรือเปล่า? เพราะเธอก็ไปที่วัดมเหยงคณ์ตามที่ครูโลกทิพย์บอกแล้ว ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจ จึงบอกเธอว่า เอาไว้เดี๋ยวผมสอบถามครูให้ ผลจากการสอบถามครูโลกทิพย์ ท่านได้ตรวจญาณทัศนะและบอกว่า

    -คุณสุจิตราถามคำถามว่า “เทพจากวัดมเหยงคณ์ ใช่นางฟ้าที่แม่ชีเห็นหรือไม่?”

    “ครูโลกทิพย์ตอบว่า จากที่เราได้ทำการตรวจญาณทัศนะ ไม่มีเทพใดๆรอคอยเธอที่วัดแห่งนี้ แต่จากที่เราเห็นในญาณทัศนะ จะมีแต่เทวดาผู้หญิง(นางฟ้า)องค์หนึ่งที่เธอกำลังรอคอยเธออยู่ในสถานที่แห่งนั้น เราจะบอกว่า เทพกับเทวดานั้นมีความต่างกัน เทพจะมีศักดิ์ที่สูงกว่าเทวดาทั่วไป คงเข้าใจแล้วนะ จากภาพอดีตชาติที่เราเห็น เทวดาหญิงผู้นี้ อดีตเธอเคยเป็นบ่าวรับใช้เจ้ามาแต่เก่าก่อน ด้วยบุญกุศลที่เคยได้สั่งสมไว้ในแดนโลก จึงทำให้ตัวเธอหลังจากสิ้นลมหายใจ ด้วยกุศลผลบุญจึงนำพาตัวเธอให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา(ชั้น 1) ส่วนตัวเจ้านั้นในอดีตชาติภพนั้นตัวเจ้าเคยเป็นบุรุษที่หาเช้ากินค่ำ มิได้มียศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ.(พี่เรียกผิดเอง ตอนแรกพี่เข้าใจว่า เทวดากับเทพเหมือนกัน ^_^ แสดงว่า นางฟ้าที่แม่ชีเห็นในนิมิตสมาธิเป็นเรื่องจริง!).”

    ทุกอย่างได้ถูกจัดสรรไว้แล้วด้วยบุญวาสนาของเธอ โดยเริ่มตั้งแต่ที่เธอมารับการสื่อจิตจนได้พบพระอาจารย์ไพศาลทุกคนที่ได้มาพบเจอรู้จักกันรวมถึงการได้มาขอปวารณาและอุปัฏฐากพระอาจารย์ไพศาล ทุกอย่างล้วนถูกจัดสรรตามบุญสัมพันธ์ในครั้งอดีตที่เคยกระทำร่วมกันมา โดยมีผู้นำพาคือ ครูสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละบุคคล ธรรมทานเรื่องนี้สอนให้เราตระหนักว่า ทุกการกระทำหรือกรรม ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมไม่ดีนั้น เมื่อเรากระทำลงไปแล้ว ผลแห่งการกระทำหรือกรรมเหล่านั้นย่อมให้ผลแก่เรา เมื่อถึงวาระของมัน ในกรณีของคุณสุจิตรา เป็นผลแห่งกรรมดีที่ให้ผลแก่เธอในวาระนี้ จึงทำให้เธอมีบุญวาสนาได้กลับมาพบเจอกับพระไพศาลผู้เป็นพระอริยสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อการกลับมาเกื้อกูลซึ่งกันและกันในชาติภพนี้ เพราะการเป็นผู้อุปัฏฐากพระอริยสงฆ์ผู้ประเสริฐนั้น ถือว่าเป็นบุญกุศลอันมากมายมหาศาล! สาธุ!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    B03FB390-DA30-407F-A90B-AD93E41C6D0E.jpeg 3B0460BD-E35A-4DE5-95C2-6983087CEBFC.jpeg 173E896A-4A30-4EC0-8091-2DB44E0002CA.jpeg

    คุณสุจิตราถามเพิ่มเติมว่า นางฟ้ามีชื่อไหมคะ?,นางฟ้ามีอะไรอยากบอกหนูไหม?​

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านถามผมว่า อยากจะคุยกับนางฟ้าโดยตรงเลยไหม? ครูท่านจะเปิดให้คุย ผมบอกได้ครับ ซึ่งผมมีบทสนทนากับนางฟ้า ดังนี้

    “สวัสดีค่ะ เรามีนามว่า “สุพัฆสร” อ่านว่า สุ-พัค-สอน แปลว่า สตรีผู้มีความงดงามดั่งดอกไม้ ผมขอให้นางฟ้าเล่าอดีตชาติของเธอกับคุณสุจิตราในยุคสมัยนั้น เธอเล่าว่า ในอดีตชาตินั้นของเรา ในครั้งนั้นเราได้เกิดในยุคปลายสมัยอยุธยา ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ข้าวยากหมากแพง เราตัวคนเดียวพ่อและแม่สิ้นแล้วทั้งคู่ โชคดีเราได้มาอาศัยพึ่งบารมีของชายผู้หนึ่งนั้นก็คือหญิงผู้นี้ในภพปัจจุบัน(คุณสุจิตรา) เจ้านายคนนี้ดูแลเลี้ยงดูเราอย่างกับเราเป็นเครือญาติคนหนึ่งในบ้าน ด้วยเหตุที่เรารักการทำบุญรักษาศีลและเจริญภาวนาเป็นประจำ เวลาที่เราไปวัดทำบุญ เจ้านายก็ชื่นชมยินดีที่เราไปวัด ถึงแม้เจ้านายจะไม่ค่อยมีเวลาเข้าวัด เพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการทำมาหากิน! แต่ในทุกครั้งที่ตัวเราเข้าวัดทำบุญ เจ้านายก็จะฝากอัฐไปร่วมทำบุญเกือบทุกครั้งที่รู้ว่าเราไปทำบุญ ด้วยบุญคุณที่มากมายนี้ เราจึงจดจำมิรู้ลืม! แม้ขณะปัจจุบันนี้เรามาเกิดยังแดนสวรรค์ เราก็ยังคิดอยากจะตอบแทนในหนี้บุญคุณที่เจ้านายเคยกระทำไว้ให้แก่เราในทุกสิ่ง! เราจึงไปขอร้องแก่เหล่าเทพยดาที่เรารู้จัก ให้ท่านช่วยเหลือให้เราได้สามารถกลับมาตอบแทนพระคุณเจ้านายของเรา.

    การที่เราได้ลงมายังโลกมนุษย์ในครั้งนี้ นอกจากเราจะมาดูแลเจ้านายเก่าของเราแล้ว เรายังมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากทางสวรรค์ เป็นเงื่อนไขที่จะอนุญาตให้เราลงมาในวาระนี้ได้ หน้าที่นั้น ก็คือ เรามีหน้าที่นำพาเจ้านายเก่าของเราซึ่งคือหญิงผู้นี้ หาโอกาสให้เธอได้สร้างบุญสร้างกุศล! เป็นหน้าที่ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา เราเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความยั่งยืนสืบไป เมื่อเราหมดหน้าที่ตรงนี้ เราถึงจะกลับสวรรค์ ผมถามนางฟ้าว่า มาช่วยเหลือตลอดชีวิตของเธอหรือไม่? นางฟ้าตอบ เรามิอาจรู้ได้ เมื่อถึงเวลาเราก็จะรู้เอง!

    ผมถามคำถามสุดท้ายกับนางฟ้าว่า เธอจะดูแลสามีและลูกทั้งสองของเขาด้วยไหม? นางฟ้าตอบ เรามิได้มีหน้าที่จะต้องดูแลใครคนอื่น เรามีหน้าที่ดูแลเจ้านายเราผู้เดียว ขอให้หญิงผู้นี้จงเข้าใจในหน้าที่ของเรา เรามีบุญสัมพันธ์กับเจ้านายเราเพียงผู้เดียวเท่านั้น!”
     
  12. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    79051E74-B1F4-41A4-AEBE-EF610C9995FA.jpeg 5A0B1E36-23C9-4AA4-8D05-8D7F1729A153.jpeg


    วันนี้คุณสุจิตราได้แจ้งผมมาว่า วันนี้เธอและสามีชาวสวีเดนได้รับข่าวร้ายว่า แม่สามีชาวสวีเดนของเธอได้เสียชีวิตลงในวันนี้ และเธอกับสามีรวมถึงลูกสองคนยังอยู่ที่เมืองไทย เธอจึงสอบถามผมมาว่า “แม่สามีเค้าไม่ใช่พุทธ ถ้าเราทำบังสกุล เค้าจะรับได้ไหมคะ?”

    ครูโลกทิพย์ตอบว่า ในเรื่องการที่จะทำบังสกุลให้แก่ชาวต่างชาติ เราเห็นว่า สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะดวงวิญญาณผู้นั้นจะนับถือในศาสนาใด บุญที่เราได้ทำไปให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้น ก็ย่อมจะได้รับในทุกครั้ง! นอกเสียจากดวงจิตวิญญาณที่เราจะทำบุญไปให้นั้น เขาเสวยกรรมอยู่ในภพภูมิที่ต่ำมาก เช่น โลกันตนรก! เขาก็จะไม่ได้รับบุญใดๆ กรณีของหญิงชราท่านนี้ จากที่เราตรวจญาณดู ตัวเธอมิได้เคยทำบาปกรรมที่หนักจนถึงขั้นที่จะไม่ได้รับบุญแต่อย่างใด ขอเจ้าจงวางใจเถิด! ว่าหญิงชราคนนี้ย่อมจะได้รับผลแห่งบุญที่เจ้าได้ถวายสังฆทานแก่พระภิกษุอย่างแน่นอน!

    เรื่องราวธรรมทานนี้ผมได้ขออนุญาตสามีของคุณสุจิตราเรียบร้อยแล้วโดยผ่านคุณสุจิตรา และเธอบอกว่า สามีเธอยินดี! ถ้าไม่เจาะจงตัวบุคคล! ผมขออนุโมทนาบุญกับสามีคุณสุจิตราและคุณสุจิตราที่อนุญาตให้ลงธรรมทานนี้เพื่อเป็นประโยชน์เป็นความรู้ในทางธรรมแก่ทุกท่าน สาธุ!
     
  13. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    05A04AE9-CB91-448F-AA92-45FE9B3A4FF9.jpeg 3FFF440C-5851-49E7-A804-4B4731C68759.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “เสวยบุญในพรหมโลก” ——
    (.. ณ วันที่ 11 มกราคม 2563 ..)​

    ท่านวิทย์ในเรื่องอดีตชาติที่ท่านให้เราช่วยตรวจดูให้นั้น(ครั้งแรกที่รู้อดีตชาติของตนเอง!) เราได้หยิบยกอดีตในภพชาติในครั้งที่ตัวท่านเคยได้เกิดมาเป็นพระภิกษุสงฆ์ในสมัยเมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ในครั้งนั้นตัวท่านก่อนจะบวชเป็นพระในบวรพระพุทธศาสนา ตอนนั้นตัวท่านมีอาชีพค้าขาย ท่านเป็นคนจีนที่เดินทางมาจากเมืองจีน เพื่อมาค้าขายในดินแดนทางภาคกลางของเมืองไทย ตัวท่านในสมัยนั้นนอกจากจะเป็นพ่อค้าวาณิชแล้ว ตัวท่านยังเป็นตัวแทนติดต่อระหว่างคนไทยกับคนจีนอีกด้วย ตัวท่านอาศัยอยู่ในเมืองไทยอย่างยาวนาน และได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่บัดนั้นมา มีครั้งหนึ่งตัวท่านได้เดินทางไปทำการค้าขาย และในครั้งนี้ตัวท่านได้ไปเจอกับพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง และตัวท่านก็ได้นำอาหารไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์รูปนี้ หลังจากพระฉัน ท่านก็ได้แสดงธรรมให้ตัวท่านฟัง จนตัวท่านรู้สึกศรัทธาในคำสอนของพระรูปนี้ จากนั้นไม่นาน! ตัวท่านได้มีแรงศรัทธาอย่างแรงกล้า! ท่านจึงขอบวชเพื่อศึกษาธรรม พอท่านบวชท่านก็ไม่อยากสึก! เพราะตัวท่านซาบซึ้งในรสแห่งพระธรรม อานิสงส์แห่งการบวชในครั้งนี้ของตัวท่าน จึงทำให้ตัวท่านไปเกิดบนพรหมโลก เพราะครั้งที่บวชตัวท่านเข้าถึงฌานสมาบัติ พอท่านขณะจะสิ้นลม! ท่านได้ทรงในอารมณ์ฌาน เป็นเหตุให้ท่านไปเกิดยังพรหมชั้นสุทธาวาส นี่คือ อดีตในภพชาติที่ตัวท่านได้เคยบวชในบวรพระพุทธศาสนา.

    ผมสงสัยจึงสอบถามครูโลกทิพย์ไปว่า “ศาสนาพุทธยังมีอายุมาไม่ถึง 3,000 ปีเลย แล้วที่ครูบอกว่า บวชในบวรพระพุทธศาสนานั้นหมายความว่าอย่างไร?” ครูตอบ เราจะบอกว่า ในยุคสมัยก่อนก่อนจะถึงยุคพระโคตมนั้น ถึงแม้ยังไม่มีศาสนาพุทธที่พระโคตมบัญญัติขึ้นมา แต่สมัยยุคก่อนก็มีผู้เจริญธรรมในแนวเดียวกับพระโคตม เจ้าอย่าลืมว่า! ในอดีตก็มีพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน! มิใช่พึ่งเริ่มมี! เจ้าคงเข้าใจในสิ่งที่เราอธิบายแล้วนะ เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ท่าน(ผมเข้าใจครูท่านแล้ว เพราะการเล่าเรื่องจะให้ผู้อ่านได้เข้าใจในสิ่งที่ครูพูดนั้น ครูท่านจึงใช้คำหรือประโยคที่ทุกท่านอ่านแล้วเข้าใจถึงนัยยะความหมายที่ครูท่านจะสื่อบอกนั้นเอง) ผมขออนุโมทนาในธรรมทานที่ครูท่านบอกเล่ามาด้วยครับ สาธุ!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มกราคม 2020
  14. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    525A2570-8572-4828-A685-87E5F6592C02.jpeg 8EA38A5F-8805-481C-8295-44F9EB08C70C.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “บุญบาปมิได้หายไปไหน!” ——
    (.. ณ วันที่ 13 มกราคม 2563 ..)​

    จากนี้ไปสิ่งที่ท่านวิทย์จะได้รับรู้นั้น เป็นเรื่องราวในอดีตภพชาติหนึ่งของท่าน ยุคที่ท่านเกิดในครั้งนั้นเป็นยุคที่โลกใบนี้พึ่งมีอายุได้เพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น ในชาติภพนั้นท่านวิทย์เกิดมาเป็นคนป่าที่ชื่อว่า “ศร” ในครั้งนั้นตัวท่านมีเมียและลูกมากมาย เพราะในสมัยนั้นมีมนุษย์อยู่บนโลกประมาณแค่ไม่กี่แสนคน และในกลุ่มของท่านวิทย์มีมนุษย์อยู่เพียงหลักไม่กี่ร้อยคน ในกลุ่มของท่านมีผู้ชายเพียงแค่ประมาณไม่เกิน 20 คนที่เหลือคือหญิงสาวและหญิงแก่..

    สิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เมียทั้งหลายของท่านวิทย์ เกิดความอิจฉาและริษยาต่อกัน! ด้วยสมัยยุคนั้นการดำรงชีวิตของมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยคนที่เก่งในการล่าสัตว์ ซึ่งผู้นำกลุ่มจำเป็นต้องมีบริวารที่เก่งล่าสัตว์ด้วยเช่นกัน ส่วนกรรมที่ท่านวิทย์ได้สร้างไว้ในชาตินี้ นอกจากจะมีกรรมในเรื่องการมีเมียเยอะ ซึ่งเป็นเหตุทำให้เมียทั้งหลายเกิดจิตอาฆาตร้ายต่อกัน! ทำให้พวกเมียๆทั้งหลายมีการวางแผนฆ่ากันเอง! จนในที่สุดตัวท่านวิทย์ก็ถูกรอบฆ่าอย่างอนาถด้วยเช่นกัน! และยังมีกรรมที่ท่านวิทย์ได้เคยสร้างไว้ในครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ เช่น การกักขังและทรมานสัตว์! รวมถึงการกินเนื้อสัตว์เป็นๆตอนที่มันยังไม่ตายอีกด้วย! และกรรมอื่นๆที่เกี่ยวกับการฆ่ามนุษย์ของท่านโดยคนที่ท่านฆ่าพวกนั้นมีทั้งสหายของท่าน,เมียที่ทำผิดกฎ,คนที่ท่านวิทย์ไม่ชอบเมื่อคนๆนั้นชอบมาใส่ร้ายท่าน ยังมีกรรมอีกมากมายที่ท่านวิทย์เคยได้สร้างกรรมไว้ในชาติภพนั้น..

    สิ่งที่เราอยากจะบอกให้ท่านวิทย์ได้รับทราบ ก็คือ การเกิดเป็นมนุษย์นั้น มันง่ายที่เราจะสร้างกรรม! ยิ่งเป็นยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ส่วนใหญ่ย่อมจะไม่ค่อยได้มีจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษ! ดังนั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้หยิบยกในภพชาติที่ไกลๆ เพื่อให้เขียนเป็นธรรมทานสอนให้ได้รู้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติใดก็มีโอกาสที่จะสร้างบาปกรรมได้ไม่ว่าจะเจตนาก็ตามหรือไม่เจตนาก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ได้เคยสร้างสมไว้ไม่ว่านานเท่าใด กรรมที่เราเคยกระทำไว้ทั้งหลายเหล่านั้น ในสักวันหนึ่งผลกรรมทั้งดีและไม่ดีย่อมตอบสนองให้แก่ตัวเราไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง! ไม่ว่าภพชาติใดก็ภพชาติหนึ่ง! เมื่อถึงวันนั้นมนุษย์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะหลีกหนีหลีกเลี่ยงได้! ธรรมทานในเรื่องราวนี้เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนทุกคนที่มาได้อ่าน.. ผมขออนุโมทนากับธรรมทานของครูโลกทิพย์ท่านด้วยครับ สาธุ!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    47B13DD2-F3DE-4E48-95A0-0E1B61015944.jpeg

    ส่วนตัวผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ ผมจึงได้ตั้งคำถามเพื่อสอบถามครูโลกทิพย์ให้ท่านช่วยไขข้อสงสัยของผม และผมเห็นว่าธรรมทานเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน ผมจึงนำมาลงไว้ให้ครับ ผมหวังว่า ทุกธรรมทานในโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านไม่มากก็น้อยนะครับ สาธุในธรรมทานครับ!
    ———————————
    คำถามที่ 1 คือ ทำบุญเจตนาเป็นบุญแล้ว แต่วัดไม่ได้เอาไปทำบุญตามวัตถุประสงค์ของบุญนั้น เช่น เอาบุญไปสร้างอย่างอื่นแทน หรือเอาเงินไปใช้ส่วนตัว เช่นนี้ คนทำบุญจะได้อานิสงส์บุญเต็มร้อยไหมครับ?

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า ท่านวิทย์ การทำบุญที่แท้จริง ก็คือ การกระทำความดีให้เกิดขึ้นกับบุคคลอื่นๆหรือการกระทำความดีให้บังเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม ฉะนั้น แม้คนทำบุญจะไม่รู้ว่า ปัจจัยไม่ว่าจะเงินรวมถึงสิ่งของเหล่านั้นจะเกิดคุณประโยชน์ได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องใช้ความคิดและสติปัญญาเข้าพิจารณาประกอบด้วย เพื่อการทำบุญกุศลเหล่านั้นจะได้ก่อเกิดประโยชน์แก่สังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้น สิ่งที่ท่านถามว่า เมื่อท่านได้ทำบุญกุศลลงไปแล้ว แต่ถ้าปัจจัยทั้งหลายมิได้นำไปกระทำตามวัตถุประสงค์ที่คนทำบุญนั้นได้ตั้งใจไว้ เราจะบอกว่าครั้งแรกที่ท่านมีใจตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญกุศล บุญใดๆย่อมสำเร็จสมบูรณ์ กล่าวคือ คนที่ทำบุญคนนั้นก็จะได้รับผลแห่งบุญที่กระทำ 100% สาธุครับ!
    ———————————
    คำถามที่ 2 คือ ทำบุญกับคนไม่มีศีลต่างจากทำบุญกับพระอริยสงฆ์กับอริยบุคคลอย่างไรครับ?

    -ตอบ ครูท่านตอบว่า การที่เราได้ทำบุญกับคนที่ไม่มีศีล ตัวเราก็ได้บุญเพราะเรามีเจตนาในการกระทำความดีให้เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น แต่การทำบุญกับผู้ที่มีจิตใจอันตั้งมั่นในการชำระกิเลสเพื่อความหลุดพ้น จะมีอานิสงส์แห่งผลบุญอันมากมาย! เทียบได้กับ เราทำบุญกับคนไม่มีศีลจำนวนเป็นหลักพันหลักหมื่นคน ก็เทียบไม่ได้กับการทำบุญกับพระอริยสงฆ์หรืออริยบุคคลเพียงแค่บุคคลเดียว! แต่การทำบุญกับพระอริยสงฆ์จะได้บุญมากกว่าอริยบุคคล เพราะพระถือศีลมากกว่าฆราวาสที่เป็นบุคคลทั่วไป สาธุครับ!
    ———————————
    คำถามที่ 3 คือ การทำบุญด้วยปัจจัยเงินหรือสิ่งของกับการที่ทำบุญด้วยแรงกายอย่างไหนได้บุญมากกว่ากันครับ?

    -ตอบ ครูท่านตอบว่า การจะทำบุญใดๆ อันดับแรก เราจะวัดจากเจตนาที่เป็นบุญเสียก่อน! ในลำดับรองมา ก็วัดที่ความยากง่ายของบุญที่กระทำ! ความยากง่ายก็วัดจากความเหนื่อยยากความลำบากที่กว่าบุญนั้นๆจะสำเร็จลุล่วงลงได้ ฉะนั้น บุญใดที่สำเร็จได้ยากก็ย่อมมีอานิสงส์แห่งบุญที่มากกว่าบุญที่สำเร็จได้โดยง่าย สาธุครับ!
    ———————————
    คำถามที่ 4 คือ ที่เขาบอกว่า มนุษย์ทำบุญได้ แต่เทวดาหรือจิตวิญญาณภูตผีทำบุญไม่ได้จริงหรือไม่ครับ?

    -ตอบ ครูท่านตอบว่า การที่มนุษย์ทำบุญและได้บุญก็เพราะว่า ในภพมนุษย์เป็นภพที่ถูกกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า เมื่อดวงจิตวิญญาณใดที่มากำเนิดเป็นมนุษย์ ดวงจิตวิญญาณที่อยู่ในร่างสังขารนั้นจะสามารถสร้างบุญหรือสร้างกุศลถือเป็นการสร้างบารมีให้กับดวงจิตวิญญาณของตนเองได้ เพราะภพมนุษย์ได้ถูกกำหนดในเงื่อนไขเช่นนี้ กรณีที่กล่าวข้างต้น เป็นกรณีที่ดวงจิตวิญญาณปรารถนาที่จะสร้างบุญกุศลด้วยตนเองเท่านั้น.

    ในกรณีที่ท่านถามว่า แล้วเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่มาอำนวยช่วยเหลือมนุษย์ผ่านการสื่อจิตหรือมาช่วยนำพามนุษย์ให้ได้ทำบุญกุศลหรือช่วยมนุษย์ในวิธีใดวิธีหนึ่งนั้น ท่านทั้งหลายจะได้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง? เราจะแจ้งท่านให้รู้ไว้ว่า การอำนวยช่วยเหลือของเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราควรจะต้องพิจารณาถึงเจตนาในการช่วยเหลือของแต่ละองค์เป็นสำคัญ! บางองค์ช่วยเหลือด้วยเหตุจากอดีตชาติเคยติดหนี้กรรมหรือหนี้บุญคุณ ดังนั้น การที่เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเหลือมนุษย์คนนั้นได้ ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องเคยมีบุญกรรมร่วมกันมาแต่ปางก่อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือมนุษย์คนนั้นได้ แต่ไม่เกินกฎแห่งกรรมของมนุษย์คนนั้น..

    ในส่วนที่ตัวท่านได้ถามว่า เทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโอกาสรับบุญหรือรับกุศลได้ทางใดได้บ้าง? เราขอตอบว่าเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้รับบุญหรือรับกุศลได้จากการที่มนุษย์อุทิศให้เพียงเท่านั้น! ดวงจิตวิญญาณภูติผีก็เช่นกัน! ท่านเข้าใจแล้วนะ สาธุครับ!
    ———————————
    คำถามที่ 5 คือ บุญกับกุศลต่างกันอย่างไร?

    -ตอบ ครูท่านตอบว่า เราจะอธิบายอย่างนี้นะท่าน บุญ ก็คือ ความดีใดๆที่มนุษย์ได้คิดได้พูดได้กระทำ ในส่วนความหมายของกุศล กุศล ก็คือ ทุกสิ่งที่เป็นความดีที่มนุษย์ผู้นั้นได้คิดและกระทำออกมาและได้เกิดประโยชน์ นี่คือ ความหมายของคำว่ากุศล เราจะเห็นว่า กุศลนั้นทำได้ยากลำบากกว่าบุญ! ดังนั้น ความหมายของการสร้างบุญกุศล จึงหมายถึง การที่มนุษย์ต้องใช้ทั้งความคิดคำพูดรวมถึงการกระทำที่แสดงออกมาให้เป็นรูปธรรมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสังคมโดยรวม

    ดังนั้น ไม่ว่าจะคำว่า “บุญหรือกุศล” ต่างก็มีนัยยะความหมายเหมือนๆกัน ต่างที่การใช้คำเท่านั้น! เราจึงพูดติดกันว่า“บุญกุศล” สาธุ!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    178FD617-8C7C-427C-B654-46243A6ED7C0.jpeg

    •• โพสต์ถามตอบเรื่องการทำบุญและธรรมะ(in Facebook) ••​

    คำถาม ที่พระภิกษุสงฆ์ท่านบอกว่า ทำบุญสังฆทานเป็นบุญใหญ่และผลบุญนี้จะมีอานิสงส์ยาวนานเป็นกัลป์จริงหรือไม่ครับ? (พี่วิทย์ FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า กรณีที่ท่านถามมานี้ คนส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศาสนิกชนต่างก็ทราบกันดี แต่เมื่อท่านวิทย์ถาม เราผู้เป็นครูก็จะสงเคราะห์อธิบายให้ การถวายสังฆทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์หรือพระภิกษุณี ในตามพระพุทธศาสนาจะมีอานิสงส์ถึงหลายกัลป์ แต่จะมีอานิสงส์มากน้อยเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศีลที่ถืออยู่ของผู้ถวายสังฆทานในแต่ละครั้ง และขึ้นอยู่กับพระภิกษุรูปนั้นนอกจากมีศีลครบ 227 ข้อแล้ว ถ้าภิกษุรูปนั้นมีจิตอันเข้าถึงความหลุดพ้นอานิสงส์ที่ได้จากการถวายสังฆทานในครั้งนั้น ย่อมมีอานิสงส์อันมากมายมากกว่า 1 แสนกัลป์ ซึ่งจะเห็นว่า อานิสงส์ของการถวายสังฆทานในแต่ละครั้งย่อมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น เราขอแนะนำว่า ในการถวายสังฆทานในแต่ละครั้ง เราควรจะถือศีลให้บริสุทธิ์เพื่อเราจะได้อานิสงส์จากการถวายสังฆทานได้อย่างเต็มที่ สาธุครับ!
    ———————————
    คำถาม ผมสงสัยเรื่องการฆ่าตัวตาย ที่เขาบอกกันว่า ถ้าฆ่าตัวตายจะส่งผลให้คนนั้นฆ่าตัวตายไปอีก 500 ชาติ ผมขอให้ครูท่านช่วยชี้แนะอธิบายเรื่องนี้หน่อยครับ? (พี่วิทย์ FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า ในเรื่องการฆ่าตัวตายแล้วคนๆนั้นต้องกลับมาฆ่าตัวตายอีกนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เราได้พบเห็น มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป! คนที่ฆ่าตัวตายเหล่านั้นในอดีตของพวกเขาเคยกระทำบาปในเรื่องการฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์มาก่อน ดังนั้น คนที่ฆ่าตนเองตายมิได้เกิดจากสาเหตุว่า ในอดีตชาติของคนเหล่านั้นจะต้องเคยทำอัตวิบากกรรม(อัตวินิบาตกรรม)หรือเคยฆ่าตนเองตายมาก่อน ไม่เสมอไปนะท่าน ดังนั้น การฟังคำจากผู้อื่น เราควรใช้สติและปัญญาในการพิจารณาให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเชื่อในสิ่งที่คนนั้นพูด! สาธุครับ!
    ———————————
    คำถาม การทำบุญทุกครั้งต้องกรวดน้ำลงดินหรือไม่อย่างไรครับ และการอธิษฐานในการแผ่บุญกุศลจำเป็นหรือไม่ต้องเอ่ยชื่อออกจากปากหรือแค่ใช้จิตคิดว่าจะส่งให้ผู้ใดก็สามารถถึงได้เลยครับ (Bravo FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า กรณีที่ชายผู้นี้ถามว่า การทำบุญทุกครั้งจำเป็นจะต้องทำการกรวดน้ำในทุกครั้งหรือไม่จากประสบการณ์ของเราที่เราได้เห็นมนุษย์บนโลก เวลาทำบุญในแต่ละครั้งที่วัดจะมีการกรวดน้ำเป็นประจำ ซึ่งเราผู้เป็นครูในโลกทิพย์อยากจะบอกให้แก่พุทธศาสนิกชนได้รู้ว่า การทำบุญใดๆเมื่อเราทำด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์และพร้อมที่จะอุทิศบุญนั้นให้แล้ว บุญที่อุทิศให้เหล่านั้นก็ย่อมถึงแก่ผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศให้อย่างแน่นอน! กรณีที่จะไม่ได้อานิสงส์แห่งบุญก็มีเพียงดวงจิตวิญญาณที่เราจะให้ดวงนั้น ตกลงไปอยู่ในนรกภูมิในขุมที่ลึกจนไม่สามารถจะรับบุญจากผู้ให้ได้ เช่น โลกันตนรก ซึ่งเป็นนรกที่ไม่มีแสงสว่างใดๆจะส่องถึง มีเพียงบารมีของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำการโปรดดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นได้.

    ดังนั้น คำถามที่ว่าจำเป็นหรือไม่จะต้องพูดคำอธิษฐานและพูดชื่อผู้รับบุญออกจากปากเวลาอุทิศบุญให้ เราขอตอบว่าไม่จำเป็น เพราะกระแสบุญที่จะอุทิศให้ ได้ถูกกำหนดทิศทางการให้ด้วยดวงจิตของมนุษย์ที่นึกคิดอยากจะให้เป็นเป้าหมาย! ดังนั้น ในความจริงเราไม่จำเป็นจะต้องพูดคำอุทิศอะไรให้มากมาย พูดเพียงสั้นๆก็เพียงพอแล้ว อย่างไรมนุษย์ก็ยังผูกติดอยู่ในเรื่องการใช้คำพูดในการสื่อสาร แต่จะไม่ให้พูดคำอุทิศใดๆเลย มนุษย์ก็กลัวว่า บุญจะไม่ถึงแก่ผู้รับ! สิ่งที่เราอธิบายให้ไปในข้างต้น หวังว่า จะเป็นประโยชน์เพิ่มความเข้าใจในเรื่องการอุทิศบุญได้มากขึ้นแก่ผู้ถามและคนที่มาอ่าน สาธุครับ!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    86D102D5-4EAA-4AF3-A14C-0C4CF925FE23.jpeg

    ** คำถาม ยุคสมัยเปลี่ยนไป มีการใส่บาตรพระ ด้วยอาหารที่พระไม่สามารถนำไปเพื่อพร้อมการบริโภคได้ทันที เช่นใส่ข้าวสาร หรือใส่เงินลงในบาตรพระ วิธีการที่ทำแบบนี้มีความถูกต้องหรือไม่อย่างไร ขอความกระจ่างด้วยครับ(Rangsan FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ดี เราอยากจะขออธิบายให้แก่พุทธศาสนิกชนในยุคสมัยปัจจุบันได้ทราบถึง ข้อควรประพฤติปฏิบัติก่อนที่คนผู้นั้นจะทำการใส่บาตรให้พระ มีดังนี้

    -อันดับแรก ที่พุทธศาสนิกชนควรคำนึงถึง ก็คือ อาหารที่ถวายพระภิกษุและสามเณรนั้นควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกเสียก่อน มิควรนำอาหารที่ยังมิได้ปรุงมาใส่บาตร ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยการที่เราถวายอาหารที่ยังมิได้ปรุงสุก จะทำให้พระภิกษุและสามเณรต้องเสียเวลาแทนที่จะเอาเวลาที่มัวปรุงอาหารอยู่นี้ ไปทำกิจของสงฆ์แต่ต้องมาเสียเวลากับการปรุงอาหารด้วยตัวของท่านเอง.
    -อันดับที่ 2 การนำอาหารที่ผิดพระวินัยที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรไม่สามารถจะฉันได้! โดยนำมาใส่บาตร ถึงแม้จะไม่บาป เพราะคนใส่บาตรไม่รู้! ไม่มีเจตนา! แต่ความไม่รู้เช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อๆกัน จนภายหลังก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถจะถวายได้ไม่เป็นไร! ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันต์! ถ้าเราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเราควรที่จะรู้ในสิ่งที่เราควรรู้เกี่ยวกับอาหารชนิดใดบ้างที่พระภิกษุท่านฉันได้หรือฉันไม่ได้! เราควรไปค้นหาข้อมูลให้เข้าใจก่อนที่จะเตรียมอาหารใส่บาตร.
    -อันดับที่ 3 อาหารที่ถวายพระภิกษุในแต่ละมื้อ เราควรตั้งใจปรุงอาหารนั้นให้ดีที่สุด! อย่าสักแต่ว่าปรุงให้เสร็จๆไป! การที่เราปรุงอาหารด้วยความตั้งใจและใส่ใจ! ถือว่าเป็นการปรุงอาหารด้วยความปราณีต! เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรรู้!
    ————————————
    ** คำถาม การถวายสังฆทาน จำเป็นหรือไม่ต้องถวายกับหมู่สงฆ์ที่มีจำนวนตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปเพื่อรับสังฑทาน ซึ่งปัจจุบัน เห็นพระภิกษุเพียงรูปเดียว ก็มีรับสังฆทานด้วยเช่นกัน อานิสงค์ในการถวายจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ(Rangsan FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า เราอยากจะบอกให้แก่พุทธศาสนิกชนได้รับข้อเท็จจริงในเรื่องการถวายสังฆทานที่แท้จริง! สิ่งสำคัญมิได้อยู่ที่ว่า พระภิกษุสงฆ์จำนวนกี่รูปมานั่งเรียงรายเพื่อรอรับสังฆทานจากญาติโยม พุทธศาสนิกชนในยุคนี้รวมถึงคนมีญาณทั้งหลายยังมีความเข้าใจผิดในส่วนนี้อยู่ เราในฐานะแห่งครูโลกทิพย์และยังเป็นผู้รู้ในโลกแห่งวิญญาณ เราอยากจะบอกให้ทุกคนได้รับทราบความจริงในวันนี้ ขอให้พุทธศาสนิกชนทุกท่านได้อ่านข้อความเก่าข้างล่างที่เราได้เคยกล่าวไว้เรื่องการถวายสังฆทาน จะทำให้ทุกท่านได้รู้ว่าอานิสงส์การถวายสังฆทานเกิดขึ้นได้อย่างไร มีเหตุปัจจัยใดที่ส่งเสริมให้สังฆทานมีอานิสงส์มาก.

    (** ผมขอสรุปโดยย่อว่า ครูท่านบอกว่า การถวายสังฆทานในแต่ละครั้งจะมีอานิสงส์มากน้อยหรือนับเป็นสังฆทานหรือไม่นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสงฆ์ที่มารอรับสังฆทาน แต่ขึ้นอยู่กับศีลของผู้ถวายสังฆทานและศีล 227 ข้อของพระภิกษุสงฆ์รวมถึงภิกษุที่รับสังฆทานนั้นท่านมีจิตอันเข้าถึงความหลุดพ้นมากน้อยเพียงใด(ระดับการชำระกิเลสมากน้อย) สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงเวลาเราจะถวายสังฆทานในแต่ละครั้งนั้นเอง.

    ครูท่านบอกว่า พุทธศาสนิกชนเข้าใจผิดโดยนำ 2 เรื่องมาปนกันระหว่างการถวายสังฆทานกับการทำสังฆกรรม ซึ่งอานิสงส์จากการถวายสังฆทานจะมากน้อยในแต่ละครั้งมิได้ขึ้นอยู่กับการทำสังฆกรรม ก็คือการที่จะต้องมีพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปมาร่วมกันทำกิจของสงฆ์ มันคนละเรื่องกัน! แต่คนส่วนใหญ่เอา 2 เรื่องนี้มาปะปนกันจนเข้าใจว่าการถวายสังฆทานในแต่ละครั้งจะต้องมีพระภิกษุสงฆ์ 4 รูปมานั่งรอรับสังฆทานจึงจะถือว่าเป็นสังฆทานและคิดว่าจะได้อานิสงส์มากกว่า ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด!
    (* สังฆกรรม หมายถึง กิจที่พระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป รวมกันทำภายในสีมา เช่น การสวดพระปาติโมกข์.)

    ——[อ้างอิงข้อความเก่า]——
    “คำถาม ที่พระภิกษุสงฆ์ท่านบอกว่า ทำบุญสังฆทานเป็นบุญใหญ่และผลบุญนี้จะมีอานิสงส์ยาวนานเป็นกัลป์จริงหรือไม่ครับ? (พี่วิทย์ FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า กรณีที่ท่านถามมานี้ คนส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศาสนิกชนต่างก็ทราบกันดี แต่เมื่อท่านวิทย์ถาม เราผู้เป็นครูก็จะสงเคราะห์อธิบายให้ การถวายสังฆทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์หรือพระภิกษุณี ในตามพระพุทธศาสนาจะมีอานิสงส์ถึงหลายกัลป์ แต่จะมีอานิสงส์มากน้อยเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศีลที่ถืออยู่ของผู้ถวายสังฆทานในแต่ละครั้ง และขึ้นอยู่กับพระภิกษุรูปนั้นนอกจากมีศีลครบ 227 ข้อแล้ว ถ้าภิกษุรูปนั้นมีจิตอันเข้าถึงความหลุดพ้นอานิสงส์ที่ได้จากการถวายสังฆทานในครั้งนั้น ย่อมมีอานิสงส์อันมากมายมากกว่า 1 แสนกัลป์ ซึ่งจะเห็นว่า อานิสงส์ของการถวายสังฆทานในแต่ละครั้งย่อมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น เราขอแนะนำว่า ในการถวายสังฆทานในแต่ละครั้ง เราควรจะถือศีลให้บริสุทธิ์เพื่อเราจะได้อานิสงส์จากการถวายสังฆทานได้อย่างเต็มที่ สาธุครับ!”
    ————————————
    ** คำถาม การถวายสังฆทานผ่านแอฟฟิเคชั่น ตามที่มีข่าวเกิดขึ้นในสังคมเมื่อไม่นานมานี้ ตามข้อความนี้ "นี่เรามาถึงจุดที่สามารถถวายสังฆทานโดยไม่ต้องเห็นหน้ากันแล้ว โยมจะทำบุญ เปิดแอพสั่งอาหาร ตัดเงินผ่านบัญชีแล้วให้แอฟมาส่งในวัด แล้วพระรับประเคนจากคนมาส่ง พร้อมโทรมารับพรผ่าน Video Call" จากข้อความที่กล่าวมาจะถือเป็นการถวายสังฑทานหรือไม่ครับ (Rangsan FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า จากที่เราได้อ่านคำถาม เราขอให้ข้อคิดในเรื่องการถวายสังฆทานผ่านแอพพลิเคชั่นซึ่งมันก็เหมือนกับการโอนเงินไปทำบุญแต่ต่างกันที่รูปแบบเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำบุญเท่านั้นเอง ในยุคปัจจุบันมนุษย์จะหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีต่างๆที่อำนวยความสะดวกมิได้เลย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป มนุษย์บนโลกต่างก็ต้องปรับตัว สิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือ การทำบุญใดๆไม่ว่าจะยุคสมัยใดใช้เทคโนโลยีลักษณะใด สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำบุญในแต่ละครั้งนี้ อย่างที่เราเคยกล่าวไปแล้วว่า เราวัดจากเจตนาของผู้ทำบุญ! ถ้าผู้ทำบุญมีเจตนาอันบริสุทธิ์และเงินที่ได้มานั้นบริสุทธิ์ ไม่ว่าเราจะทำบุญผ่านช่องทางใด ตัวผู้ทำบุญก็ย่อมได้รับผลบุญอย่างเต็มกำลัง(100%)ในส่วนของเขา แต่ทว่าเราจะไม่ได้รับผลบุญเท่ากับคนที่ไปทำบุญที่วัดด้วยตนเอง ด้วยเหตุที่ว่า คนที่ไปวัดทำบุญนั้นจะได้อานิสงส์ที่เพิ่มขึ้นในส่วนของความเหนื่อยยากที่จะต้องเสียแรงกาย,เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปวัดรวมถึงอื่นๆ จึงทำให้คนที่ไปวัดทำบุญด้วยตนเองนั้นได้อานิสงส์มากขึ้นตามเหตุดังกล่าวนั้นแล.
    ————————————
    ** คำถาม กรณีที่เราให้เงินผู้หญิงคนหนึ่งไป แต่เราไม่รู้ว่า หญิงคนนั้นเอาเงินไปทำแท้ง! กรณีนี้เราจะติดบาปกรรมไหมครับ? (พี่วิทย์ FB ถาม)

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านตอบว่า เราอยากจะบอกว่า กรรมใดๆขึ้นอยู่กับเจตนา ดังนั้น เมื่อเราไม่เจตนาจากความไม่รู้เราก็ไม่ติดบาป ซึ่งบาปก็หมายถึงกรรมอันหนักหน่วง แต่คนผู้ให้เงินไปเขาอาจจะติดกรรมกับเด็กที่ถูกทำแท้งไปได้ เพราะกรรมเป็นเรื่องของบุคคล 2 คนไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ ถ้าเด็กรู้ว่าเรามีส่วนในการทำแท้งของเขา เขาย่อมจะจองเวรอาฆาตเราได้เช่นกัน! กรรมจึงเป็นเรื่องซับซ้อนดั่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2020
  18. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    74A5208D-C1DD-4FA2-8A54-0CC61F19366E.jpeg E7502BF6-F483-4DEE-AB18-6A34E1448288.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “การปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณแม่ชาวเยอรมันในอดีตชาติที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเยอรมัน” ——
    (.. วันที่ 18 มกราคม 2563 ..)​

    ธรรมทานนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นจริงว่า แม้เราจะเกิดมาในภพชาติใหม่ในประเทศใหม่ รอยกรรมเดิมในอดีตชาติของเราก็มิได้เลือนหายไปไหน การที่เราได้กำเนิดเกิดมาในภพชาติใหม่นั้น ก็ยังมีอีกหลายดวงจิตวิญญาณที่พวกเขาเคยเป็นญาติสนิทมิตรสหายเรารวมถึงเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น ที่พวกเขายังไม่มีโอกาสได้เกิดในภพชาติใหม่ ยังคงติดบ่วงพันธนาการแห่งกรรมหรือยังคงยึดติดในสภาพสภาวะหรือยึดติดในสิ่งของจนทำให้จิตของพวกเขาไม่ปล่อยวาง! จึงเป็นเหตุให้ไม่ไปผุดไปเกิดหรือไม่ไปเสวยบุญและเสวยในบาปกรรมของตนที่ได้เคยกระทำไว้..

    ในเคสรับสื่อจิตเคสนี้เป็นเคสหญิงไทยผู้มีจิตสัมผัสที่ตัวเธออาศัยอยู่ในประเทศเยอรมัน เธอคนนี้มาขอสื่อจิต 2 ครั้งซึ่งห่างกันเกือบเดือนแต่มันเป็นเคสต่อเนื่องที่ยังไม่จบ โดยครั้งแรกครูโลกทิพย์ชี้แนะให้เธอไปทำการปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณแม่ชาวเยอรมันในอดีตชาติ(อดีตชาติเธอเคยเกิดในเยอรมัน) พอผ่านไปเกือบเดือน ผมถามเธอไปว่า เธอไปปลดปล่อยแม่เธอแล้วหรือยัง? เธอบอกไปทำแล้ว ผมจึงขอให้ครูท่านช่วยเมตตาสงเคราะห์อีกครั้งหนึ่งดูว่า ผีแม่เธอถูกปลดปล่อยจากพันธนาการจริงๆหรือไม่ ซึ่งเป็นการสื่อจิตในครั้งที่ 2 โดยมีรายละเอียดการสื่อจิตทั้ง 2 ครั้ง ดังนี้

    ** สื่อจิตครั้งที่ 1 (.. วันที่ 21 ธันวาคม 2562 ..)

    [คำถาม] กึ่งฝันกึ่งตื่น ราวกับเรื่องจริง ฝันเห็นดวงวิญญาณมาเข้าร่างผู้หญิงอีกคน แล้วมาขอให้เราช่วยแล้วเขาจะให้ทรัพย์ (เขาจะมาสื่อให้ช่วยอะไร)..

    -ตอบ ครูท่านตอบว่า จากที่ตรวจดูแล้วพบว่า ดวงจิตวิญญาณหญิงชรานี้ เป็นดวงจิตที่เก่าแก่ในยุคสมัยโบราณ เขาต้องการให้เราช่วยเขาให้ได้ไปผุดไปเกิดในภพภูมิใหม่ ซึ่งตัวเขาทนทุกข์ทรมานมานานมากแล้ว ไม่อยากจะอยู่ในสภาพสภาวะนี้แล้ว แต่ที่ผ่านมา เขาไม่สามารถจะติดต่อใครได้ เพราะเหตุไม่มีบุญกรรมสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่เขามาเข้านิมิตฝันเราได้ ก็เพราะในอดีตภพชาติหนึ่ง คุณเคยเกิดเป็นลูกสาวเขามาก่อน ด้วยเหตุแห่งโชคชะตาลิขิต จึงถูกกำหนดไว้ว่า จะต้องเป็นผู้ที่เคยเป็นสายเลือดเดียวกันมาก่อน กลับมาปลดปล่อยให้ดวงจิตวิญญาณหญิงชรานี้ได้เป็นอิสระ!

    ซึ่งกาลเวลาแห่งการปลดปล่อยได้เวียนมาบรรจบแล้วในวาระนี้ ครูโลกทิพย์ท่านขอให้คุณจงปฏิบัติตามนี้ แล้วดวงจิตวิญญาณแม่คุณในอดีตก็จะถูกปลดปล่อยปรับภพปรับภูมิไปเสวยบุญกรรมที่ควรจะเป็นเสียที.

    @ วิธีปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
    -ก่อนอื่นให้คุณเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในทางทิศตะวันออกห่างจากบ้านคุณไม่เกิน 3 กิโลเมตร แล้วคุณจะเจอกับพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ให้คุณเดินเข้าไป จะพบกับวัตถุสิ่งหนึ่งที่ถูกเก็บสะสมรวมไว้กับของสะสมอื่นๆ วัตถุนั้นมีลักษณะกลมมนคล้ายๆภาชนะใส่ของ(ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้ว่า วัตถุนั้นเป็นชิ้นใด เพราะถึงเวลานั้นวัตถุจะมีแรงดึงดูดจิตของคุณเอง ประกอบกับคุณมีจิตสัมผัสอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลย!) จากนั้น เมื่อคุณเห็นของสิ่งนี้แล้ว ให้คุณตั้งจิตอธิษฐานกำหนดจิตไปที่ของสิ่งนี้ แล้วขออำนาจบารมีขององค์มุจลินท์นาคราชที่ท่านมีพลังงานบารมีอยู่ในตัวคุณ โดยอธิษฐานขอให้ท่านมุจลินท์ส่งพลังงานมาช่วยปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณหญิงชราผู้ที่เคยเป็นแม่คุณในอดีตชาติมาก่อน ให้เขาได้รับอิสระจากพันธนาการทั้งปวง! ไปสู่ยังสัมปรายภพ(ภพหน้า) ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งปวงที่ร้อยรัดดวงจิตวิญญาณนี้ไว้
    ———————————-

    ** สื่อจิตครั้งที่ 2 (.. วันที่ 18 มกราคม 2563 ..)

    [คำถาม] ขอครูช่วยตรวจญาณดูเรื่องการปลดปล่อยดวงวิญญาณแม่ในอดีตชาติของเธอ พิพิธภัณฑ์ที่เธอไปนั้นเธอไปถูกที่แล้วใช่ไหมครับ? ภาชนะกลมมนที่ครูองค์ก่อนหน้านี้ท่านบอก เธอหาไม่เจอ เจอแต่เขียงไม้โบราณซึ่งเธอเกิดอาการขนลุก เธอจึงคิดว่า น่าจะใช่ ส่วนสิ่งของอย่างอื่นมีแต่หนังสือ ถ้าไม่ใช่เขียง ขอครูท่านบอกตำแหน่งที่ชัดเจนสำหรับของชิ้นนั้นว่าอยู่ส่วนใดในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น และของชิ้นนั้นมีสีอะไร ได้ไหมครับ?

    -ตอบ ครูโลกทิพย์ท่านบอกว่า จากที่เราได้ทำการตรวจญาณ ในครั้งก่อนที่ครูโลกทิพย์องค์นั้นได้เคยตรวจญาณและบอกว่า วัตถุที่มีดวงจิตวิญญาณของผู้เป็นแม่ของหญิงผู้นี้ในอดีตภพชาติหนึ่ง และได้บอกว่าวัตถุชิ้นนั้นเป็นทรงกลมมนคล้ายภาชนะใส่ของ จากที่เราเห็นในนิมิตของเรา สิ่งที่ครูโลกทิพย์องค์นั้นได้กล่าวไว้ เป็นเรื่องจริง เราก็เห็นเป็นลักษณะภาชนะทรงกลมมนเช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะถามเราว่าวัตถุชิ้นนั้นตั้งอยู่ในตำแหน่งใดในพิพิธภัณฑ์ เราก็บอกได้แต่ทว่ามันจะไม่มีประโยชน์อันใด เพราะในตำแหน่งที่ตั้งวัตถุชิ้นนั้น บุคคลทั่วไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป! แต่จากที่เราตรวจดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ เธอผู้นี้ก็ได้ทำการปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณแม่ในอดีตชาติของเธอแล้ว เราจะบอกว่า การปลดปล่อยดวงวิญญาณในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เราไม่จำเป็นจะต้องรู้ว่า วัตถุของสิ่งนั้นมันตั้งอยู่ตรงไหนก็ได้ เพียงเราใช้จิตเราอธิษฐานขอบารมีครูอาจารย์ของเรา ให้ท่านช่วยใช้พลังบารมีของท่านมาช่วยทำการปลดปล่อยดวงจิตวิญญาณที่เราได้เคยมีบุญกรรมสัมพันธ์ต่อกันในครั้งอดีตไม่ว่าจะภพชาติใดภพชาติหนึ่ง ครูท่านก็จะทำหน้าที่ของท่านเอง เราก็แค่อธิษฐานจิตก็พอแล้ว หวังว่าท่านจะได้คำตอบจากเราแล้วนะ.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    09A011EE-D87B-4D58-BEC8-3D53F07B6AE1.jpeg 8F1CA4F3-35EF-4F26-AFCD-7D133C15B3E2.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “หนี้บุญคุณข้ามภพชาติระหว่างเศรษฐีกับขอทาน” ——
    (.. วันที่ 19 มกราคม 2563 ..)​

    ในช่วงเย็นวันนี้ขณะที่ผมกำลังดู Facebook อยู่ จู่ๆผมก็นึกถึงป้าหลอดขึ้นมา(ป้าหลอดคือป้าที่อุปัฏฐากพระไพศาล) และผมรู้สึกอยากจะโทรคุยถามสารทุกข์สุขดิบและถามเรื่องพรุ่งนี้ป้าจะทำกับข้าวอะไรมาใส่บาตรเวลาพระอาจารย์ไพศาลมาเดินบิณฑบาต ซึ่งปกติผมก็ไม่ได้คิดที่จะโทรหาป้า เพราะไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร! เพราะก่อนหน้านี้ผมได้นำเงิน2,000 บาทให้ป้านำไปเป็นปัจจัยในการทำอาหารและน้ำปานะถวายพระอาจารย์ไพศาลในทุกๆวันแล้ว..

    พอผมโทรไปคุยกับป้า ขณะกำลังคุย จิตผมรู้สึกได้ว่า การที่ผมรู้สึกอยากจะโทรหาป้านั้น เกิดจากเทวดาฝั่งของป้าดลใจให้ผมโทร ผมก็บอกป้าไปแบบนั้น จากนั้น ผมก็รู้สึกและถามป้าไปว่า “เมื่อกี้ป้าคิดถึงผมหรือเปล่า?” ป้าตอบ“ใช่ เมื่อกี้ป้านึกถึงหน้าเรา เราก็โทรมาหาป้าเลย ป้านึกถึงคนที่มาถวายสิ่งของให้แก่พระอาจารย์ไพศาลที่วัดป่า แต่ตอนที่ป้านึกอยู่นั้น ภาพใบหน้าคนสุดท้ายที่ป้านึกถึง ก็คือ เรา และเราก็โทรมาเลย” ผมถามป้าไปว่า “ป้าอยากรู้เรื่องราวในอดีตชาติของตัวป้าหรือครับ?” ป้าตอบ “ใช่ ป้าอยากรู้มาก” ผมบอก “ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ผมจะสอบถามครูโลกทิพย์ให้ครับ”

    ผมขอให้ครูโลกทิพย์ท่านเมตตาช่วยเปิดให้ผมได้สื่อจิตกับเทวดาของป้าด้วยครับ เพื่อที่จะให้เทวดาองค์นั้นมาเล่าเรื่องราวในอดีตชาติระหว่างเทวดากับป้าหลอด และครูท่านก็อนุญาตเปิดให้ผมได้คุยกับเทวดาของป้าหลอด โดยเทวดาท่านก็สื่อจิตมา ดังนี้

    “เรามีชื่อว่า “หัสดินทร์” เป็นเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์(ชั้น 2) เราเป็นเทวดาประจำตัวของป้าหลอด เราเห็นว่าป้าคนนี้ที่เราดูแลอยู่ เธอมีความต้องการที่จะอยากรู้ในเรื่องอดีตชาติของตัวเธอ เราเห็นว่า ป้าคนนี้มีจิตใจที่ฝักใฝ่ในบุญทาน ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ปฏิบัติธรรมฝึกฝนจิต เรื่องที่เราจะเล่าดังต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวระหว่างตัวเรากับป้าคนนี้ในอดีตชาติหนึ่ง โดยเรื่องราวอดีตชาติที่เราจะกล่าวถึง เป็นอดีตชาติในยุคสมัยพระเจ้าพรหมทัตที่ครองเมืองพาราณสีในสมัยนั้น เราเกิดเป็นยาจก ส่วนป้าเกิดเป็นเศรษฐีคนหนึ่งที่มีครอบครัวใหญ่โตมีบริวารมากมายรวมถึงมีทรัพย์สมบัติอันมากมายที่ใช้ไม่หมดไปทั้งชาติ มีครั้งหนึ่งเรากำลังขอทานอยู่ที่บริเวณข้างถนน เศรษฐีผู้ใจบุญท่านนี้ได้นั่งสารถีผ่านมา(สารถีนั้นเป็นพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเหล่าฝูงวัว) โดยในวันนั้นเศรษฐีท่านนี้ได้จอดพาหนะและลงมาพูดคุยกับเราผู้เป็นยาจก ตัวเรารู้สึกแปลกใจว่า ทำไมผู้มีวรรณะสูงส่งอย่างท่านเศรษฐีท่านนี้ จู่ๆมาพูดคุยกับเราผู้เป็นยาจกขอทาน

    ท่านเศรษฐีได้พูดถามเราว่า “เราทำไมถึงมาขอทาน! ทำไมไม่ไปประกอบอาชีพอื่น”เราก็ตอบเศรษฐีท่านนั้นว่า “เราไม่มีความรู้จะนำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ เราจึงมานั่งขอทาน” จากนั้น ท่านเศรษฐีก็ได้ควักเงินออกมาให้ทานแก่เราเป็นจำนวนมาก! เราดีใจมากในตอนนั้น! เพราะตั้งแต่เกิดมาเรายังไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนพอท่านเศรษฐีให้เงินเราแล้ว ท่านก็พูดว่า “จงนำเงินเหล่านี้ไปตั้งตัวและอย่ามานั่งขอทานอีก” พอพูดจบ ท่านเศรษฐีก็เดินทางต่อไป ด้วยเหตุการณ์นี้จึงทำให้ตัวเราติดหนี้บุญคุณท่านเศรษฐีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวที่เราได้เล่ามานี้แม้มันจะเป็นอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วในโลกมนุษย์ แต่ดินแดนแห่งโลกสวรรค์ถือว่าได้ผ่านไปเพียงไม่นาน ซึ่งตัวเราก็ยังคงจดจำในหนี้บุญคุณของเศรษฐีท่านนี้ได้อย่างไม่รู้ลืม! แม้เวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม เราจึงเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่พระตถาคตท่านได้เคยตรัสสอนไว้นั้นเป็นความจริงทุกประการ! หนี้บุญคุณนั้นเมื่อบังเกิดขึ้นแล้วกับใครผู้ใด! คนที่ติดหนี้บุญคุณผู้นั้นจะต้องกลับไปชดใช้หนี้บุญคุณนั้นไม่ว่าจะภพชาติใดก็ภพชาติหนึ่ง!

    สิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดนี้ เราอยากให้ท่านวิทย์ช่วยนำไปบอกเล่าให้แก่ป้าคนนี้ได้รับรู้เรื่องราวในอดีตภพชาติหนึ่งระหว่างเรากับป้าหลอด เรามีจุดประสงค์เพื่อที่จะตอบแทนหนี้บุญคุณในบางส่วนที่เราสามารถจะกระทำได้ เราจึงมาขอร้องแก่ครูของท่านวิทย์ ให้ท่านช่วยเปิดทางให้แก่เราได้มาสื่อจิตบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ เราขอขอบคุณในความเมตตาของครูท่านวิทย์ โดยเฉพาะท่านวิทย์ที่เสียสละเวลาของท่านมาช่วยเราในครั้งนี้ เราขอขอบคุณจากใจจริง!”
     
  20. วิษณุกรรม

    วิษณุกรรม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2017
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +39
    66389A5F-E6CE-4064-81A8-E7A61A83FA23.jpeg AFA11A8A-2054-4F8A-8E50-88FCFE3464B6.jpeg

    —— บันทึกความทรงจำ เรื่อง “ครูโลกทิพย์องค์หลักของผม “ท้าวมหาพรหมชิณณะปัญชะระ”” ——
    (.. วันที่ 22 มกราคม 2563 ..)​

    วันนี้ผมมีข้อสงสัยในเรื่องการที่ผมจะเปิดเผยนามของครูโลกทิพย์องค์หลักที่ท่านมาสร้างบารมีกับผมในภพชาตินี้ ผมจึงสื่อจิตสอบถามครูโลกทิพย์องค์ที่ดูแลตรวจญาณให้ผมในช่วงนี้ ครูองค์นี้ท่านตอบว่า “การที่ตัวท่านจะเปิดเผยนามของครูองค์หลักของท่าน เราเห็นควรว่า ในเรื่องนี้เรามิอาจจะตอบแทนครูองค์หลักของท่านวิทย์ได้ ท่านจงไตร่ถามครูองค์หลักของท่านเถิด!” ผมจึงอธิษฐานจิตอัญเชิญครูองค์หลักเพื่อสอบถามโดยตรง..

    ครูโลกทิพย์องค์หลักท่านสื่อจิตมา ดังนี้
    “ลูกวิทย์ พ่อเองชิณณะปัญชะระ ในสิ่งที่ลูกถามนั้น เอาเป็นว่า ลูกจะบอกให้คนอื่นได้รู้ว่าครูลูกเป็นใครใช่หรือไม่? ครูเข้าใจในตัวลูก ถ้าอย่างนั้น การเป็นครูและลูกศิษย์จึงสำคัญมากสำหรับลูกใช่ไหม? (ผมตอบ ใช่ครับ) ดีแล้วที่ลูกมีใจที่กตัญญูต่อครู ถ้าเป็นเช่นนั้น! ครูอนุญาตให้ลูกเปิดเผยตัวตนของครูคนนี้ได้มีผลตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ลูกจงสบายใจเถิด! สิ่งที่ลูกคิดและได้ตัดสินใจที่จะประกาศคุณความดีของครูให้โลกมนุษย์และโลกวิญญาณได้รับรู้! ครูขอโมทนากับศิษย์คนนี้ด้วย! เรื่องรูปปั้นแทนองค์ครู ครูเห็นควรว่า ถ้าตัวลูกมีใจอันศรัทธาต่อครูบาอาจารย์อย่างเหนียวแน่นแล้ว ก็ไม่มีเหตุอันใดที่ครูคนนี้จะทำการห้ามในศรัทธาของศิษย์คนนี้ได้ แต่ครูอยากจะบอกลูกไว้ว่า รูปปั้นที่บูชาแทนครูองค์นี้ ภายในรูปปั้นครูก็มิได้จะทิ้งพลังงานใดๆไว้ให้! ขอให้ลูกเข้าใจในส่วนนี้ ส่วนลูกจะตัดสินใจเช่นไร! ก็สุดแล้วแต่ตัวลูกเองเถิด! ขอให้ลูกพิจารณาให้ดีนะลูก! พ่อขอตัวไปก่อนนะลูก”

    จากนั้น ครูองค์ที่ดูแลผมอยู่ตอนนี้ ท่านก็สื่อมาบอกว่า “การทดสอบในค่ำคืนนี้ของตัวท่าน เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นว่าตัวท่านได้สอบผ่านในบททดสอบในเรื่องความกตัญญูที่ศิษย์มีต่อครูบาอาจารย์ แม้ตัวเราเองก็ยังชื่นชมและยินดีในสิ่งที่ตัวท่านได้ตัดสินใจ! เราขอโมทนาด้วยกับความกตัญญูของตัวท่าน”

    และครูองค์นี้ท่านยังให้ความกระจ่างแก่ผมอีกว่า “บารมีครูที่ครอบดวงจิตของท่านไว้ จึงเปรียบเสมือนเกราะแก้วที่ห่อหุ้มท่านไว้ มิให้ดวงจิตของท่านถูกครอบงำโดยเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์อื่นรวมถึงถูกครอบงำโดยภูตผีปีศาจอสูรกายหรือสิ่งที่มองไม่เห็นที่คอยจะมาทำร้ายดวงจิตหรือหลอกใช้ให้ท่านช่วยเหลือพวกเขาไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม! และโดยปกติดวงญาณบารมีของครูองค์หลักของท่านวิทย์ ดวงญาณครูนี้จะมาครอบดวงจิตของท่านวิทย์ไว้เสมอ! กรณีที่ดวงญาณครูดวงนี้จะถอยออกไป! มีกรณีเดียวก็คือ ตัวท่านวิทย์ได้หมดวาระหน้าที่กับครูองค์หลักของท่านแล้วเท่านั้น!”
    ———————————————————
    •• ครูบาอาจารย์โลกทิพย์องค์หลักของผม ••

    ครูองค์หลักของผม ท่านมีนามว่า “ท้าวมหาพรหมชิณณะปัญชะระ”(ครูท่านให้เขียนนามของท่านตามนี้) องค์ครูท่านเป็นพรหมสุทธาวาสในรูปพรหมชั้น 15 ท่านเป็น 1 ในมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ในรูปพรหมชั้นที่ 15 องค์ครูท่านสร้างคุณความดีไว้มากมายในภพแดนทั้ง 3 ภูมิ องค์ครูท่านรับหน้าที่มาช่วยเหลือผมในกิจหน้าที่ของสวรรค์ เพราะในอดีตชาติผมเคยเป็นศิษย์ขององค์ท่านมาก่อน ครูท่านเคยบอกผมว่า “เราเป็นครูโลกทิพย์ตัวจริงของท่านวิทย์ เราเพียงผู้เดียวที่เป็นครูของท่านที่มาทำกิจหน้าที่ร่วมกับท่านในช่วงเวลาแห่งโลกมนุษย์ที่น้อยนิด” สาธุครับ!

    -หมายเหตุ องค์ครูท่านท้าวมหาพรหมชิณณะปัญชะระ ท่านนำพาสมเด็จพุฒาจารย์โตให้ไปเจอกับคัมภีร์พระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์บทนี้!
     

แชร์หน้านี้

Loading...